|
พยานบุคคล
โพสต์เมื่อ:
17:30 วันที่ 3 เม.ย. 2549 ชมแล้ว:
1,461
ตอบแล้ว:
1
คำแนะนำผู้ได้รับหมายเรียกเป็นพยาน
1. ตรวจหมายเสียก่อน 1.1 เมื่อได้รับหมายเรียกให้เป็นพยาน ควรตรวจดูรายละเอียดในหมายเรียกถึงใคร ศาลใดออกหมาย ศาลนั้นอยู่ที่ไหน จะได้ไปไม่ผิดศาลและไม่เสียเวลา 1.2 ตรวจดูในหมายเรียกว่า ศาลนัดให้ไปเบิกความเป็นพยานในวัน เดือน ปี เวลาใด 2. ไปศาลตามวันเวลานัด ต้องไปศาลตรงตามวันเวลานัด เมื่อไปถึงศาลแล้วควรติดต่อเจ้าหน้าที่ศาล 3. หากไปศาลไม่ได้ควรทำอย่างไร แจ้งเป็นหนังสือหรือพบประชาสัมพันธ์ศาล หรืออาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นไปแจ้งให้ศาลทราบถึงเหตุผลความจำเป็นก็ได้ มิฉะนั้นศาลอาจจะออกหมายจับพยานมาเบิกความ 4. พยานจะต้องปฎิญาณหรือสาบานตน เจ้าหน้าที่ศาลเป็นผู้เรียกและนำพยานไปยังสถานที่สำหรับพยานเบิกความ ก่อนเบิกความพยานต้องปฎิญาณ หรือสาบานตนตามลัทธิศาสนาของตนเว้นแต่ 1. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี หรือผู้หย่อนความรู้สึกผิดและชอบ 2. ภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา 3. บุคคลที่คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบาน 5. การถามพยาน ภายหลังจากปฎิญาณหรือสาบานตนแล้วพยานจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับ ชื่อ อายุ ที่อยู่ และความเกี่ยวพันระหว่างพยานกับคู่ความ ต่อจากนั้นคู่ความหรือทนายความฝ่ายที่อ้างพยานมาศาลจะซักถามเรื่องราวจากพยาน (ภาษากฎหมายเรียกว่า "ซักถาม") เมื่อฝ่ายที่อ้างพยานถามเสร็จแล้วคู่ความหรือทนายความอีกฝ่ายหนึ่งจะถามพยาน (ภาษากฎหมายเรียกว่า "ถามค้าน") เสร็จแล้วฝ่ายที่อ้างพยานจะถามพยานอีกครั้งหนึ่ง (ภาษากฎหมายเรียกว่า "ถามติง") ทั้งนี้ คู่ความหรือทนายความอาจจะงดการถามค้านหรือถามติงเสียได้ ถ้าเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต่อคดี 6. พยานเบิกความเสร็จ เมื่อเบิกความเสร็จ พยานจะต้องลงลายมือชื่อไว้ในคำพยานที่ศาลบันทึกหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ 7. ค่าพาหนะและค่าป่วยการพยาน พยานในคดีแพ่ง จะได้รับค่าพาหนะและค่าป่วยการตามที่กำหมายกำหนดไว้ โดยศาลเป็นผู้ออกคำสั่งให้ฝ่ายที่อ้างพยานเป็นผู้จ่าย พยานในคดีอาญา คดีอาญาซึ่งราษฎรเป็นโจทก์ ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายค่าพาหนะให้เท่าที่เสียไปจริงตามสมควร 8. การเบิกความเท็จ พยานผู้เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ถ้าเป็นการเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 3 เม.ย. 2549 (17:31) การสู้ความในคดีฆาตกรรม ทนายซักแพทย์อย่างดุเดือด ทนาย :ก่อนที่จะเซ็นรับรองการตายหมอได้จับชีพจรเขาหรือไม่ หมอ :ไม่ ทนาย :หมอได้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือไม่ หมอ :ไม่ ทนาย :คลื่นสมอง หมอ :ไม่ ทนาย :การหายใจ หมอ :ไม่ ทนาย :แสดงว่าหมอเดาเอาเองว่าเขาตาย ใช่ไหม? หมอ :จะว่าเดาก็ได้ เพราะตอนที่หมอพบศพ กะโหลกศีรษะของเขาแยกจากกัน ในกะโหลกไม่มีเนื้อสมองเหลืออยู่เลย ทนาย : ..หมอจึงสรุปว่าเขาตายแล้วทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจชีพจรเลยเหรอ ? หมอ :เฮ้อ...บางทีเขาอาจรอดไปประกอบอาชีพเป็นทนายความแล้วก็ได้ |