สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)


กระทู้นี้ตามคำขอของคุณ paganini ซึ่งผลุบๆโผล่ๆ ให้เห็นบ้างไม่ให้เห็นบ้างในระยะนี้ เลยไม่รู้ว่าคุณ paganini จะเห็นกระทู้นี้หรือยัง ถ้าเห็นแล้วช่วยเข้ามาถามถึงตอนที่อยากรู้ด้วยนะคะ

ประวัติของสมเด็จเจ้าพระยาฯ นำมาจากเว็บนี้
http://www.watbuppa.com/somdej/somdej.doc
เป็นการปูพื้นให้เข้าใจชีวิตและบทบาทของท่าน สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้ยเคยกับประวัติของท่านนัก
***************************
เอกสารประกอบนิทรรศการ “บ้านสมเด็จเจ้าพระยา”
ของภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
วันที่ ๑๓-๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒
............................

ความเป็นมาของตระกูล “บุนนาค”

ตระกูล “บุนนาค” เป็นตระกูลเก่าแก่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ต้นตระกูลเป็นพ่อค้าชาวอาหรับชื่อ เฉกอะหมัด เข้ามาในประเทศสยาม เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ในปลายรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เฉกอะหมัดได้รับราชการในกรมพระคลัง โดยปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานของกรมท่า เฉกอะหมัดได้ทำความดีความชอบในหน้าที่ราชการเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าแผ่นดิน จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี ที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ

ปรากฎว่าผู้สืบตระกูลของเฉกอะหมัดได้รับราชการในกรมพระคลังสืบต่อกันเรื่อยมา วงศ์เฉกอะหมัดบางท่านได้เป็นถึงสมุนายก และในรัชกาลพระเจ้าบรมโกศ เจ้าพระยาเพ็ชรพิไชยแห่งตระกูลบุนนาคได้เปลี่ยนจากการนับถือศาสนาอิสลามมาเป็นศาสนาพุทธ

วงศ์เฉกอะหมัดได้สืบตระกูลต่อกันเรื่อยมาถึงชั้นที่ ๖ มีบุคคลสำคัญคือนายบุนนาค ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดตระกูลบุนนาคในสมัยรัตนโกสินทร์
ในรัชกาลที่ ๑ นายบุนนาคได้เป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาที่สมุทพระกลาโหม บุตรของเจ้าพระยาอรรคมหาเสนากับเจ้าคุณพระราชพันธุ์ (นวล) (น้องสาวของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระมเหสีในรัชกาลที่ ๑) เป็นผู้สืบตระกูลบุนนาคโดยตรง

คนสำคัญคือ นายดิศ และนายทัต บุนนาค ท่านทั้งสองเข้ารับราชการมาตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ ๑ เป็นผู้ที่มีบทบาทในการปกครองประเทศสยามมาก
ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๔ ท่านทั้งสองได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุด เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ผู้สำเร็จราชการทั่วพระราชอาณาจักร และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ผู้สำเร็จราชการพระนครตามลำดับ

ผู้สืบตระกูลโดยตรงต่อจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์คือ นายช่วง บุนนาค ซึ่งรับราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ท่านผู้นี้ได้รับพระราชท่านบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ใน พ.ศ. ๒๔๑๖

เทาชมพู [IP: hidden] วันที่ 20 มี.ค. 2549 - 10:01:47
(คุณ เทาชมพู ช่วยร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ผ่านวิชาการ.คอมแล้ว รวมทั้งสิ้น 4084 ครั้ง)



ความคิดเห็นที่ 101

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:01
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109



    เรื่องยังไม่ทันลุกลามมากกว่านั้น กงสุลน็อกซ์กลับจากอังกฤษมาถึงสยามเสียก่อนก็เข้าไกล่เกลี่ยให้นายอาลาบาสเตอร์แพ้ความ รัฐบาลไทยไม่ต้องจ่ายเงินค่าเสียหายให้แขกสัปเยก นายอาลาบาสเตอร์ก็เลยขุ่นใจ ลากลับไปอังกฤษ ไปเรียนกฎหมายเพื่อจะกลับมาเมืองไทยแล้วจัดการกับกงสุลน็อกซ์ให้ได้



    สมเด็จเจ้าพระยาเห็นเรื่องจะไปกันใหญ่ ก็เลยตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการกราบบังคมทูลให้จ้างนายอาลาบาสเตอร์มารับราชการเสียให้หมดเรื่อง

    นายอาลาบาสเตอร์ก็เลยได้เข้ามาสอนทหารไทย ทั้งด้านทำแผนที่และด้านวิศวกรรมฯ ตั้งโรงเรียนสอนอยู่ในหอสมุทัย



    สมเด็จกรมพระยาเทวะวงษ์ฯทรงนับถือว่าเป็นผู้มีความรู้เรื่องกฎหมาย เมื่อมีพระประสงค์จะทราบเรื่อง International Law ก็ทรงปรึกษาราชการกับนายอาลาบาสเตอร์ด้วย



    นายอาลาบาสเตอร์ได้ภรรยาคนไทยชื่อเพิ่ม มีบุตรชาย ๒ คน คือ

    ๑ พระยาวันพฤกษ์วิจารย์(ทองคำ) รับราชการกรมป่าไม้

    ๒ พระยาอินทราบดีสีหราชรองเมือง(ทองย้อย)

    บุตรของนายอาลาบาสเตอร์ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า เศวตศิลา แปลว่าหินขาว (alabaster) ซึ่งสะกดคล้ายนามสกุลของนายอาลาบาสเตอร์ (Albaster) หลานปู่ของนายอาลาบาสเตอร์ ที่พวกเราคงเคยได้ยินชื่อกันคือพลอ.อ. สิทธิ์ เศวตศิลา



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 24 เม.ย. 2549 - 09:34:05



ความคิดเห็นที่ 100

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:00
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108



    สวัสดีค่ะคุณ paganiniว่างเมื่อไรก็แวะเข้ามาอ่านนะคะ



    มีเกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับสมเด็จเจ้าพระยาอีกเรื่องหนึ่ง ที่ขอเอามารวมไว้ในกระทู้นี้



    ในต้นรัชกาลที่ ๕ มีชายหนุ่มชาวอังกฤษชื่อเฮนรี อาลาบาสเตอร์มีชาติตระกูลดี เดินทางมาประจำในสถานกงสุลไทยในฐานะนักเรียนล่าม

    ในช่วงที่กงสุลน็อกซ์เป็นกงสุลอยู่ ต่อมาน็อกซ์เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด มอบให้นายอาลาบาสเตอร์รักษาการแทน

    ช่วงนั้นอั้งยี่ในกรุงเทพก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นที่วัดสัมพันธวงศ์ สมเด็จเจ้าพระยาสั่งปราบปราม เกิดการต่อสู้กันใหญ่ จนเกิดเพลิงไหม้

    ลามไปไหม้บ้านพวกแขกซึ่งเป็น"สัปเยก" หรือคนในบังคับของอังกฤษ

    เมื่อนายอาลาบาสเตอร์เห็นคนในบังคับบ้านถูกไฟไหม้เสียหาย เพราะเหตุนี้ก็มาเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย

    สมเด็จเจ้าพระยาท่านก็แน่เหมือนกัน ท่านบอกว่าให้ไปเรียกค่าเสียหายจากอั้งยี่เอาเอง เพราะเป็นต้นเหตุ

    นายอาลาบาสเตอร์ก็เถียงว่ารัฐบาลไทยจับไม่ดีจึงเกิดความเสียหาย

    เถียงกันไปมา นายอาลาบาสเตอร์เกิดโทสะก็เอาธงอังกฤษลงจากเสา ผู้คนก็ตื่นตระหนกลือกันไปทั่วเมืองว่าอังกฤษจะรบกับไทย



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 24 เม.ย. 2549 - 09:23:19



ความคิดเห็นที่ 99

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 16:59
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107



    สวัสดีครับทุกท่าน

    ขอบคุณที่มาเล่าได้อย่างจุใจเลยครับ

    ตอนนี้อยู่ ต่างประเทศครับ เลยไม่ค่อยมีโอกาสมาโพสต์เท่าไหร่

    แต่ยังไงก็ต้องขอชื่นชมคุณ พิพาท ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับว่ามีภูมิความรู้ล้ำลึกในหลายด้าน นับถือๆ



    อาจารย์เทาชมพูคงสบายใจล่ะครับที่มีคนช่วยทำให้เรือนไทยครึกครื้นยิ่งขึ้น



    โดย: paganini [IP: 209.87.242.5,,]

    วันที่ 19 เม.ย. 2549 - 09:44:20



ความคิดเห็นที่ 98

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 16:58
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106



    คนกวาดใต้ถุนเรือนยังแค่นี้ ผมเป็นคนผ่านทาง ไม่กล้าอยู่นาน

    แวะเอารูปพระที่นั่งจักรี แบบดั้งเดิมมาฝากครับ


    โดย: pipat [IP: 58.9.185.55,,]
    วันที่ 19 เม.ย. 2549 - 00:14:53



ความคิดเห็นที่ 115

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:08
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123



    คุณรินดาช่วยเติมเนื้อหาได้ถึงใจจัง กรุณาบอกแหล่งข้อมูลด้วยได้ใหมครับ



    ปัญหาวังหน้านี่ ผมว่าต้นสายปลายเหตุมันมากกว่ากรณีของพระองค์เจ้าจอร์จ วอชิงตัน

    แต่ใหนแต่ไรมา อำนาจวังหน้า(ตามระบบ) มีไม่มาก ระบบไม่ยอมให้มีเจ้าสองรองจากเจ้าชีวิตอยู่แล้ว

    ปัญหาที่ปรากฏมาจากคนทั้งนั้น คือความมักใหญ่ไฝ่สูง หมายความว่าคนๆ นั้น ไปกินตำแหน่งใด คงอดสร้างปัญหามิได้

    อย่างวังหน้าร. 1 เริ่มต้นขัดแย้งกัน มิใช่ด้วยเรื่องผลประโยชน์ แต่ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

    หลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาวังหน้าอีกเลย จนสิ้นแผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ



    ขอนั่งเทียนเขียนเรื่องก่อนเกิดอย่างนี้นะครับ

    สมเด็จเจ้าพระยาท่านเป็นนักปกครองชั้นยอด ที่ท่านทำไป หาใช่ไม่รู้การควรมิควร แต่ท่านเทียบแบบอย่างพระจอมเกล้าครับ



    เมื่อรับเชิญเป็นกษัตริย์ รัชกาลที่ 4 เหตุใดทรงยกน้องชายเป็น วังหน้า และยกขึ้นถึงเป็นกษัตริย์พระองค์ที่สอง

    ตอบว่า เพราะจะได้ซ่องสุมอาวุธผู้คนได้อย่างเปิดเผย เพื่อคานอำนาจบุนนาค ถ้าไม่ตั้งให้สูง สรรพกำลังที่เจ้าฟ้าจุฑามณีทรงสะสมไว้ จะให้สลายทิ้งกระนั้นหรือ นองเลือดแน่นอน และกำลังเหล่านั้น ยังคงเพิ่มพูนขึ้น แม้สิ้นพระปิ่นเกล้าแล้วก็ตามที



    เมื่อร. 5 เสด็จครองราชย์ ถามว่ากำลังของกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ มีมากเพียงใด เราปัจจุบันไม่รู้(เปิดทำเนียบข้าราชการวังหน้า จะพอเห็นเค้า) แต่สมเด็จเจ้าพระยารู้



    ถามว่า ไม่ยกท่านขึ้น แล้วจะทำกับท่านอย่างไร ในเมื่อ ร. 4 เองก็ไม่ได้กดพระเจ้าหลานเธอพระองค์นี้ลง หากยกสูงขึ้นอีก โปรดให้เสด็จคู้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เยี่ยมเรือรบฝรั่งเศส ให้นานาประเทศรับรู้



    การสถาปนาวังหน้าของสมเด็จเจ้าพระยา จึงเป็นกุศโลบายอันแยบยลแต่ไม่ต้องพระราชประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดินน้อย



    คงจำได้ว่าครั้งสำเร็จโทษหม่อมไกรสรในรัชกาลที่ 3 ทำให้เกิดช่องว่างแห่งอำนาจ เจ้านายพากันฝันไฝ่ว่าจะถูกยก ตระกูลบุนนาคออกกุศโลบายแบบนี้เป็นครั้งแรก คือเลื่อนตำแหน่งยกกระบิ ให้รู้กันว่า ตัวเองจะได้เพียงเท่าไร

    ท่านก็บอกกรมหมื่นบวรวิไชยชาญแบบเดียวกันแหละครับ ว่าเป็นได้สูงสุดเพียงวังหน้า อย่าฝันเลยเถิด



    นี่ผมเป็นทนายของบุนนาคไปแต่เมื่อไรกันครับ



    เห็นกระทู้นี้นิ่งมานาน แวะมาพรมน้ำพรวนดินนิดหน่อย



    โดย: pipat [IP: 58.9.183.177,,]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 10:03:14



ความคิดเห็นที่ 122

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:11
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130



    พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเหยื่ออีกรายของการสร้างวรรณกรรมประวัติศาสตร์

    ถามว่าทำไมท่านไม่ยกเมียสักคนขึ้นเพื่อให้มีเจ้าฟ้า

    ถามว่าทำไมท่านไม่ตั้งวังหน้า แทนพระองค์ที่สิ้นไป

    ถามว่าทำไมยกมงกุฏไว้เหนือพระปรางค์วัดอรุณ(วัดนี้สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า เป็นศรีแห่งพระนครนะครับ)

    ถามว่าเลื่อนพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏ และให้ครองวัดบวรฯ(วัดของวังหน้านะครับ วัดในกรุงมีออกถม)

    ถามว่าทำไมมีพระไพรีพินาศ

    ถามว่ายกย่องท่านฟ้าน้อยทำไม

    ถามว่าลูกท่านองค์ใหนได้ยกย่องบ้าง ได้คุมกำลังบ้าง

    ถามว่าทำไมให้พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏดูแลการทำสัญญากับต่างประเทศ นั่นไม่ใช่กิจของสงฆ์ และในขณะนั้น มีใครในแผ่นดินที่เคารพนับถือพระพุทธศาสนาเหนือท่านบ้าง

    ถามว่าคำสั่งเสียสุดท้าย ยกพระนามพระภิกษุว่าเหมาะเป็นกษัตริย์ทำไม



    ท่านทำไว้เป้นนัยยะร่วมยี่สิบรายการ

    คนทั้งหลายเอาเรื่องสร้อยเส้นเดียวมาลบล้างหมด

    สำหรับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ที่อาจารย์เทาฯเชิญมานั้น

    ผมทำความเข้าใจแบบเดียวกับที่อ่านงานของคุณชายคึกฤทธิ์ครับ



    โดย: pipat [IP: 58.9.183.177,,]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 17:37:25



ความคิดเห็นที่ 123

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:11
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131



    ใจเย็นๆน่าคุณพิพัฒน์ ดิฉันก็เชื่ออย่างที่คุณเชื่อ



    ส่วนสร้อยประคำเส้นนั้น ดิฉันก็เชื่อว่าไม่ได้หมายความกันใหญ่โตอย่างที่มาตีความกัน

    อาจเป็นของส่วนพระองค์ พระราชทานพระราชโอรสที่ยังมีพระชนม์อยู่ ด้วยความรักจากพ่อที่มอบให้เป็นครั้งสุดท้าย



    เพราะเงินทองทั้งหลายท่านก็ทรงทำเป็นเงินถุงแดง ให้แผ่นดินไปหมดแล้ว



    สนทนากันนานๆเข้า ดิฉันแว่วว่าเสียงคุณพิพัฒน์ชักจะไม่ต้องใช้ไมค์เลยนะคะ แม้ในห้องประชุมขนาดคอนเวนชั่นฮอล ของศูนย์สิริกิติ์



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 17:56:24



ความคิดเห็นที่ 124

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:12
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132



    ผมคิดว่า สิ่งที่นายสุกิจ นิมมานเหมินท์เล่าไว้ เรื่องรัตนบุรุษไทยสมัยก่อน น่าจะฟังขึ้น และวิธีคิดวิธีปฏิบัติอย่างนั้นแหละ ที่ทำให้เรากู้ชาติคืนจากพม่าในหกเดือน สร้างกรุงใหม่ได้ในรัชกาลเดียว และรอดเงื้อมมือตะวันตกมาได้



    เว้นแต่มีหลักฐานอย่างหนาแน่น เราค่อยมาเขียนประวัติสาดเสียเทเสียกัน



    ป.ล. 1 เรียนอาจารย์เทา ไม่สำคัญว่าผมจำได้ใหม คนอื่นๆ ควรได้จำบ้าง เล่ามาเสียดีๆ นะครับ

    ป.ล. 2 เรียนอาจารย์เทาอีกนั่นแหละ ถ้าพระราชนิพนธ์ ร.6 ควรยึดถืออย่างเคร่งครัด

    เราจะทำยังไงกับ "บิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์" กันดีครับ



    โดย: pipat [IP: 58.9.183.177,,]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 17:59:43



ความคิดเห็นที่ 125

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:12
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133



    เรียน คุณพี. พี. (ทนายหน้าหอ ตระกูล บ. น.)



    ***เมื่อรับเชิญเป็นกษัตริย์ รัชกาลที่ 4 เหตุใดทรงยกน้องชายเป็นวังหน้า

    และยกขึ้นถึงเป็นกษัตริย์พระองค์ที่สอง ตอบว่า เพราะจะได้ซ่องสุมอาวุธผู้คน

    ได้อย่างเปิดเผย เพื่อคานอำนาจบุนนาค ***





    คุณพีพี ทำไมถึงคิดไปไกลลิบลับนักล่ะคะ ลองมองประวัติศาสตร์แบบเส้นตรง

    ดูบ้างนะคะ เราอ่านคำตอบของคุณพีแล้ว ดังเสี้ยนตำฝ่าเท้าเราให้ต้องระทมอยู่ร่ำไป

    เราขอโต้สัก 2 กระบวนท่า ให้ท่านปวกเปียกเป็นมะเขือลนไฟ ดั่งนี้แล

    (ตำราที่หมายจะงัดขึ้นมาสู้อยู่ในตู้ยังหาไม่เจอ ใช้ตำราใกล้ตัวตอบก่อนนะคะ)



    1) พระองค์ทรงเชื่อในอิทธิพลของดวงดาวต่อวิถีชีวิตมนุษย์ มากกว่าใดอื่น



    เมื่อ ร. 3 ทรงประชวรหนัก สมเด็จเจ้าพระยาเตรียมตัวมาเทียบเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎ

    ขึ้นครองบัลลังก์ เราคิดว่าเจ้าฟ้ามงกุฎมีพระทัยใสสะอาด ในร่มกาสาวพักตร์

    (ร่วม 27 วัสสา) เกินกว่าจะทรงมีจิตรคิดการแยบยลต่ำกว่าสะดือ ดั่งเหตุที่คุณพี

    ยกอ้างทุกครั้งๆ (รวมทั้งเรื่องซื้อแผ่นดินที่สิงหะ+ปุระ 11 ไร่ – ที่ 370 ถนนออร์ชาร์ด)

    แต่อย่างใดไม่



    และเมื่อกางพระราชพงศาวดารโต้ตอบกับท่าน (ขอโทษที่ประวัติศาสตร์ไทย

    เขียนโดยสมาชิกของตระกูล บ.น.) ก็น่าเป็นได้ว่าพระองค์ไม่ทรงประสงค์ทัดทาน

    ลิขิตจากฟ้า อีกทั้งเข้าใจลึกซึ้งว่า....อันชีวิตนั้นกำหนดไม่ได้



    “......สมเด็จเจ้าพระยาไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ที่วัดบวร

    ซึ่งทรงผนวชอยู่กราบทูลให้ทรงทราบว่าจะเชิญขึ้นครองราชย์สมบัติ

    ทรงตรัสว่าถ้าจะถวายราชสมบัติแด่พระองค์ ก็ขอให้ถวายแด่พระปิ่นเกล้าฯ

    ซึ่งตรัสเรียก (อย่างอ่อนโยน) ว่า “ท่านฟากข้างโน้น” ด้วยเพราะท่านมี

    ชะตาแรงนัก ตามตำราโหราศาสตร์ว่า ผู้มีชะตาเช่นนั้น จะต้องได้เป็นพระเจ้า

    แผ่นดิน ถ้าทรงรับเพียงพระองค์เดียว จะเกิดอัปมงคลด้วยไปกีดบารมี

    สมเด็จพระอนุชา......”



    ที่มา: เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4

    (พระนคร พ.ศ. 2504) หน้า 41-42



    โดย: Rinda [IP: 124.121.185.148,,]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 21:15:32



ความคิดเห็นที่ 126

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:12
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134



    2) ดูกรท่านมานพ พีพี ที่รักชีพกว่าชาติ..อันว่าสากย่อมคู่กับครกฉันใด

    บุ๋นก็ย่อมคู่กับบู๊ฉันนั้น



    ขอเก็บความจากหนังสือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มาโต้กับคุณพีค่ะ





    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงชำนาญทางบุ๋น จึงมีพระประสงค์

    ให้พระอนุชาธิราช (ผู้เป็นที่นับถือของคนเป็นอันมากและเป็นพระอนุชาคู่ทุกข์คู่ยาก)

    ดูแลทางบู๊ ความที่ทรงอยู่ในเพศบรรพชิตที่ยาวนาน ทำให้เราเชื่อว่า

    พระองค์ไม่ทรงประสงค์จะปวดพระเศียรเรื่องการศึกตลอด ทรงใช้เวลาทาง

    สุ-จิ-ปุ-ลิ สำหรับการค้นหาวิชาความรู้แขนงใหม่ๆ และคบหาสมาคมกับชาวต่างชาติ

    อย่างอิสระเสรี เช่น ทรงเรียนละตินจากบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ (Pallegoix)

    และสาธุคุณแคสเวล (Caswell) ตลอดจนได้เสด็จ ธุดงแสวงบุญ ทรงสัมผัส

    กับชาวบ้านทุกระดับ ทำให้พระองค์ทรงประสงค์ ดูแลการบ้านการเมือง

    ยังภาระยุทธโยธินไว้ประทานใส่บ่าพระอนุชา



    “สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าก็ทรงพระปรีชา.....รอบรู้การในพระนคร

    และการ ตปท. และขนบธรรมเนียมต่างๆและศิลปะศาสตร์ในการณรงค์สงคราม

    .......มีการณรงค์สงครามมาคับขันประการใด จึงได้ให้เสด็จไปเป็นจอมพยุหโยธา

    ทหารทั้งปวง”



    ที่มา: พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, ม.ร.ว. กมลพิสมัยนวรัตน และ

    นางบรรจบพันธุ์ นวรัตน ณ อยุธยา (พระนคร พ.ศ. 2507) หน้า



    โดย: Rinda [IP: 124.121.185.148,,]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 21:21:05



ความคิดเห็นที่ 127

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:13
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135



    ค.ห. 130 ก-ข-ค-ง-จ-ฉ.....



    สำหรับ ก. และ ข. ตอบซื่อๆว่า ทรงต้องการให้องค์รัชทายาทเข้าได้กับเจ้านาย

    และพระราชวงศ์ ดังนั้นพระองค์จึงทรงสละสิทธิ์นี้ โดยให้เจ้านายทรงเลือกกันเอง

    จะได้ประคบประหงม ประคับประคองกันไป



    ค. ขอหาตำราหนึ่งเล่ม แล้วค่อยกลับมาตอบ



    ง. พระองค์ทรงคิดว่าสมบัติผลัดกันชม แผ่นดินเมื่อ 27 ปีก่อน ควรเป็นของ

    เจ้าฟ้ามงกุฎ ท่านทรงขัดตาทัพเสีย 27 พรรษา บัดนี้ลุแก่เวลาแล้ว



    จ. ก็เพราะ ร. 3 ทรงช่วยกำจัดเสี้ยนหนามให้ เจ้าฟ้ามงกุฎแล้ว อริมลายสิ้น



    ฉ. ถามว่ายกย่องท่านฟ้าน้อยทำไม…..ใครยกคะ ร.3 ไม่ได้ยกนะคะ (ดูข้างล่าง)



    ช. ซ. และ ช. เชอ ก็ต้องดูข้อ ง. เหมือนกัน



    ร. 3 ทรงคิดว่าเมื่อท่านคืนบัลลังก์ให้เจ้าฟ้ามงกุฎ เงินที่งอกเงยจากการโล้สำเภา

    ก็ควรเป็นทุนรอนของประเทศต่อไปน่ะค่ะ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงไม่ทรงทำการจัดสรรศฤงคาร

    ในหมู่พระราชโอรสธิดาของท่าน (ผิดด้วยหรือที่จะมีเจ้านายที่เงินทองเหนี่ยวพระทัยไม่ได้

    อีกพระองค์ที่เห็น ก็คือ กรมพระจันทร์ฯ)





    ขอคัดข้อสังเกตที่ ร. 3 ทรงพระราชทานแก่เจ้านายที่เข้าเฝ้าเพื่อเป็นแนวทาง

    ในการเลือกเฟ้นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ มา ณ ที่นี้





    “กรมขุนเดช (กรมขุนเดชอดิศร พระอนุชา) เล่าท่านก็เป็นคนพระกรรเบา

    ใครจะเชื่ออะไรท่านก็เชื่อง่ายๆ จะเป็นใหญ่โตไปไม่ได้ กรมขุนพิพิธ

    (กรมขุนพิพิทธภูเบนทร์ พระอนุชา) เล่าก็ไม่รู้จักการงาน ปัญญาก็ไม่สอดส่องไปได้

    คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว ที่สติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ก็เห็นแต่ท่าน

    ฟ้าใหญ่ (สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ) ท่านฟ้าน้อย (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์)

    ก็ทรงรังเกียจอยู่ว่าท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้นก็จะให้พระสงฆ์

    ห่มผ้าอย่างมอญเสียทั้งแผ่นดินดอกกระมัง ท่านฟ้าน้อยเล่าก็มีสติปัญญารู้วิชา

    การช่างและการทหารต่างๆอยู่ แต่ไม่พอใจทำราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น”



    คณะเสนาบดีได้ยินก็ยังลังเลไม่เลือกผู้ใด แต่เสนาบดีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคือ

    เจ้าพระยาคลังเห็นว่าผู้ที่มีความสามารถสติปัญญาจะถือบังเหียนแผ่นดินให้

    รอดพ้นจากฝรั่งได้ก็มีแต่เจ้าฟ้ามงกุฎเท่านั้น จึงไปอัญเชิญพระองค์ใน 7 วันต่อมา



    ในพระราชพิจารณ์ของ ร. 5 เรื่องพระราชประเพณีการตั้งพระมหาอุปราช

    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงคิดว่าเจ้าพระยาฯ เห็นว่าเจ้าฟ้ามงกุฎ

    ทรงเป็นพระบรมราชโอรสอันประเสริฐ ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 5 เป็นผู้คู่ควรแก่แผ่นดิน



    (ท่อนนี้ขอไม่บอกที่มา เพราะคุณพีจะกล่าวหาว่าไร้จินตนาการ)



    โดย: Rinda [IP: 124.121.185.148,,]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 21:33:47



ความคิดเห็นที่ 116

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:09
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124



    ขออนุญาตมาแจมาในกระทู้นี้ด้วยคนนะครับ พอดีเห็นคุณ pipat เป็นทนายแก้ต่างให้ท่านสมเด็จฯ ก็เลยอยากจะมาแสดงความเห็นที่ต่างออกไปครับ





    ผมว่าการตั้งกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ น่าจะเป็นการรักษาผลประโยชน์ และอำนาจของตระกูลบุนนาคไว้มากกว่า ดังที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านได้เขียนไว้ว่าหากท่านสมเด็จฯ ไม่ตั้งเป็นตัวตั้งตัวตีในการสถาปนากรมพระราชวังบวรฯ และปล่อยให้เป็นพระราชอำนาจของยุวกษัตริย์แล้ว เจ้านาย 1 ใน 3 พระองค์ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงเคยมีพระราชปรารภว่าจะไม่ทรงรังเกียจเลยหากได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ ก็อาจได้เป็นวังหน้า และอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และการเมืองของตระกูล โดยเฉพาะหากเป็นกรมขุนวรจักรฯ ที่เคยรับราชการทั้งในกรมท่า และกรมพระนครบาล ด้วยแล้ว ก็ไม่น่าไว้วางใจ เพราะอาจจะควบคุมไม่ได้ ก็เหมือนกับปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ได้เลือกพระภิกษุ เจ้าฟ้ามงกุฎเป็นรัชทายาท เพราะพระองค์สามารถควบคุมดูแลได้ง่ายน่ะครับ





    อีกประการหนึ่งความน่าจะเป็นไปได้ที่กรมขุนวรจักรฯ อาจจะได้เป็นวังหน้านั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะพระองค์ก็ทรงพระปรีชาสามารถในหลายๆ ด้าน และตามที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเมื่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเสร็จแล้ว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้วาดพระรูปกรมขุนวรจักรฯ ติดไว้ในห้องน้ำเงิน ทั้งๆ ที่ทรงเป็นเพียงเจ้านายชั้นพระองค์เจ้าเท่านั้นครับ



    โดย: หยดน้ำ [IP: 202.28.62.245,unknown,]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 14:48:02



ความคิดเห็นที่ 117

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:09
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125



    ขอแสดงความคิดเห็นบ้างค่ะ แต่ดิฉันยืนอยู่มุมไหนยังดูตัวเองไม่ออกเหมือนกัน



    รอยร้าวระหว่างสกุลบุนนาคกับพระเจ้าแผ่นดินเริ่มมีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แล้ว ตั้งแต่ยุคสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่(สมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์)และสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย(สมเด็จเจ้าพระยามหาพิชัยญาติ) พ่อและอาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์



    ขอลอกบันทึกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าฯ มาให้อ่านดีกว่า จะแจ่มแจ้งกว่าย่อมาให้อ่าน



    " เมื่อทราบกันว่าสมเด็จพระนั่งเกล้าทรงพระประชวรหนักนั้น ก็ได้มีผู้ตระเตรียมการกันไว้พร้อม

    แต่ไม่มีฝ่ายใดพร้อมเพรียงหรือมีกำลังมากเท่าสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ กับสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย

    และท่านทั้งสองนี้ตั้งใจไว้มั่นคงว่าต้องให้ทูลกระหม่อมปู่ได้ราชสมบัติ

    และไม่ยอมเปนอันขาดที่จะให้ลูกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าได้

    ท่านทั้งสองนี้มีความแค้นเคืองสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่ เพราะสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ได้เปนผู้ ๑ ในพวกที่สนับสนุนให้พระนั่งเกล้าขึ้นทรงราชย์

    แต่มาครั้งเมื่อพระนั่งเกล้ากริ้วหม่อมไกรสร ได้พลอยกริ้วสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ด้วย จนต้องหนีออกไปตั้งกองสักเลขอยู่ที่เมืองชุมพร จึ่งได้รอดภัย



    เมื่อครั้งหม่อมไกรสรรับพระราชอาญา สมเด็จองค์ใหญ่ร้องว่าพระนั่งเกล้าไม่ทรงซื่อตรงต่อผู้ที่ภักดี

    ใช้คำว่า " ท่านใช้เราเป็นบรรไดขึ้นถึงที่สูงได้แล้ว ท่านจะเตะบรรไดเสีย"



    ยังมีต่อ ค่ะ



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 16:48:13



ความคิดเห็นที่ 118

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:10
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126



    ฉนั้นพอพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเสด็จสวรรคตลง สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่กับสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยก็รีบไปจัดการล้อมวงที่วัดบวรนิเวศ

    และอัญเชิญเสด็จทูลกระหม่อมปู่เข้าไปในพระบรมมหาราชวังทั้งๆยังทรงพระผนวชอยู่

    และทูลอัญเชิญให้เสด็จลาผนวชในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วและจัดการให้มีการถือน้ำโดยเร็วด้วย



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 16:53:59



ความคิดเห็นที่ 119

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:10
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127



    ผมไม่คิดว่าคนรุ่นนั้นจะเล่นการเมืองโดยมีบ้านเมืองเป็นเดิมพันขนาดนั้นมังครับ นั่นมันพวกฝรั่งเศส ตั้งสีหนุเพราะคิดว่าเป็นเจ้าเสเพล ฝรั่งเศสก็คิดได้สิครับ พวกนั้นไม่รักประเทศเขมรนี่

    ส่วนที่สำนักศิลปวัฒนธรรมปล่อยหนังสือการเมืองเรื่องตั้งพระจอมเกล้าฯ โดยยกเหตุผลแบบที่คุณอ้าง"ได้เป็นกษัตริย์เพราะอ่อนแอ" หมายความว่าพระบรมราชโองการนัดสุดท้ายของ ร. 3 เป็นแค่ลมพัดผ่านหูกระนั้นหรือ



    ผมคิดเอาว่าคนรุ่นที่ถือน้ำพระพิพัทฯ ต้องมีหลักยึดเหนี่ยวทางใจอะไรอยู่บ้าง ที่บางทีเราอาจมองข้ามไป

    ในยุคนั้น ถ้าจะคิดเอาบ้านเอาเมืองกันมันปิดไม่มิดครับ ฆ่าทิ้งมาทุกรัชกาลแล้ว แต่พอถึงรัชกาลที่ 4 ระบบนี้คงหมดสภาพไป เพราะสังคมเปลี่ยนมาก

    ก่อน ร 3 ขึ้นไป ขุนนางไปมาหาสู่กันนี่ โทษถึงตาย แต่สมัย ร. 3 ไม่เข้มงวดขนาดนั้น ก็แปลว่า มีระบบสอดส่องที่มาชดเชยกัน



    ก่อนสิ้นพระชนม์ พระปิ่นเกล้าท่านสะสมอาวุธไว้ มากกว่าวังหลวงอีก เป็นของทันสมัยทั้งนั้น แต่พระจอมเกล้า เสด็จไปกับพระโอรส เข้าไปถึงข้างเตียง บุกถ้ำเสือด้วยมือเปล่า แปลว่าท่านรู้กันครับ ไว้ใจกัน

    แล้วอาวุธพวกนี้ไปใหนหมด ก้อยังอยู่กับลูกพระปิ่นเกล้าสิครับ

    ร. 4 ท่านจึงยกย่องกรมหมื่นบวรวิไชยชาญยิ่งกว่าเดิม



    ถ้าสมเด็จเจ้าพระยาอยากให้ท่านพระองค์นี้เป็นกษัตริย์ คงง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย ยิ่งถ้าเชื่อตามคุณชายคึกฤทธิ์ว่านะครับ แค่เถียงกันหนเดียว ไม่ออกจากวังตั้งห้า-หกปี ทั้งแผ่นดินจะมีใครทำอะไรบุนนาค+ยอดยิ่งยศได้



    ทำไมเราชอบคิดกันจัง ว่าท่านช่วงไม่เห็นแก่บ้านเมือง

    อีตาโปรเฟสเสอร์อะไรที่อิธากะเขียนเป็นตุเป็นตะเรื่องสยามเก่าสยามใหม่ นั่นมันการเมืองแบบฝรั่ง สันดานฝรั่ง



    คิดดูเถิดครับ วันที่ท่านช่วงนั่งเรือจากราชบุรีเข้ามาถวายคำเตือนเรื่องพระที่นั่งจักรีน่ะ ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว เหนื่อยยากลำบากล่องเรือมาเป็นวัน เพื่อจะบอกเด็กหนุ่มคนหนึ่งเรื่องหลังคาบ้าน

    มันไม่เข้าแก๊ปเลยขอรับ



    มันต้องมีสิครับ คนประเภทที่นั่งก้อคิด นอนก้อคิด ฝันยังคิดถึงเรื่องบ้านเมือง มีน้อง มีลูก มีหลาน ยกให้เป็นข้าแผ่นดินหมด

    เราเรียกท่านเหล่านี้ว่ารัฐบุรุษครับ



    แต่ไอ้เรื่องผิดเส้นกันมันต้องมีอยู่แล้ว ปุถุชนนี่ครับ



    โดย: pipat [IP: 58.9.183.177,,]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 17:20:29



ความคิดเห็นที่ 120

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:10
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128



    ตลอดรัชกาลที่ ๔ อำนาจของพวกบุนนาคก็เติบโตอย่างมั่นคงมาตลอด แม้แต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯเองก็ทรงจับตามองด้วยความไม่ประมาท

    จึงทรงฝึกทหารเอาไว้คานอำนาจพวกขุนนาง กำลังทหารของวังหน้ามากกว่าวังหลวงเสียอีก

    ส่วนเจ้านายอื่นๆที่เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ แทบจะไม่มีบทบาทอะไรในการบริหารบ้านเมืองอยู่แล้ว และก็ไม่เห็นว่ามีพระองค์ไหนแสดงความทะเยอทะยาน



    กำลังทางทหารตกทอดมาถึงกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญมากน้อยแค่ไหน ดิฉันไม่ทราบรายละเอียด

    ทราบแต่ว่าตามธรรมเนียมของรัชกาลก่อนๆ เมื่อวังหน้าสิ้นพระชนม์ไป ขุนนางวังหน้าทั้งหมดก็จะต้องย้ายเข้ามาสังกัดวังหลวงโดยอัตโนมัติ



    เคยอ่านพบที่ไหนสักแห่งว่า เมื่อสิ้นสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ แล้ว กองทหารที่ฝึกเอาไว้แบบฝรั่งก็ถูกลดทอนลง บางส่วนก็ไปขึ้นกับสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์



    ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญนั้น พระอัธยาศัยโปรดการทหารด้วยหรือไม่ ก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่าโปรดวิชาช่างต่างๆ อย่างหุ่นวังหน้าที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน



    แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็มองว่า อำนาจของวังหลวง (x)อำนาจของวังหน้า(y)และอำนาจของพวกบุนนาค(z) น่าจะเป็น ๓ กลุ่มที่สำคัญไล่เลี่ยกัน มากน้อยต่างกันไม่เท่าใดนัก

    เทียบเป็น x=y=z



    แต่ถ้า z จัดระเบียบเสียใหม่ เป็น z+y ส่วน x แยกออกไปเดี่ยวๆ

    ก็จะออกมาในรูปนี้ z+y>x

    หรือกลับกัน เป็น x< z+ y



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 17:26:05



ความคิดเห็นที่ 121

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:11
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129



    เกือบชนกันกลางอากาศ เหลื่อมกันนิดเดียว คุณพิพัฒน์



    ที่ยกมานั้นเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนเรื่องจะเชื่อหรือไม่เชื่อหลักฐานนั้นไม่เถียงละค่ะ ความเชื่อของแต่ละคนเถียงกันยาก มีแต่ว่าตรงกันหรือต่างกัน



    ดิฉันเองก็มีความเชื่อเหมือนกัน

    เชื่อว่าสมเด็จเจ้าพระยาฯท่านพอใจแต่มีอำนาจอยู่ในมือ เพื่อจะทำงานบริหาร เพื่อแผ่นดิน

    แต่ไม่ได้คิดว่าจะใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและลูกหลาน



    แต่คนอื่นๆนั้นเขาอาจจะเชื่ออย่างอื่น และเชื่อกันแพร่หลายด้วย

    จนกระทั่งก่อความขมขื่นแก่ลูกหลานบางคน

    คุณพิพัฒน์จำพระราชหัตถเลขาที่สมเด็จพระนางสุขุมาลมารศรีทรงมีถึงพระราชโอรสได้ไหม ว่าทรงเอ่ยถึงตระกูลบุนนาคอันเป็นตระกูลฝ่ายเจ้าจอมมารดาของท่านไว้อย่างไร ดิฉันว่าคุณพิพัฒน์จำได้น่า



    โดย: เทาชมพู [IP: hidden]

    วันที่ 3 พ.ค. 2549 - 17:34:46



ความคิดเห็นที่ 112

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:07
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120



    "ถ้าเช่นนั้นกั้นกำแพงแบ่งกันเสียที่ท้องสนามหลวงก็แล้วกัน"

    จดหมายเหตุเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต



    ข้อสำคัญอันหนึ่งในเรื่องประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

    เมื่อตอนก่อนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คือที่ท่านคิดอ่านยกกรม

    พระราชวังบวรวิชัยชาญขึ้นเป็นพระมหาอุปราช ดังปรากฏอยู่ในเรื่อง

    จดหมายเหตุเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต

    (ซึ่งพิมพ์ในงานสตมวารของสมเด็จกรมหลวงสงขลาฯ) นั้น มีหลักฐาน

    ปรากฏว่าท่านได้ตกลงใจมาแล้วหลายปี เห็นจะเป็นตั้งแต่พระบาทสมเด็จ

    พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อปีฉลู พ.ศ. 2408 และได้กราบบังคมทูล

    ความคิดนั้นแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบด้วย



    เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ามีพระราชดำรัสเล่า ว่าวันหนึ่งพระบาท

    สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกประทับ ณ พระทวารหน้ามุข

    พระที่นั่งอนันตสมาคมอันเป็นที่รโหฐาน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

    เข้าเฝ้าฯ ส่วนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับคอยรับใช้

    อยู่เบื้องพระขนองของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ได้ทรงสดับตรัสประภาษกับสมเด็จ

    เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ด้วยเรื่องต่างๆมาจนถึงเรื่องวังหน้า สมเด็จเจ้าพระยาบรม

    มหาศรีสุริยวงศ์จะได้กราบทูลอธิบายว่ากระไรหาทรงได้ยินถนัดไม่ ได้ยินแต่

    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสตอบว่า



    "ถ้าเช่นนั้นกั้นกำแพงแบ่งกันเสียที่ท้องสนามหลวงก็แล้วกัน"





    เข้าพระทัยว่าเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์คงกราบทูลอธิบายว่าเห็นจำเป็นจะต้องให้กรม

    พระราชวังบวรวิชัยชาญเป็นพระมหาอุปราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    ไม่ทรงเห็นชอบด้วย แต่จะทรงโต้แย้งขัดขวางก็เห็นไม่เป็นประโยชน์ จึงมีพระราช

    ดำรัสอย่างนั้น



    เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสเล่านี้ ก็สมกับการที่พระบาท

    สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องกรมหมื่นบวรวิชัยชาญในเวลาต่อมา

    เช่นโปรดฯให้ไปเยี่ยมตอบราชทูตฝรั่งเศส (ที่ปรากฏในหนังสือเรื่องพระราชประวัติ

    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อก่อนเสวยราชย์) และเล่ากันว่าเมื่อ

    เสด็จออกรับเจ้าเมืองสิงคโปร์ที่พลับพลาหว้ากอ โปรดฯให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ

    หมอบเฝ้าฯ ข้างที่ประทับฝ่ายหนึ่ง คู่กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



    โดย: Rinda [IP: 124.121.186.237,,]

    วันที่ 28 เม.ย. 2549 - 17:43:57



ความคิดเห็นที่ 113

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:07
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121



    ค.ห.70 เรื่องการตั้งวังหน้า ขออนุญาตมองคนละมุมกับคุณ pipat



    “เมื่อพ่อได้รับราชสมบัติในเวลาอายุ 15 ปี เท่านั้น เหมือนตะเกียงริบหรี่จวนจะดับ”



    พระราชอำนาจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เมื่อยังทรงพระเยาว์มีจำกัด

    เนื่องจากมีผู้สำเร็จราชการ ว่าการแทน ดังที่พระองค์ทรงรำพึงในพระราชหัตถเลขา

    พระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ในโอกาสที่ทรงเจริญ

    พระชนมายุ 15 พรรษาว่า “เมื่อพ่อได้รับราชสมบัติในเวลาอายุ 15 ปี เท่านั้น

    เหมือนตะเกียงริบหรี่จวนจะดับ”



    สันนิษฐานว่าเจ้าพระยาฯ ประสงค์ที่จะตั้งวังหน้าเป็นเพราะ



    1) กรมพระราชวังบวรฯ มีพระชนมายุมากกว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 16 พรรษา

    โอกาสล่วงลับก่อนพระมหากษัตริย์มีสูง และไร้ช่องทางรับรัชทายาท



    2) ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ว่าราชการแทนองค์พระมหากษัตริย์ เป็นตำแหน่งที่มี

    ผู้ระแวงสงสัย ทำให้ท่านวางตัวลำบาก จึงต้องตัดระแวงโดยการตั้งพระมหาอุปราช



    3) ในภายหน้า หากเมื่อวังหลวงทรงว่าราชการเต็มพระองค์ ท่านจะเป็นตัวกลางสำหรับ

    วังหลวงและวังหน้า จึงต้องตั้งวังหน้าเองกับมือเพื่อความอุ่นใจ



    โดย: Rinda [IP: 124.121.186.237,,]

    วันที่ 28 เม.ย. 2549 - 17:48:56



ความคิดเห็นที่ 114

จ้อ vcharkarn vmaster
11 พ.ค. 2549 17:08
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122



    ท่านใดเคยได้ยินเรื่องนี้บ้างไหมคะ



    ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าจะสวรรคต ได้พระราชทานพระหีบซึ่งทำด้วยทองคำฝังเพชร

    พร้อมเงินอีก 1,000 ชั่ง ให้แก่เจ้าพระยาฯ ทั้งหมดคิดเป็นเงิน 96,000 บาท ในสมัยนั้น

    คงมีมูลค่าหลายล้านบาทในสมัยนี้



    เคยอ่านวีรกรรมของเซอร์ ทอมัส นอกซ์ หลังจากเป็นที่ปรึกษาฝ่ายไทย ก็ได้ไปเป็นกงศุลอังกฤษ

    เห็นว่าประวัติแกแสบสุดๆ จนเจ้าพระยาฯบันทึกว่า



    "การสนทนาเจรจากับท่านกงศุลใหญ่อังกฤษนั้น ก่อให้เกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียนขยะแขยง เพราะกิริยามารยาทแปลกปลาดของบุรุษผู้นี้ ถ้าเขาไม่มีความเคารพต่อคำพูดของเรา เราก็ไม่มีทางที่เจรจากับเขาได้ ความโอหังของเขานั้น เกินกว่าที่รัฐบาลไทยจะทนได้"



    โดย: Rinda [IP: 125.24.90.212,,]

    วันที่ 29 เม.ย. 2549 - 15:37:19

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น