วิชาการดอทคอม ptt logo

การวัดและประเมินผล

โพสต์เมื่อ: 12:41 วันที่ 16 เม.ย. 2549         ชมแล้ว: 79,898 ตอบแล้ว: 53
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ผมขออนุญาตนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับ การวัดและประเมินผล ครับซึ่งผมคิดว่าถ้าสร้างเครื่องมือที่จะวัดและประเมินผลที่เหมาะสม ก็จะส่งผลถึงมาตรฐาน คุณภาพ ของการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ไม่มากก็น้อย ดังเช่นเกี่ยวกับ การวัดและประเมินผล ถ้าเราเข้าใจตั้งแต่ ความหมาย องค์ประกอบ จนถึงการนำไปใช้ อย่างแท้จริง การนำเสนอเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เนื้อหา แต่เป็นประเด็นแบบย่อๆเข้าใจง่ายๆ ฉบับผู้เขียน ซึ่งไม่ได้ใส่รายละเอียดลงไปถ้าหากมีสิ่งไหนหรือประเด็นไหนที่ผมมองไม่เห็นก็ยินดีรับข้อเสนอแนะในการที่จะปรับปรุงและเป็นประโยชน์ครับ(อาจจะดูรกรุงรังไปบ้างก็อย่าถือสาเลยนะครับ)
การวัดผลและประเมินผล
ความหมายและความแตกต่าง ประเภทของการวัดและประเมินผล
1. รู้ 2. เข้าใจ 3. ปฏิบัติได้
การวัด (Measurement)คือ กระบวนที่เราทำและได้ตัวเลขหรือสัมพันธ์กับตัวเลขมีมาตรฐาน เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง
ประเมิน (Evaluation) เช่น ครูวิทูลมองเห็นผู้สาวคนนั้นว่า สวย (คนอาจจะประเมินไม่เหมือนกัน ครูมงคล อาจจะมองว่าไม่สวย ขึ้นอยู่กับการมีข้อมูล มาพิจารณา ที่จะตัดสินแทนค่า ว่า สวย / ไม่สวย
จากข้อความข้างต้น จุดมุ่งหมายการศึกษา ครูเราต้องพัฒนาคนทั้ง 3 ด้าน ทักษะของมนุษย์ที่สูงสุดคือ การประเมินค่า ส่วน การวัด ต้องให้สอดคล้องกับ พฤติกรรมที่จะวัด
* หมายเหตุ ความสามารถของมนุษย์ไม่สามารถทำหัวข้อเดียวได้ (Majer) นักการศึกษาชาวอเมริกัน
ระดับการวัดมี 4 ระดับแบ่งตามสเกลของข้อมูล (วิจัย)
1. สเกลนามกำหนด/นามบัญญัติ Nominal Scales = ตัวเลข คุณลักษณะ เฉพาะเจาะจง เช่น เพศ / อาชีพ /เชื้อชาติ/ภาควิชา ฯลฯ (ต่ำสุด)
2. สเกลเรียงอันดับ Odinal scales = ระดับความคิดเห็น ตำแหน่งทางวิชาการ วัย ตำแหน่งเงินเดือน ฯลฯ
3. สเกลอันตรภาคชั้นหรือสเกลแบ่งช่วง Interval scales มีหน่วยการวัดเท่ากัน เช่น วัด ผลการเรียนของนักเรียน คะแนน อุณหภูมิ ปีปฏิทิน ฯลฯ
4. สเกลอัตราส่วน Ratio scales สูงสุด หรือ สมบูรณ์แบบที่สุด เช่น ความยาว น้ำหนัก ส่วนสูง ระยะทาง เวลา อายุ ฯลฯ
ประเภทของการวัดผล
1. วัดความตรง เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก
2. วัดทางอ้อม คือ ผ่านเครื่องมือ ผ่านทางสมอง
การวัดผลแนวใหม่ เน้นดังต่อไปนี้
1. กระบวนการและการกระทำ
2. การจำลองสภาพจริงในชุมชน ความพึงพอใจ ในสภาพจริง
3. ใช้ความคิด(ใช้สมองนำทางคิดก่อนตัดสินใจและปฏิบัติ)
4. ความสามารถจริงในการดำเนินชีวิต/ใช้ชีวิต
การวัดผลประเมินผลปฏิสัมพันธ์การสอน
1. รู้จักคิด 2. รู้จักทำ 3. ทำมีปัญหาและรู้จักแก้

ตัวอย่าง 1 + 1 = 2 ( แบบเก่า )
2 มีวิธีหามาจากไหน / วิธีการให้หลากหลาย

การเรียนการสอน วัดทางอ้อม
1. สติปัญญา(พุทธิพิสัย) ความรู้ ความสามารถ
2. ความรู้สึก (จิตพิสัย) เช่น สนใจ เจตคติ บุคลิกภาพ
3. ทักษะ กลไก (ทักษะพิสัย) ปฏิบัติทางเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ ปฏิบัติการในห้องทดลอง
* หมายเหตุ การวัด ดูที่คุณภาพของเครื่องมือ
การประเมิน นำข้อมูลจากการวัด มาพิจารณา ตัดสินแทนค่า เกณฑ์ใช้ในการประเมิน อิงกลุ่ม อิงเกณฑ์
แนวทางการวัดผลประเมินผล
1. เพื่อให้ผลที่ถูกต้องทั้ง 3 ด้าน (วัดทางอ้อม)
2. สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ที่เรากำหนดไว้
3. ต้องเป็นข้อมูล ต้องเป็นจริง (เน้นตรงธรรม)
* หมายเหตุ ต้องการประเมินผลตามสภาพจริง จากกลุ่ม งาน ประเมินหลายด้าน หลายจุด จากสถานการณ์ที่เรากำหนด ให้ หลายวิธี
ประเมินอย่างไรจึงเรียกแท้จริง/สภาพจริง
1. สังเกต
2. ชิ้นงาน โครงงาน นิทรรศการ
3. การสัมภาษณ์
4. บันทึกข้อมูลผู้เรียน
5. จากการปฏิบัติ
ประเมินสภาพจริง ความสามารถแท้ที่เราแสวงหาตามข้อตกลงพร้อมกัน มีการประเมินหลายฝ่าย ให้บุคคลประเมิน
ครู นักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากรในโรงเรียน มีส่วนร่วมในการประเมิน = สะท้อนผลตนเอง
เครืองมือวัดและประเมินผล การกำหนดเกณฑ์ในการประเมิน เช่น มีระดับของคะแนน มีเกณฑ์ ด้านคุณลักษณะ
“ 3 = ดีมาก , 2 = ดี , 1 = พอใช้ ส่วนอีกอย่างลักษณะคือ เครื่องมือ วิธีการ เกณฑ์ เช่น เครื่องมือเป็นแบบทดสอบ วิธีการสังเกต เกณฑ์ระดับ 3 ขึ้นไป ส่วนเครื่องมืออื่นมี แบบสัมภาษณ์ แบบวัดเจตคติ แฟ้มสะสมงาน เป็นต้น
การวัดผลประเมินผลปฏิสัมพันธ์กับคน(นักเรียน) แบบพิมพ์ต่างๆ
ก็จะไปปรากฏในแบบพิมพ์ต่างๆ ปพ.1 – ปพ.9 ติดตัวนักเรียนไปจนศึกษาต่อและทำงานในช่วงที่ผู้เรียน
จบหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ , จบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็จะได้รับเอกสารแบบพิมพ์ ปพ.1 ระเบียนแสดงผลการเรียน , ปพ.2 ประกาศนียบัตร , ปพ.4 ผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ,ปพ.6 ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล(สมุดพก) แล้วให้โรงเรียนรายงานผู้สำเร็จการศึกษาในแบบ ปพ.3 ภายใน 30 วันตั้งแต่ที่ได้รับอนุมัติจบหลักสูตรเป็นจำนวน 3 ชุด ชุดที่ 1 เก็บไว้ที่โรงเรียน ชุดที่ 2 รายงานไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ชุดที่ 3 รายงานไปที่สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ต่อไปตามลำดับครับ


ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง





จำนวน 47 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 21 ต.ค. 2549 (10:30)
คุณ ครูชิด จะให้วัดทั้ง สามอย่าง



Cognitive Domain

Effective Domain

Psychomotor Domain



เลยทีเดียว แล้วจะให้ใครวัดครับ



ผมเคยเห็นว่า cognitive domain ยังวัดได้ไม่ครบเลย



อย่าว่าแต่วัดครับ แม้แต่การสอน และการออกข้อสอบ

ก็ถามแบบ ให้รู้ให้จำเท่านั้น



ในส่วนของ ความคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ และ นำไปใช้

ยังไม่เห็นนำมาสอนนำมาวัดกันเลย



ยิ่งข้อสอบ A-net ยิ่งไปใหญ่



พอธงใหญ่ชี้ไปทางไหน แถวของครู แถวของนักเรียน จำต้อง

เดินไปตามธงนั้น



แม้ใจอยากจะให้มีการสอนให้ครบ มีการวัดให้ครบ

แต่แล้ว ใครจะทำ



ตอบได้ว่า ครูไง



ถามต่อ ครูเรียนวัดผลมาทุกคนหรือปล่าว

ครูส่วนใหญ่ เข้าใจ "หัวใจ" ของการวัดผล อย่างถ่องแท้หรือปล่าว



ถ้าคำตอบ คือ "ยัง"



ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำก่อน คือ ทำให้ครูเข้าใจ เก่นแท้นของการวัดผล



หลังจากนั้น จึง ค่อยทำสิ่งที่อย่ากจะทำ
น้าพร (IP:125.25.62.163,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 25 ต.ค. 2549 (19:19)
หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปฏิรูปการเรียนรู้ หัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้ คือ การปฏิรูปจากการยึดวิชาเป็นตัวตั้ง มาเป็นยึดมนุษย์ หรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง หรือที่เรียกว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด หมายถึง แนวทางที่ให้ผู้เรียนใช้กระบวนการ (Process) สร้างองค์ความรู้ (Construct) โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน (Participation) มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง



พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ประมวลสรุปเป็นหลักการสำคัญ ๆได้แก่ 1. ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ 2. การเรียนรู้เกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา และต่อเนื่องตลอดชีวิต 3. การเรียนรู้ ควรสนองความต้องการ และความแตกต่างของผู้เรียน 4. การเรียนรู้ ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนารอบด้านอย่างสมดุลเป็นไปตามธรรมชาติ 5. ผู้เรียนควรได้เรียนรู้ อย่างมีความหมาย บูรณาการสัมพันธ์กับชีวิตจริงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ 6. ผู้เรียนควรมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ได้ค้นคว้าหาความรู้ ได้คิดได้ปฏิบัติจริง ได้สรุป หรือสร้างความรู้ด้วยตนเอง 7. ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มีส่วนในการพัฒนาผู้เรียน 8. การวัดและประเมินผล เป็นไปตามสภาพคล่อง มุ่งประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาผู้เรียนต่อเนื่องพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4 มาตรา 23 ระบุแนวการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสม ของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องดังต่อไปนี้ 1. ความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์กับตนเองกับสังคม รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจ และประสบการเรื่องการจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมสมดุลยั่งยืน 3.ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม การศึกษาภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา 4.ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง 5.ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขเป็นที่น่าสนใจมากคือ เรื่องของศักยภาพ เพราะพระราชบัญญัติการศึกษา 2542 ได้กล่าวไว้ในหมวด 4 มาตรา 22 ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” และมีเพิ่มเติมในมาตรที่ 24 คือ “การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.จัดเนื้อหา สาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 2. ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา 3.จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 4.จัดการเรียนการสอน โดยผสมผสานสาระความรู้ต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 5.ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการสอน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ 6.จัดการเรียนรู้ให้เกิดให้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ประสานความร่วมมือกับ บิดา มารดา ผู้ปกครอง และชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ( พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, 2542, หน้า 13 – 14) โดยหลักการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบต่างๆ ให้กับผู้เรียนตามแนวทางพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในด้านการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง กล่าวคือ ต้องจัดให้มีองค์ประกอบการเรียนรู้ครบทั้ง 3 ส่วนได้แก่ 1.การรับรู้ คือ การแสวงหา และการรับข้อมูล ข้อความจากประสบการณ์สัมผัสต่างๆ เช่น การค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร สื่อ ดูการสาธิต ทำการทดลอง ฟังจากครู ศึกษาข้อมูลนอกสถานที่ 2การบูรณาการความรู้ เป็นการนำข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ใหม่ มาคิดทำความเข้าใจ และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์ ความรู้เดิม เพื่อขยาย หรือสร้างความรู้ใหม่ เช่น อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำแผนภูมิความคิด เขียนบรรยาย อธิบายความรู้ 3. การประยุกต์ใช้ คือ การนำความรู้มาใช้การแก้ปัญหา หรือทำงานในชีวิตประจำวัน เช่น ทำโครงการ โครงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหรือในชีวิตประจำวัน เขียนรายงานเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ การนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 นั้น เห็นได้ว่ามุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้สามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด การจัดการเรียนการสอนบทบาทของครูเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหาวิชามาเป็นผู้กระตุ้นผู้เรียนให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ เรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียนในบางเรื่องที่เป็นความรู้ใหม่ๆ สนับสนุนส่งเสริมผู้เรียนให้แสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำไปสร้างสรรค์ความรู้ของตนได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และสังคม แม้ว่าผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันก็ตาม ดังนั้น การจัดการเรียนที่ดีต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนา ทั้งด้าน ร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ และสังคมเป็นสำคัญ แต่ผู้สอนก็มีความสำคัญมีบทบาทมากขึ้น ผู้สอนต้องเป็นคนเก่ง มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาที่สอนจึงจะสามารถแนะนำผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง ด้วยกระบวนการที่มากมายหลากหลายวิธี สุดแต่ครูผู้สอนจะพิจารณานำมาใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหา สาระ จุดประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน โดยคำนึงอยู่เสมอว่าจะจัดการเรียนการสอนอย่างไร จึงจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ไม่เรียนเพื่อรู้แต่เพียงอย่างเดียว ครูผู้สอนควรศึกษาและหาวิธีการจัดประสบการการณ์ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงตลอดเวลาเพราะการศึกษาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ศูนย์แนะแนวการศึกษาและอาชีพ (2540, หน้า 15) ชี้ให้เห็นว่าการเป็นครูที่ดีมีความสามารถนั้น จะต้องมีความรู้และเทคนิคดังต่อไปนี้1. รู้จักเด็ก ได้แก่ 1.1 รู้ธรรมชาติและความต้องการของนักเรียน ในวัยที่ตนสอนเป็นอย่างดี พอที่จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับวัย เช่น วัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบแสดงออก ชอบรวมกลุ่มแต่ขณะเดียวกันก็ชอบความอิสระ ครูก็ควรจัดกิจกรรม การเรียนการสอน ให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ได้ทำงานเป็นกลุ่มมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่าง ๆ พอสมควร มีอิสระในการกระทำ กิจกรรมหรือตัดสินใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้สามารถเป็นผู้มีความรับผิดชอบ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็น “ผู้ใหญ่” ต่อไป1.2 ยอมรับความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคน โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกทำงานหรือกิจกรรมตามความถนัด ความสามารถความสนใจ และบุคลิกภาพของแต่ละคนรวมทั้งการมอบหมายงานหรือการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน แต่ละกลุ่มเด็กเก่งย่อมชอบงานยาก และท้าทายความสามารถ ส่วนเด็กที่มีความสามารถน้อย ย่อมต้องการทำงานที่ไม่ยากเกินไป เพราะถ้าทำงานยากเกินกว่าความสามารถจะเกิดความ ท้อถอย ฉะนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จึงต้องหลากหลายให้เหมาะสมดับระดับความสามารถ และความสนใจของเด็ก 2. รู้ปรัชญาการศึกษาและจิตวิทยาการเรียนรู้ ได้แก่ 2.1 การยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง คือ ถือหลักการว่าการศึกษา หรือ การสอนเป็นการพัฒนาเด็กจะต้องคำนึงถึงความต้องการของเด็กอย่างแท้จริงและจัดกิจกรรมต่างๆ ต้องให้เด็ก มีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาหรือใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ 2.2 ต้องคำนึงถึงปรัชญาของการศึกษาที่เน้นในการพัฒนาเด็กทุกด้าน คือทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ สติปัญญา สังคม ขณะเดียวกันจะต้องคำนึงถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ที่มุ่งในการพัฒนาองค์ 3 คือ ด้านความคิด หรือพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ด้านเจตคติหรือจิตพิสัย (Affective Domain) และด้านพฤติกรรมหรือทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) ฉะนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงจะต้องจัดให้เกิดการพัฒนาทุกด้าน ดังกล่าวโดย 2.2.1 ด้านร่างกายมีการเคลื่อนไหว มีการกระทำ หรือปฏิบัติ 2.2.2 ด้านสติปัญญามีการฝึกให้คิดในระดับที่สูงกว่า การจดจำตามที่เคยเน้นกันคือต้องมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินและแก้ปัญหา รวมทั้งเปิดโอกาสให้มี จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ 2.2.3 ด้านอารมณ์ จะต้องมีการพัฒนาจิตใจให้มีความมั่นคงมีเจตนาที่ดี 2.2.4 ด้านสังคมจะต้องมีการทำงานแบบกลุ่มเพื่อการปรับตัวและรู้จักร่วมมือกัน 2.3 รู้หลักของการสร้างแรงจูงใจและวิธีเรียนรู้แบบต่างๆ รวมทั้งฝึกสมองทั้ง 2 ซีกให้พัฒนาอย่างสมดุลซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีรายละเอียดมากมายที่ครูควรจะศึกษาให้เข้าใจ เพื่อนำมาใช้ให้เหมาะกับเด็ก แต่ละกลุ่มแต่ละคน



จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า คนทุกคน ครูทุกคน และนักเรียนทุกคนมีปัญญาหลายด้านมากน้อยแตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนาปัญญาแต่ด้านให้เกิดมากที่สุดในคนทุกคน ครูทุกคน และนักเรียนหรือเด็กทุกคน เพื่อความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญาที่มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ สมควรได้รับการสนับสนุนพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพให้บรรลุถึงขีดสุด ในการที่จะพัฒนาไปให้ให้ถูกทิศทางหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับระบบการจัดการ ครู นักการศึกษา และผู้บริหารที่มีแนวการปฏิบัติการจัดการไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง มีการขานรับนโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามพระราชบัญญัติการศึกษาพุทธศักราช 2542 มาตรา 24 ที่ว่าให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 25 ต.ค. 2549 (19:35)
เมื่อการศึกษาจำเป็นต้องปฏิรูปใหม่ ปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งคือวิทยาการหรือนวัตกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูเป็นกลุ่มนักพัฒนาการศึกษาที่ต้องได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือทางวิชาการมากที่สุด เพื่อใช้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จนนำไปสู่นำไปสู่การพัฒนาที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะการบูรณาการพหุปัญญา กับรูปแบบการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรพัฒนาการเรียนการสอนและทำแผนการประเมินผล อันเป็นการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม ซึ่งสนองตอบรูปแบบการเรียนรู้และความแตกต่างกันของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ค้นพบความสามารถที่ตนมีอยู่ และรู้จักใช้วิธีเรียนรู้ตามความถนัดของตนเอง เนื้อหาเช่นนี้นับว่าเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการจัดการเรียนการสอนของครูเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนรู้ ดังนั้นครูคือปัจจัยสำคัญในความสำเร็จตามกระบวนการและกิจกรรมการเรียนรู้จึงควรนำทฤษฎีรูปแบบการเรียนรู้และทฤษฎีพหุปัญญามาประสานกัน เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนจนเกิดปัญญา พหุปัญญา เช่นผู้เรียนที่มีรูปแบบการเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสมักจะเป็นผู้เรียนที่มีปัญญาด้านร่างกาย-เคลื่อนไหว ผู้เรียนที่มีรูปแบบการเรียนรู้ด้วยความคิดมักจะเป็นผู้มีปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ และผู้เรียนที่มีรูปแบบการเรียนรู้ด้วยความรู้สึกมักจะเป็นผู้ที่มีปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์และด้านตนเอง (Silver & Strong, อ้างถึงใน กรมวิชาการ, 2546, หน้า 6 ) พหุปัญญาตามแบบงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คือ ปัญญาด้านคำพูด-ภาษา ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ ปัญญาด้านมิติ ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา ปัญญาด้านดนตรี ปัญญาด้านเข้าใจตน ปัญญาด้านธรรมชาติ งานวิจัยทางสมองระบุว่า การเรียนรู้เป็นภาวะธรรมชาติ การศึกษาเรื่องใหม่ ได้รู้สิ่งใหม่ๆ และการเชื่อมโยงเรื่องที่รู้ สามารถกระตุ้นสมองอันทำให้เกิดความสุข สนุก เพราะฉะนั้น ในการเปลี่ยนแปลงนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในวิชาชีพถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสักว่าให้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการตื่นเต้นสนุกสนานกับสิ่งใหม่ก็แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงนำสิ่งใหม่เข้ามานั้น อาจจะไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาการไปในทางบวกเลย รูปแบบการเรียนรู้และพหุปัญญาจะต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ตื่นเต้น น่าเรียน การนำรูปแบบพหุปัญญาไปใช้ในการทดสอบประเมินผล ซึ่งปรากฏว่าเป็นที่พอใจทั้งครูและนักเรียน ซึ่ง การบูรณาการพหุปัญญาและรูปแบบการเรียนรู้ในการเรียนการสอน ก็ได้รับรายงานจากครูผู้สอนว่าช่วยให้นักเรียนมีโอกาสแสดงตนและพบความสามารถพิเศษที่ซ่อนเร้นอยู่ ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตนมีความสำเร็จ และได้พัฒนาศักยภาพของตนได้เต็มที่ อริสโตเติล กล่าวว่า “การเรียนรู้เป็นความสุขโดยธรรมชาติ ซึ่งมิได้จำกัดอยู่ที่นักปราชญ์เท่านั้นแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนมีโอกาสที่จะมีความสุขจากการเรียนรู้” (กรมวิชาการ, 2546, หน้า 130) เบนจามิน แฟรงคิน(Benjamin Franklin) กล่าวว่า“อย่าปิดบังความสามารถของท่าน เพราะความสามารถเหล่านั้นสร้างขึ้นมาเพื่อให้นำไปใช้ นาฬิกาแดดจะมีประโยชน์ใช้ดูเวลาได้อย่างไรถ้าอยู่ในร่ม” ( กรมวิชาการ, 2546, หน้า 12 ) ขงจื้อ กล่าวว่า “การศึกษาที่ไร้ความคิดก็เป็นการเสียแรงเปล่า” ( ชาติ แจ่มนุช, 2545, หน้า 7 ) เราทุกคนมีการรับรู้มาได้จากสองทางคือ หนึ่งจากผัสสะ สองจากญาณหยั่งรู้ ผัสสะคือการรับรู้จากสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนญาณหยั่งรู้จะมีลักษณะเป็นนามธรรมมากกว่าผัสสะญาณหยั่งรู้เรียกอีกอย่างว่าใจเมื่อสองอย่างรวมกันเรียกว่าสัมผัสทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านสัมผัสทั้ง 6 ย่อมเกิดปัญญา ครูต้องสอนเพื่อสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียน พูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ได้ระบุว่าปัญญาประกอบไปด้วย 1.ระดับการคิด คิดแบบชั้นเดียวไปจนถึงคิดแบบต่อเนื่องหลายแง่หลายมุม 2.ตัวความรู้ ได้แก่ความรู้ระดับแคบๆ จุดเดียว เรื่องเดียว ไปจนถึงภาพรวม ภาพใหญ่ทุกองค์ประกอบ เรียกว่า พหุปัญญา และ 3.ระดับผลที่บรรลุ เริ่มจากผลที่ได้จากการฟัง ท่อง เรียกว่า จำได้ ผลจากการคิด ผลจากการลงมือปฏิบัติ และผลที่ได้จากการปฏิบัติแล้วเรียกว่าผลกระทบ ผลต่อเนื่อง ความซับซ้อนของปัญญานี้เป็นแก่นความเชื่อที่ต้องสร้างขึ้นในตัวครูทุกคน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง พัฒนาการเรียนรู้จนเป็นผลการพัฒนาผู้เรียนในท้ายที่สุด ซึ่งเป็นความหวังของการปฏิรูปการศึกษา การสอนที่จะให้ผู้เรียนบรรลุปัญญา จึงต้องสอนไปถึงความรู้ที่ผู้เรียนสัมผัสได้ด้วยตนเอง ความภาคภูมิใจ ความชื่นชม การมีเกียรติภูมิ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการฟัง การยืมความสำเร็จของคนอื่นมาใช้ความสำเร็จของผู้อื่นมา เรียนรู้ได้แค่เพียงระดับยินดี มีอารมณ์ร่วม เห็นใจผู้อื่น แต่ความภูมิใจตนเอง การรู้จักตนเอง การมีเกียรติภูมิในตนเอง จะเกิดขึ้นมิได้จนกว่าบุคคลนั้นจะบรรลุผลสำเร็จในการทำงานแล้วเป็นงานที่มีผลกระทบ ทำให้ผู้อื่นเป็นสุข ทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ ได้รับผลทางบวกมาแล้ว จึงจะถือได้ว่า เกิดปัญญาที่ทำได้จริง ความรู้ทะลุปรุโปร่งเห็นแจ้งในผลที่บรรลุแล้วทุกแง่ทุกมุม ทุกกาลเวลา ทุกเทศะในจักรวาล ความรู้ทั้งหลายจึงขึ้นอยู่กับสภาวะ เราเห็นได้เท่านี้ คิดได้เท่านี้ ก็มีคำตอบเท่านี้ ถ้าเรามีเครื่องมือทำให้เห็นมากกว่านี้ คิดได้หลายด้านมากกว่านี้ ลงมือทำสำเร็จได้มากกว่านี้ ความรู้ที่เรานำเสนอออกมาก็จะมากกว่านี้ ละเอียดกว่านี้ ลึกซึ้ง กว่านี้ ทำให้ความรู้เดิมไม่แน่นอนมากกว่าเดิม เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิม ความสุขความทุกข์ก็เปลี่ยนไปจากเดิม จึงเป็นสิ่งที่ไม่คงตัวถาวร ความยินดีทั้งหลายจึงมิใช่สิ่งถาวรแต่เราต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงใดๆ ความรู้จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ความรู้จะเปลี่ยนไปในทิศทางใดอย่างไรเราก็รับภาพใหม่เข้ามาและพร้อมจะเปลี่ยนเป็นภาพใหฒ่ที่ก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา อย่างนี้แหละจึงจะเรียกว่าการพัฒนายั่งยืน เป็นการพัฒนาการศึกษาที่แท้จริง เป็นความรู้ที่แท้จริง เป็นปัญญาแบบรู้แจ้งจริงๆ (พูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา, ม.ป.ป., หน้า 2)
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 25 ต.ค. 2549 (19:50)
สุพน ทิมอ่ำ (ม.ป.ป., หน้า 2) ท่านเป็นศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญได้ให้เหตุผลและความจำเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของคนไทย การปฏิรูปวัฒนธรรม การเรียนรู้ใหม่ จะช่วยพัฒนาคนไทย ให้เป็นคนไทยที่มีความรู้คู่คุณธรรม ตระหนักเห็นคุณค่าของตนเอง และผู้อื่นมากขึ้น 2. ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนความเข้มแข็งของสังคมไทยการปฏิรูปการเรียนรู้ จะช่วยให้สมาชิกของสังคม ได้รับการพัฒนาความคิด ความตระหนัก และมีจิตสำนึกร่วมกันในการเผชิญกับสถานการณ์ และแก้ปัญหาของส่วนรวม 3. ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ ในยุคโลกาภิวัตน์ ปัจจุบันวิทยาการเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูล สาระต่างๆ เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้เรียนทุกวัย จึงต้องมีโอกาสเรียนรู้ จากแหล่งความรู้ที่มีอยู่รอบตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีที่หลากหลาย 4. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และสังคมไทย โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 5. การปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย การปฏิรูปการเรียนรู้ ถือเป็นหัวใจของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงเป็นภารกิจที่มีกฎหมายรองรับ ครู อาจารย์ และผู้เกี่ยวข้อง ต้องถือปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แนวการปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นแนวคิดเชิงหลักการที่ใช้เป็นหลักการจัดหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนโดยครูอาจเลือกรูปแบบ วิธีการตามความเหมาะสม ในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน หรือแต่ละสถานการณ์การเรียนรู้ท่านได้กล่าวถึงบทบาทครูในการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญว่า บทบาทครูในการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรมีดังนี้1. บทบาทครูของนักวางแผนและนักจัดการ ครูควรจะวางแผน และจัดการเพื่อให้เกิดสิ่งที่ต้องการ ครูต้องประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การสอน เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้พัฒนาการเด็ก เทคนิควิธีสอน งานวิจัน วิธีการหรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการวางแผนบริหารชั้นเรียนเพื่อนำมาใช้ในการเตรียมการสอน วางแผนการเรียนรู้ และจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน 2. บทบาทของผู้อำนวยความสะดวก เพื่อการพัฒนาของแต่ละบุคคล ได้แก่ ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความต้องการ ความถนัด ความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็นผู้คอยสังเกต กระตุ้น ยั่วยุให้เด็กเกิดความสนใจอยากเรียนรู้ คอยอำนวยความสะดวกให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสถานที่ สื่อ เครื่องมือ แหล่งเรียนรู้ และวิธีการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ตลอดจนแนะนำการค้นพบความรู้ด้วยตนเองให้ได้ 3. บทบาทของตัวกลางของการมีมนุษย์สัมพันธ์ ได้แก่ การที่ครูได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งระหว่างครูกับผู้เรียน และระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมทางสังคมที่ดีในหมู่ผู้เรียน ชี้แนะนำเสนอหรือสร้างค่านิยมที่ถูกต้องดีงามเพื่อให้เป็นแนวทางในการประพฤติตนของผู้เรียน 4.บทบาทในการเป็นกัลยามิตรกับผู้เรียน กล่าวคือ ครูจะต้องปฏิบัติให้เป็น กัลยามิตรธรรม 7 ประการ คือ 1. ปิโย น่ารัก คือ เข้าถึงจิตใจ สนิทสนม เป็นกันเอง ชวนให้ผู้เรียน อยากปรึกษา 2. ครุ น่าเคารพ คือ มีความประพฤติสมควรแก่ฐานะ ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้และปลอดภัย 3. ภาวนีโย น่าเจริญ คือ มีความรู้จริง พัฒนาตนเองอู่เสมอ เป็นที่น่ายกย่องและเอาเป็นแบบอย่าง ทำให้ศิษย์รำลึกถึงด้วยความซาบซึ้งและภาคภูมิใจ 4. วัตตา รู้จักพูดให้ได้ผล คือ รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ คอยแนะนำ ว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี 5. วจนักขะโม อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา ซักถามและวิพากษ์วิจารณ์ 6. คัมภีร์รัญจะ กะลังกิตตา แถลงเรื่องล้ำลึก คือสามารถชี้แจงอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง 7. โนจีฎฐาน ปิโยชะเย ไม่ชักนำในฐาน คือ ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อม ดังนั้น การจัดการการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด ต้องเน้นคุณภาพผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และผลงานของครู ในการออกแบบการเรียนรู้ควบคู่กันไป
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 25 ต.ค. 2549 (19:57)
โครงการปฏิรูปการเรียนรู้ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2543, หน้า 1 – 18) ได้เสนอ ยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน สำคัญที่สุด สำหรับครูดี – ครูเก่ง ดังนี้ 1. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เพียงใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่สอดคล้องกับการรับรู้ของผู้เรียน 2. กระบวนการเรียนรู้มีความสำคัญมากกว่าองค์ความรู้ 3. มนุษย์จะมีความรู้เดิมอยู่ส่วนหนึ่งเสมอ เมื่อรวมกับสิ่งพบเห็นใหม่ ก็จะเป็นการสร้างความรู้ใหม่ 4. การเรียนรู้คือ สิ่งที่ตกผลึกอยู่ในตัวผู้เรียนหลังจากได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 5. การเรียนรู้ที่แท้จริง คือ การเข้าถึงความจริงของสรรพสิ่งทั้งปวง 6. กระบวนการเรียนรู้จะต้องยึดธรรมชาติของผู้เรียน และหลักการที่ถูกต้องของแต่ละวิชาควบคู่กันไป 7. การเรียนรู้เน้นคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูครองบทบาทผู้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนครองบทบาทแสวงหาความรู้ เรียนรู้อย่างสมดุลในเชิงพหุปัญญา 8. ครูจะต้องยึดมาตรฐานหลักสูตร วิเคราะห์เนื้อหาให้สอดคล้องกับผู้เรียนเพื่อนไปสู่คุณภาพการเรียนรู้ตามมาตรฐานหลักสูตร และสอดคล้องกับบริบททางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน สังคมและโลก 9. ครูต้องมีความรู้ถูกต้องชัดเจน ลุ่มลึกในวิชาที่สอนเป็นพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ10. การออกแบบการเรียนรู้ตามสภาพจริง ที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้ เรียนรู้ เรียนรู้จากการปฏิบัติของตนเอง โดยครูเอื้ออาทรให้คำปรึกษาใกล้ชิดดำรงความมีจิตวิญญาญของความเป็นครูดี11.การวัดและการประเมินผลต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้เป็นไปเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน มีการวัดผลสัมฤทธิ์ การประเมินความงอกงามทุกด้าน มีวิธีประเมินหลากหลายมีแฟ้มคุณภาพผลงานที่กลั่นกรองเลือกเฟ้น สะท้อนความเก่งรอบตัวของผู้เรียน12. การเรียนรู้ที่แท้จริง คือ รู้ตน รู้คน รู้งาน และรู้วิชาการ13. การเรียนรู้จากการพิจารณ์ตนเองโดยสม่ำเสมอ เป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง และเป็นการสั่งสมเชาวน์ปรีชา14. การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด อาจค่อยไต่บันไดก็ได้ 14.1 สรุปความรู้ที่เรียนรู้ใหม่ได้ 14.2 ประยุกต์ความรู้กับข้อมูลใหม่ 14.3 สร้างความรู้ใหม่จากชิ้นงาน

15. การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด ครูผู้สอนต้องชาญฉลาดในการใช้สิ่งรอบตัว สถานการณ์จริง สื่อเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ ห้องสมุด โรงเรียน ห้องสมุด หรือ อินเทอร์เนท รวมทั้งโลกใบนี้เป็นห้องเรียน16. การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด จะช่วยให้ผู้เรียนมีความสุข อันเกิดจากการเรียนรู้ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เป็นการเดินทางไปสู่วัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ ที่ครูและผู้เรียนเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันครูรักเด็ก เด็กก็รักครู

ดังนั้น การจัดการการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด ต้องเน้นคุณภาพผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และผลงานของครู ในการออกแบบการเรียนรู้ควบคู่กันไป
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 25 ต.ค. 2549 (20:00)
จากที่กล่าวมาตั้งแต่ความคิดเห็นที่ 2 - 6 จะเห็นว่าการปฏิรูปการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของผู้เรียนให้มีมาตรฐานสูงตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันตลอดจนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี พ.ศ. 2542 ที่ครูมีบทบาทในกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ สื่อ นวัตกรรม เทคนิค วิธีการ อย่างหลากหลายจนพัฒนาศักยภาพผู้เรียนได้ครบทุกด้าน เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุขจากการเรียนรู้ดังนั้นครูต้องเป็นทั้ง ศาสตร์ และ ศิลป์ เป็น “ศาสตร์” คือ มีหลักวิชา มีทฤษฎีที่ได้ค้นคว้าจนพบกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการพัฒนาคนโดยส่วนรวม เป็น “ศิลป์” คือ มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ครูต้องดัดแปลงให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน แต่ละกลุ่มในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน จนสามารถส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนในเชิงพหุปัญญาตามธรรมชาติ และเต็มศักยภาพ เพื่อคาดหวังว่าการศึกษาจะเป็นวิธีการดำเนินงานหลักในการพัฒนาคนและคุณภาพของคนซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศต่อไป
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 25 ต.ค. 2549 (20:12)
ขอบคุณ น้าพร สำหรับแง่คิด แนวคิดที่ดี ผมคิดว่ามีประโยชน์ ต่อการศึกษาโดยเฉพาะการวัดและประเมินผลครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 7 พ.ย. 2549 (11:00)
ช่วยบอกทีค่ะความแตกต่างของการวัดและการประเมินที่ชัดๆวาเป็นอย่างไร ขอบคุณค่ะ(ตอบด่วนภายใน3นาที)
mmmoomoo@hotmail.com (IP:210.246.184.249,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 พ.ย. 2549 (22:06)
เมื่อไหร่จะปฏิรูป เรื่องการรีไท นักศึกษาออกจาก รร ซะที รู้หรือป่าวว่าพ่อแม่เขาต้องเสียเงินค่าเทอม เสียเวลาไปเท่าไหร่ อย่าง เทอม 1 โดนรีไท นร ก็ต้องเสียเวลาไปอีก 1 เทอม เพื่อรอจะสอบเข้าใหม่ ทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก มิน่าการศึกษาไทยไม่พัฒนาเสียที ผมเสนอว่า นร คนไหนเกรดไม่ถึงก็ให้เรียน ใหม่ หรือซ้ำชั้นไปสิ แต่ไม่ต้องถึงกับพ้นสภาพ.....ใครไม่โดนมั้งให้มันรู้ไป
วอน รมว ศธ คนใหม่คิดด้วย (IP:210.86.213.100,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 พ.ย. 2549 (10:58)
ผมกลับมองอีกมุมว่า

การรีไทรนักศึกษาออกจากมหาวิทยาลัย

อาจเป็นการช่วยนักศึกษาอย่างหนึ่ง

คือ

เมื่อนักศึกษาไม่สามารถเรียนได้อย่างที่หลักสูตรกำหนด

ก็ต้องให้นักศึกษาออกไป ไม่ควรดันทุรังเรียนต่อ

เพราะนักศึกษาหรือผู้ปกครองบางท่าน ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า

ตัวเองหรือบุตรหลาน มีความสามารถจะเรียนในสาขานั้นหรือเปล่า

แต่บังเอิญได้เข้าไปเรียนเพราะระบบคัดเลือกมีจุดอ่อน

เมื่อเริ่มเรียนก็จะตกและให้ออกไป ดีกว่าทนทรมานเรียนไปเรื่อย

แม้นทนเรียนจนจบหลักสูตรได้ ก็จะได้ความรู้ที่ไม่ดี

หรือไม่สามารถประกอบอาชีพตามที่เรียนได้



ผมรู้จักเด็กหลายคน เรียนแพทย์จุฬาฯ วิศวะจุฬาฯ

เรียนจนจบได้ ไปเป็นนักร้องก็มี ผู้ประกาศข่าวก็มี เซลขายประกันก็มี

เด็กเหล่านี้ นั่งเรียนอยู่ก็เป็นการศูนย์เปล่าทางการศึกษา

กันที่ที่คนอื่นจะได้เรียน แล้วรักในอาชีพนั้นจริง ๆ แต่สอบคัดเลือกไม่ผ่าน



เมืองไทยของเรา ยังยึดกับค่านิยมผิด ๆ หลายประการ

ผู้ปกครองหลายท่าน มักจะคิดให้ลูกหลานเรียนในสาขาที่จบมา

หาเงินง่ายโดยเหนื่อยน้อย

บางคนถึงกับหาสาขาที่เรียนแล้วมีโอกาสโกงได้มากเสียอีก

ผมไม่อยากเอ่ยว่าอาชีพอะไร เพราะที่จริงมันขึ้นกับพื้นฐานจิตใจ

ของแต่ละบุคคลมากว่าวิชาชีพ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26852 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 9 พ.ย. 2549 (08:14)
ถูกต้องแล้วครับอาจารย์นิรันด์ การรักษามาตรฐานเป็นความรับผิดชอบของนักศึกษา ตกลงกันมาตั้งแต่รับเข้าเรียนแล้ว ไม่ใช่ว่านักศึกษาไม่รู้ ถ้าเรียนระบบปิดไม่ถูกกับนิสัยก็เรียนระบบเปิดก็ได้ จะช้าจะเร็วขึ้นอยู่กับผู้เรียนที่จะควบคุมและจัดการการเรียนรู้ของเขาเอง ถ้าเราไม่ยึดติดกับค่านิยม



ผมอยากให้เลิกระบบกู้ยืมเรียนด้วย โดยเฉพาะระดับปริญญา ทำงานไปเรียนไปก็ได้ ช้าหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นไร แถมประสบการณ์เพียบอีกต่างหาก
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 9 พ.ย. 2549 (09:29)
ปัญหาน่าจะเริ่มต้น จากกระบวนการรับเข้ามาเรียน



1) เราไม่ได้ผู้เรียนที่มีพื้นความรู้ ความชอบ ในสาขาวิชานั้นๆเพียงพอ



2) จึงกลายเป็นว่า หลายๆคน ก็ต้องทนเรียนให้จบ แบบไม่มีคุณภาพ ... ตัวผู้เรียนเองก็ไม่ได้ มีความขยันหรือตั้งใจ จะให้การเรียนดีขึ้น ... เอาแค่ให้ได้จบ ได้ปริญญา



3) แต่บางทีก็น่าเห็นใจ ... ตรงที่ ถ้าหากผู้เรียนเขามีศักยภาพ ได้ไม่ดีไปกว่านี้





พบว่า เรารับผู้เรียน ที่เป็น input ที่ไม่ค่อยดี ไม่เหมาะต่อ สาขาวิชา หรือหลักสูตร แล้วก็ก่อให้เกิดปัญหาขึ้น



ทางออกที่เป็นไปได้



1) ถ้าจำเป็น ก็ต้องให้มีการรีไทร์



2) แต่บางที ระบบเราก็เก็บงำปัญหาไว้ จนถึงปีสุดท้าย





โดยส่วนตัว ในฐานะผู้สอน และถ้าหากไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการรับเข้ามา



ผู้สอนก็คงต้องทำหน้าที่ ในส่วนที่ทำให้ได้ ดีที่สุด



ผู้สอน คงต้องรับผิดชอบ เท่าที่จะทำได้



1) ต้องปรับเปลี่ยนการสอน

2) เรียนโดยการให้ลงมือทำให้มากที่สุด เน้นความรับผิดชอบ

3) ไม่เก่ง ไม่เป็นไร แต่ต้องขยันและรับผิดชอบ



ถ้าทำให้เขาแสดงความตั้งใจ ทำงานสม่ำเสมอ มีความรับผิดชอบ และเขาแสดงว่าพอรู้เรื่องบ้าง เกรด C หรือ C+ นี่ก็น่าจะพอให้ได้
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 9 พ.ย. 2549 (10:00)
ถ้าจะให้เด็ก นักศึกษาเรียนไป ทำงานไป

ผมว่าต้องแก้ที่ค่านิยมคนไทย



บางคนเลี้ยงลูกเรียนหนังสือเป็นพระเจ้า

เรียนอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น

ที่นอน จัดข้าวกินก็ต้องมีคนทำให้ เรื่องเรียนไปทำงานไป อย่าหวัง



หากจะให้เด็กเรียนไปทำงานไป

ก็ตัองให้หัดลูกให้ทำงานตั้งแต่เด็ก

ช่วยล้างจาน ถูบ้าน ทำกับข้าว ตัดหญ้า ไถนา เลี้ยงควาย ฯลฯ

แล้วก็ต้องให้เกียรติคนทำงานทุกระดับ

ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการหรือภารโรง ต่างมีศักย์ศรีทัดเทียมกัน

ต่างกันตรงหน้าที่รับผิดชอบต่างกัน



แต่อย่างไร ระบบยืมเงินล่วงหน้ามาเรียน

ผมก็ว่ายังจำเป็น เพราะใช่ว่าเด็กทุกคนจะสามารถหาเงินมาเรียน

ได้พอเพียง
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26852 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 9 พ.ย. 2549 (12:00)
ระบบยืม และระบบใช้คืน ควรต้องสอดคล้องกัน อย่างเป็นเหตุเป็นผล



การให้ยืม ก็ควรมีการพิจารณา กรั่นกรองอย่างถี่ถ้วน



และในบางกรณี ถ้าเขาจำเป็นจริงๆ ก็อาจจะเปลี่ยนจากการให้ยืม เป็นให้ทุน แต่ก็ควรมีวิธีการให้เขาทำอะไรที่ดี ตอบแทนสังคมกลับมาด้วย
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 10 พ.ย. 2549 (10:18)
ใครทราบว่า ระเบียบสถานศึกษา ว่าด้วยการประเมินผลการเรียน มีที่ไหนบ้าง ตอบด่วน จะขอบคุณมาก
oiliya@thaimail.com (IP:125.24.166.251,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 11 พ.ย. 2549 (18:04)
การวัด คือ การ ตีค่าสิ่งต่างๆออกมาเป็นตัวเลข

การประเมิน คือ การใช้เกณฑ์ในการตัสินคุณภาพ ระดับของตัวเลขนั้นๆ
tee (IP:58.8.192.154,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 14 พ.ย. 2549 (12:10)
การวัด และ การประเมิน น่าจะแยกออกจากกันค่อนข้างลำบาก



การวัด ฟังแล้วให้เข้าใจว่า ต้องมี เครื่องมือวัด



ดังนั้น การวัดจึงขึ้นอยู่กับ เครื่องมือที่ใช้ในการวัด ตัวผู้ทำการวัด และสิ่งแวดล้อมที่อาจมีผลต่อการวัด



การวัด จึงน่าจะเป็นการวัดจริงๆ ที่เอา อคติของผู้วัดออกไป



โดยผู้วัด จะมีบทบาทในการออกแบบ หรือสร้างเครื่องมือวัด ออกแบบวิธีการวัด จัดระบบให้มีการวัด ซึ่งถ้าวัดคนหลายๆคน

ก็ควรต้องให้มีความยุติธรรม มีความเป็นปรนัย





ส่วนการประเมิน ฟังดูแล้ว ให้รู้สึกว่า ต้องมีผู้ประเมิน มีผู้ตัดสินที่เป็นตัวบุคคล



แน่นอน การประเมิน อาจจะดูจากหลักฐาน ดูจากข้อมูลที่ได้จากการวัด



แต่สุดท้ายแล้ว ก็จะมีส่วนที่บุคคล ต้องตัดสิน หรือทำการประเมิน



เรามักจะมองว่าผู้ประเมิน เป็นผู้มีความรู้ มีประสบการณ์



แต่เมื่อมีการตัดสินโดยบุคคล ย่อมเลี่ยง อคติไม่ได้ ย่อมมีเจือปนอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย





ถ้าการประเมิน ตัดความเป็น อคติของคนออกไปได้ การวัด และ การประเมิน ก็น่าจะเหมือนๆ กัน



กล่าวคือ มีความเที่ยงตรง ยุติธรรม มีหลักการ เป็นเหตุ เป็นผล



( ไม่มีอคติ รัก ชอบ เกลียดชัง อำนาจ ผลประโยชน์ต่างๆ เข้ามาปนเปื้อน )
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 14 พ.ย. 2549 (21:04)
ความคิดรวบยอด

1.การวัดและประเมินผล เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ซึ่งจะเข้าไปแทรกในทุกระยะได้แก่ ก่อนเรียน, ระหว่างเรียน และหลังเรียน



2.ปรัชญาของการประเมินผลการเรียนการสอน คือ การทดสอบทำเพื่อค้น และพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียน



3.ความมุ่งหมายของการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอน คือ เพื่อจัดอันดับ, เพื่อวินิจฉัย, เพื่อเปรียบเทียบ, เพื่อพยากรณ์ และเพื่อประเมินค่า



การวัดผล(Measurement) หมายถึง กระบวนการในการกำหนด หรือหาจำนวน หรือปริมาณแทนคุณลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือแทนพฤติกรรม ความสามารถของบุคคลโดยใช้เครื่องมือช่วยในการวัด ผลการวัดจะอยู่ในรูปของตัวเลข หรือคะแนน ทำให้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่วัดว่า มีจำนวนเท่าใด เช่น กระดานดำยาว 3 เมตร เด็กชาย ก.ได้คะแนนวิชาคิณิตศาสตร์ 30 คะแนน

การประเมินผล(Evaluation) หมายถึง ขบวนการในการตัดสินใจ การวินิจฉัย การตีราคา หรือ สรุป คุณลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือพฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อย่างมีหลักเกณฑ์ดดยอาศัยข้อมูลและรายละเอียด จากการวัดเป็นหลักและใช้วิจารณญาณ ประกอบการพิจารณา เช่น การประเมินว่า กระดานดำนี้สั้นหรือยาว เด็กคนนี้สอบได้ หรือสอบตก เก่ง-อ่อน ดี-เลว หรือได้เกรดอะไร



จากความหมาย ของ การวัดผลและประเมินผล แสดงว่าเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง คือ เมื่อมีการวัดผลหรือมีการทดสอบแล้วจะได้รายละเอียดในด้านต่างๆในรูปของปริมาณหรือจำนวนแล้วจึงนำเอาผลนั้นมาพิจารณา สรุปหรือประเมินผล ในรูปของคุณภาพ ผลการประมินจะถูกต้องเหมาะสมเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับผลการวัดเป็นประการสำคัญ กล่าวคือ ถ้าผลการวัดถูกต้อง การประเมินผลก็จะเชื่อถือได้ตรงตามความเป็นจริง ในทางตรงกันข้าม ถ้าผลการวัดผิดพลาด การประเมินก็ย่อมผิดพลาดคลาดเคลื่อนด้วย
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 15 พ.ย. 2549 (13:31)
ขอบคุณ ครูชิต ครับ ที่ยกความหมายที่เป็นข้อความทางการ



ผมเพียง ลองๆ ให้นิยาม หรือคาดคะเนความหมายดู



ดูๆ แล้วก็เข้าข่าย ตรงกันพอสมควร





......................................................................



ผมเชื่อว่า คำ หลายๆคำ มีความหมายโดย สามัญสำนึก



เพียงแต่เราลองพยายาม คิดนึก อย่างเป็นอิสระ ก็น่าจะได้นิยาม ได้ความหมาย ที่ควรจะเป็น



( และก็จะได้ไม่ติด กับนิยามที่เคยมีมาเท่านั้น ... รวมทั้งขยายความหมายให้ดีขึ้น หรือสร้างสรรค์ขึ้น ... ถ้าทำได้ )
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 17 พ.ย. 2549 (13:48)
ไม่แน่ใจว่า ครูชิต คุ้นเคยกับข้อสอบคณิตศาสตร์หรือเปล่า



ขออนุญาต สมมติว่า น่าจะคุ้นเคยอยู่บ้าง



เอาเรื่องง่ายๆ แล้วกัน ... ของเด็ก ป.2 (ลูกชายผมกำลังเรียนอยู่ตอนนี้)



เนื้อเรื่อง คือ การอ่านเวลา การบอกเวลาจากนาฬิกา



เราจะลองช่วยกัน ยกตัวอย่าง ข้อสอบซัก 2 - 3 ข้อ ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ที่มีลักษณะการวัดที่แตกต่างกัน ได้มั้ยครับ
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 20 พ.ย. 2549 (20:39)
ขอบคุณครับ พี่ MG ก่อนอื่นผม ไม่ใช่ ครูคณิตศาสตร์การแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้จะไม่เหมาะสมหรือถูกต้องครับ ต้องขออภัยจริงๆ แต่ผมคิดว่าควรเริ่มจากรูปธรรมไปหานามธรรม นอกจากนี้ สามารถตั้งคำถาม เชิงเงื่อนไข จำนวน ความถี่ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จัดลำดับ ขึ้นตามความสำคัญ หรือ เชิงเปรียบเทียบ เช่น จำนวน / คิดว่าเขาทำสิ่งนี้เพียงคนเดียวหรือเป็นไปได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว. ส่วนในเรื่องของเวลา / เวลาที่เกิดเหตุบอกอะไรบ้างหรือไม่ ดังนั้นคำถามควรให้ผู้ตอบได้ใช้ความคิดให้หลากหลายบูรณาการเชิงพหุปัญญา ซึ่งจะช่วยให้รู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุรู้ผลเบื้องหน้าเบื้องหลัง เข้าใจความเป็นมารู้องค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานความรู้ในการนำไปตัดสินใจแก้ปัญหา การประเมินผล และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 21 พ.ย. 2549 (16:17)
ผมลองถามเล่นๆน่ะครับ ครูชิต ไม่ได้ซีเรียสอะไร



เพียงอยากให้ช่วยกันยกตัวอย่าง โจทย์ ที่เป็นรูปธรรม



ที่จะแสดงการวัดทักษะ ในลักษณะต่างๆ




จะลองเปลี่ยนเป็นเนื้อหา ที่เราคุ้นเคยกว่านี้ก็ได้ครับ



( ผมลองเสนอเรื่องการบอกเวลา จริงๆแล้วก็เป็นเรื่องทั่วไป ไม่ได้เจาะจงที่คณิตศาสตร์ เพียงแต่เห็นว่า อยู่ในเนื้อหาคณิตศาสตร์ ป. 2 ของลูกชายพอดี )





............................................................



แต่จริงๆ เรื่องนี้ผมว่า สำคัญมากๆนะครับ

ถ้าเรามีตัวอย่าง ลักษณะข้อสอบ หรือการประเมิน

ที่วัดทักษะที่สำคัญๆ ที่ต่างๆกัน



ก็จะช่วยให้ เกิดความเข้าใจ เกิดหลักการพื้นฐานในการออกข้อสอบ หรือแบบประเมินต่างๆ



อย่างเช่น การออกข้อสอบ A-net O-net ต่างๆ ควรจะมีหลักการ ความเข้าใจตรงกันในการออก ไม่ใช่ว่า เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามคนออกแต่ละยุคแต่ละสมัย หรือว่าออกให้เชิงสนับสนุนการกวดวิชา หรือเชิงหลีกเลี่ยงทักษะ(ที่ไม่ถูกต้อง)จากการการกวดวิชา
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 23 พ.ย. 2549 (11:06)
สมควรมีแบบทดสอบของแต่ละโปรแกรมให้ดูเป็นแนวบ้าง คะ
Sirirat (IP:203.114.107.152,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 23 พ.ย. 2549 (12:51)
แอนเป็นครูมาหลายปี ก็ยังวัดผลประเมินผลได้ไม่ครบทั้ง 3 ด้านเลยคะ
ttitti007@hotmail.com (IP:202.69.139.18,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 25 พ.ย. 2549 (13:39)
ขอบคุณคูรด้วยนะคะ........ที่ทำให้หวานมีงานส่งจาร ยังไงโอกาสหน้าหวานมาใช้บริการใหม่นะคะ..............
- (IP:125.24.165.124,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 25 พ.ย. 2549 (13:44)
ครูขา.......ยังมีอีกอย่างที่หวานต้องไปหาเพิ่ม

คือ ประเภทของจุดมุ่งหมายของทางการศึกษา

ถ้าคูรมีช่วงแบบงหวานด้วยนะคะอาทิตย์หน้าหนูต้องส่งจารคะ
น้ำหวาน ณ กาฬสินธุ์ (IP:125.24.165.124,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 26 พ.ย. 2549 (11:59)
อ่านบทความนี้ จบ ป. ตรีเล้ย ก้อประมาณนี้หละ วิชาครู
ชาติ (IP:203.172.199.250,10.250.132.179,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 26 พ.ย. 2549 (12:42)
ขอบคุณคูรด้วยนะคะ........ที่ทำให้หวานมีงานส่งจาร ยังไงโอกาสหน้าหวานมาใช้บริการใหม่นะคะ..............



เรียกอาจารย์ให้เต็ม ๆ ได้ไหมครับ ถ้าอยากเรียกสั้น ๆ ก็เรียกครูแทน จะดูดีกว่าเยอะ พอเรียกจารได้ อีกหน่อยคงเรียกชามได้
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 26 พ.ย. 2549 (19:55)
อยากได้แนวข้อสอบการอ่านและคิดวิเคราะห์ สื่อความ ช่วงชั้นที่ 1-2
ครูนก (IP:203.113.60.73)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 5 ธ.ค. 2549 (14:27)
ขอบเขตของคำถามเกี่ยวกับการคิดเชิงวิเคราะห์ การจำแนกแจกแจงองค์ประกอบการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (ขอบข่าย 5 W 1H)



ตัวอย่าง



ใคร( Who )



- ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง

- เหตุการณ์นี้ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์



อะไร( What )

- มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้บ้าง





ที่ไหน( Where )

- สถานที่เกิดเหตุบอกอะไรบ้างหรือไม่





เมื่อไร( When )

- เวลาที่เกิดเหตุบอกอะไรบ้างหรือไม่

- เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะเหตุใด

- เวลาใดบ้างที่สถานเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้





เพราะเหตุใด ( Why )

- เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เป็นเวลานี้ เป็นสถานที่นี้

- เพราะเหตุใดจึงเกิดขึ้น





อย่างไร( How )

- ลำดับเหตุการณ์นี้ ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร








ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 5 ธ.ค. 2549 (14:58)
การประเมินผลการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้



แนวคิดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544



การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ในครั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมและทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ โดยยึดหลักการเรียนรู้ว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญและสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและมีคุณธรรม จริยธรรม อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข



หลักการ



เพื่อให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นไปตามแนวนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ กำหนดหลักการของหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน ไว้ 7 ข้อ



จุดหมาย



หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดจุดหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ต่อไป ( มี 9 ข้อ )



สาระและมาตรฐานการเรียนรู้



หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งกำหนดไว้เฉพาะส่วนที่จำเป็นสำหรับเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตให้มีคุณภาพ สำหรับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน สถานศึกษาพัฒนาเพิ่มเติมได้






ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 5 ธ.ค. 2549 (15:36)
ตัวอย่างข้อสอบ O-NET และ A-NET ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ สทศ. http://www.seal2thai.org/sara/sara023.htm
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2900 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 5 ธ.ค. 2549 (17:40)
ลองตั้งคำถามให้ลูกชายคุณ MathGuy ที่เรียนอยู่ชั้น ป. 2 ตอบเกี่ยวกับเรื่องเวลาค่ะ



เวลา 8:45 น. อ่านว่าอย่างไร ?

เข็มชั่วโมง ชี้ใกล้เลขอะไร เพราะเหตุใด ?

เข็มนาทีชี้ที่เลขอะไร เพราะเหตุใด ?
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4126 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 8 ธ.ค. 2549 (18:28)
ชอบคำถามข้อนี้ครับ

.......................................................................

เวลา 8:45 น.

เข็มชั่วโมง ชี้ใกล้เลขอะไร เพราะเหตุใด ?

.......................................................................



ทีนี้คำตอบของเด็กจะกล้ำกึ่งอยู่ระหว่าง 8 หรือ 9



เด็กที่ตอบได้ถูกต้อง อย่างเข้าใจ



ควรจะเป็นเด็กที่ได้สัมผัสกับนาฬิกาจริงๆ



ได้ลองหมุนลานด้านหลังของนาฬิกา

ดูการเปลี่ยนแปลงจาก เวลา 6:00 ถึง 7:00

จาก 7.00 ถึง 8.00 .... เล่นและสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างเข็มสั้นและยาว

จนเขาสังเกตได้เอง เข้าใจ และสรุปได้เอง (อาจจะมีผู้ช่วยแนะด้วย )



...........................................................

สิ่งที่เราได้ก็คือ ตัวข้อสอบ หรือคำถามที่ดี ก็จะบอกวิธีการสอน การเรียนรู้ที่ดีด้วย



ขอบคุณครูไผ่ครับ
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 15 ม.ค. 2551 (13:18)
การวัดด้านทักษะพิสัย ในโรงเรียนทำกันบ้างไหม ครับ

ทำกันอย่างไรบ้าง ครับ

มีตัวอย่าง เครื่องมือวัด ที่ใช้จริงๆ ให้ดูไหมครับ

มีปัญหา/อุปสรรค ในการวัดก้านทักษะพิสัยยังไงบ้างครับ
ต๋อย วัดผล (IP:202.28.117.234)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 10 ก.พ. 2551 (17:49)
<P><FONT size=4>อยากทราบ<FONT color=#cc0066 size=5><STRONG>แนวทางแก้ไขปัญหาการประเมินหลักสูตร</STRONG></FONT>จะต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ</FONT></P>
nook-civil@hotmail.com (IP:61.19.65.179)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 18 มี.ค. 2551 (21:05)
Nice site!
Nikolet (IP:65.97.250.141)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 17 ต.ค. 2551 (09:36)
ผมอยากได้แนวข้อสอบวัดผลประเมินผล ตอนนี้กำลังเรียนหลักสูตร ป.บัณฑิต
หมาไล่เนื้อ (IP:125.26.116.245)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 14 เม.ย. 2552 (15:01)
เรียนหลักสูตร ป.บัณฑิต การวัดและประเมินผลยากจังเลย
euro2000@hotmail.com (IP:203.144.180.65)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 19 ก.ย. 2552 (12:07)

อยากได้แนวข้อสอบการวัด ประเมินผลทางการศึกษาค่ะ
เรียนหลักสูตร ป.บัณฑิตอยู่ ขอบคุณมากนะคะ เพื่อนๆในนี้
          


aoror_ice@hotmail.com (IP:61.19.205.252)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 22 ก.ย. 2552 (12:11)
ผมก็เรียนวิชาวัดและประเมินผล
ในการสอบ อาจารย์ให้ออกข้อสอบเป็นแบบเลือกตอบ
โดยให้สามารถวัดในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น การวิเคราะห์ สังเคราะห์ การประเมินค่า ฯลฯ เป็นต้น
ซึ่งผมเองยังมองไม่ออกเลยว่าคำถามในรูปแบบใดที่จะวัดในแต่ละด้านได้
อยากได้คำแนะนำเช่นกันครับ
kudoshiniji (IP:117.47.74.235)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 12 ธ.ค. 2552 (21:39)
การสร้างข้อสอบแบบเลือกตอบตามทฤษฎีของบลูม จะมีพฤติกรรมที่ต้องการวัดอยู่ 6 ประการ คือ ความรู้-ความจำ ความเข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า นำไปใช้ แต่ละแบบจะมีคำกริยาที่แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะที่ต้องการวัดแตกต่างกันไป แต่ก่อนจะสร้างข้อสอบได้ ต้องสามารถเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมให้ได้ก่อน เพราะการสร้างข้อคำถามต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ต้องการวัด หากไม่สอดคล้องกันเมื่อนำมาให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แล้ว ข้อสอบจะถูกตัดทิ้งไม่สามารถนำมาวัดพฤติกรรมนั้นๆ ได้จ้า
k_konakom@yahoo.com (IP:202.28.78.170)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 26 ธ.ค. 2552 (19:30)

อยากทราบความหมายการวัด และการประเมินผลค่ะ


http://www.june.com (IP:202.149.25.225)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 23 ก.พ. 2553 (11:12)
อยากทราบความหมายของหลักวิชาการวัดผลค่ะ.....เห็นในระเบียบฯ เค้าเขียนว่า "...ãËé¤Ó¹Ö§¶Ö§ËÅÑ¡ÇÔªÒ¡ÒÃÇÑ´¼Å´éÇÂ" อยากทราบความหมายค่ะช่วยนิยามสั้นๆ ให้หน่อยได้มั๊ยคะ

ขอบคุณมากๆ ค่ะ
pam_ku55@hotmail.com (IP:203.155.220.236)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 26 ก.พ. 2553 (07:27)
ขอบคุณครับ ที่แบ่งปันครับรู้

Kings Network
http://www.ulmt.net (IP:125.26.75.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 4 ส.ค. 2553 (12:34)
ไม่ทราบว่าบทความในนี้นำไปอ้างอิงหรือประกอบเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือในรายงานได้หรือไม่คะ ถ้าได้ ขอทราบชื่อผู้เขียนบทความได้ไหมคะ หรือหากใครมีแหล่งดี ๆ รบกวนช่วยแนะนำบทความดี ๆ เกี่ยวกับการวัดผลประเมินผลในห้องเรียนคณิตศาสตร์ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ
kru-khonthai (IP:202.28.249.180)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 17 มิ.ย. 2556 (17:37)
อยากทราบความสัมพันธ์ระหว่างการทดสอบ การวัดผล การประเมินผลและการวิจัย ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรค่ะ
นัด (IP:27.55.146.36)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม