โคลงสี่สุภาพ

...อันเนื่องมาจากกระทู้ RW 520 เรื่อง กลโคลง ทีคุณเทาชมพูได้นำกลโคลงแบบต่างๆมาให้ศึกษา




...ผมจึงขอเปิดกระทู้นี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำถึงการแต่งโคลงสี่สุภาพ ซึ่งถือว่าเป็นโคลงที่แพร่หลายที่สุด เพื่ออยากให้ทุกคนได้ทราบถึงหลักในการแต่ง ทั้ง ฉันทลักษณ์ รสความ และ รสคำ โดยในหัวข้อแรก ผมขอเน้น ฉันทลักษณ์ก่อนครับ




ฉันทลักษณ์ โคลงสี่สุภาพ




o o o เอก โท.......o ก (o o)


o เอก o o ก........เอก ข(โท)


o o เอก o ก........o เอก (o o)


o เอก o o ข(โท).......เอก โท o o




กฎ :


๑. โคลงสี่สุภาพหนึ่งบท หนึ่งบทมี ๔ บาท บาทละ ๒ วรรค บาทที่ ๑-๓ บังคับคำบาทละ ๗ คำ ส่วนบาทที่ ๔ บังคับคำ ๙ คำ (ตรงนี้ผมขอเน้นเป็นคำ ไม่ใช่ พยางค์ นะครับ เพราะอะไรจะคุยทีหลัง)


๒. บังคับคำวรรณยุกต์เอก ๗ คำ และคำวรรณยุกต์โท ๔ คำ ตามผัง คือ (เฉพาะบังคับเอกสามารถใช้คำตายแทนได้)


๒.๑ บาทที่ ๑ บังคับเอกที่คำที่ ๔ และโทที่คำที ๕ (เฉพาะบาทนี้ สามารถสลับตำแหน่ง เอก โท ได้ ครับ)


๒.๒ บาทที่ ๒ บังคับเอกที่คำที่ ๒ และ ๖ บังคับโทที่คำที่ ๗


๒.๓ บาทที่ ๓ บังคับเอกที่คำที่ ๓ และ ๗


๒.๔ บาทที่ ๔ บังคับเอกที่คำที่ ๒ และ ๖ และบังคับโท ที่คำที่ ๕ และ ๗


๓. บังคับสัมผัสสระ


๓.๑ คำสุดท้าย ของบาทที่ ๑ สัมผัสกับคำที่ ๕ ของบาทที่ ๒ และ ๓ และคำสัมผัสนี้ ไม่นิยมใช้คำที่มีรูปวรรณยุกต์


๓.๒ คำสุดท้ายของบาทที่ ๒ สัมผัสกับคำที่ ๕ ของบาทที่ ๔


๔. สามารถเติมคำสร้อยได้ ในบาทที่ ๑ และ ๓ (บางตำราว่าบาทที่ ๔ ก็เติมได้ แต่ไม่นิยมครับ) เฉพาะกรณีเนื้อความไม่ครบหรือสื่อความหมายไม่สมบูรณ์ แต่ขอให้เป็นคำเดียวแล้วหาคำสร้อยมาเติมเอา เช่น พ่อนา แม่เอย รักฤๅ เป็นต้น


๕. คำสุดท้ายของบท ให้จบด้วยคำที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ และขอให้เป็นเสียงจัตวา หรือ สามัญ ถ้าจบเป็นคำเสียงจัตวาได้จะดีมาก เพราะการอ่านโคงต้องอาศัยลูกเอื้อน ครับ




...ว่าเรื่องทฤษฎี ไปเยอะแล้ว ตอนนี้ลองมาดูตัวอย่างนะครับ


ขอยกตัวอย่างโคลงต้นแบบ ถือถือว่าเป็นโคลงครู มา ๒ ตัวอย่าง ถ้าจำบทไดบทหนึ่งได้ จะได้ฉันทลักษณ์โคลงฯ โดยอัตโนมัติ ครับ




โคลงบทแรก จากนิราศนรินทร์




o จากมามาลิ่วล้ำ.....ลำบาง


บางยี่เรือราพลาง.......พี่พร้อง


เรือแขวงช่วยพานาง...เมียงม่าน มานา


บางบ่รับคำคล้อง.......คล่าวน้ำตาคลอ




อีกบท จากลิลิตพระลอ





o เสียงลือเสียงเล่าอ้าง.....อันใด พี่เอย


เสียงย่อมยอยศใคร..........ทั่วหล้า


สองเขือพี่หลับใหล..........ลืมตื่น ฤๅพี่


สองพี่คิดเองอ้า..............อย่าได้ถามเผือ




หมายเหตุ ถ้าโคลงที่หยิบยกมาผิดพลาด ต้องขออภัยด้วยครับ เพราะตอนนี้นั่งพิมพ์จากความทรงจำล้วนๆ




ตัวอย่างโคลงฯ ที่สลับตำแหน่งเอก โท ในบาทแรก บทนี้ผมคิดว่าเป็นสุดยอดโคลงบทหนึ่ง




o อุรารานร้าวแยก.......ยลสยบ


เอนพระองค์ลงทบ........ท่าวดิ้น


เหนือคอคชซอนซบ......สังเวช


วายชีวาตม์สุดสิ้น........สู้ฟ้าเสวยสวรรค์




ขอจบทฤษฎี ฉันทลักษณ์ ไว้แค่นี้ เดี๋ยวเรามาลองแต่งกันครับ
11 พ.ค. 2544 05:17
52 ความเห็น
28836 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1  พลายงาม (Guest)

ปัญหาของคนที่จะเริ่มแต่งโคลงใหม่ๆ คือ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงใหน จะสื่อความหมายอย่างไร หรือบางคนก็คิดว่ายาก ผมขอตอบรวมๆครับว่าถ้าแม่นฉันทลักษณ์ จะไม่ยากเลย จะผูกเนื้อความอย่างไรก็ได้ แต่งได้หมดครับ ตอนนี้ผมจะหยิบยกกลอน ท่านสุนทรภู่ ที่คิดว่าทุกท่านรู้จักดีมาลองแต่งนะครับ




กลอนเดิม (ถ้าจำผิดพลาดบางส่วนขออภัยครับ)


...อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก


แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย


แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย


เจ็บจนตายก็ไม่เหน็บเท่าเจ็บใจ




ตอนนี้จะขอเริ่มผูกโคลงทีละบาท




๑. จากกลอนวรรคแรก " อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก "


เพื่อให้ความหมายใกล้เคียงกันผมจะลองเปลี่ยนเป็นดคลงอย่างนี้ ครับ




อ้อยตาลหลังผ่านลิ้น......สิ้นหวาน แม่นา




ตอนแรกอยากผูกเป็น อ้อยตาลยามผ่านลิ้น....สิ้นหวาน แต่ดูความหมายแล้วไม่กลมกลืน เลยแก้เป็น ยาม เป็น หลัง และเติมสร้อยให้ความหมายสมบูรณ์ขึ้น ครับ




๒. จากกลอนวรรคที่ ๒ "แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย "


วรรคนี้ ผมอยากผูกโคลงเป็น "แต่ลมปากยังกังวาน.....ไม่สิ้น" แต่วรรคแรกมี ๖ คำ และผิดตำแหน่งเอก และ คำว่า สิ้น จะยากในการหาสัมผัส ในบาทที่ ๔ เลยขอแก้เป็น




ลมปากยังกังวาน.....กู่ก้อง




ถึงจะไม่ได้ความหมายเท่าที่ควร แต่ง่ายในการแต่งบาทต่อๆไป เยอะ




๓. กลอนวรรคที่ ๓ "แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย"




อันนี้ยก ๓ คำแรกของวรรคมาผูดโคลงได้เลย ผมก็ผูกได้เป็น




แม้นเจ็บอื่นพบพาน.....สามารถ ข่มเอย




อันนี้ก็ต้องเติมสร้อยอีก เพื่อให้ความหมายสมบูรณ์




๔. กลอนวรรคสุดท้าย "เจ็บจนตายก็ไม่เหน็บเท่าเจ็บใจ "




บาทนี้จะยากนิดหนึ่ง เพราะต้องสรุปให้ลงตัว ความหมายกลอน บอกว่า เจ็บใจแม้ตายก็ไม่จางหาย ผมเลยผูกโคลงได้ดังนี้




แต่เจ็บใจสุดป้อง......ห่อนร้างจางหาย




สรุป ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับผม จะได้โคลงออกมาแบบนี้ครับ




o อ้อยตาลหลังผ่านลิ้น.....สิ้นหวาน แม่นา


ลมปากยังกังวาน.............กู่ก้อง


แม้นเจ็บอื่นพบพาน..........สามารถ ข่มเอย


แต่เจ็บใจสุดป้อง..............ห่อนร้างจางหาย




ตอนนี้อยากให้ทุกคนลองแต่งดู จะแต่งอย่างไรก็ได้ หรือจะเอากลอนเก่าๆมาแปลง ก็ไม่ว่ากันครับ เพราะเราแปลงเพื่อการฝึกปรือ ไม่ได้ลบลู่ แล้วมาช่วยกันดู ใครจะแก้ไขหรือแนะนำโคลงที่ผมแปลงก็ได้ครับ ถือว่ามาเรียนรู้ด้วยกัน
26 เม.ย. 2544 11:32


ความคิดเห็นที่ 2 สวิริญช์ (Guest)

ขอบคุณคุณพลายงามมากค่ะที่ตั้งกระทู้นี้เพิ่งตอบที่กระทู้เก่าว่ายังไม่เข้าใจเรื่องฉันทลักษณ์ของโคลงอยู่พอดี เดี๋ยวพิมพ์ออกไปอ่าน สงสัยอะไรจะโพสต์เข้ามาถามนะคะ
26 เม.ย. 2544 12:33


ความคิดเห็นที่ 3 ศรีมนต์ (Guest)

ตามมาเข้าห้องเรียน ด้วยคนนะคะ


จะได้กลับเล่นกล กะโคลงต่อค่ะ
26 เม.ย. 2544 17:59


ความคิดเห็นที่ 4 พลายงาม (Guest)

ผมให้การบ้านไว้ลองฝึกดีกว่าครับ




๑. ลองเรียงประโยคใหม่และจัดเป็นรูปโคลงฯดูนะครับ


บาทที่ ๑ กายเอยเคยเหนื่อยล้าเพียงใด


บาทที่ ๒ หยัดยืนฝืนใจกายต่อสู้


บาทที่ ๓ ลำบากแม้แค่ไหนไม่บ่นเลยเฮย


บาทที่ ๔ ขอเรียนเพียรแค่รู้เพื่อสร้างความฝัน




๒. ลองหาคำมาเติมให้ครบครับ




o แสงทองสาดสู่(?).........ชลธี


ก่อเกิดการสะท้อน(?).......จากน้ำ


แพรวพราว(?)มณี..........สาด (?) ประกายนา


งาม(?)ช่างงาม(?).........(?)(?)พรรณนา ฯ




๓. ลองแต่งต่อให้จบครับ โดยผมกำหนดบาทแรกให้ ดังนี้ เลือกเอาแบบใดแบบหนึ่ง หรือ ๒ แบบก็ไม่ว่ากันครับ




บาทที่ ๑ ดาษดื่นดาวส่องฟ้า........นภาลัย


หรือ ดาษดื่นดาวส่องฟ้า........ราตรี
26 เม.ย. 2544 21:13


ความคิดเห็นที่ 5 pink ribbon (Guest)

กายเอยเคยเหนื่อยล้า.............เพียงใด


ยืนหยัดฝืนกายใจ.....................ต่อสู้


แม้ลําบากแค่ไหน.....................ไม่บ่น เลยเฮย


ขอแค่เพียงเรียนรู้......................เพื่อสร้าง ความฝัน
26 เม.ย. 2544 22:48


ความคิดเห็นที่ 6 pink ribbon (Guest)

แสงทองสาดสู่ท้อง...............ชลธี


ก่อเกิดการสะท้อนสี............จากนํ้า


แพรวพราวดุจมณี...............สาดส่อง ประกายนา


งามยิ่งช่างงามลํ้า...............สุดพรํ่า พรรณาฯ
26 เม.ย. 2544 22:55


ความคิดเห็นที่ 7 pink ribbon (Guest)

รู้สึกว่า วรรคสุดท้ายจะผิดค่ะ ขอแก้เป็น




งามยิ่งช่างงามลํ้า..............สุดเอื้อน...พรรณาฯ
26 เม.ย. 2544 22:58


ความคิดเห็นที่ 8 pink ribbon (Guest)

แสงทองสาดสู่ท้อง...............ชลธี


ก่อเกิดการสะท้อนสี............จากนํ้า


แพรวพราวดุจมณี...............สาดส่อง ประกายนา


งามยิ่งช่างงามลํ้า..............สุดเอื้อน พรรณนา ฯ
26 เม.ย. 2544 23:01


ความคิดเห็นที่ 9 pink ribbon (Guest)

ดาษดื่นดาวส่องฟ้า...............นภาลัย


วิบวับวาวจับใจ...................เจิดจ้า


จิ้งหรีดหริ่งเรไร.....................ร้องรํ่า


ครวญครํ่าใคร่ไขว่คว้า...........นุชน้อง มาครอง
26 เม.ย. 2544 23:17


ความคิดเห็นที่ 10 pink ribbon (Guest)

เข้ามาแย่ง การบ้านน้องหน่อย สวิริญช์ กับคุณศรีมนต์ ทําเสียแล้ว ไม่ทราบว่าจะทําผิดและถูกครูพลายตีเอาหรือเปล่านะคะ
26 เม.ย. 2544 23:21


ความคิดเห็นที่ 11 นกข. (Guest)

ขออภัย เรื่องที่จะถามนี้ไม่เกี่ยวกับการแต่งโคลงสี่เท่าไหร่ แต่กังขาว่า สุภาพ ในที่นี้แปลว่าอะไรเป็นพิเศษครับ เห็นมีทั้งโคลง (สี่) สุภาพ และกลอนสุภาพ ร่ายสุภาพอีก




ผมรู้ว่าโคลงสุภาพนั้น ความหมายคือคือไม่ใช่โคลงดั้น แต่กลอนสุภาพนี่ไม่รู้ แต่ที่ผมกังขาก็คือ ทำไมใช้คำว่า "สุภาพ" ในความหมายนี้ เราๆ มักจะนึกว่า สุภาพ แปลว่า polite (ซึ่งไม่ใช่ในกรณี โคลงสี่ "สุภาพ" ) ขอรบกวนท่านผู้รู้ด้วยเถิด...




โดดลงมาแล้วขอเล่นด้วย (ตามประสาคนอยากเป็นกวีแต่ไม่มีฝีมือ) ดังนี้ -




หนึ่งสองสามสี่ห้า....... หกเจ็ด


แปดต่อเก้าสิบสิบเอ็ด ......อ่านได้


สิบสองสิบสามเสร็จ...... สิบสี่ ต่อนา


...ร้อยแปดพันเก้าใช้ ........ จดด้วยเลขสยาม เถิดเอยฯ


... แต่คนเขียนเองก็ชอบใช้เลขอารบิกเหมือนกัน มันชินมือน่ะครับ




เขียนเป็นโคลงที่ไม่ใช่กลโคลงได้ดังนี้


๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ........ ๖ ๗


๘ ต่อ ๙ ๑๐ ๑๑.... อ่านได้


๑๒ ๑๓ เสร็จ ....... ๑๔ ต่อนา


- - ๑๐๘ /๑๐๐๙ ใช้....จดด้วยเลขสยาม เถิดเอยฯ
27 เม.ย. 2544 03:02


ความคิดเห็นที่ 12 นกข. (Guest)

เฮ้ พ่อพลาย (พ่อไม่ลงไปแทงหอกดวลกับสากเสียที เลยต้องขึ้นมาตาม)


ตะเลงพ่าย ที่พ่อยกมาเป็นโคลงครูนั้น (อุรารานร้าวแยก ยลสยบฯ) ผมคิดว่าพ่อพลายพิมพ์ผิดในบาทสุดท้ายนะครับ


ถ้าถือตามบังคับเอกจ็ดโทสี่ คำที่ 2 ของบาทที่สี่ต้องเป็น "วาย- ชิ- วาตม์สุดสิ้น...." ไม่ใช่หรือครับ ไม่ใช่ "วาย -ชี- วาตม์ ...." ถ้าจำไม่ผิด สระอิ ไม่ใช่สระอี


ตะเลงพ่าย (หรือ เตลง พ่าย? จำไม่ได้ครับ) มีโคลงบทที่ผมชอบมากๆ หลายบท รวมบทนี้ด้วย สุดยอดจริงอย่างคุณว่า จำอีกบทได้ไหมครับ


...พระพี่พระผู้ผ่าน.... ภพอุต-ตมเฮย


ไป่ชอบเชษฐยืนหยุด..... ร่มไม้


เชิญราชร่วมคชยุทธ ..... เผยอเกียรติ (...?)


สืบแต่สองเราไซร้ ....... แต่นี้ฤามีฯ


และ


...พระราญรอนอริด้วย .....เดโช


สี่ทาสสนองบาทโท.... ท่านท้าว


พระยศยิ่งภิยโย ......... (?????)


สองรอดโดยเสด็จด้าว.... ศึกสู้เสียสองฯ
27 เม.ย. 2544 03:15


ความคิดเห็นที่ 13 วิมาลา (Guest)

ท่านปู่ขา หนูว่ามันไม่สุภาพอีตรงใช้สากเนี่ยะค่ะ




ขออำภัยพ่อพลายคนดี วิมาลาแต่งไม่เป็นทั้งโคลงทั้งกลอน อยากมายุ เอ๊ย เชียร์ให้พ่อพลายไปรบกะท่านปู่นะคะ




เห็นจะต้องศึกษาผังโคลงอีกหลายปีกว่าจะแต่งได้น่ะค่ะ ช่วยยกตัวอย่างโคลงดั้นโบราณๆหน่อยได้มั้ยคะ อย่างโคลงดั้นอีสานหรือล้านนาน่ะค่ะ เพราะไม่ค่อยได้เห็นมาก อยากจะทราบวิวัฒนาการของโคลงน่ะค่ะ ว่าจากโคลงโบราณพวกนี้ ค่อยๆผันแปรมาเป็นฉันทลักษณ์โคลงปัจจุบันอย่างไรน่ะค่ะ
27 เม.ย. 2544 06:18


ความคิดเห็นที่ 14 ชายต๊อง (Guest)

ขอเข้ามาเรียนอีกคนครับ หลังจากที่เคยเรียนตั้งแต่ม. ต้น ก็ลืมเกือบหมด ช่วงนี้ต้องขอตัวไปสอบซัมเมอร์อีกวิชาที่ค้างก่อนนะครับ
27 เม.ย. 2544 07:07


ความคิดเห็นที่ 15 พลายงาม (Guest)

ก่อนจะตรวจการบ้าน และตอบคำถาม และไปเล่นลิเกซัดกับปู่ชาละวิน ขอว่าเรื่องทฤษฎีอีกนิดครับ




...จากที่ผมเปรยไว้ว่า การนับคำในโคลง ที่นับบาทที ๑-๓ ใช้คำ ๗ คำ และบาทสุดท้าย ใช้คำ ๙ คำ ทำไมผมไม่ใช้พยางค์ ก่อนอื่นคงต้องท้าวความกันสักนิดก่อน


...พยางค์ คือเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ จะมีความหมายและไม่มีความหมายก็ได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำ


...ในการแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์ ซึ่งถือครุ ลหุ เป็นสำคัญ เรานับแต่ละพยางค์ เป็นหนึ่งคำเสมอ ประกาย, มณี, สะท้อน เรานับเป็น ๒ คำเสมอ แต่ในคำประพันธ์ประเภทอื่น ถ้าเป็นคำประสมกับสระเสียงสั้น เช่น ประกาย, มณี, สะท้อน เราจะนับเป็น ๑ หรือ ๒ คำก็ได้


...เช่นถ้าคำว่า มณี ไปอยู่ในโคลงฯ เราสามารถนับเป็น ๑ หรือ ๒ คำได้ แล้วแต่ลักษณะบังคับ เช่น




" แพรวพราวดุจมณี.....สาดส่อง ประกายนา "


ในที่นี้ต้องนับ มณี เป็น ๒ คำ เวลาอ่านออกเสียงต้องออกเสียงหนักทั้ง ๒ พยางค์ คือ มะ กับ ณี





" แพรวพราวพร่างดุจมณี.....สาดส่อง ประกายนา "


อันนี้ต้องนับ มณี เป็น ๑ คำ เวลาอ่านออกเสียงต้องอาศัยลูกเก็บ คือไม่ออกเสียงหนัก เหมือนกับการอ่าน มะ ในตัวอย่างแรก ให้เน้นที่คำ ณี เพราะเป็นตำแหน่งเสียงหนัก และรับสัมผัส




สังเกตัวอย่างนี้นะครับ จากโคลงนิราศสุพรรณ ของ ท่านสุนทรภู่




o เสลาสลอดสลับสร้าง.........สลัดได


สะอึกสะอะสะอมสะไอ.........สะอาดสะอ้าน


มะแฟ่มะฟาบมะเฟืองมะไฟ.......มะแฟบมะฟ่อ พ่อเอย


ตะขบตะขาบตะเคียนตะคร้าน......ตะคร่อตะไคร้ตะเคราตะครอง




...จะเห็นว่าบาทสุดท้ายบังคับ ๙ คำ แต่ถ้านับเป็นพยางค์ จะได้ถึง ๑๖ พยางค์


... และให้สังเกต จะพบว่า คำตำแหน่งเอกบังคับ ในวรรคสุดท้าย คือ ตะคร่อ และคำตำแหน่งโทบังคับ คือ ตะไคร้ ดังนั้นเวลาอ่านโคลงบทนี้ ต้องอ่านออกเสียงรวบรัดเก็บลูกบทให้ดี โคยเฉพาะเสียง ตะ ในบาทสุดท้ายแทบจะไม่เปล่งเสียงออกมา ลักษณะนี้จะมีทำนองกระโดดไปมา ครูกลอน ท่านเรียกว่า คุดทะราดเหยียบกรวด




...หวังว่าคงพอเป็นแนวทางนะครับ คงจบเรื่องการนับคำในโคลงฯ ไว้แค่นี้
27 เม.ย. 2544 12:38


ความคิดเห็นที่ 16 พลายงาม (Guest)

---> การบ้านที่ คุณ pink ribbon ทำส่งมา ถูกทั้ง ๓ ข้อ ครับ โดยเฉพาะข้อ ๓ ประทับใจมาก แม้จะผิดในครั้งแรก แต่ก็แก้ไขมาส่งได้อย่างดี แต่วรรคสุดท้าย ตรงคำว่า " มาครอง " ยังสามารถหาคำมาใช้ได้ดีกว่านี้ ลองเปลี่ยนเป็นคำอื่นดูนะครับ จะทำให้โคลงบทนี้เด่นขึ้นอีกเยอะ อยากให้เป็นตัวอย่าง ในการเลือกคำมาใช้ในการแต่งโคลง ซึ่งถือเป็นกลเม็ดอย่างหนึ่ง คือการใช้สัมผัสอักษรเรียงกันหลายคำในแต่ละวรรค โดยไม่ทำให้ห้ความหมายเสียไป ตรงนี้ขอย้ำว่า การแต่งโคลงจะเน้นสัมผัสอักษรมากกว่าสระ นอกจากสัมผัสบังคับ




-----> ตอบ ปู่ นกข. ครับ


...เรื่องคำว่า กลอนสุภาพ ผมขออ้างอิง จากอาจารย์กำชัย ทองหล่อ ท่านอธิบายไว้ว่า ที่เรียก กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเก้า ว่ากลอนสุภาพ นั้น ก็เนื่องจากเป็นกลอนที่ใช้ถ้อยคำและทำนองเรียบๆง่ายๆ ในการแต่งนั่นเอง


...โคลงที่ปู่แต่งมา มีความหมายในเชิงเชิญชวนให้คนไทย หันมาใช้เลขไทยในการเขียน แต่ผมอ่านแล้วไปสะดุดตรงบาทที่ ๒ วรรค ๒


ครับปู่ ประโยค " อ่านได้ " แล้วมาเริ่มเขียน ๑๒ ต่อในบาทที่ ๓ แล้วปู่มาสรุปในวรรคสุดท้าย ว่า " จดด้วยเลขสยาม เถิดเอย " ความเห็นผม ถ้าเปลี่ยนคำว่า" อ่านได้ "เป็น" ท่องไว้ " น่าจะดีขึ้นครับ (ไม่รู้ไปสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำหรือเปล่า อิอิ )


...ขอบคุณที่ปู่ ช่วยมาแก้โคลงจากลิลิตตะเลงพ่าย ให้ครับ ผมกลับขึ้นไปอ่นแล้ว ผิดไปจริงๆ รวมทั้งโคลงครู จากนิราศนรินทร์ ก็ผิดอยู่ ๑ ที่ คือ บาทที่ ๓ เป็น เรือแผง ครับ ไม่ใช่ เรือแขวง


...ส่วนโคลงที่ปู่ถามมาผมคุ้นๆแต่นึกไม่ออกครับ หนังสือทีผมมีอยู่ เขาใช้ ลิลิตตะเลงพ่าย ครับ




----> คุณวิมาลา


...คำประพันธ์ประภทโคลง ซึ่งบังคับรูปวรรณยุกต์ คือ เอก โท และบังคับสัมผัส มีหลักฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากทางภาคเหนือและอีสาน ก่อน แล้วจึงแพร่หลายมาสู่ภาคกลางของไทย วรรณกรรมที่แต่งด้วยโคลงที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดคือ โองการแช่งน้ำโคลงห้า ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น


...สำหรับโคลงประเภทอื่นๆ สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากภาคเหนือหรือลานนา เช่น โคลงสี่ดั้น ได้แก่ ลิลิตยวนพ่าย โคลงสุภาพ (ไม่ว่าจะเป็น โคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่ ) ได้แก่ ลิลิตพระลอ เป็นต้น ส่วนโคลงสองดั้น โคลงสามดั้น เริ่มปรากฎในสมัยรัตนโกสินทร์ นี่เอง


...สำหรับตัวอย่างโคลงโบราณ ทางเหนือ หรือ อีสาน ถ้าใครมี รบกวนช่วยโพสท์ให้หน่อยครับ




----> ชายต๊อง


ตั้งใจสอบก่อนแล้วกันนะ
27 เม.ย. 2544 13:38
การบ้านที่ คุณ pink ribbon ทำส่งมา ถูกทั้ง ๓ ข้อ ครับ โดยเฉพาะข้อ ๓ ประทับใจมาก แม้จะผิดในครั้งแรก แต่ก็แก้ไขมาส่งได้อย่างดี แต่วรรคสุดท้าย ตรงคำว่า " มาครอง " ยังสามารถหาคำมาใช้ได้ดีกว่านี้ ลองเปลี่ยนเป็นคำอื่นดูนะครับ จะทำให้โคลงบทนี้เด่นขึ้นอีกเยอะ อยากให้เป็นตัวอย่าง ในการเลือกคำมาใช้ในการแต่งโคลง ซึ่งถือเป็นกลเม็ดอย่างหนึ่ง คือการใช้สัมผัสอักษรเรียงกันหลายคำในแต่ละวรรค โดยไม่ทำให้ห้ความหมายเสียไป ตรงนี้ขอย้ำว่า การแต่งโคลงจะเน้นสัมผัสอักษรมากกว่าสระ นอกจากสัมผัสบังคับ




-----> ตอบ ปู่ นกข. ครับ


...เรื่องคำว่า กลอนสุภาพ ผมขออ้างอิง จากอาจารย์กำชัย ทองหล่อ ท่านอธิบายไว้ว่า ที่เรียก กลอนสี่ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเก้า ว่ากลอนสุภาพ นั้น ก็เนื่องจากเป็นกลอนที่ใช้ถ้อยคำและทำนองเรียบๆง่ายๆ ในการแต่งนั่นเอง


...โคลงที่ปู่แต่งมา มีความหมายในเชิงเชิญชวนให้คนไทย หันมาใช้เลขไทยในการเขียน แต่ผมอ่านแล้วไปสะดุดตรงบาทที่ ๒ วรรค ๒


ครับปู่ ประโยค " อ่านได้ " แล้วมาเริ่มเขียน ๑๒ ต่อในบาทที่ ๓ แล้วปู่มาสรุปในวรรคสุดท้าย ว่า " จดด้วยเลขสยาม เถิดเอย " ความเห็นผม ถ้าเปลี่ยนคำว่า" อ่านได้ "เป็น" ท่องไว้ " น่าจะดีขึ้นครับ (ไม่รู้ไปสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำหรือเปล่า อิอิ )


...ขอบคุณที่ปู่ ช่วยมาแก้โคลงจากลิลิตตะเลงพ่าย ให้ครับ ผมกลับขึ้นไปอ่นแล้ว ผิดไปจริงๆ รวมทั้งโคลงครู จากนิราศนรินทร์ ก็ผิดอยู่ ๑ ที่ คือ บาทที่ ๓ เป็น เรือแผง ครับ ไม่ใช่ เรือแขวง


...ส่วนโคลงที่ปู่ถามมาผมคุ้นๆแต่นึกไม่ออกครับ หนังสือทีผมมีอยู่ เขาใช้ ลิลิตตะเลงพ่าย ครับ




----> คุณวิมาลา


...คำประพันธ์ประภทโคลง ซึ่งบังคับรูปวรรณยุกต์ คือ เอก โท และบังคับสัมผัส มีหลักฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากทางภาคเหนือและอีสาน ก่อน แล้วจึงแพร่หลายมาสู่ภาคกลางของไทย วรรณกรรมที่แต่งด้วยโคลงที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดคือ โองการแช่งน้ำโคลงห้า ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น


...สำหรับโคลงประเภทอื่นๆ สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากภาคเหนือหรือลานนา เช่น โคลงสี่ดั้น ได้แก่ ลิลิตยวนพ่าย โคลงสุภาพ (ไม่ว่าจะเป็น โคลงสอง โคลงสาม และโคลงสี่ ) ได้แก่ ลิลิตพระลอ เป็นต้น ส่วนโคลงสองดั้น โคลงสามดั้น เริ่มปรากฎในสมัยรัตนโกสินทร์ นี่เอง


...สำหรับตัวอย่างโคลงโบราณ ทางเหนือ หรือ อีสาน ถ้าใครมี รบกวนช่วยโพสท์ให้หน่อยครับ




----> ชายต๊อง


ตั้งใจสอบก่อนแล้วกันนะ
--> 

ความคิดเห็นที่ 17 พลายงาม (Guest)

...สำหรับการบ้านและคำถาม ถ้ามีก็ให้ส่งและถามมาได้เลยครับ คืนพรุ่งนี้ จะแวะมาตรวจอีกที เพราะเย็นนี้ต้องไปธุระ จะกลับมาอีกทีก็เย็นพรุ่งนี้ครับ




ขอฝากการบ้านให้ลองแต่งโคลงสี่สุภาพมาส่งครับ แต่งอย่างไรก็ได้ ผิดพลาดอย่างไรเดี๋ยวมาช่วยกันดู จะเป็นการฝึกปรือฝีมือได้เร็วที่สุด
27 เม.ย. 2544 15:15


ความคิดเห็นที่ 18 ชายต๊อง (Guest)

มาส่งการบ้านข้อ 3


ดาษดื่นดาวส่องฟ้า........ราตรี


ดั่งเพชรเกล็ดมณี.............เกลื่อนฟ้า


พิสุทธิ์ดุจรตี...................ของแม่เรียมเอย


เป็นหนึ่งในแหล่งหล้า.......จิตข้าถึงเรียม


...........................................


ชายรู้สึกว่าแต่งพิกลยังไงไม่รู้ อาพลายงามช่วยแก้ไขด้วยครับ
27 เม.ย. 2544 17:16


ความคิดเห็นที่ 19 ภูมิ (Guest)

เล่นด้วยคน





ดาษดื่นดาวส่องฟ้า ราตรี
ฤๅแข่งแรงรัศมี ศศิเจ้า
นวลนางทั่วปฐพี มีมาก
ฤๅที่จะมีเข้า เทียบสู้ น้องเรา
ดาษดาวกลางนภา ฤาจะมาสู้จันทร์เจ้า
สาวอื่นมิขอเหมา ขอจะเอาแต่น้องนาง






สุดท้าย กลอนพาไปเหมือนกัน :-)




จากความเห็นที่๑๕


คุดทะราดเหยียบกรวด ที่ว่า ไม่ทราบมีความสัมพันธ์กับเพลงคุดทะราดเหยียบกรวด หรือเปล่า
27 เม.ย. 2544 18:42


ความคิดเห็นที่ 20 pink ribbon (Guest)

ดาษดื่นดาวส่องฟ้า...............นภาลัย


วิบวับวาวจับใจ...................เจิดจ้า


จิ้งหรีดหริ่งเรไร.....................ร้องรํ่า


ครวญครํ่าใคร่ไขว่คว้า...........นุชน้อง นวลนาง




ไม่ทราบว่าแก้ไขใหม่แล้วจะแย่กว่าเดิมหรือเปล่านะคะคุณครู
27 เม.ย. 2544 21:09

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น