เจ้านายทรงกรม

สืบเนื่องจากกระทู้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=130&Pid=48308

คุณหยดน้ำจุดประกายขึ้นมา เรื่องการทรงกรมของเจ้านายในรัชกาลที่ ๓

คุณ Rinda ก็มาโพสต์ในเรื่องนี้อีก

ทำให้ดิฉันเกิดสนใจ อยากจะรู้เพิ่มเติมว่าตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา มีเจ้านายทรงกรมกี่พระองค์กันแน่ในแต่ละรัชกาล

ก็เลยไปรวบรวมมาให้อ่านกัน



ถ้าขาดตกบกพร่องยังไง กรุณามาช่วยตกแต่งเพิ่มเติมให้ครบด้วยจะขอบคุณมาก



เมื่อสถาปนาราชวงศ์จักรี เจ้านายทรงกรมในรัชกาลนี้ มีจำนวนมากเอาการ เพราะเป็นการสถาปนาพระราชวงศ์ใหม่

เจ้านายพระองค์ที่มีพระสายโลหิตร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯตั้งแต่ปฐมวงศ์ ก็ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นมาเกือบทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ในปฐมวงศ์ คือ

๑) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระยาสุดาวดี พระเชษฐภคินีพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า

๒)สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐภคินีพระองค์รองในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า

๓)กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระราชอนุชา

๔) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา (พระองค์เจ้าลา)พระอนุชาต่างพระชนนี



ส่วนกรมหลวงนรินทรเทวี (หรือที่เรียกกันว่าเจ้าครอกวัดโพธิ์)พระขนิษฐาต่างพระชนนี มิได้รับการสถาปนา คงเป็นพระองค์เจ้าหญิงกุ

จนรัชกาลที่ ๔ จึงได้รับการสถาปนาพระอัฐิเป็นกรมหลวงนรินทรเทวี



ความคิดเห็นที่ 60

tuka007
21 มิ.ย. 2549 19:46
  1. รออ่านค่ะ รออ่านท่านอาจารย์



ความคิดเห็นที่ 35

12 พ.ค. 2549 20:21
  1. ค.ห. 20
    เรียน คุณนิลกังขาที่เคารพ

    ขอบพระคุณที่ช่วยอธิบายค่ะ

    นายดิฉันไม่ได้เป็นนักบัญชี แต่เป็นวิศวกรเคมีค่ะ ท่านเป็นสตรีที่มีบารมีมาก
    นายกรัฐมนตรี 3 คนหลังสุดของประเทศไทยต้องยกมือไหว้ท่านก่อน ท่านเรียน
    ภาษาไทยน้อย ภาษาไทยท่านเก่าๆ โบราณและฟังยากมาก อาศัยว่าภาษาทางการ
    ของที่ทำงานเราต้องใช้ 2 ภาษา ท่านเลยไม่อนาทร ยามดิฉันพูดกับนาย บางครั้งก็
    สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง หากท่านเรียกเข้าไปสั่งงานเดี่ยวต่อเดี่ยว หัวใจจะตุ๊มๆต่อมๆ
    อาจร่วงไปกองกับพื้น ต้องกำชับหน้าห้องให้ช่วยดิฉันฟังอีกแรง ขาดตกจะได้ช่วยกัน
    ปะติดปะต่อให้ครบ ถ้าทำผิดคำสั่ง ท่านจะโกรธมาก

    คืนหนึ่งท่านสั่งให้คนรถมาบอกดิฉันว่าให้เขียนอารัมภกาของรายงานบนโต๊ะท่านด่วน
    ใช้พรุ่งนี้ ที่ทำงานไม่มีพจนานุกรมไทย คนอื่นกลับบ้านไปหมด ดิฉันไม่รู้จักคำๆนี้
    หันไปถามคนขับรถว่ารู้จักไหม เขาตอบว่ารู้จักแต่อารัมภบทลิเกน่ะ เหมือนกันไหม
    คืนนั้นเป็นอันว่าไม่ได้ทำให้ท่าน รุ่งขึ้นท่านเข้ามาเช้า ดิฉันก็เข้ามาเช้าเพื่อจะมาทำงาน
    ชิ้นนี้ พอรู้ว่ายังไม่ทำ ท่านส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คนขับรถยังรู้มากกว่าซะอีก”

    นอกออฟฟิซนายดิฉันก็มีบารมีแม้ไม่มีตำแหน่งทางการ ปลัดกระทรวงหรืออธิบดี
    พูดกับท่านมักประสานมือ น้อมตัวลงน้อยๆ ในออฟฟิซซึ่งมีพนักงาน 20 คน ท่านยิ่งใหญ่
    เกินบรรยาย เราไม่ต้องคลานเข่าในที่ทำงานก็บุญโขแล้ว ท่านดุมากๆๆๆ ท่านชี้นก เราก็ว่า
    นก ท่านบอกกระทบ ก็ต้องเป็นกระทบ

    วันหนึ่งท่านพูดว่าดึกแล้ว กลับบ้านๆๆๆๆ ทำอะไรกันอยู่ ดิฉันตอบว่า “อ้าวก็ท่านสั่งให้
    แบ่งแยกตัวเลขนี้ ตกลงจะให้แบ่งต่อไหมคะ หนูทำมาให้ 3 คืนแล้ว บอกท่านว่าสมการ
    นี้มี 2 ตัวแปร แบ่งต่อไม่ได้เพราะเรามีสมาการเดียว ท่านก็จะให้แบ่ง ทีนี้อีกาบินผ่าน
    หนูละเสียวสันหลังวาบ เพราะระดับความเชื่อมั่นต่ำลงทุกที อิลลอจิคอล”

    เท่านั้นแหละ ท่านระเบิดเสียงดังปานฟ้าผ่า “อีเด็กปากกล้า อีเด็กเมื่อวานซืน มาว่าฉันเป็นควาย”

    ดิฉันตกใจ ละล่ำละลักออกไป ”พระเจ้าเป็นพยาน หนูยังไม่ได้พูดควาย หนูว่างานนี้
    มันอิลลอจิคอล ไม่ได้ว่าท่านอิลลอจิคอล
    ”

    นายฉุนเฉียวมาก ”ก็ฉันสั่งให้เธอทำงานนี้ ถ้าเธอว่างาน ก็เหมือนว่าฉัน”

    เหงื่อแตก ตอบท่านว่า “I’m sorry; I don’t mean to. But I think how nice I am.
    I tried to please the boss; knowing that it’s not achievable, I go ahead anyway.
    Look, I try to break down the unbreakable for you.”

    ท่านลดเสียงลง “If you see illogicality, you’ve got to speak up. Don’t you
    know to overcome stupidity is just stupid. I’m sorry. I really am.”

    แล้วทีนี้ ดิฉันควรไปเรียนถามท่านว่าทำไมจึงใช้คำว่า..กระทบ...ไหมคะ เกรงว่าเหมือนนำกระพรวน
    ไปผูกคอแมวน่ะค่ะ



ความคิดเห็นที่ 3

6 พ.ค. 2549 16:17
  1. หมายเหตุ
    ค.ห. 2 เมื่อเติมแล้ว โปรดลบได้เลยค่ะ
    ค.ห. 3 คัดมาเพื่อให้เปรียบเทียบกระทบ หลังจากนั้นลบได้เลย เพื่อไม่ให้การดำเนินเรื่องสะดุด

    จาก "เฉลิมพระยศเจ้านาย" เล่ม ๑ และเล่ม ๒ ของกรมศิลปากร
    ************
    รายนามเจ้าต่างกรมสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

    สมเด็จพระอนุชาธิราช มหาสุรสิงหนาท เป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาสุรสิงหนาท
    (ในรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามาภิไธยว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท)

    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ เป็น กรมพระยาเทพสุดาวดี
    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์รอง เป็น กรมพระศรีสุดารักษ์

    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าทองอิน (พระโอรสพระพี่นางองค์ใหญ่) เป็น กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์
    ต่อมาเลื่อนเป็น กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ที่วังหลัง หลังจากมีความชอบรบชนะพม่าในสงครามปราบพม่าในหัวเมืองเหนือ

    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญเมือง (พระโอรสพระพี่นางองค์ใหญ่) เป็น กรมหลวงธิเบศร์บดินทร
    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าทองจีน (พระโอรสพระพี่นางองค์ใหญ่) เป็น กรมหลวงนรินทรรณเรศร์
    สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าลา เป็น กรมหลวงจักรเจษฎา
    สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฉิม (คือรัชกาลที่ 2) เป็น กรมหลวงอิศรสุนทร
    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าตัน (พระโอรสพระพี่นางเธอองค์น้อย) เป็น กรมหลวงเทพหริรักษ์
    หม่อมมุก พระสามีพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้ากุ เป็น กรมหมื่นนรินทรพิทักษ์
    หม่อมเรือง (พี่น้องร่วมสาบานกรมพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ 1) เป็น กรมหมื่นสุนทรภูเบศร์
    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงแจ่ม เป็น กรมหลวงศรีสุนทรเทพ
    สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย เป็น กรมขุนเสนานุรักษ์
    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงประไพวดี เป็น กรมขุนเทพยวดี
    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย(พระโอรสพระพี่นางองค์น้อย) เป็น กรมขุนพิทักษ์มนตรี

    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าสุพันธวงศ์ หรือเจ้าฟ้าเหม็น(พระโอรสพระเจ้ากรุงธนบุรี
    และพระธิดาองค์ใหญ่) เป็น กรมขุนกษัตรานุชิต (ถูกประหารชีวิตในสมัย ร. 2 ในข้อหากบฏ)

    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าเกศ (พระโอรสพระพี่นางองค์น้อย)เป็น กรมขุนอิศรานุรักษ์
    พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอภัยทัต เป็น กรมหมื่นเทพพลภักดิ์
    พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอรุโณทัย เป็น กรมหมื่นศักดิพลเสพ
    พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าปาน ในกรมพระราชวังหลัง เป็น กรมหมื่นนราเทเวศร์
    พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าบัว ในกรมพระราชวังหลัง เป็น กรมหมื่นนเรศร์โยธี
    พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าแตง ในกรมพระราชวังหลัง เป็น กรมหมื่นเสนีบริรักษ์
    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าหญิงพิกุลทอง ในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็น กรมขุนศรีสุนทร
    พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอสุนี ในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็น กรมหมื่นเสนีเทพ



ความคิดเห็นที่ 19

ศรีปิงเวียง
10 พ.ค. 2549 10:21
  1. ขอบพระคุณ อ. เทาชมพู มา ณ ที่นี้ครับ
    ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคา
    ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง
    ..........
    ขออนุญาตสอบถามครับ เพราะผมไม่แน่ใจครับว่า ใบคา คือใบอะไรครับ
    ใช้ตัวช่วยข้าง ๆ ก็ระบุว่า
    ค้น :  คา 
    คำ : คา ๓
    เสียง : คา
    คำตั้ง : คา ๓
    ชนิด : น.
    นิยาม : ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Imperata cylindrica Beauv. ในวงศ์ Gramineae
    ใบคาย แข็ง เอามากรองเป็นตับมุงหลังคา เหง้าใช้ทำยาได้.
    ปรับปรุง : 98/4/2



ความคิดเห็นที่ 2

6 พ.ค. 2549 16:02
  1. ที่กระทู้ ข้อ1) อาจารย์กรุณาช่วยเติมคำว่า...เทพ
    สมเด็จพระพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี



ความคิดเห็นที่ 44

เทาชมพู
27 พ.ค. 2549 13:45
  1. ต่อจาก ค.ห. 36

    ๗) กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ พระองค์เจ้าชายฉัตร กำกับกรมพระนครบาลในรัชกาลที่ ๒
    เมื่อถึงรัชกาลที่ ๓ ทรงย้ายมากำกับกรมท่าและกรมมหาดไทย สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๓
    เป็นต้นราชสกุล ฉัตรกุล

    ๘) กรมหลวงรักษ์รณเรศ พระองค์เจ้าชายไกรสร เจ้านายพระองค์นี้ทรงมีชีวิตที่มีสีสันมากที่สุดในรัตโกสินทร์ตอนต้นก็ว่าได้

    พูดถึงความมีบุญ ถือได้ว่าระยะต้นๆ ทรงมีวาสนาเด่นว่าบรรดาเจ้านายพี่น้อง ที่ส่วนใหญ่ทรงกรมเป็นกรมหมื่นแล้วหยุดอยู่แค่นั้น

    ในรัชกาลที่ ๒ ทรงกรมเป็นกรมหมื่น กำกับกรมสังฆการี ผลงานสำคัญก็คือจับพระเถระดังๆสึกออกมาด้วยข้อหาปาราชิก ซึ่งกลายมามีเหตุสืบเนื่องให้กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ต้องพระราชอาญาด้วยเรื่องบัตรสนเท่ห์ อย่างที่เล่ามาแล้ว
    กรมหลวงรักษ์รณเรศตามศักดิ์ เป็น"อา"ของสมเด็จพระนั่งเกล้าฯก็จริง แต่มีพระชนม์อ่อนกว่า"หลานชาย" ๔ ปี ทรงสนิทกันดี
    เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ สวรรคต กรมหลวงฯท่านก็ทรงเป็นแรงสนับสนุนแรงหนึ่งให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์

    สมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงสถาปนา"อา" อีกพระองค์หนึ่งเป็นวังหน้า คือกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ หลังจากทรงดำรงตำแหน่งวังหน้าได้ ๗ ปีก็สิ้นพระชนม์

    ชะตาของกรมหลวงรักษ์รณเรศในแผ่นดินนี้ทำท่าจะไปด้วยดี โปรดเกล้าฯเลื่อนขึ้นเป็นกรมหลวง และมีข่าวว่าอาจจะได้เป็นวังหน้าสืบต่อไปด้วย
    แต่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ก็มิได้สถาปนาเจ้านายองค์ใดเป็นวังหน้า คงปล่อยให้ว่างอยู่จนสิ้นรัชกาล

    กรมหลวงรักษ์รณเรศถือเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ มีอำนาจวาสนา ทรงกำกับกรมวัง ในหนังสือของศ.วอลเตอร์ เอฟ. เวลลา ระบุว่าทรงมีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการศาล ถวายนิตยภัตพระสงฆ์ จ่ายเบี้ยหวัดขุนนาง และมีอำนาจในการแต่งตั้งขุนนางด้วย
    ในเมื่อหน้าที่การงานใหญ่ๆโตๆ ย่อมเป็นช่องทางให้เกิดลาภสการนอกเหนือจากที่ควรได้อีกมาก ก็ทำให้มีผู้ถวายฎีกาในพ.ศ. ๒๓๙๑ ว่าทรงรับสินบน

    พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้ชำระความ ก็ได้เรื่องอื่นๆพ่วงมาอีกเป็นขบวน รวมทั้งพฤติกรรมส่วนพระองค์ว่าไปหลงใหลรักใคร่นางละครนอก ซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกัน
    ถึงกับรับเข้ามาเป็นหม่อมอยู่ในวัง ห่มแพรสีแต่งกายอย่างสตรี และมีพฤติกรรมเชิงชู้สาวด้วย



ความคิดเห็นที่ 45

เทาชมพู
27 พ.ค. 2549 14:06
  1. ละครสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีละครในกับละครนอก ละครในเป็นประเภทผู้หญิงเล่นล้วนๆ เล่นกันอยู่ในพระบรมมหาราชวังเท่านั้น คนนอกไม่มีโอกาสดู
    เรื่องที่เล่นก็จำกัดแค่ ๔ เรื่องคือรามเกียรติ์ อิเหนา ดาหลัง และอุณรุท แต่ในเชิงปฏิบัติ เล่นเฉพาะสองเรื่องแรก สองเรื่องหลังเป็นบทละครเฉยๆ ไม่เคยได้ข่าวว่านำมาเล่นกัน

    ส่วนละครนอกจากนี้เป็นละครนอก ขุนนางชาวบ้านเล่นกันดูกันได้ แต่ใช้ผู้ชายล้วน แม้แต่บทนางก็เป็นชาย ทำนองเดียวกับละครสมัยเชกสเปียร์ หรืองิ้วโบราณของจีน

    นางละครนอกที่กรมหลวงรักษ์รณเรศหลงใหล เดาว่าเป็นหนุ่มร่างเล็ก ผิวพรรณดี หน้าตาดี แต่งตัวเป็นผู้หญิงห่มสไบนุ่งโจงหรือนุ่งจีบคงไม่ขัดตา เพราะเล่นละครก็สวมแบบนี้อยู่แล้ว
    อีกอย่างสาวสยามแท้ๆสมัยนั้น ดูในรูปวาดที่ฝรั่งบันทึกเอาไว้ หุ่นก็ล่ำบึกบึน แทบไม่ต่างจากผู้ชายนัก แล้วยังไว้ผมสั้นเกือบจะเท่าชาย
    ถ้าหนุ่มน้อยหน้าตาดีๆแต่งเป็นหญิง ผัดหน้า ห่มแพรสวยๆ จริตกระตุ้งกระติ้ง บางทีอาจจะสวยเกินหน้าหม่อมๆพวกหญิงแท้ของกรมหลวงท่านเสียอีกก็เป็นได้

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงไม่ใช่ข้อหาร้ายแรงสุด เรื่องร้ายแรงคือกรมหลวงฯท่านให้การว่าถ้าสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ แล้วก็จะไม่ยอมเป็นข้าของใคร
    ก็หมายความว่าใครก็ตามที่จะมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลต่อไป ท่านไม่ยอมรับ
    ตีความต่อไปว่าเมื่อไม่ยอมรับ ท่านก็ต้องเป็นกบฏนั่นเอง จะมัวนั่งเฉยๆไม่ยอมรับ แบบไม่รู้ไม่ชี้อยู่ในวังของท่านได้ยังไง



ความคิดเห็นที่ 46

เทาชมพู
27 พ.ค. 2549 14:20
  1. ในหนังสือของเวลล่า เล่าความต่อไปว่า

    " หลังจากที่ได้ทรงปรึกษาหารือกับบรรดาเสนาบดีของพระองค์แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้กรมหลวงรักษ์รณเรศเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์เป็นครั้งสุดท้าย
    ได้ทรงสรุปความผิดทั้งมวล แล้วตรัสด้วยความขมขื่นว่า

    "ฉันได้คำนึงถึงความทะยานอันชั่วช้าของเธอที่อยากจะเป็นรัชทายาท และอยากจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง
    อย่าว่าแต่มนุษย์เลยที่จะให้เธอได้เป็น แม้แต่สัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีปากมีเสียง มันก็ไม่ต้องการให้เธอเป็นกษัตริย์ของมัน"


    ดังนั้นกรมหลวงรักษ์รณเรศถึงถูกตัดสินประหาร ด้วยวิธีที่เจ้านายได้รับกันคือสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

    คุณจุลลดา ภักดีภูมินทร์ เล่าเป็นเกร็ดในเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "เลาะวัง"เล่ม 1 ว่า

    "ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า กรมหลวงรักษ์รณเรศท่านดุ เล่ากันต่อๆมาว่าเมื่อเอาพระองค์เข้าถุงแดง เตรียมประหารแล้ว ชะรอยเพชฌฆาตจะมือไม้สั่น เพราะต้องประหารเจ้านายที่เคยบังคับบัญชากำกับตนมา
    จึงทุบท่อนจันทน์พลาด ไม่สิ้นพระชนม์ในทันที ว่ากันว่าทรงตวาดออกมาจากถุงแดงว่า
    " ไอ้พวกนี้ กูสอนแล้วไม่จำ"


    กรมหลวงรักษ์รณเรศสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๑ พระชนม์ได้ ๕๘ ปี



ความคิดเห็นที่ 59

เทาชมพู
10 มิ.ย. 2549 08:28
  1. [[32616]] ถ้าคุณ Tiwa จะเข้ามาช่วยเรื่องนี้ ก็ยินดีค่ะ เปิดรับสมาชิกทุกท่านอยู่แล้ว คงจะเบาแรงดิฉันลงไปได้มาก
    ในกระทู้นี้ขอเพียงเจ้านายที่ทรงได้รับการทรงกรมครั้งแรก อยากนับว่าในแต่ละรัชกาลมีการแต่งตั่งกี่องค์ ไม่รวมเลื่อนกรม



ความคิดเห็นที่ 42

V_Mee
14 พ.ค. 2549 07:52
  1. ขอบพระคุณ คุณ Upที่กรุณาขยายความให้ครับ ทำให้นึกถึงที่จมื่นมานิตนเรศร์ (เฉลิม เศวตนันทน์) ท่านเล่าไว้ว่า วันหนึ่งได้มีรับสั่งเรื่องพระยาวินัยสุนทรนี้ว่า เขาเป็นรักชาติรักแผ่นดินอย่างแท้จริง เรื่องอะไรที่ข้าจะปลดคนดีๆ เช่นนี้ออกจากราชการ

    และอีกเรื่องหนึ่งคืงที่อยากกล่าวถึง คือ แบบธรรมเนียมในพระราชสำนักข้อหนึ่งที่ว่า ในเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินกำลังพิโรธและมีพระราชดำรัสหาพระแสงนั้น ห้ามมิให้มหาดเล็กถวายพระแสงเป็นเด็ดขาด ผู้ใดถวายมีโทษถึงกบฏ เพราะยามที่คนเราโกรธนั้นย่อมขาดสติยั้งคิดไปบ้าง เรื่องนี้เป็นธรรมชาติของปุถุชน



ความคิดเห็นที่ 30

นิลกังขา
12 พ.ค. 2549 11:20
  1. เอาโคลงโลกนิติจำแลงมาฝากอีกบทครับ จากความจำ ไม่ได้เช็คดุสิตสมิตสักที

    ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้ มีพรรณ
    ภายนอกแดงดูฉัน ชาดป้าย
    (โลกนิติของจริงต่อว่า
    ภายในย่อมแมลงวัน หนอนบ่อน
    ดูดั่งคนใจร้าย นอกนั้นดูงามฯ แต่ ร.6 ทรงแปลงต่อว่า)
    นางเอกภาพยนตร์อัน สรวยสุด
    แท้ที่จริงเป็นม่าย ลูกตั้งแปดคนฯ



ความคิดเห็นที่ 31

นิลกังขา
12 พ.ค. 2549 11:30
  1. บทที่คุณครูเทาฯ ยกมาข้างบนโน้น ร. 6 ก็ทรงล้อไว้อีก

    น้ำเคี้ยวยูงว่าเงี้ยว ยูงตาม
    ทรายเหลือบหางยูงงาม ว่าหญ้า
    ลิงเห็นเนตรทรายวาม ว่าลูก หว้าแฮ
    คนอ่านสือพิมพ์บ้า เชื่อแม้นด่าครูฯ

    สรุปความ ทั้งของจริงและของจำแลง คือว่า สายน้ำคดเคี้ยว นกยูง (ตาถั่ว) ก็ (หลง) นึกว่าเป็นงู บินตามไปจะกิน เนื้อทราย (ตาถั่วเหมือนกัน) หลงนึกว่าหางนุกยูงสีเขียวๆ เป็นหญ้า ฝ่ายลิงผ่านมาอีกตัว ตาถั่วไม่มีวิสัยทัศน์เช่นกัน เห็นเนตรเนื้อทรายหรือตาทรายอันวาววาม ก็หลงนึกว่าเป็นลูกหว้าซะอีก เรื่องของความหลง คนหลงนำคนหลงนำคนหลง เลอะกันไปหมด

    ในสมัย ร. 6 เป็นยุคที่ นสพ. มีเสรีภาพสูงมากถ้าคิดถึงว่าขณะนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง และ นสพ. ก็เขียนบทความวิจารณ์รัฐบาลแรงๆ หลายบทเหมือนกัน แต่ไม่ยักถูกเซนเซอร์ เพียงแต่ถูกค่อนว่าและวิจารณ์โต้ตอบโดยองค์ประมุขรัฐบาล คือ ร. 6 เท่านั้น (แต่ทรงใช้นามแฝงในการพระราชนิพนธ์บทความโต้ตอบ เช่น อัศวพาหุ รามจิตติ เป็นต้น)

    ในสมัยปัจจุบันไม่กี่เดือนมานี้ ไม่ทราบว่าความเลอะเทอะหลงเลอะไปหมดเป็นทอดๆ เพราะอะไรไม่รู้บังตาอยู่นั้น จะใช้กับการบรรยายสภาพเมืองไทยได้หรือไม่ - อุ๊บส์ - วิชาการดอทคอมไม่มีพูดการเมืองครับ เซนเซอร์ตัวเองครับ



ความคิดเห็นที่ 20

นิลกังขา
10 พ.ค. 2549 10:25
  1. เรียนอาจารย์เทาฯ และคุณ Rinda ครับ
    ไม่เกี่ยวกับหัวข้อกระทู้ครับ แต่ผมเข้าใจเอาเองว่า เจ้านายคุณ Rinda อาจจะเป็นนักบัญชี ผมเองไม่ใช่ แต่เคยได้ยินพวกบัญชีเขาพูดอะไรคล้ายๆ อย่างนั้น ดูเหมือนพูดว่า "กระทบยอด" ซึ่งตามความเข้าใจผมเป็นการเปรียบเทียบยอด (ตัวเลข) ให้ถูกต้องตรงกัน

    ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็พอเข้าใจเจตนาได้ว่าคุณ Rinda ตั้งใจจะพูดว่าอะไร แต่ผมขอเรียนคุณ Rinda ว่าคนนอกวงการบัญชีจะนึกไม่ออกเป็นอันขาดถึงความหมายเฉพาะทางที่ว่าเนี่ย พานจะนึกไปถึงกระทบกระเทียบกระแทกกระทั้นอะไรไปโน่น ซึ่งโทษพวกเราก็ไม่ได้ เพราะพวกเราไม่เคยเรียนบัญชีนี่ครับ

    Boss ของคุณละก้อ... เหมาเอาพวกเราเป็นนักบัญชีไปซะหมดแล้ว

    ทั้งนี้ถ้าผมเข้าใจความหมายของคำว่ากระทบยอดผิดไปในทางวิชาการบัญชี ขอผู้เป็นนักบัญชีตัวจริงเข้ามาแก้ไขด้วยเทอญ บอกแล้วว่าข้าพเจ้าไม่เคยเป็นนักบัญชี ทำบัญชีไม่เป็น แม้แต่บัญชีรัก แฮ่ะแฮ่ะ



ความคิดเห็นที่ 24

นิลกังขา
10 พ.ค. 2549 18:58
  1. เรื่องโคลงโลกนิติ เป็นกระทู้ใหญ่ได้อีกอันเลยครับ

    โลกนิติจำแลง ผมก็ชอบ จำได้กระท่อนกระแทนไม่กี่บท

    คำนำ บทต้น
    ครรโลงโลกนิติโน้น นมนาน
    สำหรับคนโบราณ เก่าพร้อง
    บัดนี้สมัยกาล แปรเปลี่ยน
    ภาษิตก็จำต้อง ดัดบ้างตามสมัยฯ

    มีบทหนึ่งว่า
    แสวงรู้พึงคบด้วย หรั่งจ๋า
    แสวงทรัพย์คบกุ๊ยหา ทรัพย์ให้
    แสวง ...
    แสวงนาฎนารีไซร้ หมั่นเข้าโรงหนังฯ



ความคิดเห็นที่ 25

นิลกังขา
10 พ.ค. 2549 19:00
  1. คล้ายๆ เหมือนกับว่า โคลงพระราชนิพนธ์นี้ พิมพ์อยู่ในดุสิตสมิต ซึ่งผมคิดว่าอาจจะพอหาได้ เดี๋ยวขอเวลานิดครับ



ความคิดเห็นที่ 26

นิลกังขา
10 พ.ค. 2549 19:01
  1. แสวงลาภคบบรรณา- ธิกเหมาะ ครับ

    ทรงค่อน นสพ. รวมทั้ง บก. นสพ. และคนอ่าน นสพ. ในสมัยนั้นไว้หลายบท



ความคิดเห็นที่ 33

Nuchana
12 พ.ค. 2549 15:29
  1. [[32614]]
    .
    ฝากคุณ V_MEE และคุณนิล ค่ะ (บางส่วน)



ความคิดเห็นที่ 34

Nuchana
12 พ.ค. 2549 15:31
  1. [[32615]]
    .



ความคิดเห็นที่ 32

Nuchana
12 พ.ค. 2549 11:33
  1. ค.ห. ๑๘ ข้อมูลเพิ่มเติม กรมหมื่นเสพสุนทร (พระองค์เจ้ากุสุมา)

    บรรดาพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๓ พระชนม์ไล่เลี่ยกันนั้น คือ

    ๑. กรมหมื่นสุนทรธิบดี (พระองค์เจ้ากล้วยไม้) ต้นราชสกุล ‘กล้วยไม้ ณ อยุธยา’ ประสูติ พ.ศ.๒๓๓๔
    เป็นเจ้าของวังเดิม (วังบ้านหม้อปัจจุบัน) ซึ่งอยู่ตรงข้ามวังท้ายหับเผยวังที่ ๑ (สิ้นพระชนม์พ.ศ ๒๓๗๕)

    ในปีนั้นเองเกิดเพลิงไหม้ที่วังกรมหมื่นสุนทรธิบดี ท่านสิ้นพระชนม์ในกองเพลิง
    พร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนหนึ่ง ที่วังจึงว่างอยู่ฯ (กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ จึงขอ
    พระราชทานพระบรมราชานุญาต สร้างวังขึ้นใหม่ และทรงย้ายมาประทับ ณ วังบ้านหม้อนี้
    จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อพระชันษา ๖๕)

    กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าประทาน ม.จ.หญิงจงจิตรถนอม พระธิดา ไว้ว่า
    "...ปรากฏแต่ว่า เมื่อรัชกาลที่ ๓ กรมหมื่นสุนทรธิบดี ต้นราชสกุลกล้วยไม้ เป็นพระเจ้าลูกเธอ
    ในรัชกาลที่ ๒ กับ พระธรรมทานาจารย์ วัดสระเกศ ชื่อตัวว่ากระไร พ่อไม่รู้ ช่วยกันสร้างวัดแค
    [เป็นวัดเก่า ตั้งอยู่ที่ทุ่งสนามกระบือ] และเรียกว่า วัดแคมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ จึงพระราชทานนามว่า
    วัดสุนทรธรรมทาน ด้วยเอาพระนามกรมหมื่นสุนทรธิบดี และ นามพระธรรม ทานาจารย์ ผสมกัน..."


    ๒. กรมหมื่นเสพสุนทร (พระองค์เจ้ากุสุมา) ต้นราชสกุล ‘กุสุมา ณ อยุธยา’
    ประสูติ พ.ศ.๒๓๓๕ (สิ้นพระชนม์เสียแต่ในต้น ร. ๓) ในปีพ.ศ ๒๓๗๗ ร.๓ โปรดเกล้าฯ
    ให้พระองค์ พร้อมด้วยกรมขุนเดชาดิศร และกรมหมื่นณรงคหริรักษ์ (ในรัชกาลที่ ๑)
    เป็นแม่กองไปควบคุมการก่อสร้างป้อมที่สมุทรปราการ ที่ตำบลบางปลากด

    ๓. สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร (พระองค์เจ้ามั่ง) ต้นราชสกุล ‘เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา’
    ประสูติ พ.ศ. ๒๓๓๖

    ๔. กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (พระองค์เจ้าพนมวัน) ต้นราชสกุล ‘พนมวัน ณ อยุธยา’
    ประสูติ พ.ศ. ๒๓๓๗

    ในปี ๒๓๖๙ เกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ ร.๓ โปรดเกล้าฯให้กรมขุนพิพิธฯ เป็นเป็นแม่ทัพบัญชาการกองทัพ
    ตั้งทัพสกัดตามชายทุ่ง ตั้งแต่ สามเสน ถึงทุ่งวัวลำพอง (หัวลำโพง) จรดชายทุ่งบางกะปิและ น. เจ้าพระยา



    เจ้าพี่เจ้าน้องร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันกับกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (เจ้าจอมมารดาศิลา ใน ร. ๒
    - เชื้อสายราชินิกุลบางช้าง) รวม ๕ พระองค์


    ๑. พระองค์เจ้าหญิงวงศ์ ในปีที่เกิดศึกอนุวงศ์ ขณะนั้นพระชันษา ๓๕
    ๒. พระองค์เจ้าชายพนมวัน พระชันษา ๓๒

    ๓. พระองค์เจ้าชายกุญชร พระชันษา ๒๘ ขณะนั้นเป็นกรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์
    (เลื่อนเป็นกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ในรัชกาลที่ ๔) ต้นราชสกุล ‘กุญชร ณ อยุธยา’

    ๔. พระองค์เจ้าชายทินกร พระชันษา ๒๕ (เป็นกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ในรัชกาลที่ ๔)
    ต้นราชสกุล ‘ทินกร ณ อยุธยา’ เป็นชายหนุ่มสูงศักดิ์ที่มาชุมนุมเล่นสักวาที่แพคุณพุ่มด้วยกันกับเจ้าฟ้าน้อย
    และพระองค์เจ้านวม (กรมหลวงวงศาฯ)

    ๕. พระองค์เจ้าหญิงอินทนิล พระชันษา ๒๒



ความคิดเห็นที่ 48

เทาชมพู
30 พ.ค. 2549 09:02
  1. เจ้านายทรงกรมในรัชกาลที่ ๓

    ๑) พระองค์เจ้าหญิงวิลาส กรมหมื่นอับสรสุดาเทพ
    พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ กล่าวกันว่าทรงพระสิริโฉมงดงามมาก สมดังพระนาม
    เป็นพระเจ้าลูกเธอที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงโปรดปรานอย่างมาก ถึงกับทรงยกย่องว่าเป็น "นางแก้ว" ของแผ่นดิน
    วัดเทพธิดาราม ใกล้ๆ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ก็คือวัดสร้างพระราชทานเจ้านายพระองค์นี้

    สุนทรภู่เคยบวชที่วัดนี้ เคยเป็นครูถวายพระอักษรด้วย

    ด้วยนิสัยฝันเฟื่องของกวี ชอบใช้จินตนาการ นำหน้าความเป็นจริง จนหักห้ามใจไม่ได้
    สุนทรภู่จึงแต่ง "รำพันพิลาป"ขึ้นเพื่อรำพึงรำพันถึงความรักที่มีต่อ "โฉมเทพธิดามิ่งมารศรี" แล้วซุกซ่อนไว้ไม่ได้เผยแพร่ มาค้นพบกันในภายหลัง
    ใน"รำพันพิลาป" สุนทรภู่สร้างเรื่องขึ้นว่า นอนหลับฝันไป เห็นเทพธิดาแวดล้อมด้วยนางบริวาร มาปรากฏกายให้เห็น นางเทพธิดานั้นแต่งองค์ทรงเครื่องแบบพระราชบุตรี (ก็หมายถึงใครเสียอีกล่ะคะ)
    ลักษณะการมาให้เห็นก็เหมือนเจ้านายสตรีแวดล้อมด้วยนางในจำนวนมาก

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น