วิชาการดอทคอม ptt logo

พญาครุฑ

โพสต์เมื่อ: 12:00 วันที่ 10 ต.ค. 2543         ชมแล้ว: 7,015 ตอบแล้ว: 33
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับครุฑที่เขียนโดยคุณพระนาย จากpantip.comนะครับผมขอลอกมาเลยละกัน

เรื่องพญาครุฑที่จะเล่าอันนี้ ไม่เกี่ยวกับพญาครุฑที่ไปลักนางกากีนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วครุฑนี่
มีหลายตัวหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ นักการเมืองนี่จะชอบครุฑมากแจกกันบ่อย ๆ ทำให้ได้มาเป็นนักการเมืองกันทุกรอบ
อ่ะ เริ่ม ๆ ดีกว่าเดี๋ยวเรื่องยาว
พญาครุฑนั้น ถือว่าเป็นคนมีตระกูลทีเดียว คือเป็นหลานสายตรงของพระพรหม เป็นพี่น้องต่างมารดากับพระอินทร์
แล้วก็บรรดานาคด้วยแต่ว่าทำไมครุฑกับนาคถึงต้องกลายเป็นศัตรูกันถึงขนาดครุฑต้องจับนาคกินเป็นอาหารอ่ะมาฟังต่อ
พญาครุฑนั้นเป็นลูกของพระกัสปเทพบิดร (เทพฤาษี)ซึ่งเป็นโอรสที่เกิดจากใจของพระพรหม มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยพระพรหมสร้าง
เผ่าพันธ์ุต่อไป พระกัสปเทพบิดรมีลูกเยอะมาก ที่ดังก็คือ พระอินทร์นี่แหละ เสร็จแล้วตอนหลัง ท่านมาได้เมียสาวสองคนเป็นพี่น้องกัน
ตามธรรมดาครับ คนแก่มีเมียสาวก็ต้องเอาใจหน่อยล่ะครับ ท่านก็บอกเมียทั้งสองว่าจะให้พรกับพวกเจ้าคนละข้อให้ขอมาได้เลย
ฝ่ายสองพี่น้องนั้น คนน้องก็ขอก่อน (จำชื่อไม่ได้อีกแหละ) โดยเธอขอให้มีลูกมาก ๆ โดยให้ลูกเป็นผู้มีฤทธิมากแปลงกายได้และเป็นที่พึ่งของนางได
ท่านก็ให้ตามที่ขอ ฝ่ายคนพี่นั้นเกิดเป็นนางอิจฉาล่ะนางขอมีลูกเพียง 2 คนพอ แต่ขอให้เป็นผู้มีฤทธิเหนือ
ลูกทั้งหมดของผู้เป็นน้อง พระเทพฤาษีก็ให้แต่ยังอุตส่าห์บอกนะว่า เจ้ามีแต่ความขี้อิจฉาจึงขอพรแบบนี้
จะเป็นผลทำให้เจ้าต้องตกเป็นทาสของน้องและลูกของน้องเจ้า ท่านก็แปลกว่าแล้วแต่ไม่แก้ปล่อยให้เรื่องมันเกิด สงสัยถือว่าพรหมลิขิต
เวลาผ่านไป นางทั้งสองก็ออกลูกเป็นไข่ ไม่เข้าใจเหมือนกันครับไหงออกเป็นไข่ โดยนางผู้น้องก็ต้องดูแลไข่อยู่ถึงสองหรือสามร้อยปี (ผมไม่แน่ใจ)
นานมาก ไข่่ของนางผู้น้องก็แตกออก ลูกของนางมีถึง 500 ตน ออกมาเป็นนาค ซึ่งนาคก็มีฤทธิมากเป็นผู้ดูแลบาดาล พ่นน้ำ พ่นพิษ แปลงกายได้
ลูกของนางที่ดัง ๆ ก็มี พญาอนันตนาคราชที่ไปเป็นบัลลังกิ์ของพระนารายณ์ที่เกษียรสมุทร
ฝ่ายลูกของพี่สาวนางก็ไม่ออกมาซะที สงสัยขอให้เก่งมากเลยต้องรอนาน ในที่สุดนางใจร้อน เพราะเห็นน้องสาวหยอกล้อกับลูกเล่น เป็นที่อิจฉา
นางนี่ขี้อิจฉาจริง ๆ ครับ นางเลยไปต่อยไข่ฟองหนึ่งในสองฟองปรากฎว่าลูกของนางออกมา มีแค่ครึ่งตัวครับ แต่มีร่างกายใหญ่มาก
ลูกของนางโกรธมากบอกว่า ความใจร้อนของแม่ทำให้ข้ามีร่างแค่ครึ่งตัว ดังนั้นข้าจะสาปแม่ ให้แม่ต้องตกเป็นทาสของน้องสาวและลูกของนาง
นางก็ตกใจมากพระอรุณ (ลูกชายของนาง) จึงใจอ่อน บอกว่าเอาล่ะ คำสาปของข้าจะไม่อยู่นานนักหรอก
เมื่อไหร่ที่ลูกคนที่สองของแม่ออกมาจากไข่ เค้าจะเป็นคนช่วยแม่ให้พ้นทุกข์ได้ แม่จงต้องใช้กรรมของความริษยาและไม่มีความอดทนไปก่อนนะ
แล้วพระอรุณก็เหาะไปสมัครงานกับพระอาทิตย์ครับ เป็นคนชักรถม้าให้พระอาทิตย์ ด้วยความใหญ่โตของร่างกายพระอรุณ
จึงทำให้แสงอาทิตย์ในตอนเช้าและตอนเย็นไม่แรงกล้านัก โดยตอนเช้ายังเรียกว่าแสงอรุณด้วย (คนโบราณเข้าใจหาคำอธิบายนะเนี่ย)
ครับ ต่อมา การพนันของสองพี่น้องก็เริ่มขึ้นเพื่อนำไปสุ่เรื่องต่อ นางสองพี่น้องพนันกันว่าหางของม้าที่พระอาทิตย์ใช้ทรงรถนั้นเป็นสีอะไร
ฝ่ายพี่นั้นเคยเห็นมาแล้วบอกทันทีว่าต้องเป็นสีขาวเพราะม้าเป็นสีขาวปลอดทั้งตัว ฝ่ายน้องก็ทายเลยว่ามีสีดำที่หาง แต่ตัวเป็นสีขาว โดยผู้แพ้จะต้องยอมเป็นทาสของอีกฝ่ายหนึ่ง
พอเช้าทั้งสองฝ่ายก็ไปรอดู แต่ฝ่ายน้องนั้นฉลาดครับ ใช้ลูกของนางพวกนาคไปดูก่อน ฝ่ายพวกนาคเห็นแล้วก็รู้เลยว่า แม่จะต้องแพ้แน่ แต่ลูกที่ดีต้องมีแผนครับ
พวกนาคแปลงกายเป็นขนสีดำแซมทั่วหางของม้าครับทำให้แม่ตัวเองชนะพนัน ได้พี่สาวมาเป็นข้าทาส
ครับด้วยคำสาปของลูกและกลโกงของฝ่ายน้องสาว นางจึงต้องมาเป็นทาสของน้องและพวกนาค
จนเวลาผ่านไปเป็นพันปี (เวลาของในวรรณคดีนี่เร็วมาก ร้อยสองร้อยปีแป้บเดียว)
ไข่ใบที่สองของนางก็แตกออกมา เป็นครึ่งคน ครึ่งนกยักษ์ มีคำบรรยายความใหญ่โตของพญาครุฑไว้แต่ผมจำไม่ได้
แต่ที่จำได้คือพญาครุฑก็สำแดงเดชกางปีกออกบินขึ้นไปสูงเหนือยอดเขาพระสุเมรุซึ่งถือเป็นหลักของจักรวาลแล้ว
เปล่งรัศมีออกจากตัวเจิดจ้ามาก จนบดบังรัศมีของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ จนต้นไม้และดอกไม้เข้าใจผิด
บานกันผิดเวลาและชาวบ้านก็นึกว่ากลางคืนเป็นกลางวัน จนในที่สุด พระกัสปเทพบิดรผู้เป็นพ่อก็มาบอกให้พญาครุฑลดแสงลง
พญาครุฑก็ยอมตามที่ขอ พระเทพบิดรก็บอกให้พญาครุฑไปช่วยแม่ตัวเองให้พ้นจากการเป็นทาส
พญาครุฑก็รับคำ รีบไปหาพวกนาคและเจรจาขอให้ปล่อยแม่ของตนโดยตนจะยอมทำงานให้พวกนาคแทนเอง
พวกนาคได้ทีก็ขอให้พญาครุฑ ไปขโมยน้ำอมฤต (เขียนผิดแหง) ที่จะทำให้พวกตนเป็นอมร ไม่มีวันตาย
ของพวกเทพที่ได้จากเมื่อคราวกวนเกษียรสมุทรมาให้พวกตน เพื่อเหล่านาคจะได้เป็นอมตะ
พญาครุฑก็เลี่ยงไม่ได้ต้องลอบเข้าไปในวิมานของพระอินทร์ ฝ่าด่านอันตรายมากมาย มีไฟกรด ขวางหน้า
พญาครุฑก็กระพือปีกดับไฟกรด ได้ เจอกงจักรที่จะตัดทุกอย่างที่ขวางหน้าพญาครุฑก็แปลงตัวให้เล็กกว่า
แมลงแล้วเข้าไปทำลายดุมจักรเสีย แล้วก็เข้าไปหยิบน้ำอมฤต ออกมาแล้วก็กระพือปีให้เกิดเป็นพายุใหญ่
พัดตลบทั่วสวรรค์แล้วก็บินหนีออกมา(จะเห็นว่าพระเอกเราเก่งสุด ๆ) แต่พระอินทร์ท่านก็ยังไม่เสียทีเป็นผู้นำเทวดา
ตามออกมาต่อสู้กับพญาครุฑเป็นสามารถ แต่ยังทำอะไรพญาครุฑไม่ได้แถมพญาครุฑยังไม่ได้โต้ตอบ
พูดตามสำนวนหนังจีนก็ยังต่อให้หลายกระบวนท่าอยู่ พระอินทร์เลยใช้ไม้ตายขว้างวชิระอาวุธสายฟ้าออกมา
สะเทือนไปทั้งสามโลก พญาครุฑนั้นยังไม่สะเทือน แต่ต้องการจะให้พระอินทร์ยอมแพ้เลยประกาศว่า
องค์อัมรินทร์ท่านก็ถือว่าเป็นพี่ชายเรา เราจะไม่เอาชนะท่านแล้วจริง ๆ อาวุธของท่านก็ทำอะไรเราไม่ได้
แต่วันนี้เพื่อเห็นแก่หน้าท่านเราจะยอมสละขนปีกของเราสักเส้นหนึ่งให้เห็นว่า อาวุธของท่านมีอานุภาพทำอันตราย
เราได้ สุภาพบุรุษจริง ๆ ครับ พญาครุฑคนนี้ พระอินทร์ของเราเห็นปุ๊บก็เลิกสู้เลย แต่บอกว่าน้ำอมตะนี้เอาไปไม่ได้
พญาครุฑก็บอกว่าต้องเอาไปช่วยแม่มาก่อน เอางี้ให้พระอินทร์ตามไปแล้วก็แอบไปหยิบเอาคืนมาจาก
พวกนาคหลังจากที่พญาครุฑช่วยแม่มาได้แล้ว พระอินทร์ก็ตกลง ไม่รู้จะทำไงอยู่แล้วครับสู้ไม่ได้อีกตามเคยองค์อัมรินทร์เรา
ระหว่างที่ครุฑบินไปหาพวกนาคนั่นเอง องค์พระนารายณ์ก็มาปรากฎตัวและบอกว่า ดูกรพญาปักษีผู้ทรงฤทธิ์ เราพอใจท่านมาก
อยากให้ท่านมาเป็นพาหนะของเราท่านจะว่าไง พญาครุฑก็รีบคารวะพระนารายณ์แล้วก็บอกว่า
ข้าพระองค์เต็มใจยิ่งแต่อยากจะขอพรจากพระองค์สัก 2 ข้อ พระนารายณ์ก็ตอบตกลง
พญาครุฑก็เลยขอ 1. ขอให้ตัวเองเป็นอมตะแม้ว่าจะไม่ได้ต้องดื่มน้ำทิพย์ของพวกเทวะ
2. ขอให้ตัวเองมีสิทธิจับนาคกินเป็นอาหาร พระนารายณ์ก็ประทานให้ตามคำขอโดยขอชีวิตนาคไว้บ้างโดย
ให้พญาครุฑกินนาคได้วันละตัวเท่านั้น แล้วท่านก็ให้พรเพิ่มว่าท่านจะใช้พญาครุฑเป็นพาหนะ แต่เวลาที่ท่านลงจากหลังพญาครุฑ
จะให้พญาครุฑอยู่บนที่สูงกว่าศรีษะท่านได้ แต่อยู่ทางเบื้องหลัง เพื่อเป็นการให้เกียรติกับพญาครุฑ
พญาครุฑก็ลาเจ้านายใหม่มา แล้วรีบไปช่วยแม่ ก็ไปถึงริมสระที่พวกนาคอยู่แล้วก็เลยบอกให้พวกนาคปล่อยแม่ของตนแล้วลงไปอาบน้ำให้สะอาดก่อนมาดื่มน้ำอมฤต
พวกนาคก็เชื่ีอครับ พระอินทร์มาถึงก็รีบเลยขโมยน้ำทิพย์กลับไป พวกนาคขึ้นจากน้ำมาปรากฎว่าไม่มีน้ำทิพย์แล้วแต่
เห็นมีน้ำเกาะอยู่ตามใบหญ้าคา ก็เลยรีบเลียกินปรากฎว่าใบหญ้าบาดลิ้นออกเป็น 2 แฉก ตั้งแต่นั้นมาพวกงูและสัตว์เลื้อยคลานจึงมีลิ้นสองแฉกครับผม
และนาคก็ถูกครุฑจับกินวันละตัวตั้งแต่นั้นมา แล้วพญาครุฑก็ไปรับใช้พระนารายณ์ ซึ่งก็ม่งานหนักอะไร
เพราะปกติองค์พราะนารายณ์ท่านบรรทมอยู่ที่เกษียรสมุทรตลอดไม่ค่อยไปไหน นอกจากมีใครเดือดร้อน ก่อความไม่สงบท่านถึงจะตื่นสักทีนึง
จบล่ะครับ เรื่องนี้ครุฑค่อนข้างเป็นพระเอกครับ ความเจ้าชู้ยังไม่ปรากฎ
ไม่เหมือนตอนเรื่องกากี ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นครุฑตัวเดียวกันหรือเปล่า

จากคุณ : คุณพระนาย - [3 มี.ค. 14:50:46]


GSX(158.252.234.107)





จำนวน 33 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 25 ก.ย. 2543 (00:00)
ขอบคุณค่ะคุณ GSX


กำลังรอคนอื่นมาแจมด้วย




เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 25 ก.ย. 2543 (00:00)
รู้สึกกระทู้นี้จะเป็นกระทู้เก่าก่อนที่ผมจะเข้าไปเล่นในมองอดีตด้วยเลยไม่ได้มีโอกาสแจม


มาคราวนี้เลยขอถือโอกาสเสียเลยก็แล้วกันนะครับ ^_^


.................................................................


เคยอ่านมาจากหนังสือ "เทวกำเนิด" ว่า ตอนที่พระนารายณ์ไปห้ามพญาครุฑคราวที่ว่านั้น


มีการปะทะลองกำลังกันด้วยนะครับ ผลการประลองก็คือไม่สามารถที่จะหาผู้ที่เหนือกว่าได้


พระนารายณ์ก็เลยเกิดความนับถือในฝีมือของครุฑ ในขณะที่ครุฑเองก็เคารพองค์วิษณุอยู่แล้ว


จึงเกิดข้อตกลง Gentlemen Agreement ขึ้น อย่างที่คุณ GSX นำมาเล่าให้ฟังนั่นแหละครับ


อีกเรื่องนึงก็คือพญาครุฑตนนี้เป็นตนเดียวกับพญาครุฑในเรื่องกากีครับ เพราะมีนิวาสถาน


อยู่ที่วิมานฉิมพลี (งิ้ว) เหมือนกันครับ

ทิด (IP:63.34.208.233)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 25 ก.ย. 2543 (00:00)
ดิฉันเข้าใจว่าครุฑมีหลายตัวนะคะ ครุฑที่มาลักนางกากีไปชื่อเวนไตย ไม่พบชื่อนี้ในตำนานครุฑ คงเป็นเชื้อสายเกิดมาทีหลัง


อีกอย่างที่คิดว่าอยู่กันเป็นเผ่าพันธ์ เพราะเคยอ่านพบการกล่าวถึงลูกครุฑ ในบทอัศจรรย์ของวรรณคดีเล่มหนึ่ง แต่จำไม่ได้ว่าของสุนทรภู่หรือใคร


ส่วนที่อยู่ของครุฑ วิมานฉิมพลี นั้นเป็นดงไม้งิ้วขนาดใหญ่อยู่เลยแม่น้ำสีทันดรออกไป เรียกว่านอกฟ้าป่าหิมพานต์

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 25 ก.ย. 2543 (00:00)
เรื่องที่ว่า พญาครุฑ สู้กับพระนารายณ์นั้น มีหลายกระแสครับ คิดว่า ผู้ปลุกกระแสนี้น่าจะเป็นฝ่ายนิกายไศวะ เพราะว่า นับถือพระอิศวร(ศิวะ) เป็นเทพสูงสุด เหนือกว่าพระนารายณ์ แต่เรื่องที่ผมเอามาเล่าน่าจะเป็นตำนานจากพวกนิกายที่เคารพพระวิษณุ ก็เลยไม่ได้พูดว่า พญาครุฑ สู้กับพระนารายณ์


เรื่องกากี คิดว่า อาจจะเป็นครุฑตัวเดียวกัน แต่แต่งขึ้นทีหลัง หลังจาก พญาครุฑ ลดความสำคัญ กลายเป็น แค่สัตว์กึ่งเทพ ในป่าหิมพานต์ แล้ว ไม่เหมือนกับตำนานแรก ๆ ที่ยกให้เก่งกาจมาก

คุณพระนาย (IP:129.138.15.175)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 26 ก.ย. 2543 (00:00)
ชอบ website นี้ มีประโยชน์ดีจังเลยค่ะ

คุณพระนาง (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 29 ก.ย. 2543 (00:00)
ครุฑเป็นชื่อประเภทหรือเผ่าพันธุ์ครับ ดังนั้นจึงมีหลายตัว (ตน?) ต้นตระกูลคงจะเป็นเทวดานกตามประวัติที่คุณพระนายเล่า แต่ที่ปรากฏบทบาทในวรรณคดีเรื่องอื่นๆ อาจจะไม่ใช่พญาครุฑบุตรพระกัศยปเทพบิดรทุกตัวไป อาจจะเป็นรุ่นลูกหลานมั้ง


นมส. ท่านว่า ในต้นรากศัพท์เดิม ครุฑเป็นศัพท์ธรรมดาสามัญที่แขกเขาเรียกนกใหญ่ครับ ตั้งแต่นกอินทรี เหยี่ยว บางทีแขกบางพวกใช้เรียกตลอดไปถึงแร้งด้วย

นกข. (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 29 ก.ย. 2543 (00:00)
อ้อ เวนไตยเป็นอีกชื่อหนึ่งของครุฑนะครับ


ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนมาจากชื่อของแม่ของครุฑ ที่ว่าเป็นพี่น้องกันกับแม่นาค เอ๊ย แม่ของนาคนั่นแหละครับ

นกข. (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 29 ก.ย. 2543 (00:00)
นึกได้อีกอย่าง


สายการบินการูด้าของอินโดนีเซีย ก็มาจากคำว่า "ครุฑ" นี่เองค่ะ




ดิฉันเชื่อว่าความเป็นมาของครุฑกับพระนารายณ์ก็เรื่องหนึ่ง แล้ววรรณคดีอื่นๆในชั้นหลังก็ยังติดใจนกวิเศษชนิดนี้อยู่ จึงนำมาใส่ไว้ในเรื่อง แต่สร้างบทบาทขึ้นมาใหม่


อย่างเรื่องกากี มาจากชาดก ไม่ใช่เรื่องของสันสกฤต จึงคิดว่าเป็นครุฑชั้นลูกหลานค่ะ ดูๆแล้วก็ไม่เห็นมีฤทธิ์อะไรมาก ยังกลัวท้าวพรหมทัตจับได้เสียอีกว่าไปขโมยพระมเหสีมา




เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 29 ก.ย. 2543 (00:00)
Garuda is the vehicle of Vishnu and is son of Kasyapa and Vinata. Shortly after his birth, he frightened the gods by his brilliant luster; they supposed him to be Agni, and requested his protection; when they discovered that he was Garuda, they praised him as the highest being, and called him fire and sun. Aruna, the charioteer of the sun or the personified dawn, is said to be the elder (or younger) brother of Garuda. Svaha, the wife of Agni, takes the shape of a female Garudi (ครุฑี), also called "Suparni" (สุปรรณี).

Anonymous (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 29 ก.ย. 2543 (00:00)
For the names above,




Garuda = ครุฑ


Vishnu = พระวิษณุ


Kasyapa = ฤษีกัสยปะ


Vinata = นางวินตา


Agni = พระอัคนี


Aruna = พระอรุณ


Svaha = นางสวาหะ


Suparn = สุบรรณ (ครุฑตัวผู้)


Suparni = สุบรรณี (ครุฑตัวเมีย)

Anonumous (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 29 ก.ย. 2543 (00:00)
"Garuda" in Pali, besides "ครุฑ", also means "นกกระไน" or "นกหัวขวาน".

Anonymous (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 2 ต.ค. 2543 (00:00)
ผมยังสงสัยอยู่อีกอย่างว่า วิมานฉิมพลีของครุฑ ที่ว่าเป็นวิมานบนต้นไม้งิ้วที่นอกฟ้าป่าหิมพานต์ตามคติฮินดูนั้น ทำไมจึงไปตรงกับต้นงิ้วกะทะทองแดงในนรกตามไตรภูมิในพุทธศาสนาได้ ?


ครุฑจะอยู่วิมานทั้งทีก็น่าจะหาต้นไม้อื่นที่ดีกว่านี้หน่อยนะครับ หรือว่าจะเป็นเพราะพฤติกรรมของครุฑตัวที่ไปลักนางกากีก็ไม่รู้...

นิลกังขา (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 2 ต.ค. 2543 (00:00)
ผมเคยไปกรุงอูลานบาตาร์ นครหลวงของประเทศมองโกเลีย ด้วยภารกิจในหน้าที่ (แล้วหลังจากนั้นก็เคยไปเที่ยวเองอีก) ไม่เจอเพื่อนเก่าเข้าที่นั่นหลายอย่างครับ ทั้งๆ ที่มองโกเลียดูเหมือนจะอยู่ไกลจากเมืองไทยเหลือเกิน แต่เพราะทั้งคนไทยคนมองโกลรับอารยธรรมหลายๆ อย่างจากอินเดีย เลยได้ไปเจอวัฒนธรรมที่เทียบเคียงกันได้อย่างน่าสนใจมากหลายอย่าง


เทพารักษ์ผู้คุ้มครองพิทักษ์เมืองอูลานบาตาร์ คือ ครุฑ ครับ ผมยังถ่ายรูปมา ครุฑมองโกลดูไม่งามเท่าครุฑไทย (ผมก็ยังชาตินิยมอยู่ดี) แต่ก็ดูออกว่าเป็นครุฑ ยุดนาคไว่ในกรงเล็บด้วย


ภาษามองโกล ถ้าจำไม่ผิด เรียกครุฑว่า คฮังการ์ เขาว่ากร่อนมาจาก คาน-การ์ริด คาน คำหน้านั้น คือที่ไทยเขียนว่า ข่าน อย่างเจงกิสข่านนั้นเอง แปลว่า พญาหรือกษัตริย์ ส่วน การ์ริดนั้นชวนให้ผมนึกถึงคำว่า การูด้าในภาษาอินโดนีเซียขึ้นมาตะหงิดๆ ผมว่าการ์ริด นี่ คือ ครุฑ ออกเสียงแบบลิ้นมองโกล แหงๆ

นกข. (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 2 ต.ค. 2543 (00:00)
มีคาถาเป็นภาษาบาลีกล่าวถึงต้นไม้ประจำถิ่นทวีปต่าง ๆ ไว้ว่า...




ปาตลี สิมฺพลี ชมฺพู


เทวานํ ปาริฉตฺตโก


กทมฺโพ กปฺปรุกฺโข จ


สิรีเสน ภวติ สตฺตมํ ฯ




๑. ปาตลี [ปา-ตะ-ลี] (ต้นแคฝอย) เป็นต้นไม้ประจำอสุรโลก


๒. สิมฺพลี [สิม-พะ-ลี] (ต้นงิ้ว) เป็นต้นไม้ประจำถิ่นครุฑ


๓. ชมฺพู [ชัม-พู] (ต้นหว้า) เป็นต้นไม้ประจำถิ่นชมพูทวีป


๔. ปาริฉตฺตก [ปา-ริ-ฉัต-ตะ-กะ] (ต้นทองหลาง) เป็นต้นไม้ประจำถิ่นดาวดึงสภพน์


๕. กทมฺพ [กะ-ทัม-พะ] (ต้นกระทุ่ม) เป็นต้นไม้ประจำถิ่นอปรโคยานทวีป


๖. กปฺปรุกฺข [กัป-ปะ-รุก-ขะ] (ต้นกัลปพฤกษ์) เป็นต้นไม้ประจำถิ่นอุตตรกุรุทวีป


๗. สิรีส [สิ-รี-สะ] (ต้นจามจุรี) เป็นต้นไม้ประจำถิ่นปุพพวิเทหทวีป




หมายเหตุ :


- ทวีปต่าง ๆ ทั้ง ๗ ข้างต้นนั้นมีกล่าวไว้ในเตภูมิกถา


- ต้นแคฝอย เป็นคนละอย่างกับต้นแค--ที่ดอกนำมาใช้ทำแกงส้มดอกแค


- สิมพลี บางครั้งก็เรียก ฉิมพลี


- ชมฺพู คือต้นหว้า บางครั้งก็หมายถึงต้นชมพู่ หว้ากับชมพู่นั้นเป็นพืชวงศ์(family)และสกุล(genus)เดียวกัน แต่เป็นคนละชนิด(species)กัน


- ปาริฉตฺตก นั้น เราเรียกว่า ปาริฉัตร หรือ ปาริชาต นั่นเอง


- กทมฺพ (กะ-ทัม-พะ) = กระทุ่ม -- โปรดสังเกตชื่อของต้นไม้ชนิดนี้ในภาษาบาลีและในภาษาไทย จะเห็นว่ามีส่วนคล้ายกัน


- กัลปพฤกษ์ มีดอกสีชมพู เป็นพืชในสกุล Cassia วงศ์ Leguminosae มีหลายชนิด พบทั่วประเทศไทย


- ต้นไม้ทั้ง ๗ ข้างต้นนั้นตามตำนานบอกว่าเป็น "กัปปัฏฐายี" คือตั้งอยู่ตลอดกัลป์

Anonymous (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 2 ต.ค. 2543 (00:00)
ต้นไม้ประจำถิ่นทวีปต่างๆ ๗ ชนิด คือ ปาตลี สิมฺพลี ชมฺพู ปาริฉตฺตก กทมฺพ กปฺปรุกฺข สิรีส นั้นเป็น "ทิพยพฤกษ์" (ต้นไม้ทิพย์)




ชื่อต้นไม้ทิพย์เหล่านี้พ้องกับชื่อต้นไม้ธรรมดาในโลกมนุษย์ด้วย--ซึ่งก็คือต้นแคฝอย ต้นงิ้ว ต้นหว้า ต้นทองหลาง ต้นกระทุ่ม ต้นกัลปพฤกษ์ ต้นซึก(หรือจามจุรี) ตามลำดับ นั่นเอง

Anonymous (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 5 ต.ค. 2543 (00:00)
อยากทราบว่าพญาครุฑมีลูกมีเมียหรือเปล่าคะ

แหวน (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 5 ต.ค. 2543 (00:00)
น่าจะมีครับ ครุฑตัวที่ไปลักนางกากี มีเมียเป็นนางกากีแน่ๆ คงไม่ลักมาดูเล่นเฉยๆ หรอก ตอนกระทำการเป็นผัวเมียกันบทอัศจรรย์ได้อารมณ์มากครับ ผมจำได้แค่ "ครุฑพะวงหลงลืมสระอโนดาต..." เท่านั้น เพราะเจอสระอื่นที่น่าเล่นกว่า (สระพระนุชเนื้อเกลี้ยง อาบโอ้ เอา... ใจ อ้าว - ผิดเรื่องครับ)


คุณ Anonymous ว่า ครุฑตัวเมียเรียก ครุฑี หรือสุบรรณี ก็คงจะเป็นเมียครุฑตามปกติแหละครับ ที่จะได้นางมนุษย์อย่างกากีมาเป็นเมียคงเป็นเรื่องนานทีมีหน

นกข. (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 6 ต.ค. 2543 (00:00)
ขอบคุณค่ะคุณนกข. พอจะทราบชื่อลูกเมียพญาครุฑนอกจากนางกากีบ้างไหมคะ

แหวน (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 7 ต.ค. 2543 (00:00)
ครุฑเป็นสัตว์ในตำนานทั้งของสันสกฤตและไทย (ซึ่งมาจากพุทธศาสนา)


ครุฑในตำนานสันสกฤตมีเพียงตัวเดียวชื่อว่าเวนไตย แปลว่า เกิดแต่นางวินตา ครุฑเวนไตยเป็นลูกของพระกัศยปะกับนางวินตา ครุฑเวนไตยมีฤทธิ์มากถึงขนาดที่พระอัคนีเอ่ยปากว่ามีฤทธิ์มากเสมอพระองค์ เวนไตยได้รับชื่อใหม่ว่า "ครุฑ" เมื่อครั้งที่เดินทางไปนำน้ำอมฤตมาให้เหล่านาคเพื่อแลกกับความ


เป็นไทของแม่ (วินตา) ตำนานเล่าว่าขณะเดินทางครุฑเวนไตยได้พบเต่ากับช้างกำลังต่อสู้กัน จึงใช้ตีนคีบสัตว์ทั้งสองแล้วบินมาเกาะบนต้นไม้ใหญ่ แต่น้ำหนักของสัตว์ทั้งสามมากเกินไปทำให้กิ่งไม้หัก บังเอิญกิ่งไม้ที่หักเป็นกิ่งที่มีพราหมณ์กำลังนั่งร่ายพระเวทอยู่ ครุฑเวนไตยเห็นดังนั้นจึงใช้จะงอยปากคาบกิ่งไม้และใช้ตีนคีบเต่าและช้าง แล้วค่อยๆวางกิ่งไม้ลงบนพื้นดิน จึงสามารถช่วยชีวิตพราหมณ์ไว้ได้ เมื่อช่วยพราหมณ์เรียบรร้อยแล้วครุฑจึงหันมากินเต่าและช้างเป็นอาหาร พราหมณ์พอใจในการกระทำของเวนไตยจึงเรียกเวนไตยว่า "ครุฑ" หมายถึง ผู้แบกรับภาระหนัก


นอกจากนี้ ครุฑเวนไตยยังเคยต่อสู้กับพระนารายณ์แต่ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ในที่สุดพระนารายณ์ได้ประทานพรแก่ครุฑเวนไตย 2 ข้อ


ข้อแรกครุฑเวนไตยขอให้ตนเป็นอมตะแม้จะไม่ได้ดื่มน้ำอมฤต ส่วนข้อสองขอให้ตนได้อยู่เหนือพระนารายณ์ ทั้งยังแสดงความอหังการโดยประกาศว่าตนจะถวายพรแด่พระนารายณ์ 1 ข้อ ซึ่งพระนารายณ์ขอว่าให้ครุฑเวนไตยเป็นพาหนะทรงของพระองค์ สุดท้ายก็ตกลงกันได้ว่าในเวลาปรกติพระนารายณ์


จะให้ครุฑเวนไตยอยู่บนยอดธงของพระองค์


ซึ่งครุฑเวนไตยก็จะได้อยู่สูงกว่าพระนารายณ์ตามที่ขอพร แต่ในเวลาที่พระนารายณ์จะเสด็จไปที่ใดก็ตามครุฑเวนไตยก็จะต้องมาเป็นพาหนะทรงของพระองค์


ดังนั้นรูปครุฑที่ปรากฏบนผืนธงสีเหลืองที่ประดับบริเวณที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็คือรูปครุฑเวนไตย ทั้งนี้เป็นไปตามคติที่ว่าในยามปรกติครุฑจะอยู่สูงกว่าพระนารายณ์ (ไทยมีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์นารายณ์อวตาร) ในทำนองเดียวกับรูปครุฑบนธงเหลืองที่ติดอยู่หน้ารถยนต์พระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่ เป็นไปตามคติที่ว่าในยามพระนารายณ์เสด็จ ครุฑจะต้องมาเป็นพาหนะทรงนั่นเอง ส่วน รูปครุฑที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของทางราชการก็น่าจะหมายถึงครุฑเวนไตยตัวเดียวกันนี้เอง


ครุฑในตำนานพุทธศาสนามิได้มีเพียงตัวเดียวเหมือนในตำนานสันสกฤต ครุฑในตำนานพุทธศาสนามีอยู่จำนวนมากดังที่ไตรภูมิพระร่วงได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าในดินแดนของครุฑ มีทั้งครุฑที่มีขนาดใหญ่อย่างธรรมดา (จำไม่ได้ว่ากว้างกี่โยชน์) และครุฑที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติซึ่งเรียกว่าพญาครุฑ


นอกจากนี้ทั้งในไตรภูมิพระร่วงและในคัมภีร์โลกสันฐานและในชาดก (ชื่ออะไรนึกไม่ออกค่ะ) กล่าวถึงที่อยู่ของครุฑไว้ในทำนองเดียวกันคือ อยู่บริเวณป่างิ้วใต้เขาพระ


สุเมรุในชาดกกล่าวไว้ชัดเจนว่าเขาพระสุเมรุมี 5 ขั้น ขั้นแรกซึ่งอยู่ติดทะเลเป็นที่อยู่ของพวกนาค ขั้นที่ 2 เป็นที่อยู่ของครุฑ 3 เป็นของกุมภัณฑ์ 4 เป็นของยักษ์ และ 5 เป็นสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิก ซึ่งเป็นที่อยู่ของจตุโลกบาล (ทั้งนี้เข้าใจว่านับเฉพาะส่วนที่ตำกว่ายอดเขา เพราะบริเวณยอดเขาพระสุเมรุก็เป็นที่ตั้งของสวรรค์ดาวดึงส์ของพระอินทร์และมีสวรรค์ชั้นต่างๆอยู่สูงขึ้นไปตามลำดับ)


ดังนั้นจะเห็นว่าช่างไทยนิยมทำรูปครุฑแบกเขาพระสุเมรุ โดยมีนาคอยู่ใกล้ๆ


พญาครุฑในเรื่องกากีน่าจะเป็นครุฑไทย เป็นคนละตัวกับครุฑบนผืนธง ที่สันนิษฐานเช่นนี้มีเหตุผล 2 ประการคือ


1. พญาครุฑในเรื่องกากีได้พานางมาหาความสุขในวิมานฉิมพลี หรือวิมานต้นงิ้ว


ซึ่งเป็นที่อยู่ของครุฑไทย เพราะครุฑเวนไตย


ไม่มีที่อยู่แน่นอน ต้องย้ายตามพระนารายณ์


2.เรื่องกากีมาจากชาดกเรื่องกากาติชาดกซึ่งเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาสายบาลีไม่ใช่สายสันสกฤต


เรื่องลูกเมียของครุฑนั้นก็จำเป็นต้องแยกกล่าวคือ ครุฑเวนไตยมีเมียชื่ออะไรจำไม่ได้ค่ะ แต่มีลูกชื่อคุ้นมากคือ นกสัมปาตี หรือสัมพาที หรือนกชฎายุ หรือสดายุ


ส่วนครุฑไทยไม่ค่อยมีบทบาทนักและมีหลายตัวจึงไม่ทราบว่าแต่ละตัวมีลูกเมียชื่ออะไรกันบ้าง แต่เท่าที่ทราบก็มีชื่อกากีด้วยแน่ๆค่ะ




แหล่งอ้างดิง


ครุฑ ของ ส.พลายน้อย


สัตว์หิมพานต์ ของ ส.พลายน้อย


บทความเรื่อง "เขาพระสุเมรุ" ของ ผ.ศ.ดร.มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์






ฟ้า-เวอร์ริเดียน (IP:203.148.244.168)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 7 ต.ค. 2543 (00:00)
ขอเพิ่มเติมอีกนิดค่ะ เพิ่งได้อ่านรายละเอียด


ที่คุณเทาชมพูเขียนไว้ช่วงต้นๆว่าในเรื่องกากี พญาครุฑก็ชื่อเวนไตยด้วย ดิฉันขอสันนิษฐานว่าเป็นการนำชื่อครุฑ "เวนไตย" มาจากตำนานของสันสกฤต มาผสมกับลักษณะของครุฑตามแบบไทย ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้ได้ครุฑแบบผสมผสาน คือ เป็นครุฑของไทยแต่ชื่อดันไปเปํนสันสกฤตค่ะ

ฟ้า-เวอร์ริเดียน (IP:203.148.244.168)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 7 ต.ค. 2543 (00:00)
ขอบคุณมากนะคะ คุณฟ้า-เวอร์ริเดียน


ที่ช่วยอธิบายอย่างละเอียด อ่านเพลินไปเลย


ขออีกข้อ ...อย่าเพิ่งว่ากันนะ


ถ้าพอมีเวลาว่าง ช่วยไปตอบกระทู้ที่ ๘๗ เรื่องที่มาของมหาเวสสันดรชาดกให้คุณฟ้าใส (แบบย่อๆ) หน่อยค่ะ เธอรออยู่




เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 7 ต.ค. 2543 (00:00)
ผมจำได้ว่าพญานกทั้งสองชื่อที่คุณฟ้าฯ เล่าว่าเป็นลูกของพญาครุฑ มีบทบาทอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ จำไม่ได้แล้วครับว่าเป็นนญาสัมพาที หรือนกสดายุ รู้สึกว่าจะเป็นตอนทศพักตร์ลักสีดาขึ้นรถทรงเหาะไปลงกา เจอพญานกตัวนี้เข้ามาขวาง เลยถูกทศกัณฑ์ขว้างด้วยแหวนของนางสีดา นอนเจ็บรอจนพระรามตามมาจึงได้ทูลแจ้งเรื่องราว ถวายแหวน ชี้ทางให้ แล้วก็ตาย เรื่องอื่นๆ ก็เข้าใจว่าอาจจะมีอีก เพราะชื่อคุ้นมากจริงๆ


ปักษาวายุภักษ์ ที่เป็นตรากระทรวงการคลัง เป็นญาติทางไหนกับครุฑหรือเปล่าครับ

นกข. (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 7 ต.ค. 2543 (00:00)
ขอบคุณคุณฟ้าฯมากค่ะ มาอ่านเพลินไปด้วยคน เคยคิดอยู่เหมือนกันค่ะ ว่าการเรียว่า พญาครุฑเวนไตย นี่


ดูเหมือนต้องการเจาะจงลงไปว่า เป็นครุฑตนนี้ไม่ใช่ตนไหน ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องมีตนอื่นๆด้วยล่ะซี


ไม่งั้นถ้ามีตนเดียว เรียก ครุฑ เฉยๆก็คงเป็นอันรู้กัน ย่อได้ใจความดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วแจ้งใจไปเลย




เอ แล้วชื่อ สหัสดายุ นี่มีตัวตนหรือเปล่าคะ ไปเอามาจากไหนไม่ทราบ ขออภัยถ้านอกเรื่องไปนะคะ ดิฉันนี่ความจำชักแย่ :-)

พวงร้อย
ร่วมแบ่งปัน1144 ครั้ง - ดาว 243 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 7 ต.ค. 2543 (00:00)
เอาบทพรรณนาในกากีคำกลอนของเจ้าพระยาพระคลัง(หน) มาฝากคุณ นกข. จากข้อ ๑๗ ค่ะ


ดิฉันว่าเป็นการพรรณนา erotic love ที่ขึ้นถึงขั้นศิลปะ แสดงฝีมือเจ้าพระยาพระคลังไว้ชัดกว่าเรื่องอื่นๆของท่าน และยากจะหากวีคนไหนเล่นได้ทำนองนี้ ถ้าลองเทียบกับวรรณคดียุคเดียวกันอย่างรามเกียรติ์ จะเห็นว่ารามเกียรติ์จืดไปเลย




ครุฑลืมลงเล่นอโนดาต........วรนาฏลืมมิ่งมไหศวรรย์


ครุฑลืมลงเล่นสัตภัณฑ์.........สุดาจันทร์ลืมกษัตริย์ภัสดา


ครุฑลืมร่อนเล่นพโยมบน......นฤมลลืมสนมสนิทหน้า


ครุฑลืมไล่คาบนาคา.............กัลยาลืมเล่นอุทยาน


ครุฑหลงชมทรงสมรชื่น......นางหลงรื่นรสทิพปักษาศาล


ครุฑระเริงหลงเชิงยุพาพาล...เยาวมาลย์หลงเล่ห์ประหลาดโลม


ครุฑหลงหลิ่นแก้วขจรรื่น......นางหลงชื่นรสทิพอันเฉิดโฉม


ครุฑหลงกระบวนชวนตระโบม.....นางหลงโสมนัสในสกุณา




เสาร์อาทิตย์คุณฟ้าเวอร์ริเดียนเข้ามาเล่นไม่ได้ แต่ฝากข้อความให้ดิฉันมาตอบเรื่องชายาครุฑ และที่อยู่ของครุฑ ว่า


ครุฑมีชายาชื่อ อุนนติ หรือวินายกา ข้อนี้มาจากวรรณคดีสันสกฤต


ส่วนที่อยู่ของครุฑบรรยายไว้ใน "ไตรภูมิพระร่วง" เล่าว่าที่ตีนเขาพระสุเมรุ มีสระใหญ่ชื่อสิมพลีสระ กว้าง ๕๐๐ โยชน์ ล้อมรอบด้วยป่าไม้งิ้ว( ถึงได้ชื่อว่าสระสิมพลี ซึ่งแปลว่าไม้งิ้ว) ต้นงิ้วเหล่านี้สูงเท่ากันดังตั้งใจปลูก ไม้งิ้วเหล่านี้เป็นที่อยู่ของฝูงครุฑ


สรุปแล้วก็คือครุฑมีหลายตัว อยู่กันเป็นฝูง เมื่อมีครุฑตัวผู้ มีครุฑี คือนางครุฑ ก็คงมีลูกครุฑเป็นธรรมดา แต่ชื่ออะไรไม่มีรายละเอียดบอกไว้

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 7 ต.ค. 2543 (00:00)
ขอบคุณค่ะ ชายาครุฑชื่อเหมือนชายาพระคเณศเลย คนเดียวกันหรือเปล่าคะ

แหวน (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 7 ต.ค. 2543 (00:00)
ลูกของพญาครุฑที่เข้าไปขวางทศกัณฑ์ตอนที่กำลังลักพานางสีดาชื่อสดายุครับ เป็นน้องของสัมพาที




วายุภักษ์แค่มีเท้าเหมือนครุฑเพราะมีพ่อเป็นยักษ์มีแม่เป็นนก แต่ไม่ได้เป็นญาติกับครุฑครับ

บอกไป (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 8 ต.ค. 2543 (00:00)
ขอบคุณครับ


จำได้ว่าเคยอ่าน ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์คึกฤทธิ์ หรือใครก็ลืมไปแล้ว ที่ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนดให้ปักษาวายุภักษ์เป็นตราประจำกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ หรือต่อมาเป็นกระทรวงการคลัง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสมบัติของราชการนั้น เหมาะสมมาก เพราะนกชนิดนี้ "กินแต่ลม" ครับ รับรองไม่มีโกงกินอย่างอื่น

นกข. (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 10 ต.ค. 2543 (00:00)
จากข้อ 25 ค่ะ ไม่แน่ใจว่าอ่านคนละตำนานรึเปล่านะคะ ดิฉันยังไม่เคยทราบเรื่องที่พระคเณศมีชายาชื่ออุนนติมาก่อนเลยค่ะ ที่คุณแหวนเขียนมาเล่าจึงเป็นความรู้ใหม่มาก ส่วนชื่อวินายกานั้นน่าสนใจเพราะพระคเณศเองก็มีชื่อมากมาย ชื่อหนึ่งก็คือพระวินายก แต่เอาเป็นว่าขอเล่าที่ดิฉันได้อ่านและทราบแน่ๆก็คือ พระคเณศมีชายา 2 องค์ชื่อว่าพุทธิ (ความรู้แจ้ง ปัญญา) และสิทธิ (ความสำเร็จ) และมีลูก 2 องค์เช่นกันชื่อว่า เกษมและลาภ เพราะฉะนั้นเราจึงนับถือกันว่าพระคเณศเป็นเทพเจ้าแห่งวิทยาการทั้งปวง และเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ทั้งนี้ก็คงจะเป็นเพราะทรงเป็นพระสวามี (แปลว่าผู้เป็นใหญ่) ของนางพุทธิกับสิทธินั่นเองค่ะ




ดิฉันจะพยายามไปหาที่คุณแหวนบอกค่ะ หาเจอเมื่อไหร่จะรีบเขียนมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

ฟ้า-เวอร์ริเดียน (IP:202.28.18.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 10 ต.ค. 2543 (00:00)
เคยอ่านเจอว่าชายาพระคเณศชื่อวินายิกาค่ะ วินายิกาคงเป็นคำเรียกชายาทั่ว ๆ ไปของพระวินายกหรือพระคเณศกระมังคะ

แหวน (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 10 ต.ค. 2543 (00:00)
เห็นชื่อชายากับบุตรของพระคเณศคือ พุทธิ สิทธิ เกษม ลาภ แล้วดูเหมือนเป็นตำนานทางฝ่ายไทยนะคะ

แหวน (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 10 ต.ค. 2543 (00:00)
กะทู้ชักจะแตกประเด็นไปเป็นเรื่องพระพิฆเนศวร หรือพระคเณศ ผมจำได้เหมือนกันว่าเทพเศียรช้างองค์นี้มีเรื่องสนุกๆ อยู่เยอะ


ที่ผมจำได้ พระคเณศเป็นเจ้าแห่งสรรพศิลปวิทยาการ และเจ้าแห่งความสำเร็จ (ก็น่าที่จะมีชายาชื่อพุทธิและสิทธิหรอก) แต่อีกสำนวนหนึ่งที่ผมเคยได้ยินมาเหมือนกัน ที่ฟังดูเหมือนจะตรงกันข้ามกัน แต่ในที่สุดแล้วตีความออกมาก็เหมือนกัน ก็คือ พระคเณศทรงเป็นเจ้าแห่งอุปสรรคทั้งหลาย ดังนั้นถ้ามนุษย์จะประกอบกิจการใดๆ ให้ปลอดอุปสรรค ให้สำเร็จลุล่วง ก็ต้องบูชาพระคเณศเพื่อปัดเป่าอุปสรรคขัดขวาง ก็คือเป็นเทพแห่งความสำเร็จนั่นเอง


ถ้าจำไม่ผิดอีก ดูเหมือนที่ให้พระคเณศเป็นเจ้าแห่งความสำเร็จนี้ จะเป็นพรของพระอุมา ที่ประสิทธิให้พระคเณศ มีเรื่องอยู่ในตอนพระคเณศเสียงา เพราะรบกับปรศุราม พราหมณ์มือขวานที่ว่ากันว่าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ พรนี้พระอุมาทรงให้เมื่อรบกันเสร็จ พระนารายณ์มาช่วยให้ยุติความขัดแย้งได้ด้วยดีแล้ว กำลังจะ happy ending

นกข. (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 10 ต.ค. 2543 (00:00)
คุณนกข. ขออนุญาตนำความคิดเห็นของคุณไปตั้งเป็นกระทู้ใหม่นะคะ กระทู้นี้ชักยาวแล้วค่ะ


เรื่องพระคเณศ คิดว่าคงมัคนสนใจและมีเรื่องมาคุยกันอีกได้มาก


เชิญขึ้นไปอ่านได้ที่ข้อ ๑๐๙ ค่ะ

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 11 ต.ค. 2543 (00:00)
เดิมครุฑในฮินดูคงมีตัวเดียว แต่เมื่อพุทธศาสนารับตำนานและความเชื่อบางอย่างมาจากฮินดู ครุฑก็เพิ่มขึ้นหลายตัว กลายเป็นฝูง


ไปเจอรายละเอียดเกี่ยวกับครุฑในพุทธศาสนา จึงเก็บมาเล่าสู่กันฟังค่ะ


๑) ไตรภูมิพระร่วง - ครุฑราชตัวเป็นพระยาครุฑแก่ครุฑทั้งหลายนั้น มีตนนั้นใหญ่ได้ ๕๐ โยชน์ ปากยาว ๙ โยชน์ ตีนทั้งสองนั้นยาว ๑๒ โยชน์แล กางปีกเต็มที่ออกวัดได้ ๘๐ โยชน์ เรี่ยวแรงมหาศาล เมื่อโฉบนาคจากมหาสมุทร น้ำจะกระจายออกเป็นระยะ ๑๐๐ โยชน์


๒) กระพือปีกแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดพายุแรงเรียกว่า "สุบรรณาวาตะ" ทำให้เกิดฝุ่นตลบครึ้มไปทั้งเมือง บ้านพังทลาย ข้อนี้ตรงกันในเรื่องกากี คือครุฑบันดาลให้เมืองมืดไปหมดแล้วมาลักตัวนางไป


๓) ใน ภูริทัตตชาดก กล่าวว่าครุฑมีมนต์ชื่อ "อาลัมพยนะ" สะกดนาคให้อยู่ในอำนาจ


๔) ครุฑมาหลงรักนางมนุษย์ในเรื่อง กากีชาดก และสุสณฑิชาดก แต่ก็จบลงด้วยการพาส่งกลับเมืองเพราะอยู่กันไม่ได้ทั้งสองเรื่อง


๕) ครุฑบางตัวรักษาศีล เป็นอุบาสกในพุทธศาสนา คือ ใน วิธูรบัณฑิตชาดก และ ปหารชาดก


๖ ) ครุฑมีลูกชื่อ วิรัต อยู่ใน วิธูรบัณฑิตชาดก


๗) พระโพธิสัตว์เคยเสวยพระชาติเป็นพญาครุฑ ในธูมาการิชากด พระสารีบุตรเคยเกิดเป็นครุฑ เช่นกัน

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม