วิชาการดอทคอม ptt logo

เรื่องของ "หอวัง"

โพสต์เมื่อ: 12:00 วันที่ 27 ต.ค. 2543         ชมแล้ว: 5,451 ตอบแล้ว: 21
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
จากกระทู้ H631191 วันที่ ๔ กรกฏาคม ในห้องสมุดของพันทิบ มีการตั้งคำถามถึงที่มาของโรงเรียน
มัธยมหอวังแห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยอันเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาปัจจุบันและก็มีศษย์เก่าและ
ศิษย์ปัจจุบันมากมายมาร่วมแสดงความคิดเห็น วันนี้ลุงแก่จะขอเสนอเรื่องจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
สมัยยังตั้งอยู่ที่หอวัง อันเป็นข้อเขียนของท่าน ศาสตราจารย์ คุณหญิง ผะอบ โปษะกฤษณะ ที่ท่านได้
เขียนลงไว้ให้ในหนังสือ ๒๓ ตุลา ของปี ๒๕๒๐ ดังนี้

"... ในเมื่อข้าพเจ้าเข้าเป็นนิสิตนั้นเป็นเวลา ๕๐ ปีมาแล้วพอดี คือปี ๒๔๗๑ (นับถึงปัจจุบันก็ได้ ๗๒ ปี
- ลุงแก่) พวกเราชาวจุฬาฯ ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งว่าจะต้องจัดทำทุกปี เพื่อแสดงความมีน้ำหนึ่ง
ใจเดียวกัน ... งานรื่นเริงประจำปีนี้ เป็นงานที่นิสิตทุกคนร่วมมือร่วมใจกันจัดขึ้นที่สนามหอวัง คือที่เป็น
สนามกีฬาแห่งชาติในปัจจุบัน เมื่อก่อนนั้น ที่สนามกีฬาแห่งชาติยังเป็นสถานศึกษาของคณะอักษรศาสตร์
และวิทยาศาสตร์ของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นตึกทรงโบราณสีเหลืองคร่ำ มีลานหินหน้าตึกกว้าง
เป็นรูปครึ่งวงกลม เกือบจะพอเล่นเนตบอลได้ ลงจากลานจะมีบันไดเป็นรูปเดียวกับลานประมาณ ๑๒ ขั้น
ถ้าจำไม่ผิด (เพราะผู้เขียนเคยวิ่งตกบันไดมาแล้ว) ต่อจากตึกจะเป็นถนนโรยกรวดออกสู่ถนนใหญ่ สองข้าง
ทางมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ต้นอะไรจำไม่ได้ถนัด แต่ดูเหมือนจะเป็นมะฮอกกะนี สองข้างถนนเป็นลานดิน
มีหญ้าขึ้นบ้าง เป็นที่ที่นิสิตเล่นฟุตบอล และเมื่อมีงานก็กลายเป็นสถานที่ต่างๆ ตามประสงค์โดยเฉพาะ
เวลามีงานประจำปีก็จัดเป็นเวทีละคร และที่สำหรับแขกรับเชิญ

ตึกที่กล่าวถึงนี้ (ตึกนี้เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่สมเด็จพระบรม
โอรสาธิราช เจ้าฟ้าวฃิรุณหิศ ที่เรียกกันว่าวังพญาไทหรือวังฝรั่ง - ลุงกแก่) ชั้นล่างเป็นสำนักงานอย่างที่
เรียกกันสมัยนี้ว่า สำนักงานคณบดีและเป็นห้องพักของคณะบดี อาจารย์ชาวไทย ชาวต่างประเทศ ชั้นบน
เป็นห้องปฎิบัติการทางฟิสิคส์ เคมีฯ และชั้นบนสุดเป็นที่ทำงานของกรมวิทยาศาสตร์ ส่วนที่เรียนวิชา
อื่นๆนั้น คือพื้นซีเมนต์ชั้นล่างไม่มีฝากั้น(โล่งตลอด) ใต้เรือนไม้สีเขียวซึ่งเป็นหอพักของนิสิตชาย
หรือที่เรียกกันว่าหอวัง ถ้าจะพูดกันภาษาชาวบ้านก็ว่าใต้ถุนหอพัก ตั้งโต๊ะยาวไปเท่ากับตัวเรือนไม้ จุโต๊ะ
เรียนได้ประมาณ ๒๐๐ โต๊ะ เป็นห้องเรียนรวมของนิสิตคณะต่งๆ ที่มาเรียนวิชาปีหนึ่งและปีที่สองรวมกัน
(เฉพาะวิชาที่เรียนรวมกันได้) เช่น วิชาภาษาอังกฤษเป็นต้น บางวิชาก็มี ๒ คณะหรือ ๓ คณะ แล้วแต่คณะใด
ต้องการสายวิชานั้น ถ้าจะเทียบกับปัจจุบันก็คือวิชาพื้นฐาน คณะใดรวมกันได้ในวิชาใดก็เรียนรวมกันเช่น
ฟิสิคส์ เคมี ก็จะมีนิสิตคณะเตรียมแพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถ้าวิชาคณิตศาสตร์
ก็จะมีคณะอักษรศาสตร์ที่สมัครเรียนคณิตศาสตร์รวมด้วย เมื่อจบปี ๒ แล้วก็แยกย้ายกันไป ส่วนที่ตึก
จุฬาลงกรณฯเดี๋ยวนี้(ตึกบัญชาการหรือตึก ๑ ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน - ลุงแก่)นั้น ยังมีตึก
อักษรศาสตร์ปัจจุบันเพียงตึกเดียวเป็นสำนักงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์และรัฐศาสตร์ นิสิตต้องพัก
อยู่อีกหอหนึ่ง เรียกว่าหอใหม่ (อยู่หลังตึกสำนักงานเลขาธิการปัจจุบัน)" (ปัจจุบันสถานที่นี้จะเป็นอะไร
ลุงแก่ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ได้ไปสัมผัสมานานมากแล้ว)

ที่นำเรื่องของหอวังนี้มากล่าวถึงก็เพียงอยากให้ทราบถึงประวัติการก่อตั้งในเบื้องต้นของจุฬาฯ ที่นอก
เหนือจากการที่เราทราบกันเพียงว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาจุฬาฯ ขึ้น ยังมี
บันทึกที่กล่าวถึงเรื่องของหอวังนี้อีก แต่ขณะนี้หนังสือนั้นอยู่ไกลตัวจึงไม่อาจนำมาเสนอได้ในขณะนี้

สำหรับโรงเรียนหอวัง(ที่เป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาปัจจุบัน) หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อตีตผู้บุกเบิก
และก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาท่านหนึ่งได้เคยกล่าวถึงไว้ว่าได้รับโอนมาจากโรงเรียนวัดหัวลำโพง
จากกระทรวงธรรมการ เพื่อมาใช้เป็นโรงเรียนฝึกหัดครูมัธยมของคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์
สมัยที่คณะครุศาสตร์ยังเป็นแผนกครุศาสตร์อยู่ และท่านถือว่าโรงเรียนหอวังนี้นับเป็นโรงเรียนสาธิตฯ
แห่งแรกของไทยด้วย และได้เปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในภายหลังโดยมีวัตถุประสงค์ในการ
เตรียมความพร้อมของนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่จุฬาฯต่อไป

ขอส่งท้ายอีกนิดว่าคำว่า "นิสิต" นี้ เมื่อก่อนเข้าใจกันว่าหมายถึงเฉพาะนักศึกษาที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้
มีหอพักอยู่ภายในมหาวิทยาลัยด้วยเช่นจุฬาฯ หรือเกษตรศาสตร์ ส่วนทีไม่มีหอพักนั้นเรียกว่า"นักศึกษา"
อย่างของธรรมศาสตร์นั้น เรื่องนี้ไม่เป็นเช่นนั้น คำว่า"นิสิต หรือ นิสสิต" นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏ
เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงแปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Matriculated Student" ดังที่ปรากฏ
อยู่ในระเบียบการทั่วไปแห่งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ดังมีข้อความนี้

"นิสิต(Matriculated Student) นับเอาจำพวกที่สอบได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์(คือมัธยมปีที่ ๘)แล้ว
เข้าเป็นนักเรียนชั้นสูงซึ่งเรียนตามหลักสูตร เพื่อจะสอบวิชาเป็นบัณฑิต(Graduate)ของสำนัก"

ท่านใดเห็นว่าขาดตกบกพร่องอย่างไรก็ช่วยเสนอแนะด้วยก็แล้วกัน แก่แล้วความจำมันเริ่มเสื่อมน่ะ


ลุงแก่(202.183.228.67)





จำนวน 20 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 14 ต.ค. 2543 (00:00)
- มีอีกคำหนึ่งที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนคือ "แขวงวังใหม่"


ผมเห็นคำนี้ตอนที่รุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ที่จุฬาฯตอนนี้คนหนึ่ง ส่งบทความทางวิชาการที่เขาเขียนมาให้ผมอ่านเมื่อเร็วๆนี้ เขาเขียนที่อยู่ว่า "...จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แขวงวังใหม่ พญาไท กรุงเทพ 10330" ... ผมเคยเรียนอยู่แถวๆนั้นอยู่หลายปี ก็ไม่เคยใส่ว่า"แขวงวังใหม่"ตอนเขียนที่อยู่ของสถาบันเลย และก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยว่าแถวนั้นเข้าเรียก"แขวงวังใหม่" เพิ่งจะได้ยินครั้งนั้นเป็นครั้งแรกนี่แหละครับ... ทำไมจึงเรียกแถวนั้นว่า "วังใหม่" ครับ?





- พูดถึงคำว่า "นิสิต" ...แล้วคุณลุงแก่ยกประโยคจากราชกิจจานุเบกษาส่วนนั้นมา ประโยคนั้นผมเข้าใจว่าหมายความว่า ผู้ที่จะเป็นนิสิตได้นั้นต้องเป็นผู้ที่สอบได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ ฯลฯ อันนี้เป็นเพียงคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนิสิตได้ในทางกฎระเบียบ เหมือนกับมีกฎเกณฑ์ว่าผู้ที่จะมีสิทธิ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ต้องเป็นผู้ที่ ๑. อายุไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ ฯลฯ (matriculate = รับเข้าเป็นนักศึกษา, รับเข้าสมาคม) แต่ประโยคนั้นไม่ได้เป็นการนิยามคำว่า "นิสิต" และก็ไม่ได้บ่งถึงความแตกต่างระหว่างคำว่านิสิตกับคำว่านักศึกษาในแง่ต่างๆอื่นๆนะครับ

อินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 ต.ค. 2543 (00:00)
รูปหอวัง (วังของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ) ซึ่งต่อมาใช้เป็นตึกคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐




( ภาพจาก http://www.sc.chula.ac.th/thai/about/history )
13742
อินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 14 ต.ค. 2543 (00:00)
เรื่องของแขวงวังใหม่ เคยพบอยู่แตไม่ได้ให้ตวามสนใจ


แต่คราวนี้ต้องขอไปค้นก่อนครับ


คำว่า นิสิต นั้น ผมก็ลอกมาจากระเบียบการที่กล่าวถึง


ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป มันเป็นอนิจจังน่ะครับ


ผมขอรบกวนคุณอินทาเนียหน่อย สงสัยอยู่เหมือนกันว่า


"อินทาเนีย" แปลว่าอะไร มีที่มาจากไหน และทำไม"ต้องไว้ลายอินทาเนีย" ?

ลุงแก่ (IP:202.183.228.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 15 ต.ค. 2543 (00:00)
คล้ายๆengineerมั้งผมว่า

GSX (IP:158.252.234.48)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 15 ต.ค. 2543 (00:00)
คำว่า "Intania" ไม่มีความหมายในเชิงภาษาครับ แต่เป็นคำที่พวกวิศวกรจุฬาฯสมัยก่อนคิดขึ้นมาใช้หมายถึง "Engineer(s)" ต่อมาก็มีสถาบันอื่นๆนำคำนี้ไปใช้ด้วยเหมือนกัน อย่างเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ... บางมหาวิทยาลัยก็ใช้ว่า "Entania" ครับ




ผมชอบคำว่า "Intania" มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ระดับมัธยมปลาย เมื่อตอนสมัยที่ผมเรียนอยู่ระดับปริญญาตรีเลยใช้ "INTANIA" เป็นนามแฝงตอนเล่น IRC และก็เอามาใช้เป็น login name ของ Hotmail account ของผมในตอนนี้ด้วยครับ




แต่ "อินทาเนีย" ที่ผมใช้อยู่นี้ ไม้ได้บ่งบอกว่าผมมาจากหรือสังกัดสถาบันไหนหรอกนะครับ แต่ใช้ในฐานะที่เป็น "intania" (engineer) คนหนึ่งเท่านั้นเองครับ :-)

อินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 15 ต.ค. 2543 (00:00)
เพิ่งไปเขียนตอบกระทู้เรื่องคำว่า "นิสิต" ที่ PANTIP มาเมื่อกี้นี้...




http://pantip.inet.co.th/cafe/library/topic/K708193.html#17

วีณาแกว่งไกว (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 15 ต.ค. 2543 (00:00)
ขออนุญาตแถมกระทู้เรื่อง "สิริกิติ์" http://pantip.inet.co.th/cafe/library/topic/K706279.html#12 ด้วย

วีณาแกว่งไกว (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 15 ต.ค. 2543 (00:00)
Pantip ช้าจัง สงสัยคนใช้เยอะ


แหะๆ ลองคัดลอกมาให้อ่านตรงนี้เลยได้ไม๊ครับ

นานๆมาที แต่ต่อไปคงจะมาบ่อยๆ(แฟน 2499) (IP:131.111.225.193)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 16 ต.ค. 2543 (00:00)
จุฬาฯ รุ่นคุณยายคนหนึ่งบอกผมว่า Intania มีที่มาจากพวกการเรียกพวก


นักเดินเรือสมัยก่อน ที่เข้ามาในประเทศไทย ประเภทพวกช่างกลเรือน่ะ


แล้วพวกทหารเรือไทยสมัยต้นๆ นำคำนี้มาใช้กัน แล้วก็นำมาใช้ในมหาวิทยาลัย


ก็ที่ วิศวะ จุฬาฯ เป็นแห่งแรก

ลุงแก่ (IP:202.183.228.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 16 ต.ค. 2543 (00:00)
กระแสหนึ่งที่ผมเคยได้ยินมาก็อย่างที่คุณลุงแก่ว่าไว้ครับ




อีกกระแสหนึ่งก็บอกว่า "Intania" เป็นคำภาษาละตินแปลว่าวิศวกร แต่พอผมถามคนที่เรียนเอกภาษาละตินดู เขาก็บอกว่าไม่เคยได้ยินศัพท์คำนี้ แล้วผมได้เคยเปิดพจนานุกรมภาษาละติน (ภาษากรีก ภาษาเยอรมัน และก็ภาษาฝรั่งเศสด้วย) ก็ไม่พบคำนี้




แต่ที่แน่ ๆ ในบรรดาพวกวิศวกรแล้ว มีใช้ที่จุฬาฯเป็นแห่งแรกครับ

อินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 16 ต.ค. 2543 (00:00)
เสริม : พวกที่เรียนหมอจุฬาฯเขาเรียกตัวเองว่า "อินเดียน" ... ทราบไหมครับว่ามีที่มาอย่างไร? *_^

อินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 16 ต.ค. 2543 (00:00)
ป.ล. : รอฟังเรื่อง "วังใหม่" จากคุณลุงแก่อยู่ครับ :-)

อินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 17 ต.ค. 2543 (00:00)
น่านสิ อยากรู้เหมือนกัน

intania69 (IP:203.147.18.27)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 17 ต.ค. 2543 (00:00)
คุณอินทาเนียน่าจะทราบดีกว่าผม ว่าทำไมหมอจุฬาฯ ถึงได้เรียกตัวเองว่าอินเดียน และจัดงานอินเดียนแดงรับน้องใหม่ทุกปี


เท่าที่ผม ซึ่งไม่ใช่หมอ (ไม่ได้มีแฟนเป็นหมอด้วย เพราะจีบไม่ติดอีกนั่นแหละ ... เฮ้อ-) ทราบ ตามประสาคนบุญไม่ถึง บุญส่งให้ไปถึงจุฬา แต่ส่งข้ามถนนอังรีดูนังต์ไม่ได้ หล่นปุ๊อยู่ตรงคณะรัฐศาสตร์นั่นเอง... นั้น ดูเหมือนการเล่นเป็นอินเดียนแดงในงานรื่นเริงรับน้องใหม่ของหมอจุฬาฯ จะมีมาหลายสิบปีแล้วครับ ตั้งแต่สมัยหนังฝรั่งโบราณเรื่องหนึ่ง เรื่อง Annie Get Your Gun เป็นหนังคาวบอย (หญิง) เข้ามาฉายในเมืองไทย นางเอก คือ Annie นั่นว่ากันว่ายิงปืนแม่นมาก คุณหมอรุ่นโน้น - จะสี่ห้าสิบปีได้แล้วมั้งครับ - ท่านไปดูหนังแล้วชอบใจ เอามาเล่นรับน้อง จนสืบมาเป็นธรรมเนียม


เมื่อมีคาวบอยก็มีอินเดียนแดง มีการเล่นรอบกองไฟ (แต่หลังๆ คาวบอยหายไปนะ) มีการให้น้องใหม่ดื่มน้ำอมฤต firewater บางปีเล่ากันว่าพี่กรอกน้องจนเมา ต้องเอาไปนอนหอพักกันหลายคน ก็เคยได้ยินว่ามี มีปีหนึ่งหลายปีมาแล้ว มีเนื้อวัวย่างหรือวัวหัน (สมมติว่าเป็นแบบอินเดียนแดง) เฉือนให้น้องกินด้วย ผมจำได้เพราะเผอิญปีนั้นผมไปเป็นแขกของอินเดียนแดง ... เผ่าชอกี ... ทั้งหลายด้วยน่ะครับ เนื้อย่างอร่อยดีครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ทราบจะไปเล่นรอบกองไฟได้ที่ไหน จุฬาฯ ทั้งฝั่ง รพ. ฝั่งมหาวิทยาลัยมีแต่ตึกแน่นไปหมดแล้ว


นอกเรื่องหอวังไปหน่อยครับ

นกข. (IP:156.106.223.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 17 ต.ค. 2543 (00:00)
เคยมีโอกาสไปร่วมดื่มน้ำโสมะ..เอ๊ย..น้ำอมฤตร่วมกับพวกอินเดียนอยู่ ๒ ครั้ง ตอนนั้น...ครั้งที่ผมอยู่ปี ๑ ถูกป้อนน้ำอมฤต (จนไม่ได้สติสมปฤดี) เขาก่อกองไฟที่สนามฟุตบอลเล็กๆหน้าโรงยิมปรีดา อีกครั้งหนึ่ง...ตอนนั้นเพื่อนๆอยู่ชั้นปี ๔ กันแล้ว ผมเป็นฝ่ายป้อนน้ำอมฤตให้น้องๆ เขาจัดกันที่ลานจอดรถติดกับตึกสิริภาจุฑาภรณ์ ครั้งนั้นไฮเทคมาก เขาจุดกองไฟโดยใช้สายชนวนไฟแล่น เดี๋ยวนี้คิดว่าน่าจะยังจัดตรงนี้อยู่ เพราะหลับตาจินตนาการดูแล้วรู้สึกจะเป็นพื้นที่กว้างแห่งเดียวในโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้ปลูกสิ่งก่อสร้าง

วีณินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 17 ต.ค. 2543 (00:00)
วันหลังจะกลับไปช่วยพวกอินเดียนเขาพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการจุดกองไฟ... เป็น ใช้ลำเลเซอร์มหัศจรรย์ความความคลื่น 1300 นาโนเมตรแทน

วีณินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 18 ต.ค. 2543 (00:00)
ไม่ได้เข้ามา ๒ วัน ขอติดเรื่อง วังใหม่ กับคุณอินทาเนียไว้ก่อน


ไม่มีข้อมูลข้างตัวเลย แบบว่าจะเตรียมย้ายบ้าน เลยขนหนังสือลงลัง


ไปเก็บซะแล้ว แต่เข้าใจว่า วังใหม่ คงจะหมายถึง วังหลังนี้นั่นแหละ


และขอแก้ข้อผิดของคุณหน่อย จุฬาฯ อยู่ในเขตปทุมวันครับ ไม่ใช่เขตพญาไท

ลุงแก่ (IP:202.183.228.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 19 ต.ค. 2543 (00:00)
-เพิ่มเติม-


๑) เรื่องของหอวัง, คุณพระเจริญวิศวกรรม อดีตคณะบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


ได้บันทึกในบทความของท่านที่ เมื่อ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ มีบางส่วนกล่าวถึงหอวังไว้ดังนี้


" ... คณะวิศวกรรมศาสตร์เกิดที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน ณ วังปทุมวัน พ.ศ. ๒๔๕๖ ซึ่งเดิมเรียกว่า


แผนกยันตรศึกษา ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ เมื่อได้ประกาศตั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยขึ้นแล้ว แผนกยันตรศึกษา


ก็ได้เข้ารวมอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้และได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ คณะวิศวกรรม


ศาสตร์ได้ย้ายมาจากวังปทุมวัน มาอยู่ที่ตึกใหม่ของมหาวิทยาลัย ริมถนนสนามม้า ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นที่ตั้งของ


กองบัญชาการและคณะอักษรศาสตร์


แผนกข้าราชการพลเรือนซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นคณะรัฐประศาสนศาสตร์ก็ได้ย้ายมาตึกใหม่พร้อมกับคณะ


วิศวกรรมศาสตร์เหมือนกัน คณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่ชั้นล่าง คณะรัฐประศานสศาสตร์อยู่ชั้นบน


ส่วนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนภายหลังกลายเป็นคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และหอวังปทุมวัน


ซึ่งเป็นสำนักของนักเรียนมหาวิทยาลัย นักเรียนวิศวกรมศาสตร์ก็ได้พำนักอยู่ในหอนี้ และต่อมาภายหลัง


เมื่อมีนักเรียนสำนักหอมากขึ้น มหาวิทยาลัยได้สร้างหอใหม่เพิ่มเติม นักเรียนวิศวกรรมศาสตร์ก็ได้ย้ายมา


อยู่หอใหม่โดยส่วนมาก เมื่อคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ย้ายมาอยู่ที่ตึกใหม่ริมถนนพญาไท ตัวตึก


วังปทุมวันก็กลายเป็นโรงเรียนมัธยมหอวัง และเมื่อโรงเรียนมัธยมหอวังย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดม


ศึกษาริมถนนพญาไท ตัวตึกและหอวังปทุมวัน ก็ได้ถูกรื้อลงเพื่อสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ ... "




๒) เรื่องของคำว่า เอนจิเนียร์, ในราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลที่ ๔ เล่มที่ ๑ แผ่นที่ ๑๖ รัตนโกสินทรศก ๗๗


(พ.ศ. ๒๔๐๑) มีกล่าวว่า


" ... ในกรุงสยามนี้ เมื่อครั้งกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาเก่า แลกรุงลพบุรียังเปนกรุงที่ตั้งพระเจ้าแผ่นดิน


สยามอยู่นั้น มีคนในเมืองยุโรปหลายชาติหลายภาษา คือฝรั่งเสศ สแบเนียด แลโปรตุเคศสามพวกที่ไทยได้


เรียกแต่ว่า ฝรั่งตามคำแขกอินเดียน ผู้ชักนำมาเรียกอยู่แต่ก่อน แลอังกฤษคริดฮอลันด์ก็มีบ้าง ตามทีได้ยิน


มาแต่พวกโปรตุเคศนี้ได้มาอยู่ในเมืองไทยก่อนกว่าคนยุโรปเมืองอื่น มีจดหมายเหตุเก่าในเวลานานกว่าร้อยปี


มาแล้วว่า ได้มีคนโปรตุเคศเปนเอนเยเนียช่วยแนะนำพระเจ้าแผ่นดินตัดทางพระพุทธบาท แล้วจัดทางขุด


คลองตรงแลการอื่นๆ ครั้นเมื่อเมืองเดิมของของโปรตุเคศมีความวุ่นวายเปลี่ยนเจ้าแผ่นดิน แลอำนาถ


แผ่นดินโปรตุคอลแปรปรวนไปด้วยแผ่นดินไหว แลข้าศึกภายนอกเบียดเบียนแลอื่นๆ คนโปรตุเคศที่อยู่


ในเมืองสยาม ไม่มีที่พึ่งที่อ้างในเมืองเดิมแล้วก็กลับกลายเปนคนเปนข้าแผ่นดินสยามไป ..."


ชักสงสัยแล้วสิว่าคำว่า อินทาเนีย อาจจะมาจากภาษาโปรตุเกสหรือสเปนก็เป็นได้




๓) เรื่องของคำว่า นิสิต


จากระเบียบการทั่วไปฯ ที่อ้างถึงในต้นกระทู้ ขอเพิ่มเติมดังนี้


"ข้อ ๙ การสอบวิชานักเรียนมัธยมบริบูรณ์ ซึ่งโรงเรียนจะเลือกเข้าเป็นนักเรียนชั้นนิสิต เป็นหน้าที่ของ


กระทรวงธรรมการสอบไล่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการสอนวิชาชั้นต้น ซึ่งโรงเรียนแผนกต่างๆ จะเลือกเข้า


เป็นนักเรียนชั้นศิษย์ก็ควรจะมีเจ้าหน้าที่สอบไล่เป็นแห่งเดียวกัน จะได้เทียบวิชาสูงต่ำได้เสมอกัน เวลานี้


โรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงได้มอบให้กระทรวงธรรมการเป็นผู้สอบวิชานักเรียนให้ นักเรียนที่จะเข้า


สอบวิชาชั้นต้นนี้ เพื่อกันไม่ให้ผู้ที่มีความรู้ต่ำเกินไปเข้ามาขอสมัครสอบ เป็นเหตุให้เสียเวลาของการตรวจ


สอบ กระทรวงธรรมการจะเรียกค่าธรรมเนียมจากผู้สมัครสอบก็ได้ แต่อย่างสูงไม่เกินคนละ ๕ บาท"

ลุงแก่ (IP:202.183.228.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 19 ต.ค. 2543 (00:00)
ผมตั้งใจจะหมายถึง "ถนนพญาไท" ครับคุณลุงแก่ ขอโทษครับที่เขียนไม่ละเอียด


ปกติผมจะเขียนที่อยู่โรงเรียนเตรียมฯ แค่ว่า "โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ถนนพญาไท กรุงเทพ 10330" แค่นี้ครับ




สำหรับคำว่า "เอนยิเนีย" ผมว่ามาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Engineer" มากกว่าครับ




ส่วน "Intania" เปิดพจนานุกรมภาษาสเปน (Onine) ก็ไม่พบครับ


ดูหน้าตาแล้วก็ไม่น่าจะเป็นภาษาโปรตุเกสด้วยเหมือนกัน




ผมว่า "อินทาเนีย" น่าจะเพี้ยนมาจาก "เอนยิเนีย" ซึ่งก็มาจาก "engineer" อย่างที่คุณ วศ. 38 (ความคิดเห็นที่ 13) ว่าไว้นั่นแหละครับ

อินทาเนีย (IP:207.109.8.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 28 ต.ค. 2543 (04:28)
คำว่าอินทาเนีย น่าจะกร่อนมาจากเอ็นทะเนียซึ่งมาจากเอ็นจิเนียร์ ผมเคยอ่านตำราสร้างวิทยุของอาจารย์บุญสม แน่นหนา อาจารย์แต่งเรื่องนี้ไว้สอนชาวบ้านให้ซ่อมวิทยุเป็น ตัวเอกชื่อว่า เอ็นทะเนียแดง แล้วตอนอยู่จุฬาฯ ไปกินเหล้ากับเพื่อนชาววิศวะ เวลาครึ้มๆ เพื่อนก็แหกปากว่า"สมัญญาอินทะเนีย เกียร์มีรู'ให้ฟัง

ด.เด็ก (IP:202.57.140.6)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม