ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะเลือกนายกโดยตรง ด้วยมือของเราเอง

ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะเลือกนายกโดยตรง ด้วยมือของเราเอง



ความคิดเห็นที่ 33 

ศรีปิงเวียง vcharkarn veditor
21 ก.พ. 2549 17:06
  1. สวัสดีผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านครับ

    ขอนอกเรื่องที่ความเห็นที่ 30 ครับ

    น่าคิดครับว่า ทำไมสมัยนี้ รัฐบาลให้ความสำตัญกับนายทุน มากกว่าความเป็นอยู่ของชนส่วนใหญ่?

    จากข้อความของ อ.แมทกาย

    สงสัยว่า ต่อไปชีวิตคงจะลำบากมากๆขี้น

    การเป็นอยู่ตามอัตภาพ คงจะอยู่ในโลกสมัยนี้ ได้อย่างจำกัดๆ ลงทุกที

    คงจะจริงครับ แต่เราอาจต้องหาหนทางอื่น โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงครับ(แต่จะทำได้แค่ไหน อย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

    ป.ล. ถ้าใครอยู่เชียงใหม่ ท่านอาจเห็นป้ายสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจนออกนอกหน้า(หรือไม่ประการใดแล้วแต่จะคิด)

    ป้ายดังกล่าวผมไม่แน่ใจว่า เป็นสิทธิทางประชาธิปไตยหรือเปล่า

    อาจเหมือนป้าย มีสติยืดเวลา พาชาติพ้นภัย ก็ได้



ความคิดเห็นที่ 9

ศรีปิงเวียง vcharkarn veditor
7 ก.พ. 2549 16:55
  1. "ทำไมผู้แทนราษฏร จะต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำไมผู้แทนราษฎร์จะต้องไปเป็นบริวารของรัฐมนตรี ของรัฐบาล ทำไมผู้แทนราษฎรจะต้องไปปกป้องรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงว่ารัฐบาลทำถูกหรือผิด



    ทำไมไม่ไห้ผู้แทนเห็นหูเป็นตาเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน ทำไมผู้แทนราษฎรจะต้องถูกบังคับให้ยกมือสนับสนุนปกป้องรัฐบาลเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

    จะให้ผู้แทนมีอิสระในการพิจารณาและตัดสินใจเองไม่ได้หรือ"


    ความเห็นของ อ. np นี้น่าฉุกคิดเหมือนกันนะครับ

    1. มูลเหตุที่ผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองนี้ มาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง (ซึ่ง ส.ส.ร. คิดผิดอย่างมหันต์ และร้ายกว่านั้น หลายคนเป็นสมาชิกพรรคการเมือง)

    2. อำนาจการตัดสินใจของพรรคอยู่ที่กรรมการพรรคเท่านั้นครับ

    ซึ่งจริง ๆ จะฝ่าฝืนก็ได้ แต่อาจถูกบังคับทางอื่น เช่น อาจไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้งอีก อาจเสียผลประโยชน์ก็ได้ หรือ คิดเองไม่เป็น อยากอยู่อย่างนี้ดีกว่า)

    3. ส.ส. ลงมติเพื่อให้ตรงกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเท่านั้น(ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษพอสมควร)

    พูดง่าย ๆ คือพอเป็นพิธี (ในสมัยที่นายก ชื่อ ทักษิณ)

    4. ปกติเราก็ไม่ได้เลือกนายกโดยตรงอยู่แล้ว เพราะ

    ประการแรก ผู้ที่เสนอรายชื่อคือประธานรัฐสภา

    ประการที่สอง รัฐธรรมนูญถือว่าผู้สมัตร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อคนแรกมีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี

    ประการที่สาม เราไม่มีผู้สมัครอิสระนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน(ส่วนน้อย?) ตราไว้

    วันนี้ขอเพียงเท่านี้ครับ ถ้าความเห็นแรงไปคงต้องขออภัยนะครับ



ความคิดเห็นที่ 14

เบื่อ (Guest)
9 ก.พ. 2549 09:33
  1. ผมเคยอ่านบทความนึงใน นสพ เค้าว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ นายก ปัญหาอยู่ที่ 19ล้านเสียง .... ผมเองก็เห็นด้วย เพราะว่า ผู้นำแต่ละประเทศจะสะท้อนคุณภาพประชาชนของประเทศนั้น



    ถ้าเราจะเลือกนายกใหม่ มั่นใจแล้วหรือว่าจะ ไม่หวนคืนแบบเดิม หรืออาจจะได้นายกที่แย่กว่าเดิม



    ผมเห็นว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดยังเป็นจิตสำนึกของทุกประชาชนทุกคน ตอนนี้สังคมยอมรับการคอรับชั่นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้ามันไม่มากเกินไป ... นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

    เรามีการคอรับชั่นกันทุกระดับ ตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อยจนถึงชั้นผู้ใหญ่ และรวมไปถึงนักการเมือง ในเมื่อทุกคนคุ้นเคยกันแบบนี้จะจัดการยังไงละครับ



    ผมเองก็ยังคิดว่าการเลือกนายกใหม่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด

    การแก้รัฐธรรมนูญก็ยังไม่ใช่

    แก้ไขระบบต่างๆก็ยังไม่ถูกจุด



    ต้องแก้ที่สามัญสำนึกของประชาชาชน



ความคิดเห็นที่ 22

เบื่อ (Guest)
16 ก.พ. 2549 08:17
  1. ผมเลือกข้อ ค แล้วกัน

    และคัดบางส่วนจาก นสพมาให้ดู เป็นสิ่งที่ถูกใจผมมากครับ



    จาก http://www.komchadluek.net/column/think/2006/02/yoon16.php



    นักข่าวถามเลขาธิการ สนนท.(สหพันธ์นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย) น.ส.กชวรรณ ชัยบุตร ว่า ที่นักศึกษาออกมาร่วมรณรงค์ให้ นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนั้น มีคำตอบหรือเปล่าต่อคำถามยอดฮิตของประเทศในประชาชนบางหมู่เหล่าว่า



    "ทักษิณไปแล้ว จะเอาใครมาแทน?"



    ถ้าเป็นผู้ใหญ่รุ่นเก่า พอถูกถามอาจจะชะงักไปพักหนึ่ง พร้อมกับตอบว่า "กรุงศรีอยุธยาย่อมไม่สิ้นคนดี" แต่ผู้นำนักศึกษา พ.ศ.2549 คนนี้ เธอตอบอย่างฉะฉานว่า



    "เราจะไม่ตอบคำถามนี้ แต่เราจะตอบว่า ไม่เอาทักษิณแล้วจะเอาสังคมแบบไหน ด้วยการปฏิรูปการเมือง ปลดโซ่ตรวนองค์กรตรวจสอบและรัฐสภาที่ถูกแทรกแซง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจแบบทักษิณ ประชาชนรากหญ้าชอกช้ำมาก ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ช่องว่างของสังคมมีมากขึ้น เราต้องบัญญัติว่า กิจการสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อพื้นฐานประจำวันต้องไม่ขาย เช่น ไฟฟ้า โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย นี่คือสังคมใหม่ที่เราต้องร่วมกันกำหนด..."



ความคิดเห็นที่ 31

เบื่อ (Guest)
20 ก.พ. 2549 16:58
  1. จากอดีตที่ผ่านมา อย่างยุคเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬ ทำให้ตอนนี้ประชาชนส่วนมาก ปฏิเสธการก่อรัฐประหาร และปฏิเสธการก้าวขึ้นมาของผู้นำที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง

    วิกฤติการ ทักษิณ นี้ น่าจะเป็นโอกาสที่จะพัฒนาการเมืองอีกขั้น เพียงแต่ว่าจะทำกันหรือไม่เท่านั้นเอง ในตอนนี้ประชาชนจำนวนมากมีความสามัคคี เพราะว่ามีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือไล่นายก เราน่าจะนำความสามัคคีนี้มาพัฒนาการเมืองต่อ โดยการเพิ่มจุดมุ่งหมายอื่นต่อหลังจากที่นายกลงจากอำนาจ เช่นสร้างระบบการตรวจสอบให้เข้มแข็ง และปลูกฝังค่านิยมของสังคมที่จะทำให้ได้สังคมที่ดีขึ้น เช่นค่านิยมที่รังเกียจการคอรัปชั่น หรือนำความสามัคคีนี้ทำให้เกิดประโยชน์อื่น

    อย่าหยุดแค่ไล่นายก หรือเลือกผู้นำคนใหม่!



ความคิดเห็นที่ 62

เบื่อ (Guest)
10 มี.ค. 2549 07:18
  1. ไม่มีความเท่าเทียมกันในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาอยู่แล้วครับ



    ห้องน้ำต้องแยกกันระหว่างอาจารย์กับ นักเรียน ไม่รู้ทำไมใช้ร่วมกันไม่ได้ อย่าอ้างว่านักเรียนทำสกปรกเลย เพราะถ้าจำนวนห้องต่อผู้ใช้เท่ากันแล้ว ก็ไม่แน่ว่าห้องน้ำอาจารย์จะสะอาด



    โต๊ะกินข้าวก็ต้องแยก



    ที่จอดรถก็จะต้องแยก ว่าเป็นของ หัวหน้า ผอ. ... นักเรียนก็จะเห็นแต่ความไม่เท่าเทียมกัน คนมีตำแหน่งใหญ่ก็จะได้อภิสิทธิ์



    นร. ต้องทำความเคารพรุ่นพี่ สำหรับบางสถานศึกษาถึงกับต้องรับใช้



    ยังมีอีกเยอะ



    ชีวิตคนไทยเริ่มจากการยอมรับในสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกัน คนส่วมมากไม่ค่อยรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันอีกเยอะ ผมเองก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ จนได้เห็นบางสถาบันที่ต่างประเทศ เค้าไม่มีเรื่องแบบนี้



ความคิดเห็นที่ 63

เบื่อ (Guest)
10 มี.ค. 2549 07:37
  1. เด็กที่เรียนในโรงเรียน เมื่อมีชีวิตอยู่กับการถูกบังคับสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

    เช่น ทำไมต้องตัดผมสั้น ผมสั้นทำให้เรียนดีหรือ ผมสั้นทำให้หล่อ...

    มีหลายโรงเรียนปลูกสนามหญ้าและยอมให้หมามาขี้ดีกว่าให้เด็กมาออกกำลังกาย เพราะแค่กลัวหญ้าตาย



    และครูเคยแสดงความกล้าที่จะท้าทายในสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่างๆในโรงเรียนหรือไม่ เปล่าเลย



    แล้วอย่างนี้จะทำให้เด็กนักเรียนซึมซับความเท่าเทียมกัน ความถูกต้องได้อย่างไรกัน



ความคิดเห็นที่ 66

เบื่อ (Guest)
11 มี.ค. 2549 09:05
  1. ผมคิดว่าที่ผมคงจะเขียนความเห็นไม่ดีพอ ทำให้คุณ np ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมเสนอ ผมไม่ได้เสนอให้มีความเท่ากันทุกอย่างในทุกสถานภาพ ไม่ใช่ว่านักเรียนควรเท่าเทียมกับครูโดยการไปนั่งโต๊ะครู หรือทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้ที่คนอื่นทำได้



    ผมเพียงแค่เสนอให้เห็นว่าคนไทยยังอยู่กับความไม่เท่าเทียมกันหรือระบบยศถาบรรดาศักดิ์ และยังยอมรับกับความไม่เท่าเทียมพื้นฐาน การใช้อภิสิทธิ์ต่างๆมันเกิดขึ้นในทุกระดับ และตามความเห็นของผม มันเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติล้าหลัง คนส่วนใหญ่ต้องการสบายมีอภิสิทธิ์ ก็แค่อยางมีตำแหน่งใหญ่โต ไม่ได้ตั้งใจทำงานจริง เหมือนกับที่คนโบราณสั่งสอนให้เรียนสูงๆจะได้เป็นเจ้าคนนายคน มีความเป็นอยู่ดี มิได้ให้เรียนเพื่อทำงานให้เป็นประโยชน์ คุณลองคิดดูถ้า ผอ.ขสมก ต้องขึ้นรถเมล์ไปทำงานทุกวัน คุณว่า ขสมก จะพัฒนาดีขึ้นกว่านี้หรือไม่ หรือไม่เวลาทำงานหัวหน้าคุณไม่เคยเอาเปรียบเลย เวลามีเรื่องที่ต้องใช้แรงงานเยอะๆ หัวหน้าก็มาทำงานด้วยเหมือนลูกน้อง คิดดูซิครับว่าลูกน้องจะเกรงใจและตั้งใจทำงานหรือไม่ อันนี้ผมไม่ได้หมายถึงว่าหัวหน้าต้องทำงานเหมือนกับลูกน้องทุกประการนะครับ หรือในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ไม่มีอภิสิทธิ์ชน อาจารย์ไม่มีที่จอดรถพิเศษ มาสายก็ไม่มีที่จอด ไม่มีห้องน้ำพิเศษถ้ามีคนเยอะก็ต้องรอ ไม่มีโต๊ะกินข้าวพิเศษ นักเรียนก็จะเห็นว่าขนาดคนที่เป็นอาจารย์ แต่ยังอยู่เหมือนนักเรียนหรือคนทั่วไป ผมคิดว่านักเรียนน่าจะซึมซับ และ โตขึ้นคงไม่คิดเอาเปรียบใคร



    คนไทยส่วนมาก ยังยอมรับความไม่เท่าเทียมกัน ยอมรับยศถาบรรดาศักดิ์ ยอมรับในระบบอภิสิทธิ์ ประเทศชาติถึงไม่เจริญไงครับ



    ที่คุณ np บอกว่าเวลาซื้อตั๋วรถไฟก็ต้องเข้าคิวกันทั้งนั้น แต่ถ้ามีระดับนายอำเภอหรือผู้ว่ามาละครับ รับรองพนักงานให้ลัดคิว และชาวบ้านก็ไม่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ มันต่างกับระบบน้ำใจของคนไทยนะครับ



ความคิดเห็นที่ 5

ชื่นใจ
6 ก.พ. 2549 18:49
  1. นี่อาจเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของอนิจจัง

    แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเข้าใจว่ามันเป็นอนิจจังแล้วเราจะดูดายได้

    "อุเบกขา" ที่แท้จริงนั้นต่างกันลิบลับกับการเพิกเฉยอย่างที่คุณ MathGuy ได้กล่าวมา



    ความจริงส่วนหนึ่งก็คือ กระแสของโลกในเวลานี้ให้ความสำคัญกับทุน การตักตวงและการอยู่รอด

    จนคนทั้งหลายอาจเผลอ ลืมนึกถึงจริยธรรมไปบ้าง

    ทั้งๆที่จริยธรรมนี้เคยเป็นอุปนิสัยส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ

    การเผลอไผลเช่นนี้จึงพลอยให้คนเราทำสิ่งต่างๆได้โดยไม่อายใจตัวเอง

    เมื่อไม่อายตนเองจึงไม่จำเป็นต้องอายผู้อื่น



    แต่ถึงอย่างไรอิฉันก็ยังเชื่อในพลังมด (ขอยืมถ้อยคำของครูไผ่มาใช้นะคะ)

    การสอนใจตัวเอง ฝึกใจตัวเองเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง

    จากนั้นจึงขยายสู่คนรอบข้าง เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาค่ะ

    แต่ไม่ใช่เรื่องที่เกินความพยายามและความตั้งใจจริง



    นึกถึงสมัยยังเด็ก หลังจบข่าวภาคค่ำ โทรทัศน์ทุกช่อง

    จะอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    มาถ่ายทอดทุกวัน แม้ความที่เป็นเด็กขนาดนั้นจะไม่ได้ฟังด้วยความใส่ใจ

    แต่ด้วยความที่ได้ฟังทุกวัน ทุกๆกระแสพระราชดำรัสที่เคยได้ฟัง

    จึงยังติดอยู่ในใจมาจนบัดนี้

    กระแสพระราชดำรัสหนึ่งมีใจความว่า

    (ขออภัยนะคะ อิฉันจำไม่แม่นจึงถ่ายทอดไม่ตรงแบบคำต่อคำ แต่ยืนยันว่าหลักใหญ่ใจความไม่บิดเบือนค่ะ)

    "บ้านเมืองย่อมประกอบด้วยทั้งคนดีและคนไม่ดี การทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองจึงไม่ใช่การทำลายคนไม่ดี แต่เป็นการสนับสนุนคนดีให้โอกาสเป็นผู้นำ"



    ถึงตอนนี้ นึกเสียดายแทนเด็กๆสมัยนี้ ที่ไม่มีโอกาสได้ซึมซับ

    สิ่งที่มีคุณค่า

    ที่อาจจะหล่อหลอมเป็นพื้นฐานทางจริยธรรมของเค้าได้ในอนาคต

    เพราะโทรทัศน์สมัยนี้เป็นธุรกิจเหลือเกิน



    และถึงตอนนี้ อิฉันเห็นด้วยที่ทุกท่านแสดงออกอย่างมีเหตุผล

    มีสติและไม่เพิกเฉยนิ่งดูดาย



    เมื่อหลายๆ พลังมดรวมกัน ย่อมสร้างสรรสิ่งดีๆ ได้มากมาย



ความคิดเห็นที่ 11

ชื่นใจ
8 ก.พ. 2549 23:15
  1. เหรียญมีสองด้านนะคะ

    ด้านนึงน่าจะดีอย่างที่ว่า

    แต่ถ้าพลิกอีกด้าน เค้าอาจจะร่วมด้วยช่วยกันอย่างออกหน้าออกตา

    หรืออาจจะปากว่าตาขยิบ ต่อหน้าสาธารณชนก็เหมือนจะค้านกัน แต่ลับหลังแล้วสามัคคีกันน่าดู



ความคิดเห็นที่ 7

MathGuy vcharkarn veditor
7 ก.พ. 2549 10:51
  1. จริงๆ ไม่แยกกระทู้ก็ได้นะครับ แต่แยกแล้วก็ไม่เป็นไร



    เพราะผมว่า มีความเชื่อมโยงกันค่อนข้างมาก

    เหมือนเป็นคนละด้านของเหรียญ





    Ok ครับ ลองมองให้ตรงประเด็นถึง "วิธีการเลือกนายก"



    ผมว่า วิธีการปัจจุบันนี้ ก็ดูค่อนข้างพอใช้ได้ทีเดียว



    หัวหน้าพรรค หรือหัวหน้ากลุ่มที่มีเสียงข้างมาก ได้เป็นนายก



    ซึ่งตรงไปตรงมา กับแนวคิด ประชาธิปไตย = เสียงข้างมาก





    ทีนี้ถ้าเราจะมองใหม่ เลือกนายกก่อนเลย ทั้งประเทศ

    อันดับแรกก็ต้องมาช่วยกันกำหนดว่า

    ผู้ที่จะสมัครเป็นนายกได้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง



    เมื่อเราเลือกนายกได้แล้ว



    โครงสร้างของ ฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้านจะได้มาอย่างไร

    โครงสร้างของ วุฒิสภา และ สภาผู้แทน จะเป็นอย่างไร



    ผมมองปัญหาหนึ่งก็คือ การป้องกันไม่ให้รัฐบาลมีอำนาจมากจนเกินไป

    แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องให้มี เสถียรภาพและความคล่องตัว



    สงสัยผมต้องขอตั้งกระทู้ย่อยซ้อนลงไปว่า



    "เราจะมีระบบการคานอำนาจ การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างไร?"



    ผมไม่แน่ใจว่า เราต้องตามเข้าไปดู เข้าไปรื้อรัฐธรรมนูณกันด้วยหรือเปล่า



    ( ต้องขอบอกก่อนว่า ผมเองรู้ในเรื่องเทคนิค วิชาการเฉพาะทางการเมืองน้อยมาก ... ได้แต่เรียนรู้ สังเกต แบบคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง)



ความคิดเห็นที่ 28

MathGuy vcharkarn veditor
17 ก.พ. 2549 19:30
  1. คงไม่ถึงขนาด หาวิธีโค่นล้ม



    ถ้าได้วิธีคานอำนาจ วิธีปรามกันได้ ก็น่าจะดี



    ผมดีใจที่ เรามีการพัฒนาทางการเมืองค่อนข้างถือว่า น่าพอใจ



    หลายๆ ฝ่าย เริ่มตระหนักถึงบทบาทของตัวเองมากขึ้น



    โดยเฉพาะทางฝ่ายนักวิชาการ ... แต่อยากให้มีบทบาทมากกว่านี้



    นักศึกษาเอง ก็เป็นพลังที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเขาคืออนาคตของชาติ และกำลังอยู่ในช่วงที่มีอุดมการณ์ มีความคิดสร้างสรรค์



    ผู้ใหญ่เองเข้าสู่วัยหนึ่ง เข้าไปอยู่ในระบบ แล้วมักจะสูญเสียพลังเชิงสร้างสรรค์ไปมาก เพราะต้องดูแลรับผิดชอบครอบครัวของตัวเองเป็นหลัก และหมดพลังที่จะต่อสู้ทำอะไรเพื่อส่วนรวม



    ที่สำคัญ ตอนนี้ ระบบเงิน ระบบเศรษฐกิจมีอำนาจมหาศาล

    จนดูเหมือนว่า จะนำทางการเมือง



    เรื่องจริยธรรม เรื่องปัญญาธรรม เรื่องความรู้จักพอ รู้จักให้

    นับวันจะอ่อนด้อยกำลังลง





    ได้แต่คิดเพ้อฝันว่าสักวัน เราจะมีนายกที่ทั้งเก่งทางโลก และไม่ด่างพร้อย หรือมีข้อกังขาในเรื่องจริยธรรม ปัญญาธรรม



ความคิดเห็นที่ 4

MathGuy vcharkarn veditor
6 ก.พ. 2549 16:18
  1. "คุณภาพของประชาธิปไตย อยู่ที่คุณภาพของประชาชน"



    ครับผมเห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว



    แต่ปัญหาก็คือ เราจะนำไปใช้ เป็นข้อแก้ตัว เป็นข้ออ้างอีกตามเคย ไม่ได้นำมาใช้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น





    ปัญหา มีทั้งเฉพาะหน้า และปัญหาที่แทรกซึม



    การแก้ปัญหา ก็ควรต้องมี หลาก หลายรูปแบบ เช่นเดียวกับลักษณะของปัญหา



    เช่น ณ ขณะนี้ ที่ผมได้ลงคะแนนเสียงไปแล้ว

    ผมต้อง ทำตัวเฉย ไม่ต้องเดือนร้อนทำอะไร รอไป จนกว่าจะครบวาระ



    ต้องสงบปากสงบคำ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องวิจารณ์ เสนออะไร

    เพราะหน้าที่ผม มีแค่เพียงไปเลือกลงคะแนนเสียง



    ดูช่างเป็นบทบาท ที่สั้นและฉาบฉวยมาก





    ผมว่า เราต้องดูกันทั้งระบบ

    ระบบพรรค

    ระบบคัดสรรคนมาให้เราเลือก



    ถ้าตัวเลือก ที่มี ไม่ค่อยจะดี ตั้งแต่เริ่มต้น

    คนเลือก จะมีคุณภาพแค่ไหน ก็ได้คนไม่ดี






    ดังนั้น ถ้าผมจะย้อนถามว่า



    ทำอย่างไร เราจะได้ ผู้ที่จะเสนอตัวให้เราเลือก

    ให้เป็นคนดี






    มันจะไม่ง่าย กว่า การที่เราจะไป อ้างว่า ประชาชนเราไม่มีคุณภาพ



    ทำไม่ไม่อ้างว่า ระบบของเราไม่มีคุณภาพ



    คนที่สร้างระบบ ยังทำได้ไม่มีคุณภาพ






    อย่ามาโทษ ประชาชนเป็นอันขาด!



ความคิดเห็นที่ 49

วริน (Guest)
3 มี.ค. 2549 06:33
  1. ผมต้องการเพียงความสง่างาม ในตัวคุณทักษิณ



    การพิจารณาตัวเอง และยอมรับฟังคนอื่นบ้าง



    คนไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่น ... ไม่น่าจะเป็นผู้นำที่ดีได้







    ทุกคนมีผิดพลาดได้ ทั้งที่จะตั้งใจ รู้เท่าทัน(ผลกรรม)หรือไม่ก็ตาม



    แต่การรู้จัก มองย้อนกลับมาที่ตัวเอง รู้จักยอมรับผิดในส่วนที่มาจากตัวเราเอง นั่นคือ ความสง่างาม นั่นคือ หนทางของ คุณธรรม และจริยธรรม แบบอย่างที่ดีต่อสังคม



ความคิดเห็นที่ 2

MathGuy vcharkarn veditor
6 ก.พ. 2549 10:06
  1. ต้องขออนุญาตว่า เราลองคุยเริ่มต้นด้วยประเด็นที่เสนอใน คหพ#1



    เกี่ยวกับ "จริยธรรม" หรือจะเน้นเป็น "จริยธรรมทางการเมือง"



    หรือชี้ชัดลงไปที่ "จริยธรรมของผู้นำ หรือผู้บริหาร"



    ซึ่งพูดไปแล้ว ต้องโยงมาถึง "จริยธรรมของระบบ"

    หรือ "จริยธรรมของสังคม"





    ผมไม่รู้ว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมา 2-3 วันนี้

    เป็นที่สนใจของต่างประเทศหรือไม่

    และคนไทยเราเองสนใจแค่ไหน



    ผมรู้สึกว่า จริงๆ แล้วเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญครั้งหนึ่ง

    ต่อพัฒนาการของการเมืองไทย



    ไม่แน่ใจว่า ครู อาจารย์ที่สอน ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง

    จะมองเห็นแง่งามที่น่าสนใจนี้หรือไม่



    ความงดงามทั้งหมด นั้นน่าจะเนื่องมาจากบารมี ความเป็นห่วง

    ความรักของในหลวงที่มีต่อประเทศของเรา



    ผมเองก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่พยายามสังเกต

    เรียนรู้ตามสภาพจริง เพื่อให้เกิดปัญญา เข้าใจ และนำไปสู่การวางตน การวางแนวคิด และการกระทำของเรา



    มีข้อสังเกต แบบธรรมดาดังนี้



    1. คำว่า "จริยธรรม" ถูกนำมาใช้ ซึ่ง ผมคิด ว่าเป็นนิมิตรหมายอันดี ถึงแม้ในตอนเริ่มต้น อาจถูกมองว่า เป็นการเล่นคำ หรือ ใช้เป็นเครื่องมือทางความรู้สึก



    2. จริงๆ คำว่า "จริยธรรม" ถูกทอดทิ้งมานานแล้ว ในกรอบแนวคิดของ เศรษศาสตร์ การเมือง หรือ แม้แต่ วิทยาศาสตร์



    3. เราเริ่มจะค้นหาต้นตอ ของปัญหา ที่ต้นตอ หรือที่เรา มักใช้ว่า

    ที่รากหญ้า ที่รากหญ้าของแต่ละคนก็คือ "จริยธรรม" นั่นเอง



    4. "จริยธรรม" เป็นเรื่อง พูดยาก เพราะเรา เพิกเฉยมานาน เพราะความ มีธรรมชาติเดิม ของ "สัตว์" ในร่องรอย ของอำนาจต่างๆ ความมีบทบาท จนไปถึงมีความสำคัญที่แตกต่างกัน ของแต่ละคน



    5. แต่ก่อน อำนาจเป็นเรื่องของ ฐานันดร ชนชั้น ต่อมา เราก็มีอำนาจทางด้านกำลังทหาร ต่อมาพัฒนาเป็นอำนาจที่ได้จากความรู้ การศึกษา จนเราได้ระบบการปกครอง ก็เกิดเป็นอำนาจทางการเมือง แต่มีอำนาจหนึ่ง ที่มีอำนาจอยู่เสมอก็คือ "อำนาจเงิน" เพราะตัวนี้ อยู่ที่รากหญ้าของมนุษย์ คือ ความโลภ การนึกถึงตัวเอง ครอบครัวของตัวเองก่อน และอำนาจอันนี้ ก็ไปกันได้อย่างดี กับระบบเศรษฐกิจแบบที่เราใช้กัน



    6. เรามักพูดว่า ปัญหาแบบนี้ มีกันมาทุกยุคทุกสมัย อันนี้ต้องบอกว่า เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ ที่ไม่งดงาม เราไม่ควรพูดเป็นเพียงข้ออ้าง แต่ควรมองหาวิธีการที่จะทำให้ลดน้อยลงไป แน่นอน ปัญหาการคดโกงทุรจริตต่างๆ เรายังมีอยู่มาก และจะต้องช่วยๆกันให้ลดลงไปเรื่อยๆตามลำดับ



    7. คนเรามีทั้งขาว และดำ และที่เป็นเช่นนั้น มาจากความเข้าใจที่ผิด หรือ หลงผิด อยู่ส่วนหนึ่ง การปรับท่าที่ การยอมรับฟัง

    เพื่อปรับปรุงตนเอง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของจริยธรรมที่ดี




    8. เราควรเลิกคิดเป็นฝักเป็นฝ่าย คิดแบบล้มล้าง เอาเป็นเอาตาย

    ต้องใช้วิธีการที่ดี จริยธรรม ต้องเกิดจาก แนวทางที่เป็นจริยธรรม



    9 ผมดีใจที่เริ่มมีนักวิชาการออกมาแสดงบทบาท ในหนึ่งช่วงชีวิตสั้นๆของผม ผมดีใจที่ได้เห็นสิ่งที่สร้างสรรค์เช่นนี้ ผมเคยถามตัวเองมาตลอดว่า นักวิชาการ คนมีความรู้ คนที่เป็นดอกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์และสอนให้คนเป็นดอกเตอร์ ควรทีจะมีบทบาทสำคัญและเป็นกลาง แต่ไม่ใช่เพิกเฉย



    10. สิ่งที่อันตราย และทำให้สังคมเราเสื่อมทั้ง จริยธรรม และคุณภาพที่ดีต่างๆ คือ "การเพิกเฉย" เราส่วนมากยังเข้าใจคำว่า

    "อุเบกขา" ไม่ถูกต้อง เราจะอยู่เฉยไม่ได้ ถ้ามีเรื่อง ไม่ดี ไม่เป็นธรรม ขัดจริยธรรมเกิดขึ้น จะต้องทำในส่วนที่เราทำได้

    เพื่อผดุงคุณธรรม ให้จริยธรรมที่ดีกลับคืนมา



ความคิดเห็นที่ 10

MathGuy vcharkarn veditor
7 ก.พ. 2549 17:31
  1. มีที่อยากร่วมคุยด้วยหลายประเด็น

    ( ตอนนี้เราเปิดสภาคนสามัญชนธรรมดากันใช่มั้ยครับ )



    ขอเริ่มตรงนี้ก่อนนะครับ



    "อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว ลงมติ ไปทำไม ในเมื่อรัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็ชนะอยู่วันยังค่ำ"



    จะเป็นอย่างอื่นได้ ก็ต้องมีการแตกแยกของเสียงในฝ่ายรัฐบาล ซึ่งแต่ก่อน เป็นไปได้บ้าง เพราะว่า ยังเป็นระบบพรรคผสม มีหลายกลุ่ม หลายขั้ว(ผลประโยชน์)



    แต่ถ้าเป็นแบบคุมกันได้ แบ่งปันอำนาจ (ผลประโยชน์)

    กันได้ และเป็นพรรคเดียวที่เสียงข้างมาก แบบมากๆด้วย



    การแตกแยกของเสียง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย



    ยกเว้นกรณี ตัวผู้นำ หรือกลุ่มหัวหอก ทำอะไรที่ผิดร้ายแรงชัดเจน อย่างที่จะแก้ตัวให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้







    ไหนๆ เราก็จะคิด โดยไม่สนใจว่า ใครจะว่าอย่างไร

    ผมขอใช้วิธี คิดแบบเด็กๆ





    ไม่ว่าเราจะพูด หรือไม่พูดถึง กลไกลที่อยู่เบื้องหลัง คือ เรื่องของผลประโยชน์



    คิดง่ายๆว่า สส. นายก รมต. เป็นเหมือน job หรือ อาชีพอันหนึ่ง

    ซึ่งเกียวข้องกับการยอมรับ หรือยินยอมของประชาชน

    ให้เข้ามาบริหารประเทศ ดูแลกิจการของประเทศในเรื่องต่างๆ

    พ่วงด้วยอำนาจ และสิทธิ ทั้งทางตรงและทางอ้อม



    ดังนั้นจึงมีผลประโยชน์ เป็นแรงจูงใจ




    และมีเครื่องมือหลักคือ กฏหมาย รัฐธรรมนูณ





    ผมเสนอว่า



    ควรจะแบ่งผลประโยชน์อันนั้นให้ฝ่ายค้านด้วย



    นี่เป็นข้อเสนอเชิงหลักการ ทีนี้มาดูว่าจะทำอย่างไร



    เช่น ผมเสนอว่า ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน ควรเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี ให้มีเงินเดือนเหมือนตำแหน่งรองนายก

    แล้วก็กำหนด หน้าที่ หรือบทบาทให้ทำ เพื่อถ่วงดุล





    ตัวก้อนผลประโยชน์ (ต้องมองให้เห็น ให้เป็นก้อนๆ)



    ควรมีการเจียด แบ่งให้ฝ่ายค้านด้วย ตามสัดส่วน



    ทำระบบ ให้ สส. รัฐบาล หรือ สส. ฝ่ายค้าน สามารถเข้าถึงผลประโยชน์ได้พอๆ กัน



    ( อันนี้ ไม่ได้บอกว่า ให้ร่วมมือกัน หาช่องทาง เอาประโยชน์ ทุจริตตามช่องว่างของระบบ )



    ทำให้ตัวผลประโยชน์ ไม่ขึ้นกับ หัวหน้ากลุ่ม ไม่ขึ้นกับนายก





    ทำอย่างไร เราจะ ทะลาย ก้อนผลประโยชน์ ก้อนมหึมา ที่เรามองไม่เห็น แต่บรรดานักการเมืองทั้งหลาย ตาลุกโพลง ยึดเอาไว้เป็นสรณะ และยอมสยบตาม แม้แต่จะให้ยกมือ ลงมติ อย่างไรก็ได้



ความคิดเห็นที่ 16

MathGuy vcharkarn veditor
9 ก.พ. 2549 15:50
  1. ผมถูกว่าเป็นนัยๆ ว่าไม่ได้ตอบให้ตรงประเด็น

    ก็เลยชักจะไม่แน่ใจว่า จะคุยต่ออย่างไรดี



    คือ ผมพยายามมองในหลักการ ในหลักปรัชญา โดยภาพรวมๆก่อน



    เมื่อได้ภาพรวม เราก็จะได้วิธีการเลือก



    ให้เลือกตอบตรงๆ คงตอบไม่ได้ง่ายๆ







    พอตอบไม่ได้ ผมขออนุญาตใช้วิธีถามย้อนกลับแล้วกันนะครับ

    (คิดแบบสืบสวน - โยโสมนสิการ)



    1. ถ้าวิธีการเลือกเปลี่ยนไป จะช่วยให้อะไรดีขึ้นได้อย่างไร

    2. วิธีการ ณ ปัจจุบันนี้ มีข้อบกพร่องชัดๆ ในแง่ใดบ้าง




ความคิดเห็นที่ 18

MathGuy vcharkarn veditor
14 ก.พ. 2549 17:38
  1. ครับหายไปหลายวัน วันนี้ก็เข้ามาได้แบบแว๊บๆ



    เริ่มมองเห็นภาพ และคิดว่าพอจะเข้าใจสิ่งที่ต้องการ



    แต่ก็ยังมองไม่ออกว่า จะได้มาอย่างไร



    และจะเชื่อมโยงกับวิธีการเลือกนายกอย่างไร



    เพราะภาพปัญหาดังกล่าว เป็นเรื่องกลไกของอำนาจ

    กลไกของผลประโยชน์

    และเชื่อมโยงกับกติกาเก่า ที่เราต้องทำตาม



    คุณ np หมายความว่า ให้เราช่วยกันเสนอกติกาใหม่

    เพื่อให้ได้กลไกอันใหม่ ที่จะลดช่องปัญหาดังกล่าว ใช่มั้ยครับ



ความคิดเห็นที่ 20

MathGuy vcharkarn veditor
15 ก.พ. 2549 12:42
  1. ครับ ... ตอนที่ผมเลือกครั้งที่แล้ว (ตามกติกาเดิม)

    ก็เลือกให้ ไทยรักไทย ตามจำนวนที่ผมมีสิทธิเลือกได้

    เพราะ(ในตอนนั้น)อยากให้คุณทักษิณเป็นนายก



    ก็คือ ผมเลือกนายกเอง ด้วยมือของผมเองครับ



    ซึ่งมองๆ ก็ค่อนข้างเป็นทางอ้อม

    แต่โดยความหมายเป็นทางตรงโดยกติกา



    เพราะเมื่อไทยรักไทยได้เสียงข้างมาก(ท่วมท้น)

    ถ้าเกิดผิดผัน จะได้คนอื่นที่ไม่ใช่คุณทักษิณเป็นนายก

    ผมว่า ก็คงมีเรื่อง ยอมกันไม่ได้แน่นอน





    ตามความเข้าใจผม วิธีการเดิมจึงเป็นวิธีการค่อนข้างโดยตรงอยู่แล้ว



    คำตอบจึงเป็น :



    ง. ถึงเวลาไปแล้ว และเราก็ได้ลงมือเลือกด้วยตัวเองอยู่แล้ว





    ถ้าผมเข้าใจผิด

    ช่วยปรับโจทย์ ตัวเลือกใหม่ให้ตรงอย่างที่คุณ np ต้องการ

    ด้วยนะครับ



ความคิดเห็นที่ 23

MathGuy vcharkarn veditor
16 ก.พ. 2549 12:12
  1. คุณเบื่อ นำเสนอข้อมูล และประเด็นที่น่าสนใจมากครับ



    สุดสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปทานข้าวกับพี่ชาย

    ซึ่งเป็นคนที่ชอบทักษิณ เปรียบเทียบหลายๆอย่างกับ

    ที่เคยเป็นในรัฐบาลชุดก่อน



    ผมก็ได้แต่ฟัง เพราะไม่ใช่เวลาที่จะขัดแย้ง

    และที่พี่ชายผมพูด น่าฟังและก็เห็นตามเช่นนั้นจริงๆ



    นายกทักษิณคนนี้ ทำอะไรหลายๆอย่าง

    เป็นคนที่มีความคิด กล้าทำ และทำจริง

    และก็ทำอะไรให้เกิดผล เป็นผลงานที่น่าชื่นชมพอควร



    ส่วนประเด็น เรื่องไม่ชอบมาพากล เรื่องจริยธรรม

    เรื่องจะเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องเครือญาติ



    เรื่องการมุ่งเศรษฐกิจ จนจะเกิน "พอเพียง"

    มุ่งจะทำใหเศรษฐกิจโต โดยไม่คำนึงถึงว่า

    จริงๆแล้ว เข้ากระเป๋าใคร ในสัดส่วนเท่าใด



    มุ่งให้เกิดการผูกขาดทางอำนาจเงิน อำนาจการตัดสินใจ

    ไปยังกลุ่มคนรวย

    ผ่านทางการขายสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของคนทั้งชาติ



    มุ่งที่จะให้เรากลับไปเป็นหนี้ผ่านโครงการเมกกะโปรเจกต์



    มุ่งให้เราจำยอมกับข้อแลกเปลี่ยน แบบคุยกันเอง คิดเอง

    ที่ไม่ได้สนใจว่าจะกระทบชาวนาชาวไน่ชาวสวนอย่างไร

    จะกระทบผู้บริโภคอย่างไร



    เขาแสดงให้เห็นว่า เขาทำได้ มูลค่าหุ้นในตระกูลของเขา

    เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล



    นั่นคือสิ่งที่พิสูจน์ว่า เขาทำได้ ทำให้คนรวย รวยมากยิ่งขึ้นๆได้



    แต่สิ่งที่เขายังไม่ได้พิสูจน์คือ เขาจริงใจกับคนจนๆ แค่ไหน

    ดูจากการพูดคุยกับชาวประชากรแทกซี่



    เขาจะตอบได้มั้ยว่า การสร้างคนรวยให้รวยขึ้น อย่างรวดเร็วนั้น

    จะสะท้อนการพัฒนาของประเทศทั้งหมดอย่างไร

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น