วิชาการดอทคอม ptt logo

ไฟฟ้า

โพสต์เมื่อ: 00:38 วันที่ 30 มิ.ย. 2549         ชมแล้ว: 150,539 ตอบแล้ว: 98
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
อยากถามเรื่องพื้นๆนะคะ แต่ว่าหาไม่ค่อยได้เลย

1.ไฟฟ้าคืออะไร (ความหมายของไฟฟ้า)
2.ไฟฟ้ามีกี่ชนิด
3.เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

เอาย่อๆก็ได้ค่ะ เดี๋ยวไปหารายละเอียดลงลึกเอง
ขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ อิอิ
13243


แก่นแก้ว
ร่วมแบ่งปัน39 ครั้ง - ดาว 150 ดวง





จำนวน 87 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 30 มิ.ย. 2549 (11:44)
1.ไฟฟ้าคืออะไร (ความหมายของไฟฟ้า)



ไฟฟ้าคือชื่อวิชาที่เกี่ยวกับ ประจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า ความต้านทานไฟฟ้า ฯลฯ



2.ไฟฟ้ามีกี่ชนิด



แล้วแต่เกณฑ์ในการแบ่ง วิชาที่เกี่ยวกับไฟฟ้า เกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ





3.เครื่องกำเนิดไฟฟ้า



คืออุปกรณ์ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า เช่นไดนาโม

นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27109 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 1 ก.ค. 2549 (16:14)
ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ

ใครที่พอจะมีข้อมูล หรือ เว็บลิ้งค์ ช่วยบอกหน่อยนะคะ


แก่นแก้ว
ร่วมแบ่งปัน39 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ก.ค. 2549 (14:28)
อะไรที่เป็นเเหล่งกำเนินไฟฟ้า
พรชัย โพธิ์เงิน (IP:125.24.71.26,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 7 ก.ค. 2549 (15:54)
ไฟฟ้ามี 2 ชนิดครับ ไฟฟ้ากระแสตรง (direct current) เช่น แบตเตอรี่ เป็นต้น และ ไฟฟ้ากระแสสลับ (alternate current)

เช่น ไฟบ้านที่เราใช่อยู่
สุดหล่อ (IP:203.172.90.2,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 6 ก.ย. 2549 (11:27)
ไฟฟ้าคืออะไร มันมาดั่งมัจุราช มันถลืมถามไปทุกสิ่ง
yongpower_za@hotmail.com (IP:203.172.180.2,192.168.4.92,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 15 ก.ย. 2549 (15:43)
ไฟฟ้าคือ
std3908@hotmail.com (IP:125.24.133.68,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 19 ก.ย. 2549 (21:01)
ปลักไฟฟ้ามีกี่ชนิดครับ
pol.l@hotmail.com (IP:61.47.66.107,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 19 ก.ย. 2549 (22:08)






แวะไป ฟิสิกส์ราชมงคล มีข้อมูล เรื่องไฟฟ้า เยอะๆที่นั่น


http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/electric%20current1/index/index.htm








42897

โก๋แก่
ร่วมแบ่งปัน2629 ครั้ง - ดาว 586 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 12 ต.ค. 2549 (10:48)
(:)

good
oo (IP:124.157.141.138,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 ต.ค. 2549 (17:50)
เซลล์ไฟฟ้าเคมี แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. เซลล์กัลวานิก (galvanic cell) หรือเซลล์โวลตาอิก (voltaic cell)

2. เซลล์อิเล็กโทรไลต์ (electrolytic cell)



ได้กล่าวถึงปฏิกิริยา รีดอกซ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อนำแผ่นสังกะสีจุ่มลงในสารละลายของทองแดง หรือตัว รีดิวซ์ จุ่มลงในตัวออกซิไดซ์โดยตรงแล้วในบทนำ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้เกิดพลังงานในรูปของความร้อน แต่ถ้าแยกตัวรีดิวซ์ออกจากตัวออกซิไดซ์ แล้วเชื่อมต่อวงจรภายนอกและสะพานเกลือ (salt bridge) อิเล็กตรอนก็จะถูกถ่ายโอนผ่านตัวกลางภายนอกจากขั้วไฟฟ้าที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันไปยังขั้วไฟฟ้าที่เกิดปฏิกิริยารีดักชัน จึงทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้ เซลล์ไฟฟ้าที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีนี้เรียกว่าเซลล์กัลวานิก หรือเซลล์โวลตาอิก (galvanic cell or voltaic cell) ดังรูป



จากรูปเซลล์กัลวานิกประกอบด้วยสองครึ่งเซลล์ โดยแต่ละครึ่งเซลล์จะประกอบด้วยขั้วไฟฟ้าที่จุ่มลงไปในสารละลาย แท่งสังกะสีและแท่งทองแดงในเซลล์เป็นขั้วไฟฟ้าซึ่งเรียกว่า อิเล็กโทรด (electrode) ขั้วที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เรียกว่า ขั้วแอโนด (anode) และขั้วที่เกิดปฏิกิริยารีดักชัน เรียกว่าขั้วแคโทด (cathode)

ปฏิกิริยาออกซิเดชันที่แอโนด (Zn) Zn(s) Zn2+(aq) + 2e-

ปฏิกิริยารีดักชันที่แคโทด (Cu) Cu2+(aq) + 2e- Cu(s)

หมายเหตุ : ประจุที่สะสมจะทำให้ออกซิเดชันที่แคโทดและรีดักชันที่แอโนดเกิดยากขึ้น

ระหว่างที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันขึ้นที่ขั้วแอโนด Zn จะค่อย ๆ กร่อนแล้วเกิดเป็น Zn2+ ละลายลงมาในสารละลายที่มี Zn2+ และ SO42- ส่วนที่ขั้วแคโทด Cu2+ จากสารละลายเกิดปฏิกิริยารีดักชันกลายเป็นอะตอมของทองแดงเกาะอยู่ที่ผิวของขั้วไฟฟ้า เมื่อปฏิกิริยาดำเนินไปจะพบว่าในครึ่งเซลล์ออกซิเดชันสารละลายจะมีประจุบวก (Zn2+) มากกว่าประจุลบ (SO42-) และในครึ่งเซลล์รีดักชันสารละลายจะมีประจุลบ (SO42-) มากกว่าประจุบวก (Cu2+) จึงเกิดความไม่สมดุลทางไฟฟ้าขึ้น ปัญหานี้สามารถที่จะแก้ไขได้โดยการใช้ สะพานเกลือ (salt bridge) เชื่อมต่อระหว่างสองครึ่งเซลล์ ซึ่งสะพานเกลือทำจากหลอดแก้วรูปตัวยู ภายในบรรจุอิเล็กโตรไลต์ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสารในเซลล์และมีไอออนบวก ไอออนลบเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้เคียงกัน หรือทำจากกระดาษกรองชุบอิเล็กโตรไลต์ โดยสะพานเกลือทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อระหว่างครึ่งเซลล์ทั้งสอง และเป็นสิ่งที่ป้องกันการเกิดการสะสมของประจุโดยไอออนบวกจากสะพานเกลือจะเคลื่อนที่ไปยังครึ่งเซลล์ที่มีประจุลบมาก ในทางตรงกันข้ามไอออนลบก็จะเคลื่อนที่ไปยังครึ่งเซลล์ที่มีประจุมาก จึงทำให้ปฏิกิริยาดำเนินต่อไปได้ในเวลาที่มากขึ้น

และเนื่องจากครึ่งเซลล์ทั้งสองเชื่อมต่อกับวงจรภายนอก ครึ่งเซลล์ที่มีศักย์รีดักชันสูงกว่าจะเกิดรีดักชัน และครึ่งเซลล์ที่มีศักย์รีดักชันต่ำกว่าจะ(ถูกบังคับให้)เกิดออกซิเดชัน ความต่างศักย์ระหว่างอิเล็กโทรดนี้ เรียกว่า แรงเคลื่อนไฟฟ้า (electromotive force: emf) และมีหน่วยเป็นโวลต์ (volt)



เมื่อเรียนเรื่องเซลล์กัลวานิก เราก็จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้

1. ศักย์อิเล็กโทรดมาตรฐาน



จากเซลล์ไฟฟ้า Zn-Cu เมื่อใช้ความเข้มข้นของไอออนของสารละลายในแต่ละครึ่งเซลล์เท่ากับ 1.0 M ที่ 25 ๐C เซลล์ไฟฟ้านี้จะมี emf เท่ากับ 1.10 V ถ้าทราบศักย์ไฟฟ้าของอิเล็กโทรดใดอิเล็กโทรดหนึ่งแล้วนำไปลบออกจาก 1.10 V ก็จะทราบค่าของอิเล็กโทรดหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถวัดศักย์ไฟฟ้าของอิเล็กโทรดเดี่ยว ๆ ได้ จึงได้มีการกำหนดอิเล็กโทรดมาตรฐานขึ้นมา ซึ่งได้แก่ ไฮโดรเจนอิเล็กโทรดมาตรฐาน (Standard Hydrogen Electrode: SHE) ในครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐานนี้ประกอบด้วย ขั้วแพลตินัม (อิเล็กโทรดเฉื่อย) สารละลายกรดไฮโดรคลอริก และก๊าซไฮโดรเจนภายใต้สภาวะมาตรฐาน (ความดันของก๊าซไฮโดรเจนเท่ากับ 1 atm ความเข้มข้นของสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเท่ากับ 1 M และวัดที่อุณหภูมิ 25 ๐C) โดยผ่านก๊าซไฮโดรเจนในสารละลายกรดไฮโดรคลอริกตลอดเวลา จึงมีสมดุลเกิดขึ้นดังสมการ

2H+(aq) + 2e- H2(g)

ค่าศักย์มาตรฐานของครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐานเท่ากับ 0.00 V ใช้สัญลักษณ์ E๐ แทนศักย์ไฟฟ้าที่สภาวะมาตรฐาน





หมายเหตุ : ครึ่งเซลล์เป็นเหมือนอิเล็กโทรดหรือขั้ว

สามารถใช้ครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐานนี้ในการหาศักย์ไฟฟ้าของอิเล็กโทรดอื่น เช่น เมื่อต่อเซลล์กัลวานิก ระหว่างครึ่งเซลล์ SHE และครึ่งเซลล์ Cu ดังรูป



จากโวลต์มิเตอร์ได้ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์เท่ากับ 0.34 V โดยมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นดังนี้

ปฏิกิริยาออกซิเดชันที่แอโนด (SHE) H2(g) 2H+(aq) + 2e-

ปฏิกิริยารีดักชันที่แคโทด (Cu) Cu2+(aq) + 2e- Cu(s)

จาก E๐cell = E๐cathode - E๐anode

ดังนั้น E๐cell = E๐Cu - E๐SHE

0.34 V = E๐Cu - 0.00 V

E๐Cu = 0.34 V - 0.00 V = 0.34 V

เมื่อต่อเซลล์กัลวานิกระหว่างครึ่งเซลล์ SHE และครึ่งเซลล์ Zn จะได้เป็น







อ่านค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ได้เท่ากับ 0.76 V โดยมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ดังสมการ

ปฏิกิริยาออกซิเดชันที่แอโนด (Zn) Zn(s) Zn2+(aq) + 2e-

ปฏิกิริยารีดักชันที่แคโทด (SHE) 2H+(aq) + 2e- H2(g)

จาก E๐cell = E๐cathode - E๐anode

ดังนั้น E๐cell = E๐SHE - E๐Zn

0.76 V = 0.00 V - E๐Zn

E๐Zn = 0.00 V – 0.76 V = -0.76 V

ค่า E๐ ที่ได้เป็นค่าศักย์รีดักชันของแต่ละครึ่งเซลล์ นั่นคือ

Cu2+(aq) + 2e- Cu(s) E๐ = +0.34 V

Zn2+(aq) + 2e- Zn(s) E๐ = -0.76 V



ศักย์ไฟฟ้ารีดักชันมาตรฐานที่ 25๐C (298 K)



***ค่า E๐ เป็นค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของปฏิกิริยารีดักชัน

***ค่า E๐ เป็นบวกมาก แสดงว่าตัวออกซิไดซ์ (ด้านซ้ายของสมการ) จะเป็นตัวออกซิไดซ์ที่แรง ส่วนตัวรีดิวซ์ (ด้านขวาของสมการ) จะเป็นตัวรีดิวซ์ที่อ่อน ดังนั้นสารที่อยู่ทางซ้ายของครึ่งปฏิกิริยาใด ๆ จะทำปฏิกิริยาได้เองกับสารที่อยู่ทางขวาของครึ่งปฏิกิริยาที่อยู่ถัดลงมา เช่น

Br2(l) + 2Ag(s) 2Br-(aq) + 2Ag+aq)

***การเปลี่ยนสัมประสิทธิ์ของปฏิกิริยาครึ่งเซลล์ไม่มีผลต่อค่า E๐

***เมื่อกลับทิศทางของปฏิกิริยาเป็นปฏิกิริยาออกซิเดชัน ค่า E๐ จะมีเครื่องหมายตรงข้าม

***ปฏิกิริยารีดอกซ์ที่เกิดขึ้นได้เอง จะต้องมีค่า E๐ ของเซลล์เป็นบวกเสมอ

ตัวอย่าง 1 2Ag+(aq) + Mg(s) 2Ag(s) + Mg2+(aq)

จาก E๐cell = E๐cathode - E๐anode

= +0.80 V - (-2.37 V) = +3.17 V

ดังนั้น ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นได้เอง

ตัวอย่าง 2 Fe2+(aq) + Ni(s) Fe(s) + Ni2+(aq)

จาก E๐cell = E๐cathode - E๐anode

= -0.44 V - (-0.25 V) = -0.19 V

ดังนั้น ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นเองไม่ได้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้เองคือ

Fe(s) + Ni2+(aq) Fe2+(aq) + Ni(s)



2. ค่าศักย์รีดักชันมาตรฐานกับตารางธาตุ



จากตารางค่าศักย์ไฟฟ้ารีดักชันมาตรฐานและตารางธาตุให้ความสอดคล้องที่สำคัญคือ ธาตุที่เป็นโลหะมีความสามารถในการให้อิเล็กตรอนที่ดี สังเกตได้จากการที่โลหะมีค่า E๐ ต่ำ มีข้อยกเว้นเพียงโลหะ 4 ชนิด ซึ่งได้แก่ ทองคำ แพลตินัม ทองแดง และเงินเท่านั้น ที่มีความสามารถในการให้อิเล็กตรอนไม่ดี



ตารางค่าศักย์ไฟฟ้ารีดักชันมาตรฐานและตารางธาตุไม่ได้ให้ความสอดคล้องของความเป็นโลหะกับค่า E๐ ทั้งหมด ถ้าพิจารณาให้ดี ธาตุที่มีความเป็นโลหะมากที่สุดควรจะอยู่มุมล่างซ้ายสุดของตารางธาตุ และควรเป็นธาตุที่มีความสามารถให้อิเล็กตรอนได้ดีที่สุด (พิจารณาจากแนวโน้มของค่าพลังงานไอออไนเซชัน ซึ่งมีแนวโน้มลดลงจากบนลงล่าง) แต่จากค่าตารางค่าศักย์ไฟฟ้ารีดักชันมาตรฐาน Li มี E๐ ต่ำที่สุด นั่นแสดงว่า Li มีความสามารถให้อิเล็กตรอนได้ดีที่สุด สาเหตุของความไม่สอดคล้องกันนี้ก็คือ พลังงานไอออไนเซชันเป็นค่าที่วัดจากการที่อะตอมให้อิเล็กตรอนเมื่ออยู่ในสภาวะก๊าซ (M(g) M+(g) + e-) แต่ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานเป็นค่าที่วัดจากการที่อะตอมในสภาวะของแข็งเสียอิเล็กตรอนเกิดเป็นไอออนบวกในน้ำ (M(s) M+(aq) + e-) เนื่องจาก Li+ มีขนาดเล็ก อัตราส่วนของประจุต่อรัศมีไอออนมีค่าสูง เมื่อ Li+ อยู่ในน้ำจะเกิดแรงดึงดูดอย่างแรงกับน้ำ จึงมีความสามารถให้อิเล็กตรอนแล้วเกิดเป็นไอออนได้ดีกว่าโลหะตัวอื่น

3. แผนภาพเซลล์กัลวานิก









การเขียนแผนภาพของเซลล์กัลวานิกมีหลักดังนี้

1. เขียนครึ่งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันไว้ทางซ้ายมือ โดยเขียนขั้วไฟฟ้าไว้ทางซ้ายสุด ตามด้วยไอออนในสารละลาย และใช้เส้นเดี่ยว / ขีดคั่นระหว่างขั้วไฟฟ้ากับไอออนในสารละลาย เช่น Zn(s)/Zn2+(aq)

2. เขียนครึ่งเซลล์เซลล์ที่เกิดปฏิกิริยารีดักชันไว้ทางขวามือ โดยเขียนไอออนในสารละลายก่อน ตามด้วยขั้วไฟฟ้าไว้ทางขวาสุด และใช้เส้นเดี่ยว / ขีดคั่นระหว่างขั้วไฟฟ้ากับไอออนในสารละลาย เช่น Cu2+(aq)/Cu(s)

3. สำหรับครึ่งเซลล์ที่ประกอบด้วยโลหะกับก๊าซ ใช้เส้นเดี่ยว / ขีดคั่นระหว่างขั้วไฟฟ้ากับก๊าซและระหว่างไอออนในสารละลาย เช่น Pt(s)/H2(g,1 atm)/H+(aq)

4. เขียนเส้นคู่ขนาน // แทนสะพานไอออนกั้นระหว่างครึ่งเซลล์ทั้งสอง เช่น

Zn(s)/Zn2+(aq)// Cu2+(aq)/Cu(s)

Pt(s)/H2(g,1 atm)/H+(1 mol/dm3)// Cu2+(1 mol/dm3)/Cu(s)

5. สำหรับครึ่งเซลล์ที่มีสารสถานะเดียวกันมากกว่าหนึ่งชนิด ให้ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างไอออนทั้งสอง เช่น

Fe(s)/Fe2+(aq),Fe3+(aq)// Cu2+(aq)/Cu(s)





เซลล์กัลวานิกแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด

1. เซลล์ปฐมภูมิ (primary cell) เมื่อปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์เกิดขึ้นและดำเนินไปแล้ว ปฏิกิริยาจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับไม่ได้หรือนำมาอัดไฟใหม่ไม่ได้



เซลล์ปฐมภูมิมีหลายชนิด เช่น

1. เซลล์แห้ง (Dry Cell) หรือเซลล์เลอคลังเช (LeClanche Cell)

เซลล์ไฟฟ้าชนิดนี้ถูกเรียกว่า เซลล์แห้ง เพราะไม่ได้ใช้ของเหลวเป็นอิเล็กโทรไลต์ เป็นเซลล์ที่ใช้ในไฟฉาย หรือใช้ในประโยชน์อื่น ๆ เช่น ในวิทยุ เครื่องคิดเลข ฯลฯ ซึ่งมีลักษณะตามรูป



ส่วนประกอบของเซลล์แห้ง

กล่องของเซลล์ทำด้วยโลหะสังกะสีซึ่งทำหน้าที่เป็นขั้วแอโนด (ขั้วลบ) ส่วนแท่งคาร์บอนหรือแกรไฟต์อยู่ตรงกลางทำหน้าที่เป็นขั้วแคโทด (ขั้วบวก) ระหว่างอิเล็กโตรดทั้งสองบรรจุด้วยของผสมชื้นของแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl) แมงกานีส (IV) ออกไซด์ (MnO2) ซิงค์คลอไรด์ (ZnCl2) ผงคาร์บอน ตอนบนของเซลล์ผนึกด้วยวัสดุที่สามารถรักษาความชื้นภายในเซลล์ให้คงที่ มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นดังนี้

ที่ขั้วแอโนด (Zn-ขั้วลบ) Zn ถูกออกซิไดซ์กลายเป็น Zn2+

Zn(s) Zn2+(aq) + 2e-

ที่ขั้วแคโทด (C-ขั้วบวก) MnO2จะถูกรีดิวซ์ ไปเป็น Mn2O3

2MnO2(s) + 2NH4++(aq) + 2e- Mn2O3(s) + H4O(l)

ดังนั้นปฏิกิริยารวมจึงเป็น

Zn(s) + 2MnO2(s) + 2NH4+(aq) Zn2+(aq) + Mn2O3(s) + 2NH3(g) + H2O(l)

แก๊ส NH3 ที่เกิดขึ้นจะเข้าทำปฏิกิริยากับ Zn2+ เกิดเป็นไอออนเชิงซ้อนของ [Zn(NH3)4]2+ และ [Zn(NH3)2(H2O)2]2+ การเกิดไอออนเชิงซ้อนนี้จะช่วยรักษาความเข้มข้นของ Zn2+ ไม่ให้สูงขึ้น จึงทำให้ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์เกือบคงที่เป็นเวลานานพอสมควร จากปฏิกิริยารวมจะสังเกตว่ามีน้ำเป็นผลิตภัณฑ์ด้วย ดังนั้นเซลล์ที่เสื่อมสภาพจึงบวมและมีน้ำไหลออกมา และเซลล์แห้งนี้จะให้ศักย์ไฟฟ้าประมาณ 1.5 โวลต์

2. เซลล์แอลคาไลน์ (Alkaline Cell)

เซลล์แอลคาไลน์มีส่วนประกอบของเซลล์เหมือนกับเซลล์เลอคลังเช แต่มีสิ่งที่แตกต่างกันคือเซลล์แอลคาไลน์ใช้เบสซึ่งได้แก่โพแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) เป็นอิเล็กโทรไลต์แทนแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl) และเนื่องจากใช้สารละลายเบสนี่เองเซลล์ชนิดนี้จึงถูกเรียกว่า เซลล์แอลคาไลน์

ที่ขั้วแอโนด (Zn-ขั้วลบ) Zn ถูกออกซิไดซ์

Zn(s) + 2OH-(aq) ZnO(s) + H2O(l) + 2e-

ที่ขั้วแคโทด (C-ขั้วบวก) MnO2จะถูกรีดิวซ์ ไปเป็น Mn2O3

2MnO2(s) + H2O(l) + 2e- Mn2O3(s) + 2OH-(aq)

สมการรวม Zn(s) + 2MnO2(s) ZnO(s) + Mn2O3(s)

เซลล์นี้จะให้ศักย์ไฟฟ้าประมาณ 1.5 โวลต์ แต่ให้กระแสไฟฟ้าได้มากกว่าและนานกว่าเซลล์แห้ง เพราะ OH- ที่เกิดขึ้นที่ขั้วคาร์บอนสามารถนำกลับไปใช้ที่ขั้วสังกะสีได้



3. เซลล์ปรอท (Mercury Cell)

มีหลักการเช่นเดียวกับเซลล์แอลคาไลน์ แต่ใช้เมอร์คิวรี (II) ออกไซด์ (HgO) แทนแมงกานีส (IV) ออกไซด์ (MnO2) เป็นเซลล์ที่มีขนาดเล็กใช้กันมากในเครื่องฟังเสียงสำหรับคนหูพิการ หรือใช้ในอุปกรณ์อื่น เช่น นาฬิกาข้อมือ เครื่องคิดเลข เซลล์นี้จะให้ศักย์ไฟฟ้าประมาณ 1.3 โวลต์ ให้กระแสไฟฟ้าต่ำ แต่สามารถให้ค่าศักย์ไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุการใช้งาน มีปฏิกิริยาเคมีดังนี้

ที่ขั้วแอโนด Zn(s) + 2OH-(aq) ZnO(s) + H2O(l) + 2e-

ที่ขั้วแคโทด HgO(s) + H2O(l) + 2e- Hg(l) + 2OH-(aq)

ปฏิกิริยารวม Zn(s) + HgO(s) ZnO(s) + Hg(l)



ส่วนประกอบของเซลล์ปรอท

2. เซลล์ทุติยภูมิ (secondary cell) เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้หรือนำมาอัดไฟใหม่ได้



แบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าแบบตะกั่ว (Lead Storage Battery)

แบตเตอรี่คือเซลล์ไฟฟ้าหลาย ๆ เซลล์ต่อกันเป็นอนุกรม แบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าแบบตะกั่วนี้เป็นแบตเตอรีที่ใช้ในรถยนต์ โดยประกอบด้วยเซลล์ไฟฟ้า 6 เซลล์ แต่ละเซลล์จะมีศักย์ไฟฟ้า 2 โวลต์ ดังนั้นแบตเตอรี่ในรถยนต์มีศักย์ไฟฟ้า 12 โวลต์





ส่วนประกอบของแบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าแบบตะกั่ว













เซลล์สะสมไฟฟ้าแบบตะกั่ว

1) เมื่ออัดไฟครั้งแรก 2) เมื่อจ่ายไฟ 3) เมื่ออัดไฟครั้งต่อไป



แบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าแบบตะกั่วจะประกอบด้วยอิเล็กโทรดคือแผ่นตะกั่ว มีกรดซัลฟิวริกเจือจางเป็นอิเล็กโทรไลต์ เมื่อมีการอัดไฟครั้งแรกแผ่นตะกั่วที่ต่อกับขั้วบวกของแบตเตอรี (ขั้วแอโนด) จะถูกออกซิไดซ์เป็นเลด (II) ไอออน ดังสมการ

Pb(s) Pb2+(aq) + 2e-

เมื่อรวมกับออกซิเจนที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นเลด (IV) ออกไซด์

Pb2+(aq) + O2(g) PbO2(s)

ดังนั้นที่ขั้วแอโนด (ขั้วบวก) แผ่นตะกั่วจะถูกเปลี่ยนเป็นเลด (IV) ออกไซด์ขั้วไฟฟ้าจึงแตกต่างกัน (ขั้วแอโนด-ขั้วบวก: PbO2 และขั้วแคโทด-ขั้วลบ: Pb) ทำให้สามารถเกิดกระแสไฟฟ้าได้หรือจ่ายไฟได้นั่นเอง

การจ่ายไฟเกิดขึ้น ดังสมการ

ขั้วแอโนด-ขั้วลบ: Pb(s) + SO42-(aq) PbSO4(s) + 2e-

ขั้วแคโทด-ขั้วบวก: PbO2(s) + SO42-(aq) + 4H+(aq) + 2e- PbSO4(s) + 2H2O(l)

อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่จากขั้วแอโนดหรือขั้วลบผ่านวงจรภายนอกไปยังขั้วแคโทดหรือขั้วบวก จากสมการจะสังเกตได้ว่ามีผลิตภัณฑ์คือ PbSO4(s) เกิดขึ้นเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อใช้แบตเตอรี่ไประยะหนึ่งความต่างศักย์จะลดลง และจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นศูนย์ ทั้งนี้เนื่องจากขั้วไฟฟ้าทั้งคู่เหมือนกัน จึงไม่มีความแตกต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้วทั้งสอง

ปฏิกิริยาของเชลล์ข้างบนเป็นผันกลับได้ ดังนั้นถ้าต้องการให้เกิดการผันกลับจึงจำเป็นต้องมีการอัดไฟฟ้าใหม่ โดยการต่อขั้วบวกของเซลล์กับขั้วบวกของแบตเตอรี่และขั้วลบกับขั้วลบของแบตเตอรี่ ปฏิกิริยาข้างบนก็จะเปลี่ยนทิศทางเป็นจากขวาไปซ้าย ในลักษณะนี้เลด(II) ซัลเฟตที่ขั้วลบก็จะเปลี่ยนเป็นตะกั่ว ส่วนอีกขั้วหนึ่ง เลด (II) ซัลเฟตจะเปลี่ยนเป็นเลด (IV) ออกไซด์ ดังสมการ

ขั้วแอโนด-ขั้วบวก: PbSO4(s) + 2H2O(l) PbO2(s) + SO42-(aq) + 4H+(aq) + 2e-

ขั้วแคโทด-ขั้วลบ: PbSO4(s) + 2e- Pb(s) + SO42-(aq)

จากปฏิกิริยาในขณะที่มีการจ่ายไฟฟ้า ความเข้มข้นของกรดจะลดลงเรื่อย ๆ จากปกติที่มีความถ่วงจำเพาะ ประมาณ 1.25 ถึง 1.30 แล้วแต่อุณหภูมิในขณะนั้น ๆ ถ้าหากเมื่อใดมีความถ่วงจำเพาะต่ำกว่า 1.20 ที่อุณหภูมิของห้องก็ควรจะมีการอัดไฟฟ้าใหม่ได้



เซลล์นิกเกิล-แคดเมียม หรือเซลล์นิแคด (Nickel-Cadmium Cell)



ที่ขั้วแอโนด: Cd(s) + 2OH-(aq) Cd(OH)2(s) + 2e-

ที่ขั้วแคโทด: NiO2(s) + 2H2O(l) + 2e- Ni(OH)2(s) + 2OH-(aq)

ปฏิกิริยารวม: Cd(s) + NiO2(s) + 2H2O(l) Cd(OH)2(s) + Ni(OH)2(s)



เซลล์ลิเทียมไอออน (Lithium Ion Cell)



เซลล์ลิเทียมอาจให้ศักย์ไฟฟ้าสูงถึง 3 โวลต์ เป็นเซลล์ที่ใช้อิเล็กโทรไลต์เป็นของแข็งได้แก่สารพอลิเมอร์ที่ยอมให้ไอออนผ่านแต่ไม่ยอมให้อิเล็กตรอนผ่าน ขั้วแอโนดคือลิเทียมซึ่งเป็นธาตุที่มีค่าศักย์ไฟฟ้ารีดักชันมาตรฐานต่ำที่สุด มีความสามารถในการให้อิเล็กตรอนได้ดีที่สุด ส่วนแคโทดใช้สารที่เรียกว่าสารประกอบแทรกชั้น (Insertion Compound) ได้แก่ TiS2 หรือ V6O13





1. เราสามารถแช่ช้อนเงินไว้ในสารละลายโคบอลต์ (II) คลอไรด์ได้หรือไม่ เฉลย

2. จงเขียนปฏิกิริยาครึ่งเซลล์และปฏิกิริยารีดอกซ์ เมื่อต่อเซลล์กัลวานิกด้วยครึ่งเซลล์ต่อไปนี้

2.1 Sn/Sn2+ กับ Ni/Ni2+ เฉลย



2.2 Al/Al3+ กับ Li/Li+ เฉลย





ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็ก

________________________________________

เมื่อมีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็กจะเกิดแรงกระทำต่อประจุนั้น

โดยขนาดของแรงหาได้จาก

เมื่อ F = แรงกระทำต่อประจุที่เคลื่อนที่ N

q = ประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ C

v = ความเร็วของประจุที่เคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็ก m/s

B = ความเข้มสนามแม่เหล็ก T, Wb/m2

= มุมระหว่าง v กับ B

ทิศทางของแรงหาได้จากกฎมือขวา

กางหัวแม่มือและนิ้วทั้งสี่ของมือขวาให้ตั้งฉากกัน โดยให้ปลายนิ้วทั้งสี่ชี้ทิศของ v แล้วกำนิ้ว จากทิศของ v ไปหา B หัวแม่มือจะชี้ทิศของแรง F แต่ถ้าเป็นประจุลบจะมีทิศตรงกันข้าม

ทิศทางการเคลื่อนที่ของประจุในสนามแม่เหล็ก มีได้ 3 แบบดังนี้

1 เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง(อยู่ในแนวเดิม) เมื่อประจุเคลื่อนที่ในแนวขนานกับสนามแม่เหล็ก B

2 เคลื่อนที่เป็นวงกลม เมื่อประจุเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับสนามแม่เหล็ก B

3 เคลื่อนที่แบบควงสว่านหรือเกลียว เมื่อประจุเคลื่อนที่ทำมุมใด ๆ กับสนามแม่เหล็ก B(ที่ไม่ใช่ขนานและตั้งฉาก)

การทดลอง แสดงการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าในสนามแม่เหล็ก

สามารถเปลี่ยนทิศทางการมองได้ โดดยการคลิ๊กเม้าแล้วลาก

โปรดกดปุ่มข้างล่าง

แรงกระทำต่อเส้นลวดที่มีกระแสไหลผ่าน

________________________________________

เมื่อมีกระแสไหลในเส้นลวดที่วางในสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงกระทำต่อลวดนั้น โดยขนาดของแรงหาได้จาก



F = I L B sin

เมื่อ

F = แรงกระทำต่อเส้นลวด N

I = กระแสไฟฟ้าที่ไหลในเส้นลวด A

L = ความยาวของเส้นลวด m

B = ความเข้มสนามแม่เหล็ก T, Wb/m2

= มุมระหว่างเส้นลวดกับสนามแม่เหล็ก

ทิศของแรงหาได้จากกฏมือขวา กำนิ้วทั้งสี่ของมือขวาจากทิศของกระแส I ไปหาทิศของสนามแม่เหล็ก B หัวแม่มือจะชี้ทิศของแรง F

ให้พิจารณารูปต่อไปนี้

รูปแสดงทิศทางของแรงที่กระทำต่อเส้นลวดที่มีกระแสไหลผ่านและวางในสนามแม่เหล็ก

วิธีการทดลอง

ให้กดปุ่ม Begin event จะเป็นการเริ่มปล่อยกระแสผ่านเส้นลวด

แรงกระทำต่อลวดที่วางในสนามแม่เหล็กและลวกมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน



วิธีการทดลอง กดปุ่ม on/off เพื่อเปิดสวิตซ์ให้กระแสไหลผ่านเส้นลวดและตัดกระแสที่ไหลผ่านเส้นลวด

กดปุ่ม reverse current เพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าในเส้นลวด

กดปุ่ม turn magnet เพื่อสลับขั้วแม่เหล็ก(เปลี่ยนทิศของสนามแม่เหล็ก)

คลิกที่ปุ่ม current direction เพื่อแสดงทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าในเส้นลวด(ลูกศรสีแดง)

คลิกที่ปุ่ม magnetic Field เพื่อแสดงทิศของสนามแม่เหล็ก(ลูกศรสีน้ำเงิน)

คลิกที่ปุ่ม lorentz force เพื่อแสดงทิศทางของแรงเนื่องจากสนามแม่เหล็กที่กระทำต่อลวด(ลูกศรสีดำ)

สนามแม่เหล็กรอบ ๆ ลวดตัวนำที่มีกระแสไหล



ลวด 2 เส้นมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน(ไม่ทราบทิศการไหล) จงใช้เข็มทิศหาทิศทางการไหลของกระแส

สนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสไหลในวงลวด





ข้อแนะนำ

• สีแดงหมายถึงกระแสไหลออก, สีน้ำเงินหมายถึงกระแสไหลเข้า ในแนวตั้งฉาก

• ปุ่ม "Current In" หรือ "Current Out" ใช้เพื่อเพิ่มลวดตรงและกระแสที่ไหลในวงลวดนั้น ๆ

และสามารถเพิ่มลวดวงกลมได้ เมื่อ เลือก coil จากปุ่มข้างบนก่อน

• ท่านสามารถคลิกเม้าและลากวงลวดไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เพื่อดูสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้น

หรือสามารถป้อนจุดพิกัด x , y ที่ต้องการจากช่องข้างบน

• ถ้าเลือกปุ้ม double click หมายถึงสามารถ คลิ๊กเร็ว ๆ สองครั้งติดต่อกัน ณ บริเวณใด ๆ จะแสดงเส้นแรงแม่เหล็ก ณ ตำแหน่งนั้น

• สามารถใช้ทดลองหาแรงระหว่างลวด 2 เส้นที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้

โซลินอยด์



สีแดงหมายถึงกระแสไหลออก สีน้ำเงินหมายถึงกระแสไหลเข้า

จำนวนวงจะเป็นเท่าไร จึงจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กเหมือนกับแท่งแม่เหล็ก

ท่านสามารถวัดค่าความเข้มสนามแม่เหล็กโดยการเม้า จะมีแถบสีเหลืองปรากฎขึ้น

สามารถดูเส้นแรง ณ ตำแหน่งใด ๆ ได้จาก การคลิ๊กเม้า เร็วๆ 2 ครั้ง ณ ตำแหน่งนั้น

กฏของเลนซ์(Lenz's Law)

________________________________________

หลังจากฟาราเดย์พบว่า เมื่อสนามแม่เหล้กแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงผ่านวงลวดจะทำให้เกิดกระแสเหนี่ยวนำขึ้นในวงลวดนั้น ต่อมาเลนซ์สามารถหาทิศของกระแสที่ไหลในวงลวดนั้นได้ และได้ตั้งเป็นกฎของเลนซ์ มีใจความว่า กระแสเหนี่ยวนำที่ไหลในวงลวดจะไหลในทิศที่ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กต่อต้านกับสนามแม่เหล็กที่มีการเปลี่ยนแปลง.



การทดลองกฎของเลนซ์ทำได้ง่าย ๆ โดยการใช้ท่อกลวงทำด้วยทองแดงขนาดโตสม่ำเสมอ ตั้งให้วางตัวในแนวดิ่ง แล้วทำแท่งเหล็กรูปทรงกระบอกขนาดเล็กกว่าท่อเล็กน้อยปล่อยจากส่วนบนสุดของท่อ ดังรูป

จะพบว่าแท่งเหล็กจะตกลงตามท่อทองแดงด้วยความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก ลองจับเวลาที่แท่งเหล็กใช้ในการเคลื่อนที่ผ่านท่อทองแดง



ทดลองใหม่โดยใช้ท่อทองแดงอันเดิมแต่ครั้งนี้ใช้แท่งแม่เหล็กรูปทรงกระบอกใส่ลงในท่อทองแดงแทนแท่งเหล็ก จะพบว่าเวลาที่แท่งแม่เหล็กใช้ในการตกจะนานกว่าแท่งเหล็ก นั่นแสดงว่าแท่งแม่เหล็กตกลงช้ากว่าแท่งเหล็ก ทั้งนี้เป็นเพราะ ขณะแท่งเหล็กเคลื่อนที่จะทำให้ฟลักซ์(เส้นแรง)แม่เหล็กเปลี่ยนแปลงผ่านท่อทองแดง จึงทำให้เกิดกระแสเหนี่ยวนำขึ้นในท่อทองแดง โดยทิศของกระแสเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นในท่อทองแดงจะทำให้เกิดสนามแม่เหลก็มีทิศตรงกันข้าม(มีขั้วตรงกันข้าม)กับแท่งแม่เหล็กที่กำลังตกลงมา จึงทำให้เกิดแรงผลักระหว่างแท่งแม่เหล้กที่ตกลงมาในท่อกับอำนาจแม่เหล้กเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นจากการไหลของกระแสในท่อทองแดง จึงทำให้แท่งแม่เหล็กเคลื่อนที่ช้า





สีเขียวคือทิศเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากแท่งแม่เหล็ก

สีแดงคือทิศของกระแสเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นในท่อทองแดง

สีน้ำเงินคือทิศของเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสเหนี่ยวนำ(ซึ่งมีทิศตรงกันข้ามกับทิศของเส้นแรงที่เกิดจากแท่งแม่เหล็ก)



มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง





________________________________________

การทดลองนี้ดัดแปลงมาจาก เว็ปไซต์ http://home.a-city.de/walter.fendt/physengl/electricmotor.htm © Walter Fendt

วิธีการทดลอง

สามารถเปลี่ยนทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าได้จากปุ่ม Change direction

สามารถหยุดและทดลองต่อโดยใช้ปุ่ม Pause / Resume

ปุ่ม Direction ofmovement ใช้แสดงทิศทางการหมุนของขดลวด

ปุ่ม Magnetic Field ใช้แสดงทิศทางของสนามแม่เหล็ก

ปุ่ม Induce Current ใช้แสดงกระแสเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นในวงลวด

เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง-สลับ(Generator)



________________________________________

การทดลองนี้ดัดแปลงมาจาก เว็ปไซต์ http://home.a-city.de/walter.fendt/physengl/generator.htm © Walter Fendt

วิธีการทดลอง

สามารถเปลียนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงได้โดยคลิกเม้าที่ปุ่ม "with commutator"

สามารถเปลียนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับได้โดยคลิกเม้าที่ปุ่ม "without commutator"

สามารถเปลี่ยนทิศทางการหมุนของขดลวดได้จากปุ่ม Change direction

สามารถเปลี่ยนอัตราเร็วของการหมุนได้จากแถบเลื่อน บอกค่ด้วยตัวเลขใต้แถบ

สามารถหยุดและทดลองต่อโดยใช้ปุ่ม Pause / Resume

ปุ่ม Direction ofmovement ใช้แสดงทิศทางการหมุนของขดลวด

ปุ่ม Magnetic Field ใช้แสดงทิศทางของสนามแม่เหล็ก

ปุ่ม Induce Current ใช้แสดงกระแสเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นในวงลวด

กระแสเหนี่ยวนำ

________________________________________

จากรูป แท่งโลหะเคลื่อนที่ขึ้น - ลง ระหว่างขั้วขั้วแม่เหล็กให้พิจารณาว่า เมื่อแท่งโลหะเคลื่อนที่ลง อิเลคตรอน(วงกลมสีดำ)ในแท่งโลหะ จะถูกแรงกระทำเนื่องจากสนามแม่เหล็กให้เคลื่อนที่ไปยังด้านหน้าของแท่งโลหะ

ถ้าแท่งโลหะเคลื่อนที่ขึ้น อิเลคตรอนจะเคลื่อนทีไปด้านหลังของแท่งโลหะ ประจุบวก(วงกลมสีแดง)จะไม่เคลื่อนที่เพราะว่ามวลมากกว่าอิเลคตรอนมาก เมื่ออิเลคตรอนเคลื่อนที่ไปยังอีกปลายด้านหนึ่ง จะทำให้ปลายด้านนั้นมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ และปลายด้านตรงข้ามจะมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก จึงทำให้ปลายทั้งสองของแท่งโลหะมีศักย์ไฟฟ้าไม่เท่ากัน เมื่อเราต่อปลายทั้งสองของแท่งโลหะกับลวดตัวนำให้ครบวงจร จะพบว่ามีกระแสไหลผ่านตัวนำได้ ทั้งนี้เพราะแท่งโลหะทำตัวเสมือนแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า ที่เราเรียกว่ากระแสเหนี่ยวนำ

เมื่อเคลื่อนลวดตัวนำผ่านสนามแม่เหล็ก จะทำให้เกิดกระแสเหนี่ยวนำขึ้นในเส้นลวดนั้น ทั้งนี้เพราะภายในเส้นลวดตัวนำจะมีอิเลคตรอนอิสระอยู่มาก เมื่อเคลื่อนที่เส้นลวดก็เท่ากับว่าเคลื่อนที่อิเลคตรอนไปด้วยความเร็วเท่ากับเส้นลวด เมื่ออิเลคตอรนเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล้กจะถูกแรงเนื่องจากสนามแม่เหล็กกระทำให้เคลือ่นที่ไปตามทิศทางของแรง เมื่ออิเลคตรอนถูกแรงกระทำจะทำให้อิเลคตรอนเคลือ่นที่ จึงทำให้เกิดกระแสขึ้นในลวดตัวนำนั้น เราเรียกกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ว่ากระแสเหนี่ยวนำ



คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า





________________________________________

• แสดงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่กำลังเคลื่อนที่ไปตามแกน + x

• ระนาบการสั่นของสนามไฟฟ้าอยู่ในแนวแกน y (สีแดง)

• ระนาบการสั่นของสนามแม่เหล็กอยู่ในแนวแกน z (สีน้ำเงิน)

1. กระแสไฟฟ้าในตัวนำ

การเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าในตัวนำจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ซึ่งเราได้กำหนดนิยามขนาดและ ทิศทางของกระแสไฟฟ้าไว้ดังนี้

"ขนาดของกระแสไฟฟ้าในตัวนำใด ๆ ย่อมมีค่าเท่ากับปริมาณประจุไฟฟ้าที่วิ่งผ่าน หน้าตัดใดหน้าตัดหนึ่งของตัวนำในหนึ่งหน่วยเวลา"

"ทิศทางของกระแสไฟฟ้าโดยทั่วไป กำหนดให้มีทิศตามการเคลื่อนที่ของประจุบวก และตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของประจุลบ"

การหาขนาดของกระแสไฟฟ้าจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า แยกการพิจารณาได้เป็น 2 แบบ คือ

1. กระแสไฟฟ้าขณะใด ๆ จะได้



หรือ q = = พื้นที่ใต้กราฟ I กับ t

2. กระแสไฟฟ้าเฉลี่ย จะได้



โดย q คือ ผลรวมของประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านหน้าตัดใดหน้าตัดหนึ่ง มีหน่วยเป็นคูลอมบ์ (C)

t คือ เวลาที่ประจุไฟฟ้าใช้ในการเคลื่อนที่ มีหน่วยเป็นวินาที (s)

I คือ กระแสไฟฟ้า มีหน่วยเป็นแอมแปร์ (A)





รูปที่ 1 ประจุบวกและลบเคลื่อนที่ในหลอดบรรจุก๊าซ

จากรูปสนามไฟฟ้า E ในหลอดบรรจุก๊าซมีทิศจาก A ไป B ทำให้ประจุบวกและลบเกิดการเคลื่อนที่

โดยประจุบวกเคลื่อนที่ในทิศเดียวกับสนามไฟฟ้า และประจุลบเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับสนามไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า

ที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุบวกและลบจะมีทิศจาก A ไป B ดังรูปที่ 1 ถ้าให้ q+ และ q- เป็นจำนวน

ประจุบวกและลบที่เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่หน้าตัดที่แรกเาของหลอดบรรจุก๊าซตามลำดับ จะได้ประจุรวมที่ผ่านพื้นที่แรเงา

มีค่าเท่ากับผลรวมของประจุบวกและลบ

ให้ q เป็นผลรวมของประจุที่ผ่านพื้นที่แรเงา

จะได้ q = q+ + q-

และถ้าให้ประจุ q ผ่านพื้นที่แรเงาในเวลา 1 วินาที ทำให้เกิดกระแส I จะได้ความสัมพันธ์ I,q และ t

ตามสมการ



การหากระแสไฟฟ้าจากอัตราเร็วของประจุไฟฟ้า

ถ้าให้ตัวนำมีพื้นที่หน้าตัด A อิเล็กตรอนวิ่งด้วยอัตราเร็ว v ความหนาแน่นของอิเล็กตรอนในตัวนำ

เท่ากับ n ตัวต่อปริมาตรและอิเล็กตรอนแต่ละตัวมีประจุ e จะได้กระแสไฟฟ้าดังต่อไปนี้





รูปที่ 2 ประจุอิสระวิ่งในตัวนำ

จากรูป จำนวนอิเล็กตรอนวิ่งจาก D ไป C N = ndA

แต่ d = vt แทนค่าจะได้ N = nvtA

ประจุทั้งหมดที่ผ่านหน้าตัด D และ C q = Ne = nvtAe

หากระแสจาก จะได้ ; I = nvAe

หรือ I = nAve











ไฟฟ้าและสภาวะแม่เหล็กมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด ในศตวรรษที่ 19มีการค้นพบอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับ เรื่องนี้ 2 ประการ

ประการแรก ขดลวดที่นำกระแสไฟฟ้ากระทำตัวเป็นเสมือนแม่เหล็กได้

ประการหลัง การเปลี่ยนแปลงภาวะแม่เหล็กทำให้มีกระแสไฟฟ้าไหลได้จึงทำให้มีข้อสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงกระแส ไฟฟ้า ในขดลวดเส้นหนึ่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลในขดลวดอีกเส้นหนึ่งได้ การค้นพบดังกล่าวนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อชีวิตประจำวันของคนเราเพราะทำให้เราสร้างเครื่องกำเหนิดไฟฟ้าซึ่งเปลี่ยนพลังงานในเชื้อเพลิงเช่นจากถ่านหิน หรือน้ำมันให้ไปเป็นกำลังไฟฟ้าได้อย่างเหลือเฟือทั้งนี้เพียงแต่นำขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลไปพันรอบขดลวด เส้นอื่น

เท่ากับเป็นการเพิ่มกระแสไฟฟ้าให้มีกำลังมากขึ้นกว่าเดิมได้จากกำลังเพียงเล็กน้อยก็จะได้กระแสไฟฟ้ามาใช้ทำงานได้ แล้วสิ่งประดิษฐ์อิเล็กทรอนิคส์อาศัยประโยชน์ จากความสัมพันธ์ อันใกล้ชิดระหว่างสภาวะแม่เหล็กและไฟฟ้าในการ สร้างเสียงดนตรี ภาพ หรือแม้กระทั้งคลื่นวิทยุ

________________________________________

ผู้บุกเบิกวิชาไฟฟ้า



ไมเคิล ฟาราเดย์(1791-1867) เติบโตจากครอบครัวที่ยากจนแต่ก็กลายเป็นนักวิทาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น ระหว่างการทำงานที่ราชส
b (IP:203.209.117.177,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 21 ต.ค. 2549 (01:49)
ไฟฟ้าหมายถึง
กาย (IP:58.147.121.100,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 23 ต.ค. 2549 (02:41)
อยากรู้ว่าสายไฟมีกี่แบบ พร้อมรูป ใช้ในงานอะไร ฉนวนที่หุุ้มสายทำจากอะไรบ้าง บอกหน่อยนะคะ ขอบคุณคะ
ใบหยก (IP:58.147.119.81,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 3 พ.ย. 2549 (10:58)
สูตรการหาค่าW,ค่าV,ค่าAและชนิดของหลอดไฟการคำนวณหลอดไฟกินกี่แสเท่าไหร
udom@chaiyo.com (IP:203.146.95.214,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 9 พ.ย. 2549 (17:04)
กระแสไฟฟ้ามี3แบบ

คือกระแสตรง

กระแสสลับ

กระแสผมส

จาก..................คนดีที่โลกรอหญิง
ay_ying2534@hotmail.com (IP:203.113.71.71,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 13 พ.ย. 2549 (12:08)
ทำไมไฟฟ้าในประเทศไทยใช้ตามบ้านเรือน 220 v.
กด พังทลาย (IP:202.143.135.245,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 14 พ.ย. 2549 (10:06)


37037
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17

ทำไมไฟฟ้าในประเทศไทยใช้ตามบ้านเรือน 220 v







ประมาณ 4-5 สิบปีที่แล้ว ในบ้านเราใช้ไฟ 110 V ครับ แต่มันติดๆดับๆ และกระพริบเมื่อมีคนอื่นใช้ไฟมากๆ

แต่ในช่วงนั้น ความต้องการๆใช้ไฟฟ้ามีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นช่วงหลังสงครามไม่นาน

ทำให้ทองแดงเป็นสิ่งขาดแคลน และหายากราคาแพงเลยได้มีการนำระบบไฟฟ้า 220V เข้ามาใช้



มันทำให้สายไฟในระบบเดิมสามารถเพิ่มกำลังส่งเป็น 2 เท่าในทันทีโดยไม่ต้องเปลียนระบบสายส่ง(นอกจากหม้อแปลง)



คงเข้าใจนะว่าระบบ 220 มันเพิ่มความสามารถในการเพิ่มกำลังส่งได้อย่างใรเมื่อเทียบกับระบบ 110 Volts









โก๋แก่
ร่วมแบ่งปัน2629 ครั้ง - ดาว 586 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 30 พ.ย. 2549 (17:01)
.....
enormity
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 11 ธ.ค. 2549 (13:58)
อยากรู้จังค่ะ ว่าไฟฟ้าจากถ่านหิน เเละ ไฟฟ้าจากนำมัน มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง คนหน้าตาดีคนไหนทราบช่วยตอบเฟิร์นด้วยนะค่ะ เฟิร์นอยากได้เพื่อเอาไปทำรายงานส่งอาจารย์ค่ะ
ใบเฟิร์น /bai-fern_mixclub@hotmail.com (IP:222.123.65.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 12 ธ.ค. 2549 (16:44)
อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับหม้อหุงข้าวอย่างละเอียด
srikirin.p@hotmail.com (IP:125.24.176.114)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 12 ธ.ค. 2549 (18:14)
ไฟฟ้ามีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดค่ะ มีไฟฟ้ากระแส กับ ไฟฟ้าสถิตค่ะ

ส่วนประกอบของไฟฟ้ามีอยู่ 3 อย่างค่ะ คือ 1.แหล่งกำเนิดไฟฟ้า เช่นถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่

2.อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ทีวี พัดลม 3.สายไฟ
จากเด็กที่กำลังเรียน ป.6 เป็นความรู้เบื้ (IP:222.123.134.139)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 12 ธ.ค. 2549 (18:37)
ไฟฟ้ากระแส (DC และ AC)

ไฟฟ้าสถิต

แม่เหล็กไฟฟ้า





แล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนเช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระติกนําร้อนไฟฟ้า

ใช้ขดลวดนิโครม



รายละเอียดลวดนิโครม
Mugen_Mustang...วิศวะทางเรียบ
ร่วมแบ่งปัน264 ครั้ง - ดาว 157 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 15 ธ.ค. 2549 (15:42)
อยากทราบวิธีการคำนวณหาขนาดของฟิวส์ที่เหมาะสม พร้อมยกตัวอย่าง ขอบคุณค่ะ
เด็กม.3 (IP:222.123.144.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 29 ม.ค. 2550 (22:19)
อยากทราบว่า stator armature rotor เหมือนหรือต่างกันยังไงคับ

อ่านแล้วงงงงงงงงงงงงงงง T_T
Gardian
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 27 ก.พ. 2550 (16:24)
ไฟฟ้าเป็นตัวนำ 555555555555555555555555555
โอม (IP:203.113.15.234)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 28 ก.พ. 2550 (22:15)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 อยากทราบวิธีการคำนวณหาขนาดของฟิวส์ที่เหมาะสม พร้อมยกตัวอย่าง ขอบคุณค่ะ

เด็กม.3







เป็นคำถามที่ดี และน่าสนใจมาก เพราะ "ฟิวส์" เราใส่ไว้เพื่อป้องกันข้อบกพร่องต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในขณะใช้งาน

ที่ทำให้กระแสไหลผ่านเกินกว่าสภาพปรกติ เช่น เกิดการลัดวงจร ใช้งานเกินกำลัง ฯลฯ



แต่การเลือกใช้ฟิวส์ ขนาดที่ถูกต้องและเหมาะสมจริงๆ เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เป็นอย่างมาก ไม่อาจเลือกใช้ได้ง่ายๆ

แต่ระดับพื้นฐานก็ ต้องใช้ขนาดไม่น้อยกว่า กระแสสภาพใช้งานปรกติ ที่จะผ่านจุดนั้นๆ แต่ก็ควรเผื่อไว้ อีกเล็กน้อย

20-30% และอยู่ในช่วงการผลิดมาตรฐานของผู้ผลิตฟิวส์ ที่จะมีตัวเลขเป็นหน่วย กลมๆ เข่น 1-3-5-10-15-25Amps

ไม่มีใครทำ ขนาด 3.45 Amps(หากคิดออกมาได้ตัวเลขดังกล่าว) ก็คงต้องเลือกขนาด 5 แอมฯ มาใช้ในจุดดังกล่าว



นอกจากนั้นยังมีความไวของการตัดวงจร เช่นวงจรประเถทที่ใช้สารกึ่งตัวนำจะต้องตัดได้เร็วที่สุดเมื่อมีกระแสเกินเกิดขึ้น

จะใข้ Fuse แบบ Fast Blow (ขาดเร็ว)

แต่หากเป็นวงจรที่มี หม้อแปลง มอเตอร์ ขดลวด มาร่วมอยู่ด้วย ก็ต้องเลือกใช้แบบ Slow Blow แทน

เพราะช่วงเริ่มใช้งานอาจกินกระแสมากแต่ระยะเวลาสั้นๆก่อนถึงสภาวปรกติ ฟิวส์ที่ขาดช้าจะทำให้ผ่านจุดนี้ไปได้



นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึง สภาพความร้อนต่างๆ แรงดัน ไฟตรง หรือ สลับ (ไฟตรงจะตัดยากกว่าไฟสลับ)

กระแสสูงสุดที่จะตัดได้ (Interrupting capacity)หากมีค่าต่ำก็จะระเบิดได้ เมื่อลัดวงจร

และอื่นๆอีกมาก ไม่ได้บอกว่า จะไปใช้งาน ในระบบไฟบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบElectronics ที่มันเลือกแตกต่างกัน http://www.kevinboone.com/cableselection_web.html





Figure 1.1: time for which a 32-amp MCB or 30-amp fuse will stand an over-current before tripping







3763

โก๋แก่
ร่วมแบ่งปัน2629 ครั้ง - ดาว 586 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 7 พ.ค. 2550 (17:46)
ช่วยตอบหน่อยค่ะว่า

การใช้ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้าง? ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
ncu2005@hotmail.com (IP:58.10.170.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 19 พ.ค. 2550 (17:29)
แล้วกระแสผสมคือไรหรอคับ
jed938
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 2 มิ.ย. 2550 (11:21)
:type 555+
TT (IP:58.8.115.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 2 มิ.ย. 2550 (11:21)
555+
TT (IP:58.8.115.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 6 มิ.ย. 2550 (20:06)
ไฟฟ้าคืออะไรเราก็อยากรู้เหมือนกัน
tanadech_@hotmail.com (IP:203.113.56.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 11 มิ.ย. 2550 (10:49)
คือว่ารบกวนช่วยตอบให้ผมที่นะ ผมต้องทำการบ้านไปส่งอาจารย์พรุ่งนี้แล้ว ผมยังหาไม่เจอเลย คือ การเคลื่อนที่ของประจุในขวดตัวนำ ก่อนเทียงนี้ได้ยิ่งดีเลยนะ ขอบคุณมากคับ
jokezaza@hotmail.com (IP:58.9.190.175)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 13 มิ.ย. 2550 (08:53)
ใครรู้คำศัพท์เกี่ยวกับไฟฟ้าบ้างบอกหน่อยสิ
ดาด้า (IP:203.188.11.175)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 15 มิ.ย. 2550 (12:48)
ช่วยบอกชนิดของโหลดR, L, C , มาอย่างละ4ชนิดด้วยครับ ด่วนเดอ
narongsak_aon@hotmail.com (IP:203.158.118.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 16 มิ.ย. 2550 (09:18)
การส่ง ไฟฟ้าด้วยกระแสสลับดีกว่าการ ส่งดัวยกระแสตรงอย่างไรคับ
dear_dodee@hotmail.com (IP:202.12.74.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 16 มิ.ย. 2550 (13:09)
ไฟฟ้าหมายถึงการเคลื่อนที่ของอีเล็กตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
............ (IP:203.114.98.4)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 11 ก.ค. 2550 (10:45)
คุณสมบัติของฟิวส์ ต้องมีความต้านทานน้อยหรือมากกันแน่ค่ะ งงอ่ะค่ะช่วยตอบทีน่ะค่ะ
เด็กม.3ที่กำลังสับสนเรื่องฟิวส์ (IP:203.113.39.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 11 ก.ค. 2550 (10:47)
ขอบคุณมากๆเลยน่ะค่ะ (ล่วงหน้า)
เด็กม.3คนเมื่อกี้ (IP:203.113.39.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 11 ก.ค. 2550 (13:03)
ฟิวส์มีความต้านทานสูงกว่าสายทองแดงจ้ะ (Rfuse) เมื่อเกิดการลัดวงจร กระแสไฟฟ้าจะสูงมาก กำลังไฟฟ้าที่ตัวฟิวส์ = I^2 x Rfuse



ภายในไม่กี่วินาที ความร้อนที่เกิดขึ้นที่ฟิวส์ทำให้ฟิวส์ละลาย วงจรไฟฟ้าขาด ไม่มีกระแสไหล



สำหรับการทำงานปกติ กระแสไฟฟ้ามีค่าไม่มาก ความร้อนที่เกิดขึ้นบนฟิวส์น้อยมาก อาจจะแค่อุ่น ๆ เท่านั้น ต่อเมื่อมีการลัดวงจร ความร้อนที่ฟิวส์จะมากจนฟิวส์ละลาย
ฟลิ้นท์ (IP:202.29.77.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 13 ก.ค. 2550 (12:20)
ดีมากเลยงับผมชอบอะอิอิอิ
kot_za_za@hotmail (IP:61.19.35.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 15 ก.ค. 2550 (10:32)
ไฟฟ้าคืออะไรค่ะ
คนดที่ดี (IP:58.147.108.141)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 15 ก.ค. 2550 (17:07)
ไฟฟ้า..คือ..การเคลื่อนที่ของอิเล็คตรอนภายในต้วนำ ซึงการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนภายในตัวนำคือการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า
111111 (IP:124.120.240.57)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 24 ก.ค. 2550 (15:55)
ä¿¿éÒ¤×ÍÍÐäÃ

คำถามแรกที่ต้องค้นหาคำตอบก็คือ "ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร"



วัตถุ ประกอบด้วยอะตอมจำนวนมาก แล้ว "อะตอมคืออะไร" คำถามนี้ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นจะขออธิบายสั้นๆ ว่า

อะตอมเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งในร้อยล้านเซนติเมตร อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสและอิเล็กตรอน โดยอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส จำนวนอิเล็กตรอนของอะตอมแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน จึงทำให้คุณสมบัติของอะตอมนั้นๆ แตกต่างกันไปด้วย









ภายในนิวเคลียสของอะตอมประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน จำนวนโปรตอนจะเท่ากับจำนวนของอิเล็กตรอน ทั้งอิเล็กตรอนและโปรตอนเป็นอนุภาคที่มีไฟฟ้า อิเล็กตรอนมีไฟฟ้าลบและปริมาณไฟฟ้าลบของอิเล็กตรอนของอะตอมใดๆ จะมีขนาดเท่ากันหมด ส่วนโปรตอนมีไฟฟ้าบวกและปริมาณไฟฟ้าบวกของโปรตอน 1 ตัวจะเท่ากับปริมาณไฟฟ้าลบของอิเล็กตรอน 1 ตัว

อิเล็กตรอนหมุนรอบนิวเคลียสของอะตอมด้วยวงจรที่แน่นอน เป็นเพราะมีแรงดึงดูดระหว่างไฟฟ้าบวกของโปรตอนและไฟฟ้าลบของอิเล็กตรอน ด้วยแรงดึงดูดนี้เองที่ทำให้อิเล็กตรอนติดอยู่กับอะตอม อิเล็กตรอนจึงหลุดไปจากอะตอมไม่ได้ แต่อิเล็กตรอนตัวที่อยู่วงโคจรนอกสุดซึ่งห่างจากนิวเคลียสมากมีแรงดึงดูดน้อย เมื่อมีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามารบกวน อิเล็กตรอนจึงหลุดพ้นจากวงโคจรนั้นได้ และสามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระระหว่างอะตอมได้ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ทางไฟฟ้า วัตถุใดที่มีอิเล็กตรอนอิสระจำนวนมาก จะมีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้า แต่ถ้ามีจำนวนน้อยจะมีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้า



วัตถุทุกชนิดประกอบด้วยอะตอมที่มีไฟฟ้า ดังนั้น วัตถุทุกชนิดควรมีไฟฟ้าด้วย ภายในอะตอมของวัตถุนั้นมีปริมาณไฟฟ้าบวกและลบเท่ากัน แรงกระทำจากไฟฟ้าบวกและไฟฟ้าลบจึงหักล้างกันพอดี สภาพเช่นนี้เรียกว่า สภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า (ทั้งไฟฟ้าบวกและไฟฟ้าลบยังคงมีอยู่ในจำนวนที่เท่ากัน)







เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าวัตถุมีไฟฟ้า คือ การเกิดไฟฟ้าสถิตย์ เช่น เมื่อเรานำวัตถุสองชนิดมาถูกัน จะเกิดไฟฟ้าสถิตย์ขึ้น อธิบายได้ว่า อิเล็กตรอนอิสระที่อยู่ภายในวัตถุชนิดหนึ่งเคลื่อนไหวรุนแรงมากขึ้นจนสามารถหลุดพ้นจากแรงยึดเหนี่ยวของนิวเคลียสของอะตอมและกระโดดไปอยู่ในวัตถุอีกชนิดหนึ่ง อิเล็กตรอนในวัตถุชนิดแรกมีจำนวนลดลง จึงแสดงความเป็นไฟฟ้าบวกออกมา ในขณะเดียวกันวัตถุที่ได้รับอิเล็กตรอนอิสระจะทำให้มีไฟฟ้าลบมากกว่า จึงแสดงความเป็นไฟฟ้าลบออกมา







โดยทั่วไป การที่วัตถุเกิดไฟฟ้าขึ้นเรียกว่า วัตถุนั้นมีประจุไฟฟ้า ประจุไฟฟ้ามีทั้งประจุบวกและประจุลบ ประจุไฟฟ้าแสดงถึงปริมาณไฟฟ้า มีหน่วยเป็น คูลอมบ์ (Coulomb)



¡ÃÐáÊä¿¿éÒ, áç´Ñ¹ä¿¿éÒ áÅФÇÒÁµéÒ¹·Ò¹



¡ÃÐáÊä¿¿éÒ¤×ÍÍÐäÃ

เมื่อได้ทราบไปแล้วว่า ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร เรามาพิจารณากันต่อไปว่า "กระแสไฟฟ้าคืออะไร"





จากปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะพบว่ามีสาเหตุมาจากการไหลของไฟฟ้า ไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ได้จะมีคุณสมบัติตรงข้ามกับไฟฟ้าสถิตย์ เรียกว่า ไฟฟ้าเคลื่อนไหว

สายไฟทั่วไปทำด้วยลวดตัวนำ คือ โลหะทองแดงและอะลูมิเนียม อะตอมของโลหะมีอิเล็กตรอนอิสระ ไม่ยึดแน่นกับอะตอม จึงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ถ้ามีประจุลบเพิ่มขึ้นในสายไฟ อิเล็กตรอนอิสระ 1 ตัวจะถูกดึงเข้าหาประจุไฟฟ้าบวก แล้วรวมตัวกับประจุไฟฟ้าบวกเพื่อเป็นกลาง ดังนั้น อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ เมื่อเกิดสภาพขาดอิเล็กตรอนจึงจ่ายประจุไฟฟ้าลบออกไปแทนที่ ทำให้เกิดการไหลของอิเล็กตรอนในสายไฟจนกว่าประจุไฟฟ้าบวกจะถูกทำให้เป็นกลางหมด การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนหรือการไหลของอิเล็กตรอนในสายไฟนี้เรียกว่า กระแสไฟฟ้า (Electric Current)



สำหรับในตัวนำที่เป็นของแข็ง กระแสไฟฟ้าเกิดจากการไหลของอิเล็กตรอน โดยอิเล็กตรอนจะไหลจากขั้วลบไปหาขั้วบวกเสมอ ในตัวนำที่เป็นของเหลวและก๊าซ กระแสไฟฟ้าเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนกับโปรตอน โดยจะเคลื่อนที่เข้าหาขั้วไฟฟ้าที่มีประจุตรงข้าม

ถ้าจะเรียกว่า กระแสไฟฟ้าคือการไหลของอิเล็กตรอนก็ได้ แต่ทิศทางของกระแสไฟฟ้าจะตรงข้ามกับการไหลของอิเล็กตรอน



ขนาดของกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟฟ้านั้น กำหนดได้จากปริมาณของประจุไฟฟ้าที่ไหลผ่านจุดใดๆ ในเส้นลวดใน 1 วินาที มีหน่วยเป็น แอมแปร์ (Ampere ซึ่งแทนด้วย A)

กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ คือ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวนำไฟฟ้า 2 ตัวที่วางขนานกันโดยมีระยะห่าง 1 เมตร แล้วทำให้เกิดแรงในแต่ละตัวนำเท่ากับ 2 x 10-7 นิวตันต่อเมตร หรือเท่ากับประจุไฟฟ้า 1 คูลอมบ์ ซึ่งเทียบได้กับอิเล็กตรอน 6.24 x 1018 ตัววิ่งผ่านใน 1 วินาที





áç´Ñ¹ä¿¿éÒ¤×ÍÍÐäÃ

กระแสไฟฟ้าเกิดจากการที่มีอิเล็กตรอนไหลในสายไฟ ซึ่งการที่อิเล็กตรอนไหลหรือเคลื่อนที่ได้นั้นจะต้องมีแรงมากระทำต่ออิเล็กตรอนทำให้เกิดกระแสไหล แรงดังกล่าวนี้เรียกว่า แรงดันไฟฟ้า (Voltage)

ศักย์ไฟฟ้า เป็นอีกคำหนึ่งที่คล้ายกับแรงดันไฟฟ้า จะหมายถึง ระดับไฟฟ้า เช่น ลูกกลมที่ 1 มีประจุไฟฟ้าบวกจะมีศักย์ไฟฟ้าสูง ส่วนลูกกลมที่ 2 มีประจุไฟฟ้าลบจะมีศักย์ไฟฟ้าต่ำ ดังนั้น ลูกกลมที่ 1 และ 2 จึงมีความแตกต่างของศักย์ไฟฟ้า เรียกว่า ความต่างศักย์ไฟฟ้า

แรงขับเคลื่อนทางไฟฟ้า หมายถึง แรงที่สร้างให้เกิดแรงดันไฟฟ้าซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระตลอดเวลา กระแสไฟฟ้าจึงไหลตลอดเวลา แรงเคลื่อนไฟฟ้านี้อาจเกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, ถ่านไฟฉาย และเซลล์เชื้อเพลิง ฯลฯ

หน่วยของแรงดันไฟฟ้า, ความต่างศักย์ไฟฟ้า หรือแรงขับเคลื่อนทางไฟฟ้า มีหน่วยเดียวกัน คือ โวลต์ (Voltage ซึ่งแทนด้วย V)

แรงดันไฟฟ้า 1 โวลต์ คือ แรงดันที่ทำให้กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านเข้าไปในความต้านทาน 1 โอห์ม





¤ÇÒÁµéÒ¹·Ò¹ä¿¿éÒ¤×ÍÍÐäÃ

เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลย่อมหมายถึงมีการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนในสายไฟ และอิเล็กตรอนจะวิ่งชนกับอะตอมของเส้นลวด เกิดการต้านทานการไหลของอิเล็กตรอนขึ้น กระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟมีคุณสมบัติการไหลต่างกันเพราะมี ความต้านทานไฟฟ้า (Resistance) ความต้านทานไฟฟ้าเป็นสมบัติเฉพาะของวัตถุในการที่จะขวางหรือต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าที่จะไหลผ่านวัตถุนั้นๆ ไป

หน่วยของความต้านทานไฟฟ้าเป็น โอห์ม (Ohm แทนด้วยสัญลักษณ์ Ω)

ความต้านทาน 1 โอห์ม คือ ความต้านทานของเส้นลวดที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ 1 แอมแปร์ เมื่อใช้แรงดันไฟฟ้า 1 โวลต์

วัตถุแต่ละชนิดยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้แตกต่างกัน วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) เช่น ทองแดง, เงิน, อะลูมิเนียม, สารละลายของกรดเกลือ, กรดกำมะถัน และน้ำเกลือ ฯลฯ สำหรับวัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก เรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า (Insulator) เช่น พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีวัตถุอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) เป็นวัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้และสามารถควบคุมการไหลผ่านได้ เช่น คาร์บอน, ซิลิคอน และเจอมาเนียม ฯลฯ

ความต้านทานของตัวนำไฟฟ้าขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ คือ



ชนิดของวัตถุ วัตถุที่ต่างชนิดกันจะมีความต้านทานต่างกัน

อุณหภูมิของวัตถุ เมื่ออุณหภูมิของตัวนำไฟฟ้าหนึ่งๆ เปลี่ยนไป จะมีผลให้ความต้านทานของตัวนำนั้นเปลี่ยนตามไปด้วย
peranit
ร่วมแบ่งปัน10 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 24 ก.ค. 2550 (18:11)
ไฟฟ้า เป็นอำนาจหรือพลังงานชนิดหนึ่งที่ถูกแสดงออกมาจากการมีอยู่ของอนุภาคที่เรียกว่า

อิเล็กตรอน โปรตรอน โดยได้มีการกำหนดคำว่า ประจุ เพื่อระบุชนิดของอำนาจเหล่านี้ไว้



โดย อิเล็กตรอนมีประจุลบ และโปรตรอนมีประจุบวก โดยปกติแล้ว วัตถุใดๆที่ไม่มีอำนาจ

ไฟฟ้า(เป็นกลาง)จะมีความสมดุลของ ประจุ 2 ชนิดนี้ หรือเรียกง่ายๆว่า เท่าๆกัน แต่เมื่อใด

ไม่เท่ากัน วัตถุนั้นก็จะแสดงอำนาจของไฟฟ้าออกมา โดยจะมีประจุเป็นบวกหรือลบนั้นขึ้นอยู่

ว่าขณะนั้นมี อิเล็กตรอน หรือ โปรตรอนมากกว่ากัน

ถ้าเราให้ความสนใจที่อำนาจไฟฟ้าจากประจุ หรือ อนุภาคที่แสดงอำนาจไฟฟ้านั้นๆ ที่ซึ่ง

หยุดนิ่งหรือแยกโดดๆ นั่นคือเรากำลังศึกษา ในลักษณะ ไฟฟ้าสถิตย์ คือศึกษาผลทาง

ไฟฟ้าของอนุภาคหรือวัตถุนั้นๆ โดยตรง

แต่ถ้าเราศึกษาอำนาจไฟฟ้าที่แสดงออกมาจากการเคลื่อนที่ของอนุภาคไฟฟ้า ( ซึ่งก็คือ

อิเล็กตรอน ไม่ใช่โปรตรอน ) นั่นคือเราศึกษาอำนาจไฟฟ้าในลักษณะ ไฟฟ้ากระแส

โดยเราเรียก ลำหรือขบวนของอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่นี้ว่า กระแสไฟฟ้า ( เป็นกระแส

ของอนุภาคที่ทุกตัวแสดงอำนาจหรือพลังงานไฟฟ้า ) การศึกษานี้จะศึกษาผลทางไฟฟ้าของ

กลุ่มหรือกระแสของอนุภาคเหล่านั้นโดยรวมสุทธิ

ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันที่เห็นทั่วไป จะมี ไฟฟ้ากระแสตรง ไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นพื้นฐาน
อุอิหุหุ (IP:58.64.64.64)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 30 ก.ค. 2550 (10:04)
อยากทราบถึงประโยชน์ของเซลล์เลอคลังเช
เค็กดีของแม่ (IP:61.19.65.145)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 9 ส.ค. 2550 (19:15)
ไฟนีออนทำจากก๊าซอะไรมั้งคับ ช้วยตอบด่วนเลยนะคับ
.... (IP:58.9.183.106)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 21 ส.ค. 2550 (19:45)
อยากรู้ว่าไฟฟ้าคืออะไร จะเอาไปทำงาน ช่วยตอบหน่อยได้ไหม ใครก็ได้ อยากรู้
eee_yui@dsa.com (IP:203.146.63.185)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 4 ก.ย. 2550 (17:59)
วิชาฟิสิกส์ยากเหมือนกันนะคิดถึงร.จังเป็นไงบ้าง

จากเด็กตัวน้อย
ปอ por_poo@hotmail.com (IP:61.19.65.139)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 2 ต.ค. 2550 (13:38)
อยากทราบถึงประโยชน์ของเซลล์เลอคลังเช



ประโยชน์ของเซลล์เลอคลังเชเหมือนกับถ่านไฟฉายทั่วไปครับ

เลอคลังเชเป็นเซลล์ไฟฟ้าหรือที่เรามักเรียกว่าถ่านไฟฉายนั่นเอง

ประโยชน์ของถ่านไฟฟฉายก็คือเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง (DC)

แต่ก็มีการพัฒนาโครงสร้างและปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีภายในจนมาถึงปัจจุบัน



ก็เกิดถ่านชาร์จขึ้นมีหลายประเภทเช่น นิเกิลแคดเมียม นิเกิลเมทัลไฮไดร์ ฯลฯ
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 3 พ.ย. 2550 (11:57)
อย่าลืม @ มาคุยกานนะคร๊าบ
mos_powerza@hotmail.com (IP:222.123.125.132)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 3 พ.ย. 2550 (18:37)
ใครมีโครงงานดีๆช่วยบอกหน่อยนะ เราคิดไม่ออกแล้ว ก็จะส่งอาจารย์เทอร์มนี้แล้วช่วยหน่อยดิ T.0849507206 มาแลกกับความรู้เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้นะ เรามั่นใจว่าเราตอบได้แน่
Rand (IP:222.123.29.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 20 พ.ย. 2550 (15:18)
อะไร
pong_sbsbsb@hotmail.com (IP:203.150.137.113)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 20 พ.ย. 2550 (23:03)
อยาก รู้ ว่า หลอด ไฟ ที่ มี หลาย สี เค้า ไช้ ก๊าซ อะ ไร กัน มั่ง
[An}DiaBoLiC
ร่วมแบ่งปัน13 ครั้ง - ดาว 146 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 21 พ.ย. 2550 (07:50)
ส่วนใหญ่จะเป็นก๊าชของธาตุหมู่8ครับ



เช่น ฮีเลียม นีออน อากอน ฯลฯ
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 21 พ.ย. 2550 (19:02)
พลังงานไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานในรูปแบบใดบ้าง

กรุณาตอบมาด้วยนะโอกาสนี้ด้วยนะ ค่ะจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะตอบกลับมาน่ะค่ะ
punnee@thaimail.com (IP:125.27.88.172)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 22 พ.ย. 2550 (08:08)
พลังงานไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานในรูปแบบใดบ้าง

กรุณาตอบมาด้วยนะโอกาสนี้ด้วยนะ ค่ะจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะตอบกลับมาน่ะค่ะ





ได้มากมายครับ



ไฟฟ้าเป็นแสง เช่น หลอดไฟ

ไฟฟ้าเป็นพลังงานกล เช่น มอเตอร์

ไฟฟ้าเป็นพลังงานลม(กล) พัดลม

ไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว

ไฟฟ้าเป็นพลังงานศักย์ เช่น ลิฟท์



ฯลฯ



พลังงานสามารถเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายรูปแบบครับ



^^
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 26 พ.ย. 2550 (19:49)
ไม่ดีเลย
..... (IP:125.25.226.87)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 29 พ.ย. 2550 (07:46)
ไฟฟ้ามี 2 ชนิด

1.กระแสสลับ

2.ไฟฟ้าสถิต
ice_arnon@hotmail.com (IP:125.26.19.108)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 14 ธ.ค. 2550 (07:55)
ไฟ้ฟ้าบ้านมีกี่ชนิด......ครับ
สุวิทย์ (IP:203.147.39.161)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 17 ธ.ค. 2550 (08:29)
ไฟ้ฟ้าบ้านมีกี่ชนิด......ครับ



มี 1 ชนิดครับคือไฟฟ้ากระแสสลับครับ



แต่มีค่าความต่างศักย์หลายค่า เช่น 220 โวลต์



110 โวลต์ครับอยู่ที่ว่าประเทศนั้นจะเลือกใช้กี่โวลต์
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 18 ธ.ค. 2550 (12:22)
ดีมากคับ
ปอ (IP:203.172.207.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 18 ธ.ค. 2550 (12:36)
เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อะไรเปลืองไฟมากที่สุด

ถ้าเราเปิดๆ ปิดๆหลอดไฟ ก้บเปิดทิ้งไว้ อย่างไหนเปลืองไฟกว่ากัน
KNowarp
ร่วมแบ่งปัน3122 ครั้ง - ดาว 342 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 19 ธ.ค. 2550 (00:39)
ที่เปลืองมากที่สุดน่าจะเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นนะครับ



ถ้าคิดระยะเวลาการใช้งานเท่าๆกัน





ส่วนคำถามที่ว่าเปิดๆปิดๆกับเปิดตลอดอันไหนเปลืองไฟมากกว่ากัน



ต้องขอตอบว่าต้องดูว่าเป็นหลอดไฟประเภทไหนจะตอบได้ชัดเจนกว่า



เช่น หลอดนีออนหรือหลอดฟลูออเรสเซนท์ ถ้าเปิดปิดบ่อยๆจะกินกระแสมาก

เพราะในตอนเปิดต้องการกระแสไฟฟ้ามากพอสมควรสำหรับบัลลาสและสตาร์ทเตอร์





ทางที่ดีเปิดเฉพาะเวลาที่ใช้จริง

แต่ถ้าจะเปิดๆปิดๆบ่อยๆคงไม่ดีแน่

เอาเป้นว่าดูที่ความเหมาะสมครับ
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 19 ธ.ค. 2550 (11:44)
ขอบคุณมาก

แล้วคอมพิวเตอร์ล่ะ เปิดทิ้งไว้เกือบทั้งวัน ปิดตอนจะนอน รู้สึกเหมือนมีเพื่อน

แต่จะใช้ปิดหน้าจอไว้
KNowarp
ร่วมแบ่งปัน3122 ครั้ง - ดาว 342 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 21 ธ.ค. 2550 (14:44)
ตามมาตอบครับ



คอมพิวเตอร์ถ้าเราปิดเฉพาะจอตัวเครื่องยังทำงานอยู่ครับ

เป็นการใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองครับ

ทางที่ดีถ้าไม่ใช้งานควรปิดเครื่องและหน้าจอครับ

เพื่อเป็นการช่วยชาติประหยัดไฟและเป็นการยืดอายุของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยครับ



^^
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 23 ม.ค. 2551 (17:34)
รู้มั้ยคะว่า แหล่งกำเนิดไฟฟ้าคืออะไร
nicha-nink@hotmail.com (IP:124.121.68.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 28 ม.ค. 2551 (14:43)
อิเล็คตรอนคืออนุภาคที่เป็นประจุลบที่อยู่รวมกันในนิวเคลียสใช่มั้ยคับ
tanadech_@hotmail.com (IP:203.113.56.71)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 11 พ.ค. 2551 (12:25)
<P><FONT size=3>&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมไปเรียนและครูสั่งงาน ว่า ไฟฟ้ามีกี่ชนิด บอกด้วย </FONT></P>
bank (IP:61.19.66.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 28 พ.ค. 2551 (11:33)
<P>เป็นเว็บที่ดีมากครับ&nbsp; แต่อยากให้มีสูตรการคำนวรที่มากกว่านี้เพื่อที่จะได้ เป็นวิทยาทานกับนักเรียนนักศึกษา นะครับ ขอบพระคุณอย่รางสูง</P>
sarawut@sanook.com (IP:124.120.63.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 3 ก.ค. 2551 (14:29)
ความต้านทานไฟฟ้าของเส้นลวดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
รุก้ะ (IP:118.175.238.243)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 3 ก.ค. 2551 (16:18)

วัสดุที่ใช้ทำเส้นลวดนั้น



เช่น เงิน ทองคำ ทองแดง อลูมิเนียม .... และอื่นๆ



ขนาดพื้นที่หน้าตัดของเส้นลวด



ความยาวของเส้นลวดครับ


Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 4 ส.ค. 2551 (21:36)

อยากรู้สูตรที่คำนวณของ ลวดนิโครม หาค่าความต้านทาน,กระแสไฟฟ้าที่ต้องใช้,ความร้อนที่ได้ของจากใช้ไฟฟ้า,ความยาวของลวดที่จะต้องใช้เมื่อใช้กระแสไฟเท่าไร


s_om (IP:117.47.229.200)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 13 ก.ย. 2551 (17:35)

เรื่องหลอดภาพโทรทัศน์  ด่วน !! ใครให้ข้อมูลจะช่วยให้เราผ่านนะ
ช่วยด้วยย


muz_mee@hotmail.com (IP:203.154.215.128)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 19 ก.ย. 2551 (16:00)

ต้องการทราบเรื่องวัตต์มิเตอร์  1  เบส


s.supra 2006 @hotmail.com (IP:124.157.152.168)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 20 ต.ค. 2551 (08:25)

    หลอดภาพ  (Picture  Tube)  ที่เราใช้เป็นหลอดภาพของโทรทัศน์ในปัจจุบันคือ หลอดแคโถด-เรย์ ทิ้ว  (Cathode-Ray Tube)  หรือ  CRT  ส่วนประกอบหลักของหลอดภาพแบบนี้ประกอบไปด้วย ปืนอิเล็กตรอนและแผ่นฉาบฟอสเฟอร์  ซึ่งบรรจุอยู่ภายในหลอดภาพซึ่งเป็นหลอดสูญญากาศ  ปืนอิเล็กตรอนจะมีหน้าที่ยิงลําอิเล็กตรอนออกไปและถูกเร่งความเร็วโดยความต่างศักย์ไฟฟ้าแรงสูงที่ขั้วอาโหนดของหลอดภาพ  และพุ่งไปกระทบกับแผ่นแก้วที่เป็นฉากหน้าจอที่ฉาบภายในไว้ด้วยสารเรืองแสงเอาไว้ เพื่อให้ลําอิเล็กตรอนที่พุ่งไปกระทบชนเกิดการเรืองแสงขึ้นเป็นจุดแสง  และเมื่อใช้สนามแม่เหล็กบังคับลําอิเล็กตรอนนี้สแกนไปทั่วทั้งจอจะเกิดเป็นภาพขึ้น (ซึ่งเกิดจากจุดแสงสว่างจํานวนมากมารวมกันมองเห็นเป็นภาพ)


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5704 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 13 พ.ย. 2551 (00:32)

ดีมั่กๆ ครับ ได้ข้อมูลเพียบเยย ~_< 


[-AMP-] (IP:222.123.80.199)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 26 พ.ย. 2551 (12:40)

หม้อแปลงไฟฟ้ามีกี่ชนิด


ยุ้ย (IP:125.26.224.240)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 22 ธ.ค. 2551 (10:11)

ทำไมไม่มีรูปภาพ


may (IP:210.246.178.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 16 ก.พ. 2552 (16:22)

อยากรู้เรื่องประโยชน์เครื่องใช้ไฟฟ้าอะ ทำไงดี


kitty35@chaiyo.com (IP:118.175.34.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 13 มิ.ย. 2552 (23:49)

เครื่องคิดเลขเป็นเซลล์ไฟฟ้าชนิดใด ??


baby.V_rob1412@hotmail.com (IP:125.25.75.252)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 14 มิ.ย. 2552 (12:50)

อิเล็คตรอนคืออนุภาคที่เป็นประจุลบที่อยู่รวมกันในนิวเคลียสใช่มั้ยคับ

ตอบ    ในอะตอมของสสารโดยทั่วไป  จะประกอบไปด้วยอนุภาคอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ  วิ่งอยู่รอบ ๆ นิวเคลียสที่เป็นแกนกลาง ที่ประกอบไปด้วยอนุภาคโปรตรอน ซึ่งมีประจุตรงกันข้ามกับอิเล็กตรอน คือ ประจุบวก กับอนุภาคนิวตรอนที่ไม่มีประจุ  ดังนั้นโดยปกติเมื่ออะตอมมีทั้งประจุบวกและลบอยู่รวมกันตามที่กล่าวมาจึงทำให้อะตอมมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า  นอกจากนี้  ภายในนิวเคลียสของอะตอมนั้น  ยังมีอนุภาคที่เล็กลงไปยิ่งกว่าโปรตรอนและนิวตรอนอยู่อีก เรียกว่า  "ควากส์" 


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5704 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 14 มิ.ย. 2552 (13:05)

 กระบวนการเกิดภาพอิเล็กทรอนิกส์ในโทรทัศน์


 


การเกิดภาพ


            ภาพในจอโทรทัศน์เกิดจากจุดเมื่อมีจุดหลายจุดต่อกันกลายเป็นเส้น เมื่อมีหลายๆ เส้นก็กลายเป็นภาพ


     


                                               


ภาพที่ 8.1 เครื่องรับโทรทัศน์


 


            แต่การเขียนภาพในจอโทรทัศน์นั้นมิใช่เขียนไปทุกทิศทุกทางตามใจชอบ โทรทัศน์จะเขียนจากทางด้านบนจากซ้ายไปขวา ทีละเส้น จนเต็มจอซึ่งจะเป็นกี่เส้น แล้วแต่ระบบ ถ้าเป็นระบบที่ใช้ในเมืองไทย ก็มี 625 เส้น ถ้าเป็นระบบในอเมริกาก็เป็น 525 เส้น


 


   


 


ภาพที่ 8.2 ภาพในจอโทรทัศน์


 


            (โทรทัศน์ในปัจจุบันมักเขียน 1 เส้น เว้น 1 เส้น แล้วค่อยไปเขียนเส้นที่เว้นไว้ภายหลังก็จะได้จำนวนเส้นเต็มตามที่กำหนด)


ภาพที่ 8.3 ภาพเกิดจากจุด จุดหลายๆ จุดจะกลายเป็นเส้น เส้นหลายๆ เส้นจะกลายเป็นภาพ


 


 



 


            สำหรับภาพขาวดำนั้น จะมีจุดที่เป็นสีขาวบ้าง สีดำบ้าง สีเทาๆ บ้าง เมื่อรวมกันแล้วก็เป็นภาพ


            เพื่อให้เข้าใจเรื่องการเขียนภาพในจอโทรทัศน์ให้หาภาพมาภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่มีรายละเอียดมากนัก เช่น ภาพตัว “T V”


 



 


ภาพที่ 8.4 การส่งและการรับภาพทางโทรทัศน์


            นำภาพนั้นมาตีตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กพอสมควร ดังภาพที่ 8.4 นำกระดาษเปล่ามา 1 แผ่น ตีตารางให้เท่ากับหรือมีสัดส่วนเท่ากับแผ่นภาพนั้น เสร็จแล้วมองจากซ้ายไปขวาในแถวแรกถ้าที่ใดมีจุดดำก็เอาดินสอทำจุดไว้ ถ้าที่ใดไม่มีจุดดำก็ปล่อยให้ขาวไว้ ทำอย่างนี้ทีละแถวเราก็จะได้ภาพตัว “T V” ให้ถือภาพนี้เป็นแม่แบบ


 


            ต่อไปนำกระดาษที่มีตารางดังกล่าวมาอีก 2 แผ่น ใช้คน 2 คน มีดินสอคนละแท่งนั่งอยู่ห่างกัน


 


            ให้ดูภาพตามแบบทีละแถวตั้งแต่แถวบนไป ที่ใดมีจุดดำก็ให้บอกดังๆ พร้อมกับจุดลงไปว่าช่องที่เท่าไรในแนวตั้ง และช่องที่เท่าไรในแนวนอน คนที่ 2 ก็จะจุดตามคำสั่งคนที่ 1 เมื่อนำภาพมาเทียบกัน ภาพจะเหมือนกัน


 


            นี่คือหลักการแบบเดียวกับการส่งโทรทัศน์ แต่โทรทัศน์นั้นไม่ได้ใช้คนเขียน ที่สถานีส่งใช้กล้องเป็นตัวเขียนภาพ ซึ่งได้มาจากแบบที่ต้องการถ่ายออกอากาศเครื่องรับก็จะเขียนภาพไป พร้อมกับเครื่องส่งและตำแหน่งเดียวกันภาพจึงเหมือนกัน การเขียนภาพในจังหวะเดียวกันหรือพร้อมกันนี้เรียกว่า “synchronization”


 


กระบวนการเกิดภาพทางอิเล็กทรอนิกส์


            ในกล้องจะมีหลอดจับภาพ ซึ่งมีหน้าที่เปลี่ยนภาพที่ต้องการจะส่งให้เป็นคลื่นไฟฟ้า


 



 


ภาพที่ 8.5 กล้องโทรทัศน์กับภาพที่ต้องการในกล้องจะมีหลอดจับภาพเปลี่ยนพลังงานแสง


ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า


            ในหลอดจับภาพจะมีส่วนที่ปล่อยลำอิเล็กตรอนเรียกว่า “อิเล็กตรอนกัน” (electron gun) หรือ “ปืนอิเล็กตรอน” ยิงอิเล็กตรอนไปยังเป้าที่อยู่ด้านหน้า และในหลอดจับภาพนี้เองจะมีอุปกรณ์ที่ทำให้อิเล็กตรอนเป็นลำเล็กๆ และเมื่อกระทบเป้าก็จะเป็นจุดเล็กๆ เท่านั้น


 



 


ภาพที่ 8.6 หลอดวิจิคอน ซึ่งเป็นหลอดจับภาพและอุปกรณ์ร่วม


            * หลอดจับภาพ มีความหมายเดียวกับ หลอดกำเนิดภาพ


ลำอิเล็กตรอนนี้จะเคลื่อนที่จากซ้ายไปขวาด้วยอำนาจแม่เหล็กที่อยู่ด้านบนและล่างของหลอด ซึ่งแม่เหล็กนี้เกิดขึ้นจากสัญญาณจากแหล่งกำเนิดสัญญาณกวาด (scan) ซึ่งอยู่ในกล้องนั้นทำให้จุดอิเล็กตรอนเคลื่อนที่จากซ้ายไปขวาตลอดเวลา ที่ด้านข้างหลอดมีแม่เหล็กอีกชุดหนึ่งทำหน้าที่เลื่อนลำอิเล็กตรอนให้ลงมาข้างล่างหรือขึ้นไปข้างบน


 


                เมื่อกล้องทำงาน ลำอิเล็กตรอนก็จะเคลื่อนที่จากบนซ้ายมาขวา และค่อยๆ ลดต่ำลงมาและขีดเส้นไปเรื่อยๆ จนสุดจอก็จะยกขึ้นไปขีดข้างบนอีก แล้วก็ลดลงมาจนสุดจอเป็นอย่างนี้เรื่อยไป


 



ภาพที่ 8.7 การทำงานของหลอดจับภาพ


 


                เมื่อแสงตกระทบหน้าหลอดมีไม่เท่ากันเพราะเป็นภาพ ลำอิเล็กตรอนจะเขียนภาพทีละจุด ผ่านสารนำไฟฟ้าเมื่อถูกแสง เมื่อแสงไม่เท่ากันทุกจุด ความต้านทานของสารนำไฟฟ้าซึางไม่เท่ากันทุกจุดทำให้อิเล็กตรอนผ่านไปไม่เท่ากัน กระแสที่ผ่านความต้านทานตัวที่เป็น load ไม่เท่ากัน แรงเคลื่อนจึงไม่เท่ากัน ทำให้เกิดเป็นสัญญาณภาพออกมาส่งไปเข้าเครื่องขยายสัญญาณภาพ


                การขีดนี้ถ้าหากว่าไม่มีแสงสว่างเข้ามาก็จะไม่มีสัญญาณส่งออกไป ภาพที่จอโทรทัศน์ก็จะดำทั้งภาพ หรือถ้ามีแสงสว่างเข้ามาเท่ากันหมดทั้งจอก็จะได้ภาพเส้นขาวๆ เต็มจอทั้งภาพ แต่ถ้าภาพเข้ามาที่หน้ากล้อง แสงที่สะท้อนจากภาพนั้นจะมาเข้าที่เลนส์ และจะมาตกที่หน้าหลอดจับภาพ ที่หน้าหลอดจับภาพจะมีแก้วฉาบเป็นเลนส์ แล้วก็จะมีแผ่นนำกระแสไฟฟ้าที่มีลักษณะใส แล้วก็มีวัสดุที่มีความไวแสง (photo electric material) ฉาบอยู่


                วัสดุไวแสงนี้เมื่อถูกแสงจะมีความต้านทานเปลี่ยนแปลง คือถ้าถูกแสงมากความต้านทานจะน้อยลงทำให้กระแสไหลได้มากขึ้น แต่ถ้ามีแสงเข้ามาน้อยความต้านทานจะสูงทำให้กระแสไฟฟ้าไหลน้อยลง


                ในขณะที่มีภาพที่หน้ากล้องนี้ แสงสว่างที่หลอดจับภาพจะไม่เท่ากันตลอด คือเป็นตามความสว่างของภาพแต่ละจุด


                ในขณะที่ลำอิเล็กตรอนวิ่งผ่านจุดต่างๆ เหล่านี้เพื่อวิ่งไปยังแผ่นนำกระแส ไปผ่านความต้านทานลงดิน ก็ต้องผ่านวัสดุไวแสงนี้ด้วย แต่วัสดุไวแสงนี้ มีความต้านทานแต่ละจุดไม่เท่ากัน จุดใดที่แสงสว่างมากความต้านทานก็น้อย จุดใดที่แสงสว่างน้อย ความต้านทานก็มากดังนั้นกระแสที่ไหลในแต่ละจุดจึงไม่เท่ากัน


 


 


 


 


 



 


ภาพที่ 8.8 หลอดจับภาพและการขยาย


 


                สัญญาณจากหลอดจับภาพตกคร่อมความต้านทานทำให้เกิดแรงเคลื่อนตกคร่อมต้านทาน นำแรงเคลื่อนส่งเข้าเครื่องขยายจะได้สัญญาณที่แรงพอที่จะส่งไปยังเครื่องบังคับกล้องได้


                กระแสที่ไม่เท่ากันนี้จะไปผ่านความต้านทานที่อยู่ภายนอกทำให้แรงเคลื่อนที่ตกคร่อมความต้านทานตัวนอกนี้ไม่เท่ากัน แรงเคลื่อนที่ออกมาจากหลอดจับภาพนี้ เรียกว่า “สัญญาณภาพ” เพราะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความสว่างของภาพในแต่ละจุด นำสัญญาณนี้ไปขยายให้มีกำลังสูงขึ้น แล้วส่งไปเข้าเครื่องส่ง ผสมกับสัญญาณวิทยุที่ผลิตขึ้นในเครื่องส่ง เพื่อให้กระจายคลื่นส่ง ออกอากาศไปยังเครื่องรับได้ ที่เครื่องรับจะตัดและกรอง คลื่นวิทยุที่ผสมมาออกให้เหลือแต่คลื่นภาพ ส่งไปเข้าหลอดภาพ ที่หลอดภาพจะมีตัวยิงอิเล็กตรอนให้เป็นจุดเล็กๆ เหมือนกับหลอดจับภาพในกล้อง แต่ขนาดโตกว่า เพื่อให้ดูภาพให้ชัดเจนพุ่งไปที่จอภาพ และจะขีดลำอิเล็กตรอนนี้เป็นเส้นๆ เช่นเดียวกับทางเครื่องส่ง เมื่อลำอิเล็กตรอนไปกระทบกับจอภาพซึ่งฉาบไว้ด้วยวัสดุเรืองแสง ก็จะมีแสงเกิดขึ้นที่หน้าจอภาพ ถ้าไม่มีสัญญาณโทรทัศน์เข้ามาก็จะเห็นเป็นเส้นสีขาวเท่ากันหมด


 


 



 


ภาพที่ 8.9 เครื่องรับสัญญาณจากอากาศนำมาขยายและแยกคลื่นพาห์ออก ให้เหลือแต่คลื่นภาพส่งเข้าหลอดภาพ


ภาพที่ 8.10 หลอดภาพโทรทัศน์


 


                เมื่อมีสัญญาณโทรทัศน์เข้ามา สัญญาณโทรทัศน์จะไปบังคับให้หลอดภาพปล่อยอิเล็กตรอนมากบ้างน้อยบ้างตามจังหวะเดียวกับเครื่องส่ง


                เส้นที่ขีดบนจอโทรทัศน์ เมื่อมีสัญญาณภาพเข้ามาแล้วก็จะไม่ขาวทั้งเส้น คือขาวบ้างเทาบ้าง และดำบ้าง ก็จะเกิดเป็นภาพขึ้น ภาพนี้จะเหมือนกับภาพที่ส่งมาจากเครื่องส่ง


 



 


ภาพที่ 8.11 การเขียนภาพของเครื่องรับต้องเขียนพร้อมกับเครื่องส่งโดยเครื่องส่งจะส่งสัญญาณควบคุมมาเรียกว่า ซิงค์


 


                อย่างไรก็ตามการเกิดภาพนี้จะต้องให้เป็นจังหวะเดียวกันกับทางเครื่องส่งอย่างแท้จริง มิฉะนั้นภาพจะเลื่อนบ้าง จะล้มบ้าง และไม่เป็นภาพบ้าง จึงต้องมีสัญญาณที่ทำให้เริ่มต้นและหยุดภาพพร้อมกัน เรียกว่า “สัญญาณซิงโครไนซ์” หรือเรียกย่อๆ ว่า “ซิงค์”


 



 


ภาพที่ 8.12 ภาพที่เกิดบนจอโทรทัศน์


การเกิดภาพสี


                คนเราสามารถเห็นภาพสีได้ เพราะตามีประสาทที่สามารถดูสีได้ 3 ชุด


                ชุดที่ 1     จะไวต่อแสงสีแดง


                ชุดที่ 2     จะไวต่อแสงสีเขียว


                ชุดที่ 3     จะไวต่อแสงสีน้ำเงิน


 


                เมื่อมีสีแดงเข้ามา ประสาทส่วนที่ไวกับแสงสีแดงจะบอกว่ามีแสงสีแดงเข้ามาแล้ว เมื่อสีแสงสีเขียวเข้ามาประสาทที่ไวต่อแสงสีเขียว ก็จะส่งสัญญาณไปยังสมองว่า มีแสงสีเขียวเข้ามา และเมื่อมีแสงสีน้ำเงินเข้ามา ประสาทที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินก็จะบอกว่ามีแสงสีน้ำเงินเข้ามา


                แต่ถ้ามีแสงสีม่วงเข้ามา ประสาทที่ไวต่อแสงสีแดงก็จะส่งสัญญาณไปยังสมองว่ามีแสงสีแดงเข้ามา และเวลาเดียวกันประสาทที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินก็จะบอกว่า มีแสงสีน้ำเงินเข้ามาสมองเมื่อได้รับทราบว่า มีแสงสีแดงและน้ำเงินเข้ามาพร้อมกัน ก็จะบอกว่าสีม่วง เพราะสีแดงและสีน้ำเงินผสมกันเป็นสีม่วง


                ในทำนองเดียวกัน สีผสมอื่นๆ ก็จะมีสัญญาณที่เข้ามาตามส่วนของสีที่ผสมกันอยู่


                ในทางโทรทัศน์สี เพื่อให้ได้สัญญาณสีเช่นเดียวกับที่ตามองเห็น จึงมักแยกหลอดจัดภาพออกเป็น 3 ชุด สีแดงชุดหนึ่ง สีเขียวชุดหนึ่ง สีน้ำเงินชุดหนึ่ง ที่จริงที่ใช้หลอดๆ เดียวก็มีแต่ต้องใช้แผ่นกรองสีและเข้าใจยากจึงขออธิบายเฉพาะกล้องชนิดใช้หลอดจับภาพ 3 หลอด


                กล้องโทรทัศน์สีที่ใช้ 3 หลอดนี้ ที่ด้านหน้าหลอดจับภาพจะมีปริซึมหรือกระจายแยกสี (ดูภาพที่ 8.13)


               



 


ภาพที่ 8.13 ปริซึมแยกแสงสี


 


                แสงที่ผ่านเลนซ์ จะผ่านปริซึมแยกแสงสีแดง ไปเข้าหลอดจับภาพสีแดง แสงสีเขียว ไปเข้าหลอดจับภาพสีเขียว และแสงสีน้ำเงินไปเข้าหลอดจับภาพสีน้ำเงิน


                เนื่องจากแต่ละสีมีความถี่ไม่เท่ากันปริซึมก็จะแยกสีแดงไปทางหนึ่ง สีเขียวไปทางหนึ่งและสีน้ำเงินไปอีกทางหนึ่ง นำสีแดงไปเข้าหลอดจับภาพสีแดงเปลี่ยนแสงให้เป็นไฟฟ้าส่งไปเข้าเครื่องขยายให้แรงขึ้น แล้วส่งไปบังคับหลอดภาพ แสงสีเขียวจะไปเข้าหลอดจับภาพสีเขียวเปลี่ยนให้เป็นไฟฟ้า ขยายให้มีกำลังสูงขึ้นส่งไปบังคับหลอดภาพสีเขียว แสงสีน้ำเงิน จะไปเข้าหลอดจับภาพสีน้ำเงินส่งไปเข้าเครื่องขยายให้แรงขึ้น แล้วส่งไปบังคับหลอดภาพสีน้ำเงิน


 


 


 


 


 


 



ภาพที่ 8.14 แสดงการส่งและรับโทรทัศน์สี


 


                ในหลอดภาพโทรทัศน์สีมีลักษณะคล้ายกับหลอดภาพขาวดำแต่มีที่ยิงอิเล็กตรอน 3 ลำ


 



 


ภาพที่ 8.15 หลอดภาพสีชนิดที่ใช้หน้ากากเงาแบบที่วางปืนอิเล็กตรอนเป็นรูปสามเหลี่ยม


            ลำอิเล็กตรอนจากแคโทดที่ได้รับสัญญาณแสงสีแดง สีเขียวหรือสีน้ำเงิน จะต้องวิ่งไปกระทบจอที่ฉาบวัสดุเรืองแสงสีแดง สีเขียว หรือสีน้ำเงิน ตามลำดับ จึงจะเกิดภาพสีที่ถูกต้อง


                ที่หน้าจอโทรทัศน์จะฉาบด้วยสารเรืองแสง 3 ชนิด ชนิดหนึ่งเมื่อถูกอิเล็กตรอนยิง จะเกิดแสงสีแดง ชนิดที่ 2 เมื่อถูกอิเล็กตรอนยิงจะเกิดแสงสีเขียว ชนิดที่ 3 เมื่อถูกอิเล็กตรอนยิงจะเกิดแสงสีน้ำเงิน สารเรืองแสงนี้จะฉาบอยู่หลังแก้วหน้าจอเป็นจุดเล็กๆ เป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 3 จุด คือ แดง เขียว น้ำเงิน ก็ได้ หรือเป็น 3 แถบ แดงเขียวน้ำเงินก็ได้ ลำอิเล็กตรอนทั้ง 3 ลำนี้ จะผ่านรูตะแกรงที่ทำด้วยทองแดงขนาดเล็กมาก 1 รู แล้วจะมากระทบกับจุดวัสดุเรืองแสงที่จอโทรทัศน์ก็จะเกิดสีขึ้นทีละกลุ่ม กลุ่มละ 3 จุด


 


 


 



 


ภาพที่ 8.16 โครงสร้างของหลอดภาพสี


 


                สมมติว่ากล้องโทรทัศน์ถ่ายภาพเสื้อสีแดงวางอยู่บนพื้นสีดำ ภาพที่ขีดเส้นแต่ละเส้นก็จะขีดเป็นเส้นตั้งแต่ด้านบน ลงมาจะเป็นสีดำมาตลอดเพราะมีสัญญาณสีดำมาจากเครื่องส่งทำให้ปืนอิเล็กตรอนไม่ยิงอิเล็กตรอนไปที่หน้าจอจึงทำให้จอมืด แต่เมื่อถึงจุดที่มีสีแดง ปืนอิเล็กตรอนสีแดง จะปล่อยอิเล็กตรอนออกไปกระทบจุดเรืองแสงสีแดงที่หน้าจอภาพ หลอดภาพก็จะเปล่งแสงสีแดงออกมา เมื่อขีดจนครบภาพแล้วเราก็จะเห็นเสื้อสีแดงวางอยู่บนพื้นสีดำ เหมือนที่กล้องโทรทัศน์ถ่ายมา


                ในทำนองเดียวกันถ้าเราถ่ายเสื้อสีเขียวบนพื้นดำอิเล็กตรอนก็จะขีดเส้นจากด้านบนลงมาเช่นกัน ที่ใดที่เป็นสี ปืนอิเล็กตรอนทั้ง 3 ชุด ก็ไม่ปล่อยอิเล็กตรอนจอก็จะดำ เมื่อมาถึงสีเขียว ปืนอิเล็กตรอนสีเขียวก็จะปล่อยอิเล็กตรอนไปกระทบจุดสีเขียว ทำให้เกิดแสงสีเขียวขึ้นที่หน้าจอ เมื่อจบการขีดเส้นจนครบภาพแล้วก็จะได้เสื้อสีเขียวบนพื้นดำ


                ถ้าเราถ่ายภาพเสื้อสีน้ำเงินบนพื้นดำ ก็จะมีการขีดเส้นของลำอิเล็กตรอนเช่นกัน แต่เมื่อถึงจุดสีน้ำเงิน ปืนอิเล็กตรอนสีน้ำเงิน จะปล่อยอิเล็กตรอนไปที่หน้าจอ เมื่อขีดเส้นจนครบภาพแล้วก็จะเห็นเสื้อสีน้ำเงิน


                ในขณะที่เกิดภาพนี้หากเราจะใช้แว่นขยายส่องดูที่ตรงรูปเสื้อก็จะเห็นจุดเล็กๆ อยู่เต็มไปหมด ถ้าหากเป็นภาพเสื้อสีแดง ก็จะเห็นจุดสีแดง ถ้าเป็นภาพเสื้อสีเขียว ก็จะเห็นจุดสีเขียว ถ้าเป็นภาพเสื้อสีน้ำเงินก็จะเห็นจุดสีน้ำเงิน


                เมื่อเราไม่ใช้แว่นขยายและมองไกลๆ คืออยู่ห่างจากจอพอสมควรก็จะเห็นเป็นภาพสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สุดแท้แต่เราจะถ่ายภาพสีอะไร ที่เครื่องรับก็จะมีภาพที่มีสีเหมือนกับที่ถ่ายมา


                ที่จริงวัสดุเรืองแสงสีอื่นๆก็ยังคงอยู่ที่เดิม แต่เมื่อไม่มีอิเล็กตรอนไปกระทบก็ไม่เปล่งแสงออกมาเราจึงมองเห็นเป็นสีดำ คงเห็นแต่สีที่วัสดุเรืองแสงถูกอิเล็กตรอนวิ่งไปกระทบเท่านั้น


การผสมสี


                การผสมสีแบบบวก (additive) ใช้ในโทรทัศน์ ถ้าใช้ไฟฉาย 3 สี ฉายไปที่จอสีขาว ตรงที่ทั้ง 3 สีซ้อนกันจะเกิดเป็นสีขาว ส่วนสีแดงทับน้ำเงินจะได้เป็นสีม่วงแดง (magenta) สีแดงกับสีเขียวจะได้เหลือง (yellow) สีเขียวกับสีน้ำเงินจะได้เป็นสีฟ้าเขียว (cyan อ่านไซแอน)


 


 


 


 


 


 



ภาพที่ 8.17 การผสมสี


 


                สีทั้งหลายมีหลายพันสี เกิดจากการผสมกันของแม่สี 3 สี ตามอัตราส่วนต่างๆ กัน ก็จะเกิดสีต่างกันขึ้น


                การผสมสีมีได้ 2 แบบ คือ การผสมสีแบบบวกและการผสมสีแบบลบ


                การผสมสีแบบบวก (additive) คือ การที่แสงสีส่องมาเข้าตาโดยตรง ยิ่งมีหลายสีแสงก็จะสว่างมากขึ้น ถ้ามีสีผสมทั้ง 3 สี ก็จะเป็นสีขาว


                การผสมสีแบบลบ (subtractive) คือ การที่แสงตกมาถูกวัสดุที่มีสีวัสดุนั้นจะดูดกลืนแสงบางสีไปและสะท้อนแสงบางสีออกมา


 



ภาพที่ 8.18 การผสมสีแบบบวก


 


                การผสมสีแบบบวก (additive) คือ การที่เมื่อสี 2 สี มาพบกันแสงสว่างจะมากขึ้น ซึ่งผิดกับสีทาบ้านซึ่งยิ่งทาทับหลายสีแสงที่สะท้อนมาเข้าตาจะน้อยลงจึงเรียกว่า “การผสมสีแบบลบ” (subtractive)


                การทดลองการผสมสีแบบบวก นำไฟฉาย 2 สี ฉายไปที่จอขาว เช่น สีแดงกับสีเขียว ตรงจุดที่ 2 สีซ้อนกันจะได้เป็นสีเหลือง


                สีที่ใช้ทาเมื่อมีแสงตกกระทบ แสงส่วนหนึ่งจะถูกดูดซึมเข้าไป ส่วนหนึ่งจะสะท้อนมาเข้าตา แสงที่สะท้อนออกมานี้ทำให้เราเห็นว่าเป็นสีอะไร ยิ่งมีสีหลายสีผสมกันเข้า แสงที่สะท้อนมาเข้าตาก็จะน้อยลง ถ้าผสมกันทุกสี แสงจะไม่สะท้อนออกมาเลย จึงเห็นเป็นสีดำ ดังนั้นจึงเรียกการผสมสีแบบนี้ว่า การผสมสีแบบลบ


                การผสม

นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5704 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 14 มิ.ย. 2552 (13:43)

หลอดภาพโทรทัศน์สี


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5704 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 14 มิ.ย. 2552 (13:51)

แสดงหลักการทำงานของหลอดแคโถด-เรย์  ทิ้ว  (Cathode-Ray  Tube)


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5704 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 14 มิ.ย. 2552 (13:55)

หลอดแคโถด-เรย์  ทิ้ว  (Cathode  Ray  Tube)  ที่ใช้ในจอมอนิเตอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5704 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 14 มิ.ย. 2552 (13:58)

แสดงจอมอนิเตอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์



นกแสก
ร่วมแบ่งปัน5704 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 26 พ.ย. 2552 (18:37)
งง
จิ (IP:158.108.4.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 15 ม.ค. 2554 (13:44)
ธาตุที่ใช้ตามบ้านใช้อะไรวัดคะ
poppy (IP:182.232.58.29)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม