ไฟฟ้า

อยากถามเรื่องพื้นๆนะคะ แต่ว่าหาไม่ค่อยได้เลย

1.ไฟฟ้าคืออะไร (ความหมายของไฟฟ้า)
2.ไฟฟ้ามีกี่ชนิด
3.เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

เอาย่อๆก็ได้ค่ะ เดี๋ยวไปหารายละเอียดลงลึกเอง
ขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ อิอิ



ความคิดเห็นที่ 91

นกแสก
14 มิ.ย. 2552 12:50
  1. อิเล็คตรอนคืออนุภาคที่เป็นประจุลบที่อยู่รวมกันในนิวเคลียสใช่มั้ยคับ

    ตอบ    ในอะตอมของสสารโดยทั่วไป  จะประกอบไปด้วยอนุภาคอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ  วิ่งอยู่รอบ ๆ นิวเคลียสที่เป็นแกนกลาง ที่ประกอบไปด้วยอนุภาคโปรตรอน ซึ่งมีประจุตรงกันข้ามกับอิเล็กตรอน คือ ประจุบวก กับอนุภาคนิวตรอนที่ไม่มีประจุ  ดังนั้นโดยปกติเมื่ออะตอมมีทั้งประจุบวกและลบอยู่รวมกันตามที่กล่าวมาจึงทำให้อะตอมมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า  นอกจากนี้  ภายในนิวเคลียสของอะตอมนั้น  ยังมีอนุภาคที่เล็กลงไปยิ่งกว่าโปรตรอนและนิวตรอนอยู่อีก เรียกว่า  "ควากส์" 




ความคิดเห็นที่ 92

นกแสก
14 มิ.ย. 2552 13:05
  1.  กระบวนการเกิดภาพอิเล็กทรอนิกส์ในโทรทัศน์


     


    การเกิดภาพ


                ภาพในจอโทรทัศน์เกิดจากจุดเมื่อมีจุดหลายจุดต่อกันกลายเป็นเส้น เมื่อมีหลายๆ เส้นก็กลายเป็นภาพ


         


                                                   


    ภาพที่ 8.1 เครื่องรับโทรทัศน์


     


                แต่การเขียนภาพในจอโทรทัศน์นั้นมิใช่เขียนไปทุกทิศทุกทางตามใจชอบ โทรทัศน์จะเขียนจากทางด้านบนจากซ้ายไปขวา ทีละเส้น จนเต็มจอซึ่งจะเป็นกี่เส้น แล้วแต่ระบบ ถ้าเป็นระบบที่ใช้ในเมืองไทย ก็มี 625 เส้น ถ้าเป็นระบบในอเมริกาก็เป็น 525 เส้น


     


       


     


    ภาพที่ 8.2 ภาพในจอโทรทัศน์


     


                (โทรทัศน์ในปัจจุบันมักเขียน 1 เส้น เว้น 1 เส้น แล้วค่อยไปเขียนเส้นที่เว้นไว้ภายหลังก็จะได้จำนวนเส้นเต็มตามที่กำหนด)


    ภาพที่ 8.3 ภาพเกิดจากจุด จุดหลายๆ จุดจะกลายเป็นเส้น เส้นหลายๆ เส้นจะกลายเป็นภาพ


     


     



     


                สำหรับภาพขาวดำนั้น จะมีจุดที่เป็นสีขาวบ้าง สีดำบ้าง สีเทาๆ บ้าง เมื่อรวมกันแล้วก็เป็นภาพ


                เพื่อให้เข้าใจเรื่องการเขียนภาพในจอโทรทัศน์ให้หาภาพมาภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่มีรายละเอียดมากนัก เช่น ภาพตัว “T V”


     



     


    ภาพที่ 8.4 การส่งและการรับภาพทางโทรทัศน์


                นำภาพนั้นมาตีตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กพอสมควร ดังภาพที่ 8.4 นำกระดาษเปล่ามา 1 แผ่น ตีตารางให้เท่ากับหรือมีสัดส่วนเท่ากับแผ่นภาพนั้น เสร็จแล้วมองจากซ้ายไปขวาในแถวแรกถ้าที่ใดมีจุดดำก็เอาดินสอทำจุดไว้ ถ้าที่ใดไม่มีจุดดำก็ปล่อยให้ขาวไว้ ทำอย่างนี้ทีละแถวเราก็จะได้ภาพตัว “T V” ให้ถือภาพนี้เป็นแม่แบบ


     


                ต่อไปนำกระดาษที่มีตารางดังกล่าวมาอีก 2 แผ่น ใช้คน 2 คน มีดินสอคนละแท่งนั่งอยู่ห่างกัน


     


                ให้ดูภาพตามแบบทีละแถวตั้งแต่แถวบนไป ที่ใดมีจุดดำก็ให้บอกดังๆ พร้อมกับจุดลงไปว่าช่องที่เท่าไรในแนวตั้ง และช่องที่เท่าไรในแนวนอน คนที่ 2 ก็จะจุดตามคำสั่งคนที่ 1 เมื่อนำภาพมาเทียบกัน ภาพจะเหมือนกัน


     


                นี่คือหลักการแบบเดียวกับการส่งโทรทัศน์ แต่โทรทัศน์นั้นไม่ได้ใช้คนเขียน ที่สถานีส่งใช้กล้องเป็นตัวเขียนภาพ ซึ่งได้มาจากแบบที่ต้องการถ่ายออกอากาศเครื่องรับก็จะเขียนภาพไป พร้อมกับเครื่องส่งและตำแหน่งเดียวกันภาพจึงเหมือนกัน การเขียนภาพในจังหวะเดียวกันหรือพร้อมกันนี้เรียกว่า “synchronization”


     


    กระบวนการเกิดภาพทางอิเล็กทรอนิกส์


                ในกล้องจะมีหลอดจับภาพ ซึ่งมีหน้าที่เปลี่ยนภาพที่ต้องการจะส่งให้เป็นคลื่นไฟฟ้า


     



     


    ภาพที่ 8.5 กล้องโทรทัศน์กับภาพที่ต้องการในกล้องจะมีหลอดจับภาพเปลี่ยนพลังงานแสง


    ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า


                ในหลอดจับภาพจะมีส่วนที่ปล่อยลำอิเล็กตรอนเรียกว่า “อิเล็กตรอนกัน” (electron gun) หรือ “ปืนอิเล็กตรอน” ยิงอิเล็กตรอนไปยังเป้าที่อยู่ด้านหน้า และในหลอดจับภาพนี้เองจะมีอุปกรณ์ที่ทำให้อิเล็กตรอนเป็นลำเล็กๆ และเมื่อกระทบเป้าก็จะเป็นจุดเล็กๆ เท่านั้น


     



     


    ภาพที่ 8.6 หลอดวิจิคอน ซึ่งเป็นหลอดจับภาพและอุปกรณ์ร่วม


                * หลอดจับภาพ มีความหมายเดียวกับ หลอดกำเนิดภาพ


    ลำอิเล็กตรอนนี้จะเคลื่อนที่จากซ้ายไปขวาด้วยอำนาจแม่เหล็กที่อยู่ด้านบนและล่างของหลอด ซึ่งแม่เหล็กนี้เกิดขึ้นจากสัญญาณจากแหล่งกำเนิดสัญญาณกวาด (scan) ซึ่งอยู่ในกล้องนั้นทำให้จุดอิเล็กตรอนเคลื่อนที่จากซ้ายไปขวาตลอดเวลา ที่ด้านข้างหลอดมีแม่เหล็กอีกชุดหนึ่งทำหน้าที่เลื่อนลำอิเล็กตรอนให้ลงมาข้างล่างหรือขึ้นไปข้างบน


     


                    เมื่อกล้องทำงาน ลำอิเล็กตรอนก็จะเคลื่อนที่จากบนซ้ายมาขวา และค่อยๆ ลดต่ำลงมาและขีดเส้นไปเรื่อยๆ จนสุดจอก็จะยกขึ้นไปขีดข้างบนอีก แล้วก็ลดลงมาจนสุดจอเป็นอย่างนี้เรื่อยไป


     



    ภาพที่ 8.7 การทำงานของหลอดจับภาพ


     


                    เมื่อแสงตกระทบหน้าหลอดมีไม่เท่ากันเพราะเป็นภาพ ลำอิเล็กตรอนจะเขียนภาพทีละจุด ผ่านสารนำไฟฟ้าเมื่อถูกแสง เมื่อแสงไม่เท่ากันทุกจุด ความต้านทานของสารนำไฟฟ้าซึางไม่เท่ากันทุกจุดทำให้อิเล็กตรอนผ่านไปไม่เท่ากัน กระแสที่ผ่านความต้านทานตัวที่เป็น load ไม่เท่ากัน แรงเคลื่อนจึงไม่เท่ากัน ทำให้เกิดเป็นสัญญาณภาพออกมาส่งไปเข้าเครื่องขยายสัญญาณภาพ


                    การขีดนี้ถ้าหากว่าไม่มีแสงสว่างเข้ามาก็จะไม่มีสัญญาณส่งออกไป ภาพที่จอโทรทัศน์ก็จะดำทั้งภาพ หรือถ้ามีแสงสว่างเข้ามาเท่ากันหมดทั้งจอก็จะได้ภาพเส้นขาวๆ เต็มจอทั้งภาพ แต่ถ้าภาพเข้ามาที่หน้ากล้อง แสงที่สะท้อนจากภาพนั้นจะมาเข้าที่เลนส์ และจะมาตกที่หน้าหลอดจับภาพ ที่หน้าหลอดจับภาพจะมีแก้วฉาบเป็นเลนส์ แล้วก็จะมีแผ่นนำกระแสไฟฟ้าที่มีลักษณะใส แล้วก็มีวัสดุที่มีความไวแสง (photo electric material) ฉาบอยู่


                    วัสดุไวแสงนี้เมื่อถูกแสงจะมีความต้านทานเปลี่ยนแปลง คือถ้าถูกแสงมากความต้านทานจะน้อยลงทำให้กระแสไหลได้มากขึ้น แต่ถ้ามีแสงเข้ามาน้อยความต้านทานจะสูงทำให้กระแสไฟฟ้าไหลน้อยลง


                    ในขณะที่มีภาพที่หน้ากล้องนี้ แสงสว่างที่หลอดจับภาพจะไม่เท่ากันตลอด คือเป็นตามความสว่างของภาพแต่ละจุด


                    ในขณะที่ลำอิเล็กตรอนวิ่งผ่านจุดต่างๆ เหล่านี้เพื่อวิ่งไปยังแผ่นนำกระแส ไปผ่านความต้านทานลงดิน ก็ต้องผ่านวัสดุไวแสงนี้ด้วย แต่วัสดุไวแสงนี้ มีความต้านทานแต่ละจุดไม่เท่ากัน จุดใดที่แสงสว่างมากความต้านทานก็น้อย จุดใดที่แสงสว่างน้อย ความต้านทานก็มากดังนั้นกระแสที่ไหลในแต่ละจุดจึงไม่เท่ากัน


     


     


     


     


     



     


    ภาพที่ 8.8 หลอดจับภาพและการขยาย


     


                    สัญญาณจากหลอดจับภาพตกคร่อมความต้านทานทำให้เกิดแรงเคลื่อนตกคร่อมต้านทาน นำแรงเคลื่อนส่งเข้าเครื่องขยายจะได้สัญญาณที่แรงพอที่จะส่งไปยังเครื่องบังคับกล้องได้


                    กระแสที่ไม่เท่ากันนี้จะไปผ่านความต้านทานที่อยู่ภายนอกทำให้แรงเคลื่อนที่ตกคร่อมความต้านทานตัวนอกนี้ไม่เท่ากัน แรงเคลื่อนที่ออกมาจากหลอดจับภาพนี้ เรียกว่า “สัญญาณภาพ” เพราะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความสว่างของภาพในแต่ละจุด นำสัญญาณนี้ไปขยายให้มีกำลังสูงขึ้น แล้วส่งไปเข้าเครื่องส่ง ผสมกับสัญญาณวิทยุที่ผลิตขึ้นในเครื่องส่ง เพื่อให้กระจายคลื่นส่ง ออกอากาศไปยังเครื่องรับได้ ที่เครื่องรับจะตัดและกรอง คลื่นวิทยุที่ผสมมาออกให้เหลือแต่คลื่นภาพ ส่งไปเข้าหลอดภาพ ที่หลอดภาพจะมีตัวยิงอิเล็กตรอนให้เป็นจุดเล็กๆ เหมือนกับหลอดจับภาพในกล้อง แต่ขนาดโตกว่า เพื่อให้ดูภาพให้ชัดเจนพุ่งไปที่จอภาพ และจะขีดลำอิเล็กตรอนนี้เป็นเส้นๆ เช่นเดียวกับทางเครื่องส่ง เมื่อลำอิเล็กตรอนไปกระทบกับจอภาพซึ่งฉาบไว้ด้วยวัสดุเรืองแสง ก็จะมีแสงเกิดขึ้นที่หน้าจอภาพ ถ้าไม่มีสัญญาณโทรทัศน์เข้ามาก็จะเห็นเป็นเส้นสีขาวเท่ากันหมด


     


     



     


    ภาพที่ 8.9 เครื่องรับสัญญาณจากอากาศนำมาขยายและแยกคลื่นพาห์ออก ให้เหลือแต่คลื่นภาพส่งเข้าหลอดภาพ


    ภาพที่ 8.10 หลอดภาพโทรทัศน์


     


                    เมื่อมีสัญญาณโทรทัศน์เข้ามา สัญญาณโทรทัศน์จะไปบังคับให้หลอดภาพปล่อยอิเล็กตรอนมากบ้างน้อยบ้างตามจังหวะเดียวกับเครื่องส่ง


                    เส้นที่ขีดบนจอโทรทัศน์ เมื่อมีสัญญาณภาพเข้ามาแล้วก็จะไม่ขาวทั้งเส้น คือขาวบ้างเทาบ้าง และดำบ้าง ก็จะเกิดเป็นภาพขึ้น ภาพนี้จะเหมือนกับภาพที่ส่งมาจากเครื่องส่ง


     



     


    ภาพที่ 8.11 การเขียนภาพของเครื่องรับต้องเขียนพร้อมกับเครื่องส่งโดยเครื่องส่งจะส่งสัญญาณควบคุมมาเรียกว่า ซิงค์


     


                    อย่างไรก็ตามการเกิดภาพนี้จะต้องให้เป็นจังหวะเดียวกันกับทางเครื่องส่งอย่างแท้จริง มิฉะนั้นภาพจะเลื่อนบ้าง จะล้มบ้าง และไม่เป็นภาพบ้าง จึงต้องมีสัญญาณที่ทำให้เริ่มต้นและหยุดภาพพร้อมกัน เรียกว่า “สัญญาณซิงโครไนซ์” หรือเรียกย่อๆ ว่า “ซิงค์”


     



     


    ภาพที่ 8.12 ภาพที่เกิดบนจอโทรทัศน์


    การเกิดภาพสี


                    คนเราสามารถเห็นภาพสีได้ เพราะตามีประสาทที่สามารถดูสีได้ 3 ชุด


                    ชุดที่ 1     จะไวต่อแสงสีแดง


                    ชุดที่ 2     จะไวต่อแสงสีเขียว


                    ชุดที่ 3     จะไวต่อแสงสีน้ำเงิน


     


                    เมื่อมีสีแดงเข้ามา ประสาทส่วนที่ไวกับแสงสีแดงจะบอกว่ามีแสงสีแดงเข้ามาแล้ว เมื่อสีแสงสีเขียวเข้ามาประสาทที่ไวต่อแสงสีเขียว ก็จะส่งสัญญาณไปยังสมองว่า มีแสงสีเขียวเข้ามา และเมื่อมีแสงสีน้ำเงินเข้ามา ประสาทที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินก็จะบอกว่ามีแสงสีน้ำเงินเข้ามา


                    แต่ถ้ามีแสงสีม่วงเข้ามา ประสาทที่ไวต่อแสงสีแดงก็จะส่งสัญญาณไปยังสมองว่ามีแสงสีแดงเข้ามา และเวลาเดียวกันประสาทที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินก็จะบอกว่า มีแสงสีน้ำเงินเข้ามาสมองเมื่อได้รับทราบว่า มีแสงสีแดงและน้ำเงินเข้ามาพร้อมกัน ก็จะบอกว่าสีม่วง เพราะสีแดงและสีน้ำเงินผสมกันเป็นสีม่วง


                    ในทำนองเดียวกัน สีผสมอื่นๆ ก็จะมีสัญญาณที่เข้ามาตามส่วนของสีที่ผสมกันอยู่


                    ในทางโทรทัศน์สี เพื่อให้ได้สัญญาณสีเช่นเดียวกับที่ตามองเห็น จึงมักแยกหลอดจัดภาพออกเป็น 3 ชุด สีแดงชุดหนึ่ง สีเขียวชุดหนึ่ง สีน้ำเงินชุดหนึ่ง ที่จริงที่ใช้หลอดๆ เดียวก็มีแต่ต้องใช้แผ่นกรองสีและเข้าใจยากจึงขออธิบายเฉพาะกล้องชนิดใช้หลอดจับภาพ 3 หลอด


                    กล้องโทรทัศน์สีที่ใช้ 3 หลอดนี้ ที่ด้านหน้าหลอดจับภาพจะมีปริซึมหรือกระจายแยกสี (ดูภาพที่ 8.13)


                   



     


    ภาพที่ 8.13 ปริซึมแยกแสงสี


     


                    แสงที่ผ่านเลนซ์ จะผ่านปริซึมแยกแสงสีแดง ไปเข้าหลอดจับภาพสีแดง แสงสีเขียว ไปเข้าหลอดจับภาพสีเขียว และแสงสีน้ำเงินไปเข้าหลอดจับภาพสีน้ำเงิน


                    เนื่องจากแต่ละสีมีความถี่ไม่เท่ากันปริซึมก็จะแยกสีแดงไปทางหนึ่ง สีเขียวไปทางหนึ่งและสีน้ำเงินไปอีกทางหนึ่ง นำสีแดงไปเข้าหลอดจับภาพสีแดงเปลี่ยนแสงให้เป็นไฟฟ้าส่งไปเข้าเครื่องขยายให้แรงขึ้น แล้วส่งไปบังคับหลอดภาพ แสงสีเขียวจะไปเข้าหลอดจับภาพสีเขียวเปลี่ยนให้เป็นไฟฟ้า ขยายให้มีกำลังสูงขึ้นส่งไปบังคับหลอดภาพสีเขียว แสงสีน้ำเงิน จะไปเข้าหลอดจับภาพสีน้ำเงินส่งไปเข้าเครื่องขยายให้แรงขึ้น แล้วส่งไปบังคับหลอดภาพสีน้ำเงิน


     


     


     


     


     


     



    ภาพที่ 8.14 แสดงการส่งและรับโทรทัศน์สี


     


                    ในหลอดภาพโทรทัศน์สีมีลักษณะคล้ายกับหลอดภาพขาวดำแต่มีที่ยิงอิเล็กตรอน 3 ลำ


     



     


    ภาพที่ 8.15 หลอดภาพสีชนิดที่ใช้หน้ากากเงาแบบที่วางปืนอิเล็กตรอนเป็นรูปสามเหลี่ยม


                ลำอิเล็กตรอนจากแคโทดที่ได้รับสัญญาณแสงสีแดง สีเขียวหรือสีน้ำเงิน จะต้องวิ่งไปกระทบจอที่ฉาบวัสดุเรืองแสงสีแดง สีเขียว หรือสีน้ำเงิน ตามลำดับ จึงจะเกิดภาพสีที่ถูกต้อง


                    ที่หน้าจอโทรทัศน์จะฉาบด้วยสารเรืองแสง 3 ชนิด ชนิดหนึ่งเมื่อถูกอิเล็กตรอนยิง จะเกิดแสงสีแดง ชนิดที่ 2 เมื่อถูกอิเล็กตรอนยิงจะเกิดแสงสีเขียว ชนิดที่ 3 เมื่อถูกอิเล็กตรอนยิงจะเกิดแสงสีน้ำเงิน สารเรืองแสงนี้จะฉาบอยู่หลังแก้วหน้าจอเป็นจุดเล็กๆ เป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 3 จุด คือ แดง เขียว น้ำเงิน ก็ได้ หรือเป็น 3 แถบ แดงเขียวน้ำเงินก็ได้ ลำอิเล็กตรอนทั้ง 3 ลำนี้ จะผ่านรูตะแกรงที่ทำด้วยทองแดงขนาดเล็กมาก 1 รู แล้วจะมากระทบกับจุดวัสดุเรืองแสงที่จอโทรทัศน์ก็จะเกิดสีขึ้นทีละกลุ่ม กลุ่มละ 3 จุด


     


     


     



     


    ภาพที่ 8.16 โครงสร้างของหลอดภาพสี


     


                    สมมติว่ากล้องโทรทัศน์ถ่ายภาพเสื้อสีแดงวางอยู่บนพื้นสีดำ ภาพที่ขีดเส้นแต่ละเส้นก็จะขีดเป็นเส้นตั้งแต่ด้านบน ลงมาจะเป็นสีดำมาตลอดเพราะมีสัญญาณสีดำมาจากเครื่องส่งทำให้ปืนอิเล็กตรอนไม่ยิงอิเล็กตรอนไปที่หน้าจอจึงทำให้จอมืด แต่เมื่อถึงจุดที่มีสีแดง ปืนอิเล็กตรอนสีแดง จะปล่อยอิเล็กตรอนออกไปกระทบจุดเรืองแสงสีแดงที่หน้าจอภาพ หลอดภาพก็จะเปล่งแสงสีแดงออกมา เมื่อขีดจนครบภาพแล้วเราก็จะเห็นเสื้อสีแดงวางอยู่บนพื้นสีดำ เหมือนที่กล้องโทรทัศน์ถ่ายมา


                    ในทำนองเดียวกันถ้าเราถ่ายเสื้อสีเขียวบนพื้นดำอิเล็กตรอนก็จะขีดเส้นจากด้านบนลงมาเช่นกัน ที่ใดที่เป็นสี ปืนอิเล็กตรอนทั้ง 3 ชุด ก็ไม่ปล่อยอิเล็กตรอนจอก็จะดำ เมื่อมาถึงสีเขียว ปืนอิเล็กตรอนสีเขียวก็จะปล่อยอิเล็กตรอนไปกระทบจุดสีเขียว ทำให้เกิดแสงสีเขียวขึ้นที่หน้าจอ เมื่อจบการขีดเส้นจนครบภาพแล้วก็จะได้เสื้อสีเขียวบนพื้นดำ


                    ถ้าเราถ่ายภาพเสื้อสีน้ำเงินบนพื้นดำ ก็จะมีการขีดเส้นของลำอิเล็กตรอนเช่นกัน แต่เมื่อถึงจุดสีน้ำเงิน ปืนอิเล็กตรอนสีน้ำเงิน จะปล่อยอิเล็กตรอนไปที่หน้าจอ เมื่อขีดเส้นจนครบภาพแล้วก็จะเห็นเสื้อสีน้ำเงิน


                    ในขณะที่เกิดภาพนี้หากเราจะใช้แว่นขยายส่องดูที่ตรงรูปเสื้อก็จะเห็นจุดเล็กๆ อยู่เต็มไปหมด ถ้าหากเป็นภาพเสื้อสีแดง ก็จะเห็นจุดสีแดง ถ้าเป็นภาพเสื้อสีเขียว ก็จะเห็นจุดสีเขียว ถ้าเป็นภาพเสื้อสีน้ำเงินก็จะเห็นจุดสีน้ำเงิน


                    เมื่อเราไม่ใช้แว่นขยายและมองไกลๆ คืออยู่ห่างจากจอพอสมควรก็จะเห็นเป็นภาพสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สุดแท้แต่เราจะถ่ายภาพสีอะไร ที่เครื่องรับก็จะมีภาพที่มีสีเหมือนกับที่ถ่ายมา


                    ที่จริงวัสดุเรืองแสงสีอื่นๆก็ยังคงอยู่ที่เดิม แต่เมื่อไม่มีอิเล็กตรอนไปกระทบก็ไม่เปล่งแสงออกมาเราจึงมองเห็นเป็นสีดำ คงเห็นแต่สีที่วัสดุเรืองแสงถูกอิเล็กตรอนวิ่งไปกระทบเท่านั้น


    การผสมสี


                    การผสมสีแบบบวก (additive) ใช้ในโทรทัศน์ ถ้าใช้ไฟฉาย 3 สี ฉายไปที่จอสีขาว ตรงที่ทั้ง 3 สีซ้อนกันจะเกิดเป็นสีขาว ส่วนสีแดงทับน้ำเงินจะได้เป็นสีม่วงแดง (magenta) สีแดงกับสีเขียวจะได้เหลือง (yellow) สีเขียวกับสีน้ำเงินจะได้เป็นสีฟ้าเขียว (cyan อ่านไซแอน)


     


     


     


     


     


     



    ภาพที่ 8.17 การผสมสี


     


                    สีทั้งหลายมีหลายพันสี เกิดจากการผสมกันของแม่สี 3 สี ตามอัตราส่วนต่างๆ กัน ก็จะเกิดสีต่างกันขึ้น


                    การผสมสีมีได้ 2 แบบ คือ การผสมสีแบบบวกและการผสมสีแบบลบ


                    การผสมสีแบบบวก (additive) คือ การที่แสงสีส่องมาเข้าตาโดยตรง ยิ่งมีหลายสีแสงก็จะสว่างมากขึ้น ถ้ามีสีผสมทั้ง 3 สี ก็จะเป็นสีขาว


                    การผสมสีแบบลบ (subtractive) คือ การที่แสงตกมาถูกวัสดุที่มีสีวัสดุนั้นจะดูดกลืนแสงบางสีไปและสะท้อนแสงบางสีออกมา


     



    ภาพที่ 8.18 การผสมสีแบบบวก


     


                    การผสมสีแบบบวก (additive) คือ การที่เมื่อสี 2 สี มาพบกันแสงสว่างจะมากขึ้น ซึ่งผิดกับสีทาบ้านซึ่งยิ่งทาทับหลายสีแสงที่สะท้อนมาเข้าตาจะน้อยลงจึงเรียกว่า “การผสมสีแบบลบ” (subtractive)


                    การทดลองการผสมสีแบบบวก นำไฟฉาย 2 สี ฉายไปที่จอขาว เช่น สีแดงกับสีเขียว ตรงจุดที่ 2 สีซ้อนกันจะได้เป็นสีเหลือง


                    สีที่ใช้ทาเมื่อมีแสงตกกระทบ แสงส่วนหนึ่งจะถูกดูดซึมเข้าไป ส่วนหนึ่งจะสะท้อนมาเข้าตา แสงที่สะท้อนออกมานี้ทำให้เราเห็นว่าเป็นสีอะไร ยิ่งมีสีหลายสีผสมกันเข้า แสงที่สะท้อนมาเข้าตาก็จะน้อยลง ถ้าผสมกันทุกสี แสงจะไม่สะท้อนออกมาเลย จึงเห็นเป็นสีดำ ดังนั้นจึงเรียกการผสมสีแบบนี้ว่า การผสมสีแบบลบ


                    การผสม




ความคิดเห็นที่ 93

นกแสก
14 มิ.ย. 2552 13:43
  1. หลอดภาพโทรทัศน์สี




ความคิดเห็นที่ 94

นกแสก
14 มิ.ย. 2552 13:51
  1. แสดงหลักการทำงานของหลอดแคโถด-เรย์  ทิ้ว  (Cathode-Ray  Tube)




ความคิดเห็นที่ 95

นกแสก
14 มิ.ย. 2552 13:55
  1. หลอดแคโถด-เรย์  ทิ้ว  (Cathode  Ray  Tube)  ที่ใช้ในจอมอนิเตอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์




ความคิดเห็นที่ 96

นกแสก
14 มิ.ย. 2552 13:58
  1. แสดงจอมอนิเตอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์





ความคิดเห็นที่ 76

s_om (Guest)
4 ส.ค. 2551 21:36
  1. อยากรู้สูตรที่คำนวณของ ลวดนิโครม หาค่าความต้านทาน,กระแสไฟฟ้าที่ต้องใช้,ความร้อนที่ได้ของจากใช้ไฟฟ้า,ความยาวของลวดที่จะต้องใช้เมื่อใช้กระแสไฟเท่าไร




ความคิดเห็นที่ 74

รุก้ะ (Guest)
3 ก.ค. 2551 14:29
  1. ความต้านทานไฟฟ้าของเส้นลวดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง



ความคิดเห็นที่ 89

kitty35@chaiyo.com (Guest)
16 ก.พ. 2552 16:22
  1. อยากรู้เรื่องประโยชน์เครื่องใช้ไฟฟ้าอะ ทำไงดี




ความคิดเห็นที่ 73

sarawut@sanook.com (Guest)
28 พ.ค. 2551 11:33
  1. <P>เป็นเว็บที่ดีมากครับ&nbsp; แต่อยากให้มีสูตรการคำนวรที่มากกว่านี้เพื่อที่จะได้ เป็นวิทยาทานกับนักเรียนนักศึกษา นะครับ ขอบพระคุณอย่รางสูง</P>



ความคิดเห็นที่ 70

nicha-nink@hotmail.com (Guest)
23 ม.ค. 2551 17:34
  1. รู้มั้ยคะว่า แหล่งกำเนิดไฟฟ้าคืออะไร



ความคิดเห็นที่ 98

poppy (Guest)
15 ม.ค. 2554 13:44
  1. ธาตุที่ใช้ตามบ้านใช้อะไรวัดคะ



ความคิดเห็นที่ 83

s.supra 2006 @hotmail.com (Guest)
19 ก.ย. 2551 16:00
  1. ต้องการทราบเรื่องวัตต์มิเตอร์  1  เบส




ความคิดเห็นที่ 3

พรชัย โพธิ์เงิน (Guest)
7 ก.ค. 2549 14:28
  1. อะไรที่เป็นเเหล่งกำเนินไฟฟ้า



ความคิดเห็นที่ 90

baby.V_rob1412@hotmail.com (Guest)
13 มิ.ย. 2552 23:49
  1. เครื่องคิดเลขเป็นเซลล์ไฟฟ้าชนิดใด ??




ความคิดเห็นที่ 87

ยุ้ย (Guest)
26 พ.ย. 2551 12:40
  1. หม้อแปลงไฟฟ้ามีกี่ชนิด




ความคิดเห็นที่ 75

Tanmodify
3 ก.ค. 2551 16:18
  1. วัสดุที่ใช้ทำเส้นลวดนั้น



    เช่น เงิน ทองคำ ทองแดง อลูมิเนียม .... และอื่นๆ



    ขนาดพื้นที่หน้าตัดของเส้นลวด



    ความยาวของเส้นลวดครับ




ความคิดเห็นที่ 2

แก่นแก้ว
1 ก.ค. 2549 16:14
  1. ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ

    ใครที่พอจะมีข้อมูล หรือ เว็บลิ้งค์ ช่วยบอกหน่อยนะคะ




ความคิดเห็นที่ 71

tanadech_@hotmail.com (Guest)
28 ม.ค. 2551 14:43
  1. อิเล็คตรอนคืออนุภาคที่เป็นประจุลบที่อยู่รวมกันในนิวเคลียสใช่มั้ยคับ



ความคิดเห็นที่ 1

นิรันดร์ vcharkarn vteam
30 มิ.ย. 2549 11:44
  1. 1.ไฟฟ้าคืออะไร (ความหมายของไฟฟ้า)



    ไฟฟ้าคือชื่อวิชาที่เกี่ยวกับ ประจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า ความต้านทานไฟฟ้า ฯลฯ



    2.ไฟฟ้ามีกี่ชนิด



    แล้วแต่เกณฑ์ในการแบ่ง วิชาที่เกี่ยวกับไฟฟ้า เกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ





    3.เครื่องกำเนิดไฟฟ้า



    คืออุปกรณ์ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า เช่นไดนาโม

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น