๗๖ ปี วันมหาธีรราชเจ้า

๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ครบ ๗๖ ปีของการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


ขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับพระองค์ท่านมาลงไว้ในกระทู้นี้


ขอเชิญผู้สนใจร่วมตั้งคำถามหรือให้ความรู้เพิ่มเติมด้วยนะคะ




บทพระราชนิพนธ์




ความเอยความรัก


เริ่มประจักษ์ชั้นต้น ณ หนไหน


เริ่มจำเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ


หรือเริ่มในสมองตรองจงดี




แรกจะเกิดเป็นไฉนใครรู้บ้าง


อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่


ใครถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรตี


ผู้ใดมีคำตอบขอบใจเอย




ตอบเอยตอบถ้อย


เกิดเมื่อเห็นน้องน้อยอย่างสงสัย


ตาประสบตารักสมัครไซร้


เหมือนหนึ่งให้อาหารสำราญครัน




แต่ถ้าแม้สายใจไม่สมัคร


เหมือนฆ่ารักเสียแต่เกิดย่อมอาสัญ


ได้แต่ชวนเพื่อนยามาพร้อมกัน


ร้องรำพันสงสารรักหนักหนาเอย




จาก เวนิสวาณิช


แปลจาก The Merchants of Venice ของ William Shakespeare


******************************


ถึงกลางวันสุริยันแจ่มประจักษ์


ไม่เห็นหน้านงลักษณ์ยิ่งมืดใหญ่


ถึงราตรีมีจันทร์อันอำไพ


ไม่เห็นโฉมประโลมใจก็มืดมน




อ้าดวงสุริย์ศรีของพี่เอ๋ย


ขอจงเผยหน้าต่างนางอีกหน


ขอเชิญจันทร์แจ่มกระจ่างกลางสกล


เยี่ยมให้พี่ยลเยือกอุรา




จาก วิวาหพระสมุทร


*************************


สาวน้อยจงจำคำข้าสอน


แม้บังอรหวังชายหมายเป็นคู่


เมื่อแรกพบเขาจ้องอย่ามองดู


ต้องล่อชู้ด้วยทีตระหนี่ตัว




หญิงคนใดได้ง่ายชายเขาค่อน


ว่ารีบร้อนหมดกระดากอยากมีผัว


ยิ่งทำอายหดหู่ดูทีกลัว


เหมือนยิ่งยั่วเย้าชายให้หมายมอง




อย่าอิดเอื้อนเชือนช้ามารยานาน


เขารำคาญกลับใจไม่ใฝ่ต้อง


เมื่อควรยอมยอมเทียวลูกถูกทำนอง


ได้แล้วต้องผูกไว้ไม่ละเลย




เสร็จวิวาห์สารพัดมัดแน่นแล้ว


ผัวไม่แคล้วมือเรานะเจ้าเอ๋ย


ขู่กำราบปราบผัวหัวไม่เงย


ใครจะเย้ยช่างเขาเราพอใจ




จาก หนามยอกเอาหนามบ่ง




******************************


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนมายุ ๘ พรรษา ทรงเฉลิมพระนามทรงกรมเป็นกรมขุนเทพทวาราวดี


*****************************


เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อพระชนม์ได้ ๑๓ พรรษา ทรงอยู่ ๙ ปีจึงเสด็จกลับสยาม


****************************


ทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และวิชาการทหารที่แซนด์เฮิร์สต์


****************************


ทรงมีผลงานด้านศิลปะหลายประเภท เช่น เรื่องสั้น เรื่องแปล บทละคร โขน ละครพูด และภาพการ์ตูน


***************************


ผู้ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า" คือ พระสารประเสริฐ (นาคะประทีป)


****************************



ความคิดเห็นที่ 18

นกข. (Guest)
27 พ.ย. 2544 00:58
  1. ขอบคุณครับ


    เมื่อมีการเอาบทกลอนเมืองน่ากังวลไปใส่ทำนองเพลงร้องกันนั้น ท่านผู้ใส่ทำนอง ซึ่งผมไม่รู้ว่าใคร ได้เพิ่มเนื้อเพลงโปรยปะหัวด้วยสั้นๆ (ตามความเข้าใจผิดของท่าน) ว่า ...เมืองใดไร้สิ่งอันพึงมี ย่อมเสื่อมศักดิ์ศรีสิ้นค่า พระมหาธีรราชเจ้าจอมปรัชญา ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า ... น่า กัง วล..




    เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยินเพลงนี้อีกเลย




    ต่อของคุณหวาน บวบหอมนะครับ เวนิสวาณิชตอนปอร์เชียว่าความในศาล




    ...ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์


    ที่สถิตอานุภาพสโมสร


    แต่การุณยธรรมสุนทร


    งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์


    เสถียรในหฤทัยพระราชา


    เป็นคุณของเทวาผู้มหิทธิ์


    และราชันทันเทพอมฤต


    ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณาฯ


    (ฉะนั้นยิว .. บุ๋งๆๆๆ จำไม่ได้แล้วครับ)



ความคิดเห็นที่ 5

น.ก.ข. (Guest)
25 พ.ย. 2544 19:19
  1. ขอโทษครับ สองบทครับไม่ใช่สามบท พระราชนิพนธ์สยามานุสติ (ผมเขียน ม.ม้า เกินไปตัวหนึ่ง) ที่เอาไปใส่เป็นเพลงนั้นมีสองบท




    ความที่สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าทรงพระปรีชาสามารถทางการกวีและได้พรงพระราชนิพนธ์บทกวีปลุกใจให้รักชาติหลายบท สมัยหลังมาเลยเคยเกิดความสับสนบ้าง พอคนไทยได้ยินบทกวีไหนเข้าท่าก็ยกถวายท่านไปซะเลย โดยที่ที่จริงไม่ได้ทรงแต่ง เท่าที่ผมทราบก็คือบทกลอนชื่อ "เมืองน่ากังวล"




    ..เมืองใดไม่มีทหาร เมืองนั้นไม่นานเป็นข้า


    เมืองใดไร้จอมพารา เมืองนั้นไม่ช้าอับจน


    เมืองใดไม่มีพานิชเลิศ เมืองนั้นย่อมเกิดขัดสน


    เมืองใดไร้ศิลปโสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม


    เมืองใดไม่มีกวีแก้ว เมืองนั้นไม่แคล้วคนหยาม


    เมืองใดไร้นารีงาม เมืองนั้นสิ้นความภูมิใจ


    เมืองใดไม่มีดนตรีเลิศ เมืองนั้นไม่เพริศพิศมัย


    เมืองใดไร้ธรรมนำใจ เมืองนั้น บรรลัย แน่เอย.





    เคยมีการเข้าใจผิดกันหลายปีครับว่าเป็นพระราชนิพนธ์ (มีการเอาไปใส่ทำนองเช่นกัน) ท่านผู้แต่งจริงๆ ก็กล้ำกลืนพูดไม่ออก ในที่สุดเมื่อมีการตรวจสอบกับทางหอสมุดวชิราวุธานุสรณ์ก็เป็นอันแน่ชัดว่าไม่ได้เป็นหนึ่งในผลงานของพระองค์ แต่ผมก็ยังชอบอยู่ว่าความคิดดีทีเดียว




    ใครจำบทพระราชนิพนธ์นี้ได้บ้าง


    ...อย่าเห็นแก่ตัวมัวพะวง


    ลุ่มหลงริษยาไม่ควรที่


    อย่าต่างคนต่างแย่งกันแข่งดี


    จะให้ช่องไพรีที่มุ่งร้าย...


    และ


    ...เพราะฉะนั้น ชวนกันสวามิภักดิ์


    ใจจงรักภักดีชาติศาสนา


    ยอมตายไม่เสียดายชีวา


    เพื่อรักษาอิสระคณะไทย


    ประสานสามัคคีให้ดีอยู่


    จะสู้ศึกศัตรูทั้งหลายได้


    ควรคิดตั้งทะนงจงใจ


    เป็นไทยไปจนสิ้นดินฟ้าฯ




    สมัยของพระองค์ภัยคุกคามทางทหารเป็นเรื่องสำคัญ สมัยของเราปัญหาเศรษฐกิจเป็นวิกฤตข้อใหย๋ แต่เราก็น่าจะเอาสปิริตในบทพระราชนิพนธ์เหล่านี้มาปรับใช้ได้ ในการร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาร่วมกันของชาติของเรา



ความคิดเห็นที่ 4

นกข. (Guest)
25 พ.ย. 2544 18:59
  1. พระราชนิพนธ์ที่เป็นอมตะและคนไทยจำได้ขึ้นใจนั้นมีหลายบท




    เช่น "นานาประเทศล้วน นับถือ


    คนที่รู้หนังสือ แต่งได้ ฯ"


    หรือ "ไทยรวมกำลังตั้งมั่น


    จะสามารถ ป้องกันขันแข็ง


    ถึงจะมีศัตรูผู้มีแรง


    มายุทธแย้งก็จะปลาตไป ฯ"


    หรือ ที่ติดปากขึ้นใจคนไทยที่สุด คือโคลงสีสุภาพสามบทที่พระราชทานนามว่า สยามมานุสติ หรือการระลึกเตือนใจตนเองถึงสยาม




    ใครรานใครรุกด้าว แดนไทย


    เรารบจนสุดใจ ขาดดิ้น


    เสียเสียเลือดหลั่งไหล ยอมสละ สิ้นแล


    เสียชีพไป่เสียสิ้น ชื่อก้องเกียรติงามฯ




    หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง


    ไทยก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย


    หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤา


    เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้นสกุลไทยฯ




    โคลงสองบทนี้มีผู้เอาไปใส่ทำนองเพลงและร้องกันแพร่หลายเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว และความที่ประทับใจคนไทยมากนี่แหละ เมื่อเกิดกรณีลูกชายนัการเมืองบางคนก่อพฤติกรรมที่สังคมรังเกียจเหยียดหยาม จึงมีคนคว้าเอาบทพระราชนิพนธ์นี้ไปแปลงเพื่อเสียดสี ไม่ได้พูดถึง สยาม แต่พูดถึงนักการเมืองคนนั้น และไม่ได้พูดถึงการหมดสิ้นสกุลไทย แต่พูดถึงการหมดสิ้นสกุลของนักการเมืองคนนั้น ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนได้อีเมล์โคลงแปลงอันนี้กันแล้ว


    ผมเชื่อว่าคนแต่งแปลงคงมุ่งเพื่อความสะใจเป็นสำคัญและอาศัยที่โคลงพระราชนิพนธ์สองบทนี้มีชื่อเสียงติดใจคนไทยมานาน มาเป็นข้อขันหรือเยาะเย้ยบุคคลในข่าวเหล่านั้น แต่ผมก็ยังเห็นว่าไม่สมควรครับ องค์ผู้พระราชนิพนธ์หากจะทรงทราบได้ด้วยวิถีทางใดๆ คงไม่เป็นที่ชอบพระทัยนักที่พระราชนิพนธ์ของพระองค์ถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ ใครได้อีเมล์นั้นก็อย่าส่งต่อเลยนะครับ



ความคิดเห็นที่ 7

บัวบรรณ (Guest)
25 พ.ย. 2544 20:43
  1. โดยส่วนตัวชอบบทพระราชนิพนธ์ขอพระองค์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นพระหันอากาศ


    นิทานทองอิน มัทนะพาธา เวนิสวานิช


    พระนลคำหลวง วังตี่โคลนติดล้อ สาวิตรี


    ปริยทรรศิกา บ่อเกิดรามเกียรติ์ ปกิณกคดีฯลฯ


    งานของพระองค์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการให้เกียรติและยกย่องผู้หญิงทั้งแฝงแง่คิดเตือนใจในการกระทำสิ่งใดต้องใช้สติปัญญาควบคู่


    ไปด้วย




    มัทนะพาธาเป็นเรื่องที่ชอบมากที่สุดค่ะ


    ความรักเหมือนโรคา


    บันดาลตาให้มืดมน


    ไม่ยินและไม่ยล


    อุปสรรคคะใดๆ


    ความรักเหมือนโคถึก


    กำลังคึกผิขังไว้


    ก็โลดจากคอกไป


    บยอมอยู่ ณ ที่ขัง




    ขอเพิ่มนามแฝงของพระองค์เท่าที่ทราบค่ะ อัศวพาหุ รามจิตติ ศรีอยุธยา นายแก้วนายขวัญ พันแหลม ฯลฯ



ความคิดเห็นที่ 2

ฝอยฝน (Guest)
25 พ.ย. 2544 11:35
  1. จากหนังสือ " หญิงอันเป็นที่รักของพระเจ้าแผ่นดิน และ พระราชนิพนธ์ ใน


    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ




    " อันพระองค์ทรงฝากพระชีพไว้


    หม่อมฉันขอรับใส่ในดวงจิต


    อีกทรงฝากความสุขทุกชนิด


    ขอถวายไม่คิดขัดจำนง


    อะไรเปนความสราญวานรับสั่ง


    จะถวายได้ดังพระประสงค์


    ขอแต่เพียงทรงเลี้ยงให้เที่ยงตรง


    อย่าผลักส่งเข้าขังวังหลวงเอย. "


    " ติ๋ว "




    อยู่ที่ส่วนคำนำของหนังสือค่ะ



ความคิดเห็นที่ 17

เทาชมพู vcharkarn vmaster
26 พ.ย. 2544 10:14
  1. "เมืองน่ากังวล" เป็นผลงานของคุณถนอม อัครเศรณี หรือที่รู้จักกันในนาม "ศิราณี" นักตอบปัญหาชีวิตทางหนังสือพิมพ์


    ท่านเคยแสดงเป็นพระเจ้าเสือ ในละครพันท้ายนรสิงห์


    ที่คนจำสับสนกัน อาจจะเป็นเพราะไปคล้ายบทพระราชนิพนธ์บทนี้ก็ได้ค่ะ




    อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์


    เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า


    ใครใครเห็นไม่เป็นที่จำเริญตา


    เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย




    ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก


    ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย


    จำเริญตาพาใจให้สบาย


    อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสราญ




    แม้ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม


    เมื่อถึงยามเศร้าอุราน่าสงสาร


    เพราะขาดเครื่องระงับดับรำคาญ


    โอสถใดจะสมานซึ่งดวงใจ



ความคิดเห็นที่ 6

เรไร (Guest)
25 พ.ย. 2544 19:37
  1. รู้สึกแปลกตา


    ทำไม วันนี้ชื่อ นกข. กลายเป็น น.ก.ข. ล่ะคะ



ความคิดเห็นที่ 3

pink ribbon (Guest)
25 พ.ย. 2544 13:56
  1. จอมขวัญ


    ยิ่งกว่าชีวันเสนหา


    พี่หรือจะพรากจากแก้วตา


    เท่ากับฆ่าตนเองให้บรรลัย


    พี่เปนห่วงโฉมตรูอยู่เปนนิตย์


    ไม่ละเลยเชยชิดพิสมัย


    ชีวิตพี่ยังมีอยู่ตราบใด


    ขอถนอมทรามวัยคู่ชีวัน




    จาก พระราชนิพนธ์เรื่องสาวิตรี ค่ะ



ความคิดเห็นที่ 1

เรไร (Guest)
25 พ.ย. 2544 10:24
  1. ....อันความรักเหมือนน้ำอมฤต


    ได้ดื่มแล้วชื่นจิตพิศวง


    ระงับโรคสูญพูนพะวง


    เพราะรักรื่นยืนยงยั่วยวนใจ




    จาก สาวิตรี


    *************



ความคิดเห็นที่ 16

์์๋์Na (Guest)
26 พ.ย. 2544 08:17
  1. จาก โคลงมหาจิตรดา


    ปัญญาย่อมเกิดเพราะ ............ ประกอบ


    แม้หมั่นจึงจะรู้ .............. มากได้


    ยิ่งเรียนยิ่งรอบรู้ ............. แหลมหลัก


    เหมือนมีดจับไว้จึ่ง ............. จะใช้สมจินต์




    จาก In Vino Veritas




    (สุภาษิตละติน)


    รักตนจงอย่าได้ .............. เมามาย


    เผลอสติจักพา .................. จิตป้อง


    ยามดื่มอย่าดูดาย................... ดื่มแต่น้อยเทอญ


    กุมสติไว้ป้อง ................ ปัดภัยฯ



ความคิดเห็นที่ 24

สายลม (Guest)
29 พ.ย. 2544 06:39
  1. ...ขอขอบคุณคุณเทาชมพู ที่เอาข้อเท็จจริงมาเผยแผ่ในเรื่องที่ไทยส่งทหารไปช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ ๑ เพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกันมานาน เมืองไทยเรามีเรื่องทำนองนี้อยู่มาก มักคิดและเข้าใจผิดไปในทางที่ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหาย


    ...ผมพบข้อความในพระราชนิพนธ์ในพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๖ อยู่หลายเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของพระองค์ที่จะเป็นไปตามครรลองคลองธรรม พอประมวลได้ดังนี้




    เรื่อง ต้อนรับทหารไทย


    ..............................ฯลฯ




    .....พระองค์ทรงรักษ์ธรรมตาม จารีตอันงาม


    แห่งองค์ชนกปกไทย


    .....อะธรรมก่อคดีใน โลกขึ้นแล้วไซร้


    พระ บ่ มิอาจดูดาย


    .....ธรรมะนิติลิสลาย ช้ำโชคโรคร้าย


    มลายประดุจเพลิงผลาญ


    .....ดังนี้สยามมินทร์ภูบาล จึ่งมีโองการ


    ให้ส่งทหารชาญชัย


    .....ไทยไปยุโรปเทศไกล เพื่อช่วงชิงชัย


    ไทยช่วยสนับสนุนธรรม


    .....สมหมายฝ่ายราชสัมพัน ธะมิตร์มหันต์


    มหิทธิได้ชัยชิด


    ฝ่ายเรารื่นรมย์สมจิต ศัตรูรู้ผิด


    ต้องก้มเกศาปราชัย


    ................................ฯลฯ




    เรื่อง ขอชวนสหายให้มี


    ................................ฯลฯ


    .....ชาติใดไร้ธรรมกำดล กำกับกมล


    ก็ยากจะคงสุจริต


    .....เพราะไม่รู้จักชอบผิด ถือตามแต่จิต


    แห่งตนจำนบจงหมาย


    .....ปราศจากหิริละอาย ย่อมมองปองร้าย


    เพราะหลงละเริงเชิงชนะ


    อีกปราศจากโอตัปปะ ทำบาป บ่ ละ


    บาปจะยังผลตนลาน


    .....ไทยเราประพฤติตาม วรอุตะมาจารย์


    จึ่งได้ประสบศาน ติสงบกะลีพร


    .....ขอคุณพระไตรรัตน์ สิริคุ้มประชากร


    ภิญโญสโมสร พหุภัยพินาศสูญ




    เรื่อง ปีใหม่ พ.ศ. ๒๔๖๒


    ..............................ฯลฯ


    ....ไทยส่งขะบวนพยุหพล พิระไปยุโรปผสม


    สู้เศิกสัมฤทธิ์ชยอุดม อภิรักษ์สุธรรมฐิต


    . ปลอดเสี้ยนศะตรูคณะเยอ ระมะนีประจามิตร์


    เหมือนล้างและกวาดสะทุจริต บ่ มิแผ้วไผทสยาม


    . เมื่อยามระหว่างพลทหาร ประดิยุทธะสงคราม


    ชาวไทย ณ เขตคาม ก็ บ่ นิ่ง บ่ นอนชา


    .หมั่นกอบ ณ กิจจะกรณี ยะประดุจจะเดิมมา


    เพื่อให้ประเทศนิกรนา ครไทยเจริญทัน


    ................................ฯลฯ



ความคิดเห็นที่ 25

สวยลม (Guest)
1 ธ.ค. 2544 06:15
  1. ...พระราชนิพนธ์เรื่อง ธรรมาธรรมะสงครามมีคติสอนใจและสะท้อนภาพพฤติกรรมของมนุษยชาติที่น่าสนใจอยู่มาก ทั้งที่เป็นมาแล้วในอดีต ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน


    และก็คงเป็นต่อไปในอนาคต





    .........................ฯลฯ


    ...ธรรมะแลอะธรร มะสองสิ่งนี้ไซร้


    อันผลจะพึงให้ บ่ มิมีเสมอกัน


    อะธรรมย่อมนำสู่ นิราบายเปนแม่นมั่น


    ธรรมะจะนำพลัน ให้ถึงสุคตินา


    เสพธรรมะส่งให้ ถึงเจริญทุกทิวา


    แม้เสพอะธรรมพา ให้พินาศแลฉิบหาย


    ในกาลอนาคต ก็จะมีผู้มุ่งหมาย


    ข่มธรรมะทำลาย และประทุษฐมนุษโลก


    .........................ฯลฯ


    ...ฝ่ายพวกอะธรรมเหิม ก็จะเริ่มจะริทาง


    ทำการประหารอย่าง ที่มนุษไม่เคยใช้


    ... ฝ่ายพวกที่รักธรรม ถึงจะคิดระอาใจ


    ก็คงมิยอมให้ พวกอะธรรมได้สมหวัง


    ... จักชวนกันรวบรวม พลกาจกำลังขลัง


    รวมทรัพย์สพรึบพรั่ง เปนสัมพันธไมตรี


    ... ช่วยกันประจัญต่อ พวกอะธรรมะเสนี


    เข้มแขงกำแหงมี สุจริตธรรมสนอง


    ...ลงท้ายฝ่ายธรรมะ จะชำนะดังใจปอง


    อะธรรมะคงต้อง ปะราชัยเปนแน่นอน


    ...อันว่ามนุษโลก ยังโชคดีไม่ย่ออย่อน


    อะธรรมะราญรอน ก็ชำนะแต่ชั่วพัก


    ...ภายหลังข้างฝ่ายธรรม จะชำนะประสิทธิ์ศักดิ์


    เพราะธรรมะย่อมรักษ์ ผู้ประพฤติ ณ คลองธรรม


    ...............................ฯลฯ





































ความคิดเห็นที่ 20

สายลม (Guest)
27 พ.ย. 2544 05:47
  1. ...ขอเพิ่มให้จบตอนนี้เลยนะครับ





    .......และราชาเทียมเทพอมฤต


    .................ฯลฯ


    .......เราวอนขอเทวาให้ปรานี.


    .......แก่ตัวเราเองนี้ทุกวันไซร้;


    .......อันคำวอนควรสอนและจู้งใจ


    .......ให้เราเองกรุณาปรานี.


    .......ข้าได้กล่าวถ้อยคำเชิงร่ำวอน,


    ......เพื่อขอผ่อนคำร้องของท่านที่


    .......ขอแต่ยุติธรรม์ ณ วันนี้;


    .......คิดจงดีคิดบ้างทางกรุณา.


    .......แต่ถ้าขืนยืนกราน, ศาลเวนิส


    .......ธรรมสถิตคงจะพิพากษา


    .......ให้พณิชนี้แพ้แน่เจียวนา;


    .......จะมีความกรุณาหรือว่าไร?



ความคิดเห็นที่ 21

สายลม (Guest)
27 พ.ย. 2544 05:56
  1. ขออภัยครับ พิมพ์ผิดในบันทัดที่สาม ที่ถูกเป็น


    .......อันคำวอนควรสอนและจูงใจ



ความคิดเห็นที่ 23

เทาชมพู vcharkarn vmaster
28 พ.ย. 2544 09:24
  1. เกร็ดเล็กน้อยอีกเรื่องหนึ่ง


    นอกจากทรงเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษถึงขั้นทรงแปลผลงานของเชกสเปียร์ได้ถึง ๔ เรื่องแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงรู้ภาษาฝรั่งเศสอย่างดีอีกด้วย


    เคยเสด็จไปที่ประทับที่ฝรั่งเศส เพื่อศึกษา


    สมัยต้นศตวรรษที่ ๒๐ ภาษาฝรั่งเศสถือเป็นภาษาสำคัญ เพราะเป็นภาษาของนักการทูต


    ทรงศึกษามากพอจะแปลบทละคร comedy ของฝรั่งเศส ได้ ดังที่เห็นได้จาก Le Voyage de Monsieur Perrichon ทรงแปลเป็นไทยให้ชื่อว่า "หลวงจำเนียรเดินทาง"



ความคิดเห็นที่ 22

เทาชมพู vcharkarn vmaster
27 พ.ย. 2544 13:49
  1. "เมืองน่ากังวล" มีชื่อเดิมว่า "หัวใจเมือง" คุณถนอม ใช้นามปากกาว่า" อัครรักษ์" ในตอนแรกลงในหนังสือร.ร.ประจำอำเภอบ้านโป่ง ราวๆปี ๒๔๙๒


    ต่อมาปี ๙๓ คุณถนอมส่งลงในหนังสือพิมพ์ "เจ้าพระยา" ก็ยังลงชื่อและผู้แต่งถูกต้องดีอยู่


    แต่ต่อมาใครไม่ทราบ ไปเผยแพร่ว่าเป็นบทพระราชนิพนธ์ ลงในวารสาร สามมุข


    ต่อมา ก็เลยมีคนนำไปเป็นเพลง มีคนแต่งทำนอง(เข้าใจว่าเป็นคุณสง่า อารัมภีร์) แล้วเทปเพลงนี้ก็หลุดออกไปเผยแพร่ทางวิทยุราวๆปี ๒๕๑๙-๒๐


    คุณถนอมเขียนเล่าว่า พอได้ยิน ไม่จับไข้ตายก็เป็นบุญแล้ว จึงเร่งเร้าให้คุณสง่าแก้ไขชี้แจงความจริง


    แต่เพลงนี้ก็แพร่หลายไปมากมาย ขนาดออกโทรทัศน์ในวันมหาธีรราช


    แม้แต่ใน มานวสาร วารสารของนักเรียนเก่าในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ยังเชื่อและนำมาลงพิมพ์


    ทำให้กรรมการค้นคว้ารวบรวมพระราชนิพนธ์ปั่นป่วนกันไปพักใหญ่


    จนพ.ศ. ๒๕๒๗ คุณถนอมจึงลงจดหมายชี้แจงในสยามรัฐ เพราะเห็นว่าเรื่องยังไม่ยุติสักที


    ตอนนี้ก็เงียบหายไปแล้วค่ะ เป็นอันว่ายุติลงได้


    ดิฉันเคยเห็นกลอนบทนี้จารึกตัวโตๆอยู่ในล็อบบี้ของโรงเรียมอิมพีเรียลของคุณอากร ฮุนตระกูล แต่ไม่มีการลงว่าเป็นพระราชนิพนธ์ ตอนนี้โรงแรมก็รื้อเป็นโรงแรมใหม่ไปแล้ว




    การเข้าร่วมกับพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ ๑ พลเอกพระยาเทพหัสดิน(ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) บันทึกไว้ว่า ผู้ที่เข้าร่วมประชุมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่และเสนาบดีไม่มีใครเห็นด้วยกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖


    เพราะตอนนั้นเยอรมันกำลังรุกหนักในยุโรป ทำท่าจะชนะ


    แต่ทรงชี้ขาดว่าจะต้องเข้าข้างฝ่ายที่เป็นธรรม เพื่อรักษาธรรม


    ผู้ไม่กล้าลงทุนทำอะไรนั้นย่อมไม่ได้อะไร ผู้ไม่รักษาเกียรติย่อมไม่ได้เกียรติ เกียรติและเสรีภาพของมนุษย์กำลังถูกคุกคาม ไทยต้องเข้าช่วยรักษาไว้ให้จงได้ มิฉะนั้นก็ตายเสียดีกว่า


    เพราะคนหรือชาติที่ไร้เกียรตินั้นย่อมไม่ควรดำรงชีวิตอยู่ให้หนักโลก



ความคิดเห็นที่ 14

หวาน บวบหอม (Guest)
25 พ.ย. 2544 22:16
  1. จาก... มัทนะพาธา




    "ภริยาและมิตรดี"




    ...จะหามณีรัตน์.... รุจิเลิศก็อาจหา


    ก็เพราะวณิชค้า..... และดนูก็มั่งมี


    ก็แต่จะหาซึ่ง......... ภริยาและมิตรดี


    ผิทรัพย์จะมากมี..... ก็บ่ได้ประดุจใจ




    และ บทชมโฉมมัทนา




    ...งามผิวประไพผ่อง....... กลตามศุภาสุพรรณ


    งามแก้มแฉล้มฉัน.......... .พระอรุณแอร่มละลาน


    ...งามเกศะดำขำ..............กลน้ำ ณ ท้องละหาน


    งามเนตรพินิจปาน...........สุมณีมะโนหะรา


    ...งามทรวงสล้างสอง......วรถันสุมนสุมา-


    ลีเลิศประเสริฐกว่า...........วรุบลสะโรชะมาศ


    ...งามเอวอนงค์ราว.........สุระศิลปิชาญฉลาด


    เกลากลึงประหนึ่งวาด......วรรูปพิไลพะวง


    ...งามกรประหนึ่งงวง......สุระคชสุเรนทะทรง


    นวยนาฏวิลาศวง..............ดุจะรำระบำระเบง


    ...ซ้ำไพเราะน้ำเสียง.........อรเพียงภิรมย์ประเลง


    ได้ฟังก็วังเวง...................บ่มีว่างมิวายถวิล


    ...ทางใดจะมีเทียบ...........มะทะนา ณ ฟ้า ณ ดิน


    เป็นยอดและจอดจิน-.........ตะนะแน่ว ณ อก ณ ใจ



ความคิดเห็นที่ 15

หวาน บวบหอม (Guest)
25 พ.ย. 2544 22:25
  1. นานาประเทศล้วน.............นับถือ


    คนที่รู้หนังสือ....................แต่งได้


    ใครเกลียดอักษรคือ............คนป่า


    ใครเยาะกวีไซร้.................แน่แท้คนดง



ความคิดเห็นที่ 13

หวาน บวบหอม (Guest)
25 พ.ย. 2544 22:11
  1. โคลงโลกนิติจำแลง




    ... รักกันอยู่ขอบฟ้า.... เขาเขียว


    โทรเลขถึงครู่เดียว...... พูดได้


    ชังกัน บ่แลเหลียว ....... ตาต่อ กันนา


    โทรศัพท์เสียงให้ ........แหบแห้ง บ่ ถึง



ความคิดเห็นที่ 10

หวาน บวบหอม (Guest)
25 พ.ย. 2544 22:08
  1. จาก... เกียรติรถ


    " ปัญญาคืออาวุธ "




    ...วิทยาเปรียบได้กำลังเหมาะ


    สุจริตคือเกราะกำบังได้


    ปัญญาคืออาวุธยุทธวิชัย


    สติไซร้คุมพลยุทธนา

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น