|
ทำไมการบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนช่วยลดอาการอยากอาหารได้
โพสต์เมื่อ:
14:54 วันที่ 15 พ.ค. 2549 ชมแล้ว:
113,876
ตอบแล้ว:
16
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 30 พ.ค. 2549 (21:28) คงต้องขอเรียนชี้แจงท่านผู้อ่านไว้สักนิดก่อนว่า ที่เรานำเรื่อง มหันตภัย : ไข้หวัดนก มาลงในฉบับนี้ แทนที่จะเป็นเรื่อง โรคกับการทำงาน ตามที่ได้บอกกล่าวกันไว้ในฉบับที่แล้ว ก็เป็นเพราะสถานการณ์ความรุนแรงและการระบาดอย่างรวดเร็วของโรคไข้หวัดนกในแถบภูมิภาคเอเชียนั่นเอง ดังนั้นจึงขอลัดคิวนำเรื่องนี้มาลงก่อน ส่วนบทความเรื่องโรคกับการทำงานนั้น สามารถติดตามอ่านได้ในฉบับหน้า จนถึงขณะที่กำลังนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ต้องยอมรับกันว่า ไข้หวัดนก เป็น มหันตภัย ที่คุกคามทั้งสุขภาพพลานามัยของผู้คนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศโดยแท้ ที่พูดถึงขนาดนี้ ก็เพราะไทยเราส่งออกไก่มากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองลงมาจากสหรัฐอเมริกาและบราซิล มีมูลค่าการส่งออกมาถึงปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท หรือในราว 3,300-4,100 ล้านบาทต่อเดือน และเจ้าไก่นี่ละ ที่ถือเป็นพระเอก ของโครงการครัวของโลกของบ้านเรา เพราะการส่งออกไก่ถือเป็นอันดับ 1 ของการส่งออกอาหารทั้งหมดของเรา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้คาดว่าสถานการณ์ไข้หวัดนก จะทำให้ยอดส่งออกไก่ลดลงถึงเดือนละ 3,000 ล้านบาทเลยทีเดียว นอกจากนี้โรคไข้หวัดนกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหวาดวิตกเทขายหุ้นกลุ่มแบงก์พาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง พลังงานและไฟแนนซ์ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีหุ้น (ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้) ปรับตัวลงถึง 17.54 จุด และมูลค่าการซื้อขายเหลือเพียง 23,175.02 ล้านบาท และคาดกันว่าข่าวการระบาดของไข้หวัดนกจะยังเป็นปัจจัยชี้นำนักลงทุนต่อไปอีกสักระยะ ส่วนสถานการณ์ความรุนแรงของการระบาดในไทยที่เริ่มจาก 2 จังหวัดในเดือนธันวาคม จนกลายมาเป็น 13 จังหวัด ในวันที่ 27 ม.ค. แล้วก็ลุกลามในชั่วข้ามคืนเป็น 25 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพ ฯ ในวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา คงต้องยอมรับกันว่าไข้หวัดนกเป็นไข้ที่ 'ติดปีก' สมชื่อจริง ๆ ด้วยเหตุผลของความรุนแรงและรวดเร็วในการระบาดดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น หากยังพบการระบาดในอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน ลาว ปากีสถาน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และกัมพูชา ทำให้สามองค์กรสหประชาชาติ ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรกรรมของสหประชาชาติ (FAO) และองค์การโรคระบาดสัตว์โลก (OIE) ต้องออกมาแถลงการณ์ร่วมกันในวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเตือนว่าการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดนกในภูมิภาคเอเชียในเวลานี้ เป็นงานที่ท้าทายความสามารถในการควบคุมโรคดังกล่าว แล้วยังส่งผลคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก จึงได้ร่วมกันกำหนดให้ไข้หวัดนกเป็นโรคที่มีการระบาดในขั้นอันตราย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ไทยในฐานะ 'พี่เบิ้ม' แห่งวงการส่งออกไก่เอเชีย จะอาสาเป็นเจ้าภาพถกปัญหาไข้หวัดนก ระหว่างประเทศ ในวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการประสานกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเขตเศรษฐกิจที่มีปัญหาร่วมกันเช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และกลุ่มลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพราะไม่ใช่ปัญหาของประเทศแต่ประเทศเดียว การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมในระดับรัฐมนตรี โดยกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรก ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่มีปัญหาร่วมกันในเรื่องไข้หวัดนก อันได้แก่ เวียดนาม ญี่ปุ่น จีน กัมพูชา และเกาหลีใต้ ส่วนกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มผู้ที่เป็นลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ประกอบด้วย สิงคโปร์ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรกรรมของสหประชาชาติ (FAO) และหลังเสร็จสิ้นการประชุม ในเวลาประมาณ 18.00 น. ก็ได้มีการแถลงข่าวจาก นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเข้าร่วมทั้ง 13 เขตเศรษฐกิจ ร่วมอยู่ในห้องแถลงข่าวด้วย โดยนายสุรเกียรติ์ กล่าวว่า ที่ประชุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาทั้งจากภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมา โดยตกลงให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใสระหว่างกัน และมีมาตรการที่เข้มงวด รวมทั้งปรับปรุงขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ ทุกประเทศจะดำเนินมาตรการภายใน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรกรรมของสหประชาชาติ (FAO) และองค์การโรคระบาดสัตว์โลก (OIE) โดยจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทั้ง 3 หน่วยงานดังกล่าว และจะมีการสร้างเครือข่ายในการควบคุมโรคในสัตว์ รวมถึงเครือข่ายในการควบคุมโรคจากคนสู่คน ตลอดจนสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ในเรื่องการระบาดของโรคจากสัตว์สู่คน เช่น การพัฒนายาและวัคซีนป้องกันโรค รวมถึงการเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือทางวิชาการ จากประเทศที่มีโรคไข้หวัดนกระบาด ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า การกำจัดต้นตอของเชื้อโรคเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนในช่วงเวลานี้ เพื่อยุติการแพร่ระบาดของเชื้อโรคลงโดยเร็ว และไทยเราก็ได้รับการยอมรับนับถือจากนานาประเทศว่าได้ดำเนินการตามมาตรการสูงสุดของ OIE และ FAO นั่นก็คือกำจัดสัตว์ปีกในรัศมี 5 กม. จากจุดที่ตรวจพบเชื้อ (พื้นที่สีแดง) เฝ้าระวังและห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในรัศมี 50 กม. จากจุดที่ตรวจพบเชื้อ (พื้นที่สีเหลือง) และหากสุ่มตรวจทุก 7 วัน จนครบ 21 วันแล้วไม่พบเชื้อก็จะประกาศให้เป็นพื้นที่สีเขียว แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังและห้ามเลี้ยงสัตว์ปีกชุดใหม่อยู่ดีจนกว่าจะครบ 90 วันหลังสัตว์ปีกตัวสุดท้ายตาย หลังจากนั้นจึงจะเลี้ยงสัตว์ปีกชุดใหม่ได้ ซึ่งก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในการเรียกความเชื่อมั่นจากกลุ่มประเทศผู้นำเข้าไก่จากบ้านเรา เพราะตอนนี้ทางญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้นำเข้าไก่อันดับ 1 ของไทย ก็อนุญาตให้นำไก่สุก และไก่กึ่งสุกเข้าจากไทยแล้ว โดยส่วนตัวของผู้เขียนเองแล้ว มีความเห็นว่าไก่ที่ส่งออก ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะกว่าจะ 'ผ่านด่าน' ไปส่งออกกันได้ ผู้ส่งออกก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบมาตรฐานกันจนมั่นใจนั่นละว่า ไก่ที่ส่งออกไป ปลอดภัยไร้โรคจริง ๆ และโดยส่วนใหญ่ ไก่ที่เราส่งออกก็เป็นไก่ฟาร์ม ซึ่งเลี้ยงในระบบปิด มีมาตรฐานความสะอาดค่อนข้างสูงมาก (อย่างที่เห็นในภาพยนตร์โฆษณาของบริษัทผู้ส่งออกยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งนั่นแล) ที่น่าเป็นห่วงจริง ๆ คงเป็นไก่บ้าน ไก่พื้นเมือง และไก่ที่ขายตามท้องตลาดมากกว่า เพราะไม่รู้ว่ามาจากไหน เป็นโรคตายก่อนเอามาขายหรือไม่ ซึ่งตามข้อมูลที่ทางกรมปศุสัตว์ออกมาแถลงสด ๆ ร้อน ๆ ก็ระบุว่าไก่ที่ตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกโดยส่วนใหญ่จะเป็นไก่พื้นเมือง หรือไก่บ้านที่เราเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเอง หรือที่ภาษาวิชาการเขาเรียกว่าเลี้ยงในระบบเปิดนั่นเอง วันนี้ก็เลยได้นำเอา แนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนก ของกระทรวงสาธารณสุขมาฝากกัน แต่ก่อนจะไปถึงแนวทางที่ว่า ก็ขอกล่าวถึงความเป็นมา สาเหตุ และอาการของโรคนี้สักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจ จะได้ไม่วิตกจริตจนเกินเหตุ เมื่อพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการเป็นไข้ไม่สบายในช่วงนี้นั่นเอง 1. เชื้อโรคไข้หวัดนก โรคไข้หวัดนก หรือ BIRD FLU เป็นโรคติดต่อของสัตว์ประเภทนก เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ที่พบในนก ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคในธรรมชาติ ตามปกติโรคนี้ติดต่อมายังคนได้ไม่ง่ายนัก แต่คนที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่เป็นโรคอาจติดเชื้อได้ มีรายงานการเกิดโรคในคนครั้งแรกในปี 2540 เมื่อเด็กชายชาวฮ่องกงวัย 3 ขวบ เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่อย่างกระทันหันจากการติดเชื้อไวรัสไก่ ในคราวที่เกิดโรคระบาดของสัตว์ปีกในฮ่องกง ไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza หมายถึง โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Influenza ในตระกูล Orthomyxoviridae ซึ่งเป็น RNA ไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม (Envelope) โดยมี Surface Antigens ที่สำคัญ ได้แก่ Hem agglutinin (H) มี15 ชนิด และ Neuraminidase (N) มี 9 ชนิด เชื้อไวรัส Influenza แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม A : แบ่งย่อยเป็นหลาย Subtypes ตามความแตกต่างของ H และ N Antigens พบในคนและสัตว์ชนิดต่าง ๆ ดังนี้ คน ปกติพบ 3 ชนิดได้แก่ H1N1, H2N2, H3N2 ส่วน H5N1 หรือไข้หวัดนกนั้นเพิ่งพบเป็นครั้งแรกในปี 2540 ตามที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น สุกร พบ 3 ชนิดได้แก่ H1N1, H1N2 และ H3N2 ม้า พบ 2 ชนิดได้แก่ H3N8 และ H7N7 สัตว์ปีก พบทุกชนิดได้แก่ H1-15 และ N1-9 กลุ่ม B : ไม่มี Subtype พบเฉพาะในคน กลุ่ม C : ไม่มี Subtype พบในคนและสุกร เชื้อไวรัสนี้มีเปลือกหุ้มจึงถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน (เช่น ที่อุณหภูมิ 56๐C นาน 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 60๐C นาน 30 นาที เป็นต้น) และสารเคมีต่าง ๆ เช่น สารที่มีคุณสมบัติในการละลายไขมัน (Lipid Solvents), ฟอร์มาลีน (Formalin), Betapropiolactone, Oxidizing Agents, Sodium Dodecylsulfate, Hydroxylamine, Ammonium Ions และ Iodine Compounds แต่เชื้อนี้สามารถคงอยู่ได้นานในสิ่งขับถ่าย เช่น น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย เสมหะ อุจจาระ เป็นต้น แถมเชื้อนี้ยังสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงทาง Antigenicity ได้ง่าย โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ยีนเพียงเล็กน้อย (Antigenic Drift) หรือมีการเปลี่ยนยีนในกรณีที่เซลล์มีการติดเชื้อ 2 Subtype ที่แตกต่างกัน กลายเป็น Subtype ใหม่ (Antigenic Shift) พูดง่าย ๆ ว่ามันกลายพันธุ์ได้นั่นเอง แด (IP:203.188.39.251,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 25 มิ.ย. 2549 (13:21) ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความดี ๆ ให้ความรู้กับคนไทยครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ ตัวหนังเล็กอ่านยาก mod (IP:203.156.27.128) |