|
เอทานอลจากพืชเหลือใช้นำมาเป็นพลังงานทดแทนได้
โพสต์เมื่อ:
19:37 วันที่ 29 พ.ค. 2549 ชมแล้ว:
102,222
ตอบแล้ว:
7
จำนวน 6 ความเห็น, หน้า่ | -1- การเบรคดาวน์เซลลูโลสซึ่งค่อข้างดื้อดึงต่อปฏิกิริยาอาจทำให้ต้องเสียค่าใข้จ่านเพิ่มในขั้นตอนพรีทรีตเมนต์ และถ้าเอนไซม์มีประสิทธิภาพต่ำอาจทำให้ได้น้ำตาลน้อย กระบวนการผลิตโดยวีนี้ไม่ได้เปรียบวิธีปกติครับ เพราะมีขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบเพิ่มขึ้นมาจากวิธีปกติ ซึ่งหมายถึงกระบวนการผลิตมัขั้นตอนเยอะกว่าซึ่งแน่นอนต้องลงทุนมากกว่า ที่ได้เปรียบจริง ๆ คือราคาวัตถุดิบที่ถูกกว่า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 20 ส.ค. 2549 (01:02) Al Gore พูดถึงวิธีนี้ใน An Inconvenient Truth ผมก็เลยสนใจเป็นพิเศษ คุณ Thawankesmala ช่วยอธิบายขั้่นตอนคร่าว ๆ ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ เอาแบบภาษาชาวบ้านนะครับ ผมก็ติดตามเทคโนโลยีทางด้านการเปลี่ยนมวลชีวภาพให้เป็นสื่อพลังงานในรูปที่สดวกใช้อยู่ครับ เทคโนโลยีหลัก ๆ คือ 1. การเผา ให้ได้ความร้อน เอาความร้อนไปต้มน้ำ เอาไอน้ำไปหมุนกังหันไอน้ำ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า และเชื่อมต่อเข้ากับสายไฟฟ้าสาธารณะ 2.การเปลี่ยนเป็นแก้ส โดยมีการเผาไหม้บางส่วน ที่เรียกรวม ๆ กันว่า gasification และ pyrolysis (แต่สองวิธีนี้แตกต่างกัน) ได้แก้ส ไปเผาไหม้เพื่อหมุนกังหันแก้ส ความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ก็เอาคืนได้โดยเอาไปต้มน้ำ (เหมือนข้อ 1) แก้สที่ได้คล้ายแก้สธรรมชาติ เอาไปทำอะไรก็ได้ที่แก้สธรรมชาติทำได้ 3. การย่อยสลายมวลชีวภาพโดยการหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจน ที่เห็นชัด ๆ คือการทำบ่อไบโอแก้สโดยหมักขี้หมู หรือเอาไบโอแมสฝังดินแล้วคอยเก็บเกี่ยวแก้สที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลาย 4. การหมักแบบใช้ออกซิเจนตามด้วยการกลั่น คือวิธีปกติที่ผลิตแอลกอฮอล์จากแป้งและน้ำตาล 5. การทำให้เซลลูโลสเป็นโมเลกุลเล็กลง โดยปฏิกิริยาเคมีภายใต้สภาพอุณหภูมิและความดันสูง ซึ่งผลผลิตที่ได้คือเชื้อเพลิงเหลว แต่ผมยังไม่พบว่ามีรายงานการใช้วิธีนี้ในทางอุตสาหกรรม แต่มีความเป็นไปได้ในสภาพห้องทดลอง 6. การทำให้เซลลูโลสเป็นน้ำตายก่อนแล้วจึงต่อด้วยวิธที่ 4 เราจะไม่พูดถึงวิธีอื่น ๆ แต่จะมาเปรียบเทียบวิธีที่ 4 กับวิธีที่ 6 ในวิธีที่ 4 นั้น วัตถุดิบที่ใช้คือแป้งและน้ำตาล ที่ปกติใช้เป็นอาหารคนและอาหารสัตว์ การได้มาซึ่งวัตถุดิบต้องใช้เชื้อเพลิงไม่ทางตรงก็ทารงอ้อม เช่นผ่านทางแรงงานรถแทรกเตอร์ในการไถ เก็บเกี่ยว ผ่านทางการกำจัดวัชพืช พันธุ์พืช ตลอดจนการกลั่นที่ต้องใส่พลังงานเข้าไป และอื่น ๆ เมื่อผลิตเป็นแอลกอฮอล์แล้วพลังงานที่ได้มาอาจน้อยกว่าพลังงนานที่จ่ายไป นั่นคือพลังงานติดลบ ที่เห็นว่ามีประสิทธิภาพแข่งขันได้กับน้ำมันแก้สโซลีนคือการผลิตเอธานอลจากอ้อยในปรเทศบราซิลเท่านั้น เพราะเขาพัฒนาเทคโนโลยีมานานแล้ว ทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ สำหรับการใช้วัตถุดิบมวลชีวภาพที่เป็นของเหลือทิ้ง จะได้เปรียบที่ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ เพราะเสียเพียงค่าเก็บรวบรวม และค่าขนส่ง และอาจไม่ต้องซื้อ (ได้มาเปล่า ๆ) ต้นทุนวุตถุดิบจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้นทุนแอลกอฮอล์ต่อลิตรสูงหรือต่ำ และต้นทุนของเหลือทิ้งจะต่ำมากเมื่อเทียบกัยวัตถุดิบที่เป็นแป้งและน้ำตาล แต่อย่างไรก็ตามวัตถุดิบที่เป็นเซลลูโลสเอามาหมักทันทีได้ ต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อน ซึ่งก็คือ ต้องทำให้มีขนาดชิ้นส่วนเล็กลง แยกเอาสารที่ไม่ใช้เวลลูโลสออก บ่มเซลลูโลสด้วยไอน้ำร้อนเพื่อสารเร่ง (เอนไซม์) เข้าไปทำปฏิกิริยาได้ง่าย มีหลายบริษัทที่อ้างว่าสามารถผลิตเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้ามีขั้นตอนการเตรียมความพร้อมหลายขั้นตอนก็หมายถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในส่วนของกระบวนการผลิต ซึ่งจะทำให้ไม่ได้เปรียบวัตถุดิบพวกแป้งและน้ำตาล แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้ก็น่าสนใจ ถ้าพัฒนาสารตัวเร่งให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดขั้นตอนการผลิตให้น้อยลง นอกจากนั้น ยังสามาถใช้ส่วนที่ไม่ใช่เซลลูโลส หรือเซลลูโลสที่ไม่สามารถย่อยได้เป็นเชื้อเพลิงให้กับระบบ และยังมีเหลือเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ด้วย ขอบคุณสำหรับความรู้ สาระดีๆ ที่น่าสนใจ จะคอยติดตามผลงาน และเป็นกำลังใจให้นะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 31 ก.ค. 2551 (12:41) ภาพและขั้นตอนก่รสกัดเอทานิล นฤมล (IP:125.27.229.183) |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |