|
มูลค่าชีวิต!! (อ่านแล้วจะรู้สึกดีมากๆค่ะ)
โพสต์เมื่อ:
10:50 วันที่ 15 ก.พ. 2549 ชมแล้ว:
10,382
ตอบแล้ว:
138
คัดลอกจาก Forward Mail, Author: unknown
---------------------------------------------------------------------------------------------------
"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย" เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉัน กับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉัน ว่า "อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ" "ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ" ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายขงอชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกันและเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวาย ชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียวเสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอม จับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม "พี่หนอม มีไรหรอคะ" "ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลยเงินก็ไม่จ่าย" พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ "ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ" แม่รีบตัดบทเพราะ เห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ "เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ" ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่ มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า "อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ" ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ "ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ" แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า "ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ" เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า "แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..." แม่มองหน้า เด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่งแล้วบอกว่า "ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไป ซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้าน เย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอาส้มไปฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย" แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที "ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนั้นด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ" แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะ ลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง" "แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่" ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า "แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น" ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า "แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า" "ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร" "แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่" "ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำล ังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก" แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า "จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไป เพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้" แล้วแม่ก็พูดต่อว่า "ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด" ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่อง ทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ" หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฎแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดแล้ว ฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณสามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนัก มาเกือบ 20 ปี เพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอม เปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่ ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่ วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อน มากๆจะได้หายเร็วๆหลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือนแม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมากพอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วนหากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้น ประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้วแม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรอ อย่ากังวลใจ อยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมากโอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมี ไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัดประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึง 1000 บาทเป็นค่าติด ต่อประสานงานเท่านั้น ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้บอก ไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้กับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบ เสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้ 'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้ ค่าผ่าตัด 0 บาท ค่ายาทั้งหมด 0 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร' ชีวิตนี้เพื่อใคร ชีวิตนี้เพื่อพัฒนาตนเอง ชีวิตนี้เพื่อแก้ไขและปรับปรุง ชีวิตนี้เพื่อการแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ดังนั้น จงมีชีวิตเพื่อการรู้จักตนเองมากขึ้น ดังนั้น จงมีชีวิตเพื่อการค้นพบ ข้อดี ของตนเอง ดังนั้น จงมีชีวิตเพื่อการค้นพบ ข้อด้อยของตนเอง เพื่อ แก้ไข และปรับปรุง ขอบคุณบทความดีๆ ที่ยังมีให้อ่าน แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้ ดีๆ (IP:202.28.51.60,192.168.60.199, 202.28.48.133,) อ่านแล้วรู้สึกดีมาก ขอบคุณนะคะ+ขอก๊อบแจกเพื่อนนะคะ ขอบคุณ โอ (IP:158.108.12.133,,) ดีมากเลยคะ ขอบคุณที่แบ่งปันคะ สุดซึ้งมากจนผมแทบจะั้กั้นน้ำตาไว้ อยากเห็นสังคมไทยเป็นเช่นนี้และตลอดไป อย่าตามกระแสโลกานุวัฒน์ ความคิดทุนนิยมบนผลประโยชน์ อย่างนี้สิจึงจะทำให้สังคมน่าอยู่ ทุกคนมีกำลังใจ อยากช่วยเหลือ แบ่งปันตามกำลัง ไม่เอารัดเอาเปรียบ และต่างไม่ต้องหวาดระหวางกัน มีความรัก น้ำใจต่อกัน จุดนี้คือความแตกต่างของคนไท กับคนชาติอื่น ถึงแม้จะเป็นบทความให้อ่าน หรือ เล่าเรื่องจริง ก็ไม่แตกต่างเพราะต้องการสนับสนุนให้ทำความดีต่อกัน และมีกำลังใจในการทำความดี ทั้งกับตนเองและผู้อื่น ไม่เหมือนกับ HISO ทำบุญเอาหน้า สร้างสื่อ นี่สิไม่แบ่งแยกว่าจะมีฐานะสังคมแตกต่างกันเพียงไร แต่จิตใจก็ไม่ห่างไกลกัน อยากให้สังคมเอาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะพวกนักการเมืองที่มีเหลือเฟือ, ข้าราชการผู้ใหญ่ที่หิวโหย, ไฮโซที่อยากดัง , ดาราที่บ้ากาม, นักเรียนนักศึกษาที่หลงผิด , ผู้ใหญ่ที่หลงตนเองและพวกขาดความอบอุ่น, พวกทุศีลที่พาลวงโลก, ครอบครัวที่หลงวังวนหาความสุขเกินขนาด ,พวกหากินเก็งกำไรโดยไม่สนจะมีใครพินาศ ขอให้ช่วยกลับไปอ่านซ้ำกันสักหลายๆรอบทีเถอะนะ อย่างน้อยก็ขอให้ได้คิดบ้าง ว่าการกระทำของพวกคุณเป็นคุณอย่างไรกับคนอื่นที่ดีๆบ้าง ขอให้เจริญรอยตามคำพ่อสอน แล้วสังคมจะน่าอยู่ อย่างไรก็รักนะ สรุปได้ว่า ONE FOR ALL <<=>> ALL FOR ONE gun2549@hotmail.com (IP:124.120.71.140,,) ดีมากๆเลยค่ะ ที่จริงเคยอ่านจากที่ไหนแล้วครั้งนึงค่ะ แต่จำไม่ได้แล้ว กลับมาอ่านอีกก้อยังซึ้งมากมากเหมือนเดิมค่ะ ่ขอบคุณผู้แต่งค่ะ may (IP:203.157.16.247,203.157.29.167,) เรื่องจริงหรอเนี่ย ดีใจทียังมีอะไรแบบนี้บนโลกใบนี้อีก KinG Of tHe dArk (IP:58.136.93.75,192.168.182.92,) ฉันมีความสุขที่ได้อ่านบทความนี้มากค่ะ Ja_2208@hotmail.com (IP:203.158.118.14,,) กินใจนะคะ แต่มันก็มีข้อสรุปอยู่หลายทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เลือกพิจารณาเองแล้วกันนะ แต่ส่วนตัวแล้ว ไม่ทราบว่าเอามาจากนิยายหรือบทละครอะไรหรือเปล่า ได้โปรดมองดูโลกเราหน่อยเถิด มองดูโลกโลกาภิวัฒน์ที่ฟั่นเฟือนและลุ่มหลงนี้หน่อย ว่าโอกาสที่จะพบอะไรแบบนี้น่ะมันแทบไม่มีเลย โชคชะตาน่ะมันไม่เคยเมตตาใคร หวังไปสู้ไปมันก็ได้แค่เพิ่มความสมเพชให้ตัวเอง เราหลงอยู่ในโลกความฝันและหวังแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ เราต้องพูดถึงความเป็นจริงด้วย ก็ขอโทษสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาแรงกล้าด้วย แต่มันก็เป็นแค่ความคิดของผู้หญิงคนนึง ที่เห็นอะไรมากกว่าคนอื่น เข้าใจอะไรมากกว่าคนอื่น เห็นข้อเสีย จุดบอด จุดสิ้นสุดของหลายๆอย่าง ทำให้ความคิดอ่านค่อนไปทางมืดมน พร้อมทั้งความฝันและอารมณ์เริงร่าและมีความสุขก็จากไปตั้งแต่9ขวบ เข้าสู่มุมมองที่ต่างจากคนอื่น ใจที่ปราศจากหวังทำให้ไม่เคยหลอกตัวเอง คิดแต่หาวิธีแก้ไข รับได้กับสถานการณ์ ขอเตือนหน่อยแล้วกัน อย่าหวังอะไรมากเกินไป เพราะเวลาตกลงมาก็จะยิ่งเจ็บเท่านั้น เปิดดวงตาให้มาก ใช้สมองกลั่นกรองวิเคราห์ อย่าหวังพึ่งโชคอะไรนักเลย ถึงตอนนี้ ก็ตระหนักดีว่าป่านนี้คนครึ่งค่อนประเทศคงเกลียดเราแย่แล้ว แต่ก็ขอทิ้งท้ายไว้ว่านี่เป็นคำพูดของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานเรียกได้ว่าเต็มที่ คนที่ได้รับการขนานนามจากคนรู้จักว่าเป็น"มนุษย์สมบูรณ์แบบ" ... (IP:58.9.190.28,,) ถึงคุณข้อความที่ 120 จากผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังเห็นอะไรในมุมแคบยังไม่เข้าใจในหลายๆสิ่งๆหลายๆอย่างความคิดอ่านก้อไม่ได้หนีห่างไปจากความจริงบนพื้นโลก ยังมีความฝัน เริงร่า และความสุข ทุกคนรู้ว่ายิ่งสูงเมื่อตกมาก้อยิ่งเจ็บ บางครั้งการหลอกตัวเองเพื่อให้มีกำลังใจต่อสู้ไปในวันข้างหน้าก้อไม่ใช่เรื่องเลวร้าย มนุษย์ย่อมต้องมีความสมดุล ความฝัน +ความหวัง ผลสรุปมันคือพลังที่จะผลักดันไปสู่ความเป็นจริง มีมืดก้อต้องมีสว่างมันเป็นสัจธรรม ถ้าเปิดตามากขึ้นแล้วมันทำให้เราเห็นแต่สิ่งเลวร้ายลองเราปิดตาแล้วเปิดใจวิเคราะห์ถึงต้นเหตุหลักธรรมของพระพุทธเจ้ายังใช้ได้ตลอดกาล เพียงแต่ต้องรู้จักนำมาประยุกต์ บทความนี้ทำให้มองเห็นถึงความพยายามความไม่ท้อถอยและความกตัญญูของหมอ ความเสียสละของแม่ นี่เป็นคำพูดของคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เป็นคำพูดของคนที่มีความพยายาม ความมุ่งมั่น ความฝันที่จะทำให้สำเร็จให้เป็นความจริงให้เป็นคนที่ได้รับการขนานนามว่า"มนุษย์สมบูรณ์แบบ" เช่นกัน *** (IP:203.113.70.7,,) อ่านแล้วปลื้มใจ ภูมิใจ ถ้าสังคมในปัจจุบันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง ก็คงจะดี ผ่านมาดู (IP:222.123.8.170,,) - คนเราหากคิดดี...พูดดี..ทำดี..และอยู่ร่วมกับคนดีๆ ร่วมกันคิด..ร่วมกันพูด.และร่วมกันทำดี..ให้มากๆ และ ความดีของเราจะไปฝังลึกในจิตใจของทุกคน..และไม่ว่าเราจะอยู่หรือจะตายจาก...ล้วนแต่สุขทั้งนั้น คิดดี (IP:203.172.175.194,10.0.8.22,) อยากให้คนที่ทำดีทุกคนได้รับผลตอบแทนแบบนี้บ้างจัง......คนที่เขาทำดีดีดีจะได้มีกำลังใจ.... ..สุดท้ายขอบคุณเจ้าของบทความและผู้ที่นำบทความมาให้อ่าน....ขอบคุณมากครับ tanas.c@hotmail.com (IP:61.7.159.184,61.7.159.184,) อ่านแล้วซึ้งมากเลย รู้สึกตื้นตันใจน้ำตาคลอเบ้าเลย อย่างน้อยที่สุดจะพยายามทำความดีเพิ่มขึ้น อย่างน้อยที่สุดรู้สึกว่าคนที่ได้อ่านบทความนี้ ก็จะเป็นคนที่ดีขึ้นทั้งกับตัวเองและสังคม NuuuuZaaaa@hotmail.com (IP:124.120.198.232,,) เวลาที่เราทำความดีแล้ว รู้มั๊ยเราได้รับการตอบแทนแล้ว สิ่งที่เราทำไปแม้จะเป็นความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เราก็ได้ความภาคภูมิใจ ความสุขใจที่ส่งผลให้สุขภาพร่างกายและจิตใจดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถเก็บ ซื้อ ขอ ช่วงชิง ได้เลยใช่มั๊ยคะ NuuuuZaaaa@hotmail.com (IP:124.120.198.232,,) อ่านแล้วจะรู้สึกดีนะ wachi_ao@yahoo.com (IP:124.121.107.131,,) เรื่องที่เล่ามาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ผมไม่อาจทราบ แต่อยากบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ สำหรับคนที่มีความหวาดระแวงกับสังคมปัจจุบันอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากหรือน้อยมาก แต่ผมเองอยากจะบอกกับทุกคนว่าเรื่องทำนองนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันที่คนไทยมีการช่วยเหลือกันด้วยใจบริสุทธิ์ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนเราอาจจะบอกว่าเราไม่ค่อยได้ยินหรือไม่ค่อยได้ข่าว ก็ต้องเข้าใจความจริงว่าถ้าเป็นเรื่องให้ร้ายป้ายสีนินทากาเล นั้น ขายง่าย มีคนอยากฟังเรื่องเลวๆของคนอื่นเยอะ แต่เรื่องดีๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับคนที่ดูเหมือนมีค่าต่ำในสังคมชนชั้นที่ยังไม่ได้หมดไปจากสังคมไทยนั้นไม่ค่อยมีใครสนใจฟัง เราลองเริ่มที่ตัวเราเองซิครับค้นหาเรื่องดีที่มีอยู่สังคมแล้วช่วยกันขยายความ ผมเชื่อว่าจะเป็นการส่งผลให้สังคมไทยเราน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม และขอบคุณอย่างสูงสำหรับผู้ที่นำเรื่องนี้มาลงให้ครับ ดีค่ะ ทำดีได้ดี คิดถึงแม่จัง เนียง (IP:125.26.65.57,,) เท่าที่อ่านดูแล้ว มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในปัจจุบัน แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดี ที่อยากให้คนในสังคมรู้จักมองผู้อื่น เพราะในสังคมปัจจุบัน ไม่อยู่ได้ด้วยความถูกต้อง แต่อยู่ด้วยความเหมาะสม และความเห็นอกเห็นใจกัน เรื่องนี้ดีมากๆ เราก้อเคยอ่านเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน คุณค่าของชีวิตให้แง่คิดดีๆเยอะเลย |