วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
เอทานอลจากพืชเหลือใช้นำมาเป็นพลังงานทดแทนได้
โพสต์เมื่อ: 19:37 วันที่ 29 พ.ค. 2549         ชมแล้ว: 102,222 ตอบแล้ว: 7
13168
บริษัทของแคนาดาได้พัฒนาวิธีการใหม่ ที่เป็นกระบวนการที่ใช้ผลิตพลังงานทดแทน “เอทานอล” ที่ได้จากของเสียจากฟาร์ม

ด้วยปัจจุบันราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญได้หวังว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะสามารถลดความต้องการพลังงานถ่านหิน และเพิ่มความปลอดภัยต่อพลังงานมากขึ้น

Jim Easterly ที่ปรึกษาทางด้านพลังงานชีวภาพในกรุงวอชิงตัน ดีซีกล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาก การใช้พลังงานจากเอทานอลมีอยู่จำกัด เพราะว่าราคาในการผลิตสูงเกินไป เอทานอลที่ผลิตจากเมล็ดข้าวโพดและเมล็ดข้าวสาลีมีประวัติว่าแพงกว่าแก๊สโซลีนที่ผลิตจากน้ำมัน

จากตัวอย่าง การผลิตเอทานอลจากข้าวโพดใช้พลังงานจากนน้ำมันและไฟฟ้าสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่การปลูกข้าวโพดไปจนถึงพลังงานในการต้มพืชเพื่อสกัดเอาเอทานอล แต่ปริมาณของเอทานอลที่ได้มักจะเท่ากับหรือน้อยกว่าปริมาณของพลังงานถ่านหินที่ต้องการใช้

ปัจจุบันที่ Ottawa ในบริษัทของกลุ่ม logen อาจมีวิธีแก้ปัญหาการผลิตเหล่านี้ได้ นักวิจัยของบริษัทได้มองไปที่เอนไซม์หลายชนิดและวิธีที่มันทำลายเส้นใยของพืช ขั้นตอนกระบวนการใหม่นี้ถูกพัฒนามาเพื่อใช้ส่วนที่เหลือจากการเพาะปลูกพืชเพื่อใช้ทำอาหาร เช่น ฟางที่เหลือหลังจากการที่เก็บเกี่ยวข้าวสาลี นำมาใช้ในการผลิตเอทานอล

กระบวนการนี้มีความใกล้เคียงกับการหมักมาก Mandy Chepeka โฆษกของบริษัทกล่าว

เขากล่าวว่า เริ่มจากกังหันวิดน้ำจากฟางของข้าวสาลี มีการเติมเอนไซม์ลงไปเปลี่ยนฟางให้กลายเป็นน้ำตาล และปล่อยให้มันหมักและกลั่น ทำให้น้ำตาลเปลี่ยนเป็นเอทานอล มากกว่านั้น การผลิตเอทานอลจะทำให้ได้ผลพลอยได้คือ ลิกนิน ซึ่งเป็นส่วนผสมของโพลีเมอร์ที่พบตามธรรมชาติในเนื้อไม้ที่จับเส้นใยในพืชเข้าด้วยกัน

ลิกนินสกัดได้จากของเหลือจากฟาร์มที่สามารถเผาไหม้ได้เหมือนถ่านหิน เพื่อให้พลังงานในการผลิตเอทานอลได้สะดวก

Easterly ที่ปรึกษาทางด้านพลังงาน กล่าวว่า เกือบ 1 ใน 4 ส่วนของพืชคือลิกนิน ซึ่งสามารถสกัดเพื่อนำไปใช้ในการหุงต้ม

จากหน่วยงานเกษตรของอเมริกากล่าวว่า โรงงานเหล่านั้นอาจไม่ได้ต้องการพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเพื่อนำมาใช้โรงงาน Shapouri กล่าวว่า พวกเขาสามารถผลิตไฟฟ้าพิเศษที่ส่งไปยังขดลวดพลังงานของสาธารณะ ซึ่งมันเพียงพอที่จะใช้แล้ว และชาวนาที่อยู่ใกล้ๆ โรงงานก็จะมีแหล่งรายได้จากของเหลือทิ้งจากการทำการเกษตร

ทางบริษัทจึงได้สร้างโรงงานสาธิตขึ้นใน Ottawa เพื่อจัดหาเอทานอลไปยังผู้ใช้ท้องถิ่น จุดที่ยากก็คือการหาโรงงานพาณิชย์แรกที่จะเริ่มทำ Shapouri กล่าวว่า ความจริงของเรื่องนี้ก็คือต้องมีใครสักคนสร้างโรงงานแรกเริ่ม และไม่มีใครต้องการที่จะทำ พวกเขาต้องการที่จะสร้างโรงงานเป็นที่สอง เพื่อที่จะเรียนรู้ความผิดพลาดจากที่แรก

การขยายจากส่วนที่ทดสอบไปยังโรงงานพาณิชย์จริงๆ นั้นเป็นเรื่องที่ทำยาก แต่ด้วยราคาของพลังงานที่สูงขึ้นของโลก ความกล้าได้กล้าเสียก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่วอล์ทสตรีทต้องลองเสี่ยง

ธนาคารเพื่อความมั่นคงทางการลงทุน Goldman Sachs ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามันต้องใช้เงิน 30 ล้านยูเอสดอลลาส์สำหรับ logen

ดูเหมือนกับว่ากระบวนการในการผลิตเอทานอลนี้ ทำให้เห็นข้อได้เปรียบอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการผลิตเอทานอลด้วยวิธีธรรมดา โดยการใช้ส่วนที่เหลือจากการทำการเกษตร ทำให้เราสามารถขยายการนำแหล่งพลังงานกลับมาใช้ใหม่ซึ่งเป็นผลดีกลับสิ่งแวดล้อมด้วย

ที่มา http://news.nationalgeographic.com/news/2006/05/ethanol-1.html


ธัญญวรรณ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 153 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 173 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 6 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 ส.ค. 2549 (15:17)
การเบรคดาวน์เซลลูโลสซึ่งค่อข้างดื้อดึงต่อปฏิกิริยาอาจทำให้ต้องเสียค่าใข้จ่านเพิ่มในขั้นตอนพรีทรีตเมนต์ และถ้าเอนไซม์มีประสิทธิภาพต่ำอาจทำให้ได้น้ำตาลน้อย
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 282 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 15 ส.ค. 2549 (17:31)
กระบวนการผลิตโดยวีนี้ไม่ได้เปรียบวิธีปกติครับ เพราะมีขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบเพิ่มขึ้นมาจากวิธีปกติ ซึ่งหมายถึงกระบวนการผลิตมัขั้นตอนเยอะกว่าซึ่งแน่นอนต้องลงทุนมากกว่า ที่ได้เปรียบจริง ๆ คือราคาวัตถุดิบที่ถูกกว่า
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 282 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 20 ส.ค. 2549 (01:02)
Al Gore พูดถึงวิธีนี้ใน An Inconvenient Truth ผมก็เลยสนใจเป็นพิเศษ

คุณ Thawankesmala ช่วยอธิบายขั้่นตอนคร่าว ๆ ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ

เอาแบบภาษาชาวบ้านนะครับ
เจ๊กไทย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 15 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 20 ส.ค. 2549 (10:52)
ผมก็ติดตามเทคโนโลยีทางด้านการเปลี่ยนมวลชีวภาพให้เป็นสื่อพลังงานในรูปที่สดวกใช้อยู่ครับ เทคโนโลยีหลัก ๆ คือ

1. การเผา ให้ได้ความร้อน เอาความร้อนไปต้มน้ำ เอาไอน้ำไปหมุนกังหันไอน้ำ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า และเชื่อมต่อเข้ากับสายไฟฟ้าสาธารณะ
2.การเปลี่ยนเป็นแก้ส โดยมีการเผาไหม้บางส่วน ที่เรียกรวม ๆ กันว่า gasification และ pyrolysis (แต่สองวิธีนี้แตกต่างกัน) ได้แก้ส ไปเผาไหม้เพื่อหมุนกังหันแก้ส ความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ก็เอาคืนได้โดยเอาไปต้มน้ำ (เหมือนข้อ 1) แก้สที่ได้คล้ายแก้สธรรมชาติ เอาไปทำอะไรก็ได้ที่แก้สธรรมชาติทำได้
3. การย่อยสลายมวลชีวภาพโดยการหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจน ที่เห็นชัด ๆ คือการทำบ่อไบโอแก้สโดยหมักขี้หมู หรือเอาไบโอแมสฝังดินแล้วคอยเก็บเกี่ยวแก้สที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลาย
4. การหมักแบบใช้ออกซิเจนตามด้วยการกลั่น คือวิธีปกติที่ผลิตแอลกอฮอล์จากแป้งและน้ำตาล
5. การทำให้เซลลูโลสเป็นโมเลกุลเล็กลง โดยปฏิกิริยาเคมีภายใต้สภาพอุณหภูมิและความดันสูง ซึ่งผลผลิตที่ได้คือเชื้อเพลิงเหลว แต่ผมยังไม่พบว่ามีรายงานการใช้วิธีนี้ในทางอุตสาหกรรม แต่มีความเป็นไปได้ในสภาพห้องทดลอง
6. การทำให้เซลลูโลสเป็นน้ำตายก่อนแล้วจึงต่อด้วยวิธที่ 4

เราจะไม่พูดถึงวิธีอื่น ๆ แต่จะมาเปรียบเทียบวิธีที่ 4 กับวิธีที่ 6

ในวิธีที่ 4 นั้น วัตถุดิบที่ใช้คือแป้งและน้ำตาล ที่ปกติใช้เป็นอาหารคนและอาหารสัตว์ การได้มาซึ่งวัตถุดิบต้องใช้เชื้อเพลิงไม่ทางตรงก็ทารงอ้อม เช่นผ่านทางแรงงานรถแทรกเตอร์ในการไถ เก็บเกี่ยว ผ่านทางการกำจัดวัชพืช พันธุ์พืช ตลอดจนการกลั่นที่ต้องใส่พลังงานเข้าไป และอื่น ๆ เมื่อผลิตเป็นแอลกอฮอล์แล้วพลังงานที่ได้มาอาจน้อยกว่าพลังงนานที่จ่ายไป นั่นคือพลังงานติดลบ ที่เห็นว่ามีประสิทธิภาพแข่งขันได้กับน้ำมันแก้สโซลีนคือการผลิตเอธานอลจากอ้อยในปรเทศบราซิลเท่านั้น เพราะเขาพัฒนาเทคโนโลยีมานานแล้ว ทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ

สำหรับการใช้วัตถุดิบมวลชีวภาพที่เป็นของเหลือทิ้ง จะได้เปรียบที่ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ เพราะเสียเพียงค่าเก็บรวบรวม และค่าขนส่ง และอาจไม่ต้องซื้อ (ได้มาเปล่า ๆ) ต้นทุนวุตถุดิบจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้นทุนแอลกอฮอล์ต่อลิตรสูงหรือต่ำ และต้นทุนของเหลือทิ้งจะต่ำมากเมื่อเทียบกัยวัตถุดิบที่เป็นแป้งและน้ำตาล

แต่อย่างไรก็ตามวัตถุดิบที่เป็นเซลลูโลสเอามาหมักทันทีได้ ต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อน ซึ่งก็คือ ต้องทำให้มีขนาดชิ้นส่วนเล็กลง แยกเอาสารที่ไม่ใช้เวลลูโลสออก บ่มเซลลูโลสด้วยไอน้ำร้อนเพื่อสารเร่ง (เอนไซม์) เข้าไปทำปฏิกิริยาได้ง่าย

มีหลายบริษัทที่อ้างว่าสามารถผลิตเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้ามีขั้นตอนการเตรียมความพร้อมหลายขั้นตอนก็หมายถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในส่วนของกระบวนการผลิต ซึ่งจะทำให้ไม่ได้เปรียบวัตถุดิบพวกแป้งและน้ำตาล

แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้ก็น่าสนใจ ถ้าพัฒนาสารตัวเร่งให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดขั้นตอนการผลิตให้น้อยลง นอกจากนั้น ยังสามาถใช้ส่วนที่ไม่ใช่เซลลูโลส หรือเซลลูโลสที่ไม่สามารถย่อยได้เป็นเชื้อเพลิงให้กับระบบ และยังมีเหลือเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ด้วย
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 282 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 17 ต.ค. 2549 (15:33)
ขอบคุณสำหรับความรู้ สาระดีๆ ที่น่าสนใจ
จะคอยติดตามผลงาน และเป็นกำลังใจให้นะครับ
teerayutt เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 6 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 31 ก.ค. 2551 (12:41)
ภาพและขั้นตอนก่รสกัดเอทานิล
นฤมล (IP:125.27.229.183)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.