|
วิทยาศาสตร์จอมปลอมของชีวิต (The Fake Science of Life)
โพสต์เมื่อ:
23:20 วันที่ 10 ก.พ. 2549 ชมแล้ว:
4,211
ตอบแล้ว:
10
เรื่องราวทั้งหมด ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องแต่งขึ้นทั้งหมด แต่งเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใด ที่สามารถใช้อ้างอิงได้เลย ชื่อคนและสถานที่เป็นชื่อสมมติขึ้นทั้งสิ้น
- 0 - ชายหนุ่มยืนหลับตา กางแขนออกช้าๆ ค่อยๆสูดหายใจเข้าเต็มปอด จิตใจว่างเปล่า เหมือนไม่รับรู้เสียงอื้ออึงและสิ่งแวดล้อมอื่นใดรอบตัว มีแค่ตัวเองและจิตใจของตัวเอง ก่อนที่จะก้าวออกจากขอบระเบียง ปล่อยให้แรงโน้มถ่วงของโลกทำงานอย่างอิสระ .......... - - - .................... นานแสนนาน มนุษย์เฝ้าค้นหา เพื่อจะตอบคำถามว่า ชีวิตคืออะไร เราคือใคร เราเกิดมาทำไมการค้นหา เริ่มจากคำจำกัดความ...จอมปลอม... ของคำว่า การมีชีวิต - มนุษย์มีชีวิต กบมีชีวิต ลูกอ๊อดมีชีวิต อสุจิมีชีวิตมั้ย สาย DNA ว่าชีวิตหรือปล่าว RNA ของไวรัสมีชีวิตมั้ย มีสิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่าไวรัส ที่บังเอิญเรายังไม่เคยเจอหรือปล่าว แล้วสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นๆที่ไม่มี DNA หล่ะ... ลองก้มลงมองเชื้อราบนขนมปัง แล้วลองจินตนาการว่า สิ่งมีชีวิตเล็กๆบนแผ่นขนมปัง กำลังให้คำนิยามว่า ชีวิตคืออะไร !! นั่นหล่ะพวกเรา เราเคยเห็น ได้กลิ่น ได้ยิน หรือสัมผัสได้ ถึงสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นหรือปล่าว ? ช่างน่าเสียดาย ! ประสาทรับรู้ของเรา รับรู้ได้แค่ไม่กี่อย่าง เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิต รูปแบบอื่นๆ ที่บังเอิญ มีอยู่ เพียงแต่ ประสาทรับรู้เราไม่เคยรับรู้ได้ เชื้อราบนแผ่นขนมปัง ไม่เคยได้ยินเสียงที่มนุษย์พูดกันเลย เพราะราไม่มีหู รับรู้เรื่องของเสียงไม่ได้ เชื้อราจะบอกได้อย่างไรว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ มีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มีอยู่จริง แต่มนุษย์ไม่มีประสาท ที่จะสัมผัสสิ่งนั้น แม้แต่ "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า" สิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นมาตรฐาน ในการตรวจหา สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว ซึ่งจริงๆแล้ว มันมีมานาน เป็นล้านๆๆๆปีมาแล้ว แต่มนุษย์เพิ่งที่จะรู้จักและรับรู้มันได้ ถ้าเราถอดเสื้อผ้าล่อนจ้อน เราไม่เคยแม้แต่จะรู้สึกถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่อยู่นอกช่วงคลื่นแสง ทั้งที่จริงๆแล้ว อยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด มันวิ่งทะลุตัวเรา ไปวันละเป็นหมื่นล้านรอบ โดยที่เราไม่รู้เรื่องเลยสักนิด! คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงไมโครเวฟที่เราใช้กับโทรศัพธ์มือถือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงวิทยุที่เราใช้ถ่ายทอดเสียง ลองปิดตาแล้วนึกภาพว่าคลื่นเหล่านี้วิ่งผ่านตัวคุณ ตลอดเวลา! เราสามารถตรวจสอบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้แค่ ช่วงคลื่นวิทยุ ไปจน Gamma Ray แล้วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความยาวคลื่น ยาวหรือสั้น กว่านั้นหล่ะ เราเคยสัมผัสได้หรือปล่าว หรือว่าเราปฏิเสธว่ามันไม่มี ตอนที่คุณนั่งอ่าน นิยายไร้สาระเรื่องนี้อยู่ อาจจะมีคลื่นชนิดอื่น กลุ่มพลังงานที่เราไม่รู้จัก มีเสียงที่เราไม่ได้ยิน มีแสงที่เราไม่เคยมองเห็น ที่เรารู้ดีแก่ใจ ว่ามีอยู่ มีสัญญาณอื่นๆ ที่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆใช้สื่อสารกัน เหมือนคนพูดกับหมา แต่เชื้อราไม่ได้ยิน ค้างคาวใช้เสียงอุลตร้าโซนิคนำทางตอนกลางคืน ปลาโลมาพูดคุยกันเองใต้น้ำ เจ้าราน้อยๆ เรียกขนมปัง แผ่นที่พวกมันอาศัยอยู่กิน ว่า "โลก" และมันกำลังตั้งคำถามตัวเองว่า ตัวมันเองคืออะไร คำว่า "สิ่งมีชีวิต" ในคำจำกัดความของ "รา" ก็หนีไม่พ้นคำว่า "รา" !! เจ้าราน้อย มันอาจจะเรียก ปากของหมาที่กำลังอ้า รอคาบแผ่นขนมปัง ว่า "หลุมดำ" โดยไม่มีทางจินตนาการไปถึงว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกชนิด ที่ใหญ่กว่าหลุมดำมากมาย มนุษย์ ก็เป็นแค่ สิ่งมีชีวิต "ชนิดหนึ่ง" ที่กำลังให้คำจำกัดความ ของคำว่า "สิ่งมีชีวิต" ทั้งปวง ความรู้เรื่องสิ่งรอบตัว และ ความรู้เรื่องความมีชีวิต ที่เรามีอยู่แค่หางอึ่ง มันคงน้อยเกินไป ที่จะให้คำจำกัดความ ของคำว่า "มีชีวิต"............................ แต่สำหรับ ดร.พิเชษฐ แล้ว คำว่า มีชีวิต อาจมีความหมายที่ลึกซึ้ง ยากเกินกว่าการเข้าใจ แต่เค้าเข้าใจ คำว่า มนุษย์ เป็นอย่างดี เพราะมันหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่น่าสงสารชนิดเดียวในโลกใบนี้ ที่รู้จักการปลิดชีวิตตัวเอง............................ - - - ................... พลันที่เท้าของชายหนุ่มก้าวพ้นขอบดาดฟ้าสีขาว เสียงกรีดร้องของเหล่าไทยมุง ก็หวีดร้อง กึกก้อง กลบทุกสรรพเสียงของวันจันทร์อันวุ่นวาย แต่เสียงอื้ออึงหวีดร้อง ที่ดังเพียงแค่เสี้ยววินาที กลับหยุดเงียบสนิท กลับกลายเป็นเสียงของความเงียบจากความตลึงงันเข้ามาแทน ไม่มีแม้เสียงของลมหายใจ ราวกับว่าคนนับร้อย ตั้งใจกลั้นลมหายใจไปพร้อมกัน เป็นความเงียบสนิทที่น่าสะพรึงกลัว ... คุยกับผู้เขียนได้ที่นี่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=18&Pid=49722 จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ก.พ. 2549 (20:51) - 1 - "พี่นิพ! พี่นิพ! เร็วเข้าพี่เปี้ยวจะฆ่าตัวตาย" "อะไรนะ! พูดอะไร แหนม" "เร็วเถอะ.. วิ่งเร็ว.. ลานเสาธง.. ตึกหน้า.. พี่เปี้ยว.. ดาดฟ้า.." แหนมพูดคำหอบคำ ไม่เป็นประโยค พร้อมลากมือ ดร.นิพาดา เฮือนแก้ว ออกจากห้องวิจัย มุ่งหน้าไปทางเข้าของ อุทยานวิทยาศาสตร์ สวทช. นิพ วิ่งเร็วที่สุดที่เธอเคยวิ่งมาทั้งชีวิต ระยะทางแค่ 600 เมตร จากห้องพัก ชั้น 4 ตึก ไบโอเทค ของเธอ ถึงลานเสาธง วันนี้ดูยาวไกลเหมือน 600 กิโลเมตร น้ำตาที่ไหลออกมากกว่าเหงื่อ เปียกไปทั่วแก้มชมพูใสๆ ของด๊อกเตอร์สาว ที่เพิ่งคว้าตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ยอดเยี่ยม ของประเทศไทยปีล่าสุดมาหมาดๆ ในใจที่สับสนของเธอ คิดออกอยู่อย่างเดียว มันเป็นความผิดของเธอเอง มันเป็นความผิดของเธอเอง ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นแค่ 3 วันที่ผ่านมา มันจะมีผลกระทบและกำลังจะเปลี่ยนชีวิตของเธอทั้งชีวิต ความทรงจำของปลายสัปดาห์ที่แล้ว เริ่มพร่างพรู ไหลย้อนผ่านสมองของเธอ ใช่ชั่วแค่เสี้ยววินาที... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 3 มี.ค. 2549 (17:00) - 2 - - วันแรก - วันศุกร์- "นิพ ....ผมมีไอเดียใหม่มาเล่าให้ฟัง ผมคิดออกแล้วหล่ะ " นิพหันหลังไปตามเสียงทุ้มๆของชายหนุ่มสูงโปร่ง ผิวขาว คิ้วเข้ม ดูภายนอกราวกับว่าเป็นลูกครึ่งสวิสเซอร์แลนด์กับอินเดีย ทั้งที่ ดร.พิเชษฐ กิจธนา เป็นชายไทยแท้โดยกำเนิด ถ้าไม่นับ 10 ปีที่ใช้ชีวิต เพื่อเรียน ปริญญาตรี โท และ เอก ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ .... "เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานของนิพเลยหล่ะ เกี่ยวกับการทำงานขั้นพื้นฐานของเอ็นไซม์ หรือตัวเร่งปฏิกิริยาในสิ่งมีชีวิต" "พี่เปี้ยว! มั่วจริงๆเลยค่ะ พี่พิมพ์ใจ ตังหากที่ได้รางวัลจากเรื่องเอ็นไซท์ นิพหน่ะทำเรื่อง DNA ค่ะ" แม้ความสงบจากการอ่านหนังสือ ในสวนหย่อมเล็กๆกลางตึกเนคเทค ยามพักเที่ยงของเธอจะถูกทำลายลง แต่นิพก็ยินดีอยู่ลึกๆที่ได้พบกับชายเจ้าของเสียง นิพรู้จักกับเปี้ยวมาตั้งแต่ ม.ปลายแล้ว แม้นิพจะเรียนที่บดินทรเดชา พี่เปี้ยวจะเรียนที่หาดใหญ่วิทยาลัย อยู่คนละภาค แต่เธอก็เจอกับเค้าทุกปิดเทอมภาคฤดูร้อน ในค่ายวิทยาศาสตร์ของ พสวท. ที่กรุงเทพ ตลอดช่วง 3 ปี ที่ทั้งคู่เรียน ม.ปลาย ก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อที่อเมริกา ส่วนเปี้ยวตัดสินใจไปอังกฤษ หลังจากที่ทั้งคู่ประสบความสำเร็จในการสอบชิงทุน ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงจากแหล่งทุนเดียวกัน นิพพอจะรู้ดี ว่าสไตล์การทักทายแบบเดิมๆนี้ ต้องการเปลี่ยนความสนใจของเธอ จากหนังสือธรรมะเล่มโปรดเล่มล่าสุด มาที่บทสนทนา นิพอมยิ้มอย่างรู้ทัน "เอาเหอะค่ะ ไม่ต้องสาธยายมากหรอก ตั้งใจฟังเต็มที่อยู่แล้วค่ะ ว่ามาเลยสิ...." "เฮ้อ พี่หล่ะเหนื่อยจริงๆ จะจีบนักชีวะดีกรีนักวิจัยดีเด่นนี่ทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้.... คืองี้นะ......." "ไวรัส เป็นแค่เศษเสี้ยวของ DNA เราบอกว่ามันไม่มีชีวิต และมันก็ขยายพันธุ์เองไม่ได้ด้วย เหมือนสายไฟขาดๆเส้นนึง แต่เจ้าไวรัสมันเก่งก็ตรงที่ว่า ถ้าบังเอิญมันได้ไปแปะ อยู่กับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆละก็ มันจะแทรกตัวเอง ไปกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น แล้วก็ปลอมตัวเข้าไปแฝง เป็นส่วนหนึ่งของสาย DNA ของสิ่งมีชีวิตนั้น" เปี้ยวรู้ดีว่าการจะคุยกับนิพต้องเริ่มจากสิ่งที่เห็นตรงกันก่อน "ซึ่งโดยปกติสิ่งมีชีวิตทุกชนิด จะมีกระบวนการเพิ่มจำนวนเซลล์ของตัวเองได้อยู่แล้ว และถ้าหากเซลล์นั้นโดนไวรัสแทรกซึมไปแล้ว ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มจำนวนไวรัสไปด้วย คิดดูสิว่า ไวรัส มันเป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่เก่งมากๆเลยหล่ะ - เอ๊ะ! หรือว่ามันมีชีวิตกันแน่นะ.." "มันไม่มีชีวิตค่ะ กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความลงตัวทางเคมีค่ะ ....แล้ว นิพ ก็รู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ ม.ปลายแล้วค่ะ พี่เปี้ยว เด็กไทยทุกคนเรียนเรื่องนี้ตั้งแต่ ม.4 แล้วค่ะ ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเลยนี่คะ" "แฮะๆ - เอาหล่ะ - ที่ตื่นเต้นอยู่ตรงนี้ ...... " ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 21 มี.ค. 2549 (02:02) "สาย DNA ของสิ่งมีชีวิตนี่ ทำหน้าที่เหมือนกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ - เหมือนกับโปรแกรมที่ตั้งไว้ - ตรงนี้นิพไม่เคยรู้แน่นอน พี่จะเล่าให้ฟังง่ายๆ - ถ้านิพเปิดเข้าไปดูข้างในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นิพก็จะเห็น 0101 010 111 1 101001 เต็มไปหมด ดูเหมือนไม่มีความหมาย คน อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆแล้วมันคือคำสั่งต่างๆ ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ คนอ่านไม่รู้เรื่อง แต่คอมพิวเตอร์รู้เรื่อง" "ที่จริงในสาย DNA หนึ่งสาย ก็เหมือนโปรแกรมนั่นหล่ะ สาย DNA ยาวๆของพวกเรา มันประกอบกันขึ้นมาจาก เบส พื้นฐาน แค่ 4 ตัวที่แตกต่างกันแค่นั้นเอง ซึ่งเราแทนด้วยสัญญลักษณ์เป็นตัวอักษร 4 ตัว คือ G C A และ T สาย DNA ของพวกเราที่มีเจ้าเบสพวกนี้ อยู่ประมาณ 3,000,000,000 ล้านคู่ ถ้าเราเข้าไปดูมัน ก็จะเห็นตัวอักษรประเภท GCATT AGTCA AGATA เต็มไปหมด ที่สำคัญ เจ้าพวกนี้มันก็ควบคุมการทำงานของชีวิต" "ไฟล์ binary ของคอมพิวเตอร์ มีตัวอักษรแค่ 2 ตัวคือ 0 กับ 1 ทำอะไรได้เยอะแยะ แต่โปรแกรมของสิ่งมีชีวิต หรือ สาย DNA มีอักษรพื้นฐานตั้ง 4 ตัวแหน่ะ มันจึงเป็นโปรแกรมที่ซับซ้อนกว่าที่มนุษย์เคยเขียนมากๆๆๆ" แม้นิพจะอดขำอยู่ลึกๆในใจ เพื่อที่จะหาเรื่องมาคุยกับเธอ ผู้ชายคนนี้ถึงกับลงทุนไปอ่านหนังสือเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียน ม.ปลาย วิชาที่เจ้าตัวบอกว่าเกลียดนักหนาและได้เกรด 2 มาตลอด 6 เทอม "อาฮ้า พอมองเห็นภาพค่ะ น่าสนใจ แล้วไงต่อคะ" "คอมพิวเตอร์ จะอ่านไฟล์แล้วแปลไปเป็น คำสั่ง (instruction) เช่น 000110001 แปลว่า บวก หรือ เช่น 00100010101 แปลว่า คูณ เป็นต้น ส่วนของสิ่งมีชีวิตก็เหมือนกัน คำสั่งของชีวิต เนี่ยนะเราเรียกว่า ยีน (GENE) หรือชุดของตัวอักษรที่ต่อๆกัน เช่น GCTATACTAGAAT" "ตอนนี้มนุษย์ เก่งถึงขั้นที่สามารถแกะรอยการทำงานของ ยีน แล้วเราก็รู้แล้วด้วยว่า ยีน บางตัวทำหน้าที่อะไร เช่น GATATATAACATAA เป็น ยีนระงับการแบ่งตัว (Tumour Suppresser Gene) ที่คอยยับยั้งการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ พูดง่ายๆคือมันเป็น คำสั่ง ที่ถูกโปรแกรมไว้ให้ดูแลการแบ่งเซลล์ให้ถูกต้อง สิ่งมีชีวิตใดที่ส่วนของ DNA ที่ tumour suppresser เสีย สิ่งมีชีวิตนั้นก็มีโอกาสสูงมาก ที่จะเป็นมะเร็ง เพราะชีวิตทำงานผิด ทำงานตามคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง แบ่งเซลล์ที่ผิดปกติออกมา ใช่ปล่าว ?" "ถูกค่ะ ในปัจจุบัน เรารู้ว่า ยีน ไหน ทำหน้าที่อะไรเรียบร้อยแล้ว แต่เรา ยังไม่รู้ว่ามันทำได้ยังไง พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเราจะสร้างยีนขึ้นมาตัวนึง ที่ให้มันทำอะไรเฉพาะอย่าง เรายังไม่รู้ว่ามันทำไง" "นั่นหล่ะ เข้าเรื่องที่พี่อยากจะบอก - สาย DNA คือโปรแกรมที่ไม่รู้ใครเขียนไว้ แล้วมนุษย์กำลังแกะว่าโปรแกรมนั้นมันทำงานอย่างไร เพราะฉนั้นเราก็ทำงานแบบเดียวกับพวก แฮกเกอร์ (hacker) ใช่มั้ยหล่ะ พวกแฮกเกอร์เค้าเอาโปรแกรมที่คนอื่นเสร็จแล้ว ที่มี 01010101001010010 เต็มไปหมด มานั่งแกะ แล้วพวกนี้ก็ hack เอาพาสเวอร์ด ออกมาจากโปรแกรมที่เค้าไม่ได้เขียน เหมือนกันเลย ตอนนี้มนุษย์กำลังจะแกะโปรแกรม ที่พระเจ้า หรือใครซักคน หรือถ้าไม่ใช่คนก็ซักมนุษย์ต่างดาว โปรแกรมเอาไว้แล้ว โดยโปรแกรมนั้นมี ตัว G A T C เรียงต่อกันอยู่จำนวนกว่า 3,000,000,000 ตัว" "นิพจำที่ ประธานธิบดี Bush ออกมาประกาศ ความสำเร็จของโครงการ Human Genome Project ที่เค้าได้ทำการไล่ถอดระหัส จนรู้แล้วทั้งสาย DNA ของมนุษย์ ที่ประกอบไปด้วยสามพันกว่าล้านคู่เบสเนี่ย มีตัวอักษรอะไรเรียงกันอยู่ยังไงบ้างเมื่อปลายปีที่แล้ว.....เหมือนกับ hacker กำลังเปิดไฟล์ที่ตัวเองกำลังจะ hack สำเร็จแล้ว...ทีนี้..." นิพ พยักหน้า เป็นการบอกว่า ยังฟังอยู่ "ที่นี้ ..ที่นี้ ..." ดร.พิเชษฐ เริ่มตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด มือที่กำหลวมๆ มีปลายนิ้วชี้ จรดอยู่ที่ปลายจมูก "...เรากำลัง..สิ่งที่เราทำอยู่... คือ hack โปรแกรมชีวิตของ DNA .... ตั้งใจฟัง...ต่อจากนี้ให้ดีนะ ........." ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 23 มี.ค. 2549 (23:01) เด็กสาวผมเปียวิ่งฝ่าปลายคลื่นบนชายหาดสีนวลของหัวหิน ปูลมสีขาวตัวจิ๋ว ที่เธอเพิ่งตะครุบได้ โดนหนีบอยู่ด้วยปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้เล็กๆของเธอ หลังจากเฝ้าไล่เจ้าปูน้อยผู้โชคร้ายอยู่นานเป็นชั่วโมง รอยยิ้มแห่งความภูมิใจ เริ่มปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเปื้อนทรายของสาวน้อย "นิพ! นิพ แม่ว่าเราขึ้นมาหม่ำข้าวได้แล้วหล่ะ แดดเริ่มแรงแล้วนะ" "แป๊บนึง แป๊บนึงค่ะ" เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้หมายความอย่างที่พูด เพราะเธอพูดประโยคนี้มาเกือบสิบครั้งแล้วในเช้านี้ แต่เหมือนเธอจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอเปลี่ยนใจ และวิ่งตรงรี่มาหาแม่ที่ริมสระน้ำ "แม่! แม่! แม่!" "จ๊ะ ว่าไง ใจเย็นๆ" "มือของปูมันอยู่ตรงไหนคะ ? ทำไมมันมีหลายขาจังเลย ? แล้ว..แล้ว..ทำไมตัวมันไม่เห็นนิ่มเหมือนมูมู่เลย " "ยากจังเลยจ่ะคำถามนี้ แต่คำตอบมันเป็นอันเดียวกับที่นิพถามแม่ว่า หวานมันไม่เหมือนกับขมยังไง ทำไมแมวชอบไล่หนู แล้ว ใครสอนนกบิน นั่นแหล่ะ" "เหมือนกันด้วยเหรอคะ..." "จ๊ะ ในคำถามของหนู มีสิ่งมหัศจรรย์สิ่งนึงในคำตอบ ที่เหมือนกัน เราเรียกมันว่า ดีเอ็นเอ (DNA) จ๊ะ" คุณแม่พูดพร้อมอมยิ้ม "เจ้า DNA นี่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด คอยกำหนดลักษณะทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงการรับรู้ความรู้สึกด้วย" คุณแม่มองหน้าสาวน้อยจอมสงสัย ที่ยังไม่เข้าใจในคำตอบ "ไว้นิพเข้า ป.1 เมื่อไหร่ แล้วแม่จะเล่าให้ฟังอีกทีนะ แม่สัญญา ตอนนี้ขึ้นมาหม่ำข้าวได้แล้วจ่ะ" ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 10 เม.ย. 2549 (09:23) "สวัสดีนักเรียน ยินดีต้อนรับสู่ ม.4/1 ครูชื่อเทาชมพู เป็นครูประจำชั้นของพวกเธอ" คุณครูท่าทางใจดี ยืนอมยิ้มอยู่หน้าชั้น เบื้องหน้าของนักเรียนใหม่ 24 คน "นับเป็นนิมิตหมายที่ดีมาก ที่พวกเธอ ได้เริ่มชีวิตนักเรียนของพวกเธอ เรียนคาบแรก ของเทอมแรก ที่โรงเรียนแห่งนี้ ด้วยวิชา ชีววิทยา" "วิชา ชีววิทยา เป็นวิชาที่ว่าด้วย ชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างที่ตามมา.." คุณครูยังอมยิ้มอย่างใจดี กับคำทุกคำที่เธอพูด "..ถ้าไม่มีการกำเนิดของชีวิต ก็ไม่มีฟิสิกส์ ไม่มีเคมี ไม่มีวิศวกร ไม่มีแพทย์ ไม่มีนักธุรกิจ" "ชีวิต เริ่มจากการที่อสุจิจากเพศชาย ผสม กับไข่จากเพศหญิง สองสิ่งจากสองชีวิต 1+1 = 1 จากสองรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างน่าอัศจรรย์ สิ่งทั้งสองผสมกันเป็นเนื้อเดียวอย่างที่สุด เป็นเซลล์แรกของชีวิต เพียงเซลล์เดียว.." คุณครูยังอมยิ้ม แม้จะเริ่มเข้าสู่เรื่องวิชาการ และ เน้นบางจุดให้นักเรียนตระหนัก ".. เพียงหนึ่งเซลล์เท่านั้น ขนาดเล็กกว่าปลายเข็ม แล้วชีวิตก็เริ่มเติบโตจากจุดเล็กๆนั้น เริ่มแบ่งตัวออกเป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 เซลล์ และเป็นหมื่นๆ เซลล์ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง" "ในช่วงต้นของชีวิต ทุกๆเซล์ มีหน้าตาที่เหมือนกันหมด เราเรียกเซลล์เหล่านี้ว่า สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด เซลล์เหล่านี้เริ่มเจริญเติบโต และแบ่งตัวอย่างต่อเนื่อง เซลล์บางเซลล์เริ่มมีโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป บางเซลล์เริ่มเติบโตเป็นเซลล์สมอง บางเซลล์เริ่มเติบโตเป็นเซลล์ผิวหนัง บางเซลล์เริ่มเติบโตเป็นเซลล์กระดูก บางเซลล์เติบโตไปเป็นเส้นผม..." คุณครูยืนเงียบอมยิ้มอยู่ได้ไม่ถึง 2 วินาที ก่อนที่จะมีเสียงใสๆ ของเด็กสาวผมเปีย ที่ยกมือสูงชลูดอยู่กลางห้อง แทรกขึ้นมาทำลายความเงียบของห้องเรียน "แล้วเซลล์แต่ละเซลล์รู้ได้ยังไงคะ ว่าตัวเองต้องโตไปเป็นอวัยวะอะไร หรือ ว่ามีใครบอกให้เซลล์เป็นอะไร ?" "เป็นคำถามที่ดีมากเลยจะ หนูชื่ออะไรจ๊ะ" "นิพาดาค่ะ" "ดีมากเลยจะ นิพาดา นั่นจะเป็นสิ่งที่เราจะได้เรียนกันในวิชาชีววิทยาตลอด 3 ปีของพวกเธอที่นี่..เราจะเรียนเรื่องของชีวิต" รอยอมยิ้มของคุณครู ปรากฏเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม ในความยินดี ที่สามารถชักจูงความสนใจของนักเรียนวัยซน เข้าสู่เนื้อหาบทเรียนได้สำเร็จ "..ในช่วงแรกๆ ของชีวิต สมองของเรา เติบโตไปพร้อมๆกับ เล็บของเรา ไม่มีใครเป็นพี่ใหญ่ มาควบคุมการทำงานของร่างกาย แต่.. ตั้งแต่เราเริ่มชีวิตที่เซลล์แรก เรามีสิ่งที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ (DNA) ที่มีลักษณะโครงสร้างเหมือนกับบันไดเวียน อยู่ในเซลล์แรกของพวกเรา และเมื่อเซลล์มีการแบ่งตัว DNA ก็จะติดไปกับเซลล์ทุกๆเซลล์" "และนั่นก็คือเท่าที่เรา.. มนุษย์ ..รู้" น้ำเสียงที่เริ่มเข้มขึ้นของคุณครู ยังแฝงไว้ด้วยอมยิ้มทุกคำพูด "มนุษย์ รู้ว่าเรามี DNA อยู่ในทุกๆเซลล์ มนุษย์ รู้ว่า Stem Cell ที่เหมือนๆกันในช่วงเริ่มต้นของชีวิต สามารถเปลี่ยน ไปเป็นตับ กระดูกหรือเส้นผมได้ ถึงขั้นที่เรากำลังจะใช้ Stem Cell มาเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เราเลี้ยง Stem Cell ที่เติบโตมาเป็นตับ แล้วเอาไว้เปลี่ยนกับตับของผู้ป่วยซึ่งเป็นเจ้าของ Stem Cell ที่เปลี่ยนได้อย่างเหมาะเจาะ ลงตัว แต่....." "..แต่.. จนปัจจุบัน เรายังไม่รู้เลยว่า DNA ทำอย่างไรถึงได้เปลี่ยนเซลล์นั้นเซลล์นี้ไปเป็นอวัยวะที่แตกต่างกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำที่สุด ตาอยู่บนใบหน้า หลอดเลือดอาเทอรี่ติดอยู่กับหัวใจ เล็บถึงอยู่ที่ปลายนิ้ว มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์...มหัศจรรย์จริงๆ..." "เราจะค้นพบความมหัศจรรย์ทั้งหมดนี้ คำตอบของคำถามบางคำถาม ทั้งที่เรารู้และไม่รู้ เช่น DNA คืออะไร ดีอ็นเอที่แตกต่างกันทำให้มีชีวิตที่แตกต่างกัน ความหลากหลายของชีวิตบนโลกใบนี้ จนไปถึงคำถามว่า แล้วใครสร้าง DNA ... ใน วิชานี้ ตลอด 3 ปีของพวกเธอที่นี่จ่ะ" คุณครูรู้ดีว่าการยั่วน้ำลายของเด็กวัยนี้ด้วยเรื่องใหม่ที่น่าตื่นเต้น แล้วหยุดลงในจังหวะที่เหมาะสม จะเป็นการขยายความอยากรู้อยากเห็นของเด็กวัยนี้เป็นที่สุด "เอาหล่ะ วันนี้หยุดเรื่องวิชาการ ไว้แค่นี้ก่อน ไหนเรามาลองแนะนำตัวกันหน่อยซิ ...เริ่มจากเธอก่อนเลยจ่ะ นิพาดา..." ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 มิ.ย. 2549 (23:42) "ที่นี้ ..ที่นี้ ..." ดร.พิเชษฐ เริ่มตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด มือที่กำหลวมๆ มีปลายนิ้วชี้ จรดอยู่ที่ปลายจมูก "...เรากำลัง..สิ่งที่เราทำอยู่... คือ hack โปรแกรมชีวิตของ DNA .... ตั้งใจฟัง...ต่อจากนี้ให้ดีนะ ........." "ด๊อกเตอร์ ครับ ด๊อกเตอร์ .... " ทั้งนิพและเปี้ยว หันพร้อมกัน ไปยังต้นเสียง เป็นชายหนุ่มร่างอ้วน ใส่เสื้อรัดติ้ว ผมที่หวีเรียบแปร้ อย่างกับพระเอกหนังเจ้าพ่อ เงาขลับ แต่ตอนนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ กำลังยืนหอบ เกาะอยู่ที่ขอบประตู หน้าห้องชมสวน "ใจเย็นๆ อั้ม.... เรียกใคร.." เปี้ยวถามเพราะไม่แน่ใจ "ด๊อกเตอร์เปี้ยวครับ ผมเจอแล้วครับ ผมเจอ ด๊อกเตอร์แทน แล้วครับ" เจ้าของเสียงที่ยังหอบไม่หาย "ดีแล้ว ผมโทรหาเค้าตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่เจอเลย" เปี้ยวหันมายิ้มกับนิพ "พี่ไปก่อนนะนิพ มีเรื่องด่วนสุดๆต้องเคลียร์กับแทนซักหน่อย" ก่อนจะหันกลับไปที่อั้ม "แล้วเค้าอยู่ที่ไหนครับตอนนี้" "โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ครับ ห้องไอซียู อาการค่อนข้างสาหัส" "อะไรนะ "อั้มเริ่มตั้งสติได้ พยายามอธิบายเรื่องให้สั้นที่สุด "เมื่อเช้าแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาด เจอ ดร.แทน นอนจมกองเลือดอยู่ ตามเนื้อตัวมีรอยแผลจากมีดขนาดใหญ่ แกเลยเรียกให้คนช่วย พาไปส่งโรงพยาบาล มีคนบอกว่าเมื่อคืน ดร.แทน ไม่ได้กลับบ้าน อยู่ที่แล็ปทั้งคืนครับ" เป็นสัญชาติญาณ เปี้ยว ประมวลหาเหตุผลในหัวโดยอัตโนมัติ แทน หรือ ที่คนอื่นรู้จักในชื่อ ดร.สิรพัฒน์ ประโทนเทศ เป็นนักวิจัยหนุ่มคนแรก ประจำศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่แม้จะเป็นคนปากไว แต่ไม่ใช่คนที่จะมีเรื่องกับใครง่ายๆ เป็นคนประณีประนอม และเป็นนักวิจัยที่ฉลาดอย่างชนิดหาตัวจับยาก ทั้งเปี้ยวและนิพรู้ดีว่า แทนเป็นคนที่ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องศัตรู ชู้สาว หรือ การเงิน จากการที่รู้จักกันมาตั้งแต่ ม.ปลาย นี่ก็กว่า 15 ปีแล้ว ไม่เคยเห็นว่าแทนจะทะเลาะกับใครซักครั้งเดียว โดยเฉพาะเปี้ยวที่เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกที่โคลัมเบียพร้อมกับแทน สองปีที่ผ่านมานี้ เปี้ยวทำงานกับแทนในโครงการวิจัยที่เกี่ยวกับแนวคิดและแบบจำลอง (Algorithm & Simulation) ของการตัดต่อและสังเคราะห์ดีเอ็นเอในระดับนาโนสเกล ที่ทั้งคู่หมายมั่นปั้นมือไว้ และกำลังจะเปิดเผยผลการวิจัยที่น่าจะช็อคคนในวงการ ให้โลกรู้ว่าคนไทยทำได้ .... ในช่วงบ่ายวันศุกร์วันนี้ .... หลงอ่าน ตั้งนาน เฮ๊อออออออออออออ! อัฟเร็วๆนะค่ะ รออ่านอยู่ ... น่าติดตามครับ อยากอ่านต่อ และมาโพสต่อนะครับ แล้วยังไงต่อคะ คุณอ๊อฟ หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |