เรื่องของ "หอวัง"

จากกระทู้ H631191 วันที่ ๔ กรกฏาคม ในห้องสมุดของพันทิบ มีการตั้งคำถามถึงที่มาของโรงเรียน


มัธยมหอวังแห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยอันเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาปัจจุบันและก็มีศษย์เก่าและ


ศิษย์ปัจจุบันมากมายมาร่วมแสดงความคิดเห็น วันนี้ลุงแก่จะขอเสนอเรื่องจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


สมัยยังตั้งอยู่ที่หอวัง อันเป็นข้อเขียนของท่าน ศาสตราจารย์ คุณหญิง ผะอบ โปษะกฤษณะ ที่ท่านได้


เขียนลงไว้ให้ในหนังสือ ๒๓ ตุลา ของปี ๒๕๒๐ ดังนี้




"... ในเมื่อข้าพเจ้าเข้าเป็นนิสิตนั้นเป็นเวลา ๕๐ ปีมาแล้วพอดี คือปี ๒๔๗๑ (นับถึงปัจจุบันก็ได้ ๗๒ ปี


- ลุงแก่) พวกเราชาวจุฬาฯ ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งว่าจะต้องจัดทำทุกปี เพื่อแสดงความมีน้ำหนึ่ง


ใจเดียวกัน ... งานรื่นเริงประจำปีนี้ เป็นงานที่นิสิตทุกคนร่วมมือร่วมใจกันจัดขึ้นที่สนามหอวัง คือที่เป็น


สนามกีฬาแห่งชาติในปัจจุบัน เมื่อก่อนนั้น ที่สนามกีฬาแห่งชาติยังเป็นสถานศึกษาของคณะอักษรศาสตร์


และวิทยาศาสตร์ของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นตึกทรงโบราณสีเหลืองคร่ำ มีลานหินหน้าตึกกว้าง


เป็นรูปครึ่งวงกลม เกือบจะพอเล่นเนตบอลได้ ลงจากลานจะมีบันไดเป็นรูปเดียวกับลานประมาณ ๑๒ ขั้น


ถ้าจำไม่ผิด (เพราะผู้เขียนเคยวิ่งตกบันไดมาแล้ว) ต่อจากตึกจะเป็นถนนโรยกรวดออกสู่ถนนใหญ่ สองข้าง


ทางมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ต้นอะไรจำไม่ได้ถนัด แต่ดูเหมือนจะเป็นมะฮอกกะนี สองข้างถนนเป็นลานดิน


มีหญ้าขึ้นบ้าง เป็นที่ที่นิสิตเล่นฟุตบอล และเมื่อมีงานก็กลายเป็นสถานที่ต่างๆ ตามประสงค์โดยเฉพาะ


เวลามีงานประจำปีก็จัดเป็นเวทีละคร และที่สำหรับแขกรับเชิญ




ตึกที่กล่าวถึงนี้ (ตึกนี้เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่สมเด็จพระบรม


โอรสาธิราช เจ้าฟ้าวฃิรุณหิศ ที่เรียกกันว่าวังพญาไทหรือวังฝรั่ง - ลุงกแก่) ชั้นล่างเป็นสำนักงานอย่างที่


เรียกกันสมัยนี้ว่า สำนักงานคณบดีและเป็นห้องพักของคณะบดี อาจารย์ชาวไทย ชาวต่างประเทศ ชั้นบน


เป็นห้องปฎิบัติการทางฟิสิคส์ เคมีฯ และชั้นบนสุดเป็นที่ทำงานของกรมวิทยาศาสตร์ ส่วนที่เรียนวิชา


อื่นๆนั้น คือพื้นซีเมนต์ชั้นล่างไม่มีฝากั้น(โล่งตลอด) ใต้เรือนไม้สีเขียวซึ่งเป็นหอพักของนิสิตชาย


หรือที่เรียกกันว่าหอวัง ถ้าจะพูดกันภาษาชาวบ้านก็ว่าใต้ถุนหอพัก ตั้งโต๊ะยาวไปเท่ากับตัวเรือนไม้ จุโต๊ะ


เรียนได้ประมาณ ๒๐๐ โต๊ะ เป็นห้องเรียนรวมของนิสิตคณะต่งๆ ที่มาเรียนวิชาปีหนึ่งและปีที่สองรวมกัน


(เฉพาะวิชาที่เรียนรวมกันได้) เช่น วิชาภาษาอังกฤษเป็นต้น บางวิชาก็มี ๒ คณะหรือ ๓ คณะ แล้วแต่คณะใด


ต้องการสายวิชานั้น ถ้าจะเทียบกับปัจจุบันก็คือวิชาพื้นฐาน คณะใดรวมกันได้ในวิชาใดก็เรียนรวมกันเช่น


ฟิสิคส์ เคมี ก็จะมีนิสิตคณะเตรียมแพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถ้าวิชาคณิตศาสตร์


ก็จะมีคณะอักษรศาสตร์ที่สมัครเรียนคณิตศาสตร์รวมด้วย เมื่อจบปี ๒ แล้วก็แยกย้ายกันไป ส่วนที่ตึก


จุฬาลงกรณฯเดี๋ยวนี้(ตึกบัญชาการหรือตึก ๑ ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน - ลุงแก่)นั้น ยังมีตึก


อักษรศาสตร์ปัจจุบันเพียงตึกเดียวเป็นสำนักงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์และรัฐศาสตร์ นิสิตต้องพัก


อยู่อีกหอหนึ่ง เรียกว่าหอใหม่ (อยู่หลังตึกสำนักงานเลขาธิการปัจจุบัน)" (ปัจจุบันสถานที่นี้จะเป็นอะไร


ลุงแก่ก็ไม่อาจทราบได้ เพราะไม่ได้ไปสัมผัสมานานมากแล้ว)




ที่นำเรื่องของหอวังนี้มากล่าวถึงก็เพียงอยากให้ทราบถึงประวัติการก่อตั้งในเบื้องต้นของจุฬาฯ ที่นอก


เหนือจากการที่เราทราบกันเพียงว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาจุฬาฯ ขึ้น ยังมี


บันทึกที่กล่าวถึงเรื่องของหอวังนี้อีก แต่ขณะนี้หนังสือนั้นอยู่ไกลตัวจึงไม่อาจนำมาเสนอได้ในขณะนี้




สำหรับโรงเรียนหอวัง(ที่เป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาปัจจุบัน) หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อตีตผู้บุกเบิก


และก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาท่านหนึ่งได้เคยกล่าวถึงไว้ว่าได้รับโอนมาจากโรงเรียนวัดหัวลำโพง


จากกระทรวงธรรมการ เพื่อมาใช้เป็นโรงเรียนฝึกหัดครูมัธยมของคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์


สมัยที่คณะครุศาสตร์ยังเป็นแผนกครุศาสตร์อยู่ และท่านถือว่าโรงเรียนหอวังนี้นับเป็นโรงเรียนสาธิตฯ


แห่งแรกของไทยด้วย และได้เปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในภายหลังโดยมีวัตถุประสงค์ในการ


เตรียมความพร้อมของนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่จุฬาฯต่อไป




ขอส่งท้ายอีกนิดว่าคำว่า "นิสิต" นี้ เมื่อก่อนเข้าใจกันว่าหมายถึงเฉพาะนักศึกษาที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้


มีหอพักอยู่ภายในมหาวิทยาลัยด้วยเช่นจุฬาฯ หรือเกษตรศาสตร์ ส่วนทีไม่มีหอพักนั้นเรียกว่า"นักศึกษา"


อย่างของธรรมศาสตร์นั้น เรื่องนี้ไม่เป็นเช่นนั้น คำว่า"นิสิต หรือ นิสสิต" นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏ


เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงแปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Matriculated Student" ดังที่ปรากฏ


อยู่ในระเบียบการทั่วไปแห่งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ดังมีข้อความนี้




"นิสิต(Matriculated Student) นับเอาจำพวกที่สอบได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์(คือมัธยมปีที่ ๘)แล้ว


เข้าเป็นนักเรียนชั้นสูงซึ่งเรียนตามหลักสูตร เพื่อจะสอบวิชาเป็นบัณฑิต(Graduate)ของสำนัก"




ท่านใดเห็นว่าขาดตกบกพร่องอย่างไรก็ช่วยเสนอแนะด้วยก็แล้วกัน แก่แล้วความจำมันเริ่มเสื่อมน่ะ


ความคิดเห็นที่ 21


28 ต.ค. 2543 04:28
  1. คำว่าอินทาเนีย น่าจะกร่อนมาจากเอ็นทะเนียซึ่งมาจากเอ็นจิเนียร์ ผมเคยอ่านตำราสร้างวิทยุของอาจารย์บุญสม แน่นหนา อาจารย์แต่งเรื่องนี้ไว้สอนชาวบ้านให้ซ่อมวิทยุเป็น ตัวเอกชื่อว่า เอ็นทะเนียแดง แล้วตอนอยู่จุฬาฯ ไปกินเหล้ากับเพื่อนชาววิศวะ เวลาครึ้มๆ เพื่อนก็แหกปากว่า"สมัญญาอินทะเนีย เกียร์มีรู'ให้ฟัง

ความคิดเห็นที่ 20

19 ต.ค. 2543 00:00
  1. ผมตั้งใจจะหมายถึง "ถนนพญาไท" ครับคุณลุงแก่ ขอโทษครับที่เขียนไม่ละเอียด ปกติผมจะเขียนที่อยู่โรงเรียนเตรียมฯ แค่ว่า "โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ถนนพญาไท กรุงเทพ 10330" แค่นี้ครับ สำหรับคำว่า "เอนยิเนีย" ผมว่ามาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Engineer" มากกว่าครับ ส่วน "Intania" เปิดพจนานุกรมภาษาสเปน (Onine) ก็ไม่พบครับ ดูหน้าตาแล้วก็ไม่น่าจะเป็นภาษาโปรตุเกสด้วยเหมือนกัน ผมว่า "อินทาเนีย" น่าจะเพี้ยนมาจาก "เอนยิเนีย" ซึ่งก็มาจาก "engineer" อย่างที่คุณ วศ. 38 (ความคิดเห็นที่ 13) ว่าไว้นั่นแหละครับ

ความคิดเห็นที่ 19

19 ต.ค. 2543 00:00
  1. -เพิ่มเติม- ๑) เรื่องของหอวัง, คุณพระเจริญวิศวกรรม อดีตคณะบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ได้บันทึกในบทความของท่านที่ เมื่อ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ มีบางส่วนกล่าวถึงหอวังไว้ดังนี้ " ... คณะวิศวกรรมศาสตร์เกิดที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน ณ วังปทุมวัน พ.ศ. ๒๔๕๖ ซึ่งเดิมเรียกว่า แผนกยันตรศึกษา ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ เมื่อได้ประกาศตั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยขึ้นแล้ว แผนกยันตรศึกษา ก็ได้เข้ารวมอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้และได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ คณะวิศวกรรม ศาสตร์ได้ย้ายมาจากวังปทุมวัน มาอยู่ที่ตึกใหม่ของมหาวิทยาลัย ริมถนนสนามม้า ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นที่ตั้งของ กองบัญชาการและคณะอักษรศาสตร์ แผนกข้าราชการพลเรือนซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นคณะรัฐประศาสนศาสตร์ก็ได้ย้ายมาตึกใหม่พร้อมกับคณะ วิศวกรรมศาสตร์เหมือนกัน คณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่ชั้นล่าง คณะรัฐประศานสศาสตร์อยู่ชั้นบน ส่วนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนภายหลังกลายเป็นคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และหอวังปทุมวัน ซึ่งเป็นสำนักของนักเรียนมหาวิทยาลัย นักเรียนวิศวกรมศาสตร์ก็ได้พำนักอยู่ในหอนี้ และต่อมาภายหลัง เมื่อมีนักเรียนสำนักหอมากขึ้น มหาวิทยาลัยได้สร้างหอใหม่เพิ่มเติม นักเรียนวิศวกรรมศาสตร์ก็ได้ย้ายมา อยู่หอใหม่โดยส่วนมาก เมื่อคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ย้ายมาอยู่ที่ตึกใหม่ริมถนนพญาไท ตัวตึก วังปทุมวันก็กลายเป็นโรงเรียนมัธยมหอวัง และเมื่อโรงเรียนมัธยมหอวังย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดม ศึกษาริมถนนพญาไท ตัวตึกและหอวังปทุมวัน ก็ได้ถูกรื้อลงเพื่อสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ ... " ๒) เรื่องของคำว่า เอนจิเนียร์, ในราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลที่ ๔ เล่มที่ ๑ แผ่นที่ ๑๖ รัตนโกสินทรศก ๗๗ (พ.ศ. ๒๔๐๑) มีกล่าวว่า " ... ในกรุงสยามนี้ เมื่อครั้งกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยาเก่า แลกรุงลพบุรียังเปนกรุงที่ตั้งพระเจ้าแผ่นดิน สยามอยู่นั้น มีคนในเมืองยุโรปหลายชาติหลายภาษา คือฝรั่งเสศ สแบเนียด แลโปรตุเคศสามพวกที่ไทยได้ เรียกแต่ว่า ฝรั่งตามคำแขกอินเดียน ผู้ชักนำมาเรียกอยู่แต่ก่อน แลอังกฤษคริดฮอลันด์ก็มีบ้าง ตามทีได้ยิน มาแต่พวกโปรตุเคศนี้ได้มาอยู่ในเมืองไทยก่อนกว่าคนยุโรปเมืองอื่น มีจดหมายเหตุเก่าในเวลานานกว่าร้อยปี มาแล้วว่า ได้มีคนโปรตุเคศเปนเอนเยเนียช่วยแนะนำพระเจ้าแผ่นดินตัดทางพระพุทธบาท แล้วจัดทางขุด คลองตรงแลการอื่นๆ ครั้นเมื่อเมืองเดิมของของโปรตุเคศมีความวุ่นวายเปลี่ยนเจ้าแผ่นดิน แลอำนาถ แผ่นดินโปรตุคอลแปรปรวนไปด้วยแผ่นดินไหว แลข้าศึกภายนอกเบียดเบียนแลอื่นๆ คนโปรตุเคศที่อยู่ ในเมืองสยาม ไม่มีที่พึ่งที่อ้างในเมืองเดิมแล้วก็กลับกลายเปนคนเปนข้าแผ่นดินสยามไป ..." ชักสงสัยแล้วสิว่าคำว่า อินทาเนีย อาจจะมาจากภาษาโปรตุเกสหรือสเปนก็เป็นได้ ๓) เรื่องของคำว่า นิสิต จากระเบียบการทั่วไปฯ ที่อ้างถึงในต้นกระทู้ ขอเพิ่มเติมดังนี้ "ข้อ ๙ การสอบวิชานักเรียนมัธยมบริบูรณ์ ซึ่งโรงเรียนจะเลือกเข้าเป็นนักเรียนชั้นนิสิต เป็นหน้าที่ของ กระทรวงธรรมการสอบไล่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการสอนวิชาชั้นต้น ซึ่งโรงเรียนแผนกต่างๆ จะเลือกเข้า เป็นนักเรียนชั้นศิษย์ก็ควรจะมีเจ้าหน้าที่สอบไล่เป็นแห่งเดียวกัน จะได้เทียบวิชาสูงต่ำได้เสมอกัน เวลานี้ โรงเรียนข้าราชการพลเรือนจึงได้มอบให้กระทรวงธรรมการเป็นผู้สอบวิชานักเรียนให้ นักเรียนที่จะเข้า สอบวิชาชั้นต้นนี้ เพื่อกันไม่ให้ผู้ที่มีความรู้ต่ำเกินไปเข้ามาขอสมัครสอบ เป็นเหตุให้เสียเวลาของการตรวจ สอบ กระทรวงธรรมการจะเรียกค่าธรรมเนียมจากผู้สมัครสอบก็ได้ แต่อย่างสูงไม่เกินคนละ ๕ บาท"

ความคิดเห็นที่ 18

18 ต.ค. 2543 00:00
  1. ไม่ได้เข้ามา ๒ วัน ขอติดเรื่อง วังใหม่ กับคุณอินทาเนียไว้ก่อน ไม่มีข้อมูลข้างตัวเลย แบบว่าจะเตรียมย้ายบ้าน เลยขนหนังสือลงลัง ไปเก็บซะแล้ว แต่เข้าใจว่า วังใหม่ คงจะหมายถึง วังหลังนี้นั่นแหละ และขอแก้ข้อผิดของคุณหน่อย จุฬาฯ อยู่ในเขตปทุมวันครับ ไม่ใช่เขตพญาไท

ความคิดเห็นที่ 17

17 ต.ค. 2543 00:00
  1. วันหลังจะกลับไปช่วยพวกอินเดียนเขาพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการจุดกองไฟ... เป็น ใช้ลำเลเซอร์มหัศจรรย์ความความคลื่น 1300 นาโนเมตรแทน

ความคิดเห็นที่ 16

17 ต.ค. 2543 00:00
  1. เคยมีโอกาสไปร่วมดื่มน้ำโสมะ..เอ๊ย..น้ำอมฤตร่วมกับพวกอินเดียนอยู่ ๒ ครั้ง ตอนนั้น...ครั้งที่ผมอยู่ปี ๑ ถูกป้อนน้ำอมฤต (จนไม่ได้สติสมปฤดี) เขาก่อกองไฟที่สนามฟุตบอลเล็กๆหน้าโรงยิมปรีดา อีกครั้งหนึ่ง...ตอนนั้นเพื่อนๆอยู่ชั้นปี ๔ กันแล้ว ผมเป็นฝ่ายป้อนน้ำอมฤตให้น้องๆ เขาจัดกันที่ลานจอดรถติดกับตึกสิริภาจุฑาภรณ์ ครั้งนั้นไฮเทคมาก เขาจุดกองไฟโดยใช้สายชนวนไฟแล่น เดี๋ยวนี้คิดว่าน่าจะยังจัดตรงนี้อยู่ เพราะหลับตาจินตนาการดูแล้วรู้สึกจะเป็นพื้นที่กว้างแห่งเดียวในโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้ปลูกสิ่งก่อสร้าง

ความคิดเห็นที่ 15

17 ต.ค. 2543 00:00
  1. คุณอินทาเนียน่าจะทราบดีกว่าผม ว่าทำไมหมอจุฬาฯ ถึงได้เรียกตัวเองว่าอินเดียน และจัดงานอินเดียนแดงรับน้องใหม่ทุกปี เท่าที่ผม ซึ่งไม่ใช่หมอ (ไม่ได้มีแฟนเป็นหมอด้วย เพราะจีบไม่ติดอีกนั่นแหละ ... เฮ้อ-) ทราบ ตามประสาคนบุญไม่ถึง บุญส่งให้ไปถึงจุฬา แต่ส่งข้ามถนนอังรีดูนังต์ไม่ได้ หล่นปุ๊อยู่ตรงคณะรัฐศาสตร์นั่นเอง... นั้น ดูเหมือนการเล่นเป็นอินเดียนแดงในงานรื่นเริงรับน้องใหม่ของหมอจุฬาฯ จะมีมาหลายสิบปีแล้วครับ ตั้งแต่สมัยหนังฝรั่งโบราณเรื่องหนึ่ง เรื่อง Annie Get Your Gun เป็นหนังคาวบอย (หญิง) เข้ามาฉายในเมืองไทย นางเอก คือ Annie นั่นว่ากันว่ายิงปืนแม่นมาก คุณหมอรุ่นโน้น - จะสี่ห้าสิบปีได้แล้วมั้งครับ - ท่านไปดูหนังแล้วชอบใจ เอามาเล่นรับน้อง จนสืบมาเป็นธรรมเนียม เมื่อมีคาวบอยก็มีอินเดียนแดง มีการเล่นรอบกองไฟ (แต่หลังๆ คาวบอยหายไปนะ) มีการให้น้องใหม่ดื่มน้ำอมฤต firewater บางปีเล่ากันว่าพี่กรอกน้องจนเมา ต้องเอาไปนอนหอพักกันหลายคน ก็เคยได้ยินว่ามี มีปีหนึ่งหลายปีมาแล้ว มีเนื้อวัวย่างหรือวัวหัน (สมมติว่าเป็นแบบอินเดียนแดง) เฉือนให้น้องกินด้วย ผมจำได้เพราะเผอิญปีนั้นผมไปเป็นแขกของอินเดียนแดง ... เผ่าชอกี ... ทั้งหลายด้วยน่ะครับ เนื้อย่างอร่อยดีครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ทราบจะไปเล่นรอบกองไฟได้ที่ไหน จุฬาฯ ทั้งฝั่ง รพ. ฝั่งมหาวิทยาลัยมีแต่ตึกแน่นไปหมดแล้ว นอกเรื่องหอวังไปหน่อยครับ

ความคิดเห็นที่ 14

17 ต.ค. 2543 00:00
  1. น่านสิ อยากรู้เหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 12

16 ต.ค. 2543 00:00
  1. ป.ล. : รอฟังเรื่อง "วังใหม่" จากคุณลุงแก่อยู่ครับ :-)

ความคิดเห็นที่ 11

16 ต.ค. 2543 00:00
  1. เสริม : พวกที่เรียนหมอจุฬาฯเขาเรียกตัวเองว่า "อินเดียน" ... ทราบไหมครับว่ามีที่มาอย่างไร? *_^

ความคิดเห็นที่ 10

16 ต.ค. 2543 00:00
  1. กระแสหนึ่งที่ผมเคยได้ยินมาก็อย่างที่คุณลุงแก่ว่าไว้ครับ อีกกระแสหนึ่งก็บอกว่า "Intania" เป็นคำภาษาละตินแปลว่าวิศวกร แต่พอผมถามคนที่เรียนเอกภาษาละตินดู เขาก็บอกว่าไม่เคยได้ยินศัพท์คำนี้ แล้วผมได้เคยเปิดพจนานุกรมภาษาละติน (ภาษากรีก ภาษาเยอรมัน และก็ภาษาฝรั่งเศสด้วย) ก็ไม่พบคำนี้ แต่ที่แน่ ๆ ในบรรดาพวกวิศวกรแล้ว มีใช้ที่จุฬาฯเป็นแห่งแรกครับ

ความคิดเห็นที่ 9

16 ต.ค. 2543 00:00
  1. จุฬาฯ รุ่นคุณยายคนหนึ่งบอกผมว่า Intania มีที่มาจากพวกการเรียกพวก นักเดินเรือสมัยก่อน ที่เข้ามาในประเทศไทย ประเภทพวกช่างกลเรือน่ะ แล้วพวกทหารเรือไทยสมัยต้นๆ นำคำนี้มาใช้กัน แล้วก็นำมาใช้ในมหาวิทยาลัย ก็ที่ วิศวะ จุฬาฯ เป็นแห่งแรก

ความคิดเห็นที่ 8

15 ต.ค. 2543 00:00
  1. Pantip ช้าจัง สงสัยคนใช้เยอะ แหะๆ ลองคัดลอกมาให้อ่านตรงนี้เลยได้ไม๊ครับ

ความคิดเห็นที่ 7

15 ต.ค. 2543 00:00
  1. ขออนุญาตแถมกระทู้เรื่อง "สิริกิติ์" http://pantip.inet.co.th/cafe/library/topic/K706279.html#12 ด้วย

ความคิดเห็นที่ 6

15 ต.ค. 2543 00:00
  1. เพิ่งไปเขียนตอบกระทู้เรื่องคำว่า "นิสิต" ที่ PANTIP มาเมื่อกี้นี้... http://pantip.inet.co.th/cafe/library/topic/K708193.html#17

ความคิดเห็นที่ 5

15 ต.ค. 2543 00:00
  1. คำว่า "Intania" ไม่มีความหมายในเชิงภาษาครับ แต่เป็นคำที่พวกวิศวกรจุฬาฯสมัยก่อนคิดขึ้นมาใช้หมายถึง "Engineer(s)" ต่อมาก็มีสถาบันอื่นๆนำคำนี้ไปใช้ด้วยเหมือนกัน อย่างเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ... บางมหาวิทยาลัยก็ใช้ว่า "Entania" ครับ ผมชอบคำว่า "Intania" มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ระดับมัธยมปลาย เมื่อตอนสมัยที่ผมเรียนอยู่ระดับปริญญาตรีเลยใช้ "INTANIA" เป็นนามแฝงตอนเล่น IRC และก็เอามาใช้เป็น login name ของ Hotmail account ของผมในตอนนี้ด้วยครับ แต่ "อินทาเนีย" ที่ผมใช้อยู่นี้ ไม้ได้บ่งบอกว่าผมมาจากหรือสังกัดสถาบันไหนหรอกนะครับ แต่ใช้ในฐานะที่เป็น "intania" (engineer) คนหนึ่งเท่านั้นเองครับ :-)

ความคิดเห็นที่ 4

15 ต.ค. 2543 00:00
  1. คล้ายๆengineerมั้งผมว่า

ความคิดเห็นที่ 3

14 ต.ค. 2543 00:00
  1. เรื่องของแขวงวังใหม่ เคยพบอยู่แตไม่ได้ให้ตวามสนใจ แต่คราวนี้ต้องขอไปค้นก่อนครับ คำว่า นิสิต นั้น ผมก็ลอกมาจากระเบียบการที่กล่าวถึง ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป มันเป็นอนิจจังน่ะครับ ผมขอรบกวนคุณอินทาเนียหน่อย สงสัยอยู่เหมือนกันว่า "อินทาเนีย" แปลว่าอะไร มีที่มาจากไหน และทำไม"ต้องไว้ลายอินทาเนีย" ?

ความคิดเห็นที่ 2

14 ต.ค. 2543 00:00
  1. รูปหอวัง (วังของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ) ซึ่งต่อมาใช้เป็นตึกคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ( ภาพจาก http://www.sc.chula.ac.th/thai/about/history )[[13742]]

ความคิดเห็นที่ 1

14 ต.ค. 2543 00:00
  1. - มีอีกคำหนึ่งที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนคือ "แขวงวังใหม่" ผมเห็นคำนี้ตอนที่รุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ที่จุฬาฯตอนนี้คนหนึ่ง ส่งบทความทางวิชาการที่เขาเขียนมาให้ผมอ่านเมื่อเร็วๆนี้ เขาเขียนที่อยู่ว่า "...จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แขวงวังใหม่ พญาไท กรุงเทพ 10330" ... ผมเคยเรียนอยู่แถวๆนั้นอยู่หลายปี ก็ไม่เคยใส่ว่า"แขวงวังใหม่"ตอนเขียนที่อยู่ของสถาบันเลย และก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยว่าแถวนั้นเข้าเรียก"แขวงวังใหม่" เพิ่งจะได้ยินครั้งนั้นเป็นครั้งแรกนี่แหละครับ... ทำไมจึงเรียกแถวนั้นว่า "วังใหม่" ครับ? - พูดถึงคำว่า "นิสิต" ...แล้วคุณลุงแก่ยกประโยคจากราชกิจจานุเบกษาส่วนนั้นมา ประโยคนั้นผมเข้าใจว่าหมายความว่า ผู้ที่จะเป็นนิสิตได้นั้นต้องเป็นผู้ที่สอบได้ประโยคมัธยมบริบูรณ์ ฯลฯ อันนี้เป็นเพียงคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนิสิตได้ในทางกฎระเบียบ เหมือนกับมีกฎเกณฑ์ว่าผู้ที่จะมีสิทธิ์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ต้องเป็นผู้ที่ ๑. อายุไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ ฯลฯ (matriculate = รับเข้าเป็นนักศึกษา, รับเข้าสมาคม) แต่ประโยคนั้นไม่ได้เป็นการนิยามคำว่า "นิสิต" และก็ไม่ได้บ่งถึงความแตกต่างระหว่างคำว่านิสิตกับคำว่านักศึกษาในแง่ต่างๆอื่นๆนะครับ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น