|
จันทราอุษาคเนย์
โพสต์เมื่อ:
19:18 วันที่ 13 ก.พ. 2549 ชมแล้ว:
1,328
ตอบแล้ว:
2
ดินแดนที่ยืนอยู่ตรงนี้จากรอยข้อต่อระหว่างปากแม่น้ำมูลที่แยกตัวออกจากแม่น้ำโขงไปทางทิศตัวนออกเฉียงใต้ลงไปหาฝั่งทะเลที่อยู่ไม่ไกลนักเป็นอาณาบริเวณที่สามารถพานสัมผัสกับสายลมโชยพัดผ่านผิวเนื้อตัวให้ลูบไล้ประโลมใบหน้าได้อย่างอ่อนโยนละมุนละไมกว่าดินแดนผืนใดนัก เสมือนประหนึ่งกระแสลมพยายามอธิบายจำแนกแจกแจงว่าได้เคยหอบผ่าน ต้นไม้ พืช ผัก เกสรดอกไม้ และแมลงต่างๆมาตามระยะทางแสนไกลเกินกว่าจะนานับได้ สายลมทั้งหลายที่ผ่านเส้นทางอันยาวนานได้พัดหอบฝุ่นละอองมาจากทุกพื้นผิว จากผิวกายผู้คนที่มีความแตกต่าง บนดินที่แล้งแห้งอันไกลโพ้น พัดผ่านป่าชื้น หอบผ่านเครื่องเทศ ลูกกระวาน นำพากลิ่นอาหารหมักจากที่ห่างไกล และประคองเศษฝุ่นจากปลายรวงข้าวสุกใกล้เก็บเกี่ยวของหุบเขาด้านนั้น เรื่อยไล่ผ่านมา สายลมหอบฝุ่นละอองทั้งหลายกำจายมาตามเส้นทางแล้วกอบกูยผสมผสานสิ่งเหล่านั้นมาระหว่างการเคลื่อนที่ลอยตัวของกระแสลมให้มาสิ้นสุดจรดอยู่ปลายนาสิกที่หยัดยืนบนผืนดินที่ลุ่มกว้าง ของแดนดินถิ่นนี้ ดินแดน ใต้ลม
ยามนี้ลมแห่งรัตติกาลได้มาถึง จันทราทอแสงเรืองระเรื่อจนมองเห็นบาทวิถีรำไรท่ามกลางต้นไม้รกชัฏ แสงเรื่อนวลกระทบผิวเนื้อเนียนสีน้ำผึ้งของคนตัวสูงที่ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางเดือนหงายและสายลมพัดเอื่อย อาภรณ์บุรุษผู้ยืนผงาดกลางพุ่มพฤกษ์ สวมใส่เป็นผ้าฝ้ายทอละเอียดสีนวลแต่มิได้ตรึงรัดกุม หากตกแต่งประดับเรือนกายาด้วยอัญมณีมีค่าประกอบด้วยหินมุกและทับทิมหลากสีเป็นสังวาลย์ ต่างจากสองคนที่หมอบราบอยู่ด้านข้างที่มีเส้นเชือกคล้องเฉลียงบ่าประดุจดั่งยัญโชปวีช บ่งบอกสถานะผู้มีสองชีวิตของนักบวชพราหมณ์มุนีอุทิศตนเพื่อบูชาองค์มเหศวรผู้เป็นใหญ่ พรามหณ์ผู้ติดตามอีกสองคนยอบตนอยู่ในพงไม้ด้านข้าง เมื่อมองเห็นกลุ่มคนท่าทางแข็งขันดุดันที่อยู่ด้านหน้าเรือนไม้ยิ่งให้รู้สึกยำเยง ทว่าคนตัวสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหน้ายังดูองอาจคงมั่นคงกว่าผู้ติดตามด้านหลังจนเห็นได้ชัด ดูโดยรวมผ่านแมกไม้พฤกษากลางแสงเดือนเพ็ญไปนี้คล้ายดั่งกลุ่มบุรุษสามคนดังกล่าวกำลังตั้งมั่นเพื่อรีรอกระทำกิจการใดบางอย่างต่อเหล่าทหารที่กำลังประชุมรวมตัวอยู่บนเรือนตำหนักหลังใหญ่ไม่ห่างไกลเท่าใดนัก นานอยู่หลายอึดใจชั่วลมผ่านปลายนาสิกของบุรุษร่างสูงใหญ่ วงพักตร์เข้มคมสันเหลือบมองดูแสงจันทราก่อนจะเคลื่อนบาทไปทางบูรพาวิถีอย่างมุ่งมั่น ทว่าหนึ่งในสองของคนที่หมอบหลบอยู่ข้างทางนั้นรีบใช้มือคว้าข้อบาทของวรองค์สูงใหญ่ที่กำลังสืบวาด คล้ายจะขลาดกลัวอยู่ในที มีอันใดหรือ วราหมิ เสียงทุ้มต่ำเปล่งตวาดประกาศอำนาจ สอบถามผู้เหนี่ยวรั้ง หาอันใดมิได้ ลุเข้าเพลานี้ สัทสยะ อาจไหวตัวว่าจะมีผู้ประสงค์เข้าทำลายพิธีเสี่ยงทายของเขาเป็นแม่นมั่น จึงได้ล้อมทหารหน้าตำหนักแน่นหนาเพียงนี้....ข้าเจ้าเกรงว่า . พิธีหยาบช้า เรียกหาคนบริสุทธิ์มาเซ่นสรวงผีฟ้าของมันนั่นฤๅ สุรเสียงกังวานเปล่งด้วยโทสะตวาดอย่างกราดเกรี้ยว อีกไม่กี่ชั่วยามบาท สัทสยะผู้เก่งกาจวิชาอาคมก็จักเสี่ยงทายคนมาเข้าพิธีกรรมบูชายัญฟ้าดินเสร็จสิ้น เราจักปล่อยให้มันเรียกหาผู้คนชะตาขาดได้สำเร็จ แล้วนำไปประกอบพิธีบูชายัญฟ้าดินในคืนวันเพ็ญเดือนสาม พลานุภาพเตชะบารมีของพระเจ้ารุทรวรมันจักแผ่ไพศาลไปอีกสามภพเฉกนั้นฤๅ........ข้าถึงให้พราหมณ์อย่างเจ้ามาช่วยข้า ยุติพิธีหยาบช้าของเจ้าสัทสยะ ...เจ้าสองคนเกิดขลาดเขลาอันใดไม่ประสามาห้ามปรามจวนเจียนเอาป่านฉะนี้ พราหมณ์ทั้งสองมองดูเรือนตำหนักใหญ่ที่เต็มไปด้วยพลทหารเนืองแน่น เสียงสวดมนต์ภาษามคธกึกก้องอยู่ด้านใน น่าเกรงขาม กองไฟที่จุดสว่างอยู่ด้านข้างก็ลุกโชนราวกับมิใช่ผงไต้หรือไม้ฟืนแต่ลุกโชติช่วงด้วยพลังบารมีแห่งอาคม สัทสยะนักบวชคู่พระทัยของพระเจ้ารุทรวรมันกำลังสำแดงอยู่ภายในตำหนักใหญ่ คงกำลังคร่ำเคร่งในการประกอบพิธีเสี่ยงทายบุคลาธิษฐานผู้เข้ากระทำการบูชายัญสังเวยฟ้าดินในคืนเพ็ญเดือนสาม หากทหารหาญของพระเจ้ารุทรวรมันที่คุมกำลังรายล้อมตำหนักพิธีเสี่ยงทายในค่ำคืนนี้แลดูหนาตา จนสองพรามหณ์คิดใจหายว่า อาจจะเกิดภยันตรายหากบุรุษผู้นำคิดจะหาญหักไปทำลาย พิธีเสี่ยงทาย เป็นแม่นมั่น พราหมณ์ผู้คงแก่การร่ำเรียน ไม่เคยชินกับการต่อสู้เทียบเท่าวรองค์สูงสง่าคมเข้มพระองค์นั้น เมื่อมาถึงที่จึงเกิดใจประหวั่น ละล้าละลัง ...ครานี้ เจ้าชายวีระวรมันรับรู้..คงลงทัณฑ์พวกเราถึงแก่วางวาย ได้แต่ออกพระนามพระบิดาผู้ให้กำเนิดวรองค์สูงใหญ่ด้วยหมายให้พระนามนั้นปรามแรงมุ่งมาดปรารถนาของวรองค์ล่ำสันบรรเทาเบาบางลงสักเล็กน้อยก็ยังดี ...แต่พวกมันกำลังเรียกชีวิตคนมาเซ่นสังเวยฟ้าดิน....พวกเจ้าจะให้ข้านิ่งดูดายเพราะเกรงกลัวโทษทัณฑ์พระบิดาเฉกนั้นฤๅ วรองค์ในอาภรณ์สีทองยกดอกคาดสายรัดเอวสีชาดทิ้งชายยาวมาถึงข้อพระบาท สะบัดพักตร์เมินไปอีกทางอย่างไม่พึงสดับรับฟังคำทัดทานจากพราหมณ์วาหมิ ที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้พระองค์ล้มเลิกมโนที่จักบุกเข้าไป สายเนตรจับจ้องยังเรือนของสัทสยะ คุรุผู้ใหญ่ รายล้อมด้วยทหารยามแน่นหนาท่ามกลางรัตติกาลนี้ ฝ่าบาท...ถ้าเกิดพลั้งพลาด.... ก็แลกกันด้วยชีวีละ... ครานี้สุรเสียงเค่นแค้นนัก พราหมณ์วราหมิและปาณินิสองคนได้ยินดังนั้นแทบจะแทรกหน้าตนลงไปกับพื้นพสุธา คงห้ามปรามอันใดมิไหวแล้วกระมังผู้เป็นพระบาทเหนือข้า มาเจียนป่านฉะนี้ ยากที่จะมีใครปรามพระประสงค์ของพระองค์ลงได้เทียวแล้ว ฝ่าบาทเจ้าข้า .. พราหมณ์วราหมิเอ่ยเรียกขานพระนามอีกครั้งยังไม่ทันสิ้นประโยค วรองค์สูงใหญ่ก็ผินพักตร์สืบพระบาทลัดเลาะมุ่งไปยังเบื้องหน้าแห่งราตรี กระโจนผ่านเขตคามแห่งเรือนสัทสยะคุรุอย่างแคล่วคล่อง ดุดัน ประดุจราชสีห์ที่กำลังจาบจ้วงล่วงเข้ารังเหยื่อเพื่อตะคบคร่าเหยื่อไร้เดียงสา เสียงมนตราคมลอยแว่วมาตามสายลมแห่งรัตตี เป็นถ่วงทำนองฮึกเหิม เร้าไปถึงฤทัยผู้ได้รับฟัง แม้เพียงเดินผ่านเข้ามาในบริเวณที่ล้อมด้วยเสียงสวดมนต์สรรเสริญยังรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ พราหมณ์วราหมิและปาณินิที่ติดตามวรองค์สูงใหญ่ลุล่วงเข้ามาด้านในที่พำนักของคุรุผู้จำเริญวิทยาคมยังรู้สึกครั่นคร้าม โอม พระศิวะยะนะมะ ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าฯเป็นผู้อยู่ใต้พระบาท จักขอพรของพระองค์เพื่อกระทำการนี้ได้สำเร็จสมดังตั้งมั่นด้วย เทอญ ฯ ฯ วรองค์กำยำสูงใหญ่ประนมหัตถ์เหนือเศียร เปล่งสุรเสียง โอม เบาๆประดุจการคารวะต่อสถานที่ที่ก้าวล่วงข้ามเขตคามมา จนผู้เดินตามหลังต้องทำตามอย่างหวั่นใจเช่นกัน ก่อนจะปลดหัตถ์คารวะ แล้วทรุดระย่อเร่งกายาพุ่งกระโจนขึ้นแท่นสูงด้านหลังเรือนที่ปราศจากกลุ่มทหารอย่างรวดเร็วเสียจนพราหมณ์ตามหลังได้แต่เพียงยืนรออยู่ด้านนอกนิ่ง เพ่งมองตามแสงคืนเพ็ญเห็นท่าทางปราดเปรียวดุจดั่งราชสีห์กระโจนจ้วงเข้าหาเหยื่อผู้หลับไหลด้วยจิตใจหวั่นระทึก เสียงพร่ำสวดมนตราของสัทสยะที่ยังนั่งกระทำพิธีบูชารัตตีตลอดจนกลุ่มทหารด้านหน้าเคหาก็มิอาจไหวตัวล่วงรู้ได้เลยว่า มีผู้กระทำตัวยิ่งโจรา บุกล่วงเข้ามาในเคหาสบช่องที่ปลอดทหารเพื่อลักพาสิ่งใด ผ้าแพรเพลาะห่อคลุมร่างน้อยอยู่ในอ้อมกรแข็งแกร่ง วรองค์สูงกระโจนกลับมาสู่ที่เดิม วงพักตร์เรียบกริบ ขนงเข้มยังดูนิ่งเฉย แผกจากดวงเนตรเป็นประกายระยิบระยับ ดูราวทารกน้อยได้ของเล่นพึงใจ ยิ่งสร้างความหวั่นใจแกผู้รออยู่เบื้องล่างถึงกับลนลาน ฝ่าบาทนี่เป็น . สันติเถิด วราหมิ ปาณินิ เกลอข้า วรองค์สูงตรัสเสร็จก็มิรอช้ารีบสาวบาทวิ่งกระโจนข้ามเขตคามเคหาของสิทสยะกลับไปตามแสงจันทราทางเดิม จนพราหมณ์ผู้ติดตามสองคนถึงกับออกแรงวิ่งลนลาน เพื่อไล่ให้ทันวรกายสูงใหญ่ที่ประคองร่างบุคคลอุ้มแหวกรัตติไปเบื้องหน้าด้วยความรวดเร็ว สัทสยะผู้แก่กล้าวิทยาคมเบิกตาโพลง คาถาที่กำลังบริกรรมเบื้องหน้ากองอัคนีลุกโชนหน้าเคหาเหมือนถูกสะดุดยั้ง ด้วยบางสิ่งบางอย่าง นัยน์ตาสีเทาจ้องดูเถ้าอัคนี ก่อนจะโลหิตในอกจะสำลักออกมาจนต้องส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด นายทหารที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าเรือนถึงกับถลันเข้ามาดูด้วยความตกใจ ท่านคุรุ..เป็นอันใดฤๅ ....มีคนบุกเข้ามาในพิธี... เสียงสั่นพร่าของคุรุเฒ่าชี้นิ้วไปทางด้านหลังเรือนพิธีที่มืดมิด มนต์เวทย์ที่ร่ายบริกรรมสะดุดพลันเมื่อมีบางสิ่งมาขวางขัด ไม่มีนี่..ท่านคุรุ...พวกข้ายืนยามอยู่ด้านนอก มิเห็นสิ่งใดผิดปกติ ...ไอ้พวกโง่...มีคนรุกเข้ามาถึงเคหา...มันเอาตัวคนที่ข้าเสี่ยงทายหมายฆาตวันพรุ่งไปแล้ว สัทสยะสำลักเลือดสีเขียวคล้ำออกมา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยเหตุที่มนต์พิธีถูกขวางขัด พวกทหารได้แต่งุนงงแล้วรีบออกไปตะโกนร้องบอกเร่งหาตัวผู้แปลกปลอมที่เข้ามาอยู่รอบเรือนพิธีอย่างรวดเร็ว วรองค์สูงใหญ่หอบผ้าแพรเพลาะมาชั่วระยะหนึ่ง เสียงทหารจากเรือนคุรุสัทสยะเพิ่งจะดังไล่หลัง จนต้องเร่งออกแรงมุ่งไปยังพงพฤกษ์หนาเร้นกายให้หนีหายจากสายตาทหารเหล่านั้นด้วยอย่างปราดเปรียว จนหลบมุมอยู่โคนไม้สักต้นใหญ่ สองพราหมณ์ที่วิ่งหลุนๆตามมาก็รีบตะกุยตะกายใบไม้เข้ามาหลบตามวรองค์สูง พลางหอบโยนด้วยมิคุ้นเคยการวิ่งท่ามกลางป่ารกชัฎเฉกนักรบ ร่างในห่อผ้าส่งเสียงร้องอึกอักขึ้นท่ามกลางความเงียบของพงพฤกษ์จนพระองค์ไม่อาจแบกรั้งต่อไปได้อีกจึงรีบวางห่อผ้านั้นลงกลางพื้นใบพฤกษาหนานุ่ม เจ้านี่มันแรงเยอะจริง เนตรวาวดั่งนิลน้ำหนึ่งกราดมองดูห่อผ้า ก่อนเปล่งสุรเสียงหฤหรรษ์ที่ได้ทำการสมดั่งตั้งหทัยแต่แรกได้สำเร็จ พาคนชะตาขาดหนีมาไกลถึงเพียงนี้ ไม่อาจมีผู้ใดล่วงรู้ติดตามได้ พราหมณ์สองคนที่วิ่งติดตามรู้สึกประหวั่นใจไม่วายกับการกระทำอุกอาจของผู้เป็นพระบาทเหนือตน วรองค์สูงโปร่งทรุดลงนั่งในความมืดของพนา ก่อนหัตถ์เรียวยาวจะค่อยเปิดคลี่แพรเนื้อเนียนออก ให้คนด้านในห่อผ้าได้สูดลมหายใจผ่อนคลายความตื่นระทึก ท่ามกลางแสงรัชนี ผิวเนื้อขาวละเอียดเสียยิ่งกว่าดวงจันทราคืนเพ็ญวันนี้ปรากฏต่อเบื้องพักตร์ วงหน้าสวยสะ เด่นจรัส ถึงกับไปสะท้อนในฤทัยผู้ได้แรกประสบราวกับเคลื่อนแผ่นดิน ถึงกับส่งสุรเสียงครางออกมาอย่างตื่นพระทัย อะไรกัน...เป็นสรี หรอกฤๅ ร่างน้อยในห่อผ้าแพรเพลาะขยับตัวลุกขึ้น สายตากวาดมองดูบุรุษเบื้องหน้า แววตาดั่งน้ำเพชรคู่นั้นจับจ้องมองพระองค์ หวาดระแวงดั่งมองเห็นโจรขมุ อย่า..อย่าเข้ามานะ นางเอ่ยอันใด สำเนียงแปลกประหลาด สดับฟังมิเข้าใจ พูดอันใด จับมิได้ความ หรือมิประสา เป็นนางผู้ใดกัน นี่ไม่ใช่คนชาวเรานี่นา นางคนนี้ ดูแปลกประหลาดนัก หรือเป็นโจรป่าพวกจ้วง นอกกำแพงเมือง หลุดรอดเร้นกายเข้ามาในเขตกำแพงของเศรษฐปุระ วรองค์ที่กำลังย่อร่างลงก้มมองนางดูจะประหลาดพระทัยเสียยิ่งกว่านางประหลาดคนนั้น กวาดเนตรกราดจ้องดูร่างในห่อผ้า ร่างเล็กที่นอนอยู่นั้นนุ่งเตี่ยวทอประหลาดสีแปลกตาปิดทั้งบนและล่าง มิเคยพบเคยเห็น ทว่ายิ่งเพ่งมองนางยิ่งส่งเสียงร้องอย่างหวาดกลัวใส่อีกครา นางคงวิปลาสฟั่นเฟือน พระองค์ค่อยๆประทับยืนถอยออกมามองดูอยู่ห่างร่างของสตรีที่กรีดร้องตัวสั่นอยู่เบื้องล่าง ดวงหน้าของนางแม้จะงามงดหมดจดยิ่งกว่าใคร แต่เหมือนว่านางจะประสบพบเห็นสิ่งใดแปลกประหลาดจนไม่อาจยับยั้งตัวเองได้จึงร้องเร่าสุดเสียงอยู่เช่นนั้น มีอันใดหรือฝ่าบาท สองพราหมณ์ที่ติดตามมาด้านหลังเร่งรีบรายล้อมตามพระองค์มาประชิดองค์ เพื่อจับจ้องร่างในห่อผ้าให้ถนัดตายิ่งขึ้น เป็นสรีวิปลาสคนหนึ่ง สายพระเนตรเย็นชาทอแววเวทนาก่อนจะสะบัดชายผ้าแพรสีชาดพาดอังสา ลุกออกห่างมา ปล่อยให้เหล่าผู้ติดตามดูแลประชิดนางแทน ด้วยหวั่นเกรงการแตะต้องสรีแปลกหน้าจะผิดขนบขัตติยประเพณี สรีนางนั้นยิ่งร้องเสียงดังเมื่อเห็นคนแปลกหน้าอีกสองคนเข้ามารายล้อมตัวเธอ อย่า..อย่าเข้ามาใกล้นะ นางเจรจาอันใดฤๅ สุรเสียงกังวานเต็มไปด้วยอำนาจยังร้องถาม เหล่าคนที่แวดล้อมตัวนางอยู่ มิทราบได้เจ้าข้า พราหมณ์วราหมิย่นระย่อตัวลงนอบแทบพระบาทไปกับพื้นพนาเอ่ยตอบ ทุกคนล้วนจับจ้องดูนางคนนั้นอย่างประหลาดใจไม่แพ้กัน ทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่ทั้งท่าทางอากัปกิริยาไม่เหมือนสตรีแห่งกัมพุชนคราที่เคยเห็น นางเป็นผู้ใดกัน พราหมณ์วราหมิกระเถิบเข้าไปใกล้ๆหญิงแปลกประหลาดผู้นั้น พลางเอ่ยเบาๆเหมือนจะปลอบบรรเทาความหวาดกลัวของนางลง นางเอย นาง รู้หรือไม่ว่า กำลังเอ่ยถ้อยความอยู่กับเจ้าชายจิตรเสน ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวหยุดนิ่ง เหมือนกับจับได้คำสองสามพยางค์จากประโยคยืดยาวของผู้คนแปลกหน้าเหล่านั้น มาสะดุดความคิดตื่นกลัวของตน ริมฝีปากเอิบอิ่มคู่นั่นขยับไปมาเป็นคำพูดสองสามพยางค์ ..จิตร จิตรเสน.. หญิงสาวคนนั้นย้ำคำสุดท้ายที่ตัวเองพอจะจับความได้ ดวงตาคู่นั้นเหลือกกว้างอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะส่งเสียงร้องออกมาเบาๆในคอ แล้วทรุดฮวบลงไปกลางพื้นหญ้าเหมือนคนพบกับสิ่งที่สร้างความตกใจกลัวจนเจ้าตัวสิ้นสติไปอีกครั้ง ******************** สายฝนตกกระหน่ำไม่หยุดยั้งมาสามวันติดกันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้พบเจอบ่อยนักในเมืองของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่มที่ชายสูงวัยกางพยาบเพยิบไหวตามแรงลมพายุดีเปรสชั่น จนคนกางต้องคอยขืนแรงแขนไม่ให้ร่มเหวี่ยงไปไกลตัว แต่กระนั้นก็ทำให้เสื้อเชิ้ตสีอ่อนถูกน้ำจนเปียกชุ่มไปหมดขณะที่เขาพยายามพาตัวเดินฝ่าสายฝนเข้าสู่ตัวตึกใหญ่ที่ตั้งริมถนนแห่งนั้น บันไดระเบียงตึกที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากหลายสิบปีก่อน นอกจากสีสันที่ดูซีดหมองลงตามวันเวลาและการดูแลรักษาไปตามมีตามเกิดของเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาทำงานในตัวตึก แผ่นไม้ระบุป้ายชื่อหน่วยงานสีทองจืดๆบนแผ่นสีเขียว หน่วยงานโบราณคดี แปะอยู่บนผนังด้านซ้ายมือ เขาวางร่มกางพาดบนพื้นก่อนจะรีบล้วงหยิบกระเป๋าหนังใส่เอกสารอย่างดีออกจากถุงพลาสติกท่าทางเงอะงะ จนคนงานที่นั่งเฝ้าหน้าตึกนึกขันกับคนรูปร่างสูงใหญ่ยอมเปียกฝน แต่กลับทะนุถนอมกระเป๋าเอกสารของตัวเสียยิ่งกว่าจะดูแลให้ตัวเองไม่จับไข้ไปกับสายน้ำชุ่มโชก ..อ้าว .อาจารย์ลาติน เสียงคนในตึกสวมแว่นหน้าซีด วิ่งออกมาต้อนรับเมื่อมองทะลุผ่านประตูด้านในอาคารออกมา เห็นชายคนดังกล่าวยืนกระเย้อกระแหย่งกับกระเป๋าเอกสารใบโตของตนอยู่หน้าประตูทางเข้าตึก ท่านมาก็ไม่บอกล่วงหน้า ผมจะได้ให้เด็กไปรับ ชายคนนั้นรีบรับกระเป๋าเอกสารจากกระเป๋าของอาจารย์ ลาติน นักโบราณคดี ชื่อดังของเมืองไทย แต่กลับทำตัวลึกลับเก็บตัวอยู่แต่หน้าที่ราชการของตนหลังจากสูญเสียลูกสาวไป ว่ากันว่า ลูกสาวท่านหายสาบสูญไปเมื่อหลายสิบปีก่อนเมื่อคราวที่ท่านพาลูกสาวของท่านมาออกภาคสนามขุดแหล่งโบราณสถานที่บุรีรัมย์ด้วย ใครๆคงยังจำเด็กสาวท่าทางเรียบร้อยคนนั้นได้ติดตา เด็กสาวท่าทางสดใส ผิวสวยเนียนละเอียดราวกับเปลือกไข่มุก เพราะได้รับสายเลือดผสมของลูกครึ่งอิตาเลี่ยนของอาจารย์ลาตินไปจนหมด อาจารย์ลาติน เสียใจมากเกรงกลัวลูกสาวของท่านจะถูกพวกโจรลักพาตัวหรือพวกก่อการร้ายเข้าใจผิด ถึงขนาดจ้างนักสืบเอกชนมาควานหาลูกสาวอยู่นานเป็นปีๆ แต่เด็กสาวคนนั้นเหมือนจะหายลับไปกับความลึกลับของโบราณคดีกลางเทือกเขาสูงที่มีอารยธรรมนานนับพันปีแห่งนี้ โบราณสถานของเมืองไทย หลายแห่งยังดูลี้ลับ มีมนต์ขลังดึงดูดผู้คนให้งงงวยอยู่กับความสับสนถึงที่มาอันปรากฏชัดเจนแต่ไม่ปะติดปะต่อต่อเนื่องกันในเรื่องราวที่เดินเวลาย้อนถอยหลังไปเกินกว่าประวัติศาสตร์ที่จะถือกำเนิดแนวพรมแดนของชนชาติไทย เมื่อผนวกดินแดนต่างๆของชนชาติในปัจจุบันย้อนหลังไป อารยธรรมของดินแดน ใต้ลมของภูมิประเทศเอเชียอาคเนย์ เต็มไปด้วยอารยธรรมและมนต์ขลังมากมายที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยและรับการอรรถาธิบายมากนักในทางวิชาการประวัติศาสตร์ มนต์ขลังเหล่านั้นที่ยังดึงดูดให้อาจารย์ลาตินยังลุ่มหลงพะว้าพะวงกับการศึกษาและค้นคว้าความรู้ที่นับวันจะได้รับเพิ่มพูนมากขึ้นกับการขุดค้นใหม่ๆกับทฤษฎีใหม่ทางวิชาการ นำมาสอดประสานได้อย่างแนบเนียนมากขึ้น การหมกมุ่น ทุ่มเท เหมือนจะทดแทนการรอคอย .รอคอยเสียงเพรียกหาของอดีตกาลที่จะมีคำตอบว่า เด็กสาวคนนั้น คนที่เดินหายลับไปในถ้ำเป็ดทองโบราณเมื่อสิบปีก่อน เธอจะมีสัญญาณบ่งบอกวันกลับมาของเธออีกเมื่อใด จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 ก.พ. 2549 (19:22) กราบเรียนทุกท่านค่ะ...ด้วยใจจริง ชอบเวบบอร์ดแห่งนี้มาก...เลยขออนุญาตนำเรื่องนี้มาลงให้อ่านกัน และตั้งใจว่าจะนำมาลงจนจบค่ะ (ถ้าเขียนเรื่องนี้ได้จบนะคะ) ขอบพระคุณค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 13 ก.พ. 2549 (19:35) บอร์ดที่นี่ แก้ไขงานไม่ได้หรือค่ะ...แย่ละสิ หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |