วิชาการดอทคอม ptt logo

ยีน

โพสต์เมื่อ: 20:22 วันที่ 24 พ.ค. 2549         ชมแล้ว: 5,724 ตอบแล้ว: 6
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
อยากทราบเนื้อหาเกี่ยวกับยีนอ่า ด่วนน้า


เดกโง่(58.9.169.28,,)





จำนวน 6 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 24 พ.ค. 2549 (20:32)
เราคงเคยได้ยินบ่อยครั้งว่ายีนคือ หน่วยพันธุกรรม ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ ไปสู่ลูกหลานได้ ยีนเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอ ที่มีส่วนประกอบของเบส สี่ตัวเรียงราย กันอยู่ อาจอยู่บนโครโมโซม หรือส่วนอื่นใดของเซลล์ก็ได้ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด จะมีมวลสารดีเอ็นเอ และจำนวนยีนแตกต่างกัน เช่น แบคทีเรีย มียีนประมาณ 4,000 ยีน แมลงหวี่ 20,000 ยีน พืชชั้นสูง 30,000-50,000 ยีน และ มนุษย์ประมาณ 100,000 ยีน เป็นต้น มวลสารดีเอ็นเอและจำนวนยีนจึงเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต แต่ละชนิดพันธุ์ (species) ซึ่งเรียกกันทางวิชาการว่า จีโนม (genome) ดังนั้นจีโนมข้าวจึงเล็กกว่า จีโนมของมนุษย์



ยีนในสิ่งมีชีวิตอาจจัดเป็นสามกลุ่ม คือ กลุ่มแรก ทำหน้าที่สร้างโปรตีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในโครงสร้าง และการทำปฏิกริยาทางเคมี กลุ่มที่สอง ทำหน้าที่ กำกับ การทำงานของยีนตัวอื่น ที่จะกำหนดให้ทำหน้าที่ตรง ไหนและเมื่อใด (regulatory genes) และกลุ่มที่สามเป็นยีน ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม ให้การใช้ ข้อมูลซึ่งเก็บอยู่ ในดีเอ็นเอนั้น ได้ถูกใช้อย่างถูกต้อง
am_sci@hotmail.com (IP:61.91.39.27,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 24 พ.ค. 2549 (20:38)
"ยีนอยู่บนโครโมโซม” (Genes Are Located on Chromosomes) ช่วงปี 1910 – 1920



ทอมัส ฮันต์ มอร์แกน (Thomas Hunt Morgan) ค้นพบว่ายีนนั้นมีตำแหน่งอยู่บนโครโมโซม โดยเขาได้ศึกษาเกี่ยวกับโครโมโซมเพศของแมลงหวี่ และสรุปว่าลักษณะตาสีขาวของแมลงหวี่ ถูกควบคุมด้วยยีนด้อยที่มีตำแหน่งอยู่บนโครโมโซมเพศ และต่อมาในปี ค.ศ.1911เขายังแสดงให้เห็นอีกว่าบนโครโมโซมแต่ละแท่งประกอบด้วยยีนหลาย ๆ ตำแหน่งรวมกันอยู่ (linkage) และตั้งทฤษฎีโครโมโซมเกี่ยวกับพันธุกรรม พร้อมทั้งเขียนหนังสือที่ได้จากการสัมมนาของเขาและนักศึกษาต่อสมมติฐานชิ้นนี้ออกมาใช้ชื่อว่า “เดอะ แมคานิซึม ออฟ เมนเดลเลียน เฮียดิตี”(The Mechanism of Mendelian Heredity) หรือกลไกการสืบพันธุ์ของเมนเดลนั่นเอง
am_sci@hotmail.com (IP:61.91.39.27,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 24 พ.ค. 2549 (20:38)
“1 ยีน 1 เอ็นไซม์” (Genes Control Biochemical Events) ในปี 1930



จอร์จ เวลส์ บีเดิล (George Wells Beadle) ร่วมกับ เอ็ดเวิร์ด ทาทัม (Edward Tatum) ได้เสนอสมมติฐาน “1 ยีน 1 เอ็นไซม์” (one gene one enzyme) จากการทดลองในเชื้อรานิวโรสปอรา (neurospora) ซึ่งหมายถึง ยีน 1 ตัวควบคุมทำให้เกิดการทำงานของเอนไซม์ 1 ชนิด (แต่ต่อมาได้มีนักวิทยาศาสตร์

พบว่าสิ่งมีชีวิตทั่วไปอาจมียีนบางยีนเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีนที่ไม่ใช่เอนไซม์ เช่น พวกคอลลาเจน และยังพบว่าโปรตีนบางชนิดอาจมีสายโพลีเปปไทด์ (polypeptide) เพียงสายเดียว (โพลีเปปไทด์ปกติจะมีสายโซ่ของกรดอมิโนตั้งแต่ 3 เส้นขึ้นไป) เช่น โปรอินซูลิน แต่โปรตีนบางชนิดประกอบด้วยสายโพลีเปปไทด์มากกว่าหนึ่งสาย เช่น โมเลกุลฮีโมโกลบินประกอบด้วยอัลฟา 2 สาย และสายบีตา 2 สาย จึงนำข้อมูลใหม่ที่ได้ปรับปรุงสมมติฐานของบีเดิลกับเทตัม คือ สมมติฐานยีนหนึ่งที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสังเคราะห์โพลีเปปไทด์สายหนึ่ง (one gene - one polypeptide))
am_sci@hotmail.com (IP:61.91.39.27,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 24 พ.ค. 2549 (20:39)
“ยีนบางตัวกระโดดได้” (Some Genes Can Jump) ในปี 1940



บาร์บารา แม็กคินต็อก (Barbara McClintock) ได้ค้นพบการเคลื่อนที่ของธาตุพันธุกรรม หรือที่รู้จักกันดีว่า “การกระโดดของยีน” (jumping genes) บนโครโมโซม โดยได้อธิบายผ่านข้าวโพดที่เม็ดมีสีต่างๆ เป็นหย่อมๆ โดยการเคลื่อนที่เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอ (DNA) ที่สามารถเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่งต่างๆ ได้ภายในยีนของเซลล์เดี่ยว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการผ่าเหล่า (mutations) และเพิ่ม (หรือลด) จำนวน DNA ในยีนได้

(DNA ย่อมาจาก deoxyribonucleic acid หรือ “กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก” เป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่มีในโครโมโซมของเซลล์และในไวรัส มีหน้าที่ในการเก็บสะสมรหัสทางพันธุกรรม)
am_sci@hotmail.com (IP:61.91.39.27,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 25 พ.ค. 2549 (21:14)
แต่ละโมเลกุลของดีเอ็นเอประกอบด้วยยีน (gene) มากมาย คำว่ายีนหมายถึงหน่วยถ่ายทอดพันธุกรรมหน่วยหนึ่ง ซึ่งที่จริงก็คือชุดของคู่เบสหลายคู่ที่มาเรียงลำดับกันนั่นเอง แต่ถูกจัดเป็นชุดหรือเป็นยีนหนึ่ง ๆ เนื่องจากการเรียงลำดับคู่เบสในส่วนนั้นประกอบกันขึ้นเป็นรหัสที่สื่อถึงข้อมูลได้ประการหนึ่ง ยีนมีตำแหน่งแน่นอนโดยการอ้างอิงกับโครโมโซม ประมาณว่าในจีโนมของมนุษย์มียีนกว่า 100,000 ยีน

ยีนมนุษย์มีขนาดไม่เท่ากัน บางยีนมีขนาดหลายพันคู่เบส ขณะนี้ทราบแล้วว่าในจีโนมทั้งหมด มีคู่เบสที่เป็นรหัสข้อมูลสำหรับสร้างโปรตีน (protein-coding sequence) เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ลำดับคู่เบสในยีนที่เป็นรหัสสำหรับสร้างโปรตีนมีชื่อเรียกว่าเอ็กซอน (exon หรือ exon sequence) คู่เบสที่เหลืออีกร้อยละ 90 เป็นคู่เบสที่ไม่เป็นรหัสข้อมูลและอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในยีน ลำดับคู่เบสที่ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียงลำดับถูกส่งออกไปนอกนิวเคลียสแต่ไปไม่ถึงกระบวนการสร้างโปรตีนก็มี เรียกว่าอินทรอน (intron หรือ intron sequence) คาดว่าดุลยภาพหรือสัดส่วนที่ลงตัวของจีโนมนั้นต้องอาศัยคู่เบสอื่น ๆ ที่ไม่แสดงว่าเป็นรหัสเลยด้วย แต่คู่เบสเหล่านั้นทำหน้าที่อะไร ขณะนี้ยังไม่ทราบ สันนิษฐานว่าอาจจะทำหน้าที่ควบคุมลำดับคู่เบส หรือเป็นตัวกั้นระหว่างส่วนต่าง ๆ ในยีน ก็เป็นได้



สิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ และมีบทบาทสำคัญคือยิ่งเนื่องจากเป็นตัวกำหนดหน้าที่ของเซล เราทราบว่าเซลแต่ละส่วนในร่างกายไม่เหมือนกัน เช่น เซลฝ่ามือ เซลหนังศีรษะ เซลตับ มีความแตกต่างกันออกไปทั้งหน้าตาและหน้าที่ สิ่งที่ทำหน้าที่กำหนดความแตกต่างเหล่านี้ก็คือโปรตีนที่อยู่ในเซลนี่เอง



ในร่างกายมนุษย์มีการสร้างโปรตีนประมาณ 100,000 ชนิด โปรตีนมีโมเลกุลใหญ่และซับซ้อน ประกอบขึ้นจากกรดอมิโน (amino acid) ซึ่งมี 20 ชนิด การเรียงลำดับของกรดอมิโนในโปรตีนเป็นไปตามข้อมูลที่ได้รับมาจากเอ็กซอน คู่เบส 3 คู่ในเอ็กซอนที่เป็นรหัสของกรดอมิโนเรียกว่าโคดอนส์ (codons) ตัวอย่างเช่น โคดอนส์อันหนึ่งมีลำดับคู่เบส ATG จะหมายถึงกรดอมิโนเมธิโอนีน (methionine) เนื่องจากการระบุกรดอมิโน 1 โมเลกุลใช้คู่เบส 3 คู่ และขนาดเฉลี่ยของยีนมีคู่เบสประมาณ 3,000 คู่ นั่นหมายถึงโปรตีนจากยีนขนาดเฉลี่ยจะมีกรดอมิโนต่อกันอยู่ประมาณ 1,000 โมเลกุลด้วย



รหัสพันธุกรรม (genetic code) หมายถึงอนุกรมของโคดอนส์ซึ่งทำหน้าที่กำหนดว่าจะต้องใช้กรดอมิโนตัวใดในการสร้างโปรตีนที่ต้องการ



บริเวณที่มีการสร้างโปรตีนในเซลได้แก่บริเวณนอกนิวเคลียส ซึ่งเรียกว่าไซโตพลาสซึม (cytoplasm) รหัสคำสั่ง (ลำดับคู่เบส) สำหรับสร้างโปรตีนจากยีนถูกส่งผ่านกรดซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำสาร (messenger) ชนิดหนึ่งคือ เอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger ribonucleic acid – mRNA) เอ็มอาร์เอ็นเอมีโครงสร้างเหมือนกับเส้นนิวคลีโอไทด์เส้นหนึ่งของดีเอ็นเอทุกประการยกเว้นนิวคลีโอไทด์ thymine (T) ถูกแทนที่ด้วยนิวคลีโอไทด์ Uracil (U) ซึ่งจะจับคู่กับ Adenine (A) เหมือน T ในดีเอ็นเอ เมื่อต้องการนำข้อมูลจากยีนไปใช้ (gene expression) นิวเคลียสจะสร้างเอ็มอาร์เอ็นเอขึ้นโดยมีดีเอ็นเอเป็นต้นแบบ กระบวนการนี้เรียกว่า Transcription แล้วเอ็มอาร์เอ็นเอจะเดินทางออกจากนิวเคลียสมาที่ไซโตพลาสซึม ไรโบโซมซึ่งมีส่วนประกอบเป็นโปรตีนและอาร์เอ็นเอชนิดหนึ่งจะทำหน้าที่แปลรหัสจากแต่ละโคดอนส์ของเอ็มอาร์เอ็นเอว่า ต้องการกรดอมิโนตัวใด แล้วจะสั่งให้ทีอาร์เอ็นเอซึ่งทำหน้าที่ในการขนส่ง (transfer RNA – tRNA) ไปดึงกรดอมิโนอิสระที่ต้องการมายังไรโบโซมเพื่อให้ไรโบโซมต่อกรดอมิโนเข้าด้วยกันเป็นโมเลกุลโปรตีนขนาดใหญ่ขึ้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถแยกเอ็มอาร์เอ็นเอออกมาได้และใช้เป็นต้นแบบในการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ ดีเอ็นเอที่สังเคราะห์ขึ้นเรียกว่า ซีดีเอ็นเอ (complementary DNA ย่อ cDNA) เมื่อนำซีดีเอ็นเอนี้ไปเปรียบเทียบหาส่วนที่ตรงกันในดีเอ็นเอจริงบนโครโมโซม ก็ช่วยให้ทราบตำแหน่งของยีนบนโครโมโซมที่เป็นต้นแบบของเอ็มอาร์เอ็นเอนั้น ๆ ได้ วิธีการนี้ใช้ในการทำแผนผังโครโมโซม (chromosome mapping) ด้วย
am_sci@hotmail.com (IP:61.91.39.122,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 19 ธ.ค. 2552 (19:57)
เป็นเอามากเนี่ย ถามเองตอบเองเนี่ย
papiyong_junior@hotmail.com (IP:61.90.246.226)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม