|
พุทธทาสภิกขุ
โพสต์เมื่อ:
14:14 วันที่ 8 พ.ค. 2549 ชมแล้ว:
10,292
ตอบแล้ว:
20
พระธรรมโกษาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) เดิมชื่อเงื่อม เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ที่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรคนแรกของนายเซี้ยงและนางเคลื่อน พานิช มีน้องชายชื่อนายยี่เกย (นายธรรมทาส พานิช) และน้องสาวชื่อนางกิมช้อย เหมะกุล ครอบครัวมีอาชีพค้าขาย บิดาเป็นคนจีน ส่วนนามสกุล "พานิช" นั้นเป็นนามสกุลที่ นายอำเภอตั้งให้ มรณะภาพเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536
เมื่ออายุได้ 8 ปี ท่านได้เรียนหนังสือโดยหัดอ่านจากทางบ้าน ครั้นอายุได้ 9 ปี จึงเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียน โพธิพิทยากร วัดโพธาราม จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียนแห่งนี้ แล้วไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนมัธยม ประจำอำเภอไชยา จนจบการศึกษาชั้นต้นในปี พ.ศ.2463 แล้วลาออกมาช่วยบิดาค้าขายและศึกษาด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลาเมื่อบิดา ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2465 ได้เลิกค้าขายที่ไชยาแล้วกลับมาค้าขายที่พุมเรียงตามเดิมโดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านจนกระทั่งอายุได้ 20 ปี บริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2463 โดยมีพระครูโสภณเจตสิดาราม (คง วิมาโล) เจ้าอาวาสวัดโพธาราม และรองเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า "อินทปัญโญ" จำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่ ท่านสอบนักธรรมโท ได้หลังจากบวชได้ 2 พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษาธรรมที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ จนกระทั่งสอบได้นักธรรมเอกและภาษาบาลี ได้เปรียญธรรมสามประโยค แล้วจึงเดินทางกลับพุมเรียงเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 งานศึกษาค้นคว้าเริ่มแรกเมื่อปี 2473 ท่านเขียนบทความชิ้นแรกชื่อ "ประโยชน์แห่งทาน" ปลายปีเขียนบทความขนาดยาวชื่อ "พระพุทธศาสนาชั้นปุถุชน" ปี 2475 เริ่มเขียน "ตามรอยพระอรหันต์" ในปี 2476 เริ่มเขียนวิจารณ์สภาพพระพุทธศาสนา และพระสงฆ์ ในปี 2477 เขียนเรื่องการปฏิบัติธรรม และเริ่มพูดให้ผู้สนใจธรรมะฟัง เช่น พูดเรื่อง "การส่งเสริมการปฏิบัติธรรม" และ "หลักพุทธศาสนา" เป็นต้น ตั้งแต่ปี 2478 เป็นต้นมา ท่านเริ่มทำงานหนักยิ่งขึ้น ทั้งงานเขียนและงานแปล ในส่วนของ งานเขียน เช่น "พระพุทธศาสนาในถิ่นไทยภาค-ใต้" ส่วนงานแปล ได้แก่ "อริยสัจจากพระโอษฐ์" และอื่นๆ อีกมากมาย และท่านยังได้สร้าง สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมและเผยแพร่พุทธธรรมจนเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ ท่านยังได้รับเกียรติคุณว่าเป็นปรัชญาเมธีตะวันออก และเป็นนักปฏิรูป สังคมและศาสนาและยุคปัจจุบัน จากผลงานที่มีคุณค่าและเป็นที่แพร่หลายทั่วไป ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชชัยกวี พระเทพวิสุทธิเมธี และพระธรรมโกษาจารย์ ตามลำดับ นอกจากนี้มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปกร มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาต่างๆ แด่ท่านอีกด้วย นอกจากนี้พระพุทธทาสภิกขุ ยังได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระชาตกาลครบ 100 ปี ขององค์การยูเนสโกด้วย ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://thainews.prd.go.th/prapud/prawat.html จำนวน 18 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 พ.ค. 2549 (01:41) ลิเตเติ้ลมาเพิ่มข้อมูลค่ะ ชีวิตเด็กวัด พูดได้ว่าเด็กวัดทุกคนมีความรู้เรื่องยา เช่นถ้าบอกว่ายากระทุ้งแล้วทุกคนรู้จัก เพราะถูกใช้ไปเก็บอยู่เสมอ วัดนั้นผมเป็นเด็กก็เคยอยู่ ผมจำได้ว่ายากระทุ้งที่อาจารย์สั่งใช้ให้ไปเก็บเพื่อต้มให้เขาไปมีอะไรบ้าง รากหมาก รากมะพร้าว รากมะปราง รากวัลย์ยอ บางทีก็มีแปลกอะไรบ้าง เช่นรากสะเดา อาจารย์ผมที่สอน ก ข ก กา ให้ท่านทำยาอย่างนี้ เป็นพระใครมาขอก็ให้ ยาที่ทำไว้ก็มี จัดให้ใหม่ก็มี จดให้ไปก็มี อันดับแรกสุดนี้ ต้องกินยากระทุ้ง แรก ๆ เป็นไข้กินยากระทุ้งเป็นยาเย็นคล้าย ๆ กระทุ้งให้ไข้มันถึงที่สุดเร็ว ๆ ทีนี้พวกเราเด็กวัดก็ช่วยกันทำ ช่วยกันบด ช่วยกันขยี้ อีกอย่างเรียกว่ายาเขียว ยาเขียวสารพัด ยาเขียวครอบจักรวาล น่าหัว ถ้าเด็กคนไหนทำผิด บางทีก็ถูกใช้ให้ไปเก็บใบไม้เขียว ๆ มา อย่าเอาที่คัน อย่าเอาที่มีพิษ นอกนั้นเก็บหมดแหละ ถ้าเป็นใบไม้สีเขียว เอามาตากไว้เต็มนอกชาน พอแห้งมันกรอบ เราก็บดยัดใส่ขวด ใครเป็นไข้ก็กินเข้าไป มันก็ถูกหลัก เพราะยาเขียวมันมีความเย็นของสารสีเขียว มันก็ระงับความร้อน เดี๋ยวนี้ผมเชื่อ ใบไม้สีเขียวกินเข้าไปเถอะ มันระงับความร้อนได้ ระงับการเกิดแก๊สในกระเพาะ ถ้าจะให้ดีก็เอามาละลายน้ำและพ่นหรือทาตัวด้วย จนตัวเขียวตัวเลอะ ยาเขียวนี้มีขมน้อย ๆ เพราะว่าใบไม้มันมีหลายชนิด บางชนิดก็ขมบ้าง เด็กเล็กกินได้ ละลายน้ำกินเข้าไป หรือละลายน้ำพ่นก็ได้ ส่วนยาที่มันยาก มันมีเทคนิคของมัน มันมีนั่นมีนี่เท่านั้นเท่านี้ ต้องชั่งตวงเอาก็มี อย่างน้อยมีสี่ห้าขนานที่ชาวบ้านมาขอ แล้วให้ไปได้ทันทีเมื่อมีคนไข้ไปหา อาจารย์สมภารวัดสามสี่วัดในพุมเรียง เขาต้องมีวิชาพวกนี้อยู่ ดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม ถ้ามีคนมาตามว่าคนนั้นคนนี้เป็นนั่นเป็นนี่ อาจารย์ก็ต้องไป แม้ดึกดื่น อาจารย์สมัยนั้นเป็นอย่างนั้น ดึก ๆ ก็ไปช่วยแก้ไขกันตามเรื่อง จนกว่าจะไว้ใจได้ ทุเลาแล้วจึงกลับมาวัด บางทีกว่าจะกลับมันก็สว่าง มันก็เพาะนิสัยเห็นแก่ผู้อื่น อดทนอดกลั้นได้ ไม่รังเกียจ ไม่เห็นแก่หลับแก่นอน คนก็ผูกพันรักใคร่นับถือ ถ้าวัดมีธุระอะไรก็ช่วยกันเต็มวัด อย่างยากระทุ้งนี่ เด็กวัดไปหามาให้อาจารย์ต้ม แล้วเอาไปให้ถึงบ้านทายก เด็ก ๆ ป่วย ได้เพียงยาหม้อแรกก็หาย ถ้ากินยานี้แล้ววันหนึ่งยังไม่หาย อาจารย์ถึงจะไปพิจารณา ต้มยาหม้ออื่นอย่างอื่นที่มีอะไรแปลกออกไป แล้วมันก็ค่อย ๆ หาย ไม่หายมันก็ตาย แบบโบราณมันก็อย่างนี้ มันไม่วิเศษนัก ถ้าผิดพลาด มันเกินกำลังของยามันก็ตาย แต่ส่วนมากมันหาย หมออื่นนอกจากพระก็มีบ้าง เป็นหมอจรมา หมอจีน หมอญวน หมอแขก พวกนี้ส่วนมากมารักษาโรคเรื้อรัง มาช่วยกันรักษาหายบ้างตายบ้าง ตามแบบโบราณ พี่ผมก็ตาย โยมบอกว่าเป็นผู้ชายตายแต่เล็ก น้องสุดท้ายก็ตาย คนนี้ผมยังได้ทันเห็น คงจะคลอดไม่ครบกำหนด แต่เป็นตัวคนแล้วออกมาไม่กี่ชั่วโมงก็ตาย เป็นการแพทย์ที่ดีที่สุดตามที่เขาทำกันตามธรรมเนียม เรื่องที่สะอาดไม่พอ และข้อผิดพลาดอื่น ๆ คงมีบ้างที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องตายไป คนจึงไม่มาก ไม่ต้องคุมกำเนิด ความรู้เรื่องสมุนไพร เรื่องยาโบราณนี่ ผมได้มาจากทั้งทางบ้านและทางวัด อย่างเด็กวัดทุกคนจะรู้ ถ้าไปถูกบุ้งที่คลานอยู่ตามใบไม้ ขนยาวสีเหลือง พอถูกไม่ต้องถาม ควักขี้มูกมาถู ๆ ๆ ๆ มันก็หาย ดีกว่ายาหม่องยาอะไรที่ใช้กันสมัยนี้ นี่มันทำให้เราคิด โอ้ นี่พระเจ้าหรือธรรมชาติเขาให้มาคู่กัน แล้วเราไม่รู้เอง เขาให้มาครบ แต่เรารู้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่น่าเชื่อ ฟังดูแล้วตลก ควักขี้มูกขี้หูก็คงได้ ควักออกมาแล้ว ก็ถูไปตรงที่ถูกบุ้งร่าน มันน่าหัว (หัวเราหึ ๆ) ถ้าคิดแบบฝรั่งเขาคงกลัว เขาคงจะต้องไปหายาหรือไปโรงพยาบาลก็ไม่แน่ พวกฤาษีมุนีแต่ก่อนเขารู้เรื่องอย่างนี้มาก เขาก็บอก ๆ กันต่อมา มันต้องช่วยตัวเองเมื่ออยู่ป่า เดี๋ยวนี้คนเราเลิกสนใจความรู้พวกนี้ ก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่รู้จักธรรมชาติ บางอย่างเด็ก ๆ ควรรู้ เช่น บุก คล้าย ๆ บอนที่คนแก่ชอบกิน ถ้าเด็กไม่เคยไปกินมันจะกัดปาก มันยางมาก แล้วทำไง ผมยังจำได้ มันต้องกินน้ำตาลหม้อ (น้ำตาลปี๊บ) หายเป็นปลิดทิ้ง ผมก็เคยกินพวกบอนหรืออะไรที่กินแล้วคัน ใช้น้ำตาลหม้อ มันหายทันควัน หรืออย่างต่อต่อยนี่ มันคล้ายกับผึ้งต่อยแต่มันร้ายกว่ามาก คล้าย ๆ กับถูกตีด้วยกระบองจนล้มคว่ำไป พอเอายางมะละกอป้าย มันก็หายเป็นปลิดทิ้ง มันมีเหตุผล เพราะยางมะละกอมันมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่จะแก้พิษได้ หรืออย่างที่พรีมีตีฟที่สุด เขาเอาหยากไย่กับควันไฟเหนือเตาไฟมาพันแผล มันก็หาย มันแอนตี้เซ้ปติค มันป้องกันเชื้อโรคได้ เดี๋ยวนี้ดีกว่านั้นอีก คือใช้ยางมะร้าง (เสือหมอบ) บิดเอาน้ำจากยอดและใบใส่ไปในแผล ดีกว่ายาแดงเสียอีก หรือเป็นแผลน้ำร้อนลวก กรีดเอายางเหลืองออกมาจากต้นทะวา เอายางทาแผลน้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้ก็หายได้ เด็กเป็นหอบหืด เขาใช้ตะขาบมาปิ้งจนกรอบเหลืองบดกับเหล้ากินก็หาย หายกันเป็นส่วนมาก เด็ก ๆ ผอมแห้งพุงโร นัยน์ตาเป็นเกล็ดกระดี่ที่เขาเรียกตาต้อ เขาก็เอาเนื้อตะกวดทาขมิ้นใส่เกลือย่างไฟให้หอม กินตะกวดตัวหนึ่งก็หาย ผมก็เคยกิน นายธรรมทาสเขากินไม่ลง ต้องอาเจียนทุกที แต่ผมกินได้เรื่อย ๆ น่าหัว (หึ ๆ) เขามันเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เกลียดตะกวดกินไม่ได้ ทำให้คล้ายเนื้อไก่ เขาก็ยังรู้ กลิ่นมันบอก กระดูกปลากระเบนเขาก็กินไม่ได้ เราบอกว่าอร่อย เขากินไม่ได้ ไม่รู้สึกอร่อย ความจริงมันก็ไม่ถึงกับอร่อยแต่เรากินได้ แปลก ๆ ประหยัด ทางบ้านเขาเกิดเรามา เขาก็ไม่มียาอย่างปัจจุบัน เขาก็รอดชีวิตเกิดเรามาได้ เหล่านี้เป็นความรู้ที่ได้มาจากการอยู่บ้านอยู่วัดในสมัยนั้น วัดมันก็เป็นเหมือนมหาวิทยาลัยของชาวบ้านนั่นแหละ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 พ.ค. 2549 (01:42) ผมออกจากบ้านไปอยู่วัดเมื่ออายุ ๘-๙-๑๐ เรียนหนังสือ ก ข ก กา กระทั่ง มูลบทบรรพกิจกันที่วัด อายุ ๑๑ ปีได้เวลาไปโรงเรียนแล้วถึงกลับมาอยู่บ้าน สมัยก่อนมันเป็นธรรมเนียมเด็กชายต้องอยู่วัดกันทั้งนั้น แต่ละวัดมีเด็กเป็นฝูง จะไปอยู่วัดก็มีดอกไม้ธูปเทียนไปฝากตัวเป็นศิษย์พระ ทางวัดเขาก็จะมอบหน้าที่ให้อาจารย์องค์หนึ่งหรือสององค์ให้คอยดูแลเรื่องอาหารการกิน คอยควบคุมให้เด็กมันได้กินกันเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วให้มันได้เรียนหนังสือ ได้รับการอบรมอะไรบ้าง ในเรื่องไหว้พระสวดมนต์ เรื่องอุปัฏฐากพระ เป็นเวรผลัดกันตักน้ำ ขาดไม่ได้ ทำสวนครัวริมสระ ยกร่องปลูกมัน ทำกันทั้งนั้น อาหารนั้นข้าวก็ได้จากบิณฑบาต ส่วนแกงนี่ทางบ้านเขาจะส่งเป็นหม้อเขียว ๆ ของบ้านใครเด็กคนนั้นก็ไปเอามา หม้อแกงจึงมีมาก ข้าวก็พอฉัน แกงก็พอ บ้านพุมเรียง ข้าวปลามันอุดมสมบูรณ์ พระสมัยนั้น นักธรรมก็ยังไม่มีเรียนกัน ส่วนใหญ่ก็นิยมเรียนสวดมนต์ สมาธิก็ได้จากตอนสวดมนต์นั่นแหละ ตอนอื่นไม่เคยเห็นทำ นอกนั้นก็ทำไม้กันมาก เป็นช่างไม้ สร้างกุฏิ กระต๊อบ กระท่อม บ้านเล็กบ้านน้อย ถ้าวัดไหนไม่มีโบสถ์ก็ช่วยกันสร้าง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 พ.ค. 2549 (01:42) เด็กวัดมีพิเศษอย่างหนึ่งคือหัดมวย ผมก็ถูกจับตัวหัดทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบ มันคล้ายกับว่าเป็นธรรมเนียม เพื่อนมันก็ยัดเยียดให้หัด บางทีอาจารย์เองก็อยากให้เราได้หัด แนะวิธีให้ เด็ก ๆ ก็สอนกันเอง พุมเรียงนี่มันเมืองนักมวยโบราณ พอจะมีชื่อเสียงอยู่ มวยวัดก็เป็นมวยชั้นดีอยู่ในกติกา ไม่ทำร้ายกันถึงเลือดตกยางออก พอถึงฤดูแห่พระออกพรรษา ก็มีชกมวย ใครอยากชกมวยก็เข้าไปจับคู่ ให้กรรมการจัดให้ ตกลงแล้วก็ชกกัน ชกกันหลายคู่กว่าจะแห่เรือกลับวัด เขาจะหยุดเลี้ยงเพลกันที่ศาลา ๙ ห้อง ทางจากสวนโมกข์เก่าไปบ้านลำไยนั่นแหละ ตรงนั้นมีหนองยาว พอถึงบ่าย ๒ โมง ก็จะเริ่มชกมวยกัน ก่อนนี้เจ้าเมืองเป็นประธาน ศาลา ๙ ห้องนั้นเจ้าเมืองไชยาเป็นคนสร้าง เราบวชตอนแรกศาลาก็ยังอยู่ การเทศน์ของพระสมัยนั้น ก็มีเทศน์มหาชาติเป็นหลัก แล้วก็เทศน์อานิสงส์ เรื่องสร้างอะไร ได้บุญอย่างไร สร้างโบสถ์ สร้างระฆัง สร้างปราสาท สร้างศาลาอย่างนั้น ๆ ได้บุญเท่านั้นเท่านี้ เทศน์สอนธรรมกันอย่างเดี๋ยวนี้ไม่มี เทศน์อีกทีก็เทศน์มหาชาติเลย ชอบกันมาก เพราะว่าได้เงินด้วย สนุกด้วย เรื่องศีลเรื่องธรรมชาวบ้านเขาก็ถือกันพอใช้ แต่ดีกว่าสมัยนี้ พวกไม่ถือก็มี แต่ส่วนมากถ้าเป็นบ้านเป็นเรือนเป็นหลักฐานถือกัน เพราะมันละอายแก่ใจ แต่ที่ไม่ถือก็มีมากเหมือนกัน โดยเฉพาะไอ้สัตว์ที่เป็นอาหาร อย่างปูปลานี่ อย่างที่บ้านเรา โยมถือเด็ดขาดไม่ฆ่าปูปลาเป็น ๆ มันก็ตกเป็นหน้าที่ของเราต้องเอาปูใส่หม้อต้ม ก็ถือเป็นเรื่องของเด็ก ๆ ไป สรุปแล้วความรู้สึกกลัวบาปมีมากกว่าเดี๋ยวนี้มาก คนที่จะทำบาปหรือลักขโมย หรือกินเหล้ายา ไม่ค่อยมี ถึงมีเขาก็กินกันนิด ๆ ก๋งของผมเป็นช่างต้มเหล้าของนายอากร ที่ผูกการต้มเหล้าสำหรับเมืองไชยา ก๋งทำหน้าที่ควบคุมการต้มเรียกว่าไซหู่ มันมีอีกธรรมเนียมหนึ่งที่มีกันทุกวัดทุกวา เป็นการฝึกเด็กวัดให้เป็นคนเฉลียวฉลาด หรือถ้าพูดอย่างภาษาทางนี้ จะเรียกว่าฝึกให้เป็นคนหัวหมอก็ได้ เล่นกันในหมู่เด็กวัด รวมทั้งเณรด้วย โดยไม่ต้องให้มีใครจัดให้ มันจัดกันเอง เฮ่อ ๆ ๆ (เบา ๆ) มันน่าหัว คือพอมานั่งรวมกลุ่มกัน ไอ้เด็กคนที่เป็นหัวโจกหน่อย มันก็จะตั้งประเด็นขึ้น เช่น เอ้าวันนี้ เรามาพูดเรื่องหุงข้าว ใครจะเล่าก่อน ส่วนมากพวกที่อาสาก่อนมันก็จะเป็นพวกที่ฉลาดน้อยกว่าคนอื่น มันก็ต้องเล่าวิธีที่หุงข้าวว่าทำอย่างไร เด็กทั้งหลายก็คอยฟัง ถ้าคนเริ่มต้นมันเป็นคนโง่ ๆ หน่อย มันอาจจะเริ่มต้นว่า "กูก็เอาข้าวสารใส่หม้อ ตั้งบนไฟ" เด็กนอกนั้นมันก็จะชวนกันค้านว่า "มึงยังไม่ได้เข้าไปในครัวสักที จะทำได้ยังไงล่ะ" อย่างนี้เป็นต้น หรืออาจจะมีสอดว่า "มึงยังไม่ได้ก่อไฟสักที" ถ้ามีช่องให้ซักค้านได้มาก ๆ มันก็ต้องให้คนอื่นเป็นคนเล่า เวลาถูกค้านได้ทีก็จะเฮกันที มันอาจจะละเอียดถึงขั้นว่ายังไม่ได้เปิดประตูแล้วจะเข้าไปในครัวได้อย่างไร หรือยังไม่ได้หยิบขันมันจะตักน้ำได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ในที่สุดมันจะต้องได้เล่าถึงขั้นตอนทุกขั้นตอน จนไม่มีอะไรบกพร่อง เหมือนกับการบรรยายของนักประพันธ์ละเอียดถี่ยิบไปหมด เพราะคนค้านมันมีมาก มันก็ค้านได้มาก มันเป็นการฝึกความละเอียดลออถี่ถ้วน ฝึกการใช้ลอจิก คนฉลาดมันมักจะเป็นคนเล่าคนหลัง ๆ ที่สามารถเล่าได้ละเอียดโดยไม่มีใครค้านได้ เรื่องที่เอามาตั้งเป็นหัวข้อมันมีหลายแบบ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องประเพณี เรื่องชวนหัว เรื่องโกหก ใครเล่าได้ดีก็ถือว่าเก่ง มันไม่เป็นเรื่องหนังสือโดยตรง แต่ว่ามันเป็นเรื่องสร้างความเฉลียวฉลาดแยะทีเดียว ถ้าเป็นเด็กที่มันอยู่กับทุ่งนา เรื่องที่จะเอามาเล่า ก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการไถนา การร่ำควาย หรือจะไปจำเรื่องมาก็ได้ ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่ตัวต้องรับผิดชอบในการที่จะเล่าให้มันค้านไม่ได้ เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ จะเป็นเจ้านิทานกันทั้งนั้น ที่วัดมันมีโอกาส ที่บ้านมันไม่มี ก่อนนอนจะเป็นโอกาสพักหนึ่ง แล้วบางทีอาจารย์ก็ช่วยดำเนินงานให้ด้วยเป็นบางครั้ง แต่ไม่บ่อยนัก เพราะอย่างอาจารย์วัดที่ผมอยู่แกไม่ค่อยมีเวลา มีงานมาก นิทานเรื่องตาเถนกับยายชีมีไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบเรื่อง บางเรื่องก็เป็นเรื่องสกปรก บางเรื่องก็เป็นเรื่องชวนหัว บางเรื่องก็แสดงเชาว์ มันเป็นโรงเรียนที่ทำให้คนฉลาด โดยไม่รู้สึกตัว เรื่องผู้หญิงเกือบจะไม่มีกิเลสที่มาล่อเด็กในทางกามารมณ์ไม่ค่อยมี มีแต่เรื่องดีเรื่องเด่นเรื่องดังทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วนะ เพราะมันไม่มีเด็กนอนวัดกัน มันขาดตอนเสียแล้ว สมัยนั้นมันอาจจะเหมือนพับลิกสกูล เด็กจะต้องไม่บิดพลิ้ว ทำการทำงานตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ วิธีบางอย่างที่บ้านมีไม่ได้แต่ที่วัดมีได้ เช่น นอนสายไม่ได้ ถ้านอนสายถูกเอาน้ำสาด เพื่อนมีสิทธิที่จะเอาน้ำมาสาดลดลงไปให้เปียกหมด ทีนี้อย่างไรเรียกว่านอนสาย มันก็ต้องบัญญัติขึ้นมาว่า เมื่อไก่ลงจากคอนแล้ว ลงมาอยู่กลางดินแล้ว ยังนอนหลับอยู่ อย่างนี้เรียกว่านอนสาย เอาน้ำสาดได้ ทีนี้ถ้าจะเล่นแกล้งกัน ทำอย่างไร ก็ไล่ไก่ให้ลงก่อน ๒-๓ ตัว แล้วก็เอาน้ำสาดเพื่อน มันเป็นเรื่องฝึกฝนกันหลายด้าน ทั้งความเฉลียวฉลาด การงาน ความสนุกสนาน สมัยก่อนมีโรงเรียน ถ้าพ่อแม่เขาไม่ได้หวังเอาตัวไปใช้งานก็อยู่วัดจนได้บวชเณร บวชพระ แล้วก็อยู่กัน ๓-๔ พรรษา จึงสึกออกมาครองเรือน แล้วมันยังมีเรื่องพิเศษที่ทำให้พ่อแม่พอใจที่จะให้ลูกอยู่วัด เพราะมันทำนั่นทำนี่เป็นขึ้นมาหลายอย่าง เช่นทำจักสาน เป็นต้น การข่มเหงรังแกมันก็มีน้อยมากเพราะกลัวอาจารย์ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 10 พ.ค. 2549 (01:47) ใครอยากอ่านเรื่องของท่านพระพุทธทาสแบบ เต็มอิ่ม เข้าไปอ่านได้ที่ค่ะ http://www.buddhadasa.org/html/index.html ขออนุญาตฝากลิงค์เรื่องท่านพุทธทาสครับ พุทธทาสภิกขุ โดยวิกิพีเดียครับ ถ้าติดตามข่าวสารแล้ว จะพบว่ามีบทความเกี่ยวกับท่านพุทธทาสเพื่อฉลองร้อยปีชาตกาลมากมาย ทั้งทางอินเตอร์เน็ตและสื่อสิ่งพิมพ์ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 15 พ.ค. 2549 (09:35) เยี่ยมมากครับ www.nat_dj.com (IP:203.172.220.161,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 21 พ.ค. 2549 (11:24) ท่านพุทธทาสภิกขุรักแม่มากท่านเคยกล่าวไว้ว่า"ไม่มีแม่ไม่มีสวนโมกข์" ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 25 พ.ค. 2549 (21:28) ท่านพุทธทาสภิกขุเขียนหนังสือธรรมได้น่าอ่านมาก เข้าใจง่ายด้วยครับ สมควรแล้วที่มีผู้กล่าวว่าท่านเป็นอริยสงฆ์รูปหนึ่งของประเทศไทย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 27 พ.ค. 2549 (14:59) ขอบคุณมากค่ะ nina (IP:124.120.136.250,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 29 พ.ค. 2549 (15:18) ท่านพระพุทธทาสภิกขุเขียนบทกลอนได้เยี่ยมมากค่ะ เช่นการปฏิบัติหน้าที่ คือการปฏิบัติธรรม หนูได้อ่านแล้วรู้สึกว่าสบายใจค่ะ sattatam_mena@hotmail.com (IP:203.172.214.170,192.168.10.24,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 31 พ.ค. 2549 (10:03) อยากไปบวชที่วัดสวนโมกข์ซัก 10 วัน kitimain@yahoo.com kitty (IP:58.10.167.149,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 13 มิ.ย. 2549 (09:51) ปรัชญาของพระพุทธทาสมีไรบ้างให้ทราบบอกทีค่ะคอบคุณค่ะ angle_g_26@hotmail.com (IP:124.120.133.9,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 13 มิ.ย. 2549 (18:25) ขออนุญาตฝากไว้นะครับ " คัดมาจากนิตยสารสารคดี ฉบับ พ.ค. 2549 ครับ จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา. เขาเป็นเพื่อนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารด้วยกันกะเรา. เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสเหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง. เขาก็มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา. เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราวเหมือนเรา. เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเราไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา. เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่. เขาก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ. เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี-เด่น-ดัง. เขาก็มักจะกอบโกย และ เอาเปรียบ เมื่อมีโอกาสเหมือนเรา. เขามีสิทธิ ที่จะบ้าดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา. เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่าง ๆ เหมือนเรา. เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา. เขาเป็น เพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา. เขาก็ทำอะไรด้วยความคิดชั่วแล่น และผลุนผลัน เหมือนเรา. เขามีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา. เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา. เขามีสิทธิ ที่จะเลือก(แม้ศาสนา)ตามพอใจของเขา. เขามีสิทธิ ที่จะใช้สมบัติสาธารณะ เท่ากันกับเรา. เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา. เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ จากเรา. เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัย จากเรา ตามควรแก่กรณี. เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา. เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น. เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากันกับเรา,สำหรับอยู่ในโลก ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น. พุทธทาส อินทปญฺโญ โมกขพลาราม,ไชยา ๒๒ พฤษภาคม ๓๑ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 25 มิ.ย. 2549 (14:33) คมวาทะด้านการศึกษามีอะไรบ้าง อัง (IP:124.120.116.92,,) ที่โต๊ะทำงานมีรูปพุทธทาสภิกขุติดไว้ดูตลอด หลักในการทำงานหลายอย่างก็ยึดเอามาจากหลักธรรมและปรัชญา ที่ท่านได้เขียนไว้ ทำให้มีกำลังใจในการทำงาน.... ไม่มีตัวกูของกู ไม่มีถูกไม่มีผิด มีศิล สมาธิ และปัญญา ทุกคนมีระหัสกรรมเป็นสิงติดตัวมา demax@yahoo (IP:125.26.107.12) การจะระบุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในร่างรัฐธรรมนูญนั้น..... ผมขอยกเอาสิ่งที่ท่านอ. พุทธทาสได้เคยพูดไว้ในหนังสือเรื่อง อิทัปปัจจยตา ในหัวข้อสิ่งต่อรองระหว่างศาสนามาใช้เป็นหลักการในการวิเคราะห์เรื่องนี้ " ท่านอ.พุทธทาสบอกว่า แม้ในวงศาสนาเดียวกันก็มีการทะเลาะวิวาทกัน ข้อนี้ระบุลงไปได้เลยว่าแม้ในพวกพุทธบริษัทนี่แหละ ต่างคน ต่างเรียน ต่างคนต่างรู้ แล้วก็รู้มากจนไม่รู้ว่าจะรู้อะไร แทนที่จะใช้ธรรมะนั้นเป็นพ่วงแพสำหรับข้ามฟากข้ามทะเล ก็ดึงเอาไม้ไผ่แต่ละลำๆนั้นมาฟาดกัน มาตีกัน มาวิวาทกัน จนถึงกับเกลียดชังกัน แบ่งแยกเป็นพวกเป็นนิกาย แม้แต่ละคนๆ ในนิกายเดียวกัน ก็ยังทะเลาะกัน นี้เพราะความไม่เข้าถึงใจความอันแท้จริงของศาสนานั้นๆ จึงเกิดมีตัวเรา ตัวเขา มีทิฏฐิของเรา มีทิฏฐิของเขา แล้วก็ทะเลาะวิวาทกันด้วยสิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้นเอง นี้คือข้อเท็จจิงที่มีอยู่เฉพาะหน้าหรือปัญหาที่มีอยู่เฉพาะหน้า ทำอย่างไรจึงจะขจัดปัญหาเหล่านี้ออกไปเสียได้? อาตมามีความเห็นว่า มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือ การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน การจะทำความเข้าใจซึ่งกันและกันนั้น ถ้าโดยตรงไม่ได้ ก็จะต้องมีการต่อรองซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างอย่าถือรั้น ช่วยกันฟังความคิดความเห็นของผู้อื่นบ้าง เพื่อจะได้เข้าใจหมดทุกแง่ทุกมุม แล้วก็จะได้เข้าใจถูกต้อง เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้วมันจะตรงกัน เพราะความถูกต้องย่อมมีแต่อย่างเดียว จะมีหลายอย่างหรือหลายฝ่ายไม่ได้ นี่แหละคือข้อที่ว่า เราจะต้องมีการประนีประนอมกันในระหว่างผู้ที่มีความคิดเห็นขัดกัน ในวงศาสนาเดียวกันก็ตาม หรือในต่างศาสนาก็ตาม ที่นี้อะไรเล่าจะเป็นสิ่งต่อรอง หรือเป็นเครื่องมือในการต่อรอง? อาตมาเห็นว่าไม่มีอะไรดีที่สุดไปกว่า หลักธรรมะเรื่อง อิทัปปัจจยตา ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อิทัปปัจจยตา คือหัวใจของสิ่งทุกสิ่งของคนทุกคน ของศาสนาทุกศาสนา ดังนั้นถ้าต่างคนแต่ละคน เข้าถึงหัวใจของเรื่อง มันก็จะเป็นหัวใจเดียวกัน " ท่านอ. พุทธทาส ภิกขุ (ส่วนตัว) เมื่อเป็นหัวใจเดียวกันแล้วปํญหาก็ยุติ การจะทำอะไรซักอย่างผมว่ามันมีทั้งข้อดี..ข้อเสียอยู่แต่น่าจะเล็งเอาประโยชน์ส่วนรว มของบ้านเมืองเป็นหลัก.....ถ้าจะลองมองกันในแง่ของคำสอน พุทธศาสนาสอนให้เข้าใจเรื่องอิทัปปัจจยตา...ถ้าเราเข้าใจตรงนี้และปฏิบัติตาม มันก็จะแก้ไขปัญหานี้ได้...ถ้าจะมองกันในแง่ของการสืบต่ออายุพุทธศาสนา ถ้าคนเข้าใจหลักอิทัปปัจจยตาแล้วมันก็จะสอนต่อไปยังลูก-หลานเองเป็นรุ่นๆไป.. ...แต่แล้วก็อย่าลืมว่าทุกๆสิ่งมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา....ครั้งหนึ่งสมัยพุทธกาล มีพระสาวกของพระพุทธเจ้า...พระวินัยธร กับพระธรรมกธึกเถียงกันเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงเสด็จออก ไปอยู่ในป่า(ปรางค์ป่าเลไลย์) คงอยู่ไม่ได้เพราะไม่สงบ จนชาวบ้านก็เอือมระอา พากันไม่ใส่บาตร....บ้านเมืองเราที่ผ่านมา2-3ปีนี้ มีปัญหาความแตกแยก แตกความสามัคคีกัน ไม่ได้มองกันแค่ว่ามันเป็นเพียงความคิดเห็นที่แตกต่างซึ่งมันเกิดได้ในทุกๆคนไม่ว่าป ระเทศนี้ หรือประเทศไหนในโลกนี้ แม้ในคนๆเดียวกันบางทีก็คิดไม่เหมือนกันแล้วแต่ช่วงเวลานั้นๆ ตัวอย่างบรรพบุรุษก็มีให้เห็น ทำไมกรุงศรีอยุธยาจึงแตก?......... ทำไมชาวบ้านบางระจันธรรมดา ๆที่ปากนำพระประสกจึงต้านทัพหลวงของพม่าได้7วัน7คืน? ในหลวงของเราพระองค์ท่านก็ทรงยำเสมอๆ เรื่องความรู้รักสามัคคีของชนในชาติ อยากให้ช่วยกันลองคิดดู...... kendoe (IP:210.86.213.38) |