นักฟิสิกส์อินเดียเสนอวิธีทดสอบทฤษฎี Quantum Gravity โพสต์เมื่อ:
17:02 วันที่ 8 ก.พ. 2549 ชมแล้ว:
264,771 ตอบแล้ว:
14

นักฟิสิกส์ชาวอินเดียได้เสนอให้ใช้ปรากฏการณ์ที่เกิดจากดวงดาวที่กำลังจะสิ้นอายุขัยเป็นตัวพิสูจน์ทฤษฎี Quantum Gravity
การศึกษาทฤษฎี Quantum Gravity เป็นงานวิจัยสาขาย่อยสาขาหนึ่งของฟิสิกส์ทฤษฎี (theoretical physics) ที่มีจุดประสงค์หลักคือการพยายามรวมทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษทั่วไป (general relativity) เข้ากับทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) ให้เป็นทฤษฎีเดียวกัน
เหตุที่นักฟิสิกส์ต้องการรวมทฤษฎีทั้งสองเข้าด้วยกันก็เพราะ ความฉงนและสงสัยถึงความไม่สอดคล้องกันอย่างมากของสองทฤษฎีที่ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของวิชาฟิสิกส์แผนใหม่ ทั้งกลศาสตร์ควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปต่างก็ได้รับการยืนยันจากผลการทดลองมากมายว่ามีความถูกต้องและแม่นยำ โดยกลศาสตร์ควอนตัมสามารถนำไปอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆทางฟิสิกส์ในระดับอะตอมและเล็กกว่า ซึ่งเป็นธรรมชาติที่แรงโน้มถ่วงส่งผลน้อยมากจนไม่ต้องคำนึงถึง ส่วนทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปสามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่แรงโน้มถ่วงมีอิทธิพลมากกว่าแรงชนิดอื่นๆ อย่างเช่นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับดวงดาวและวัตถุในอวกาศ
นักฟิสิกส์ต่างก็สงสัยและไม่เข้าใจว่า ทำไมธรรมชาติถึงได้ถูกอธิบายด้วยสองทฤษฎีที่มีหลักการขัดแย้งกันมากเหลือเกิน และได้พยายามหาคำตอบนั้น ด้วยการสร้างทฤษฎี Quantum Gravity
ตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 70 ปีในการศึกษาทฤษฎี Quantum Gravity ยังไม่มีผลการทดลองหรือปรากฏการณ์ใดๆเลยที่พิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือของทฤษฎีนี้ สาเหตุสำคัญก็เนื่องจากว่า ปรากฏการณ์ที่ทั้งฟิสิกส์ในระดับควอนตัมและสัมพัทธภาพทั่วไปจะต้องใช้ร่วมกันเป็น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับพลังงานสูงมากๆ ใกล้เคียงกับพลังงานในห้วงเวลาที่เอกภพได้ก่อตัวขึ้นได้ไม่นาน ซึ่งเป็นระดับพลังงานที่เข้าใกล้ Planks Scale
อย่างไรก็ดี การทดสอบทฤษฎี Quantum Gravity ได้เคยมีคนนำเสนอมาไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือการศึกษาปรากฏการณ์ Gamma-Ray Burst ที่นักฟิสิกส์ทฤษฎีจากมหาวิทยาลัย Oxford ได้เสนอไว้เมื่อไม่นานมานี้
และเมื่อเร็วๆนี้ งานชิ้นใหม่ของนักฟิสิกส์ชาวอินเดีย Pankaj Joshi กับ Rituparno Goswami แห่ง Tata Insitute of Fundamental Research ซึ่งขณะนี้ได้อาศัยอยู่ในมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียในสหรัฐฯ ได้เสนอว่า การสังเกตแสงสลัวๆ ที่ส่องออกมาจากดวงดาวที่กำลังจะยุบสลายตัวสามารถนำไปใช้พิสูจน์ทฤษฎี Quantum Gravity ได้
ด้วยหลักการของ Loop Quantum Gravity ทั้งสองได้คำนวณและพบว่า ดวงดาวที่กำลังจะสิ้นอายุไขไม่น่าเข้าไปสู่สภาวะ naked singularity ดังที่ไอน์สไตน์ได้เคยทำนายไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ
Naked Singularity คือลูกไฟขนาดมหึมาที่มีความหนาแน่นมหาศาล จะก่อตัวขึ้นเมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลเป็นมากขนาด 4 ถึง 5 เท่าของดวงอาทิตย์ได้ใช้เชื้อเพลิงสำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์จนหมด และมีการยุบตัวลงอันผลมาจากน้ำหนักที่มากมหาศาลของมัน คำว่า Singularity มีคำขยายอยู่ข้างหน้าว่า naked หรือแปลว่า เปลือยเปล่า ก็เพราะว่า นักดาราศาสตร์สามารถสังเกตเห็นมันได้ด้วยตาเปล่า (naked eyes)
อย่างไรก็ดี ในขั้นตอนสุดท้ายที่ดวงดาวกำลังจะยุบตัว ความโค้งของ กาล-อวกาศ (space-time) ได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษทั่วไปแผนเดิม (classical general relativity) ไม่สามารถอธิบายฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นได้ และเชื่อว่าปรากฏการณ์ต่างๆ ต้องใช้ทฤษฎี Quantum Gravity มาอธิบาย
และในเมื่อดวงดาวที่กำลังจะสิ้นอายุขัยไม่ได้เข้าสู่สภาวะ naked singularity ตามที่ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้ Joshi และเพื่อนร่วมวิจัยของเขาเสนอว่า มวลที่มหาศาลของมันน่าจะหายไป ด้วยการเปลี่ยนเป็นพลังงานของแสงที่ส่องสว่างจ้าต่างหาก พวกเขาอ้างว่า แสงสว่างจ้าที่ระเบิดออกจะมีลักษณะพิเศษกว่าแสงอื่นๆที่สังเกตเห็นในอวกาศก็คือ มันจะให้แสงสลัวๆ ในระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะปลดปล่อยรังสีแกมมาพลังงานมหาศาล พร้อมกับ รังสีคอสมิก และอนุภาคนิวตริโน ออกไปในห้วงอวกาศ พวกเขาบอกว่า ถ้ารังสีกับอนุภาคเหล่านี้ได้รับการตรวจพบโดยนักดาราศาสตร์ มันจะช่วยให้เป็นข้อพิสูจน์อันหนึ่ง ถึงความถูกต้องของทฤษฎี Quantum Gravity เลยทีเดียว
งานของเราได้แสดงให้เห็นว่า หลักการของ Loop Quantum Gravity สามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่นักดาราศาสตร์สามารถสังเกตเห็นได้จริง Joshi บอกแก่ PhysicsWeb Loop Quantum Gravity ช่วยเปิดขอบเขตงานวิจัยด้านนี้ในแง่ใหม่ ซึ่งก็คือแง่ที่ทฤษฎี Quantum Gravity สามารถได้รับการพิสูจน์ด้วยการทดลองและการสังเกตทางดาราศาสตร์
ทีมนักฟิสิกส์ชาวอินเดียทีมนี้ได้อ้างด้วยว่า การทดลองอย่างโครงการ Extreme Universe Space Observatory (EUSO) ที่จะเริ่มทำการทดลองจริงๆ ในปี 2010 น่าจะช่วยเป็นบททดสอบของที่พวกเขาได้กล่าวไว้
ด้านฝ่าย Carlo Rovelli แห่งมหาวิทยาลัย Université de la Mediterranée ในประเทศฝรั่งเศสกล่าวว่า ผลงานครั้งนี้อาจจะมีผลกระทบที่สำคัญอันหนึ่ง ถ้ามันได้ผลตามที่กล่าวไว้จริง มันจะกลายเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในงานวิจัยด้านนี้ เขากล่าวต่ออีกด้วยกว่า นอกจากนี้แล้ว งานชิ้นนี้น่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ทฤษฎี Quantum Gravity สามารถพิสูจน์ได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมนุษย์เองสามารถสังเกตเห็นได้จริงๆ ไม่ใช่มีแต่ในทฤษฎี ตามที่ความเชื่อเก่าๆ ได้ว่าไว้
ส่วน Giovanni Amelio-Camelia จากมหาวิทยาลัย Rome La Sapienza ได้กล่าวด้วยว่า ข้อเสนอของนักฟิสิกส์ชาวอินเดียสองคนนี้ค่อนข้างน่าตื่นเต้น แต่ว่าการพิสูจน์มันต้องกระทำอย่างรอบคอบ ภาพรวมของข้อเสนอที่รายงานมานั้นน่าเชื่อถือและดูท่าที่จะเป็นไปได้มากทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี มันจะต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อที่จะได้ข้อมูลและผลที่น่าเชื่อถือภายใต้กฎกติกาต่างๆมากมายของวิธี Loop Quantum Gravity
(ภาพข้างบนแสดงดาวที่กำลังระเบิดตัวที่ชื่อ Cassiopea A ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เชื่อว่าสามารถนำมาทดสอบความถูกต้องของทฤษฎี Quantum Gravity ได้ ภาพจาก NASA & Chandra Science Center )
ข้อมูลจาก
- http://physicsweb.org/articles/news/10/2/2/1#060202
|
จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 ก.พ. 2549 (21:24) ตกไปหนึ่ง
Pankaj Joshi and Rituparno Goswami of the Tata Institute of Fundamental Research in Mumbai and Parampreet Singh, now at Penn State University in the US, have now confirmed this hypothesis.
มี
Parampreet Singh
ด้วย นักฟิสิกส์ชาวอินเดีย 3 คนต่างหาก hey (IP:58.136.168.254,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 12 ก.พ. 2549 (11:35) Do we have a simple intuitive explanation about how naked singularity can be formed in classical gravity in the above case of scalar field with exponential self-interacting potential? It is hard for me to imagine how a singularity could be form without horizon forming somewhere around it at certain radius. Any help?
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 16 ก.พ. 2549 (14:39) งงไอเราก็เป็นคนที่เข้าใจอะไรยากมากๆเลยขนาดยังไม่ได้อ่านก็รู้ทันทีเลยว่าเก่งมากเลย (ไม่รู้เก่งอะไร งง ครับ) พอเปลืองเนื่อที่ทำมาหากิน คนที่ไม่ขอเสนอนาม ชื่อโจ๊ะครับ (IP:203.172.154.210,192.168.1.111,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 ก.พ. 2549 (14:48) ดีคะ เขาเก่งมากเลย ไม่น่าเชื่อ nim_seed@thaimail.com (IP:203.172.154.210,192.168.1.111,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 21 ก.พ. 2549 (19:01) คนเอเชียที่เก่งๆก็เยอะนะครับ แล้วคนไทย เราล่ะ เมื่อไรจะแสดงศักยภาพให้ นานาประเทศเห็นนะ อย่ามัวแต่ทะเลาะกันนะ hybirds1@hotmail.com (IP:202.57.176.11,10.4.8.86,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 28 ก.พ. 2549 (21:19) เป้นอะไรที่น่าตื่นเต้น หลังจากไอซ์สตาย ได้ค้นพบไปเมื่อ 101
(ไอซืสตายยังไม่สามารถรวม ทั้ง 2ทฤษฏีไว้ด้วยกันได้) Sir MoNo (IP:58.147.125.147,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 24 เม.ย. 2549 (23:05) ธรรมชาติน่าจะเป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย ถ้าเราอยู่กับธรรมชาติ
เมื่อไรความลับ ของธรรมชาติถูกเปิดเผย มันอาจจะเป็น
เรื่อง น่าขำ "แค่นี้เองหรอ ที่ค้นคว้ากันแทบตาย" !! อนิจจัง!! drink (IP:203.113.45.198,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 9 พ.ค. 2549 (10:53) น่าจะมีใครสกคนลองหาขอบเขตที่ทฤษฎีทั้งสองบรรจบกันนะครับ คงน่าสนุกดี เพราะเราอาจได้เห็นอะไรใหม่ๆ ณ จุดนั้นก็เป็นได้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 16 พ.ค. 2549 (17:53) มีความเห็นว่าเราควรค้นคว้าฟิสิกส์ระดับ "ควอนตัม" ให้ท่องแท้แน่นอนก่อนที่ข้ามเข้าสู่จักรวาล กล่าวคือ ขณะนี้ที่ "เซิร์น" ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้าง "ปฏิสสาร" (Anitmatter) โดยสร้างเครื่องเร่งอนุภาค เพื่อที่จะเร่งอนุภาคโปรตอนเข้าใกล้ความเร็วแสง และทำให้อนุภาคทั้งสองมา ปะทะ กัน แล้วเพ่งสังเกต ละอองเล็กๆของอนุภาคที่แตกออก แล้วทำการแยก สสาร ปฏิสสาร ออกจากอนุภาคเหล่านั้น กล่าวคือการจำลองสภาพสถาณการณ์ บิ๊กแบง ขึ้นมาเอง แล้วเพ่งพินิจสังเกตว่า มีมวลที่ "เกิดขึ้นมาเอง" ขณะเกิดบิ๊กแบงหรือไม่ " เผื่อจะสลัดบ่วงแห่งฟิสิกส์ที่เรียกว่าภาวะเอกภาพ (Singurarity) ที่ฟิสิกส์อาจจะถึงวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่กล่าวว่า ทำไมจักรวาลถึงเป็นเช่นนี้ วิทยาศาสตร์แค่อธิบายว่าจักรวาลนั้นเป็นเช่นนี้เพราะมันเป็นเช่นนั้นภายหลังเหตการณ์ บิ๊กแบง แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น นักฟิกส์อินเดีย 2 คนนั้น ปราดเปรื่องมาก และฉลาดเอามากๆ แต่ลึกๆแล้ว ทั้ง 2 อาจจะวิตกกังวลอยู่ลึกๆว่า ถ้า ควอนตัม กราวิตี้นั้นถูกต้อง ก็จะมีปัญหา ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ให้มนุษย์ค้นคว้าต่อดยไม่รู้จบ...... วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทดลองเชาว์ปัญญา แก่มนุษย์ที่ท่านรักแต่มนุษย์ยังอ่อนเยาว์ต่อโลกใบนี้นัก แต่อย่างไรก็ตาม ศาสนา และวิทยาศาสตร์ต่างเป็นเส้นทางตรงไปสู่พระองค์ voo_fai@hotmail.com (IP:124.157.248.49,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 10 ส.ค. 2550 (22:21) หากมีนักฟุตบอลระดับสูงมาก มาลงสนาม เราในฐานะคนดูถึงแม้ตลอดชีวีตจะเล่นฟุตบอลไม่เป็น แล้วเราจะดูไหม ดูแล้วเราทุกคนจะเก่งเท่าเขาไหม ที่เราดูกันเพราะความสามารถของนักบอลที่มีขีดความสามารถสูงกว่าเรา
แล้วเราเคยดู สารคดีไหม ถ้าเคย เราจะนักโบราณคดี หรือ นักธรณีวิทยา หรือ ต่างนานาหรือเปล่า ก็เปล่า แล้วเราดูทำไม เราดูเพราะเราชื่นชมคนที่เก่งกว่าเรา เราดูเพราะเราอยากรู้ว่ามีอะไรในโลกนี้บ้างที่เรายังไม่รู้ และเราพอจะรู้ได้ ทุกคนเหมือนกัน sutasnew@ya (IP:58.9.187.78)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 23 พ.ย. 2550 (17:32) คนดีเค้าก้คิดดีแล้วเมื่อไหร่คนไทยจะคิดอะไรที่ดีๆแล้วมีประโยชน์กับประเทศของตัวเองแทนที่จะมากัดกันเป็นตัวอะไรคิดแต่จะหาผลประโยชน์ของตัวเองคิดแต่จะโกงบ้านโกงเมือง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 19 ธ.ค. 2550 (19:19) จิงคับเห็นด้วยกับคุณ AO
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 18 ม.ค. 2551 (14:04) คนไทยเก่งๆก็เยอะค่ะ เพียงแต่พวกเราๆไม่ค่อยรู้จักเขาเท่านั้นเอง
เพราะเวลาเขาออกมานำเสนอผลงานทีไรเรานั่งหลับทุกที
ด้วยเหตุว่าความรู้น้อย ไม่อาจเข้าใจในความลึกซึ้งของทฤษฎี
ท่านๆโปรดอย่าเข้าใจว่านักการเมืองคือนักวิชาการ
และอย่าเข้าใจว่านักวิชาการ(ที่ไม่ใช่นักวิชาการการเมือง)เป็นนักการเมือง
เขาทั้งหลายไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย โปรดอย่าว่าคนไทยเช่นนั้นเลย
ประเดี๋ยวคนที่เขาทุ่มเทจะน้อยใจนะคะ
ความรู้ขั้นสูงทางด้านนี้จะหาคนเข้าใจก็ยากแล้ว
แต่คนที่เข้าใจและคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆเขาเก่งมากๆเลย
และคนเหล่านั้นมักทำงานอยู่แต่ในห้องปฏิบัติการ
หมกมุ่นอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืน เสียสละมาก
น่าเสียดายที่ค้นคว้าอะไรมาได้มักไม่มีคนฟังเข้าใจ
สัมนาวิชาการแต่ละครั้ง ...
มีคนนั่งฟังน้อยกว่าไทยมุงที่มุงดูรถจักรยานเด็กชนกันเสียอีก
...(ก็มันฟังไม่รู้เรื่องนี่เนอะ)
|