เจ็บนานหนักอกผู้ บริรักษ์ ปวงเฮย

ลุงแก่เคยนำเรื่องนี้มาลงในพันทิบเมื่อนานแล้ว


ขออนุญาตนำของเก่ามาให้อ่านไปก่อน ของใหม่ผลิตไม่ทันครับ






พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลง ทรงพรรณาถึงควาททุกข์แสนสาหัส


ถึงขนาดคิดใคร่ลาปลดเปลื้องความเหน็ดเหนื่อยแห่งชีวิต เพื่อหนีไปสู่ภพเบื้องหน้าเสีย ดังนี้




เจ็บนานหนักอกผู้.........บริรักษ์ ปวงเฮย


คิดใคร่ลาลาญหัก......................... ปลดเปลื้อง


ความเหนื่อยแห่งสูจัก.................... พลันสร่าง


ตูจักสู่ภพเบื้อง........................... หน้านั้นพลันเขษม


เป็นฝีสามยอดแล้ว....... ยังราย ส่านอ


ปวดเจ็บใครจักหมาย.................... เชื่อได้


ใช่เป็นแต่ส่วนกาย........................ เศียรกลัด กลุ้มแฮ


ใคร่ต่อเป็นจึ่งผู้...........................นั่นนั้นเห็นจริง


ตะปูดอกใหญ่ตรึง........บาทา อยู่เฮย


จึงบ่อาจลีลา............................... คล่องได้


เชิญผู้ที่เมตตา.............................แก่สัตว์ปวงแฮ


ชักตะปูนี้ให้.................................ส่งข้าอันขยม


ชีวิตมนุษย์นี้................เปลี่ยนแปลง จริงแฮ


ทุกข์และศุขพลิกแพลง.................. มากครั้ง


โบราณท่านจึงแสดง......................เป็นเยี่ยง อย่างนา


ชั่วนับเจ็ดทีทั้ง.............................เจ็ดข้างฝ่ายดี


เป็นเด็กมีสุขคล้าย........ ดิรฉาน


รู้ศุขรู้ทุกข์หาญ............................ ขลาดด้วย


ละอย่างละอย่างพาล......................หย่อนเพราะ เผลอแฮ


คล้ายกับผู้จวนม้วย.......................ชีพสิ้นสติสูญ


ฉันไปปะเด็กห้า............ หกคน


โกนเกศนุ่งขาวยล.........................เคลิบเคลิ้ม


ถามเขาว่าเป็นคน.......................... เชิญเครื่อง


ไปที่หอศพเริ้ม............................. ริกเร้าเหงาใจ


กล้วยเหลืองแก่กล้ำ...... เกินพระ ลักษณ์นา


แรกก็ออกอร่อยจะ........................ใคร่กล้ำ


นานวันยิ่งเครอะคระ......................กลืนยาก


คนจ่อซ่อมจิ้มจ้ำ...........................แดกสิ้นสุดใบ




และทรงลงท้ายเป็นคำฉันท์ว่า กลัวจะป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทำให้เสียกรุง




เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์....................มนะเรื่องบำรุงกาย


ส่วนจิตบ่มีสบาย.......................... ศิระกลุ้มอุราตรึง


แม้หายก็พลันยาก......................... จะลำบากฤทัยพึง


ตริแต่จะถูกรึง.............................อุระรัดและอัตรา


กลัวเป็นทวิราช............................ บตริป้องอยุธยา


เสียเมืองจะนินทา.........................จึงจะอุดและเลยสูญฯ




เป็นที่เชื่อกันว่า บุคคลที่ได้ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงเปลี่ยนพระทัยมีมานะที่จะเริ่ม


เสวยพระกระยาหารและบำรุงร่างกายให้แข็งแรงตามเดิม คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ


กรมพระยาดำรงฯได้ทรงนิพนธ์ถวาย เพื่อเป็นการปลุกพระทัยให้ทรงนึกถึงความสำคัญของพระองค์


เอง ที่มีต่อประเทศชาติและประชากรชาวสยาม ดังนี้




ขอเดชะเบื้องบาท........................ วรราชะปกสี


โรตม์ข้าผู้มั่นมี............................. มนะตั้งกตัญญู


ได้รับพระราชทาน........................ อ่านราชนิพนธ์ดู


ทั้งโคลงและฉันท์ตู....................... ข้าจึงตริดำหริตาม


อันพระประชวรครั้ง......................นี้แท้ทั้งไทยสยาม


เหล่าข้าพระบาทความ.................... วิตกพ้นจะอุปมา


ประสาแต่อยู่ใกล้.......................... ทั้งรู้ใช่ว่าหนักหนา


เลือดเนื้อผิเจือยา.........................ให้หายได้จะชิงถวาย


ทุกหน้าทุกตาดู.............................บพบผู้จะพึงสบาย


ปรับทุกข์ทุรนทุราย.......................กันมิเว้นทิวาวัน


ดุจเหล่าพละนาวา......................... วะเหว่ว้ากะปิตัน


นายท้ายฉงนงัน............................ทิศทางก็คลางแคลง


นายกลประจำจักร.........................จะใช้หนักก็นึกแหนง


จะรอก็ระแวง.............................. จะไม่ทันธุระการ


อึดอัดทุกหน้าที่............................ ทุกข์ทวีทุกวันวาร


เหตุย่างบดียาน........................... อันเคยไว้น้ำใจชน


ถ้าจะว่าบรรดากิจ......................... ก็ไม่ผิด ณ นิยม


เรือแล่นทะเลลม........................... จะเปรียบต่อก็พอกัน


ธรรมดามหาสมุทร....................... มีคราวหยุดพายุผัน


มีคราวสลาตัน..............................ตั้งระลอกกระฉอกฉาน


ผิวพอกำลังเรือ........................... ก็แล่นลอดไม่ร้าวราน


หากกรรมจะบันดาล...................... ก็คงล่มทุกลำไป


ชาวเรือก็ย่อมรู้............................ ฉะนี้อยู่ทุกจิตใจ


แต่ลอยอยู่ตราบใด.......................ต้องจำแก้ด้วยแรงระดม


แก้รอดตลอดฝั่ง......................... จะรอดทั้งจะชื่นชม


เหลือแก้ก็จะจม............................ให้ปรากฎว่าถึงกรรม


ผิดทอดธุระนั่ง............................บวิ่งวุ่นเยียวยาทำ


ที่สุดก็สูญลำ............................... เหมือนที่แก้ไม่หวาดไหว


ผิดกันแต่ถ้าแก้............................ ให้เต็มแย่จึงจมไป


ใครห่อนประมาทใจ....................... ว่าขาดเขลาและเมาเมิน


เสียทีก็มีชื่อ ................................ได้เลื่องลือสรรเสริญ


สงสารว่ากรรมเมิน....................... กำลังดอกจึงจมสูญ


นี้ใดน้ำใจข้า................................ อุปมาบังคมทูล


ทุกวันนี้อาดูร...............................แต่ที่ทรงประชวรนาน


เปรียบตัวเหมือนอย่างม้า............... ทั้เป็นพาหนะยาน


ผูกเครื่องบังเหียนอาน.................. ประจำหน้าพลับพลาชัย


คอยพระประทับอาสน์................... กระหยับบาทจะคลาไคล


ตามแต่พระทัยไท......................... ธจะชักไปซ้ายขวา


ไกลใกล้บ่ได้เลือก.........................จะกระเดือกเต็มประดา


ตราบเท่าจะถึงวา......................... ระชีวิตมลายปราณ


ขอตายให้ตาหลับ......................... ด้วยชื่อนับว่าชายชาญ


เกิดมาประสพภาร........................ ธุระได้บำเพ็ญทำ


ด้วยเดชะบุญญา......................... ภินิหารแห่งคำ


สัตย์ข้าจงได้สำ........................... ฤทธิ์ดังมโนหมาย


ขอจงวราพาธ............................. บรมนาถเร่งเคลื่อนคลาย


พระจิตพระวรกาย........................จงผ่องพ้นที่หม่นหมอง


ขอจงสำเร็จรา............................ ชะประสงค์ที่ทรงปอง


ปกข้าฝ่าละออง........................... พระบาทให้สามัคคี


ขอเหตุที่ขุ่นขัด............................ จะวิบัติเพราะขันตี


จงคลายเหมือนหลายปี.................. จะลืมเลิกละลายสูญ


ขอจงพระชนมา........................... ยุสถาวรพูน


เพิ่มเกียรติอนุกูล......................... สยามรัฐพิพัฒน์ผลฯ




นอกจากนี้พระมเหสีสำคัญอีกพระองค์หนึ่งคือ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ได้ทรงนิพนธ์บทโคลง


นี้ถวาย




สรวมชีพข้าบาทผู้........................ ภักดี


พระราชเทวีทรง.......................... สฤษดิ์ให้


สุขุมาลมารศรี............................. เสนอยศ นี้นา


ขอกราบทูลท่านไท้....................... ธิราชเจ้าจอมสยาม




ประชวรนานหนักอกข้า.................. ทั้งหลาย ยิ่งแล


ทุกทิวาวันบ่วาย........................... คิดแก้


สิ่งใดซึ่งจักมลาย......................... พระโรค เร็วแฮ


สุดยากเท่าใจแม้........................... มาทม้วยควรแสวง




หนักแรงกายเจ็บเพี้ยง.................. เท่าใด ก็ดี


ยังบ่หย่อนหฤทัย......................... สักน้อย


แม้พระจะด่วนไกล........................ ข้าบาท ปวงแฮ


อกจะพองหนองย้อย.................... ทั่วหน้าสนมนาง











ความคิดเห็นที่ 1 

เทาชมพู vcharkarn vmaster
23 ก.ย. 2543 00:00
  1. ขอบคุณคุณลุงแก่ค่ะ คุณนกข.กำลังอยากอ่านพอดีเลย



ความคิดเห็นที่ 2

นิลกังขา (Guest)
24 ก.ย. 2543 00:00
  1. ขอบคุณคุณลุงมากครับ


    ติงนิดเดียว ที่ผมจำได้ "เหตุห่างบดียาน" ไม่ใช่หรือครับ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น