วิชาการดอทคอม ptt logo

เมื่อริจะเป็นนักกลอนอย่านอนเปล่า

โพสต์เมื่อ: 06:04 วันที่ 3 มี.ค. 2549         ชมแล้ว: 27,613 ตอบแล้ว: 360
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
เกิดเป็นชายอย่าหยามชายให้ขายหน้า
ต้องรักษาศักดิ์ชายไว้ลายเสือ
ต้องชัดเจนโปร่งใสใช่คลุมเครือ
ชายชาติเสือต้องรู้รักศักดิืศรีชาย
เป็นยอดชายต้องใฝ่ในความสัตย์
ต้องเคร่งครัดในวจีเป็นที่หมาย
ต้องรักษาวาจาของยอดชาย
พูดคำไหนเป็นคำนั้นนั่นแหละชาย
เกิดเป็นชายใช่ตะแบงแทงด้วยลิ้น
เที่ยวหยามหมิ่นเหยียดชายให้เสียหาย
ชาติไหนไหนไม่ควรเกิดเป็นชาย
ถึงคราตายตกนรกอเวจี
ชายเหนือชายต้องเชิดชายให้มีชื่อ
ให้ระบือชื่อชายไว้ศักดิ์ศรี
ชายต้องอุดหนุนชายให้ได้ดี
ชายเช่นนี้ที่เห็นกันนั่นแหละชาย


จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง





จำนวน 357 ความเห็น, หน้าที่ | -1- 2| 3| 4|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 3 มี.ค. 2549 (09:57)
หัวข้อกระทู้ตั้งใจจะสื่ออะไรคะ เห็นหัวกับไส้ไม่สามัคคีกัน
Nuchana
ร่วมแบ่งปัน1108 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 3 มี.ค. 2549 (10:32)
เป็นนักกลอนก็ต้องแต่งกลอนซีจ๊้ะ แต่งกลอนมาแบ่งกันอ่านไม่จำกัดเนื้อหาขอให้เป็นกลอน

ก็เป็นอันใช้ได้แล้ว คงพอเข้าใจ นะคะ
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 มี.ค. 2549 (10:49)
เกิดเป็นคนเพศใดอะไรแน่

เป็นชายจริงหญิงแท้น่าสรรเสริญ

บางเพลาเยินยอชายมากเหลือเกิน

พอเพลิดเพลินออกแต๋ว..อ้าว... แล้วกัน
Nuchana
ร่วมแบ่งปัน1108 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 3 มี.ค. 2549 (13:29)
พี่เป็นชายชาติเชื้อเนื้อทองแท้

ห่วงก็แต่กานดาน่าสงสัย

ดี้หรือทอมจอมนางกลางดวงใจ

วานขานไขให้รู้รอบช่วยตอบที
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 3 มี.ค. 2549 (14:29)
อันที่จริงตุ๊ดหรือไม่ไม่ใช่เรื่อง

ที่ต้องเปลืองหัวคิดพินิจถึง

ลักเพศเพี้ยนพิศคิดคะนึง

ครูบาพึงเป็นแบบอย่างเยาวชน

****************

คุณจิตแผ้ว

ช่วงเดือน ธ.ค. 48 ขณะที่บอร์ดเรือนไทยกำลังไล่ตัวป่วน ที่เป็นชายแต่ปลอมเป็นหญิงเข้ามาก่อกวน

ซึ่งเราเรียกเขาว่าพ่อ "จิตป่วย" จู่ๆก็มีสมาชิกใหม่เอี่ยม ใช้นามว่า "จิตแผ้ว" ตรงรี่เข้าไปที่บอร์ด

แสดงความยินดีปริญญาดุษฎีบัณฑิต อาจารย์เทาชมพู และเขียนกลอนให้ท่าน

อีกประเดี๋ยวอาจารย์เขียนใน ค.ห. 60 ว่า



ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60

ดิฉันขอลบกลอนของสมาชิกใหม่ ที่เข้ามาโพสต์ในกระทู้นี้

เพราะเห็นว่ามีนัยกระแหนะกระแหนมากกว่าแสดงความยินดี

โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

วันที่ 17 ธ.ค. 2548 - 09:03:06
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=19&Pid=41236

**************

ด้วยเหตุนี้ กระทู้หรือโพสต์ที่มาแหวกแนวกว่าปกติ จึงถูกจับตามองค่ะ
Nuchana
ร่วมแบ่งปัน1108 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 มี.ค. 2549 (17:37)
กลอนบทนั้นจำคำตรงๆไม่ได้ค่ะ

แต่มีความหมายว่า ค่าของครูไม่ได้อยู่ที่มีเงินทองมาก

มีเกียรติยศศักดิ์ศรีสูง หรือว่ามีปริญญาเอกโทตรี

แต่ว่าอยู่ที่หมั่นทำความดี......ฟังแล้ว เสียดสีถากถาง



เป็นสมาชิกใหม่เอี่ยมเพิ่งโพสต์กระทู้แรก ตรงรี่มาที่กระทู้เฉพาะกิจ

แล้วแสดงความยินดีด้วยนัยเหน็บแนมด่าว่ามากกว่าชม



คนอื่นเขาแสดงความยินดีที่ท่านอาจารย์เทาชมพูได้ปริญญา

"จิตแผ้ว" เกิดบอกว่าปริญญามันไม่ได้พิสูจน์ค่าของครู

มันคนละเรื่องกันไหมคะ จะเรียกว่ายินดีด้วยได้ยังไง



หลังจากลบแล้ว อาจารย์บอกสาเหตุว่าทำไมจึงลบ

"จิตแผ้ว" ก็หายไปเลยจากเรือนไทย นับแต่วันที่ 17 ธ.ค. 48

โผล่มาอีกที ก็มาคะคะ ขาขา ดังที่เห็นข้างบนนั่นแหละค่ะ
Nuchana
ร่วมแบ่งปัน1108 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 3 มี.ค. 2549 (21:01)
ว่าจะเข้ามาเขียนกลอนมั่ง ดันกลายเป็นโขนตอนยกรบไป



ลาดีกว่า




สู่ฝัน
ร่วมแบ่งปัน8 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 3 มี.ค. 2549 (21:50)
คุณจิตแผ้วเปิดกระทู้ จะมิกล่าวนำอะไรซักหน่อยหรือ

ยกเอากลอนมาเป็นดุ้นๆแบบนี้ ใครจะเห็นดีเห็นงามด้วยคงน้อยนัก

อยากเปิดกระทู้จะมีความหมายนัยตรง นัยประแอบแฝงอะไรก็เล่ามาเถิด









ขอบพระคุณ
ติบอ
ร่วมแบ่งปัน962 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 4 มี.ค. 2549 (09:44)
ชี้แจงให้ทราบ

คุณ Nuchana ผมเป็นครูบ้านนอกสอนวิชาภาษาอังกฤษมา21ปี แต่ก็ยังรักความเป็นไทยสนใจเรื่องกาพท์กลอนอยู่พอสมควรผมมักจะพก

สมุดโน้ตเล่มเล็กๆติดกระเป๋าเสมอไว้คอยจดบทกลอน วลี ประโยคที่มี

ความหมายมีความไพเราะ บางชิ้นเอาไว้เตือนใจตนเอง อย่างเช่น บทกลอนที่เกี่ยวกับครู ของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์และบทที่ส่งไปแสดงความยินดีกับ คุณเทาชมพู ซึ่งบทกลอน2บทนี้ถ้าอ่านอย่างผิวเผินก็จะมีความรู้สึกว่าเป็นการกระแนะ

กระแหน ประชดประเทียด การที่ครูผู้ชายหรือผู้ชายโดยทั่วไปใช้สรรพนามแทนตนเวลาพูดกับผู้หญิง

ว่า เข้าใจไหมคะ มิได้หมายความว่า เพศชายตนนั้นมันจะเป็นตุ๊ดหรือแต๋วอย่างที่คูณเข้าใจ

ผมเพิ่งเป็นสมาชิกใหม่ ของ วิชาการ.คอมแต่ติดตามอ่านมาเป็นปีเท่ากับเวลาที่ซื้อคอม. และพอจะ

เริ่มเข้าใจเรื่องอินเตอร์เน็ต ผมสมัครสมาชิกโดยใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง ที่ทำงานจริง เป็นสถานที่ราชการ เป็นโรงเรียนผมบริสุทธิ์ใจ นามแฝง จิตแผ้ว ตัดทอนมาจาก ผ่องแผ้ว

ไม่ใช่ จิตป่วน หรือจิตป่วย อะไรของใคร นามแฝงที่น่าจะเป็นหญิงแต่เขาก็ชายน่าจะเป็น ศรีปิงเวียง จากเชียงใหม่ ต้องกราบขออภัยที่พาดพิง ปิงคือแม่น้ำ้ เวียงคือเมือง

และเชียงใหม่คือบ้านแห่งที่2ของผม ผมเรียนวิทยาลัยครูที่นั่นสมัย

ท่านอธิการ บุญจันทร์ วงศ์รักมิตร

การสอนหนังสือเด็กต่างจังหวัดเหนื่อยหน่อยนะคุณ จึงไม่ค่อยมีเวลา

มาโพสมาแพสอะไรแต่ก็พยายามอยู่ส่วนมากจะไปที่ หัวข้อครูอาจารย์ครับไม่ได้หายไปไหนและผมไม่รู้เลยว่ามีการลบการเพิ่ม

ข้อความพูดไปก็เหมือนดัดจริตผมเพิ่งพอเป็นขณะนี้ที่พิมพ์นี้ก็ต้องจิ้มเอากว่าจะได้

แต่ละตัวบางทียังไม่เสร็จเน็ตหมดเวลาต้องเสียเงินเพิ่มจาก3เป็น6บาท

ผมเพิ่งร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์มาได้ไม่ถึง50ครั้งหวังอยากได้มีโอกาส

พานพบกัลยาณมิตรเหมือนอย่างใครอื่นบ้างเพราะเว็ปนี้ชื่อก็บอกว่า วิชาการ เป็นที่รวมพลคน บัณฑิต "ขุนเขาไม่สะเทือนเพราะแรงลมฉันใด บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาหรือสรรเสริญฉันนั้น"

ถ้าไม่ให้โอกาสกันหรือเห็นว่าคนบ้านนอกอย่างข้า (ชื่อนี้ได้มาจากชื่อหนังสือนวนิยายของคุณนิเวศน์ กันไทยราษฎร์)

มีคุณสมบัติไม่เพียงพอกรุณาลบชื่อออกจากการเป็นสมาชิกโดยพลัน

โลกนี้มิอยู่ด้วย มณีเดียวนา

ทรายและสิ่งอื่นมี สว่นสร้าง

ปวงธาตุต่ำกลางดี ดุลยภาพ

ภาคจักรวาลมิร้าง เพราะน้ำ แรงไหน



ภพนี้มิใช่หล้า หงส์ทอง เดียวเลย

กาก็เจ้าของครอง ชีพด้วย

เมาสมมติจองหอง หีนชาติ

น้ำมิตรแล้งโลกม้วย หมดสิ้น สุขศานติ์

(โลก อังคาร กัลยาณพงศ์)

สงสัยต้องโดนลบอีก

คุณ ติบอ

ขอบคุณหลาย ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เปิดกระทู้ผมเข้าอ่านของท่านก่อนแต่เห็นบอกว่า

ปิดกระทู้ตอนแรกว่าจะแจมด้วยแต่เพราะยังใหม่ไม่รู้จักใครสักคน

เห็นโต้ตอบกันด้วยบทกลอนดีครับจะได้ลับสมองและรักษาสมบัติชาติ

แต่รู้สึกว่าจะอยู่ในวงจำกัด

"FORGIVENESS IS THE KEY THAT UNLOCKS THE DOOR OF

RESENTMENT AND THE HANDCUFFS OF HATE.IT IS A POWER

THAT BREAKS THE CHAINS OF BITTERNESS AND THE SHACKLES OF SELFISHNESS.คัดลอกมาจากที่ไหนสักแห่งครับกระทู้ผมไม่มีันัยใดๆใครอยากเขียนกลอนก็ขอเชิญชวนด้วยมตรไมตรี

กราบเรียน คุณเทาชมพู

ผมไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวแต่มนุษย์คนหนึ่งใช้ความสามารถแห่งตน

สร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ยอมรับของสังคมจนได้ระดับขั้นมาสเตอร์ดีกรีย่อม

เป็นที่ชื่นชมหากบทกลอนเจ้าปัญหานั้นทำให้ท่านและหลายๆท่านรู้สึกขุ่นมัวผมต้อง

กราบขอขมามันคงไม่ถูกกาลเทศประมาณนั้น ผมคงไม่บังอาจส่งให้ใครอีกขอเก็บไว้เตือนสติตนเองดีกว่า

ผมไม่มีเจตนาเข้ามาป่วนกวนใคร และไม่มีประโยชน์ที่จะมาวิวาทะกัน

ให้สิ้นเปลืองทรัพยากรหากมีข้อแนะนำเป็นการส่วนตัวเรียนเชิญที่

jormkhon@yahoo.com

ขอขอบพระคุณที่ให้การเอื้อเฟื้อ
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 4 มี.ค. 2549 (10:52)
ท่าทางคุณจิตแผ้วจะเป็นคนอารมณ์ร้อน ดิฉันจะไม่ชี้แจงอะไรละค่ะ จะกลายเป็นการเถียงกันไปในเรื่องไร้สาระ

อะไรต่อมิอะไรที่ยกมานั้น เป็นคำคมที่ดีแต่ว่าใช้ในสถานการณ์ที่ผู้รับ(คือดิฉัน)รู้สึกว่าแสลงหู แต่ก็มองในแง่ดีว่าคนอาชีพครูก็มักจะติดความเคยชินที่ชอบอบรมว่ากล่าวคนอื่นๆ ไม่คิดว่าเป็นยาขมหรือว่ายาหวาน ไม่เลือกว่าป้อนเข้าไปดีๆ หรือจับกรอกปากให้สำลัก



ก็ขอให้คุณถือว่าคุณมีเจตนาดีก็แล้วกัน ถ้าดิฉันรับไม่ได้หรืออ่านแล้วยังไม่รู้สึกดีขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดิฉันจะหาทางออกให้ตัวเองเอาเอง

ไม่มีใครจะไปลบสมาชิกภาพของคุณ คุณจะเข้ามาตอบในเรือนไทยได้ตราบใดที่ไม่ผิดกฎกติกามารยาทของเว็บ

ใครอยากจะต่อกลอนกับคุณก็ทำได้ตามสบาย ไม่มีใครห้าม



สุดท้ายนี้ ดิฉันไม่ได้มาสเตอร์ดีกรีค่ะ แต่ได้อะไรก็ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ เพียงแต่ขอแก้ให้ถูกเท่านั้น้
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 4 มี.ค. 2549 (12:22)
คุณจิตแผ้ว

คัดข้างล่างมาให้ดูค่ะ เอาเป็นว่าขณะที่เรากำลังไล่กวดขโจรอยู่ คุณบังเอิญก้าวเข้ามาในเรือนไทย

จึงเจอ "friendly fires" เฉียดๆเท่านั้น เราก็ไม่ได้ตามไปราวีตีรวนกับคุณที่ไหน

แค่จับขึ้น "watch list" เท่านั้น ดูวันที่แล้วจะทราบว่ามันประจวบกันพอดีค่ะ



โลกในเน็ตเป็นโลกแห่งไร้หน้าไร้ตัว คงมี casualties เกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจในอีกหลายกรณี

******

หรือประจานให้ผู้ร่วมงานรู้ว่าเพื่อนเขาเป็นคนจิตป่วย จะได้ช่วยกันดึงๆ อย่าให้มาเพ่นพ่านเกเรในสังคม

โดย: Nuchan [IP: hidden]

วันที่ 14 ธ.ค. 2548 - 08:19:19
Nuchana
ร่วมแบ่งปัน1108 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 4 มี.ค. 2549 (13:07)
ต้องขอขอบคุณคุณจิตแผ้วด้วย ที่ได้ออกมาชี้แจงแถลงไขเรื่องกระทู้นี้ที่คุณเปิดมา

และทำให้ผมแอบดีใจอยู่เล็กๆ ที่กระทู้ของผมได้เป็นแรงบันดาลใจให้คุณมาเปิดกระทู้นี้ขึ้น



ส่วนเรื่องที่แล้วไปแล้ว ผมอยากขออนุญาตขอคุณ ว่าให้คุณถือซะว่าเป็นเรื่องการเข้าใจผิดเถิดนะครับ

โลกที่เห็นหน้าเห็นตัว พูดคุยกันได้ยินเสียงเห็นสีหน้า เรื่องเข้าใจผิดยังมีกันมากมาย

แล้วโลกที่พิมพ์ข้อความกันผ่านตัวอักษร เสียงก็ไม่ได้ยิน สีหน้าก็ไม่เห็น จะไม่เข้าใจผิดกันง่ายกว่าหรือ







ขอบพระคุณครับ
ติบอ
ร่วมแบ่งปัน962 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 4 มี.ค. 2549 (15:15)
ค.ห. ที่ 12

.....ให้คุณถือซะว่าเป็นเรื่องการเข้าใจผิดเถิดนะครับ



มันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด เพราะเราไม่ได้กล่าวหาใครผิดๆ

เราสงสัยใคร เราก็เก็บคนนั้นให้อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง "watch list" อย่างเงียบสงบของเรา



กลอนบทนั้นดิฉันอ่าน ก็จี๊ดขึ้นหัวว่าเขียนมาได้อย่างไรเนี่ย

กลับไปมองอีกที อ้าว...อาจารย์ลบไปแล้ว ดิฉันต่อว่าอาจารย์เล็กน้อยว่า แหม..อาจารย์ไม่น่ารีบลบเลย



มันเป็นเรื่องที่ผู้รับกลอน รู้สึกว่าแสลงหูเพราะกลอนออกทางกระเเหนะกระแหนจริงๆ
Nuchana
ร่วมแบ่งปัน1108 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 4 มี.ค. 2549 (23:03)
ใครลืม ลืมใคร ใจรู้

ใครอยู่ ใครไป ใจเห็น

ใครสุข ใครเศร้า เช้าเย็น

ใจเป็น ที่แจ้ง แห่งเรา

ใครชอบ ใครชัง ช่างเถิด

ใครเชิด ใครชู ช่างเขา

ใครเบื่อ ใครบ่น ทนเอา

ใจเรา ร่มเย็น เป็นพอ

ชาญ สิโรรส
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 5 มี.ค. 2549 (21:55)
สื่อถึง?
ต้นกล้าเป็นspy
ร่วมแบ่งปัน191 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 5 มี.ค. 2549 (22:26)
จิตเราร่มเย็นจริงหรือ .... จิตถือคือมั่นพลันขอ

จิตชวนป่วนจิตคิดคลอ ...จิตจ้อเจ๊าะแจ๊ะแคะคำ

ใครชวนใครชี้เชิงกลอน.. ใครอ้อนใครสอนค่อนขำ

ใครชี้ใครเชิญเพลินคำ.... ใครจำไม่ได้ใครเป็น
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 5 มี.ค. 2549 (22:32)
ผ่านมาอ่านครับ

ช่วงนี้คิดกลอนไม่ค่อยได้ครับ

สงสัยต้องกลับไปฝึกเพิ่ม อิอิ
เนยสด
ร่วมแบ่งปัน1976 ครั้ง - ดาว 2 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 5 มี.ค. 2549 (22:56)
ริจะเป้นนักกลอน อย่านอนเล่น

คอยหลบเร้นอ่านกระทู้ดูภาษา

โปรดตอบถ้อยกล่าววจีมีวาจา

ใช้ภาษาแต่งคำลำนำกลอน



ริจะเป็นนักกลอนอย่านอนนิ่ง

มัวประวิงนิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อน

จะมีหรือครูไหนให้มาสอน

คงขาดตอนทั้งคำกลอนทั้งคำความ









นึกไม่ออกแล้วครับ คืนนี้หมดเวลาแล้ว สงสัยต้องขอลาไปก่อนล่ะครับ
ติบอ
ร่วมแบ่งปัน962 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 6 มี.ค. 2549 (19:20)
..... รักจะเขียนเพียรเข็นเป็นคำกลอน ........ ความมาก่อนในใจให้เฉลย

เรียบเรียงถ้อยร้อยความคิดอภิเปรย ........... เป็นคำเอ่ยวาจาที่น่าฟัง

แล้วเฟ้นคำสัมผัสจัดเสียใหม่ .................... ขยับใช้ไวยพจน์กฎที่หวัง

สัมผัสนอกสัมผัสในให้ระวัง ......................ส่งเสียงดังกังวานขานขับไป

อ่านกลอนเก่าคำกวีที่ไพเราะ ......................ฟังเสนาะสำเนียงเสียงขานไข

แล้วพากเพียรร่ำเรียนเลียนแบบไป ............. จินตนาการเติมให้เป็นของเรา

อารมณ์โกรธอารมณ์กลุ้มอารมณ์รัก............ ยามอกหักผลักให้ใจหงอยเหงา

จงบรรเลงเพลงกลอนค่อนขัดเกลา ............. จะบรรเทาเพลาลงปลงในกลอน
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 21 มี.ค. 2549 (09:44)
ขอบพระคุณที่หนุนสร้างทางความคิด

ช่วยลิขิตแบบอย่างทางแห่งฝัน

เติมแรงไฟให้เห็นเป็นสำคัญ

ครูนิรันดร์แนะแนวทางสร้างนักกลอน
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 21 มี.ค. 2549 (20:14)
บรรจงจดท่วงถ้อยทั้งรอยลักษณ์

ตรึงตระหนักในคำที่พร่ำสอน

แล้วเรียงร้อยถ้อยพจน์เป็นบทกลอน

ให้อักษรร่ายรำตามคำครู
ศนิ
ร่วมแบ่งปัน179 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 23 มี.ค. 2549 (15:20)


... กวี ก่น . เกลา กล กลอน . เกื้อ กูล กล่อม

ข้าฯ ขอ ค้อม . ขาน ขบ ความ . คำ ครู เขียน

งาน ง่าย งาม . ตาม เงา ครู . " รู้ และ เพียร "

จวบ จน เจียน . จิต จบ จุล . จัก จด จำ ...



... ขอบพระคุณ อาจารย์นิรันดร์ รวมทั้ง อาจารย์ และผู้ชี้แนะทุกท่านครับ
29628

หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 23 มี.ค. 2549 (17:31)
คุณหมูน้อยครับ ผมติดใจรูป ละอ่อนน้อย ในความเห็นที่ 22 ครับ

ละอ่อนน่อยน่าฮักแต๊หลาย เป๋นลูกไผใคร่ฮู้แต๊นอ ไหว้สางาม ๆ แต๊เน่ออีพ่อ มารยาทนั้นนอสำคัญแต๊นา

ป.ล. ช่วงนี้ยังงนึกฉันทลักษณ์ไม่ออกครับ ขอชมสาวน้อยก็แล้วกันครับ

จะคอยดูครับ ว่าคุณหมูน้อยจะปั่นกระทู้พอ ๆ กับ อ.นิรันดร์หรือเปล่าครับ
ศรีปิงเวียง
ร่วมแบ่งปัน1209 ครั้ง - ดาว 142 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 23 มี.ค. 2549 (18:11)
.." งาม ใด ใด ห่อน สู้ ......... งาม ใจ

งาม อื่น หมื่น พัน ใด .......... ไป่ สู้

งาม รูป อาจ แปร ไป .......... เป็น อื่น

งาม จิต มารยาท รู้ .............. เพริด พริ้ง สถาพร "



" ละอ่อนดี มีมารยาท งดงาม ไปตี๋ไหน ไผ๋ เปิ้นก็ชื่นชม ไปเถิง ป๋อ เถิงแม่ ลูกเต้าเหล่าไผ๋ ก็มีคนอยากฮู้ เถิงเจี้อ เถิงจาด ขนาดคุณศรีฯ พอได้หัน ก็ยังถามเถิง

เป็นป๋อเป็นแม่ ก็ จื่นอ๊ก จื่นใจ๋ "



คงยากครับที่จะตามอาจารย์ท่านทัน (โดยปกติก็แค่ได้อยากเดินตาม ไม่ค่อยอยากวิ่งแข่งกับใครเขา) ผมแอบอยู่ในกะลาเฝ้าฟังเรื่องดีๆจากบนเรือน อยู่ใต้ถุนเรือนมาก็นาน พอดู

แต่ไม่ค่อยได้แหลมหน้ามา ออกมาเสวนากับใครเขาหรอกครับ อายความรู้ตน..

นานๆจะออกมา สูดอากาศ เย็นๆสักที เครื่องบินก็เลยยัง บินได้ไม่พ้นใต้ถุนเรือน แต่ก็พอใจ จะให้เป็นเช่นนี้ครับ

ขอบคุณที่อุตส่าห์ก้มลงมาทักทาย จากยอดเขาครับ คุณศรีฯ ต้องขอตัวมุดกลับในกะลาก่อนล่ะครับ สรีสวัสสดีครับ.
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 24 มี.ค. 2549 (07:50)
ขอยกสิบนิ้ว ก๋างกิ้วเกศา น้อมนบวันทา ครูบาท่านไท้ ครูสอนแต่น้อย

จวบจนเติบใหญ่ กึดเติง เมื่อใด น้ำ้ต๋าไหลย้อย สำนึกบุญคุณ ครูสอน

จ้อย จ้อย ฮื้อละอ่อนน้อย นั้นเป๋นคนดี เมื่อก่อนเกยโขด ตี้ครูบุบตี๋ มาในวันนี้ กราบลงแทบเท้า ฮุ้ว่าครูฮัก จ้าดนักแต้เล่า ขอครูของเฮา

โปรดจงอภัย อายุยืนยาวเต้า อสงไขย พลานามัยสมบูรณ์ทั่วหน้า เน้อ
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 24 มี.ค. 2549 (15:34)
คุณหมูน้อยครับ ไม่ต้องนั่งมุดกะลาใต้ถุนบ้านก็ได้ครับ

ลุกขึ้นมาแอบที่ชานเรือนเอา จะได้สบาย ๆ ไม่ต้องคลุกฝุ่นครับ

ป.ล. ไว้คราวหลัง ผมจะแวะมาใหม่ครับ ตอนนี้หมดมุกแต่งกลอนครับ
ศรีปิงเวียง
ร่วมแบ่งปัน1209 ครั้ง - ดาว 142 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 27 มี.ค. 2549 (06:49)
เสืยงหมาหอนเกรียวกราวทั่วราวป่า

เดือนลับลาดาวร่วงหล่นทนขื่นขม

โอ้อกเอ๋ยทำไมหนามาระทม

แสนโศกตรมบ่มเศร้าเคล้าน้ำตา

คืนวันนี้ไม่มีเื่พื่อนเหมือนวันนั้น

วันที่เราร่วมกันสุขหรรษา

ฟื้นความหลังฟังเรื่องเล่าเก่าก่อนมา

ชื่นอุราพากันชวนม่วนร้องเพลง

กีต้าร์เก่าเกาบทเพลงบรรเลงเสนาะ

ร่วมตีเกราะเคาะกาละมังดังโฉงเฉง

คืนนี้ใยจึงเหงาเงียบเชียบวังเวง

คนกันเองมาลาไกลไป กทม.

โอ้เพื่อนเอ๋ยเพื่อนยามาพลัดพลาก

อำลาจากเพื่อนไปเป็น สส.

อีกไม่นานคงได้เป็น รมต.

ปล่อยคนรอเป็นชาวนาตาดำๆ

เสียงหมาหอนบนราวไพรในวันนั้น

คนโจษจรรย์ทั่วพาราดูน่าขำ

แบงค์ แดง เขียว เทา ม่วง ร่วงเป็นกำ

เพื่อนเราทำหยามค่าประชาชน
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 27 มี.ค. 2549 (09:49)
แก้ไขข้อผิดพลาดจาก พลัดพลาก ใน ความเห็น ที่ 27 เป็น

พลัดพราก
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 30 มี.ค. 2549 (02:57)


29629
เมื่อริเป็นนักกลอนอย่านอนเปล่า

กลอนกานต์กล่าวไหวหวานงานฝึกฝน

นิราศร่ำลำนำร้อยค่อยฝึกตน

กล่อมกมลดลสันดานงานกวีฯ



เมื่อริเป็นนักกลอนอย่าอ่อนหัด

เชิงต้องจัดจ้านเจ็บเหน็บลิ่นปี่

คารมร้ายย้ายโยกโขกราวี

ย้อนต่อตีศอกอักษรกลอนนักเลงฯ



เมื่อริเป็นนักกลอนต้องนอนฝัน

ให้รางวัลอารมณ์บ่มพิศเพ่ง

พิศวาส บาดจิต นิมิตเอง

ละเลงจินต์กวีคลี่โลกงามฯ



เมื่อริเป็นนักกลอนต้องร้อนรัก

คือแรงผลักผลิตคิดวาบหวาม

พลังรักผลิดอกงอกลุกลาม

ลือถึงสามโลกสิ้น....จิตนาการฯ

นิรนารี
ร่วมแบ่งปัน43 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 30 มี.ค. 2549 (02:58)
เมื่อริเป็นนักกลอนต้องร้อนรัก

คือแรงผลักผลิตคิดวาบหวาม

พลังรักผลิดอกงอกลุกลาม

ลือถึงสามโลกสิ้น....จินตนาการฯ
นิรนารี
ร่วมแบ่งปัน43 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 31 มี.ค. 2549 (16:51)
...............มิได้คิดจิตจินต์ถวิลกลอน

...............แต่ใช้ผ่อนสติดำริได้

...............เวลาเศร้าเหงาใจไม่สบาย

...............เขียนกลอนลงสาธยายเป็นลายมือ

เวลารักมักพร่ำคำกลอนบอก

พูดไม่ออกก็ไขเป็นลายสือ

เมี้ยนกระมิดปิดซองแล้วร้องอือ

ให้เธอถือไปอ่านที่บ้านเอง

...............เวลาแค้นแค่นโกรธถึงโคตรเง่า

...............เขียนด่าเขาเว้าเป็นกลอนผ่อนข่มเหง

...............เกลียดเท่าใดใช้กลอนช่วยบรรเลง

...............ไม่กระเตงทิ้งลงถังผงไป
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 31 มี.ค. 2549 (17:44)
เขียนขีดกรีดกวนสำนวนสะบัด

ข้องขัดจริงหนอไม่พอขยาย

ความคิดไปก่อนกำจรกระจาย

แต่ลายกลอนอ่อนด้อยร้อยไม่ทันใจเลย
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 2 เม.ย. 2549 (07:39)
ชอบกลอนในตวามเห็นที่24ค่ะ เพราะดี กลอนท่านอื่นๆก็เพราะ

นะคะฝีมือทั้งนั้น ลิตเติ้ลก็ชอบแต่งกลอนค่ะ แต่ยังอ่อนหัด



อยากทำใจให้เย็นเฉกเช่นดังสายน้ำ

ดูชุ่มฉ่ำเวลาใครผ่านเข้ามาพบเห็น

อยู่ใกล้ด้วยแล้วให้ความรู้สึกเย็น

ฤาจะเป็นฝนพรำเวลาเธอร้อนใจ
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 3 เม.ย. 2549 (14:22)
เกรงว่า คห.ที่24 จะเรียกว่า โคลงสี่สุภาพ ครับผมคุณลิตเติ้ล

กลอนเพราะดีครับ เข้าใจใช้คำ แต่ถ้าทำเป็นกลอนแปดจะมี ทำนองไพเราะกว่า (ผมก็พูดไปอย่างงั้นแหละ เรื่องนี้ต้องให้อาจารย์นิรันดร์ท่านช่วยแนะครับ)
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 3 เม.ย. 2549 (14:29)
ลืมไป !!เราไปร่วมสนุกกันที่นี่กันดีไม๊ครับ คุณลิตเติ้ล


http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=19&Pid=49143
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 5 เม.ย. 2549 (06:46)
ดาวเดือนดับลับหายจากปลายฟ้า

มีเวลาหวนคืนผืนฟ้าใหม่

สาดแสงส่องผ่องเวหาอ่าอำไพ

ชีพดับไปหายลับไม่กลับคืน

เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

กรรมบันดาลนำพายากฝ่าฝืน

ถึงเจ็บปวดชอกช้ำต้องกล้ำกลืน

สู้ทนฝืนรับหน้าชะตากรรม

แต่นี้ไปใจเอยขอให้คิด

แม้เพียงนิดสิ่งชั่วช้าอย่าถลำ

คบคนชั่วมั่วอบายอย่าได้ทำ

เจ็บต้องจำย้ำให้นึกจงตรึกตรอง

โลกใบใหม่ต้องสดใสกว่าใบเก่า

ลืมเรื่องเศร้าโสกสลดรันทดหมอง

เคยบาดเจ็บเจียนบ้าน้ำตานอง

จงปรองดองครองรักมั่นนิรันดร์เทอญ
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 9 เม.ย. 2549 (21:19)
แก้ไข โสกสลด เป็น โศกสลด แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่ามีร เรือ เป็น โศรกหรือเปล่าที่ถูกต้อง ถ้าย้อนอดีตได้ สิ่งหนึ่งที่จะต้องฝึกฝนแน่ๆคือ พิมพ์สัมผัส
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 21 เม.ย. 2549 (23:06)
บางคืนเหงาเศร้าใจใครจะรู้

ยืนหยัดสู้ยิ้มละไมเมื่อใครเห็น

ความเป็นจริงเจ็บข้างในใจลำเค็ญ

กรรมหรือเวรจึงประสบพานพบกัน

ยามแรกรักน้ำต้มผักชมว่าหวาน

อยู่กันนานแม้น้ำตาลก็พาลขม

ไม่คาดคิดชีวิตจะเศร้าตรม

สิ่งโสมมเกิดจากใจใครบางคน
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 22 เม.ย. 2549 (10:27)
แม้มิมีผู้ใดใครจะรู้

ใจดนูรู้ใจใครไม่เห็น

ถึงเจ็บบ้างข้างในใช่ลำเค็ญ

ใช่ใครเกณฑ์กวนให้ใจรำพึง

เมื่อแรกรักมักชมคมเนตรหวาน

ครารำคาญตาหวานพาลถมึง

ทั้งวาจากิริยาพาบึ้งตึง

ปานประหนึ่งนางมารร้ายมาใกล้กัน
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 24 เม.ย. 2549 (06:01)
ควรถนอมน้ำใจกันไว้บ้าง

เพื่อสรรค์สร้างชีวาพาสุขสรรต์

มอบความรักเติมน้ำใจให้แก่กัน

ชั่วนิรันดร์รักคงอยู่มิรู้คลาย

จงใคร่ครวญหวลคิดถึงวันวาร

สัญญากันรักชั่วฟ้าดินสลาย

เหตุใดหนอดวงสุดามากลับกลาย

มิทันไรเธอบั่นรักหักแหลกราญ
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 24 เม.ย. 2549 (07:50)
สวัสดีค่ะ มาแอบแต่งกลอนรักกันสองคนได้ยังไงคะ

หนูขอแต่งด้วยนะคะ



รักอะไรไม่เท่ารักธรรมะ

มีสัจจะธรรมค้ำจุนอบอุ่นมหาศาล

เป็นคมิ่งมิตรคู่ชืวิตตลอดกาล

สุขสราญเบิกบานใจไร้กังวล
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 24 เม.ย. 2549 (22:02)
... หาได้แอบแนบชิดสนิทใกล้

หากแต่ใช้เว็บบอร์ดได้ทุกแห่งหน

เปิดเป็นทางกว้างไกลแก่ปวงชน

สมานคนคือมิตรสนิทกัน



ถึงอยู่ข้ามขอบฟ้าก็สามารถ

ทุกผู้อาจเอ่ยวาจาให้น่าขัน

หรือรำพันหว่านรักภักดีกัน

แม้ห้ำหั่นเฉือนเชือดให้เดือดดาล



อาทิตย์น้อยค่อยเผยแสงสุรีย์

น่ายินดีปรีดามหาศาล

แม้นพบเพียงชั่วเพลามิช้านาน

เหมือนวันวานใกล้ชิดสนิทดี



มธุรสวาจามารยาท

จิตสะอาดปราดเปรื่องเรืองศักดิ์ศรี

เป็นฉบับแบบของกุลสตรี

ขอให้พบฝันดีทุกนิทรา
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 25 เม.ย. 2549 (00:31)
หนูขอคารวะอาจารย์ค่ะ แต่งกลอนได้

คล่องจริงๆนะคะ หนูต้องใช้เวลาฝึกอีกนานเลย
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 25 เม.ย. 2549 (06:37)
รับเอยขอรับขวัญ

ลิตเติ้ลซันมิ่งมิตรสิเนหา

เข้าพำนักพักใจในชายคา

ร่วมรจนาร้อยพจน์เป็นบทกลอน

ธรรมะ คือประทีปทองของชีวิต

ดุจเข็มทิศชี้นำช่วยพร่ำ่สอน

ใจใฝ่ธรรมน้อมนำเป็นคุณากร

นั้นคือพรสู่โลกหน้าค่าอนันต์
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 28 เม.ย. 2549 (11:10)
........ หาเอ๋ยหาฝัน

ลิตเติ้ลซันสตรีมีเป้าหมาย

แสวงหาความรู้มาคู่กาย

คุณธรรมเพริดพรายมากไมตรี

อุดมการณ์มีอยู่คู่ดวงจิตร

กำลังใจมิ่งมิตรมารศรี

ขอสมหวังตั้งใจให้จงดี

ให้มั่งมีมากสุขทุกวันเอย
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 29 เม.ย. 2549 (15:43)
...ล่าเอยล่าฝัน

จงมุ่งมั่นก้าวไปให้เต็มที่

หากเหน็ดเหนื่อยหน่ายนักพักสักที

พอแรงมีรีบมุ่งหน้าคว้าธงชัย



เมื่อใจใฝ่ในฝันอันบรรเจิด

ก้าวไปเถิดให้ถึงซึ่งจุดหมาย

หมู่มวลมิตรขอเป็นกำลังใจ

จงมีชัยในฝันนั้นเถิดเอย
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 29 เม.ย. 2549 (19:43)
ขอบพระคุณอาจารย์นิรันต์ และคุณ จิตแผ้วนะคะ

ลิตเติ้ลอยากขอบคุณด้วยบทกลอนแต่เกรงว่าจะ

ไพเราะค่ะ

ขออนุญาตเล่านืดนึงนะคะว่าธรรมะให้อะไร และทำไม

ุถึงต้องหันมาสนใจธรรมะ



เอาประเด็นหลังก่อนนะคะ ลิตเติ้ล เหงาและเศร้าง่ายจึงทุกข์ใจ

เลยต้องหาทางออกให้ตัวเอง ด้วยการเข้าหาธรรมะ แล้วลิตเติ้ล

ก็พบว่าการอ่านหนังสือรรมะอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เราทุกข์ น้อยลงเลย นอกจากเราจะลงมือปฏิบัติเท่านั้น พระท่านเปรียบว่า เหมือนคนที่รู้แต่ทฤษฎืการว่ายน้ำแต่ไม่เคยฝึกว่ายน้ำเลย

แล้วจะว่ายได้อย่างไร จากนั้นก็ฝึกค่ะ แค่มีสติรู้อยู่กับปัจจุบันก็เป็นอันว่าใช้ได้ในระดับหนึ่งแล้ว คนเราส่วนมากมักไม่คอยอยู่กับปัจจุบันค่ะ มีคนเคยบอกว่า เราชอบนั่งรถไฟความคิดไปในอดีต หรือไม่ก็อนาคต เก็บเรื่องเหล่านั้นมาคิดทำให้ทุกข์ใจ

นี่เป็นแค่สาเหตุหนึ่งของการเกิดทุกข์ค่ะ ทุกข์มันเกิดที่ใจเรานี่เอง ใจเราอยาก ไม่รู้จักพอ ก็ทุรนทุราย เป็นทุกข์เมื่อไม่ได้อย่างต้องการ พระหุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราทุกข์เพราะความไม่รู้ เราหลงไปยึดสิ่งนั้น สิ่งนี้ว่าเป็นของเรา หากสนใจศึกษาลิเติ้ลขอแนะนำ
http://santidharma.com/
http://dungtrin.com/



แล้วลิตเติ้ลได้อะไรจากธรรมะ คำตอบคือ ทุกข์ใจน้อยลง

เบิกบานใจมากขี้น เห็นแก่ตัวน้อยลง เข้าใจผู้อี่นมากขี้น

แต่กิเลสยังมีอยู่ เพราะเพิ่งหัดเดินทางนี้
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 30 เม.ย. 2549 (19:06)
เรื่องกลอนนี่ไม่ค่อยถนัดครับ ขอเปลี่ยนเป็นกาพย์บ้าง

กาพย์ยานี 11 ชมไม้ในวรรณคดีครับ (แต่งไว้หลายปีแล้วครับตั้งแต่อยู่ม.ปลาย)



เฟื่องฟ้าฟ้าใดเฟื่อง ฟ้าลือเลื่องเมืองสยาม

ทั่วถิ่นแผ่นดินคาม พฤกษงามชูช่อไสว

นมแมวแก้วเจ้าจอม มณฑาหอมชื่นเย็นใจ

นางแย้มแย้มยิ้มให้ สุขฤทัยหาใดปาน

หอมรินกลิ่นประยงค์ ต้นตันหยงชบาบาน

ราตรีทิวาวาร ทิวางามทุกคืนวัน

พิกุลกุลนารี แดงชาดสีพนมสวรรค์

พุดซ้อนซ้อนต้นจันทร์ สร้อยระย้าราชาวดี

ยี่เข่งดอกแดงสด ดูงามงดต้นส่าหรี

นางนวลเหลืองนวลดี โน่นจำปีนี่โยทะกา

พรรณไม้ดูชื่นชุ่ม แลชอุ่มพุ่มพฤกษา

ดับร้อนผ่อนวิญญาณ์ พาสดชื่นรื่นอารมณ์



ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมเป็นมือสมัครเล่นน่ะครับ
เจ้าสำราญ
ร่วมแบ่งปัน23 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 2 พ.ค. 2549 (07:27)
และพระสูตรจากพระไตรปิฎก



ธัมมจักกัปปวัตนสูตร



(ปฐมเทศนา แสดงอริยสัจ๔) มหาสติปัฏฐานสูตร





Paitoon Inthavong (Instructor)



Fresno Adult Community Education Center



2500 Stanislaus Street



Fresno, California 93721-1223



Tel: 559-457-6000....E-Mail: Pinthavong@Fas.Edu



็ ถึง Littlesun เพื่อนของผมตามที่อยู่ข้างต้นจะช่วยเหลือได้มากเรื่องธรรมะ

และขอแนะนำ Dhammahome.com ของ อาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ หนทาง

เดินสู่แดนนิพพานมีอยู่ ใช่หรือไม่? หนทางสายนี้มีคนใช้เดินอยู่ใช่หรือไม่? ถ้าใช่ย่อมมีคนไปถึงทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตจนกว่าศาสนาพุทธจะไม่มีความหมาย

สำหรับคนซึ่งบาปหนาขึ้นทุกวันก็ประมาณอีกสองพันกว่าปี
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 2 พ.ค. 2549 (17:54)
กราบขอบคุณ คุณจิตแผ้วนะคะ ที่แนะนำกัลยานิมิตร

ทางธรรมและเว็บดีๆให้หนู หนูเคยฟังบรรยายของ

อาจารย์ทางวิทยุบ้างค่ะ ชื่นชมท่านมาก

ขอให้คุณจิตแผ้วเจริญในธรรมนะคะ
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 3 พ.ค. 2549 (00:21)
..... สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ

ก็เพราะริรักกลอนไม่นอนเฉย

จึงได้คบพบสหายได้ภิเปรย

ปากอยู่เฉยใช้เว็บบอร์ดพลอดคำแทน

ล้วนแต่มีคติธรรมนำชีวิต

พามิ่งมิตรพบทางสว่างแสน

ล้ำเลิศกว่ามอบสิ่งใดในดินแดน

ธรรมะแม่นตรงประตูสู่นิพพาน
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 3 พ.ค. 2549 (06:55)
กลอนนำพาพานพบประสบมิตร

ผู้มีจิตใฝ่ธรรมล้ำเลิศเหลือ

แม้มิใช่ญาติสนิทแนบชิดเชื้อ

เหมือนว่านเครือเดียวกันมั่นในธรรม



รู้ธรรมะ มักชนะในผู้อื่น

มิรู้ตื่นจากหลับใหลใจถลำ

สู่หุบเหววิบากจากผลกรรม

คนมีธรรมชนะในใจตนเอง
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 4 พ.ค. 2549 (00:05)
See if you can listen to the dhamma audio below:



[ เกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร (366 KB)



[ บทที่ ๑ - ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม (2.3 MB)



[ บทที่ ๒ - เหตุใดจึงเกิดเป็นมนุษย์ (2.5 MB)



[ บทที่ ๓ - เหตุใดจึงเกิดเป็นหญิงเป็นชาย (2.5 MB)



[ บทที่ ๔ - เหตุใดจึงเกิดเป็นผู้มีรูปงาม (4.6 MB)



[ บทที่ ๕ - เหตุใดจึงมีฐานะร่ำรวย (4.2 MB)



[ บทที่ ๖ - เหตุใดจึงมีสติปัญญามาก (3.2 MB)



[ สรุปปฐมบรรพ (276 KB)



[ ทุติยบรรพ - ตายแล้วไปไหนได้บ้าง (589 KB)



[ บทที่ ๗ - สัจจะเกี่ยวกับความตาย (6.8 MB)



[ บทที่ ๘ - สภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ในภพภูมิต่างๆ (4.4 MB)



[ สรุปทุติยบรรพ (222 KB)



[ ตติยบรรพ - ยังอยู่แล้วควรทำอะไรดี (394 KB)



[ บทที่ ๙ - คำถามที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต (1.8 MB)



[ บทที่ ๑๐ - วิชารู้ตามจริง (3.5 MB)



[ สรุปตติยบรรพ (281 KB)



[ บทส่งท้าย (219 KB)
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 4 พ.ค. 2549 (00:18)
(ธรรมแห่งเครื่องตรัสรู้)



และพระสูตรจากพระไตรปิฎก



ธัมมจักกัปปวัตนสูตร



(ปฐมเทศนา แสดงอริยสัจ๔) มหาสติปัฏฐานสูตร



(แสดงการใช้สติในการปฏิบัติ)

อนัตตลักขณสูตร



(แสดงอนัตตลักษณะ) อาทิตตปริยายสูตร



(แสดงสิ่งที่เป็นของร้อน)

อานาปานสติสูตร



(แสดงการฝึกสติโดยการพิจารณาลมหายใจ) กายคตาสติสูตร



(แสดงการใช้สติพิจารณากาย)

โลกวิปัตติสูตร



(แสดงโลกธรรม๘ - ธรรมชาติของโลก อันเป็นของคู่โลก) ชราสูตร



(แสดงธรรมชาติพระไตรลักษณ์ ต่อสังขาร)

มรณัฐสติ สูตรที่ ๑



(แสดงมรณานุสติสูตรที่๑) มรณัฐสติ สูตรที่ ๒



(แสดงมรณานุสติสูตรที่๒ และความเพียร)
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 5 พ.ค. 2549 (02:20)
อนุโมทนากับคุณจิตแผ้วด้วยนะคะที่เอาลิงค์มา

แนะนำ

อาจารย์ นอรันด์ กับคุณ จิดแผ้ว แต่งกลอนได้ดีทุกครั้ง

เลยนะคะ
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 5 พ.ค. 2549 (06:29)
เพิ่งได้รับคำแนะนำจาก"หมูน้อย"ว่าก่อนส่งข้อความควรPREVIEWดูแลความถูกต้องเสีย

ก่อนนับว่าเป็นประโยชน์มากเลยอยากบอกต่อ อาจารย์นิรันดร์ ขึ้นชั้นระดับปรมาจารย์

เรายังห่างจากท่านหลายหมื่นลี้ แต่อบอุ่นใจมากที่สุดที่ท่านหมั่นมาเยือนเป็นการให้ความรู้

ไปด้วยมิได้ขาดนี่ก็กำลังหัดเปิด "พจนานุกรมไทย"อยู่ครับ มีกลอนมาฝากเช่นเคย



การที่ได้พานพบประสบมิตร

จะใกล้ชิดสนิทแนบฐานะไหน

สิ่งหนึ่งต้องจดจำให้ขึ้นใจ

คนนั้นไซร้เป็นสิ่งมีชีวิต



พฤติกรรมไม่ว่าบวกหรือลบ

มีอยู่ครบในคนนั้นมั่นสนิท

อย่าตั้งใจกับใครเกินความคิด

เรามิใช่เจ้าชีวิตของใครใคร



ใครอยากเป็นต้นเหตุความล้มเหลว?

คนแสนเลวก็ไม่รับอย่าสงสัย

อย่าคาดหวังกับคนมากเกินไป

ไม่มีใครเป็นทุกอย่างดั่งต้องการ



ทุกคนอยากมีเวลาเป็นส่วนตัว

ไว้ยิ้มหัวร้องไห้ไว้ไขขาน

อย่าให้เวลากับคนจนเกินนาน

สิ่งเคยหวานอาจพาลขมตรมฤทัย



เกิดเป็นคนมิควรเปลี่ยนแปลงคน

แสนสุดทนคนอาจรับไม่ไหว

หากว่าคนเปลี่ยนแปลงคนมากเกินไป

จะเหลือใครให้เป็นตนของคนนี้



อย่าควบคุมชีวิตคนจนเกินงาม

ขวากหนามขวางก็ตามจักหลบหนี

คนจะทำทุกทางทุกวิธี

เพื่อออกจากกฏที่กำหนดคน



อย่าบังคับคนหนึ่งคนมากกว่านี้

หากคนหลุดจากที่แม้เพียงหน

คนจะหันหลังให้คนบังคับคน

แม้นวายชนม์คนมิให้ใครบงการ



เธอจงมองดูฉันนั้นจงดี

ฉันก็มีลมหายใจให้เล่าขาน

ใช่ภาพวาดสวยสดตลอดกาล

ฉันก็มีสองด้านปานทุกคน



อยากรู้จักผู้ใดให้เรียนรู้

อย่าเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเสียทุกหน

หากคบใครให้รู้ในใจของคน

มีหรือคนชอบให้ใครเปลี่ยนแปลง
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 5 พ.ค. 2549 (06:38)
ถึง ลิตเติ้ลซันแลผองมิตร

ลิงค์บางอันมันไม่เวอร์คผมก๊อปจากอีเมล์ที่กัลยาณมิตรส่งมาให้เป็นธรรมทานขอความ

กรุณาให้อภัยแก่ความผิดพลาดผมเพิ่งหัดให้ ไอ ที นี้มาปีกว่า "หมูน้อย"เพิ่งแนะนำการเอารูปภาพมาประกอบไปหยกๆแล้วจะพยายามทดลองทำดู
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 6 พ.ค. 2549 (00:32)
เรื่องเกี่ยวกับพระศรีอารย์



ขออธิบายคร่าวๆ ดังนี้ครับ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์



นั

บตั้งแต่พระทีปังกรพุทธเจ้าที่ทรงทำนายพระสมณโคดมพุทธเจ้า เป็นครั้งแรกว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า (พระพุทธองค์ตรัสรู้ด้วยปัญญาบารมี ใช้เวลา 4 อสงไขย แสนกัลป์) สำหรับพระทีปังกรพุทธเจ้าซึ่งเป็น พระพุทธเจ้าพระองค์ แรกที่ทรงทำนายว่าพระสมณโคดม พุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ในปัจจุบัน จะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าแน่นอนนั้น ทรงอุบัติเป็น พระพุทธเจ้า พระองค์ที่ ๔ ในกัปที่มีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ โดยพระพุทธเจ้า อีก ๓ พระองค์ก่อนหน้าในกัปเดียวกัน กับพระทีปังกรพุทธเจ้า พระองค์แรกทรงพระนามว่า พระตัณหังกรสัมพุทธเจ้า พระองค์ที่ สองทรงพระนามว่า พระเมธังกรสัมพุทธเจ้า และพระองค์ที่สามทรงพระนามว่า พระสุรณังกรสัมพุทธเจ้า





อานนท์! ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะนั้น ย่อมรู้ว่า ข้อนี้มิใช่ ฐานะ ข้อนี้มิใช่โอกาสที่จะมี คือข้อที่ในโลกธาตุอันเดียว จะมี พระตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ สององค์ เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ก่อน ไม่หลังกัน. นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.



ส่วนฐานะ อันมีได้นั้น คือข้อที่ใน โลกธาตุอันเดียว มีพระตถา คต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะองค์เดียว เกิดขึ้น. นั่นเป็นฐานะที่ จะมีได้.



๑. บาลี พหุธาตุกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.



พระพุทธเจ้า: ท่านผู้ตรัสรู้แล้ว,ผู้รู้อริยสัจจ์ ๔ อย่างถ่องแท้ ตามอรรถกถาท่านแบ่งเป็น ๓ คือ



๑. พระพุทธเจ้า ท่านผู้ตรัสรู้เองและสอนผู้อื่นให้รู้ตาม (บางทีเรียกพระสัมมาสัมพุทธะ)

๒. พระปัจเจกพุทธะท่านผู้ตรัสรู้เองจำเพาะผู้เดียว มิได้สั่งสอนผู้อื่น

๓. พระอนุพุทธะ ท่านผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า (เรียกอีกอย่างว่าสาวกพุทธะ);

สำหรับรายละเอียดก็ลองอ่านดูในพระไตรปิฎกก็แล้วกันนะครับ โดยเฉพาะใน 2 สูตรนี้คือ

1. พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร

2. พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ พุทธปกิรณกกัณฑ์

พระพุทธเจ้า ๒๕



(๑) พระทีปังกรพุทธเจ้า (กัปอันประมาณมิได้นับจากกัปนี้ย้อนไป) ปิปผลิ - ควงไม้ซีก

(๒) พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ไม้สาละ

(๓) พระมงคลพุทธเจ้า ต้นกระทิง (กากะทิง)

(๔) พระสุมนพุทธเจ้า ควงไม้กากะทิง

(๕) พระเรวตพุทธเจ้า ควงไม้กากะทิง

(๖) พระโสภิตพุทธเจ้า ควงไม้กากะทิง

(๗) พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ต้นกุ่ม

(๘) พระปทุมพุทธเจ้า ไม้อ้อยช้างใหญ่

(๙) พระนารทพุทธเจ้า ไม้อ้อยช้างใหญ่

(๑๐) พระปทุมมุตรตรพุทธเจ้า (แสนกัป) ไม้สน

(๑๑) พระสุเมธพุทธเจ้า (๓๐๐๐๐ กัป) ต้นสะเดา

(๑๒) พระสุชาตพุทธเจ้า ไม้ไผ่ใหญ่

(๑๓) พระปิยทัสสีพุทธเจ้า (๑๘๐๐ กัป) ต้นกุ่มสันทก

(๑๔) พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า จำปา

(๑๕) พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ติมพชาละ (มะพลับ)

(๑๖) พระสิทธัตถพุทธเจ้า (๙๔ กัป) กรรณิการ์

(๑๗) พระติสสพุทธเจ้า (๙๒ กัป) ไม้ประดู่

(๑๘) พระปุสสพุทธเจ้า ไม้มะขามป้อม

(๑๙) พระวิปัสสีพุทธเจ้า (๙๑ กัป) ไม้แคฝอย

(๒๐) พระสิขีพุทธเจ้า (๓๑ กัป) บุณฑริก (ไม้กุ่มพก)

(๒๑) พระเวสสภูพุทธเจ้า ไม้อ้อยช้างใหญ่

(๒๒) พระกุกกุสันธพุทธเจ้า (ภัทรกัปนี้) ไม้ซีก - ไม้ชีก

(๒๓) พระโกนาคมนพุทธเจ้า ไม้มะเดื่อ

(๒๔) พระกัสสปพุทธเจ้า นิโครธ

(๒๕) พระโคตมพุทธเจ้า ควงไม้อัสสัตพฤกษ์ (โพธิ์)

(๒๖) พระเมตไตรย์สัมพุทธเจ้า (ในอนาคตข้างหน้า)



ภัทรกัปนี้ อันถือว่าเป็นกัปที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด เพราะว่าในสังสารวัฏนี้ จะมีกัปจำแนก ตามการอุบัติหรือ การมีขึ้นของพระพุทธเจ้า ก็จะจำแนกได้เป็น ๖ คือ

(๑) สุญญกัป - กัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามีตรัสรู้

(๒) กัปที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๑ พระองค์ (จำศัพท์ไม่ได้ครับ)

(๓) กัปที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๒ พระองค์

(๔) กัปที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๓ พระองค์

(๕) กัปที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๔ พระองค์

(๖) ภัทรกัป - กัปที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๕ พระองค์



ภัทรกัป หรือ ภัททกัปป์ นี้ เคยอ่านเจอรู้สึกจะในพระไตรปิฎก กล่าวไว้ว่า ถือเป็นกัปป์ ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด เพราะมีพระพุทธเจ้า มาตรัสรู้ได้มากที่สุดแล้วคือ ๕ พระองค์ใน กัปป์เดียวกัน

A. พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันได้ตรัสเอาไว้ว่า ในกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้า อุบัติขึ้นทั้งหมด 5 พระองค์ (เพราะฉะนั้นกัปนี้จึงได้ชื่อว่าภัทรกัป) คือ

1. พระกุกกุสันธะพุทธเจ้า 2. พระโกนาคมนะพุทธเจ้า

3. พระกัสสปะพุทธเจ้า 4. พระโคตมพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน)

5. พระเมตไตรย์พุทธเจ้า (พระศรีอารย์)

กัป

ขออธิบายคร่าวๆ ดังนี้ครับ



ลกเกิดขึ้นและถูกทำลายไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วระยะเวลา1คาบของโลกคืออายุขัย ของโลกตั้งแต่โลกเริ่มก่อตัวใหม่ๆยังไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่เลยจนเริ่มมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาจนกระทั่งโลกถูกทำลายไปแล้วเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่จนอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง 1 รอบเช่นนี้เรียกว่า1กัปของโลก



กัป,กัลป์(lifeSpan):กาลกำหนด,ระยะเวลายาวนานเหลือเกินที่กำหนดว่าโลกคือสกลจักรวาฬประลัยครั้งหนึ่ง(ศาสนาฮินดูว่าเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของพระพรหม)ท่านให้เข้าใจด้วยอุปมาว่าเปรียบเหมือนมีภูเขาศิลาล้วนกว้างยาวสูงด้านละ๑โยชน์ทุก๑๐๐ปีมีคนนำผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีมาลูบครั้งหนึ่งจนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไปกัปหนึ่ง"ยาวนานกว่านั้น";กำหนดอายุของโลก;กำหนดอายุเรียกเต็มว่าอายุกัปเช่นว่าอายุกัปของคนยุคนี้ประมาณ๑๐๐ปี



พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตมีมากมายนับไม่ถ้วนในบางกัปของโลกก็ไม่มีพระพุทธ เจ้าอุบัติขึ้นมาเลยบางกัปก็มีพระพุทธเจ้า1,2,...,5พระองค์เป็นอย่างมากโดยที่คำสอนของ พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนสิ้นสูญไปแล้วพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่จึงจะอุบัติขึ้น

พระไตรปิฎก เล่มที่ 11



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี เขาจักไม่มีจิตคิดเคารพ ยำเกรงว่า นี่แม่ นี่น้า นี่พ่อ นี่อา นี่ป้า นี่ภรรยาของอาจารย์ หรือว่านี่ภรรยาของท่านที่เคารพทั้งหลาย สัตว์โลกจักถึงความสมสู่ปะปนกันหมด เปรียบเหมือน แพะ ไก่ สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ

๑๐ ปี สัตว์เหล่านั้นต่างก็จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความ

คิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าในกันและกัน มารดากับบุตรก็ดี บุตรกับมารดาก็ดี บิดากับ

บุตรก็ดี บุตรกับบิดาก็ดี พี่ชายกับน้องหญิงก็ดี น้องหญิงกับพี่ชายก็ดี จักเกิดความ

อาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่ากันอย่างแรงกล้า นายพราน

เนื้อเห็นเนื้อเข้าเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่า

อย่างแรงกล้าฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

[๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี จักมีสัตถันตรกัป

สิ้น ๗ วัน มนุษย์เหล่านั้นจักกลับได้ความสำคัญกันเองว่าเป็นเนื้อ ศัสตราทั้ง

หลายอันคมจักปรากฏมีในมือของพวกเขา พวกเขาจะฆ่ากันเองด้วยศัสตราอันคม

นั้นโดยสำคัญว่า นี้เนื้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้น บางพวกมี

ความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราอย่าฆ่าใครๆ และใครๆ ก็อย่าฆ่าเรา อย่ากระนั้น

เลย เราควรเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ หรือซอกเขา มีรากไม้

และผลไม้ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ เขาพากันเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้

ระหว่างเกาะหรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ตลอด

๗ วัน เมื่อล่วง ๗ วันไป เขาพากันออกจากป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ

ซอกเขา แล้วต่างสวมกอดกันและกัน จักขับร้องดีใจอย่างเหลือเกินในที่ประชุม

ว่า สัตว์ผู้เจริญ เราพบเห็นกันแล้ว ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือๆ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น สัตว์เหล่านั้น จักมีความคิดอย่างนี้ว่า เรา

ถึงความสิ้นญาติอย่างใหญ่เห็นปานนี้ เหตุเพราะสมาทานธรรมที่เป็นอกุศล อย่ากระ

นั้นเลยเราควรทำกุศล ควรทำกุศลอะไร เราควรงดเว้นปาณาติบาต ควรสมาทาน

กุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เขาจักงดเว้นจากปาณาติบาต จักสมาทานกุศล

ธรรมนี้แล้วประพฤติ เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม เขาจักเจริญด้วยอายุบ้าง

จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เมื่อเขาเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตร

ของมนุษย์ทั้งหลายที่มีอายุ ๑๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นสัตว์เหล่านั้นจักมีความคิดอย่างนี้ว่า เรา

เจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม อย่า

กระนั้นเลย เราควรทำกุศลยิ่งๆ ขึ้นไป ควรทำกุศลอะไร เราควรงดเว้นจาก

อทินนาทาน ควรงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ควรงดเว้นจากปิสุณาวาจา ควรงดเว้น

จากผรุสวาจา ควรงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ ควรละอภิชฌา ควรละพยาบาท

ควรละมิจฉาทิฐิ ควรละธรรม ๓ ประการ คืออธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม

อย่ากระนั้นเลยเราควรปฏิบัติชอบในมารดา ควรปฏิบัติชอบในบิดา ควรปฏิบัติชอบ

ในสมณะ ควรปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ควรประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ใน

ตระกูล ควรสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เขาเหล่านั้นจักปฏิบัติชอบในมารดา

ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติ

อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เพราะ

เหตุที่สมาทานกุศลธรรมเหล่านั้น เขาเหล่านั้นจักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วย

วรรณะบ้าง เมื่อเขาเหล่านั้นเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตรของคน

ผู้มีอายุ ๒๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐ ปี จักมีอายุ

เจริญขึ้นถึง ๘๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๘๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๑๖๐ ปี บุตร

ของคนผู้มีอายุ ๑๖๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๓๒๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๓๒๐ ปี

จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๖๔๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๖๔๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง

๒,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๒,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔,๐๐๐ ปี บุตร

ของคนผู้มีอายุ ๔,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘,๐๐๐ ปี บุตรของคนมีอายุ

๘,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี

จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญ

ขึ้นถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ฯ

[๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เด็กหญิงมี

อายุ ๕๐๐ ปี จึงจักสมควรมีสามีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ

๘๐,๐๐๐ ปี จักเกิดมีอาพาธ ๓ อย่าง คือ ความอยากกิน ๑ ความไม่อยากกิน ๑

ความแก่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ชมพูทวีปนี้จัก

มั่งคั่งและรุ่งเรือง มีบ้านนิคมและราชธานีพอชั่วไก่บินตก ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ชมพูทวีปนี้ประหนึ่งว่าอเวจีนรก จักยัดเยียดไป

ด้วยผู้คนทั้งหลาย เปรียบเหมือนป่าไม้อ้อ หรือป่าสาลพฤกษ์ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เมืองพาราณสีนี้ จัก

เป็นราชธานีมีนามว่า เกตุมดี เป็นเมืองที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองมีพลเมืองมาก มีผู้คน

คับคั่ง และมีอาหารสมบูรณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี

ในชมพูทวีปนี้จักมีเมือง ๘๔,๐๐๐ เมือง มีเกตุมดีราชธานีเป็นประมุข ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี จักมีพระเจ้าจักร

พรรดิ์ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขะ ทรงอุบัติขึ้น ณ เกตุมดีราชธานี เป็นผู้ทรง

ธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต

ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือจักรแก้ว ๑

ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ แก้วมณี ๑ นางแก้ว ๑ คฤหบดีแก้ว ๑ ปริณายกแก้วเป็น

ที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์

สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรมมิต้องใช้อาชญา มิต้อง

ใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรง

พระนามว่าเมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เอง

โดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถี

ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้

เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้

เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้ง

โลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์

ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระผู้มีพระภาคพระนามว่า

เมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้

แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ

พราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้ ทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก

มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตถาคตเองแล้ว สอนหมู่สัตว์

พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามอยู่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่า

เมตไตรย์พระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม

ในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์

บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนตถาคตในบัดนี้ แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง

งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์

บริบูรณ์สิ้นเชิง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงบริหาร

ภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระเจ้าสังขะจักทรงให้ยกขึ้นซึ่งปราสาทที่

พระเจ้ามหาปนาทะทรงสร้างไว้ แล้วประทับอยู่ แล้วจักทรงสละ จักทรงบำเพ็ญ

ทาน แก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย จัก

ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จออกจากเรือน ทรง

ผนวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า เมตไตรย์อรหันต

สัมมาสัมพุทธเจ้า ท้าวเธอทรงผนวชอย่างนี้แล้ว ทรงปลีกพระองค์อยู่แต่ผู้เดียว

ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ไม่ช้านักก็จักทรงทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์

อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลาย พากันออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ

ต้องการ อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เอง ใน

ทิฐธรรมเทียว เข้าถึงอยู่ ฯ

[๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง

อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มี

ธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างไรเล่า ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่

มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา

ทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก

เสียได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มี

ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม

ทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก

เสียได้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่

พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล ฯ

[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัย

อันสืบมาจากบิดาของตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในโคจร

ซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตน จักเจริญทั้งด้วยอายุ จักเจริญทั้งด้วยวรรณะ

จักเจริญทั้งด้วยสุข จักเจริญทั้งด้วยโภคะ จักเจริญทั้งด้วยพละ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องอายุของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทะสมาธิปธาน

สังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิริยะสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาท

ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธาน

สังขาร เธอนั้น เพราะเจริญอิทธิบาท ๔ เหล่านี้ เพราะกระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท

๔ เหล่านี้ เมื่อปรารถนาก็พึงตั้งอยู่ได้ถึงกัป ๑ หรือเกินกว่ากัป ๑ ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องอายุของภิกษุ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องวรรณะของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์

ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทาน

ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องวรรณะ

ของภิกษุ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องสุขของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุ

ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแก่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มี

ความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป

ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มี

สัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะ

ทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข บรรลุ

จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ

ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายใน

เรื่องสุขของภิกษุ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องโภคะของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่

ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง

เบื้องขวาง ด้วยจิตประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณ

มิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุก

สถาน ด้วยมีจิตประกอบด้วยกรุณา แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓

ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ด้วยจิต

ประกอบด้วยกรุณาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มี

ความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยมีจิต

ประกอบด้วยมุทิตา แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือน

กัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ด้วยจิตประกอบด้วยมุทิตา

อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่

ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยมีจิตประกอบด้วยอุเบกขา

แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้ง

เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ด้วยจิตประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความ

เป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก

ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องโภคะ

ของภิกษุ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องพละของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ อันหา

อาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในทิฐธรรมเทียว

เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องพละของภิกษุ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นแม้กำลังสักอย่างหนึ่งอื่น อันข่มได้

แสนยาก เหมือนกำลังของมารนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญนี้จะเจริญขึ้นได้

อย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นกุศลธรรมทั้งหลาย ฯ

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชม

พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วดังนี้แล ฯ



จบ จักกวัตติสูตร ที่ ๓









เจริญในธรรม



ไพฑรูย์ อินทวงศ์



ปารถนาเป็นพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นปัจเจกพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องขวาเบื้อง ซ้าย ปรารถนาเป็นมหาสาวก(พระอเสติ) ปรารถนาเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา 6 หรือมีปฏิสัมภิทา 4 สุดท้ายปรารถนาให้ถึงพระนิพพานโดยเร็ว ชาวพุทธส่วนมากเกือบ 100 % ปรารถนาดังที่กล่าวมา

พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ กับความยาวนานของอวิชาอันน่ากลัว

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นความยาวนานของอวิชา ที่ไม่รู้ว่าเริ่มต้นแต่เมื่อ ใด ? หาเบื้องต้นไม่ได้ ถ้ายังมีอวิชชาต่อไป ก็ไม่รู้ว่าจะอีกยาวนานเท่าใดจึงจะถึงที่สุด เพราะหาที่สุดไม่ได้ มีแต่ ปัญญาเท่านั้นที่จะชำละอวิชชา ให้ยุติ ตัดขาดจากวัฏฏะสงสาร หมายเหตุ ผมเอาเรื่อง สัพเพเหระ ขึ้นมา เพื่อทำให้การเสวนาธรรมมีสีสรร แตกต่างไปบ้าง โดยการวิเคราะห์ ประมาณเอา ไม่มีเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า และไม่เจตนาที่ทำให้ผู้ ปรารถนาอยู่แล้วคลายความปรารถนา เพียงแต่ตีแผ่ให้เห็นเท่านั้น

พระโพธิสัตว์ คือบุคคลที่ปรารถนาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต แบ่งเป็น 2 ประเภท

1.พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาเลย เรียกว่า

อนิยตะโพธิสัตว์ ความหมายคือยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะอาจจะเลิกล้ม ความปรารถนาเมื่อไรก็ได้

2.พระโพธิสัตว์ที่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาแล้ว เรียกว่า นิยตะโพธิสัตว์

ตามความหมายคือจะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นนอน เพราะถ้าถึงนิพพานต้องดำรงค์ ฐานะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างเดียว แต่ถ้าบารมีและเวลายังไม่สมบูรณ์ แม้ว่าจะพยายามปฏิบัติ อย่างยิ่งยวดบังเกิดปัญญาอย่างเยียมยอด ก็ไม่สามารถถึงนิพพานก่อนได้ แม้จะทุกข์ท้อแท้ จนคิดว่าเลิกที่จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่แล้วในที่สุดมหากุศลที่เป็นอนุสัย ก็จะพุ่งกระจายขึ้นมาให้ตั้งมั่นและบำเพ็ญบารมีกันต่อ จนกว่าบารมีและเวลาสมบูรณ์

พระพุทธเจ้า คือผู้ที่เป็นศาสดาเอกในพุทธศาสนา แบ่งพระพุทธเจ้าออกเป็น 3 ประเภท

1.ปัญญาพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำ ระยะเวลาการ สร้างบารมีทั้งหมด 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป คือปารถนาอยู่ในใจเป็นเวลา 7 อสงไขย หลังจากนั้นออกปากกล่าววาจาต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าเป็นเวลา 9 อสงไขย รวมเป็น 16 อสงไขย และได้เป็นพระนิยตะโพธิสัตว์ ได้รับพุทธพยากรณ์ ครั้งแรก เหลืออีก 4 อสงไขย กับเศษแสนมหากัป เป็นการสร้างบารมีอย่างยิ่งและเข็มงวดขึ้นเรื่อย และได้รับพยากรณ์ ช้ำมาตลอดเมื่อได้พบกับพระพุทธเจ้า จนถึงสมัยพุทธภูมิของท่าน

2. ศรัทธาพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ระยะเวลาการ สร้างบารมีทั้งหมด 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป คือปารถนาอยู่ในใจเป็นเวลา 14 อสงไขย หลังจากนั้นออกปากกล่าววาจาต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าเป็นเวลา 18 อสงไขย รวมเป็น 32 อสงไขย และได้เป็นพระนิยตะโพธิสัตว์ ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก เหลืออีก 8 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป เป็นการสร้างบารมีอย่างยิ่งและเข็มงวดขึ้นเรื่อย และได้รับพยากรณ์ช้ำมาตลอดเมื่อได้พบกับพระพุทธเจ้า จนถึงสมัยพุทธภูมิของท่าน

3. วิริยะพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้วิริยะเป็นตัวนำ ระยะเวลาการ สร้างบารมีทั้งหมด 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากับล์ คือปรารถนาอยู่ในใจเป็นเวลา 28 อสงไขย หลังจากนั้นออกปากกล่าววาจาต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าเป็นเวลา 36 อสงไขย รวมเป็น 64 อสงไขย และได้เป็นพระนิยตะโพธิสัตว์ ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก เหลืออีก 16 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป เป็นการสร้างบารมีอย่างยิ่งและเข็มงวดขึ้นเรื่อย และได้รับพยากรณ์ช้ำมาตลอดเมื่อได้พบกับพระพุทธเจ้า จนถึงสมัยพุทธภูมิของท่าน

วิเคราะห์ผลบุญและบารมีของพระโพธิสัตว์ ที่มีผลในพุทธภูมิของท่านเองเมื่อท่านตรัสรู้

การวิเคราะห์ต้องแยกเรื่องบารมี กับผลบุญออกจากกัน เพื่อทำให้เข้าใจง่ายขึ้น

บารมีนั้นสามารถอธิบายได้ว่า มีผลต่อการเป็นพระพุทธภูมิของท่านตั้ง แต่เริ่มปรารถนาแล้ว ถึงแม้พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่แน่นอนเกิดล้มเลิกความตั้งใจ ปรารถนาเป็นพระสาวกบารมีก็ยังส่งผลให้ท่านมีคุณสมบัติบางประการที่อำนวยประโยชน์ต่อผู้อื่นอยู่ โดยไม่ขาดตกบกพร่อง แต่คุณประโยชน์ต่อสรรพสัตว์อันยิ่งใหญ่หาได้เกิดขึ้น ในอนาคต

ผลของบุญของพระโพธิสัตว์สามารถอธิบายแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. ผลบุญขณะที่เป็นพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาอยู่ในใจ (ไม่ได้กล่าววาจาปรารถนา ต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า แต่อาจกล่าวกับบุคคลทั่วไป) ซึ่งบุญบารมียังอ่อนอยู่มาก และยังห่างไกลมาก จึงไม่สามารถส่งไปถึงสมัยที่ท่านตรัสรู้ เพราะผลบุญนั้นจะส่งผล ในระหว่างทางหมดเสียก่อน

2. ผลบุญขณะที่เป็นพระโพธิสัตว์ที่กล่าววาจาปรารถนา ต่อพระพักตร์พระพุทธ เจ้า(บารมีที่ปรารถนาอยู่ในใจ สมบูรณ์แล้วจึงจะสามารถกล่าววาจาออกมาต่อพระพักตร์ของ พระพุทธองค์ได้) ซึ่งเป็นบุญบารมีอย่างกลาง และยังไกลจากสมัยที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ และจะล้มเลิกความตั้งใจเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ปรากฏชัดเจนในพุทธภูมิที่จะบังเกิดหรือ ไม่เกิดในอนาคต ดังนั้นผลบุญที่ทำก็จะอำนวยผลในช่วงเวลานั้นเสียมากกว่า ที่จะส่งเก็บสะสมในพุทธภูมิ

3. ผลบุญที่พระโพธิสัตว์ได้รับพยากรณ์แน่นอนแล้ว ซึ่งเป็นบุญที่ทำอย่างยิ่งผล บุญเหล่านั้นจะส่งผลในปัจจุบันและอนาคตอันใก้ลพอประมาณ เพื่อให้ทรงสร้างบารมีต่อ แต่ผลบุญส่วนมากจะไปปรากฏในพุทธภูมิของท่านเสียมากกว่า ดังนั้นพระโพธิสัตว์ ที่เทียงแท้แน่นอน ท่านจึงมีอุปนิสัยในการสร้างบุญบารมีอย่างต่อเนื่อง และถ้าท่านได้สร้าง บุญบารมีกับพระพุทธเจ้ามากเท่าไร หรือพระพุทธศาสนาก่อนมากเท่าไร ผลบุญบารมีที่จะ รากฏในสมัยพุทธภูมิของท่านมากขึ้นเท่านั้น ถึงระยะเวลาจะห่างไกลถึง 4 อสงไขย หรือ 8 อสงไขย หรือ 16 อสงไขย ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ เพราะผลบุญไม่ส่งก่อนเวลาเป็นแน่นอน จะรออยู่ในอนาคตสมัยพุทธภูมิของท่าน และพระนิยตโพธิสัตว์มีแต่จะสร้างบุญบารมีเพิ่ม มากขึ้นไปเสียอีก ตามที่สามารถหาโอกาสที่อำนวยให้ได้ จึงจะเห็นว่าพระนิยตโพธิสัตว์ ไม่ค่อยจะอยู่เสวยสุขบนสวรรค์นานนัก ต้องมีใจปรารถนาลงมาเกิดบนมนุษยโลกอยู่เป็น ประจำและถ้านิยติโพธิสัตว์ได้สร้างบุญบารมีกับพระพุทธเจ้า หรือกับพระพุทธศาสนา มากเท่าไร พุทธภูมิที่ท่านจะตรัสรู้ก็จะมีความบริบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น ดังที่ได้มีข้อมูล การเปรีบเทียบพุทธภูมิของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ในพระไตรปิฏก

แต่การที่เราท่านทั้งหลายจะตำหนิว่า พระพุทธเจ้าองค์นี้สร้างบารมีบกพร่องไม่ดีกว่า พระพุทธเจ้าองค์โน้นในอดิต หรือในอนาคต นั้นย่อมไม่ได้เป็นอันขาด เนื่องจากไม่ ใช่ความผิดของพระองค์ เป็นเพราะโอกาสที่จะอำนวยให้พระองค์สร้างบารมี เมื่อตอนเป็นนิยตโพธิสัตว์ มีไม่เท่าเทียมกันตามกฎกระแสแห่งกรรม และบุญบารมีที่เด่นๆ ก็ต่างต่างกัน หาได้เหมือนกันทั้งหมดไม่ ที่ทรงมีเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยนิด คือสัมมาสัมโพธิญาณ และธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอน

พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรก(ผมยังไม่มั่นใจ เพราะมีได้ หลายกรณี) ต้องสร้างบารมีต่อไปอีก ถึง 2 อสงไขย ก่อนได้รับพุทธพยากรณ์ อาจจะสร้าง บารมีมาหลายอสงไขยมาก่อนแล้วก็ได้

พระอัครสาวกเบื้องขวาหรือเบื้องซ้าย เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ เป็นครั้งแรก ก็ต้องสร้าง บารมีต่อไปอีก ถึง 1 อสงไขยเศษแสนมหากัป แต่ก่อนที่ท่านได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้ง แรกนั้นไม่รู้ว่าท่านสร้างบารมีมายาวนานเท่าไร อาจเป็นหลายอสงไขยมาก่อนแล้วก็ได้

พระอเสติที่เป็นเอตทัคคะหรือพระมหาสาวก เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรก ต้องสร้างบารมีต่อ อีก หนึ่งแสนมหากัป เป็นอย่างน้อย แต่ก่อนหน้านั้นท่านอาจ สร้างบารมีมานานมากแล้วก็ได้ ดังมีในพระไตรปิฏก บางท่านสร้างบารมีนานถึง 4 อสงไขยเศษแสนมหากัป บางท่านสร้างบารมีนานถึง
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 11 พ.ค. 2549 (07:59)
กลับคืนสู่ชายคาอีกคราหนึ่ง

เป็นที่ซึ่งพึงใจให้ความหวัง

ได้เห็นหน้าคราใดดีใจจัง

เด็กน้อยยังเริงร่าคราเปฺดเทอม
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 12 พ.ค. 2549 (00:06)
ดีจังเปิดเทอมแล้วเด็กจะได้ไปโรงเรียน

คุณจิตแผ้วสอนเด็กระดับชั้นอะไรคะ
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 12 พ.ค. 2549 (22:46)
สอนระดับมัธยมศึกษา

ตั้งยี่สิบปีกว่าครานึกถึง

บางครั้งท้อแท้ใจในรำพึง

แต่ไม่ถึงถอดใจในความจริง
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 13 พ.ค. 2549 (00:16)
ดีจังลิตเติ้ลก็อยากเป็นครูค่ะ เคยไปสอนเด็กป.6โรงดรียนนานาชาติอยู่อาทืตย์หนึ่ง ถอยออกมาเสียก่อนเพราะยังไม่พร้อม

คิดถึงเด็กๆมากๆค่ะ น่ารักกันทั้งน้าน ลิตเติ้ลอยากไปสอนเด็กบ้านนอกมากกว่าค่ะ
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 14 พ.ค. 2549 (07:28)


29630
พระพุทธองค์ ถือว่า้ป็นบรมครู ดวงจิตทุกดวง ที่รักการเป็นครู จึงถือว่าได้น้อมนำวิถีพุทธเข้าสู่ครรลองของชีวิต ชีวิตที่สมถะ เรียบง่ายไม่ร่ำรวยวัตถุ

แต่อิ่มเอมกับคุณูปการที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ตั้งใจอบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดี งานหนัก

เห็ดเหนื่อยแต่สุขใจครับ

จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 16 พ.ค. 2549 (05:31)
ทรนงหลงตัวไม่กลัวบาป

เที่ยวหยามหยาบคนดีมีเหตุผล

เหลิงอำนาจขาดสติจนลืมตน

ในกมลไร้ศีลธรรมนำครอบครอง

วิถีพุทธแต่ไม่หยุดกามราคะ

ไม่ยอมละเลิกอบายใจมัวหมอง

เที่ยวคิดคดไร้สำนึกไม่ตรึกตรอง

ไม่ทำตามครรลองทำนองธรรม

มือใครยาวสาวได้ก็สาวเอา

ความโง่เขลาเบาปัญญาพาถลำ

หลงเกียรติยศลืมหมดกฏแห่งกรรม

พุทธรรมไม่น้อมนำชำระใจ

เมอื่สิ้นลมหายใจไปจากโลก

วิญญาณโศกจิตหมองไม่ผ่องใส

แทนจุติแดนสวรรค์อันอำไพ

กรรมนำไปในนรกอเวจี
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 18 พ.ค. 2549 (01:27)
แต่งกลอนได้คล่องจริงๆนะคะคุณจิตแผ้ว

ลิตเติ้ลกำลังจะหัดแต่งโคลงสี่สุภาพค่ะ

ยังเริ่มไม่ได้สักบทเลย ไม่รู้จะเริ่มยังไง
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 18 พ.ค. 2549 (18:59)
ใดใดในโลกล้วน....................................อนิจจัง

คนไม่ดูหนังสือยัง...................................สอบได้

คนดูหัวแทบพัง......................................สอบไม่ . ได้นา

คิดได้อย่างนี้ไซร้.....................................อย่าได้ . ดูมัน
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 18 พ.ค. 2549 (19:24)
...๐๐๐xy……….๐ (๐๐)

๐x๐๐…………xy

๐๐x๐…………๐x (๐๐)

๐x๐๐y………….xy ๐๐









x คือคำที่เป็นมีวรรณยุกต์ รูปไม้เอก ( อาจใช้คำตายแทนที่ได้)

y คือคำที่เป็นมีวรรณยุกต์ รูปไม้โท

สีแดง ต้องคล้องจองกับ สีแดง

สีน้ำเงิน ต้องคล้องจองกับ สีน้ำเงิน





ตัวอย่างที่ดีที่สุดของโคล4สุภาพ ก็คือ โคลงบทที่ว่า



เสียงลือเสียงเล่าอ้าง.........อันใด

(ไปหาดูต่อเองนะจ๊ะ)

โคลง4สุภาพหมูไม่ถนัด หมูถนัดเฉพาะโคลง4หยาบคาย จ๊าา
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 18 พ.ค. 2549 (22:05)
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง...อันใด พี่เอย

เสียงย่อมยอยกใคร....ทั่วหล้า

สองเขือพี่หลับใหล.....ลืมตื่น ฤาพี่

สองพี่คิดเองอ้า..........อย่าได้ ถามเผือ



คุณดวงอาทิตย์น้อย ลองเทียบดูดีๆ นะคะ

เหมือนเปี๊ยบตาม โอ เอ๊กซ์ วาย ของคุณหมูฯ เลย

บทนี้ใช้เป็นแม่แบบได้ดีเชียว



ป.ล. (oo) ที่เห็นคุณหมูฯ เขียนไว้ในผังนั่น

(เทียบได้กับตำแหน่งของคำว่า "พี่เอย" และ "ฤาพี่")

เป็นตำแหน่งที่จะใส่คำลงไปก็ได้ หรือไม่ใส่ก็ได้ เพราะไม่ได้บังคับตายตัว

ดังนั้นถ้าเห็นโคลงสี่สุภาพบทไหน ไม่มีคำตรงตำแหน่งนี้

ก็ไม่ได้หมายความว่า คนแต่งเขาแต่งเขาลืมนะคะ
ชื่นใจ
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 19 พ.ค. 2549 (09:01)
เท็จจริงประการใด ผมได้ยินมาเนินนานแล้ว

คือเขาเล่าว่า(ไม่รู้ว่าใครเล่า) ท่านบรมครูสุนทรภู่ ถูกสบประมาทว่า

ไม่ได้เป็นกวี เพราะแต่งได้แต่กลอนตลาด ใคร ๆ ก็แต่งได้

ท่านจึงแต่งกลโคลงขึ้นมาว่า



......เฉน็งไอจึ่งเว้า .... วู่กา

รูกับกาวเมิงแต่ยา .... มู่ไร้

ปิดเซ็นจะมู่ซา ...... เคราฒู่ นี้เฮย

เชะแต่จะตอบให้ .... ช่วยมี้บมังรณอ



ก็ไม่ขอบืนยันว่าโคลงที่เขียนข้างบนจะถูกต้องสักเท่าไรนะครับ

รบกวนท่านที่ทราบชัดเจนช่วยแก้ไขให้ด้วยครับ



แล้วท่านก็ได้แต่ง"นิราศสุพรรณ"ขึ้นมา เป็นโคลงนิราศทั้งเรื่อง
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 19 พ.ค. 2549 (10:45)
ขออนุญาตแก้ไขความเห็นที่ 69 จากยอยกใคร เป็นยอยศใคร เพื่อความถูกต้องครับ ยอยศพระลอครับ
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 19 พ.ค. 2549 (12:29)
โคลงครูอีกบทหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะมาจากนิราศนรินทร์



........ จากมามาลิ่วล้ำ ........ ลำบาง

บางยี่เรือราพลาง ............. พี่พร้อง

เรือแผงช่วยพานาง .......... เมียงม่าน มานา

บางบ่รับคำคล้อง ............. คล่าวน้ำตาคลอ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 20 พ.ค. 2549 (07:34)
โหแต่งกันได้เหมือนแต่งง่ายๆเลยนะคะ

ลิตเติ้ลแต่งอยู่นานมากหว่าจะได้มา1บท

ศีลคือกอบที่ต้อง.............. ปฏิบัติตามนา

ถือเคร่งไม่เสียสัตย์................เยี่ยมแท้

เริ่มต้นอาจเคืองขัด...........ใจหน่อย

พอเชียวชาญดีขึ้น........... ไม่ท้อใจเลย
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 20 พ.ค. 2549 (15:08)
.........เสียงถามเสียงหนุ่มซื้อ.............ลำใย . แม่เอย

เสียงบ่นบอกแพงไป...........................แม่ค้า

สองโลยี่สิบไหม...................................ลดหน่อย . เถิดแม่

สองท่อนฟืนเฉียดหน้า.......................แม่ค้า . ปาหัว ฯ
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 21 พ.ค. 2549 (00:19)
คุณหมูน้อยคิดได้ยังไงคะ ลิตเติ้ลอ่านแล้วขำมากๆ

อยากแต่งอะไรขำบ้างจัง ไว้จะลองแต่งแล้วเอามาให้ช่วยขำนะคะ
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 21 พ.ค. 2549 (16:13)
การสร้างอารมณ์ขันให้คนอื่น นับเป็นศิลป์ที่ทำตามไม่ได้ง่ายนัก(ไม่งั้นตลกคาเฟ่จะรวยกันหรือ)

ยิ่งเอารมณ์ขันมาแต่เป็นโคลงที่แต่งได้ยากอีก นับถือ นับถือ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 21 พ.ค. 2549 (21:57)
อ้างอิงความเห็น ๖๙ และ ๗๑

ขอบพระคุณค่ะคุณจิตแผ้วที่กรุณาแก้ไขให้ถูกต้อง



ขออภัยเรื่องความจำที่ไม่ค่อยจะแม่นด้วยนะคะ



คุณหมูฯ ...ขอคารวะจริงๆ
ชื่นใจ
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 22 พ.ค. 2549 (01:00)
มาแก้ไขที่ตัสเองพิมพ์ผิดเช่นกันค่ะ

กอบ---->กรอบ

เชียว ----> เชี่ยว



ลองไปแต่งกลอนขำๆมาบ้างอาจไม่ได้ครึ่งหมูน้อยนะ

บทนี้แต่ให้พี่ชายที่เคารพค่ะ



แต่งกลอนรักลึกซึ้ง..............มาอวด พี่ชาย

ถูกไล่ไปพร้อมหวด..............ที่ก้น

ไม่วายถูกตามสวด...............หลายบท เลยแฮ

หัดแต่งกลอนธรรมบ้าง.........พี่ชี้ แนวทาง
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 22 พ.ค. 2549 (12:19)


... ปูเหม็น ตอบไม่แฉ้ ............... กำริน

หยวดขิบ รัณฑ์น้ำจิน .............. ส่วยใถ้

ชานทุกท่วน ก้วยดิน ................ เปือนเพ่น

แจ๊วหริบ จาจักใกล้ .................. ร่อยถ้ำ โถลงแคลง ฯ









.
29631

หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 22 พ.ค. 2549 (22:37)
.... สุราควรแต่เว้น ...... สัมผัส

เสพเมื่อใดขาขัด .......... ทิ่มหน้า

อาจมใส่จานจัด ............ กินหมด

คลานสี่ขาเหมือนบ้า ..... อย่าได้ลองเลย
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 22 พ.ค. 2549 (23:12)
มาสนับสนุนกลอนอาจารย์นิรันดร์ค่ะ
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 23 พ.ค. 2549 (09:57)
..... ครูคือแบบอย่างเหยี้ยง ....... เยาวชน

สอนสั่งแลทำตน ...................... เพื่อให้

ศิษย์รักซับซึมผล ...... ............... คำสั่ง ครูนา

หาเท่าครูทำให้ ........................ จักษ์แจ้งจริงจัง
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 23 พ.ค. 2549 (10:05)
........ ครูเมาหัวทิ่มน้ำ ......... ครำคลอง

ศิษย์แจ่มสองตามอง ............ ช่องชี้

ครูทำใคร่อยากลอง .............. ซดดื่ม สักครา

เมาเล่าหัวตำขี้ ...................... ดั่งถี้ครูนำ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 23 พ.ค. 2549 (10:17)
นักกลอนนอนเปล่าอ้าง เอกา

เหงาเปลี่ยวเดียวแดพา หม่นไหม้

อกเอยอ่อนอกครา ขมขื่น

ระทมบ่มพิษไข้ แน่แท้เรียมตรม
จิตแผ้ว
ร่วมแบ่งปัน419 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 23 พ.ค. 2549 (10:19)
...... ชาวพุทธมีวัตรห้า ......... ควรทำ

ปฏิบัติเป็นประจำ ...................ห่อนเว้น

เมตตาซื่อสัตย์คำ ................... ควรกล่าว

ครองคู่เดียวและเร้น ...............ดื่มเหล้าเมายา
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 23 พ.ค. 2549 (11:12)
ผมมีเกร็ดเล็กๆมาฝากคุณลิ๊ตเติ้ลครับ คือว่า

หากเราที่ไม่สามารถหาพยางค์ที่มีรูปวรรณยุกต์ตามต้องการได้จะใช้ “ เอกโทษ , โทโทษ “ ก็ได้



คำเอก

ได้แก่ พยางค์ที่มีรูปวรรณยุกต์เอกบังคับ เช่น ล่า เก่า ก่อน น่า ว่าย ไม่ ฯลฯ

และให้รวมถึง คำตาย ทั้งหมดไม่ว่าจะมีเสียงวรรณยุกต์ใดก็ตาม เช่น ปะ พบ รึ ขัด ชิด



คำตาย คือ

1. คำที่ประสมสระเสียงสั้นแม่ ก กา (ไม่มีตัวสะกด)

2. คำที่สะกดด้วยแม่ กก กบ กด



คำโท

ได้แก่ พยางค์ที่มีรูปวรรณยุกต์โทบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงวรรณยุกต์ใดก็ตาม



โทโทษ

คือ นำรูปเอก แปลงมาใช้ เป็นรูปโท เช่น เล่น

นำมาเขียนใช้เป็น เหล้น

ได้

เอกโทษ

คือ นำรูปโท แปลงมาใช้ เป็นรูปเอก เช่น ห้าม

ข้อน นำมาเขียนเป็น ฮ่าม

ค่อน



ตอนนี้จำได้เพียงเท่านี้ เพราะก่อนหน้านี้ ครั้งสุดท้ายที่เคยแต่งโคลงก็คือตอนอยู่มัธยม วิธีการและฉันทลักษณ์อื่นๆก็ต้องลองไปศึกษาดู(คิดว่ามันน่าจะมีอีก) ผมเองก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ถนัดเรื่องทฤษฎีสักเท่าไหร่ ลำพังพอจำและแต่งได้บ้างก็ถือว่าโชคดีแล้วล่ะครับ แห่ๆๆ



ตัวอย่างการใช้โทโทษ



เรียมร่ำน้ำเนตรถ้วม...................ถึงพรหม

พาเทพเจ้าตกจม......................จ่อมม้วย

เขาพระสุเมรุเปื่อยเป็นตม............ทบท่าว ลงนา

หากอักษิษฐ์พรหมฉ้วย...............พี่ไว้จึ่งคง



ถ้วม = ท่วม

ฉ้วย = ช่วย

เป็นต้น
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 23 พ.ค. 2549 (11:52)
เกือบลืมแน่ะ!! ..มีเกร็ดเพิ่มอีกนิดครับ (แต่อันนี้ผมไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าวิธีอะไร ใครทราบช่วยบอกที ) เคยเห็นอยู่บ่อยๆ คือบางโคลงนั้น ตรงบังคับวรรณยุกต์เอก โท นั้น อาจสลับที่กันได้เช่นกัน ได้รับ สลับเป็น รับได้ เป็นต้น

ตัวอย่างการสลับที่ครับ



แหวนนี้ท่านได้แต่..............ใดมา

เจ้าพิภพโลกา.....................ท่านให้

ทำชอบสิ่งใดฤา..................วานบอก

เราแต่งโคลงถวายไซร้........ท่านให้ รางวัล



ปล. ผมเคยเห็นแต่ใช้ ที่บรรทัดแรก แค่บรรทัดเดียว ไม่แน่ใจว่าสามารถใช้กับบรรทัดอื่นได้ด้วยหรือไม่นะครับ



ปล.2 คุณลิ๊ตเติ้ลครับ อย่าลืมสำผัสตรงตัว y สีน้ำเงิน ที่คหพต.68 นะครับ (คหพต. 73,78)
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 23 พ.ค. 2549 (12:02)
อาจเป็นเพราะโคลงของกวีศรีปราชญ์ล่วงเลยมาหลายร้อยปี

ทำให้แต่ละกระแสก็คลาดเคลื่อนกันไป

อย่างของท่านอาจารย์เทาชมพูใน #40 ของกระทู้
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=12498&page=2

เขียนไว้ว่า



....เรียมร่ำน้ำเนตรถ้วม.........ถึงพรหม

พาเทพเจ้าจ่อมจม...............ตกม้วย

เขาพระเมรุเปี่อยเป็นตม......ทบท่าว ลงนา

หากอกนิษฐ์พรหมฉ้วย.......พี่ไว้จึ่งคง





ส่วนที่ผมจำได้จะเป็น

........เรียมร่ำน้ำเนตรถ้วม ........ ถึงพรหม

พาหมู่สัตว์จ่อมจม ...................ชีพม้วย

พระสุเมรุเปื่อยเป็นตม..............ทบท่าว ลงนา

หากอักนิฏฐ์พรหมฉ้วย ........... พี่ไว้จึงคง



ผิดพลาดประการใด รบกวนใครที่แม่น ๆ กรุณายืนยันด้วยนะครับ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 23 พ.ค. 2549 (12:13)
คำว่า ฤา ใน #87 ออกเสียงว่า รือ ซึ่งไม่สัมผัสกับ มา และกา ในบรรทัดบน



น่าจะเป็น มา มากกว่า

ที่ผมจำได้จะเหมือนกับคุณหมูทั้งหมด ยกเว้นคำนี้คำเดียวครับ



.......แหวนนี้ท่านได้แต่..............ใดมา

เจ้าพิภพโลกา............................ท่านให้

ทำชอบสิ่งใดมา........................วานบอก

เราแต่งโคลงถวายไซร้...............ท่านให้รางวัล



ซึ่งเป็นบทโต้ตอบระหว่างศรีปราชญ์กับนายทวาร

ที่เห็นแหวนของท่านศรีปราชญ์ก็เลยถามไถ่กัน น่าจะเป็นคนคุ้นเคย

แสดงให้เห็นว่าคนในยุคนั้น มีลมหายใจเป็นกวี
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 23 พ.ค. 2549 (12:31)
อีกบทที่สลับตำแหน่ง เอก - โท ที่พอนึกออก



.......อันใดย้ำแก้มแม่ ......หมองหมาย

ยุงเหลือบฤาริ้นพราย.......ลอบกล้ำ

ผิวชนแต่จักกราย............ยังยาก

ใครจักอาจให้ช้ำ ........... ชอกเนื้อเรียมสงวน



โคลงเป็นฉันทลักษณ์ที่มีความแปลกประหลาดในตัวเอง

ด้วยฉันทลักษณ์อื่น จะบังคับเสียงสัมผัสหรือระดับเสียงสูงต่ำ

แต่โคลงกลับบังคับรูปวรรณยุกต์

ทั้งที่รูปวรรณยุกต์มักมีเสียงไม่ตรงเสียงวรรณยุกต์

จะมีก็แต่อักษรกลางคำเป็นเท่านั้นที่รูปและเสียงวรรณยุกต์ตรงกัน

แต่โคลงสี่สุภาพ เมื่อแต่งอย่างถูกบังคับแล้วก็มีความไพเราะไม่แพ้ฉันทลักษณ์อื่นเลย
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 23 พ.ค. 2549 (12:35)
อ้างถึง #87 & #89



สงสัยจะไม่ใช่คำว่า มา เพราะ เป็นสัมผัสซ้ำ

ไม่แน่ใจนะครับ อาจเป็นคำว่า นา ก็ได้

แต่อย่างไร ผมว่าไม่ใข่ ฤา แน่
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 23 พ.ค. 2549 (12:52)
เรียนอาจารย์ครับ

เท่าที่จำได้ ผมก็จำได้แต่คำว่า นา ครับ ไม่เคยเห็นคำว่า มา

ส่วนคำว่า ฤา นั้นผมก็ไม่เคยเห็นเห็นเหมือนกัน ( แฮ่ๆๆ เพราะผมไปก๊อบปี้ของเขามาแล้วก็ลืมตรวจทานอ่านก่อน ขายหน้าจัง !!)
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 23 พ.ค. 2549 (16:36)
 

หมู หลง เลยล่วงล้ำ หลุดคอก

น้อย จิต หากคิดบอก แบ่งชั้น

ใน กาย แผกภายนอก เพียงร่าง หมูนา

กะลา ครอบตัวนั้น ห่อนกั้น ไมตรี ฯ

หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 23 พ.ค. 2549 (16:38)
งั้นขอแก้ไข #89 ตามนี้นะครับ





.......แหวนนี้ท่านได้แต่..............ใดมา

เจ้าพิภพโลกา............................ท่านให้

ทำชอบสิ่งใดนา........................วานบอก

เราแต่งโคลงถวายไซร้...............ท่านให้รางวัล
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 23 พ.ค. 2549 (18:45)
ขอบคุณหมูน้อยมากๆค่ะที่ช่วยแนะนำ

ลิตเติ้ลผิดไปแล้ว แงๆๆ
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 23 พ.ค. 2549 (22:15)
ขอโทษนะคะที่ไม่ได้ทักทายใครเลย

คุณจิตแผ้ว กำลังเหงา เขาว่าคนเหงาเพราะกำลังค้นหาตัวเองค่ะ



อาจารย์นิรันดร์แต่งหลอนทีไร ได้เรื่องทุกทีเลยนะคะ ดีมากๆค่ะ

ให้ข้อคืดดี

ขอบคุณหมูน้อย ที่ให้เกร็ดความรู้เรื่องแต่งกลอนนะคะ



ลิตเติ้ลไปแก้มาใหม่แล้วค่า

ผิดตรงไหนก็แนะนำอีกนะคะทุกท่าน



แต่งกลอนรักลึกซึ้ง............. มากฝากพี่ชาย

ท้ายสุดโดนพี่ว๊าก................กลับบ้าน

ธรรมะมีเรื่องตั้งมาก.............ไม่แต่ง ดูฤา

ลองสักบทสะท้าน...............สะท้อนความจริง
Little Sun
ร่วมแบ่งปัน1172 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 23 พ.ค. 2549 (22:48)
คุณลิ๊ตเติ้ลที่น่ารัก

อดอมยิ้มกับความเพียรของคุณไม่ได้ ยิ่งเห็นโคลงบทนี้ก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอีก

แต่งได้ดีมากเลยครับ บทนี้ ความหมายก็น่ารักดี..





----->อาจารย์นิรันดร์แต่งหลอนทีไร ได้เรื่องทุกทีเลยนะคะ ดีมากๆค่ะ ให้ข้อคืดดี<--------

( ไม่รู้ว่าชอบมากหรือชอบน้อย กับโคลงของอาจารย์ท่าน ฮ่ะๆ

ตกลงเป็น" แต่งกลอน" หรือ " แต่งหลอน" กันแน่จ๊ะ)



----->ขอบคุณหมูน้อย ที่ให้เกร็ดความรู้เรื่องแต่งกลอนนะคะ<--------

( กระทู้นี้ผมยังไม่ได้แนะ ให้เกร็ดความรู้เรื่อง " กลอน " แก่ใครเลยจ๊ะคุณลิ๊ตเติ้ล ผมแนะเรื่อง " โคลง"

ที่แนะเรื่องกลอนนั่นมันอีกกระทู้หนึ่งจ้าาาาาา)



ขอเป็นกำลังใจให้คุณ ให้แต่งทั้งโคลงและกลอนได้เก่งๆคล่องๆยิ่งขึ้นครับ พี่ๆท่านอื่นและอาจารย์เมื่อเห็นความพยายามของคุณก็ต้องเป็นกำลังใจให้คุณด้วยแน่นอนครับผม !!



ปล.ผมไม่แน่ใจนะครับว่าตรงคำว่า " ว๊าก " นั้นถูกต้องรึเปล่า เพราะไม่เคยเห็นว่ามีใครเคยใช้รูปวรรณยุกต์ตรงตำแหน่งดังกล่าวมาก่อนเลย แต่คิดว่าอาจไม่ผิดฉันทลักษณ์ก็ได้เพราะ ไม่เคยเห็นมีข้อห้ามไว้เช่นกัน บอกแล้วผมไม่ค่อยถนัดเรื่องทฤษฎี



ต้องเชิญอาจารย์นิรันดร์มาช่วยตอบแล้วล่ะครับ!!
หมูน้อยในกะลา
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 24 พ.ค. 2549 (01:07)
อ้างอิง ๙๖ และ๙๗ ค่ะ



เรื่องวรรณยุกต์ที่ตำแหน่งนั้นอิฉันเองก็ไม่มีความรู้

แต่ที่รู้แน่ๆ คือ ว. แหวน เป็นอักษรต่ำค่ะ

เมื่ออักษรต่ำผสมกับวรรณยุกต์ โท จะออกเสียงเหมือนอักษรกลาง ผสมวรรณยุกต์ ตรี

ดังนั้น คำว่า ว๊าก จึงไม่ควรใช้ไม้ตรีค่ะ ที่ถูกต้องสะกดว่า "ว้าก"



ลองสังเกตนะคะ อย่างคำว่า "ว้า" ใช้ไม้โท ยังอ่านออกเสียงเป็นเสียงตรีเลย ดังนั้นคำว่า "ว้าก" จึงยึดแบบแผนเดียวกัน




ชื่นใจ
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 24 พ.ค. 2549 (01:14)
มีข้อสังเกตเพิ่มเติมค่ะ

พอกดส่ง คหพ ๙๘ แล้วจึงนึกได้



ถ้าคุณ Little Sun เปลี่ยนรูปวรรณยุกต์จากตรี เป็นโทแล้ว

คำนั้น จะกลายเป็น "ว้าก"

แม้ว่า ณ ตำแหน่งที่คำว่า ว้าก อยู่ตอนนี้

ไม่ได้กำหนดรูปวรรณยุกต์ไว้ก็จริง

แต่โคลงของคุณ Little Sun จะมีคำที่มีรูปวรรณยุกต์ โท เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคำ

ทำให้มี "คำโท" เกินจากที่ฉันทลักษณ์บังคับไว้



อิฉันเองก็ไม่ทราบว่าผิดหลักหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวรู้สึกว่าแปลกๆ นะคะ

เรียนถามความคิดเห็นท่านอื่นๆ ด้วยค่ะ
ชื่นใจ
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 24 พ.ค. 2549 (03:20)
เกินได้ แต่ขาดไม่ได้ครับ
ภูมิ
ร่วมแบ่งปัน253 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 24 พ.ค. 2549 (09:20)
การแต่งโคลง นั้น บังคับรูปวรรณยุกต์ โท

หากเป็นคำที่ใช้รูปวรรณยุกต์เอก แล้วไม่ตรงบังคับแต่ทำเป็นสะกดผิดให้ได้รูปวรรณยุกต์โทโดยเสียงของคำคงเดิม ก็อนุโลมให้ใช้ได้ เรียกว่าโทโทษ

แล้วก็ยังยอมให้มีเอกโทษ ได้อีกเช่นกัน

แต่คำที่รูปวรรณยุกต์เอก ไม่ใคร่เคร่งครัดนัก ให้ใช้คำตาย คือคำที่สะกดด้วยมาตราตัวสะกด แม่ กก กด กบ แทนคำที่ต้องใช้รูปวรรณยุกต์เอกได้



หากโคลงใดจะมีวรรณยุกต์เอก โท เกินไปบ้างก็ไม่ถือว่าผิดฉันทลักษณ์

แต่ถ้ามีมากเกินไปมากนักก็จะมีคำตำหนิอย่างเป็นทางการว่าโคลงรกเอก รกโท ครับ



การให้ใช้คำตายแทนวรรณยุกต์เอกได้ นับว่าช่วยให้แต่โคลงได้ง่ายขึ้นแยะครับ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม