|
เรื่องของผม ภาคมัธยม ตอน1 "ไอ้กรเด็กศิลป์"
โพสต์เมื่อ:
20:49 วันที่ 14 มี.ค. 2549 ชมแล้ว:
814 ตอบแล้ว:
5
เมื่อผมจากเชียงรายบ้านเกิด มาเรียนโรงเรียนมัธยมในเมืองหลวงตามคำชักชวนของแม่(ที่จริงเป็นชานเมืองย่านรังสิต) ผมทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้น กลัวที่จะต้องเผชิญโลกใหม่ ใหญ่กว่าเดิม ใหญ่กว่าโลกในหมู่บ้านเล็กๆที่คนในหมู่บ้านตั้งแต่หัวบ้าน ยันท้ายบ้าน รู้จักมักจี่กันหมด ตื่นเต้นที่จะได้เจอสภาพแวดล้อมในเมือง เหมือนที่เคยเห็นในทีวี
เมื่อผมจะจากบ้านมานั้นพ่อไม่ค่อยจะสู้อยากให้ลูกชายจากไปไกลหูไกลตานัก แต่เมื่อเห็นแล้วว่านั่นเป็นทางเจริญ ทางก้าวหน้าของลูก ก็ยอมปล่อยลูกมาในที่สุด ใช่แล้ว! พ่อกับแม่ผมแยกทางกันตั้งแต่ผมอยู่ปอสาม แม่มาทำงานเป็นคนงานในโรงงานเล็กๆภายในซอยดินลูกรังฝุ่นคลุ้ง สถานที่ที่เป็นแหล่งชุมชนแออัด สิ่งปลูกสร้างที่นอกจากโรงงานแล้วก็คงมีแต่เพิงและห้องแถวไม้เก่าๆสภาพโย้เย้ มีน้ำครำโชยกลิ่นมาจากใต้พื้นกระดานห้องเช่าตลอดเวลา กลางคืนนอนในมุ้งต้องคอยระวังยุง สัตว์ตัวเล็กๆและตะขาบที่คอยไต่ลอดร่องผุๆของไม้กระดานขึ้นมาเสมอๆ ที่นี่เราจะพบกลุ่มคนชั้นล่างอัดกันอยู่เป็นกระจุก ร้อยละเจ็ดแปดสิบของคนเหล่านี้มีความรู้ไม่ถึงมอสาม พวกเขาอยู่กันอย่างตามมีตามเกิด ต่อไปผมก็คงต้องใช้คำว่าพวกเรา แทน ที่นี่ไม่มีใครพูดจาใช้คำไพเราะๆหรือศัพท์แสงสูงๆ ไม่มีคำว่า คุณครับ.. ไม่มี ดิฉันคิดว่า.. , ทราบแล้วครับ , เชิญค่ะ , คุณแม่ขา.. ..รบกวนบอกผมด้วยนะครับ ไม่มี ประโยค ดาวพระศุกร์ ค่ำนี้ไปดินเนอร์กับผมนะครับ. ฯลฯ มีแต่ เออ!! รู้แล้วน่า , มึงอย่าดื้อ , ไอ้เจี๊ยบเอ๊ย..หยิบของให้กูทีเถอะ , ข้าว่าเอ็งอย่าเสือกเรื่องของมันเลย.. , หวยออกอะไรว่ะ แม่อีจิ๋ม! , ฮ่วย..! ฯลฯ ที่นี่เป็นโลกที่ต่างจากในจอทีวีของผมอย่างสิ้นเชิง จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 14 มี.ค. 2549 (20:51) แต่ถ้าใครตื่นขึ้นมาแต่เช้าๆ จะเห็นคนเหล่านี้พร้อมใจกันลุกขึ้นมาหุงหาอาหารเพื่อ ตักบาตรร่วมกันและนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 มี.ค. 2549 (20:53) ..เอามันมาทำงาน หรือให้เรียนล่ะ..อีไก่? ป้าเจ้าของห้องแถวชะโงกหน้ามาถามแม่หลังมายืนเพ่งดูผมสักพัก ..ไม่รู้เลย.. เอามันไปสมัครโรงงานเค้าก็ว่ามันเด็กเกินไป ผิดกฎหมาย เขาไม่รับ แม่ว่า ให้มันเรียนไปเถ๊อะ อย่าให้มันโง่เป็นควายเหมือนลูกข้าเลย... ป้าเพื่อนร่วมชายคาห้องแถวซึ่งกระโจมอกอาบน้ำจากโอ่งของส่วนกลางตรงลานแคบๆพูดขึ้นมา ไอ้เชียน มันไปเมาที่ไหนมาอีกรึเปล่า ยัยสาย เห็นห้องมันปิดเงียบเชียว ทีเหล้ามีตังค์แดกได้ ค่าห้องกูล่ะผลัดเอาทุกเดือน ป้าเจ้าของห้องเปลี่ยนเรื่องหันไปเท้าสะเอวพูดเสียงดัง หันไปมองยังห้องที่ประตูไม้ผุ ที่เอารูปดาราใบใหญ่ มาแปะไว้ปิดบังความอัปลักษณ์ของประตูห้อง . ค่าเช่าเดือนเท่าไหร่เหรอแม่ ผมกระซิบถาม หกร้อย แม่เอ่ยขึ้นขณะแต่งกระโจมอกจะไปอาบน้ำหน้าบ้านอีกคน .. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 14 มี.ค. 2549 (20:57) เอ็งจะเรียนอะไรล่ะกร แม่ถามขณะที่ผมกรอกใบสมัครเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง .มีคนบอกว่า สายวิทย์มันยากมาก กลัวไม่จบ . . ผมจะเรียนสายศิลป์ ผมชอบวาดรูป ..เจ้าหน้าที่รับสมัครยิ้มขำๆไม่พูดอะไร ขณะที่ผมยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารให้เขา ผมยิ้มอายๆ .. หรือเขาจะตลกภาษาเหนือที่ผมคุยกับแม่หว่า? ..แม่ให้ผมเข้าโรงเรียนนี้เพราะลูกของป้าข้างห้องก็เรียนที่นั่น แม่ว่าผมมีเพื่อนไปโรงเรียนจะได้ไม่เหงา แม่บอกว่าปิดเทอมจะให้ผมไปเป็นเด็กเสริฟ ร้านเหล้า จะได้มีเงินจ่ายค่าเทอม หลังจากกลับจากสมัครเรียนแล้วแม่พาไปซื้อเสื้อเชิ๊ตขาวนักเรียนสองตัว กางเกงสองตัว กระเป๋าหนังสือ ถุงเท้าและรองเท้าที่ตลาด ผมอิดออด งอแง อยากได้รองเท้าคู่สวยๆเท่ๆตามแฟชั่น .แม่ฉุนเฉียว แค่นี้ก็แพงจะตายห่าแล้ว! แม่ติดคำพูด ไม่ไพเราะจากในซอย พูดไม่นุ่มนวลเหมือนอยู่บ้านนอก .แม่อารมณ์บูด และบ่นตลอดทางขากลับ ผมก็น้อยใจและไม่พูดอะไรเลยตลอดทางเช่นกัน มารู้ทีหลังคือ เขาก็อยากซื้อให้อยากให้ลูกดูดีเหมือนเด็กอื่นๆ เขา แต่ติดที่ว่าเดือนนี้จ่ายค่าเทอมค่าหนังสือไปแยะแล้ว ประเดี๋ยวจะไม่มีตังค์พอสำหรับจ่ายค่าเช่าห้อง ..ก็เท่านั้นเอง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 14 มี.ค. 2549 (21:02) วันนี้แล้วซินะที่ผมจะต้องเข้าเรียนวันแรก ผมแต่งตัวเรียบร้อย ใส่ชายเสื้อเข้าในกางเกง หัวถูกตัดผมจนสั้นเกรียนดูเด๋อ แม่ให้ผมไปโรงเรียนกับเด็กผู้หญิง ลูกสาวป้าข้างห้อง ผมรู้สึกไม่ชินที่ต้องนั่งรถสองแถวไปโรงเรียน เคยแต่ปั่นจักรยานหรือเดินไปโรงเรียนที่อยู่ถัดไปอีกสามหมู่บ้าน ผมสดุ้งและผวาหันซ้ายขวาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกริ่งที่คนกดเพื่อให้รถจอด กลัวเลยป้ายโรงเรียน ..ทั้งๆที่พยายามทำตัวให้กลมกลืน แต่เด็กผู้หญิงนั่นก็หัวเราะคิกคัก เขาถามอะไร ผมไม่ค่อยตอบ ได้แต่ยิ้มๆไม่ชินและรู้สึกเขินๆ ที่จะพูดภาษากลาง .เมื่อหยิบเหรียญบาทสองเหรียญจ่ายเป็นค่ารถแล้ว ก็เดินตามก้นเด็กคนนั้นไป พอถึงประตูรั้วโรงเรียนเห็นนักเรียนมากมายเป็นสิบเป็นร้อยกำลังเดินเข้าไป ผมตื่นเต้นเป็นกำลัง ที่จริงก็คงเป็นลักษณะตื่นคนมากกว่า อยู่ที่บ้านเคยเห็นนักเรียนของโรงเรียนนำร่องขยายโอกาศทางการศึกษาอยู่ไม่กี่สิบ ใจผมมันตีระรัวเหมือนลั่นกลองสะบัดชัย เด็กๆพากันยกมือไหว้ครูหนวดที่ทำหน้าดุ อยู่ข้างประตูทางเข้า ผมวางกระเป๋าหนังสือยกมือที่สั่นๆขึ้นไหว้ โอ๊ย..หูอื้อ ตาลาย พอเดินผ่านประตูเข้าไปได้ก็ยังไม่หายตื่นเต้น พยายามพูดปลอบตัวเองตลอดเวลา วันนี้แล้ว วันนี้แล้ว... วันนี้แล้ว กูจะได้เรียนวาดรูป.!!. .......................................................................................................... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 17 มี.ค. 2549 (14:04) . . ด้านโวหาร คมกวี มีไม่มาก แต่ก็อยาก หยิบมาเล่า เคล้าความขัน ด้วยอารมณ์ นึกสนุก เล่าสู่กัน จะตำหนิ ติชมนั้น ฉันรับฟัง.. หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |