สิ้นแล้ว-พระตำหนักหัวมุมสี่แยกพญาไท

พระตำหนักทรงวิคทอเรียนองค์น้อยที่หัวมุมถนนพญาไท-พระตำหนักลักษมีวิลาส (ใช่หรือไม่) พระตำหนักองค์สุดท้ายของพระนางเธอลักษมีลาวัณในKing Vijiravudh สถานสิ้นพระชมน์ของพระองค์



ในวันนี้พระตำหนักดังกล่าวได้ถูกรื้อลงจนสิ้นแล้ว นึกแล้วก็น่าใจหาย เสียดายโบราณสถานอีกแห่งหนึ่ง อนุสรณ์แห่งกาลเวลา ในประเทศที่ผู้คนไม่เคยตระหนักและคำนึงถึงคุณค่าแห่งวันวารอย่างแท้จริง



อยากจะขออุทิศกระทู้นี้เปนราชานุสรณ์ในพระตำหนักองค์น้อยนั้น



ท่านใดที่พอมีภาพหรือข้อมูลเพิ่มเติมจะช่วยกันจรรโลงให้กระทู้ที่รฤกนี้สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป้นไปได้ ก็ขอความกรุณาด้วย ขอขอบพระคุณ



"ขอถวายไว้ด้วยความรักที่จะไม่มีอีกในโลกนี้" - พระหัตถเลขา ในพระนางเธอลักษมีลาวัณ ใต้พระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ที่ทูลเกล้าฯถวายพระราชสวามี (ปัจจุบันประดับอยู่ที่ทางเข้าท้องพระโรงพระที่นั่งวิมานเมฆ)


ความคิดเห็นที่ 10

เทาชมพู vcharkarn vmaster
22 มี.ค. 2549 16:04

  1. ทางขวามือ
    พระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นม.จ. วรรณพิมล วรวรรณ กับพระยาประสิทธิ์ศุภการ (เจ้าพระยารามราฆพ)
    http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetail.asp?
    stcolumnid=1146&stissueid=2465&stcolcatid=2&stauthorid=105"
    target="_blank">http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetail.asp?
    stcolumnid=1146&stissueid=2465&stcolcatid=2&stauthorid=105



ความคิดเห็นที่ 28

บัวอื่น vcharkarn veditor
29 มี.ค. 2549 17:28
  1. ชอบดูบ้านเก่าๆ วังเก่าๆ บางทีก็นึกเสียดาย หลายๆอย่างที่หายไป



ความคิดเห็นที่ 35

V_Mee
26 เม.ย. 2549 19:53
  1. ส่วนตราประจำพระองค์ พระนางเธอลักษมีลาวัณ เป็นรูปเทพธิดาถือดอกบัว และยืนรำละครอยู่บนดอกบัว



    ตรานี้คือ ตราพระลักษมี ซึ่งเป็นพระมเหสีของพระนารายณ์ มีความหมายถึง พระนาม พระนางเธอลักษมีลาวัณย์ ทรงเป็นพระมเหสีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นพระนารายณ์อวตาร



ความคิดเห็นที่ 34

หนูหมุด
10 เม.ย. 2549 17:21
  1. เสียดายจัง ทั้งๆที่ไม่เคยทราบว่าเป็นตึกไหน แต่เป็นคนชอบดูบ้านวังเก่า รู้สึกว่ามีเสน่ห์ที่หาดูยาก อีกทั้งประวัติของท่าน ที่เคยอ่านมาก็ชวนให้รู้สึกสะท้อนใจ



ความคิดเห็นที่ 31

ออกญาธรรมาธิกรณ์
31 มี.ค. 2549 22:44
  1. ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมของมติชน ปี 2539 มีรายละเอียดครับผม



    ผมเคยส่งอีเมล์ไปขอทำสำเนา เค้าว่าได้ครับ แต่ยังไม่ว่างเลยครับ



    เดี๋ยวอย่างไรจะหามาให้อ่านนะครับ



ความคิดเห็นที่ 27

Dr Yu vcharkarn veditor
29 มี.ค. 2549 17:16
  1. หากท่านใดมีรูปพระตำหนัก อยากจะรบกวนช่วยโพสต์ให้ดูด้วยครับ ขอบคุณครับ



ความคิดเห็นที่ 37

หุ้มแพร
27 เม.ย. 2549 10:30
  1. นั่งรถเมล์ผ่านก็จะชอบมองที่นั่น เป็นบ้านเป็นวังใครหนอ รู้สึกว่า จะรกร้าง ทำไมไม่มีใครมาดูแล แต่ในจิต รู้สึกเหมือนว่ามีเจ้าของบ้านเดิมท่านอยู่นะครับ ตอนที่เห็นเครื่องจักรกล และภาพบ้านหายไป รู้สึกตกใจมาก สิ่งมีค่าหายไป ตามกฎอนัตตา



ความคิดเห็นที่ 38

เทาชมพู vcharkarn vmaster
27 เม.ย. 2549 11:39
  1. เคยเห็นบ้านหลังนี้มานานหลายปี สมัยหนึ่งดูเหมือนจะใช้เป็นที่ทำการของมูลนิธิหรือสมาคมอะไรสักแห่ง
    แต่ไม่ใช่บ้านอยู่อาศัยมานานมากแล้ว

    บ้านนี้มีประวัติที่น่าเศร้ามากค่ะ ดิฉันไม่ได้เสียดายตัวบ้าน แต่เสียดายประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งที่จะแกะรอยยากขึ้นอีก
    เมื่อไม่มีหลักฐานสถานที่มาช่วยความทรงจำ

    ส่วนข้อหนึ่งคือคุณอัญขยมบอกว่าบ้านนี้เป็นทรงวิคตอเรียน
    ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นโคโลเนียลหรืออะไรคล้ายๆอย่างนั้นมากกว่า

    บ้านทรงวิคตอเรียนนิยมกันในเมืองไทยตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕
    พระตำหนักนี้สร้างขึ้นภายหลังหลายสิบปี
    บ้านแบบวิคตอเรียนมีรูปทรงซับซ้อนเปลืองแรงงานและค่าวัสดุมาก ไม่เป็นที่นิยมกันอีกเมื่อพ้นยุคไปแล้ว
    ดังตัวอย่างที่เอามาให้ดูกัน บ้านหลังหน้านะคะ ไม่ใช่บ้านข้างหลัง



ความคิดเห็นที่ 39

เทาชมพู vcharkarn vmaster
27 เม.ย. 2549 11:42
  1. นี่คือบ้านวิคตอเรียนอีกแบบหนึ่ง



ความคิดเห็นที่ 15

เทาชมพู vcharkarn vmaster
25 มี.ค. 2549 09:43
  1. ตำหนักนี้มีตำนานอันน่าเศร้า



    คนสวนคนนั้น พ้นโทษมาหลายปีแล้วค่ะคุณ UP แต่เขาก็ติดคุกนานมาก

    นานจนคิดว่าเขาน่าจะแก่ตายเสียในคุก แต่ก็หนังเหนียวอยู่จนได้รับอิสรภาพ

    แต่ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ไม่เคยได้ข่าวเลยค่ะ



ความคิดเห็นที่ 8

ราตรีประดับดาว
21 มี.ค. 2549 18:39
  1. "อะเวราสนองป้องภัยเอย กระผมด้อยปัญญานัก ไม่ทราบว่า"อะเวรา" แปลว่ากระไรหรือขอรับ"






    เหมือน คำแผ่เมตรตาไง

    ที่ว่า อะเวรา โหนตุ ขอท่านจงปราศจากเวร

    be free from enmity and danger



    อีกคำหนึ่ง อะเวโร



    อเวโร โหนตุ -- ขอจงเป็นผู้ปราศจากเวร

    avera hontu be free from enmity and danger



ความคิดเห็นที่ 12

เทาชมพู vcharkarn vmaster
24 มี.ค. 2549 13:05
  1. สายเลือดศิลปินได้สืบทอดมาถึงพระนางเธอฯ เข้มข้นมาก



    ตัวอย่างหนึ่งในหลายๆอย่างคือ

    ทรงพระนิพนธ์คำร้องเพลง "แอ่วซุ้ม" ทำนอง "ลาวกระทบไม้"

    เสียดายที่หาเนื้อร้องไม่ได้

    ไปค้นในเว็บสุนทราภรณ์แล้วไม่ได้นำมาลงไว้ค่ะ



ความคิดเห็นที่ 3

ราตรีประดับดาว
21 มี.ค. 2549 00:04
  1. รู้สึกเสียใจมาก วันนั้นพออ่านข่าวในพันทิพย์ ถึงกับร้องเลยไม่รู้ทำไม เพราะ รู้ประวัติของพระนางเธอ ด้วยรึเปล่า ถึงร้อง แต่ยังไงทุกอย่าง ไม่จีรังยั่งยืน



    เห็นเขาบอกว่า อ.อุ๊ ที่สอนเคมี อ่ะ ประมูลไป256ล้านบาท เอาไปสร้าง โรงเรียนกวดวิชา





    - เสียดายจัง ทำไมต้องเป็นวังลักษมีวิลาศ -



ความคิดเห็นที่ 4

ราตรีประดับดาว
21 มี.ค. 2549 00:41



ความคิดเห็นที่ 21

vun
26 มี.ค. 2549 22:28
  1. จะเล่าเรื่องพระนางให้ฟังก่อนคือ เสด็จพระวรกัญญา หรือพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวัลลภาเทวี พระองคืเจ้าวรกัญญาปทาน ซึ่งเป็นพระธิดาใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมหลวงตาด ประสูติ ณ วังวรวรรณ ซึ่งเป็นพระพี่นางของเสด็จพระองค์ลักษมี ซึ่งเป็นพระคู่มันของรัชกาลที่ 6 แต่แล้วก็เกิดอะใรมิรู้ เกิดถอนมั้นเอาเสีย แล้วพระองค์รัชกาลที่6 ไปเกิดชอบหม่อมเจ้าวรรณพิมล วรวรรณ แล้วก็ทรงรักใคร่กันจนสถาปนาเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ และ พระนางเธอลักษมีลาวัน ตามลำดับ



    ภายหลังที่ทรงได้รับการสถาปนาแล้ว พระนางเธอลักษมีลาวัณ เสด็จมาประทับที่วังซอยพระนาง และทรงเสด็จไปประทับที่ตำบลคลองแสนแสบ เพื่อหลบภัยสงคราม จากนั้นก็เสด็จกลับมาประทับที่ตำหนักลักษมีวิลาส เหตุที่ทรงย้ายมาอยู่(แต่ไม่ใช่ที่วังนี้นะ)เป็นสันโดดเพราะทรงอยากให้ตามแบบฝรั่งคือมีลูกเพียงคนเดียว ซึ่งผมก็ยังงอยู่เพราะพระองค์ไม่มีทายาทสืบสายเลือดพระนางเลย



    ตำหนักลักษมีวิลาส แห่งนี้ ทางทายาทตระกูลวรวรรณเขาปิดร้างไว้ เพราะบอกว่าพระภูมิเจ้าที่ร้ายแรงนัก ใครอยู่ไปจะเกิดความหายนะ (เคยมีคนเห็นสิ่งที่ไม่น่าเห็นที่วังนี้มาแล้วด้วย(โปรดใช้วิจารณญาณในการฟังนะ))รวมถึงพระนางลักษมีลาวัณ ซึ่งพระนางถูกโจรผู้ร้ายรอบปลงพระชนม์ตามด้านบนที่บอกมาทุกประการ ที่นั้นทางทายาทเข้าขายให้กับพวกแขกไปสร้างตึก อะใรเนี่ยแหละไม่เเน่ใจ



    ผมผ่านอยู่บ่อย ๆ โดยมากจะขึ้นสะพาน ผมก็พยายามมองหาพระตำหนักลักษมีวิลาส อย่างใจจดใจจ่อ เมื่อนั้นพระตำหนักยังไม่ถูกรื้อมากมายถึงเพียงนี้ ป็นพระตำหนักคล้ายๆกับวังจันเกษม(หรือไม่ไม่แน่ใจ) มีรั้วสังกะสีสีเขียว ทางเข้าเป็นซุ้มประตูแบบเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา ครำครึไปด้วยความเก่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการร่วงแล้วแล้วซึ่งพระตำหนักลักษมีวิลาส



ความคิดเห็นที่ 22

vun
26 มี.ค. 2549 22:34
  1. ส่วนตราประจำพระองค์ พระนางเธอลักษมีลาวัณ เป็นรูปเทพธิดาถือดอกบัว และยืนรำละครอยู่บนดอกบัว



ความคิดเห็นที่ 23

vun
26 มี.ค. 2549 22:37
  1. พระนางเธอทรงเป็นผู้ที่ริเริ่มรื้อฟื้นคณะละครปรีดาลัย ของพระบิดากลับคืนมาอีกครั้ง เพื่อระลึกถึงและสืบสานเจตนารมณ์ของพระบิดา



    ในขณะทีทรงประทับอยู่ณ พระตำหนักลักษมีวิลาส ทรงใช้เวลาที่ทรงมีอยู่ในการทรงพระนิพนธ์บทกวี และนวนิยายสมัยใหม่เรื่องต่างๆ เช่น ชีวิตหวาม เรือนใจที่ไร้ค่า ยั่วรัก โชคเชื่อมชีวิต ภัยรักของจันจลา และ เสื่อมเสียงสาป เป็นต้น



ความคิดเห็นที่ 13

UP
24 มี.ค. 2549 15:31

  1. ....เมื่อทรง "ขึ้น"

    "แม้ลูกรักพ่อขอให้นึก
    แต่รู้สึกเสงี่ยมองค์อย่าหลงเหิม
    ถึงแม่ติ๋วลอยละลิ่วก็ติ๋วเดิม
    เดชเฉลิมบุญเราเพราะเจ้าเอย"

    พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ จารึกปลอกผ้าเช็ดพระหัตถ์ ประทานแก่พระนางเธอลักษมีลาวัณ พระธิดา ในวาระคล้ายวันประสูติ ๓ กรกฎาคม ๒๔๖๔



ความคิดเห็นที่ 14

UP
24 มี.ค. 2549 15:37

  1. ....เมื่อทรง "ตก"

    "ดูรูปพ่อวรวรรณให้วันเกิด
    อุ่นใจเถิดลูกรักลักษมี
    ถึงแม้ไร้ใครพนอพ่อยังมี
    ร่วมชีวีเกื้อลูกผูกหทัย

    เชิญออมองค์ทรงเสงี่ยมเจียมจริต
    บรรโลมจิตต์เริงรมย์สมสมัย
    จะชนม์ยืนชื่นชีวันประกันภัย
    ทั้งช่วยให้พ่อชราปรีดาเอย"

    พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ประทานแก่พระนางเธอลักษมีลาวัณ พระธิดา ในวาระคล้ายวันประสูติ ๓ กรกฎาคม ๒๔๖๖

    ...พระรูปที่เชิญมานี้คือเสด็จในกรมพระนราฯ พระบิดาของพระนางเธอฯ ครับ



ความคิดเห็นที่ 16

UP
25 มี.ค. 2549 10:06
  1. ขอบพระคุณคุณเทาชมพูสำหรับข้อมูลเรื่องคนสวนคนนั้นครับ กำลังสงสัยอยู่เชียวว่าตะแกจะตายอยู่ในคุกแล้วหรือไม่



    น่าแปลกที่บ้านเมืองที่ผมระหกระเหินมาอยู่ตอนนี้ แม้ว่าจะไกลปืนเที่ยงอยู่มาก แต่กลับมีหนังสือพระประวัติรวมทั้งรายละเอียดคดีปลงพระชนม์พระนางเธอลักษมีลาวัณ เล่มหนาๆ อยู่ถึง ๒ เล่มซึ่งผมเคยได้อ่านแล้วครั้งหนึ่งที่สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอหนังสือนี้อีกในย่านนี้



    ทำให้เชื่อได้ว่าคดีฆาตกรรมดังกล่าวคงโด่งดังเป็นที่สนใจอย่างยิ่งของคนจำนวนมากในยุคนั้น ถึงขนาดรวบรวมคดีมาพิมพ์จำหน่ายได้เป็นเล่มๆ แถมยังมีอยู่ในห้องสมุดแทบทุกแห่งตามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ในเมืองไทย หรือแม้แต่ในต่างประเทศ



    หากโอกาสอำนวย ผมจะยืมมาอ่านอีกครั้ง เผื่อจะได้เกร็ดอะไรเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น