สเตมเซลล์

ใครทราบช่วยบอกด้วยว่า

-สเตมเซลล์คืออะไร

-มีประโยชน์และโทษอย่างไร

-ค้นพบเมื่อไร

ขอบคุณมากครับ



ความคิดเห็นที่ 24 

Noom (Guest)
3 มิ.ย. 2550 12:33
  1. เรื่อง สเตมเซลล์ ปรึกษา www.thaistemlife.co.th ได้ครับ



ความคิดเห็นที่ 22

numay (Guest)
20 มี.ค. 2550 20:48
  1. หนูชื่อเมย์เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หนูอยากสอบถามว่าหนูจะทำสเต็มเซลล์ได้ไหม ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และต้องทำยังไงบ้าง ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือมีวิธีรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ส่งE-mailมาให้หนูที่ numay_18@hotmail.com นะคะ ขอบคุณค่ะ



ความคิดเห็นที่ 19

IzAx In Physics
20 ธ.ค. 2549 20:30
  1. งั้น ขอถามทิ้งท้ายงับ

    Stem cell นี่ ถือว่ามีชีวิต รึยัง? - -* แล้วผิดศีลธรรมมั้ย



    สำหรับผมเนี่ยคิดว่า cell ต่างๆเหล่านี้ถ้าได้มีโอกาสมาเป็นคน ก็อาจจะเป็นผู้ที่ทำประโยชน์แก่มนุษย์ชาติได้ เพราะฉะนั้น ผมก็คิดว่าน่าเสียดาย



    แต่ถ้าถามว่ามันบาปไหม ? ผมว่าไม่บาปนะ ผมไม่คิดว่า Stem cell มีชีวิต มันแค่ยังไม่ตายเท่านั้น- -*

    แบบ สมมมติผมควักลูกตาออกมาเนี่ย แล้วผมถามเพื่อนว่า มันมีชีวิตไหม?



    เพื่อนผมจะบอกว่าไม่มี แต่ถ้าถามว่ามันตายหรือยัง? เพื่อนก็บอกว่ายัง



    สรุปงง งับ ใครสามารถนิยาม คำว่ามีชีวิตได้บ้างคับ กรุณาที



ความคิดเห็นที่ 27

TM
21 มิ.ย. 2550 16:41
  1. stem cell หรือ เซล์ลต้นกำเนิด ได้มาจาก 2 ทาง คือ 1 สกัดออกมาจาก embryo และ 2 คัดเอาจากเม็ดเลือดแดงในรกเด็กแรกเกิด การใช้ stem cell นั้น ไม่ง่ายอย่างที่เราได้ยิน เพราะอาจถูกร่างกายของผู้รับต่อต้านได้ อันตรายถึงตายได้ นอกจากเรื่องศีลธรรม(ดังความเห็น 1 แล้ว) ความเข้ากันได้ของเซล์ลผู้รับและผู้ให้ยังเป็นปัญหาใหญ่มากที่นักวิจัยยังแก้ไม่ตก ทุกวันนี้ก็ใช้วิธีทดลองดู พบว่าโอกาสที่จะพบคู่สมพงษ์นั้นระดีบ 1 ในแสนขึ้นไป ถ้าเป็นญาติกัน โอกาสก็มีมากขึ้น จากการสัมมนาของเหล่านักวิจัยทางด้านนี้ที่ออสเตรเลียเมื่อเมษายนที่ผ่านมา สรุปว่ายังต้องค้นคว้าต่อไปอีก 5-10 ปีหรือกว่านั้น จึงจะใช้ได้อย่างปลอดภัย 100%



ความคิดเห็นที่ 26

ปู (Guest)
21 มิ.ย. 2550 16:17
  1. มีความรู้มาก



ความคิดเห็นที่ 10

รู้ค่ะ (Guest)
26 ก.ย. 2549 16:01
  1. สเตมเซลล์คือเวลล์ต้นเเบบหรือเซลล์ผสมเหมือนกับเราเป็นโรค

    ลิ้นหัวใจรั่วก็ใช้สเตมเซลล์ตัวนี้มารักษาให้เติม



ความคิดเห็นที่ 32

phoplovely_yaituasaen@hotmail.com (Guest)
19 ก.พ. 2551 16:36
  1. <P>เซลล์ทุกเซลล์มีชีวิต ครับ แต่เพื่อความอยู่รอดของคนที่เรารักถ้าจะฆ่าเซลล์ให้หมดไปทั้งโลก มนุษย์ก้อทำครับ เพราะความเหงแก่ตัว</P>

    <P>&nbsp;</P>

    <P>&nbsp;</P>

    <P>ปล.ผ๋มรักนัยวิทยาศาตร์นะแต่ก้อไม่เคยทิ้งไสยศาตร์</P>



ความคิดเห็นที่ 25

SaBaRoS (Guest)
20 มิ.ย. 2550 19:19
  1. อาหารสำหรับเพาะเลี้ยงสเตมเซลล์ มีอะไรบ้าง



ความคิดเห็นที่ 13

สาสา (Guest)
28 ก.ย. 2549 17:51
  1. สเต็มเซลล์...เซลล์มหัศจรรย์



    เป็นเรื่องฮือฮาไม่น้อยที่มีงานวิจัยพบว่าร่างกายมนุษย์มีเซลล์มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งซึ่งนอกจากจะช่วยไขปัญหาพื้นฐานเรื่องเซลล์หลายๆ เรื่องแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ได้มากมาย เซลล์ชนิดนี้ก็คือ สเต็มเซลล์

    สเต็มเซลล์สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น เซลล์กระดูด เซลล์เม็ดเลือด หรือแม้แต่เซลล์สมอง อีกทั้งยังสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งนี่เองที่เป็นต้นตอของการคิดนำสเต็มเซลล์ไปใช้

    สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ย้อนกลับมา ซึ่งเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเซลล์สมอง เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน แต่สเต็มเซลล์สามารถเติบโตได้อีก สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ และสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก

    ในช่วงปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์จากร่างกาย จนเข้าใจขบวนการแบ่งตัวของเซลล์ ทั้งในเซลล์ตัวอ่อนหรือที่เรียกว่าเอ็มบริโอ และการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์มะเร็ง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิคที่ได้พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ

    แต่ในร่างกายมนุษย์มีสเต็มเซลล์น้อยมาก จึงจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยเอาเซลล์อ่อนที่ถูกคัดเลือกพร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแล้วฉีดกลับเข้าไปยังอวัยวะส่วนที่ต้องการรักษา เพื่อรักษาอาการป่วยอันเนื่องมาจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะเสียหายหรือเสื่อมสภาพไป โดยหวังให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นอวัยวะที่ต้องการได้

    การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ แพร่หลายไปทั่วในหลายหน่วยงาน เป็นเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามแยกสเต็มเซลล์จากเอ็มบริโอหรือตัวอ่อนของหนู เพื่อนำมาเลี้ยงในห้องทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งนักวิจัยสามารถแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้สำเร็จ และสามารถแสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ของมนุษย์ที่แยกมาได้ และเลี้ยงในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้จริง ในปี พ.ศ. 2541 นักวิทยาศาสตร์สามารถเพาะสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์และเซลล์สืบพันธุ์ และสามารถสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ขึ้นมาได้สำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 สเต็มเซลล์ตัวอ่อนเหล่านี้ถูกนำไปเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด นับเป็นความก้าวหน้าของงานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ครั้งสำคัญ

    สำนักเอพี/บีบีซีนิวส์/รอยเตอร์ รายงานว่านักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ครองความเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าด้านสเต็มเซลล์ ล่าสุดได้พัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนของมนุษย์ไปได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถสร้างสเต็มเซลล์ให้จับเข้ากับสารพันธุกรรมของผู้ป่วยที่ต้องการได้ นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการทดแทนเซลล์หรือเนื้อเยื่อของคนไข้ที่มีปัญหา และในขณะนี้การทดลองได้มีพัฒนาการที่มากกว่าขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบๆ เท่า โดยสามารถนำสเต็มเซลล์ที่ได้จากการโคลนนิงขยับเข้าไปสู่การใช้เพื่อการรักษาโรคได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

    สำหรับประเทศไทย ได้มีการร่างแนวปฏิบัติและประเด็นพิจารณาทางชีวจริยธรรม การวิจัยเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติฉบับแรกที่หน่วยงานให้ทุนวิจัยและพัฒนาต้องใช้เป็นแนวทาง ซึ่งจะต้องอยู่ในขอบเขตของหลักเกณฑ์ทางด้านจริยธรรม อย่างไรก็ตามในภาพรวมปัญหายังมี 2 ส่วน คือการรักษาผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง และปัญหาเรื่องสภาพความมีชีวิตหรือเป็นมนุษย์ของตัวอ่อน ที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ แม้แต่ในระดับโลกก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ลงตัว ดังนั้น แต่ละประเทศต้องออกกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ของไทยก็ยังไม่มีกฎหมายควบคุมที่ชัดเจน ทั้งคงยังต้องทบทวนและรับฟังความคิดเห็นของสังคมอยู่เรื่อยๆ รวมทั้งยังขึ้นกับนโยบายผู้นำประเทศด้วย

    ส่วนการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคในประเทศไทย ได้ใช้รักษาโรคธาลัสซีเมีย โดยใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่ค่ารักษาสูงถึง 5 แสนบาทต่อคน ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์ และมหิดล ได้เริ่มศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์เพื่อการรักษาโรคหัวใจ เบาหวาน ซึ่งระดับห้องทดลองก้าวหน้ากว่า 50% แล้ว













    การศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์จากร่างกายเป็นอย่างไร









    สเต็มเซลล์จากร่างกาย (adult stem cells, somatic stem cells) เป็นสเต็มเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงที่พบในอวัยวะต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภายในอวัยวะแต่ละชนิดจะประกอบได้ด้วยเซลล์ของอวัยวะนั้นที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่าง สเต็มเซลล์จากร่างกายที่อยู่ในอวัยวะนั้นๆ จึงยังคงสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ และพัฒนาดิฟเฟอเรนชิเอทไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้



    บทบาทของสเต็มเซลล์จากร่างกาย



    ในร่างกายสิ่งมีชีวิตที่สำคัญคือ การซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเสียหายไป ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างสเต็มเซลล์จากร่างกายกับสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนคือ กำเนิดหรือที่มาของเซลล์เหล่านั้น โดยสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมีกำเนิดมาจากกลุ่มเซลล์ด้านในของบลาสโตซิสต์ ในขณะที่สเต็มเซลล์จากร่างกายนั้นยังไม่ทราบแน่นอนว่ามีกำเนิดมาจากที่ใด



    งานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์จากร่างกายสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการแพทย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบสเต็มเซลล์จากร่างกายในเนื้อเยื่อมากมายหลายชนิด ซึ่งมากกว่าที่เคยทราบกันมาก่อน และบางอย่างก่อนหน้านี้ไม่เชื่อว่าจะพบสเต็มเซลล์ด้วยซ้ำไป การค้นพบเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามที่สำคัญ เพื่อจะพยายามนำสเต็มเซลล์จากร่างกายไปใช้ในการปลูกถ่ายเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย จริงๆ แล้ว สเต็มเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ถูกนำมาใช้ในการปลูกถ่ายตั้งแต่เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว



    ระยะหลังมานี้ก็พบว่า สเต็มเซลล์จากร่างกายอีกหลายชนิด มีความสามารถพัฒนาดิฟเฟอเรนชิเอทไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือ ต้องกำหนดเงื่อนไขหรือวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมสเต็มเซลล์จากร่างกายที่เพาะเลี้ยงในห้องปฎิบัติการ ให้สามารถดิฟเฟอเรนชิเอทไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเซลล์เหล่านั้นสามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ได้หลายชนิด โดยเฉพาะบรรดาโรคร้ายแรงที่พบได้บ่อยๆ





    ประวัติความเป็นมาของงานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์จากร่างกาย เริ่มต้นเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ในช่วงทศวรรษ 1960 นักวิทยาศาสตร์พบว่า ภายในเนื้อเยื่อไขกระดูกประกอบไปด้วยสเต็มเซลล์อย่างน้อยสองชนิดด้วยกัน สเต็มเซลล์ชนิดแรกเรียกว่า hematopoietic stem cells ซึ่งหมายถึงสเต็มเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ส่วนสเต็มเซลล์ชนิดที่สองอยู่ภายในไขกระดูกเป็นชนิด bone marrow stromal cells ซึ่งถูกค้นพบสองสามปีต่อมา เซลล์ที่เรียกว่า bone marrow stromal cells นี้ประกอบไปด้วยส่วนผสมของเซลล์ต้นกำเนิดกระดูก เซลล์ต้นกำเนิดกระดูกอ่อน เซลล์ต้นกำเนิดเซลล์ไขมัน และเซลล์ต้นกำเนิดเนื้อเยื่อเส้นใยประสานหรือไฟเบอร์



    ต่อมาไม่นานนักในช่วงทศวรรษ 1960 เช่นกัน นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งค้นพบสเต็มเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์ประสาท โดยทำการทดลองศึกษาวิจัยในหนูทดลอง สามารถค้นพบส่วนของสมองหนู 2 บริเวณที่มีสเต็มเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์ประสาท การค้นพบครั้งนั้นขัดแย้งกับความรู้เดิมที่เชื่อกันว่า เซลล์ประสาทไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ยังคงเชื่อว่า เซลล์ประสาทไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ และดูเหมือนจะไม่ค่อยยอมรับกับผลงานวิจัยชิ้นนั้น จนกระทั่งราวสามสิบปีต่อมา ทฤษฏีว่าด้วยสเต็มเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ประสาทถึงได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนและเป็นที่ยอมรับในที่สุด ปัจจุบันพบว่า สเต็มเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์ประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบไปด้วยเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์ประสาท และเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์ชนิดแอสโตรซัยท์ (astrocytes) และ โอลิโกเดนโดรซัยท์ (oligodendrocytes) ซึ่งถือว่าเป็นเซลล์ชนิด non-neuronal cells



ความคิดเห็นที่ 12

คนถ่อมตน (Guest)
28 ก.ย. 2549 17:50
  1. สเต็มเซลล์ (Stem Cell)



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก เนื่องจากเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ และสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า



    ตัวอย่างที่คุ้นเคย คือ "พลานาเรีย" มีอะไรพิเศษในพลานาเรีย? ทดสอบได้ง่ายๆ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองตัดพลานาเรีย ออกเป็น 279 ชิ้น และได้พลานาเรียใหม่ 279 ตัวหลังจากเลี้ยงทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ และในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ซาลาแมนเดอร์ ดาวทะเล ไฮดรา ก็จะมีการงอกใหม่ของ อวัยวะบางส่วนเช่นเดียวกัน



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ 3 ประการ



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานาน

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดมีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้

    แหล่งที่มาของสเต็มเซลล์



    เมื่อสเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ และต่อมาก็พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า เอ็มบริโอ (embryo) ช่วงเป็นตัวอ่อนเซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ตัวอ่อนระยะ 3 - 5 วัน ที่มีรวมกันประมาณ 150 เซลล์ เรียกว่า ระยะบลาสโตซิสต์ (blastocyst) ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน หรือกลุ่มเซลล์ที่อยู่ชั้นใน ซึ่งมีจำนวนเซลล์ประมาณ 30 เซลล์ ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ ซึ่งมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะ โดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ตับ รวมแล้วกว่า 220 ชนิด ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และการที่สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดถือกำเนิดมาจากช่วงการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนจึงเรียกชื่อเต็มๆ ว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน



    แหล่งของสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดอีกแหล่งหนึ่งได้มาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายมนุษย์หลายชนิด สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แม้กระทั่งเกล็ดเลือด เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดก็ตามจะไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างชนิดได้ เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมองได้ สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่น เซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ เซลล์ในไขกระดูกสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้

































    การเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฎิบัติการ เรียกว่า cell culture นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน โดยการนำกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า inner cell mass จากบลาสโตซิสต์ มาใส่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งเป็นจานพลาสติกที่ใช้ในห้องปฎิบัติการ ภายในประกอบด้วยอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเซลล์ เรียกว่า culture medium จากนั้นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนจะแบ่งตัวไปทั่วส่วนผิวของจานเพาะเลี้ยง จากนั้นส่วนหนึ่งจะถูกนำไปไว้ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ การย้ายไปใส่ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ เรียกว่า subculture ซึ่งจะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายครั้งหลายหน เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จากที่เริ่มต้นเพียง 30 เซลล์ของกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน จะกลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนนับล้านเซลล์ ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเซลล์ไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่นเลย และต้องเป็นสเต็มเซลล์ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้หลายชนิด เราเรียกผลผลิตสุดท้ายจากห้องปฎิบัติการนี้ว่า embryonic stem cell line เมื่อผลิตสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เป็นต้นแบบได้ ก็จะนำไปแช่แข็ง และพร้อมที่จะนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยต่อไป





    ข่าวคราวเกี่ยวกับสเต็มเซลล์และการนำไปใช้ประโยชน์



    ความก้าวหน้างานวิจัยสเต็มเซลล์ฉบับย่นย่อ

    ช่วงปี 2503 – 2513 : เริ่มการวิจัยสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย

    2511 : สเต็มเซลล์ที่โตเต็มวัยถูกนำไปใช้รักษาคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immunodeficient patient)

    2541 : นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ เพาะสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์และเซลล์สืบพันธุ์ และสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ (cell line) ขึ้น ซึ่งขณะนี้เซลล์ไลน์ดังกล่าวยังคงอยู่ในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นใหม่

    2544 : สเต็มเซลล์ตัวอ่อนถูกนำไปเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด

    2547 : นักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้โคลนตัวอ่อนมนุษย์ 30 ตัวและใช้เวลาอยู่ไม่กี่วันพัฒนาตัวอ่อนเหล่านี้

    2548 : นักวิทยาศาสตร์เกาหลีทีมเดิมพัฒนาสเต็มเซลล์ และปรับปรุงจนกระทั่งสามารถจับเข้ากับคนไข้แต่ละรายได้



    การรักษาโรคต่างๆ



    โรคหัวใจ



    เชื่อกันว่า การฉีดสเตมเซลล์จากไขกระดูกเข้าสู่เส้นเลือดหัวใจของผู้ป่วยโรคหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวจะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น



    มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งชนิดอื่น



    ผลการศึกษาชี้ว่า สเตมเซลล์จากไขกระดูกและเลือดจากสายสะดือรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และชะลออาการของโรคมะเร็งปุ่มน้ำเหลืองชนิดนอนฮอด์จกิน มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งรังไข่ในผู้ป่วยบางราย



    โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์



    สเตมเซลล์ของผู้ใหญ่เร่งการซ่อมแซมการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนได้ ผู้ป่วยที่ผ่านการทดลองรักษาด้วยสเตมเซลล์บางรายมีอาการปวดลดลงชั่วคราวและบางรายตอบสนองดีกว่าการใช้ยาที่มา: http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/5/stem-cell/stem-cell1.htm [เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ]



    http://update.se-ed.com/163/stemcell.htm [เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ]



    http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9480000067829 [เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ]



    http://www.bangkokhealth.com/sitesearch_detail.asp?Number=9567 [เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ]



ความคิดเห็นที่ 14

ถังไท่จง
28 ก.ย. 2549 18:13
  1. สเต็มเซลล์ (Stem Cell)



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก เนื่องจากเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ และสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า



    ตัวอย่างที่คุ้นเคย คือ "พลานาเรีย" มีอะไรพิเศษในพลานาเรีย? ทดสอบได้ง่ายๆ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองตัดพลานาเรีย ออกเป็น 279 ชิ้น และได้พลานาเรียใหม่ 279 ตัวหลังจากเลี้ยงทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ และในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ซาลาแมนเดอร์ ดาวทะเล ไฮดรา ก็จะมีการงอกใหม่ของ อวัยวะบางส่วนเช่นเดียวกัน



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ 3 ประการ



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานาน

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดมีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้

    แหล่งที่มาของสเต็มเซลล์



    เมื่อสเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ และต่อมาก็พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า เอ็มบริโอ (embryo) ช่วงเป็นตัวอ่อนเซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ตัวอ่อนระยะ 3 - 5 วัน ที่มีรวมกันประมาณ 150 เซลล์ เรียกว่า ระยะบลาสโตซิสต์ (blastocyst) ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน หรือกลุ่มเซลล์ที่อยู่ชั้นใน ซึ่งมีจำนวนเซลล์ประมาณ 30 เซลล์ ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ ซึ่งมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะ โดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ตับ รวมแล้วกว่า 220 ชนิด ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และการที่สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดถือกำเนิดมาจากช่วงการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนจึงเรียกชื่อเต็มๆ ว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน



    แหล่งของสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดอีกแหล่งหนึ่งได้มาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายมนุษย์หลายชนิด สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แม้กระทั่งเกล็ดเลือด เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดก็ตามจะไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างชนิดได้ เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมองได้ สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่น เซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ เซลล์ในไขกระดูกสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้

































    การเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฎิบัติการ เรียกว่า cell culture นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน โดยการนำกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า inner cell mass จากบลาสโตซิสต์ มาใส่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งเป็นจานพลาสติกที่ใช้ในห้องปฎิบัติการ ภายในประกอบด้วยอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเซลล์ เรียกว่า culture medium จากนั้นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนจะแบ่งตัวไปทั่วส่วนผิวของจานเพาะเลี้ยง จากนั้นส่วนหนึ่งจะถูกนำไปไว้ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ การย้ายไปใส่ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ เรียกว่า subculture ซึ่งจะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายครั้งหลายหน เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จากที่เริ่มต้นเพียง 30 เซลล์ของกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน จะกลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนนับล้านเซลล์ ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเซลล์ไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่นเลย และต้องเป็นสเต็มเซลล์ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้หลายชนิด เราเรียกผลผลิตสุดท้ายจากห้องปฎิบัติการนี้ว่า embryonic stem cell line เมื่อผลิตสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เป็นต้นแบบได้ ก็จะนำไปแช่แข็ง และพร้อมที่จะนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยต่อไป





    ข่าวคราวเกี่ยวกับสเต็มเซลล์และการนำไปใช้ประโยชน์



    ความก้าวหน้างานวิจัยสเต็มเซลล์ฉบับย่นย่อ

    ช่วงปี 2503 – 2513 : เริ่มการวิจัยสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย

    2511 : สเต็มเซลล์ที่โตเต็มวัยถูกนำไปใช้รักษาคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immunodeficient patient)

    2541 : นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ เพาะสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์และเซลล์สืบพันธุ์ และสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ (cell line) ขึ้น ซึ่งขณะนี้เซลล์ไลน์ดังกล่าวยังคงอยู่ในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นใหม่

    2544 : สเต็มเซลล์ตัวอ่อนถูกนำไปเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด

    2547 : นักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้โคลนตัวอ่อนมนุษย์ 30 ตัวและใช้เวลาอยู่ไม่กี่วันพัฒนาตัวอ่อนเหล่านี้

    2548 : นักวิทยาศาสตร์เกาหลีทีมเดิมพัฒนาสเต็มเซลล์ และปรับปรุงจนกระทั่งสามารถจับเข้ากับคนไข้แต่ละรายได้



    การรักษาโรคต่างๆ



    โรคหัวใจ



    เชื่อกันว่า การฉีดสเตมเซลล์จากไขกระดูกเข้าสู่เส้นเลือดหัวใจของผู้ป่วยโรคหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวจะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น



    มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งชนิดอื่น



    ผลการศึกษาชี้ว่า สเตมเซลล์จากไขกระดูกและเลือดจากสายสะดือรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และชะลออาการของโรคมะเร็งปุ่มน้ำเหลืองชนิดนอนฮอด์จกิน มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งรังไข่ในผู้ป่วยบางราย



    โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์



    สเตมเซลล์ของผู้ใหญ่เร่งการซ่อมแซมการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนได้ ผู้ป่วยที่ผ่านการทดลองรักษาด้วยสเตมเซลล์บางรายมีอาการปวดลดลงชั่วคราวและบางรายตอบสนองดีกว่าการใช้ยา



ความคิดเห็นที่ 15

ถังไท่จง
28 ก.ย. 2549 18:13
  1. สเต็มเซลล์ (Stem Cell)



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก เนื่องจากเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ และสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า



    ตัวอย่างที่คุ้นเคย คือ "พลานาเรีย" มีอะไรพิเศษในพลานาเรีย? ทดสอบได้ง่ายๆ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองตัดพลานาเรีย ออกเป็น 279 ชิ้น และได้พลานาเรียใหม่ 279 ตัวหลังจากเลี้ยงทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ และในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ซาลาแมนเดอร์ ดาวทะเล ไฮดรา ก็จะมีการงอกใหม่ของ อวัยวะบางส่วนเช่นเดียวกัน



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ 3 ประการ



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานาน

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดมีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้

    แหล่งที่มาของสเต็มเซลล์



    เมื่อสเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ และต่อมาก็พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า เอ็มบริโอ (embryo) ช่วงเป็นตัวอ่อนเซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ตัวอ่อนระยะ 3 - 5 วัน ที่มีรวมกันประมาณ 150 เซลล์ เรียกว่า ระยะบลาสโตซิสต์ (blastocyst) ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน หรือกลุ่มเซลล์ที่อยู่ชั้นใน ซึ่งมีจำนวนเซลล์ประมาณ 30 เซลล์ ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ ซึ่งมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะ โดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ตับ รวมแล้วกว่า 220 ชนิด ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และการที่สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดถือกำเนิดมาจากช่วงการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนจึงเรียกชื่อเต็มๆ ว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน



    แหล่งของสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดอีกแหล่งหนึ่งได้มาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายมนุษย์หลายชนิด สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แม้กระทั่งเกล็ดเลือด เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดก็ตามจะไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างชนิดได้ เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมองได้ สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่น เซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ เซลล์ในไขกระดูกสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้

































    การเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฎิบัติการ เรียกว่า cell culture นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน โดยการนำกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า inner cell mass จากบลาสโตซิสต์ มาใส่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งเป็นจานพลาสติกที่ใช้ในห้องปฎิบัติการ ภายในประกอบด้วยอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเซลล์ เรียกว่า culture medium จากนั้นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนจะแบ่งตัวไปทั่วส่วนผิวของจานเพาะเลี้ยง จากนั้นส่วนหนึ่งจะถูกนำไปไว้ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ การย้ายไปใส่ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ เรียกว่า subculture ซึ่งจะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายครั้งหลายหน เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จากที่เริ่มต้นเพียง 30 เซลล์ของกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน จะกลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนนับล้านเซลล์ ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเซลล์ไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่นเลย และต้องเป็นสเต็มเซลล์ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้หลายชนิด เราเรียกผลผลิตสุดท้ายจากห้องปฎิบัติการนี้ว่า embryonic stem cell line เมื่อผลิตสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เป็นต้นแบบได้ ก็จะนำไปแช่แข็ง และพร้อมที่จะนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยต่อไป





    ข่าวคราวเกี่ยวกับสเต็มเซลล์และการนำไปใช้ประโยชน์



    ความก้าวหน้างานวิจัยสเต็มเซลล์ฉบับย่นย่อ

    ช่วงปี 2503 – 2513 : เริ่มการวิจัยสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย

    2511 : สเต็มเซลล์ที่โตเต็มวัยถูกนำไปใช้รักษาคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immunodeficient patient)

    2541 : นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ เพาะสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์และเซลล์สืบพันธุ์ และสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ (cell line) ขึ้น ซึ่งขณะนี้เซลล์ไลน์ดังกล่าวยังคงอยู่ในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นใหม่

    2544 : สเต็มเซลล์ตัวอ่อนถูกนำไปเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด

    2547 : นักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้โคลนตัวอ่อนมนุษย์ 30 ตัวและใช้เวลาอยู่ไม่กี่วันพัฒนาตัวอ่อนเหล่านี้

    2548 : นักวิทยาศาสตร์เกาหลีทีมเดิมพัฒนาสเต็มเซลล์ และปรับปรุงจนกระทั่งสามารถจับเข้ากับคนไข้แต่ละรายได้



    การรักษาโรคต่างๆ



    โรคหัวใจ



    เชื่อกันว่า การฉีดสเตมเซลล์จากไขกระดูกเข้าสู่เส้นเลือดหัวใจของผู้ป่วยโรคหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวจะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น



    มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งชนิดอื่น



    ผลการศึกษาชี้ว่า สเตมเซลล์จากไขกระดูกและเลือดจากสายสะดือรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และชะลออาการของโรคมะเร็งปุ่มน้ำเหลืองชนิดนอนฮอด์จกิน มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งรังไข่ในผู้ป่วยบางราย



    โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์



    สเตมเซลล์ของผู้ใหญ่เร่งการซ่อมแซมการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนได้ ผู้ป่วยที่ผ่านการทดลองรักษาด้วยสเตมเซลล์บางรายมีอาการปวดลดลงชั่วคราวและบางรายตอบสนองดีกว่าการใช้ยา



ความคิดเห็นที่ 16

ถังไท่จง
28 ก.ย. 2549 18:15
  1. สเต็มเซลล์ (Stem Cell)



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก เนื่องจากเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ และสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า



    ตัวอย่างที่คุ้นเคย คือ "พลานาเรีย" มีอะไรพิเศษในพลานาเรีย? ทดสอบได้ง่ายๆ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองตัดพลานาเรีย ออกเป็น 279 ชิ้น และได้พลานาเรียใหม่ 279 ตัวหลังจากเลี้ยงทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ และในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ซาลาแมนเดอร์ ดาวทะเล ไฮดรา ก็จะมีการงอกใหม่ของ อวัยวะบางส่วนเช่นเดียวกัน



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ 3 ประการ



    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานาน

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดมีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้

    แหล่งที่มาของสเต็มเซลล์



    เมื่อสเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ และต่อมาก็พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า เอ็มบริโอ (embryo) ช่วงเป็นตัวอ่อนเซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ตัวอ่อนระยะ 3 - 5 วัน ที่มีรวมกันประมาณ 150 เซลล์ เรียกว่า ระยะบลาสโตซิสต์ (blastocyst) ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน หรือกลุ่มเซลล์ที่อยู่ชั้นใน ซึ่งมีจำนวนเซลล์ประมาณ 30 เซลล์ ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ ซึ่งมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะ โดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ตับ รวมแล้วกว่า 220 ชนิด ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และการที่สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดถือกำเนิดมาจากช่วงการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนจึงเรียกชื่อเต็มๆ ว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน



    แหล่งของสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดอีกแหล่งหนึ่งได้มาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายมนุษย์หลายชนิด สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แม้กระทั่งเกล็ดเลือด เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดก็ตามจะไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างชนิดได้ เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมองได้ สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่น เซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ เซลล์ในไขกระดูกสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้

































    การเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฎิบัติการ เรียกว่า cell culture นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน โดยการนำกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า inner cell mass จากบลาสโตซิสต์ มาใส่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งเป็นจานพลาสติกที่ใช้ในห้องปฎิบัติการ ภายในประกอบด้วยอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเซลล์ เรียกว่า culture medium จากนั้นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนจะแบ่งตัวไปทั่วส่วนผิวของจานเพาะเลี้ยง จากนั้นส่วนหนึ่งจะถูกนำไปไว้ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ การย้ายไปใส่ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ เรียกว่า subculture ซึ่งจะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายครั้งหลายหน เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จากที่เริ่มต้นเพียง 30 เซลล์ของกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน จะกลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนนับล้านเซลล์ ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเซลล์ไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่นเลย และต้องเป็นสเต็มเซลล์ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้หลายชนิด เราเรียกผลผลิตสุดท้ายจากห้องปฎิบัติการนี้ว่า embryonic stem cell line เมื่อผลิตสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เป็นต้นแบบได้ ก็จะนำไปแช่แข็ง และพร้อมที่จะนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยต่อไป





    ข่าวคราวเกี่ยวกับสเต็มเซลล์และการนำไปใช้ประโยชน์



    ความก้าวหน้างานวิจัยสเต็มเซลล์ฉบับย่นย่อ

    ช่วงปี 2503 – 2513 : เริ่มการวิจัยสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย

    2511 : สเต็มเซลล์ที่โตเต็มวัยถูกนำไปใช้รักษาคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immunodeficient patient)

    2541 : นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ เพาะสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์และเซลล์สืบพันธุ์ และสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ (cell line) ขึ้น ซึ่งขณะนี้เซลล์ไลน์ดังกล่าวยังคงอยู่ในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นใหม่

    2544 : สเต็มเซลล์ตัวอ่อนถูกนำไปเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด

    2547 : นักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้โคลนตัวอ่อนมนุษย์ 30 ตัวและใช้เวลาอยู่ไม่กี่วันพัฒนาตัวอ่อนเหล่านี้

    2548 : นักวิทยาศาสตร์เกาหลีทีมเดิมพัฒนาสเต็มเซลล์ และปรับปรุงจนกระทั่งสามารถจับเข้ากับคนไข้แต่ละรายได้



    การรักษาโรคต่างๆ



    โรคหัวใจ



    เชื่อกันว่า การฉีดสเตมเซลล์จากไขกระดูกเข้าสู่เส้นเลือดหัวใจของผู้ป่วยโรคหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวจะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น



    มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งชนิดอื่น



    ผลการศึกษาชี้ว่า สเตมเซลล์จากไขกระดูกและเลือดจากสายสะดือรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และชะลออาการของโรคมะเร็งปุ่มน้ำเหลืองชนิดนอนฮอด์จกิน มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งรังไข่ในผู้ป่วยบางราย



    โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์



    สเตมเซลล์ของผู้ใหญ่เร่งการซ่อมแซมการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนได้ ผู้ป่วยที่ผ่านการทดลองรักษาด้วยสเตมเซลล์บางรายมีอาการปวดลดลงชั่วคราวและบางรายตอบสนองดีกว่าการใช้ยา



ความคิดเห็นที่ 11

Chitaro
27 ก.ย. 2549 12:03
  1. stem cell ก้อคือเซลล์เรานี่แหละแต่ว่ายังไม่ได้มีการพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะ ซึ่งเราสามารถเหนี่ยวนำให้มันกลายเป็นเซลลืที่ทำหน้าที่แบบไหนก้อได้ตามใจเราเลยแหละ ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับ Stem cell นี้ก้อเริ่มมาจากนักวิทยาศาสตร์ชาวแคนนาดาชื่อ Ernest A. McCulloch and James E. Till.ในปี 1960 ส่วนการเอามาใช้ในทางการแพทย์นั้นก้ออาศัยที่ว่ามันสามารถถูกแบ่งตัวให้เป็นอะไรก้อได้ตามใจเรา เราก็เลยเอามาใช้ตอนที่อวัยวะอะไรทำงานผิดพลาดหรือสูญเสียสภาพไปก็จะเอา stem cell นี่แหละมาทำให้เป็นอวัยวะนั้น ถ้าสนใจจะตามต่อก็ตามลิงค์นี้ไปเลย
    http://en.wikipedia.org/wiki/Stem_cell
    http://stemcells.nih.gov/info/basics/basics1.asp
    http://www.sciam.com/article.cfm?articleID=000AA485-7635-12B8-B5AE83414B7F0000&pageNumber=1&catID=9



ความคิดเห็นที่ 9

hero_freedomplus@hotmail.com (Guest)
26 ก.ย. 2549 09:08
  1. สเตมเซลล์เป็นสเตมเฉพาะใช่หรือป่าวใครรู้บอกหน่อยนะสงสัย.........



ความคิดเห็นที่ 6

ใครรู้ (Guest)
25 มิ.ย. 2549 16:01
  1. มีใครรู้บ้างว่า ใครเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีเซลล์แนวใหม่ มี 3 คน ใครบ้างชาวอะไรบ้างช่วยทีครับ



ความคิดเห็นที่ 7

ใครรู้ (Guest)
25 มิ.ย. 2549 16:03
  1. เห็นว่าเกี่ยวกับสเตมเซลล์ช่วยที



ความคิดเห็นที่ 8

sophachan_nong@hotmail.com (Guest)
22 ก.ย. 2549 15:44
  1. อยากทราบเรื่องราวของสเตมเซลล์ว่ามันคืออะไร เป็นอย่างไร มีหน้าที่ทำอะไร และมีประโยชน์อย่างไร

    ช่วยตอบคำถามหน่อยนะค่ะอยากทราบมากเลยค่ะ

    ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ..



ความคิดเห็นที่ 23

lovelyvee_3@hotmail.com (Guest)
11 พ.ค. 2550 17:25
  1. ข้าพเจ้าชื่อวี แฟนข้าพเจ้าป่วยเป็นโรค มะเร็งลำใส้ระยะสุดท้าย และเป็นเบาหวาน ด้วย สนใจเรื่องสเต็มเซลล์มาก ไม่ทราบว่าจะพอทำให้หายได้มั้ย และถ้าทำได้ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลไหน ประเทศอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยเราด้วย



ความคิดเห็นที่ 1

แป๋มคุง 100
14 มี.ค. 2549 13:00
  1. นักวิทยาศาสตร์เกาหลีนำมาวิจัยจนถูกจับไปแย้ว

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น