วิชาการดอทคอม ptt logo

ฟิสิกส์ ม.4 เรียนเรื่องอะไรบ้าง.................ช่วยด้วย

โพสต์เมื่อ: 22:27 วันที่ 17 มิ.ย. 2549         ชมแล้ว: 42,078 ตอบแล้ว: 48
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
สวัสดีครับอยากทราบว่า ฟิสิกส์ ม.4 เรียนเรื่องอะไรบ้างครับ
ทั้ง เทอม 1 และ 2


เด็กดี(203.114.102.42,,)





จำนวน 45 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 มิ.ย. 2549 (22:57)
ม.4 กลศาสตร์ เน้นๆครับ สนุกน่ะ ^^
RKO_123 (IP:203.150.64.254,203.150.84.181,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 มิ.ย. 2549 (09:31)
บางโรงเรียนก็เอาเรื่องคลื่นมาเรียนก่อน งงเหมือนกัน
SirBrave
ร่วมแบ่งปัน225 ครั้ง - ดาว 159 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 18 มิ.ย. 2549 (20:13)
ส่วนใหญ่เรียนกลศาสตร์พื้นฐานกับการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ครับ
[-Constantine-]
ร่วมแบ่งปัน392 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 มิ.ย. 2549 (11:03)
ปัจจุบันใช้พรบ.ปฏิรูปการศึกษา แต่ละโรงเรียนจัดหลักสูตรเอง อาจจะเริ่มต้นด้วยเนื้อหาที่ต่างกันได้



มาตรฐานที่กำหนดจากส่วนกลาง เป็นแบบช่วงชั้น คือม. 4 - 6 ดังนั้นโรงเรียนมีอิสระไปจัดเนื้อหาในแต่ละปีเองครับ
ฟลิ้นท์ (IP:202.29.77.2,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 26 ก.ค. 2549 (11:24)
ตอนนี้เรียน ป. ที่บางมดปี1ครับ จบสายช่างมาเรียนฤสิกไม่รู้เรืองเลย แต่จะบอกให้เน้น เวกเตอร์ โมเม้น การเคื่อนที่ไว้ ปี 1 เรายนแน่ ไม่ต้องเครียด หุหุหุหุหุ
top (IP:202.44.14.194,10.16.15.206,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 26 ก.ค. 2549 (12:21)
ที่ผมเรียนตอน ม.๔ นะ

- บทนำและการวัด

- การเคลื่อนที่เส้นตรง

- SHM

- การหมุน

- projectile

- มวล และความเร่ง
Mugen_Mustang...วิศวะทางเรียบ
ร่วมแบ่งปัน264 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 26 ก.ค. 2549 (18:56)
- การเคลื่อนที่

- สนามของแรง

- คลื่น

- กัมมันตภาพรังสี และพลังงานนิวเคลียร์
เด็กวิทย์ อยากเรียนวิศวะเหอๆ
ร่วมแบ่งปัน521 ครั้ง - ดาว 176 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 26 ก.ค. 2549 (21:48)
ตอนนี้เราเรียนฟิสิกส์เรื่องกฏข้อที่ 1 ของนิวตัน เรียกว่า กฏความเฉื่อย
rollick_aum@hotmail.com (IP:203.113.61.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 4 ต.ค. 2549 (14:44)
ผมอยู่ม.3ไม่รู้เรื่องเลย แต่อยากสอบ นาก100ทำไงดี ต้องรีบอ่านหนังสือ
best_salvo@hotmail.com (IP:203.118.81.233,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 ต.ค. 2549 (12:52)
นัทเรียนเรื่อง คลื่นก่อนเลยอะ



และก้อ เรื่องอะไรไม่รู้



ที่มีมวลวัตถุถ่วงลง รอกอะ



ยากมากมาย เง้อ
n u t (IP:222.123.114.6,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 24 ต.ค. 2549 (16:32)
ผมอยากรู้เรื่องคณิตศาสตร์
เด็กเท่ (IP:125.24.196.165,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 24 ต.ค. 2549 (18:59)
ขอตัวอย่างข้อสอบ การเครื่อนที่หน่อยคร้าบ
-*- (IP:203.209.105.22,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 24 ต.ค. 2549 (20:36)
แล้วแต่ รร
... (IP:124.120.27.84,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 24 ต.ค. 2549 (21:30)
กลศาสตร์1และ2

บทนำการวัด นิวตัน ประมานนี้ล่ะครับ
Nimitzup
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 113 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 2 พ.ย. 2549 (08:32)
ไม่มีไรเลย กำลังทำรายงานอยู่
bob (IP:61.47.19.211,192.168.4.105,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 3 พ.ย. 2549 (19:57)
บทนำ

การเคลื่อนที่เส้นตรง

มวล แรง กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

แรง

งานและพลังงาน

โพรเจกไตน์

การเคลื่อนที่แนววงกลม

งานซิมเปิลฮามอนิกส์



น่าจะประมาณนี้
โม (IP:58.181.185.236,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 6 มิ.ย. 2550 (18:32)
อาจารย์สอนเข้าใจยาก
oil.ek-anong@hotmail.com (IP:203.113.41.135)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 3 ก.ค. 2550 (16:26)
...............................................................................................................

SHM โคตรงง
wisit_3106@hotmail.com (IP:202.129.48.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 5 ก.ค. 2550 (22:00)
ถามโจทย์หน่อยดิ
มิน (IP:222.123.112.52)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 1 ก.ย. 2550 (17:46)
การเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง
coolgle.com (IP:125.25.211.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 1 ก.ย. 2550 (18:54)
อยากต่อสายวิทย์ คณิตมากๆๆ
นึกไม่ออก
ร่วมแบ่งปัน89 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 10 ก.ย. 2550 (22:49)
ต้องสอบเรื่องกฎนิวตันอะ



ซิกม่าร์เอฟ เท่า เอ็มเอ อะนะ ปรามาณนั้น



เรียนไม่รุเรื่องเลย
อั้ม ชลชาย (IP:222.123.107.248)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 10 ก.ย. 2550 (23:22)
บทนำ

การวัดและการบันทึก

การเคลื่อนที่ในแบบต่างๆ ( 1 มิติ,2 มิติ,projectile,วงกลม )

การรวมเวกเตอร์

งานและพลังงาน



และก็มีอีกอ่ะนะ



ตอนนี้เราก็อยู่ ม.4 เรียนยังไม่ค่อยรุเรื่อง
แมงมุมชักใย
ร่วมแบ่งปัน32 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 21 ต.ค. 2550 (16:52)
งานและพลังงานค่ะ ไอ้สูตรความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานมันมาไงอ่ะ

Ek2=Ek1+W1->2

(-> คือลูกศรค่ะ)
nu_eang55@hotmail.com (IP:203.113.51.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 24 ต.ค. 2550 (14:03)
งานและพลังงานค่ะ ไอ้สูตรความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานมันมาไงอ่ะ

Ek2=Ek1+W1->2

(-> คือลูกศรค่ะ)







สูตรนี้คือกฏอนุรักษ์พลังงานครับ



พลังงานจลน์ตอนหลัง = พลังงานจลน์ตอนแรก + งานที่เราใส่เข้าไป



พูดง่ายๆ



เรามีส้มโอ 1 ลูก จัดการแบ่งส้มดังนี้



ตัดให้เพื่อน 1/4 ของลูก ดังนั้นเราเหลือส้ม 3/4 ของลูก

ลองมาเขียนสมการคล้ายๆสมการอนุรักษ์พลังงานดู



ส้มโอ 3/4 ของลูก = ส้มโอ 1 ลูก - ส้มโอ 1/4 ลูก



ที่ลบ 1/4 เพราะเราให้เพื่อนไป ถ้าเพื่อนให้เรามาส่วนนั้นก็จะเป็นบวก



อันนี้คือตัวอย่างที่ยกให้ดูลองคิดง่ายๆครับ
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 14 พ.ย. 2550 (18:00)
อยากได้ตัวอย่างการคำนวณภายใต้แรงดึงดูดของโลก สัก 3 ข้อ ช่วยหน่อยนธกลัวโดนตี
bee_view@hotmail.com (IP:203.113.17.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 19 พ.ย. 2550 (08:47)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 14 พ.ย. 2550 (18:00) แจ้งลบความเห็นนี้

อยากได้ตัวอย่างการคำนวณภายใต้แรงดึงดูดของโลก สัก 3 ข้อ ช่วยหน่อยนธกลัวโดนตี



ส่งให้แล้วครับ
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 2 ธ.ค. 2550 (22:05)
เรียนฟิสิกส์ไม่รู้เรื่อง อ. สอนงัยไม่รู้ทั้งห้องสอบผ่านคนเดียว ใครเข้าใจเรื่องงานส่งเมลบอกทีเถอะ ( เด็ก ม.4) ขอบคุณมาก ต้องการเร่งด่วนมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
golf_nil@hotmail.com (IP:222.123.84.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 2 ธ.ค. 2550 (22:08)
ลืม รื่องพลังงานด้วยช่วยหน่อยนะคะ ( ขอร้อง ) ขอบคุณค่ะ
golf_nil@hotmail.com (IP:222.123.84.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 3 ธ.ค. 2550 (09:12)
ส่งให้แล้วครับ



มีอะไรสงสัยปรึกษาได้ครับ



ยินดีครับ
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 26 ธ.ค. 2550 (15:37)
อยากถามว่ารถยนต์คันหนึ่งมีมวล500kgเคลื่อนที่ขึ้นบนพื้นเอียงซึ่งเอียงทำมุม 37o กับแนวระดับ โดยรถยนต์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ 72 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถ้าไม่คิดแรงเสียดทานของพื้นกำลัง ของเครื่องยนต์ของรถคันนี้มีค่าเท่าไร



ตอบให้ด้วยนะ
จ๋อมแจ๋ม(seed) (IP:61.19.73.45)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 28 ธ.ค. 2550 (19:11)
เนื่องจากรถยนต์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว ทำให้แรงลัพธ์เป็นศุนย์

แล้วแรงลัพธ์มีอะไรบ้าง แรงลัพธ์ก็ต้องมีแรงจากกำลังของเครื่องยนต์ซึงทำให้รถเคลื่อนที่ขึน และแรงที่ต้านคือน้ำหนักของรถยนต์คิดตามพื้นเอียงซึ่งพยายามจะทำให้รถเคลื่อนที่ลง

ดังนั้น แรงของเครื่องยนต์ = น้ำหนักคิดตามพื้นเอียง = mgsin 37 = 500x10x0.6 = 300 N

จากสูตรกำลัง P = W/t = FS/t = FV = 300x72x5/18 = 6,000 W
..... (IP:125.24.215.245)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 28 ธ.ค. 2550 (19:13)
Edit : 500x10x0.6 = 3000 N

P = 3000x72x5/18 = 60,000 W

คิดเลขผิด *-*
............ (IP:125.24.215.245)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 5 ม.ค. 2551 (13:21)
สวัสดีเพื่อนๆๆที่ชอบฟิสิกส์ทุกคน ตองก้เป็นคนหนึ่งที่ชอบวิชานี้แต่ว่าถ้าจะชอบอย่างเดียวคงจะไม่พอนะคะเราต้องเข้าใจด้วยคะการจะเรียนฟิสิกส์ในแต่ละบทเราต้องเข้าก่อนว่าโจทย์ถามอะไรเราจะใช้สูตรใดได้อะไรประมานเนี่ยเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆๆทุกคนนะคะ
tonylove-you@hotmail.com (IP:203.113.77.9)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 5 ก.พ. 2551 (21:13)
<P><FONT face="arial, helvetica, sans-serif">อยากได้สรุปสูตร ม.4 อ่ะ</FONT></P>
mac270392@hotmail,com (IP:125.26.20.80)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 25 พ.ค. 2551 (12:57)
ช่วยตอบคำถามต่อไปนี้หน่อยน่ะค่ะ

ภาษาทางฟิสิกส์มีอะไรบ้าง?

ความรู้เชิงทฤษฎีหมายถึง

ตัวอย่างการค้นหาความรู้เชิงทฤษฎีเช่น..

การค้นหาความรู้เชิงทดลองหมายถึง...

ตัวอย่างการค้นหาความรู้เชิงทดลองเช่น...

ข้อแตกต่างของฟิสิกส์ เชิงทฤษฎีและเชิงทดลอง

ข้อความที่เรียกว่าทฤษฎีคือ

กฏและทฤษฎีแตกต่างกันอย่างไร

ใครตอบได้ช่วยตอบหน่อยน่ะค่ะ.........ขอบคุณล่วงหน้า
pihad27-_-@hotmail.com (IP:124.120.241.20)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 31 พ.ค. 2552 (16:37)
ความสัมพันธ์ของวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี
จากความหมายของคำว่า "วิทยาศาสตร์" และความหมายของคำว่า "เทคโนโลยี" ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่นำไปใช้อธิบายได้ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เช่น นักชีววิทยาจะอธิบายได้ว่า ทำไมเมื่อขวั้นและขูดเปลือกของพืชยืนต้นออกจะมีรากงอกออกมาได้ นักฟิสิกส์ก็จะอธิบายได้ว่า ทำไมเมื่อขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก จึงมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น เป็นต้น ส่วนเทคโนโลยีนั้นจะเป็นความรู้ว่าจะทำอย่างไร ตัวอย่างเช่น จะขยายพันธุ์พืชโดยการตอนได้อย่างไร จะผลิตกระแสไฟฟ้านำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร จะผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ โดยนำไฟฟ้ากระแสมาใช้ได้อย่างไร เหล่านี้ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์เป็นตัวความรู้ ส่วนเทคโนโลยีนั้นเป็นการนำความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติให้เกิดสิ่งที่เป็นรูปธรรมได้ วัดได้ หรือจับต้องได้ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติ ต่าง ๆ มาใช้ในทางปฏิบัติ
www.pat_pon@hotmail.com (IP:203.144.180.65)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 31 พ.ค. 2552 (17:10)
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitudes)

เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้น เป็นเสมือนตัวกำกับความคิด การกระทำ การตัดสินใจในการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์
ลักษณะของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. เจตคติที่เกิดจากการใช้ความรู้
1.1 กฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลักการต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์
1.2 การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยถือผลที่เกิดจากการสังเกต ทดลอง ตามที่เกิดจริง โดยอาศัยข้อมูลองค์ประกอบที่เหมาะสม
2. เจตคติที่เกิดจากความรู้สึก
2.1 กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์มุ่งที่ก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ คุณค่าสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างทฤษฎี
2.2 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะมีมากขึ้นถ้าได้รับการสนับสนุนจากบุคคล
2.3 การเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือการทำงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีคุณค่า
คุณลักษณะของบุคคลที่มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ดังนี้
1. มีเหตุผล
2. มีความอยากรู้อยากเห็น
3. มีใจกว้าง
4. มีความซื่อสัตย์และมีใจเป็นกลาง
5. มีความเพียรพยายาม
6. มีความละเอียดรอบคอบ

ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ผลของการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวโยงกับความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การสื่อสารคมนาคม การเกษตร การศึกษา การอุตสาหกรรม การเมือง การเศรษฐกิจ ฯลฯ สรุปได้ดังนี้
1. วิทยาศาสตร์ช่วยให้มีความสามารถในสังคม ในสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมทางวิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้มีความสามารถ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม
2. วิทยาศาสตร์ช่วยแนะแนวอาชีพ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดอาชีพหลายสาขา และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
3. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความเจริญทางร่างกายและจิตใจ การได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อนามัย อาหาร การดำรงชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรง
4. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เป็นผู้บริโภคที่สามารถ หมายถึง การตัดสินใจในการใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์
5. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจ
6. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์
7. วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การที่เราจะอยู่ได้อย่างทันโลกและทันเหตุการณ์ จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ อยู่เสมอ เพราะวิทยาศาสตร์มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพที่ดีแก่ชีวิต
www.pat_pon@hotmail.com (IP:203.144.180.65)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 31 พ.ค. 2552 (17:22)
การวิจัยเชิงทดลอง
การวิจัยเชิงทดลอง เป็นกระบวนการค้นหาความรู้ความจริงโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบหนึ่ง ซึ่งศึกษาความเปลี่ยนแปลงของตัวแปรในการทดลองที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่ได้รับการควบคุมอย่างรัดกุม เพื่อศึกษาว่าเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่จัดขึ้นนั้นเป็นสาเหตุที่แท้จริงของผลหรือปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่ โดยผู้วิจัยจะใช้วิธีการสังเกตเปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสภาพปกติ กับที่เกิดขึ้นในสภาพที่ได้รับการควบคุมตามเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นความจริงต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ในการอธิบาย ทำนาย และควบคุมได้
การวิจัยเชิงทดลองเป็นการศึกษาจากสาเหตุไปหาผล คือต้องการจะทราบว่าตัวแปรที่ศึกษานั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจริงหรือไม่ เช่น ถ้าเกิด X แล้วจะต้องเกิด Y หรือไม่ (If X the Y) ดังนั้นถ้าจะกล่าวให้เห็นชัดขึ้นก็อาจกล่าวได้ว่า การวิจัยเชิงทดลองเป็นการวิจัยเพื่อหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของปรากฏการณ์ต่าง ๆ และถือกันว่าเป็นการวิจัยที่ให้ความเชื่อถือในผลการวิจัยที่ดีที่สุด ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงประเด็นสำคัญ ๆ ของการวิจัยเชิงทดลอง
1. ความมุ่งหมายทั่วไปของการวิจัยเชิงทดลอง
การวิจัยเชิงทดลองมีความมุ่งหมายที่สำคัญดังนี้
1.1 เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงของสาเหตุที่ทำให้เกิดผล
1.2 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลของปรากฏการณ์ต่าง ๆ
1.3 เพื่อนำผลการวิจัยไปสร้างเป็นกฎเกณฑ์ สูตร ทฤษฎี
1.4 เพื่อวิเคราะห์หรือค้นหาข้อบกพร่องของงานต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
1.5 เพื่อนำผลการทดลองไปใช้
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงทดลอง
ในการวิจัยเชิงทดลองมักจะมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 2 ประเภทคือ
2.1 กลุ่มทดลอง (Experimental group) หมายถึง กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการจัดกระทำ (treatment) ในการทดลอง นิยมใช้สัญลักษณ์ E
2.2 กลุ่มควบคุม (Control group) หมายถึง กลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยจัดให้มีลักษณะเหมือนกลุ่มทดลอง แต่ไม่ได้รับการจัดกระทำ คงปล่อยให้เป็นไปตามสภาพธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลอง นิยมใช้สัญลักษณ์ C
3. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยเชิงทดลอง
เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยเชิงทดลองยิ่งขึ้น จึงขอกล่าวถึงตัวแปรที่สำคัญในการวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งมี 4 ชนิดดังนี้
3.1 ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ (Independent variable) เป็นตัวแปรที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้นเพื่อที่จะทำการทดลองว่าเป็น “สาเหตุ” หรือไม่ ตัวแปรอิสระนี้บางทีเรียกว่า ตัวแปรการทดลอง (Experimental variable) หรือตัวแปรจัดกระทำ นิยมใช้สัญลักษณ์ X
3.2 ตัวแปรตาม (Dependent variable) เป็นตัวแปรที่ต้องการทราบว่าเป็น “ผล” ที่เกิดจาก “สาเหตุ” หรือไม่ นิยมใช้สัญลักษณ์ Y
3.3 ตัวแปรเชื่อมโยง (Intervening variable) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตัวแปรสอดแทรก เกิดขึ้นจากกระบวนการทางจิตวิทยาระหว่างดำเนินการทดลอง จึงไม่สามารถควบคุมตัวแปรชนิดนี้ได้และมีผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมาด้วย จากการที่ตัวแปรนี้เกิดขึ้นระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม จึงอาจเรียกว่า ตัวแปรภายใน ก็ได้ เช่น ความโกรธ ความวิตกกังวล การปรับตัว การจูงใจ เป็นต้น
3.4 ตัวแปรแทรกซ้อนหรือตัวแปรภายนอก (Extraneous variable) เป็นตัวแปรที่เกิดขึ้นและอาจมีอิทธิพลต่อผลการทดลองโดยที่ผู้วิจัยไม่ต้องการให้เกิดขึ้นหรือไม่ต้องการทราบ ตัวแปรชนิดนี้นักวิจัยสามารถกำหนดวิธีการควบคุมได้ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตัวแปรควบคุม (Control variable)
ตัวแปรแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นได้จากแหล่งต่าง ๆ กัน ดังนี้
1) จากกลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองทำให้เกิดตัวแปรแทรกซ้อนได้มากมาย เช่น อายุ ความรู้พื้นฐาน ระดับการศึกษา เชื้อชาติ บุคลิกภาพ สติปัญญา ความถนัด สภาพของครอบครัว ความสนใจ เจตคติ เป็นต้น
2) จากวิธีดำเนินการทดลองและการทดสอบในการวิจัยเชิงทดลอง วิธีดำเนินการทดลองและการทดสอบก็อาจมีตัวแปรแทรกซ้อนเกิดขึ้นด้วย เช่น ความผิดพลาดในวิธีดำเนินการ คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ทดสอบ เวลาที่ใช้ทดสอบ ความลำเอียง ความคลาดเคลื่อนของเวลาที่ใช้ในการทดลอง
3) จากแหล่งภายนอก สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนทำให้เกิดตัวแปรแทรกซ้อนในการวิจัยเชิงทดลองได้เหมือนกัน เช่น บรรยากาศขณะทดลอง เสียงรบกวน สถานที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ แต่ตัวแปรแทรกซ้อนเหล่านี้ผู้ทำการวิจัยสามารถควบคุมได้
4. การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน
ได้กล่าวมาแล้วว่า ในการวิจัยเชิงทดลองนั้นย่อมมีตัวแปรแทรกซ้อนเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งผู้วิจัยจะต้องควบคุมตัวแปรชนิดนี้ให้หมดไป เพื่อจะได้ทราบว่าตัวแปรตามเป็นผลมาจากตัวแปรอิสระอย่างแท้จริง การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนนิยมใช้หลักการควบคุมที่เรียกว่า Max-Min-Con Principle ดังต่อไปนี้
4.1 เพื่อความแปรปรวนที่เป็นระบบให้มากที่สุด (Maximized systematic variance) เป็นการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการเพิ่มความแปรปรวนระหว่างกลุ่ม หรือความแปรปรวนเนื่องมาจากการทดลองให้สูงสุด ซึ่งทำได้โดยการกำหนดวิธีการทดลองให้กับกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมให้แตกต่างและเป็นอิสระซึ่งกันกันและ ตลอดจนควบคุมเวลาและสภาวะของการทดลองให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถจัดกระทำกับตัวแปรอิสระให้ส่งผต่อตัวแปรตามมากที่สุด
4.2 ลดความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อน (Minimized error variance) เป็นการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการทำให้ค่าความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนมีค่าน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ ซึ่งความคลาดเคลื่อน (Error) แบ่งได้เป็น 2 ชนิดดังนี้
1) ความคลาดเคลื่อนอย่างมีระบบ (Systematic error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่มีผลต่อกลุ่มตัวอย่างทั้งกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เช่น ความบกพร่องของเครื่องมือวัด การจับเวลาทดสอบผิดพลาด เป็นต้น ซึ่งผู้วิจัยสามารถแก้ไขความคลาดเคลื่อนนี้ได้ กล่าวคือ ถ้าทราบว่าเครื่องมือวัดมีความบกพร่องก็แก้ความคลาดเคลื่อนได้โดยการสร้างเครื่องมือวัดให้มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นสูง ตลอดจนให้มีความเป็นปรนัย และมีประสิทธิภาพสูงด้วย
2) ความคลาดเคลื่อนอย่างสุ่ม (Random error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดกับกลุ่มตัวอย่างบางส่วน ทำให้เกิดความไม่เท่ากันของโอกาสในการเกิดขึ้นของตัวแปรแทรกซ้อน เช่น ความเหนื่อย ความประมาทเลินเล่อ การเดาของผู้ถูกทดลอง ความสนใจ อารมณ์ สุขภาพร่างกาย ฯลฯ ความคลาดเคลื่อนชนิดนี้สามารถแก้ไขโดยใช้กฎการแจกแจงปกติ (Normal distribution law) คำนวณหาค่าสถิติเพื่อจัดกระทำกับความคลาดเคลื่อนนี้
4.3 ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่ส่งผลอย่างมีระบบ (Control extraneous systematic variance) เป็นการควบคุมหรือขจัดให้ตัวแปรอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทดลองออกให้หมด เพื่อให้ตัวแปรตามที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากตัวแปรอิสระเท่านั้น มีวิธีการทำดังนี้
1) การสุ่ม (Randomization) วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เป็นการกระทำให้กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มออกมาจากกลุ่มประชากรมีคุณสมบัติด้านต่าง ๆ พอ ๆ กัน จึงสามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้เป็นอย่างไร
2) การเพิ่มตัวแปร (Add to the design) ในกรณีที่ตัวแปรแทรกซ้อนบางตัวควบคุมได้ยาก ก็ให้เอาตัวแปรนั้นเพิ่มเข้าไปโดยถือว่าเป็นตัวแปรอิสระที่จะต้องศึกษาด้วย
3) การจับคู่ (Matching) เป็นการใช้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน คือ ให้มีลักษณะของตัวแปรแทรกซ้อนในระดับที่เท่า ๆ กัน การจับคู่มี 2 แบบคือ
- จับกลุ่ม (Matched group) เป็นการจัดให้ทั้ง 2 กลุ่มมีคุณสมบัติเหมือนกัน โดยมิได้คำนึงถึงว่าสมาชิกในกลุ่มจะเท่ากันเป็นรายบุคคลหรือไม่ ซึ่งทำได้โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มแล้วนำทั้ง 2 กลุ่มหรือหลาย ๆ กลุ่มมาทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (`X ) และความแปรปรวน (S2) ถ้าพบว่าแตกต่างกัน ก็ต้องจัดกลุ่มใหม่เพื่อได้กลุ่มตัวอย่างที่มีค่าเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกัน
- จับคู่รายบุคคล (Matched subjects) เป็นการจัดให้บุคคลที่มีความเหมือนกันหรือเท่าเทียมกันมาจับคู่กัน แล้วแยกออกเป็นคนละกลุ่ม ทำเช่นนี้จนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ก็จะได้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีคุณสมบัติทุกด้านเหมือนกัน นำ 2 กลุ่มนี้มาทดสอบดูนัยสำคัญเชิงสถิติเพื่อดูความแตกต่างของค่าเฉลี่ย และความแปรปรวนเช่นเดียวกับการจับกลุ่ม
4.4 การใช้สถิติ (Statistical control) เทคนิควิธีการทางสถิติที่สามารถนำมาควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ก็คือ การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of covariance) จะสามารถปรับคุณสมบัติที่แตกต่างกันของกลุ่มตัวอย่างได้ ทำให้ผลที่ปรากฏเป็นผลจากการทดลองเท่านั้น
4.5 การตัดทิ้ง (Elimination) เป็นการขจัดตัวแปรที่คิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดลองออกไป เช่น ถ้าคิดว่าควมสนใจเกี่ยวข้องกับการทดลองและจะไม่เอามาเป็นตัวแปรอิสระ จำเป็นจะต้องตัดตัวแปรนี้ออกไป วิธีการก็คือเลือกเอากลุ่มตัวอย่างที่มีความสนใจเหมือน ๆ กัน เป็นต้น
5. ข้อบกพร่องของการวิจัยเชิงทดลอง
ในการวิจัยเชิงทดลองมักพบข้อบกพร่องที่สำคัญ ๆ ดังนี้
5.1 กลุ่มตัวอย่างส่งผลให้การวิจัยคลาดเคลื่อน เช่น กลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มการทดลองมีคุณสมบัติหรือลักษณะแตกต่างกันมาก เช่น พื้นฐานทางวัฒนธรรม สติปัญญา เป็นต้น หรือไม่ได้รับการกระทำ (treatment) ที่เสมอกัน หรือกลุ่มตัวอย่างถูกจัดกระทำในเรื่องที่มีพื้นฐานนั้น ๆ อยู่แล้ว
5.2 ขาดการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่รัดกุม ดังนั้นผลการทดลองจึงอาจไม่เป็นผลเนื่องจากการทดลอง
5.3 แบบแผนการทดลองขาดความเที่ยงตรงทั้งภายในและภายนอก (Internal and External validity) เช่น
1) ไม่สามารถตรวจสอบสมมติฐานได้หมด
2) การเลือกกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นตัวแทนของมวลประชากร
3) เครื่องมือขาดความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรง
4) ข้อมูลที่ได้ขาดความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรง
5) ผลการทดลองไม่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการทดลอง
5.4 การใช้สถิติวิเคราะห์ไม่เหมาะสมกับงานวิจัย
5.5 การสรุปผลการทดลองมักจะขาดความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรง เพราะการควบคุม การวางแผนต่าง ๆ ไม่รัดกุม
6. ประโยชน์ของการวิจัยเชิงทดลอง
การวิจัยเชิงทดลองมีประโยชน์ดังนี้
6.1 ทำให้ทราบถึงองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเด่นชัด
6.2 เป็นการวิจัยที่เหมาะกับวิชาที่เป็นศาสตร์บริสุทธิ์ เช่น วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น
6.3 ผลที่ได้จากการวิจัยด้านการเรียนการสอนสามารถนำมาช่วยพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น และทำให้ครูอาจารย์มีความรู้กว้างขวาง
6.4 ช่วยให้ทราบจุดอ่อนของการเรียนการสอน และสามารถแก้ไขได้ตรงจุด
www.pat_pon@hotmail.com (IP:203.144.180.65)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 31 พ.ค. 2552 (17:30)
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1.การสังเกต
2.การวัด
3.การพยากรณ์
4.การตัวเลข
5.การทดลอง
6.การตั้งสมมติฐาน
7.การจำแนกประเภท
8.การลงความเห็นจากข้อมูล
9.การกำหนดและควบคุมตัวแปร
10.การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติ
11.การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป
12.การจัดกระทำและการศื่อความหมายข้อมูล
13.การหาความสำพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา
www.pat_pon@hotmail.com (IP:203.144.180.65)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 20 ต.ค. 2552 (17:17)
ผม เทพแล้วรัก นาย อภิรักษ์ ศรีสิริวรรน มากๆๆ ชื่อ เล่นว่า การ์ฟิวส์
yogeyboy_@hotmail.com (IP:125.26.193.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 12 ก.ค. 2554 (15:32)
อยากรู้ว่าฟิสิกส์ม.4มีอะไรน่าสนใจบ้างและได้เรียนเรื่องอะไรบ้างคะ
BumBiewantana321@gmail.com (IP:203.114.103.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 12 ก.ค. 2554 (15:36)
อยากรู้ว่าฟิสิกส์ม.4เรียนเรื่องอะไรบ้างคะและยากหรือเปล่า
kimjyjaja@gmail.com (IP:203.114.103.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 12 ก.ค. 2554 (15:38)
ใน LAB ฟิสิกส์มีอะไรน่าสนใจบ้างคะ
orataitay@gmail.com (IP:203.114.103.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 12 ก.ค. 2554 (15:40)
อยากรู้ว่า LAB ชีววิทยา มีอะไรน่าสนใจบ้าง
chorphaka19@gmail.com (IP:203.114.103.242)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม