โคลงสี่สุภาพ

...อันเนื่องมาจากกระทู้ RW 520 เรื่อง กลโคลง ทีคุณเทาชมพูได้นำกลโคลงแบบต่างๆมาให้ศึกษา




...ผมจึงขอเปิดกระทู้นี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำถึงการแต่งโคลงสี่สุภาพ ซึ่งถือว่าเป็นโคลงที่แพร่หลายที่สุด เพื่ออยากให้ทุกคนได้ทราบถึงหลักในการแต่ง ทั้ง ฉันทลักษณ์ รสความ และ รสคำ โดยในหัวข้อแรก ผมขอเน้น ฉันทลักษณ์ก่อนครับ




ฉันทลักษณ์ โคลงสี่สุภาพ




o o o เอก โท.......o ก (o o)


o เอก o o ก........เอก ข(โท)


o o เอก o ก........o เอก (o o)


o เอก o o ข(โท).......เอก โท o o




กฎ :


๑. โคลงสี่สุภาพหนึ่งบท หนึ่งบทมี ๔ บาท บาทละ ๒ วรรค บาทที่ ๑-๓ บังคับคำบาทละ ๗ คำ ส่วนบาทที่ ๔ บังคับคำ ๙ คำ (ตรงนี้ผมขอเน้นเป็นคำ ไม่ใช่ พยางค์ นะครับ เพราะอะไรจะคุยทีหลัง)


๒. บังคับคำวรรณยุกต์เอก ๗ คำ และคำวรรณยุกต์โท ๔ คำ ตามผัง คือ (เฉพาะบังคับเอกสามารถใช้คำตายแทนได้)


๒.๑ บาทที่ ๑ บังคับเอกที่คำที่ ๔ และโทที่คำที ๕ (เฉพาะบาทนี้ สามารถสลับตำแหน่ง เอก โท ได้ ครับ)


๒.๒ บาทที่ ๒ บังคับเอกที่คำที่ ๒ และ ๖ บังคับโทที่คำที่ ๗


๒.๓ บาทที่ ๓ บังคับเอกที่คำที่ ๓ และ ๗


๒.๔ บาทที่ ๔ บังคับเอกที่คำที่ ๒ และ ๖ และบังคับโท ที่คำที่ ๕ และ ๗


๓. บังคับสัมผัสสระ


๓.๑ คำสุดท้าย ของบาทที่ ๑ สัมผัสกับคำที่ ๕ ของบาทที่ ๒ และ ๓ และคำสัมผัสนี้ ไม่นิยมใช้คำที่มีรูปวรรณยุกต์


๓.๒ คำสุดท้ายของบาทที่ ๒ สัมผัสกับคำที่ ๕ ของบาทที่ ๔


๔. สามารถเติมคำสร้อยได้ ในบาทที่ ๑ และ ๓ (บางตำราว่าบาทที่ ๔ ก็เติมได้ แต่ไม่นิยมครับ) เฉพาะกรณีเนื้อความไม่ครบหรือสื่อความหมายไม่สมบูรณ์ แต่ขอให้เป็นคำเดียวแล้วหาคำสร้อยมาเติมเอา เช่น พ่อนา แม่เอย รักฤๅ เป็นต้น


๕. คำสุดท้ายของบท ให้จบด้วยคำที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ และขอให้เป็นเสียงจัตวา หรือ สามัญ ถ้าจบเป็นคำเสียงจัตวาได้จะดีมาก เพราะการอ่านโคงต้องอาศัยลูกเอื้อน ครับ




...ว่าเรื่องทฤษฎี ไปเยอะแล้ว ตอนนี้ลองมาดูตัวอย่างนะครับ


ขอยกตัวอย่างโคลงต้นแบบ ถือถือว่าเป็นโคลงครู มา ๒ ตัวอย่าง ถ้าจำบทไดบทหนึ่งได้ จะได้ฉันทลักษณ์โคลงฯ โดยอัตโนมัติ ครับ




โคลงบทแรก จากนิราศนรินทร์




o จากมามาลิ่วล้ำ.....ลำบาง


บางยี่เรือราพลาง.......พี่พร้อง


เรือแขวงช่วยพานาง...เมียงม่าน มานา


บางบ่รับคำคล้อง.......คล่าวน้ำตาคลอ




อีกบท จากลิลิตพระลอ





o เสียงลือเสียงเล่าอ้าง.....อันใด พี่เอย


เสียงย่อมยอยศใคร..........ทั่วหล้า


สองเขือพี่หลับใหล..........ลืมตื่น ฤๅพี่


สองพี่คิดเองอ้า..............อย่าได้ถามเผือ




หมายเหตุ ถ้าโคลงที่หยิบยกมาผิดพลาด ต้องขออภัยด้วยครับ เพราะตอนนี้นั่งพิมพ์จากความทรงจำล้วนๆ




ตัวอย่างโคลงฯ ที่สลับตำแหน่งเอก โท ในบาทแรก บทนี้ผมคิดว่าเป็นสุดยอดโคลงบทหนึ่ง




o อุรารานร้าวแยก.......ยลสยบ


เอนพระองค์ลงทบ........ท่าวดิ้น


เหนือคอคชซอนซบ......สังเวช


วายชีวาตม์สุดสิ้น........สู้ฟ้าเสวยสวรรค์




ขอจบทฤษฎี ฉันทลักษณ์ ไว้แค่นี้ เดี๋ยวเรามาลองแต่งกันครับ


ความคิดเห็นที่ 1 

พลายงาม (Guest)
26 เม.ย. 2544 11:32
  1. ปัญหาของคนที่จะเริ่มแต่งโคลงใหม่ๆ คือ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงใหน จะสื่อความหมายอย่างไร หรือบางคนก็คิดว่ายาก ผมขอตอบรวมๆครับว่าถ้าแม่นฉันทลักษณ์ จะไม่ยากเลย จะผูกเนื้อความอย่างไรก็ได้ แต่งได้หมดครับ ตอนนี้ผมจะหยิบยกกลอน ท่านสุนทรภู่ ที่คิดว่าทุกท่านรู้จักดีมาลองแต่งนะครับ




    กลอนเดิม (ถ้าจำผิดพลาดบางส่วนขออภัยครับ)


    ...อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก


    แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย


    แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย


    เจ็บจนตายก็ไม่เหน็บเท่าเจ็บใจ




    ตอนนี้จะขอเริ่มผูกโคลงทีละบาท




    ๑. จากกลอนวรรคแรก " อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก "


    เพื่อให้ความหมายใกล้เคียงกันผมจะลองเปลี่ยนเป็นดคลงอย่างนี้ ครับ




    อ้อยตาลหลังผ่านลิ้น......สิ้นหวาน แม่นา




    ตอนแรกอยากผูกเป็น อ้อยตาลยามผ่านลิ้น....สิ้นหวาน แต่ดูความหมายแล้วไม่กลมกลืน เลยแก้เป็น ยาม เป็น หลัง และเติมสร้อยให้ความหมายสมบูรณ์ขึ้น ครับ




    ๒. จากกลอนวรรคที่ ๒ "แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย "


    วรรคนี้ ผมอยากผูกโคลงเป็น "แต่ลมปากยังกังวาน.....ไม่สิ้น" แต่วรรคแรกมี ๖ คำ และผิดตำแหน่งเอก และ คำว่า สิ้น จะยากในการหาสัมผัส ในบาทที่ ๔ เลยขอแก้เป็น




    ลมปากยังกังวาน.....กู่ก้อง




    ถึงจะไม่ได้ความหมายเท่าที่ควร แต่ง่ายในการแต่งบาทต่อๆไป เยอะ




    ๓. กลอนวรรคที่ ๓ "แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย"




    อันนี้ยก ๓ คำแรกของวรรคมาผูดโคลงได้เลย ผมก็ผูกได้เป็น




    แม้นเจ็บอื่นพบพาน.....สามารถ ข่มเอย




    อันนี้ก็ต้องเติมสร้อยอีก เพื่อให้ความหมายสมบูรณ์




    ๔. กลอนวรรคสุดท้าย "เจ็บจนตายก็ไม่เหน็บเท่าเจ็บใจ "




    บาทนี้จะยากนิดหนึ่ง เพราะต้องสรุปให้ลงตัว ความหมายกลอน บอกว่า เจ็บใจแม้ตายก็ไม่จางหาย ผมเลยผูกโคลงได้ดังนี้




    แต่เจ็บใจสุดป้อง......ห่อนร้างจางหาย




    สรุป ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับผม จะได้โคลงออกมาแบบนี้ครับ




    o อ้อยตาลหลังผ่านลิ้น.....สิ้นหวาน แม่นา


    ลมปากยังกังวาน.............กู่ก้อง


    แม้นเจ็บอื่นพบพาน..........สามารถ ข่มเอย


    แต่เจ็บใจสุดป้อง..............ห่อนร้างจางหาย




    ตอนนี้อยากให้ทุกคนลองแต่งดู จะแต่งอย่างไรก็ได้ หรือจะเอากลอนเก่าๆมาแปลง ก็ไม่ว่ากันครับ เพราะเราแปลงเพื่อการฝึกปรือ ไม่ได้ลบลู่ แล้วมาช่วยกันดู ใครจะแก้ไขหรือแนะนำโคลงที่ผมแปลงก็ได้ครับ ถือว่ามาเรียนรู้ด้วยกัน



ความคิดเห็นที่ 2

สวิริญช์ (Guest)
26 เม.ย. 2544 12:33
  1. ขอบคุณคุณพลายงามมากค่ะที่ตั้งกระทู้นี้เพิ่งตอบที่กระทู้เก่าว่ายังไม่เข้าใจเรื่องฉันทลักษณ์ของโคลงอยู่พอดี เดี๋ยวพิมพ์ออกไปอ่าน สงสัยอะไรจะโพสต์เข้ามาถามนะคะ



ความคิดเห็นที่ 3

ศรีมนต์ (Guest)
26 เม.ย. 2544 17:59
  1. ตามมาเข้าห้องเรียน ด้วยคนนะคะ


    จะได้กลับเล่นกล กะโคลงต่อค่ะ



ความคิดเห็นที่ 4

พลายงาม (Guest)
26 เม.ย. 2544 21:13
  1. ผมให้การบ้านไว้ลองฝึกดีกว่าครับ




    ๑. ลองเรียงประโยคใหม่และจัดเป็นรูปโคลงฯดูนะครับ


    บาทที่ ๑ กายเอยเคยเหนื่อยล้าเพียงใด


    บาทที่ ๒ หยัดยืนฝืนใจกายต่อสู้


    บาทที่ ๓ ลำบากแม้แค่ไหนไม่บ่นเลยเฮย


    บาทที่ ๔ ขอเรียนเพียรแค่รู้เพื่อสร้างความฝัน




    ๒. ลองหาคำมาเติมให้ครบครับ




    o แสงทองสาดสู่(?).........ชลธี


    ก่อเกิดการสะท้อน(?).......จากน้ำ


    แพรวพราว(?)มณี..........สาด (?) ประกายนา


    งาม(?)ช่างงาม(?).........(?)(?)พรรณนา ฯ




    ๓. ลองแต่งต่อให้จบครับ โดยผมกำหนดบาทแรกให้ ดังนี้ เลือกเอาแบบใดแบบหนึ่ง หรือ ๒ แบบก็ไม่ว่ากันครับ




    บาทที่ ๑ ดาษดื่นดาวส่องฟ้า........นภาลัย


    หรือ ดาษดื่นดาวส่องฟ้า........ราตรี



ความคิดเห็นที่ 5

pink ribbon (Guest)
26 เม.ย. 2544 22:48
  1. กายเอยเคยเหนื่อยล้า.............เพียงใด


    ยืนหยัดฝืนกายใจ.....................ต่อสู้


    แม้ลําบากแค่ไหน.....................ไม่บ่น เลยเฮย


    ขอแค่เพียงเรียนรู้......................เพื่อสร้าง ความฝัน



ความคิดเห็นที่ 6

pink ribbon (Guest)
26 เม.ย. 2544 22:55
  1. แสงทองสาดสู่ท้อง...............ชลธี


    ก่อเกิดการสะท้อนสี............จากนํ้า


    แพรวพราวดุจมณี...............สาดส่อง ประกายนา


    งามยิ่งช่างงามลํ้า...............สุดพรํ่า พรรณาฯ



ความคิดเห็นที่ 7

pink ribbon (Guest)
26 เม.ย. 2544 22:58
  1. รู้สึกว่า วรรคสุดท้ายจะผิดค่ะ ขอแก้เป็น




    งามยิ่งช่างงามลํ้า..............สุดเอื้อน...พรรณาฯ



ความคิดเห็นที่ 8

pink ribbon (Guest)
26 เม.ย. 2544 23:01
  1. แสงทองสาดสู่ท้อง...............ชลธี


    ก่อเกิดการสะท้อนสี............จากนํ้า


    แพรวพราวดุจมณี...............สาดส่อง ประกายนา


    งามยิ่งช่างงามลํ้า..............สุดเอื้อน พรรณนา ฯ



ความคิดเห็นที่ 9

pink ribbon (Guest)
26 เม.ย. 2544 23:17
  1. ดาษดื่นดาวส่องฟ้า...............นภาลัย


    วิบวับวาวจับใจ...................เจิดจ้า


    จิ้งหรีดหริ่งเรไร.....................ร้องรํ่า


    ครวญครํ่าใคร่ไขว่คว้า...........นุชน้อง มาครอง



ความคิดเห็นที่ 10

pink ribbon (Guest)
26 เม.ย. 2544 23:21
  1. เข้ามาแย่ง การบ้านน้องหน่อย สวิริญช์ กับคุณศรีมนต์ ทําเสียแล้ว ไม่ทราบว่าจะทําผิดและถูกครูพลายตีเอาหรือเปล่านะคะ



ความคิดเห็นที่ 11

นกข. (Guest)
27 เม.ย. 2544 03:02
  1. ขออภัย เรื่องที่จะถามนี้ไม่เกี่ยวกับการแต่งโคลงสี่เท่าไหร่ แต่กังขาว่า สุภาพ ในที่นี้แปลว่าอะไรเป็นพิเศษครับ เห็นมีทั้งโคลง (สี่) สุภาพ และกลอนสุภาพ ร่ายสุภาพอีก




    ผมรู้ว่าโคลงสุภาพนั้น ความหมายคือคือไม่ใช่โคลงดั้น แต่กลอนสุภาพนี่ไม่รู้ แต่ที่ผมกังขาก็คือ ทำไมใช้คำว่า "สุภาพ" ในความหมายนี้ เราๆ มักจะนึกว่า สุภาพ แปลว่า polite (ซึ่งไม่ใช่ในกรณี โคลงสี่ "สุภาพ" ) ขอรบกวนท่านผู้รู้ด้วยเถิด...




    โดดลงมาแล้วขอเล่นด้วย (ตามประสาคนอยากเป็นกวีแต่ไม่มีฝีมือ) ดังนี้ -




    หนึ่งสองสามสี่ห้า....... หกเจ็ด


    แปดต่อเก้าสิบสิบเอ็ด ......อ่านได้


    สิบสองสิบสามเสร็จ...... สิบสี่ ต่อนา


    ...ร้อยแปดพันเก้าใช้ ........ จดด้วยเลขสยาม เถิดเอยฯ


    ... แต่คนเขียนเองก็ชอบใช้เลขอารบิกเหมือนกัน มันชินมือน่ะครับ




    เขียนเป็นโคลงที่ไม่ใช่กลโคลงได้ดังนี้


    ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ........ ๖ ๗


    ๘ ต่อ ๙ ๑๐ ๑๑.... อ่านได้


    ๑๒ ๑๓ เสร็จ ....... ๑๔ ต่อนา


    - - ๑๐๘ /๑๐๐๙ ใช้....จดด้วยเลขสยาม เถิดเอยฯ



ความคิดเห็นที่ 12

นกข. (Guest)
27 เม.ย. 2544 03:15
  1. เฮ้ พ่อพลาย (พ่อไม่ลงไปแทงหอกดวลกับสากเสียที เลยต้องขึ้นมาตาม)


    ตะเลงพ่าย ที่พ่อยกมาเป็นโคลงครูนั้น (อุรารานร้าวแยก ยลสยบฯ) ผมคิดว่าพ่อพลายพิมพ์ผิดในบาทสุดท้ายนะครับ


    ถ้าถือตามบังคับเอกจ็ดโทสี่ คำที่ 2 ของบาทที่สี่ต้องเป็น "วาย- ชิ- วาตม์สุดสิ้น...." ไม่ใช่หรือครับ ไม่ใช่ "วาย -ชี- วาตม์ ...." ถ้าจำไม่ผิด สระอิ ไม่ใช่สระอี


    ตะเลงพ่าย (หรือ เตลง พ่าย? จำไม่ได้ครับ) มีโคลงบทที่ผมชอบมากๆ หลายบท รวมบทนี้ด้วย สุดยอดจริงอย่างคุณว่า จำอีกบทได้ไหมครับ


    ...พระพี่พระผู้ผ่าน.... ภพอุต-ตมเฮย


    ไป่ชอบเชษฐยืนหยุด..... ร่มไม้


    เชิญราชร่วมคชยุทธ ..... เผยอเกียรติ (...?)


    สืบแต่สองเราไซร้ ....... แต่นี้ฤามีฯ


    และ


    ...พระราญรอนอริด้วย .....เดโช


    สี่ทาสสนองบาทโท.... ท่านท้าว


    พระยศยิ่งภิยโย ......... (?????)


    สองรอดโดยเสด็จด้าว.... ศึกสู้เสียสองฯ



ความคิดเห็นที่ 13

วิมาลา (Guest)
27 เม.ย. 2544 06:18
  1. ท่านปู่ขา หนูว่ามันไม่สุภาพอีตรงใช้สากเนี่ยะค่ะ




    ขออำภัยพ่อพลายคนดี วิมาลาแต่งไม่เป็นทั้งโคลงทั้งกลอน อยากมายุ เอ๊ย เชียร์ให้พ่อพลายไปรบกะท่านปู่นะคะ




    เห็นจะต้องศึกษาผังโคลงอีกหลายปีกว่าจะแต่งได้น่ะค่ะ ช่วยยกตัวอย่างโคลงดั้นโบราณๆหน่อยได้มั้ยคะ อย่างโคลงดั้นอีสานหรือล้านนาน่ะค่ะ เพราะไม่ค่อยได้เห็นมาก อยากจะทราบวิวัฒนาการของโคลงน่ะค่ะ ว่าจากโคลงโบราณพวกนี้ ค่อยๆผันแปรมาเป็นฉันทลักษณ์โคลงปัจจุบันอย่างไรน่ะค่ะ



ความคิดเห็นที่ 14

ชายต๊อง (Guest)
27 เม.ย. 2544 07:07
  1. ขอเข้ามาเรียนอีกคนครับ หลังจากที่เคยเรียนตั้งแต่ม. ต้น ก็ลืมเกือบหมด ช่วงนี้ต้องขอตัวไปสอบซัมเมอร์อีกวิชาที่ค้างก่อนนะครับ



ความคิดเห็นที่ 15

พลายงาม (Guest)
27 เม.ย. 2544 12:38
  1. ก่อนจะตรวจการบ้าน และตอบคำถาม และไปเล่นลิเกซัดกับปู่ชาละวิน ขอว่าเรื่องทฤษฎีอีกนิดครับ




    ...จากที่ผมเปรยไว้ว่า การนับคำในโคลง ที่นับบาทที ๑-๓ ใช้คำ ๗ คำ และบาทสุดท้าย ใช้คำ ๙ คำ ทำไมผมไม่ใช้พยางค์ ก่อนอื่นคงต้องท้าวความกันสักนิดก่อน


    ...พยางค์ คือเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ จะมีความหมายและไม่มีความหมายก็ได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำ


    ...ในการแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์ ซึ่งถือครุ ลหุ เป็นสำคัญ เรานับแต่ละพยางค์ เป็นหนึ่งคำเสมอ ประกาย, มณี, สะท้อน เรานับเป็น ๒ คำเสมอ แต่ในคำประพันธ์ประเภทอื่น ถ้าเป็นคำประสมกับสระเสียงสั้น เช่น ประกาย, มณี, สะท้อน เราจะนับเป็น ๑ หรือ ๒ คำก็ได้


    ...เช่นถ้าคำว่า มณี ไปอยู่ในโคลงฯ เราสามารถนับเป็น ๑ หรือ ๒ คำได้ แล้วแต่ลักษณะบังคับ เช่น




    " แพรวพราวดุจมณี.....สาดส่อง ประกายนา "


    ในที่นี้ต้องนับ มณี เป็น ๒ คำ เวลาอ่านออกเสียงต้องออกเสียงหนักทั้ง ๒ พยางค์ คือ มะ กับ ณี





    " แพรวพราวพร่างดุจมณี.....สาดส่อง ประกายนา "


    อันนี้ต้องนับ มณี เป็น ๑ คำ เวลาอ่านออกเสียงต้องอาศัยลูกเก็บ คือไม่ออกเสียงหนัก เหมือนกับการอ่าน มะ ในตัวอย่างแรก ให้เน้นที่คำ ณี เพราะเป็นตำแหน่งเสียงหนัก และรับสัมผัส




    สังเกตัวอย่างนี้นะครับ จากโคลงนิราศสุพรรณ ของ ท่านสุนทรภู่




    o เสลาสลอดสลับสร้าง.........สลัดได


    สะอึกสะอะสะอมสะไอ.........สะอาดสะอ้าน


    มะแฟ่มะฟาบมะเฟืองมะไฟ.......มะแฟบมะฟ่อ พ่อเอย


    ตะขบตะขาบตะเคียนตะคร้าน......ตะคร่อตะไคร้ตะเคราตะครอง




    ...จะเห็นว่าบาทสุดท้ายบังคับ ๙ คำ แต่ถ้านับเป็นพยางค์ จะได้ถึง ๑๖ พยางค์


    ... และให้สังเกต จะพบว่า คำตำแหน่งเอกบังคับ ในวรรคสุดท้าย คือ ตะคร่อ และคำตำแหน่งโทบังคับ คือ ตะไคร้ ดังนั้นเวลาอ่านโคลงบทนี้ ต้องอ่านออกเสียงรวบรัดเก็บลูกบทให้ดี โคยเฉพาะเสียง ตะ ในบาทสุดท้ายแทบจะไม่เปล่งเสียงออกมา ลักษณะนี้จะมีทำนองกระโดดไปมา ครูกลอน ท่านเรียกว่า คุดทะราดเหยียบกรวด




    ...หวังว่าคงพอเป็นแนวทางนะครับ คงจบเรื่องการนับคำในโคลงฯ ไว้แค่นี้



ความคิดเห็นที่ 16

พลายงาม (Guest)
27 เม.ย. 2544 13:38
  1. ---> การบ้านที่ คุณ pink ribbon ทำส่งมา ถูกทั้ง ๓ ข้อ ครับ โดยเฉพาะข้อ ๓ ประทับใจมาก แม้จะผิดในครั้งแรก แต่ก็แก้ไขมาส่งได้อย่างดี แต่วรรคสุดท้าย ตรงคำว่า " มาครอง " ยังสามารถหาคำมาใช้ได้ดีกว่านี้ ลองเปลี่ยนเป็นคำอื่นดูนะครับ จะทำให้โคลงบทนี้เด่นขึ้นอีกเยอะ อยากให้เป็นตัวอย่าง ในการเลือกคำมาใช้ในการแต่งโคลง ซึ่งถือเป็นกลเม็ดอย่างหนึ่ง คือการใช้สัมผัสอักษรเรียงกันหลายคำในแต่ละวรรค โดยไม่ทำให้ห้ความหมายเสียไป ตรงนี้ขอย้ำว่า การแต่งโคลงจะเน้นสัมผัสอักษรมากกว่าสระ นอกจากสัมผัสบังคับ




    -----> ตอบ ปู่ นกข. ครับ


    ...เรื่องคำว่า กลอนสุภาพ ผมขออ้างอิง จากอาจารย์กำชัย ทองหล่อ ท่านอธิบายไว้ว่า ที่เรียก กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเก้า ว่ากลอนสุภาพ นั้น ก็เนื่องจากเป็นกลอนที่ใช้ถ้อยคำและทำนองเรียบๆง่ายๆ ในการแต่งนั่นเอง


    ...โคลงที่ปู่แต่งมา มีความหมายในเชิงเชิญชวนให้คนไทย หันมาใช้เลขไทยในการเขียน แต่ผมอ่านแล้วไปสะดุดตรงบาทที่ ๒ วรรค ๒


    ครับปู่ ประโยค " อ่านได้ " แล้วมาเริ่มเขียน ๑๒ ต่อในบาทที่ ๓ แล้วปู่มาสรุปในวรรคสุดท้าย ว่า " จดด้วยเลขสยาม เถิดเอย " ความเห็นผม ถ้าเปลี่ยนคำว่า" อ่านได้ "เป็น" ท่องไว้ " น่าจะดีขึ้นครับ (ไม่รู้ไปสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำหรือเปล่า อิอิ )


    ...ขอบคุณที่ปู่ ช่วยมาแก้โคลงจากลิลิตตะเลงพ่าย ให้ครับ ผมกลับขึ้นไปอ่นแล้ว ผิดไปจริงๆ รวมทั้งโคลงครู จากนิราศนรินทร์ ก็ผิดอยู่ ๑ ที่ คือ บาทที่ ๓ เป็น เรือแผง ครับ ไม่ใช่ เรือแขวง


    ...ส่วนโคลงที่ปู่ถามมาผมคุ้นๆแต่นึกไม่ออกครับ หนังสือทีผมมีอยู่ เขาใช้ ลิลิตตะเลงพ่าย ครับ




    ----> คุณวิมาลา


    ...คำประพันธ์ประภทโคลง ซึ่งบังคับรูปวรรณยุกต์ คือ เอก โท และบังคับสัมผัส มีหลักฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากทางภาคเหนือและอีสาน ก่อน แล้วจึงแพร่หลายมาสู่ภาคกลางของไทย วรรณกรรมที่แต่งด้วยโคลงที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดคือ โองการแช่งน้ำโคลงห้า ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น


    ...สำหรับโคลงประเภทอื่นๆ สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากภาคเหนือหรือลานนา เช่น โคลงสี่ดั้น ได้แก่ ลิลิตยวนพ่าย โคลงสุภาพ (ไม่ว่าจะเป็น โคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่ ) ได้แก่ ลิลิตพระลอ เป็นต้น ส่วนโคลงสองดั้น โคลงสามดั้น เริ่มปรากฎในสมัยรัตนโกสินทร์ นี่เอง


    ...สำหรับตัวอย่างโคลงโบราณ ทางเหนือ หรือ อีสาน ถ้าใครมี รบกวนช่วยโพสท์ให้หน่อยครับ




    ----> ชายต๊อง


    ตั้งใจสอบก่อนแล้วกันนะ



ความคิดเห็นที่ 17

พลายงาม (Guest)
27 เม.ย. 2544 15:15
  1. ...สำหรับการบ้านและคำถาม ถ้ามีก็ให้ส่งและถามมาได้เลยครับ คืนพรุ่งนี้ จะแวะมาตรวจอีกที เพราะเย็นนี้ต้องไปธุระ จะกลับมาอีกทีก็เย็นพรุ่งนี้ครับ




    ขอฝากการบ้านให้ลองแต่งโคลงสี่สุภาพมาส่งครับ แต่งอย่างไรก็ได้ ผิดพลาดอย่างไรเดี๋ยวมาช่วยกันดู จะเป็นการฝึกปรือฝีมือได้เร็วที่สุด



ความคิดเห็นที่ 18

ชายต๊อง (Guest)
27 เม.ย. 2544 17:16
  1. มาส่งการบ้านข้อ 3


    ดาษดื่นดาวส่องฟ้า........ราตรี


    ดั่งเพชรเกล็ดมณี.............เกลื่อนฟ้า


    พิสุทธิ์ดุจรตี...................ของแม่เรียมเอย


    เป็นหนึ่งในแหล่งหล้า.......จิตข้าถึงเรียม


    ...........................................


    ชายรู้สึกว่าแต่งพิกลยังไงไม่รู้ อาพลายงามช่วยแก้ไขด้วยครับ



ความคิดเห็นที่ 19

ภูมิ (Guest)
27 เม.ย. 2544 18:42
  1. เล่นด้วยคน





    ดาษดื่นดาวส่องฟ้า ราตรี
    ฤๅแข่งแรงรัศมี ศศิเจ้า
    นวลนางทั่วปฐพี มีมาก
    ฤๅที่จะมีเข้า เทียบสู้ น้องเรา
    ดาษดาวกลางนภา ฤาจะมาสู้จันทร์เจ้า
    สาวอื่นมิขอเหมา ขอจะเอาแต่น้องนาง






    สุดท้าย กลอนพาไปเหมือนกัน :-)




    จากความเห็นที่๑๕


    คุดทะราดเหยียบกรวด ที่ว่า ไม่ทราบมีความสัมพันธ์กับเพลงคุดทะราดเหยียบกรวด หรือเปล่า



ความคิดเห็นที่ 20

pink ribbon (Guest)
27 เม.ย. 2544 21:09
  1. ดาษดื่นดาวส่องฟ้า...............นภาลัย


    วิบวับวาวจับใจ...................เจิดจ้า


    จิ้งหรีดหริ่งเรไร.....................ร้องรํ่า


    ครวญครํ่าใคร่ไขว่คว้า...........นุชน้อง นวลนาง




    ไม่ทราบว่าแก้ไขใหม่แล้วจะแย่กว่าเดิมหรือเปล่านะคะคุณครู

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น