สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)


กระทู้นี้ตามคำขอของคุณ paganini ซึ่งผลุบๆโผล่ๆ ให้เห็นบ้างไม่ให้เห็นบ้างในระยะนี้ เลยไม่รู้ว่าคุณ paganini จะเห็นกระทู้นี้หรือยัง ถ้าเห็นแล้วช่วยเข้ามาถามถึงตอนที่อยากรู้ด้วยนะคะ

ประวัติของสมเด็จเจ้าพระยาฯ นำมาจากเว็บนี้
http://www.watbuppa.com/somdej/somdej.doc
เป็นการปูพื้นให้เข้าใจชีวิตและบทบาทของท่าน สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้ยเคยกับประวัติของท่านนัก
***************************
เอกสารประกอบนิทรรศการ “บ้านสมเด็จเจ้าพระยา”
ของภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
วันที่ ๑๓-๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒
............................

ความเป็นมาของตระกูล “บุนนาค”

ตระกูล “บุนนาค” เป็นตระกูลเก่าแก่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ต้นตระกูลเป็นพ่อค้าชาวอาหรับชื่อ เฉกอะหมัด เข้ามาในประเทศสยาม เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ในปลายรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เฉกอะหมัดได้รับราชการในกรมพระคลัง โดยปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานของกรมท่า เฉกอะหมัดได้ทำความดีความชอบในหน้าที่ราชการเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าแผ่นดิน จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี ที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ

ปรากฎว่าผู้สืบตระกูลของเฉกอะหมัดได้รับราชการในกรมพระคลังสืบต่อกันเรื่อยมา วงศ์เฉกอะหมัดบางท่านได้เป็นถึงสมุนายก และในรัชกาลพระเจ้าบรมโกศ เจ้าพระยาเพ็ชรพิไชยแห่งตระกูลบุนนาคได้เปลี่ยนจากการนับถือศาสนาอิสลามมาเป็นศาสนาพุทธ

วงศ์เฉกอะหมัดได้สืบตระกูลต่อกันเรื่อยมาถึงชั้นที่ ๖ มีบุคคลสำคัญคือนายบุนนาค ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดตระกูลบุนนาคในสมัยรัตนโกสินทร์
ในรัชกาลที่ ๑ นายบุนนาคได้เป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาที่สมุทพระกลาโหม บุตรของเจ้าพระยาอรรคมหาเสนากับเจ้าคุณพระราชพันธุ์ (นวล) (น้องสาวของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระมเหสีในรัชกาลที่ ๑) เป็นผู้สืบตระกูลบุนนาคโดยตรง

คนสำคัญคือ นายดิศ และนายทัต บุนนาค ท่านทั้งสองเข้ารับราชการมาตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ ๑ เป็นผู้ที่มีบทบาทในการปกครองประเทศสยามมาก
ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๔ ท่านทั้งสองได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุด เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ผู้สำเร็จราชการทั่วพระราชอาณาจักร และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ผู้สำเร็จราชการพระนครตามลำดับ

ผู้สืบตระกูลโดยตรงต่อจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์คือ นายช่วง บุนนาค ซึ่งรับราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ท่านผู้นี้ได้รับพระราชท่านบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ใน พ.ศ. ๒๔๑๖

เทาชมพู [IP: hidden] วันที่ 20 มี.ค. 2549 - 10:01:47
(คุณ เทาชมพู ช่วยร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ผ่านวิชาการ.คอมแล้ว รวมทั้งสิ้น 4084 ครั้ง)


ความคิดเห็นที่ 1

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:26
  1. ประวัติของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์



    สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีวงศ์มีนามเดิมว่า ช่วง บุนนาค เป็นบุตรชายคนใหญ่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงจันทร์ เกิดเมื่อปีมะโรง วันศุกร์ เดือนยี่ ขึ้น ๗ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๕๑ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๙ คน



    แต่ในสุดเหลือท่านกับน้องอีก ๔ คน คือ เจ้าคุณหญิงแข เจ้าคุณหญิงปุก เจ้าคุณหญิงหรุ่น และพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม) เท่านั้นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่มาด้วยกัน



    ตอนเยาว์วัยเด็กชายช่วง บุนนาค ได้รับการศึกษาจากวัดพอประมาณ ไม่ได้เล่าเรียนอักขรสมัยอย่างลึกซึ้ง แต่ได้อ่านและเรียนตำราต่างๆ จากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่เสนาบดีกลาโหมและเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศหรือกรมท่า ทำให้ได้ทราบเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น มีความเฉลียวฉลาด ปฏิภาณไหวพริบทวีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะในกระบวนการเมืองและการติดต่อกับต่างประเทศ

    และภายหลังที่รับราชการในกรมมหาดเล็ก ก็ศึกษาภาษาอังกฤษและวิชาช่างจากมิชชันนารี จนสามารถต่อเรือรบ (เรือกำปั่น) ใช้ในราชการได้



    นายช่วง บุนนาค ได้ถูกบิดานำเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่ออายุราว ๑๖ ปี ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นนายไชยขรรค์ มหาดเล็กหุ้มแพร นายไชยขรรค์เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓

    ต่อมาได้โปรดเลื่อนนายไชยขรรค์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรมหาดเล็ก ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า หลวงนายสิทธิ์



    หลวงสิทธิ์นายเวรรับราชการมีความดีความชอบมาก จึงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นโดยลำดับ คือ ใน พ.ศ. ๒๓๘๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ เลื่อนหลวงสิทธิ์นายเวรขึ้นเป็นจมื่นไวยวรนาถหัวหมื่นหมาดเล็ก และในตอนปลายแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาศรีสุริยวงศ์ จางวางมหาดเล็กใน พ.ศ. ๒๓๙๓



    ต่อมาในแผ่นดินรัชกาลที่ ๔ พระยาศรีสุริยวงศ์ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่าที่สมุหพระกลาโหม กับโปรดให้สร้างตราศรพระขรรค์พระราชทานสำหรับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ขณะที่มีอายุได้ ๔๓ ปี นับเป็นข้าราชการที่มีอายุน้อยที่สุดในตำแหน่งสมุหพระกลาโหม



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 20 มี.ค. 2549 - 10:08:12



ความคิดเห็นที่ 2

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:28
  1. ปรากฏว่า ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง นุนนาค) เป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากในการปกครองประเทศสยาม โดยเฉพาะหลังจากที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงแก่พิราลัยและสวรรคตตามลำดับ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ยิ่งมีความสำคัญมากจนสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า

    “ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ เป็นเสมือนแม่ทัพแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็เป็นเหมือนเสนาธิการช่วยกันทำงานมาตลอดรัชกาลที่ ๔”



    ดังนั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงเป็นบุคคลผู้มีความสำคัญในการปกครองประเทศสยามเป็นอันดับที่ ๒ รองจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



    ต่อมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา

    พระบาทวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ ราชาคณะ และที่ประชุมเสนาบดีจึงเห็นสมควรแต่งตั้งให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ ๕ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๑๖ มีอำนาจอาญาสิทธิ์ที่จะปกครองประเทศ และประหารชีวิตผู้กระทำความผิดขั้นอุกฤษฏ์ได้



    ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน รัชกาลที่ ๕ โปรดให้เลื่อนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ถือศักดินา ๓๐,๐๐๐



    เมื่อพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรียวงศ์มักออกไปพำนักอยู่ที่จังหวัดราชบุรี สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๕ เวลา ๕ ทุ่มเศษ บนเรือที่ปากคลองกระทุ่มแบน สิริรวมอายุได้ ๗๔ ปี ๒๗ วัน รัชกาลที่ ๕ โปรดให้ทำพิธีพระราชทานเพลิงศพของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์อย่างสมเกียรติ ณ วัดบุปผาราม ธนบุรี เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๗



    เมื่อศึกษาถึงประวัติของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จะเห็นได้ว่าท่านเป็นอัจฉริยบุรุษผู้มีชื่อเสียงเด่นที่สุดในบรรดาสมาชิกทั้งหลายของตระกูลบุนนาค ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงของท่านจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวไทยว่า ท่านเป็นผู้มีอำนาจและอิทธิพลในการปกครองประเทศสยามในแผ่นดินรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ เท่านั้น แต่ท่านยังเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาชาวต่างประเทศตั้งแต่สมัยเมื่อท่านมีชีวิตอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 20 มี.ค. 2549 - 10:10:11



ความคิดเห็นที่ 3

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:32
  1. ตลอดอายุของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ท่านได้สร้างผลงานในด้านต่าง ๆ ไว้มากมาย ดังต่อไปนี้ คือ



    บทบาททางด้านการเมืองการปกครอง



    ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเห็นการณ์ไกลว่า ต่อไปภายหน้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จะเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในหมู่เสนาบดี ดังจะเห็นได้จากพระบรมราชโองการตอนหนึ่งที่มีต่อพระยาศรีสุริยวงศ์ก่อนที่พระองค์จะสวรรคตว่า

    “...ที่สติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ก็เห็นแต่ท่านฟ้าใหญ่ ท่านฟ้าน้อย ๒ พระองค์ ... การต่อไปภายหน้า เห็นแต่เอง (คือ พระยาศรีสุริยวงศ์) ที่จะรับราชการเป็นอธิบดีผู้ใหญ่ต่อไป การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้”



    เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรใกล้จะสวรรคต พระยาศรีสุริยวงศ์ได้มีส่วนเสนอความเห็นต่อเจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม (ดิศ) ผู้เป็นบิดาว่า ควรจะสนับสนุนให้เจ้าฟ้ามงกุฎได้ขึ้นครองราชย์และมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ต่อไป เพราะเป็นพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระบรมราชินี บ้านเมืองจึงจะเป็นปกติต่อไป ซึ่งเจ้าพระยาพระคลังก็เห็นด้วย จึงกล่าวได้ว่า พระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการอัญเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎมาทรงเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 20 มี.ค. 2549 - 10:11:24



ความคิดเห็นที่ 4

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:36
  1. ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ภายหลังที่ไทยทำสนธิสัญญากับนานาประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมอบอำนาจให้แก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ทั้งทางด้านการเมือง การทหาร และการปกครองประเทศ เมื่อรัชกาลที่ ๔ ทรงต้องการปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัยตามแบบอย่างชาวยุโรป ก็ได้ส่งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร และพระองค์เจ้าชายสุประดิษฐ์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกไปดูการต่างประเทศ ณ สิงคโปร์ใน พ.ศ. ๒๔๐๔ เพื่อดูแบบอย่างการบริหารและการปกครองของอังกฤษนำมาปรับปรุงบ้านเมือง

    จึงนัยได้ว่า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้มีอำนาจอย่างกว้างขวางตลอดสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อรัชกาลที่ ๔ จะเสด็จสวรรคต ก็ทรงฝากฝังและให้ท่านเป็นผู้พิจารณาว่า ควรจะมอบสมบัติให้แก่ผู้ใด และเมื่อเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้สนับสนุนให้เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ซึ่งยังทรงพระเยาว์ได้เป็นกษัตริย์ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน จนกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ จะทรงมีพระชนมายุบรรลุนิติภาวะ นอกจากนี้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ยังเป็นแรงสำคัญในการสนับสนุนให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่นี้ ถ้าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะคิดทรยศต่อราชบัลลังก์ โดยยกตนเองเป็นกษัตริย์ก็ย่อมจะทำได้ แต่ท่านหาได้มีความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงเกินศักดิ์ไม่ หากแต่มีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นอย่างยิ่ง คติประจำใจที่ท่านยึดถือไว้คือคำโบราณที่ว่า

    “คำพระ คำพระมหากษัตริย์ คำบิดามารดา ใครลบล้างก็เป็นอกตัญญู”

    เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์อยู่ในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๑๖ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวชและทรงทำพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๔๑๖ แล้ว
    ก็โปรดเลื่อนบรรดาศักดิ์เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ มีสร้อยสมญาภิไธยตามจารึกในสุพรรณบัตรว่า

    “สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ สมันตพงศ์พิสุทธิ มหาบุรุษยรัตโนดม บรมราชุตมรรคมหาเสนาบดี มหาสุริยมัณฑลีมุรธาธร จักรรัตนสหจรสุรศรขรรค์ วรลัญจธานินทร์ ปริมินทรมหาราชวรานุกูล สรรพกิจจานุกิจมูลประสาท ปรมามาตยกูลประยูรวงศ์วิวัฒน์ สกลรัชวรณาจักโรประสดัมภ์ วรยุติธรรมอาชวาธยาศัยศรีรัตนตรัยคุณาภรณ์ภูษิต อเนกบุยฤทธิประธิสรรค์ มหันตวรเดชานุภาพบพิตร”

    หลังจากนั้นก็พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แต่คนทั่วไปยังคงเรียกท่านว่า “ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน” เป็นหัวหน้าเสนาบดี มีหน้าที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ช่วยทำนุบำรุงบ้านเมือง

    อย่างไรก็ดีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ยังคงมีอำนาจและอิทธิพลยิ่งใหญ่ในประเทศสยาม ท่านได้ถือตรามหาสุริยมณฑล ได้บังคับบัญชาข้าราชการแผ่นดินทั่วพระราชอาณาจักรอย่างเป็นที่ปรึกษาที่สำคัญยิ่งในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังมีอำนาจสิทธิ์ขาดที่จะสั่งประหารชีวิตนักโทษขั้นอุกฤษฏ์ได้

    ภาพนี้คือตราสุริยมณฑล



ความคิดเห็นที่ 5

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:37
  1. สวัสดีครับ อ. เทาชมพู มานั่งที่ชานเรือนครับ

    ผมเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ ท่านนี้อยู่เหมือนกัน ทั้งในทางดีและไม่ดี

    อีกเรื่องหนึ่งที่เคยได้ยิน คือเรื่องที่นายทิม (คุณหลวงชื่ออะไร จำไม่ได้)ผู้แต่งนิราศหนองคาย ถูกลงโทษเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง ที่พาดพิงสมเด็จเจ้าพระยาฯ ครับ

    เรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องลึกอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ จึงขอถามสมาชิกทุกท่านในกระทู้นี้ครับ



    โดย: ศรีปิงเวียง [IP: 210.86.142.82,,]

    วันที่ 20 มี.ค. 2549 - 16:59:43



ความคิดเห็นที่ 6

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:38
  1. จองที่นั่งไว้ก่อนครับ



    โดย: CrazyHOrse [IP: 61.91.223.43,,]

    วันที่ 20 มี.ค. 2549 - 17:54:45



ความคิดเห็นที่ 7

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:38
  1. มาเกาะระเบียงอ่านด้วยคนครับอาจารย์



    โดย: ติบอ [IP: hidden]

    วันที่ 20 มี.ค. 2549 - 18:13:11



ความคิดเห็นที่ 8

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:39
  1. เรื่องนิราศหนองคาย อ่านมานานมากแล้ว รู้เพียงว่าผู้แต่งคือหลวงพิพัฒน์ภักดี(ทิม สุขยางค์) ผู้ติดตามของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง( เพ็ง เพ็ญกุล)ไปในทัพของเมืองหลวงที่ยกไปปราบฮ่อที่หนองคาย สมัยรัชกาลที่ ๕

    นายทิมได้บรรยายความลำบากยากเย็นของการเดินทัพ เนื้อความบางอย่างก็ไม่เหมาะสมจะเผยแพร่นัก เพราะไปบาดความรู้สึกของผู้หลักผู้ใหญ่เข้า

    ทำให้บุคคลสำคัญระดับเจ้าพระยา ๒ ท่านบาดหมางกัน ท่านหนึ่งคือเจ้าพระยามหินทรฯ นายของนายทิมเอง อีกท่านหนึ่ง ขออภัยจำไม่ได้แม่นว่าเป็นเจ้าพระยาภูธราภัย(นุช บุณยรัตพันธุ์)ใช่หรือไม่

    ผลสุดท้ายนิราศเรื่องนี้ก็เลยถูกเซนเซอร์ไปตามระเบียบ



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 22 มี.ค. 2549 - 10:59:53



ความคิดเห็นที่ 9

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:41
  1. บทบาททางด้านการต่างประเทศ



    สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ตั้งแต่ครั้งยังเป็นหลวงสิทธินายเวร มีความคุ้นเคยกับชาวต่างประเทศมาก โดยเฉพาะมิชชันนารีอเมริกันที่เข้ามาอยู่ในไทย การที่ได้คบหาสมาคมกับมิชชันนารีนี้ ทำให้ท่านได้มีโอกาสศึกษาภาษาอังกฤษ และรู้ขนบธรรมเนียมของชาวตะวันตก หมอบรัดเลย์แห่งคณะอเมริกันคอมมิชชันเนอร์ ฟอร์ฟอเรน มิชชัน ได้กล่าวถึงหลวงสิทธินายเวรไว้ในบันทึกรายวันมีข้อความตอนหนึ่งว่า

    “...ท่าทางคมขำ พูดจาไพเราะมีอัธยาศัยดี...”



    พวกมิชชันนารีได้ไปหาหลวงนายสิทธิยังบ้านของท่าน บ้านของหลวงนายสิทธินี้ หมอบรัดเลย์กล่าวว่าใหญ่โตงดงามมาก ที่หน้าบ้านเขียนป้ายติดไว้ว่า

    “นี่บ้านหลวงนายสิทธิ ขอเชิญท่านสหายทั้งหลาย”

    ที่บ้านหลวงนายสิทธินี้ พวกมิชชันนารีได้รู้จักคนดี ๆ อีกหลายคน ข้อนี้พวกมิชชันนารีรู้สึกชอบพอแลรักใคร่ท่านมาก...”



    สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เคยเกี่ยวข้องกับงานด้านการต่างประเทศมาตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

    ในคราวสงครามอันนัมสยามยุทธ์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เมื่อครั้งเป็นจมื่นไวยวรนาถ หัวหมื่นมหาดเล็ก รับหน้าที่เป็นแม่ทัพหน้าคุมกำลังไปรบกับญวนที่เมืองบันทายมาศ (ฮา เตียน) โดยมีเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในสมัยรัชกาลที่ ๔) ทรงเป็นแม่ทัพคุมกองทัพเรือไปรบ



    ในด้านการติดต่อกับต่างประเทศนี้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้รับความไว้วางใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก ดังปรากฏในพระราชดำรัสของรัชกาลที่ ๓ ตอนหนึ่งว่า

    “...จมื่นไวยวรนาถเล่าก็เป็นคนสันทัดหนักในอย่างธรรมเนียมฝรั่ง...”



    ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อประธานาธิบดีซาคารี เทย์เลอร์ แห่งสหรัฐอเมริกาส่งนายโจเซฟ บาเลสเตียร์ เข้ามาขอแก้ไขสนธิสัญญากับไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒

    จมื่นไวยวรนาถ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ที่เมืองสมุทรปราการได้มีส่วนได้มีส่วนในการต้อนรับทูตอเมริกันคณะนี้

    และเป็นผู้ติดต่อระหว่างบาเลสเตียร์กับเสนาบดีผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ถึงเรื่องการทำการเจรจากัน ตลอดจนการจะเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    และเมื่อลอร์ดปาล์มเมอร์สตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษได้แต่งตั้งให้เซอร์เจมส์บรุ๊ค เป็นผู้แทนเข้ามาขอแก้ไขสนธิสัญญาเบอร์นีกับไทยใน พ.ศ. ๒๓๙๓ จมื่นไวยวรนาถภักดีศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้หนึ่งที่รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการตรวจร่างสัญญา และเป็นผู้รับร่างหนังสือของฝ่ายไทยไปเขียนลงกระดาษให้เรียบร้อยส่งตอบหนังสือของเซอร์เจมส์ บรุ๊ค



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 22 มี.ค. 2549 - 17:52:07



ความคิดเห็นที่ 10

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:43
  1. ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๙๘ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษทรงแต่งตั้งเซอร์จอห์นบาวริง ผู้สำเร็จราชการประจำฮ่องกง เป็นราชทูตมาขอแก้ไขสนธิสัญญาเบอร์นี เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้รับมอบหมายจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นผู้หนึ่งในคณะข้าหลวงดำเนินการเจรจากับอังกฤษ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มีบทบาทเป็นผู้ประสานการเจรจาระหว่างทูตอังกฤษกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ จนทำให้มีการลงนามในสนธิสัญญาบาวริงได้เป็นผลสำเร็จ



    ระหว่างการเจรจา เซอร์จอห์น บาวริง ได้บันทึกสรรเสริญเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่า เป็นผู้มีสติปัญญาและความสามารถยอดเยี่ยม

    มีความคิดก้าวหน้าและใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เมื่อเทียบกับบรรดาข้าราชการในสมัยนั้น ดังปรากฏข้อความในหมายเหตุประจำวันลงวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๘ ว่า



    “...ท่านผู้นี้ ถ้าไม่เป็นเจ้ามารยาอย่างยอด ก็เป็นคนรักบ้านเมืองจริง แต่จะเป็นเจ้ามารยาหรือเป็นคนรักบ้านเมืองก็ตาม ต้องว่าเป็นผู้มีความฉลาด ล่วงรู้กาลล้ำคนทั้งหลายที่เราได้พบในที่นี้ เป็นผู้มีกิริยาอัชฌาศัยอย่างผู้ดี และรู้จักพูดพอเหมาะแก่กาลเทศะ...”



    และอีกข้อความหนึ่งในหมายเหตุประจำวัน ลงวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๘ ว่า



    “...นิสัยของอัครมหาเสนาบดีนั้นน่าสรรเสริญมาก...ท่านได้กล่าวแก่เราหลายครั้งว่า ถ้าเรามีความมุ่งหมายจะช่วยประชาชนให้พ้นความกดขี่และช่วยบ้านเมืองให้พ้นภาษีผูกขาด ซึ่งจะเอาประโยชน์ของบ้านเมืองไปเป็นส่วนบุคคลนั้น ก็จะช่วยเราเหนื่อยด้วย และถ้าทำการสำเร็จ ชื่อเสียงของเราก็จะเป็นที่ยกย่องต่อไปชั่วกาลนาน และบางคราวพูดอย่างโกรธเกรี้ยว

    ถ้าท่านผู้นี้มีใจจริงดังปากว่า ก็ต้องนับว่าเป็นคนรักบ้านเมือง และฉลาดเลิศที่สุดคนหนึ่งในเหล่าประเทศตะวันออก...”



    ภายหลังที่ไทยทำสนธิสัญญากับนานาประเทศแล้ว เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สนับสนุนให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษและฝรั่งเศสตามลำดับ อันเป็นการเริ่มศักราชทางการทูตระหว่างไทยกับมหาอำนาจตะวันตกเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นการเพิ่มพูนสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับบรรดาชาติยุโรปและเอเชียให้กว้างขวางยิ่งขึ้นมาจนทุกวันนี้



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 22 มี.ค. 2549 - 17:56:41



ความคิดเห็นที่ 11

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:43
  1. มาแล้วครับ แหม อาจารย์ นึกถึงผมยังงี้ผมรักอาจารย์มั่กๆเลยครับ ขอบคุณมากๆเลยครับ



    ครับช่วงนี้ผมผลุบๆโผล่ๆ เดี๋ยวต้องไปทำงาน ต่างประเทศ 2 เดือนอีก จะยิ่งผลุบโผล่เข้าไปใหญ่ แต่ยังไงก็ไม่ลืมที่นี่หรอกครับ เข้ามาอ่านเท่าที่โอกาสครับ



    โดย: paganini [IP: hidden]

    วันที่ 22 มี.ค. 2549 - 18:48:36



ความคิดเห็นที่ 12

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:45
  1. ขอฟ้องทีมวิชาการให้ช่วยเป็นพยานด้วยค่ะ

    ว่าคุณ paganini แกชอบสารภาพรักกับดิฉันมาหลายกระทู้แล้ว

    แต่จนบัดนี้ ยังไม่เคยโผล่ตัวจริงมาให้เห็น

    ดิฉันและชาวเรือนไทยที่คอยดูตัว ก็เลยเก้อกันจนบัดนี้

    ********************

    งานทางด้านวิทยาการสมัยใหม่



    สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ให้ความสนใจในวิทยาการสมัยใหม่ที่พวกมิชชันนารีนำเข้ามาเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับด้านสถาปัตย์กรรม วิชาการช่าง และเทคนิคต่าง ๆ ตามแบบอย่างตะวันตก ที่สำคัญได้แก่

    ๑. การต่อเรือกำปั่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เมื่อครั้งเป็นหลวงสิทธิ์นายเวรในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นผู้มีความสามารถในการต่อเรือโดยศึกษาจากมิชชันนารี ในขณะที่ติดตามบิดาไปอยู่ที่เมืองจันทบุรี ใน พ.ศ. ๒๓๗๘ หลวงสิทธิ์นายเวรได้ต่อเรือรบไทย (เรือกำปั่นรบ) ซึ่งเป็นเรือใหญ่ลำแรกในประเทศสยามที่ทำตามแบบฝรั่ง เป็นเรือบริกชนิดใช้ใบเหลี่ยมทั้งเสาหน้าและเสาท้ายสองเสาครึ่ง ตั้งชื่อเรือลำนี้ว่า เรือ “เอเรียล” (Ariel) หรือมีชื่อทางไทยว่าเรื่อ “แกล้วกลางสมุทร” หลวงสิทธิ์นายเวรได้นำเรือลำนี้ถวายรัชกาลที่ ๓ เป็นที่โปรดปรานและพอพระราชหฤทัยมาก

    นอกจากนี้ยังได้ต่อเรือ “ระบิลบัวแก้ว” และยังได้ต่อเรืออื่น ๆ ที่จันทบุรีที่มีน้ำหนักขนาด ๓๐๐-๔๐๐ ตัน มีจำนวนมากกว่า ๕๐ ลำ



    ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้อำนวยการต่อเรือปืนที่เรียกว่าเรือ “กันโบต” ขึ้น ๔ ลำได้แก่ เรือปราบหมู่ปรปักษ์ เรือหาญหักศัตรู เรือต่อสู้ไฟรีรณ และเรือประจัญปัจจนึก และต่อเรือกลไฟซึ่งได้แก่ เรืออรรคราชวรเดช และเรือเขจรชลคดี ขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เรือที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ต่อขึ้นได้แก่เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ และเรือสุริยมณฑล

    ***************

    ขอเล่าเกร็ดแทรกตรงนี้หน่อยค่ะ

    ชื่อเรือ แอเรียล นั้น มาจากชื่อตัวละครในเรื่อง The Tempest ของเชกสเปียร์ ไม่รู้ว่ามิชชันนารีตั้งให้หรือว่าท่านตั้งเอง แต่เป็นชื่อที่เหมาะมาก แอเรียลเป็นชื่อภูตพรายตัวหนึ่งที่พรอสเพอโร ผู้ทรงคาถาอาคม ใช้มนตร์เอาตัวมาเป็นบริวารใช้สอยได้ถูกใจแอเรียล แปลตามศัพท์ว่า spirit of the air เป็นภูตพรายที่ว่องไวดังลมกรดสมชื่อ เฉลียวฉลาดใช้สอยได้ตามใจนึก เอามาเป็นชื่อเรือ ก็ให้ภาพว่าคงกางใบแล่นฉิวปลิวลม บังคับให้โต้คลื่นไปทางไหนก็ไปได้ดังใจนึก



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 23 มี.ค. 2549 - 08:44:55



ความคิดเห็นที่ 13

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:47
  1. ๒. การสร้างประภาคาร สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์มีความสนใจในการเรือมาตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่ม เมื่อเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ก็ยังคงสนใจในการเรือและมีกำลังอุดหนุนงานด้านนี้มากยิ่งขึ้น ท่านได้เล็งเห็นสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ในการเดินเรืออย่างหนึ่ง คือ ประภาคารหรือกระโจมไฟ เวลานั้นในประเทศสยามยังไม่มีประภาคาร สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จึงบริจาคทรัพย์ส่วนตัวสร้างประภาคารขึ้น

    เพื่อให้เป็นเครื่องหมายการนำเรือราชการและเรือสินค้าผ่านสันดอนเข้าออกได้โดยสะดวกที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยเริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ เสร็จเรียบร้อยเปิดใช้ใน พ.ศ. ๒๔๑๗ สิ้นค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน ๑๘,๐๒๑.๒๕ บาท นับเป็นประภาคารที่สร้างขึ้นตามระบบมาตรฐานสากลดวงแรกของไทย

    ประภาคารแห่งนี้มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษปรากฏในแผนที่เดินเรือไทยหมายเลข ๑ a ว่า Bar or Regent Lighthouse ส่วนชื่อภาษาไทยเรียกว่า “กระโจมไฟสันดอน” และใช้เป็นเครื่องหมายการเดินเรือมาเป็นเวลานานถึง ๕๕ ปี กับ ๒๒ วัน (เลิกใช้เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๗๒



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 23 มี.ค. 2549 - 08:48:05



ความคิดเห็นที่ 14

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:49
  1. ๓. การทหาร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะจัดการกรมทหารอย่างยุโรปให้รุ่งเรืองขึ้น

    จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาศรีสุริยวงศ์ จางวางมหาดเล็ก (ช่วง บุนนาค) ควบคุมบังคับบัญชาจัดขึ้น เรียกว่า “ทหารอย่างยุโรป”

    ให้กัปตันนอกส์เป็นครูฝึก มีโรงทหารตั้งอยู่ที่บ้านพระยาศรีสุริยวงศ์ ณ ฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตก มีสนามฝึกหัดอยู่ข้างวัดบุปผาราม



    งานด้านการก่อสร้าง



    ในรัชกาลที่ ๓ จมื่นไวยวรนาถ (ช่วง บุนนาค) ได้รับมอบหมายให้ลงไปเป็นแม่กองสร้างป้อมที่บางจะเกร็ง เพื่อให้เป็นที่อยู่ของแม่ทัพที่เมืองสมุทรปราการ สร้างเสร็จใน พ.ศ. ๒๓๙๓ และพระราชทานนามว่า “ป้อมเสือซ่อมเล็บ”

    ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดให้สร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้น ภายหลังจากเสร็จกลับจากประพาสสิงคโปร์และชวา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙

    แต่เดิมจะสร้างพระที่นั่งเป็นยอดโดม ใช้เสด็จออกขุนนางโดยต่อเนื่องกับพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ และพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ โดยมีท้องพระโรงกลางเป็นทางต่อเชื่อม

    การสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทนี้ สร้างเป็นตึกสามชั้น เจ้าพระยาภาษุวงษ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) เป็นแม่กอง นายยอน คลูมิตธ์ เป็นผู้ออกแบบหลังคาเป็นยอดโดม แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้กราบบังคมทูลขอให้ทำเป็นยอดปราสาท ดังนั้นพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจึงเป็นศิลปผสมผสานระหว่างศิลปไทยและยุโรป ซึ่งเรียกกันตามสามัญว่า “หัวมงกุฎ ท้ายมังกร”



    หมายเหตุ สำนวนที่ถูกต้องคือ "หัวมังกุ ท้ายมังกร" ค่ะ ทั้งมังกุและมังกรเป็นชื่อเรือคนละชนิดกัน



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 23 มี.ค. 2549 - 08:50:42



ความคิดเห็นที่ 15

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:51
  1. ขอแทรกด้วยความเคารพครับ



    หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) แต่งนิราศเรื่องนี้เพื่อด่ากระทบสมเด็จเจ้าพระยาครับ ตามที่จิตร ภูมิศักดิ์ค้นคว้าไว้

    หนังสือพิมพ์เสร็จแล้วแต่ยังไม่ทันได้จำหน่าย ที่รุนแรงมากคือ หาว่าท่านช่วง จงใจสั่งให้เจ้าพระยามหินทร์ฯ เดินทัพเข้าดงไข้ป่าที่ดงพญาไฟ ไพร่พลล้มป่วยสาหัสนัก ใช้ถ้อยคำรุนแรงมาก

    ท่านช่วงรู้เรื่องเข้าก็ฟ้องจะเอาเรื่องให้ถึงนายของนายทิม พระพุทธเจ้าหลวงทรงตั้งเจ้านายรีบตัดสิน และทรงโปรดให้บันทึกด้วยความโล่งพระทัยว่า เรื่องจบเร็วดี ไม่กระทบถึงผู้อื่น(มีในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน)

    ดูเหมือนนายทิมจะถูกปลด โบยหลัง แต่แกก็มาเอาดีทางวรรณกรรมและการแสดง แต่งบทละคอนไว้มาก เรื่องหนึ่งก็ที่เป็นต้นเหตุของกลอนซึมซาบที่ ร 5 ทรงแต่งล้อเลียนความไม่รู้ราชพิธี ครับ



    ขออนุญาตเรียนถามอาจารย์เทาด้วยครับ ว่าเรื่องท่านช่วงไปสิงค์โปร์ปรากฏในเอกสารใดครับ พอดีจะทำรายงาน หาข้อความนี้ไม่เจอ

    ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ



    โดย: pipat [IP: 58.8.57.126,,]

    วันที่ 23 มี.ค. 2549 - 19:05:28



ความคิดเห็นที่ 16

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:51
  1. ถูกจำคุก 9 เดือนด้วยครับ



    โดย: pipat [IP: 58.8.57.126,,]

    วันที่ 23 มี.ค. 2549 - 20:36:10



ความคิดเห็นที่ 17

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:52
  1. เรื่องสิงคโปร์ ตอนนี้นึกไม่ออกเลยค่ะ

    ใครทราบบ้างคะ ช่วยคุณ pipat หน่อย



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 24 มี.ค. 2549 - 07:44:18



ความคิดเห็นที่ 18

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:53
  1. งานทางด้านศาสนา

    สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้สร้างและปฏิสังขรณ์วัดไว้หลายแห่ง เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นที่จมื่นไวยวรนาถ ก็ได้ปฏิสังขรณ์วัดดอกไม้ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ในสวนแห่งหนึ่ง ไม่ห่างไกลจากบ้านที่ท่านอยู่ การปฏิสังขรณ์นี้ท่านได้ทำกับจมื่นราชามาตย์ (เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ หรือ ขำ บุนนาค) ซึ่งเป็นน้องชายแล้วกราบทูลขอคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายจากสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎให้ไปครองวัดนี้

    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงผนวชก็ได้เสด็จไปวัดนี้เสมอ และใช้เป็นที่ทรงศึกษาภาษาอังกฤษร่วมกับจมื่นไวยวรนาถ

    วัดที่ปฏิสังขรณ์ใหม่นี้ รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานนามให้ใหม่ว่า “วัดบุปผาราม”



    ภายหลัง พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านมักไปพำนักอยู่ที่จังหวัดราชบุรี

    ณ จังหวัดนี้ ท่านได้สร้างวัดขึ้นแห่งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๔๒๒ เป็นวัดประจำตระกูลของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามว่า “วัดสุริยวงษาวาส”



    งานทางด้านวรรณคดี

    กิจจานุกิจของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ในสมัยที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินประการหนึ่งคือ ประชุมนักปราชญ์ทางภาษาจีนให้แปลพงศาวดารจีนออกเป็นภาษาไทย เพราะเห็นว่า เรื่องเหล่านี้มีคติสอนใจเหมาะสำหรับประดับสติปัญญานักปกครองหรือขุนนางทั่วไป

    เรื่องที่ได้แปลไว้ได้แก่ ไซ้จิ้น น่ำซ้อง ซวยงัก ซ้องกั๋ง ไต้อั้งเผ่า และอื่น ๆ อีกมากมาย



    เกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

    เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดแต่งตั้งพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เสนาบดีผู้ช่วยกระทรวงกลาโหมแล้ว ก็โปรดเกล้า ฯ พระราชทานบ้านหลวงให้อยู่สมเกียรติของผู้จะเป็นเสนาบดีกลาโหมคนต่อไป คือ พระราชทานบ้านเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก ซึ่งอสัญกรรมไปเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒ อยู่ที่ริมคลองสะพานหันฝั่งตะวันออก ตรงข้ามวังบูรพา ให้เป็นจวนประจำตำแหน่งเสนาบดีกลาโหม ปรากฏว่า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้อยู่ที่จวนหลังนี้จนถึง พ.ศ. ๒๓๙๘ เมื่อบิดา คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ถึงแก่พิราลัย และท่านเข้ารับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมเต็มที่แล้ว จึงไปสร้างบ้านใหม่อยู่ที่สวนวัดดอกไม้ ฝั่งธนบุรี อันเป็นโรงเรียนสมเด็จเจ้าพระยา หรือที่เป็นโรงเรียนศึกษานารีในปัจจุบัน



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 25 มี.ค. 2549 - 08:19:21



ความคิดเห็นที่ 19

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:55
  1. เกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

    ในแผ่นดินสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเถลิงราไชศูริยสมบัติ เป็นบรมกษัตริย์ครอบครองสยาม เจริญพระชนมายุได้ ๑๕ ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จุดเทียนเล่มใหญ่เข้าไปในบ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน



    สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เอาคัมภีร์หนีบรักแร้ ตาลปัตรทำหางเสือ จุดเทียนเล่มใหญ่เข้าไปที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ฯ ในเวลากลางวันแสก ๆ เดินรอบบ้าน (คลองสาน) สมเด็จเจ้าพระยา ฯ อาราธนาขึ้นบนหอนั่ง แล้วนมัสการว่า โยมไม่สู้มืดนักหรอกเจ้าคุณ

    อนึ่ง โยมนี้มีใจแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนาแน่นอนมั่งคงเสมอ

    อนึ่ง โดยทะนุบำรุงแผ่นดินโดยเที่ยงธรรมและตั้งใจประคับประคองสนองพระเดชพระคุณโดยตรงโดยสุจริต คิดถึงชาติ และศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นที่ตั้งตรงอยู่เป็นนิตย์ ขอเจ้าคุณอย่าปริวิตกให้ยิ่งกว่าเหตุไป

    ...................

    หนังสือประกอบการเรียบเรียง

    ๑. ธวัชชัย อิศรางกูร ณ อยุธยา (ผู้รวบรวม) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม พระนคร โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๑๖

    ๒. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม เจ้าพระยาและสมเด็จเจ้าพระยาบางท่านในสกุลบุนนาค พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพอำมาตย์เอก พระยาสุริยานุวงศ์ประวัติ (เต๋า บุนนาค) ท.ม. , ว.ป.ร. , ต.จ.ว. ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ ๑๙ พฤษจิกายน ๒๕๑๗

    ๓. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์, ๒ เล่ม พระนคร โรงพิมพ์เทพไพศาล, ๒๕๐๔

    ๔. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อก่อนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ม.ป.ท.

    ๕. ปิยนาค บุนนาค บทบาททางการเมืองการปกครองของเสนาบดีตระกูล “บุนนาค” พระนคร ดวงกมล, ๒๕๒๐



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 25 มี.ค. 2549 - 08:21:31



ความคิดเห็นที่ 20

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 15:56
  1. ขอตอบคำถามของคุณพิพัฒน์ครับ

    จากหนังสือ คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก เล่มที่ 1 และ 3 พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่า พ.ศ. 2404 โปรดฯ ให้กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร เสด็จไปตรวจการงานต่างประเทศกับเจ้าพระยาศรีสุริวงศ์(ในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) สมุหพระกลาโหมในขณะนั้น และได้เสด็จไปถึงเมืองสิงคโปร์และเกาะหมาก(ปีนัง) ครั้งนี้ กรมหลวงพิชิตปรีชากรเคยทูลขอไปเมืองสิงคโปร์ ในฐานะที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ รับไว้เป็นคุณตา



    เท่าที่ผมตรวจสอบดู หนังสือคนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก ไม่มีวางจำหน่ายทั่วไปครับ

    พระประวัติกรมหลวงพิชิตฯ มีในคนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก เล่ม 1

    พระประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ มีในคนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก เล่ม 2

    และพระประวัติกรมหมื่นวิศนุนาถนิภาธร มีในคนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก เล่ม 3 ครับ



    ป.ล. ขอถามครับว่า นิราศหนองคายยังเหลืออยู่ในปัจจุบันหรือเปล่าครับ

    ได้ข่าวว่า เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่านครับ

    และขอบพระคุณคุณพิพัฒน์ และ อ.เทาชมพู เรื่องนายทิม มา ณ ที่นี้ครับ



    โดย: ศรีปิงเวียง [IP: 61.19.145.16,192.168.2.59,]

    วันที่ 4 เม.ย. 2549 - 11:25:41

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น