ขนมไทย

กระทู้นี้ตั้งให้คุณติบอ ปะเหมาะเคราะห์ดี ถูกใจ
พวกเรือนไทยอาจจะได้ขนมจากติบอเบเกอรี่มาแจกจ่ายกันทั่วถึง

รายชื่อหนังสือที่มาของกระทู้ จะบอกตอนท้ายกระทู้นะคะ
******************************
หลักฐานเกี่ยวกับขนมไทย เก่าที่สุดเท่าที่ดิฉันหาได้บนแหลมทองนี้ คือ ไตรภูมิพระร่วง ที่พญาลิไท โปรดให้รวบรวมขึ้นจากคัมภีร์พุทธสามสิบกว่าเรื่องของอินเดีย มาเรียบเรียงใหม่เป็นของสุโขทัย

ขนมที่ว่า นักปราชญ์สุโขทัยท่านเรียกว่า "เข้าหนมต้ม" ก็คือขนมต้มเรานี่ละค่ะ อยู่ในตอนพระเจ้าอโศกมหาราชถวายกัณฑ์

กาลวันหนึ่งพระองค์จิงให้หาเข้าหนมต้มได้ ๑๖,๐๐๐ ลูก พระองค์จิงถอดแหวนพระธำมรงค์วงหนึ่งออกจากพระกรแห่งพระองค์ พระองค์จิงใส่เข้าในเข้าหนมนั้น
.
.


ความคิดเห็นที่ 1

เทาชมพู vcharkarn vmaster
19 ก.ค. 2549 17:07
  1. ส่วนผสมของขนมต้มในสมัยสุโขทัย มีแป้งข้าวเหนียวดำป่น ผสมน้ำตาล ส่วนไส้มะพร้าวเพิ่มเข้าไปทีหลัง

    แป้งจากข้าว น้ำตาล มะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลักของขนมไทยมาจนถึงสมัยอยุธยา เดาว่าแม่บ้านชาวกรุงศรีฯ ก็ยังก้มหน้าก้มตาทำขนมยอดนิยมกันอยู่



    ขอสารภาพว่าไม่รู้รายละเอียด ว่าขนมสมัยต้นอยุธยาชนิดอื่นๆ มีอะไรบ้าง

    พระเจ้าอู่ทอง เจ้าสามพระยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสวยขนมชนิดไหนก็นึกไม่ออก

    ใครทราบช่วยบอกด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง

    มารู้อีกทีก็สมัยท้าวทองกีบม้า สมัยพระเพทราชา นั่นก็ราชวงศ์บ้านพลูหลวง แล้ว



ความคิดเห็นที่ 2

ศรีปิงเวียง vcharkarn veditor
19 ก.ค. 2549 17:43
  1. เรียน อ. เทาชมพู ที่เคารพครับ

    ขออนุญาตนั่งชิมขนมต้มขาว ณ ครัวเรือนไทยครับ

    หลังจากที่ไปชิมครัวติบอมาแสนนานเนิ่นครับ



ความคิดเห็นที่ 3

pipat
19 ก.ค. 2549 19:20
  1. แหะ แหะ...ชาวประมงอย่างป๋มนี่มีสิทธิ์ได้ลิ้มชิมรส ขนมขะต้ม ของอาจารย์อ๊ะเป่า ก็ม่ายรุ



    ครือว่า เวลาออกทะเล นี่ผมก็ไม่เอาอ่าว...เขาเลยไม่ให้ยุ่งกับใบเรือ เพราะชอบชักใบให้เรือเสีย.......ฮิฮิ



    พญาลิไทท่านศิษย์เก่า ลังกาศึกษาขรับ

    อาจารท่านอยู่เมืองพัน อุตส่าพาฝูงสามีมาบวชท่าน

    มหาเสถียรพงษ์จอมตั้งชื่อ แซวว่าหนังสืออ้างอิงสามสิบฝ่าเล่มนี่

    ชั้นสองกับชั้นสามทั้งนั้นแหละขอรับ เพราะฉะนั้นจึงแต่งเอาแถวๆ อนุราธปุระ กะโปโลนารุวะแค่นี้แหละ ไม่ถึงอินตะระเดีย



    ท่านมหานี่ก้อ....ซีเรียดเกินเหตุ มาหาว่ามหาลิไทของพวกเรา แต่งคัมภีร์ชั้นสอง

    ตอนนั้นก็แซวท่านไม่ทัน ท่านสตาร์ตรถโฟล์ค ปรื่น ปรื่น หายเข้าซอยสารภีในทันใด

    ขอแซวย้อนหลังฝากอาจาร์ยเทาไปละกัน ว่าคัมภีร์หมวดโลกศาสตร์เล่มใหนๆ ก็ไม่อ้างพระไตรปิฎก เพราะไม่มีสิ่งที่ต้องการครบ เลยต้องเก็บตกมันแถวอรรถกถานี่แหละ



    สำหรับขนมต้มนี่ ของโปรดครูใหญ่ของผม ไม่ให้ผมชิม ผมก็ขอสักลูกไปถวายท่านมหาวิเณศวร ท่านคงโปรดจนแดนส์กระจายทีเดียว



ความคิดเห็นที่ 4

tuka007
19 ก.ค. 2549 20:03
  1. มานั่งน้ำลายสอด้วยอีกคนค่ะ อาจเป็นความรู้สึกส่วนตัวนะคะแต่เท่าที่เคยกินมา ขนมต้มที่เมืองเพชร อร่อยสุด อาจเป็นเพราะคุ้นลิ้นเพราะได้กินมาตั้งแต่เด็กๆ แป้งที่เหนี่ยวนุ่ม ใส้ขนมทำจากถั่วดำกวนหยาบๆ หอมน้ำตาลโตนด มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาวที่หุ้มข้างนอกอีก ยิ่งกินยิ่งมัน มีเท่าไหร่ก็หมด ที่กรุงเทพนี่หาอร่อย ยากเหลือเกินค่ะ



ความคิดเห็นที่ 5

กุรุกุลา
19 ก.ค. 2549 21:15
  1. ขนมโมทกะนี้ ก็ได้ชิมเป็นอานิสงส์บ่อยๆครับ ที่โรงเรียนต้องไหว้ครูดนตรีทุกวันพฤหัส ก็จะได้เป็นบุญลิ้นต่อจากครูท่านเหมือนกัน อร่อยหนักหนาแถมท้องอิ่มเพราะแป้งทั้งลูก หนักกระเพาะเรียนต่อตอนบ่ายได้โดยไม่ต้องอาศัยข้าวกลางวันเลยครับ เสียดายว่าไหว้เฉพาะวันพฤหัส



ความคิดเห็นที่ 6

เทาชมพู vcharkarn vmaster
19 ก.ค. 2549 21:52
  1. ฟังแล้วอยากกินขนมต้มเมืองเพชรค่ะ ผ่านไปทีไรเจอแต่ขนมหม้อแกง จนชินเสียแล้ว

    จะเอามาตั้งบนโตกวางกลางนอกชานเรือนไทย ให้อิ่มกันไปคนละสองสามลูก

    ใครแอบเม้มของพระคเณศไปละก็ ท่านหวดเอาด้วยบาศก์ไม่รู้ด้วย



    จากไตรภูมิพระร่วง ทำให้ดิฉันคิดว่าขนมต้มในสังคมสุโขทัย เห็นทีจะเป็นขนมสำคัญไม่ธรรมดา ถึงกับมีในไตรภูมิว่าเป็นขนมหลวงของพระเจ้าอโศก

    อาจจะถ่ายทอดมาจากตำราเดิมในอินเดีย แต่ชาวสุโขทัยก็คงจะเชื่อถือขนมชนิดนี้ด้วยละค่ะ

    จนถึงทุกวันนี้เรายังมีอยู่ประกอบพิธีไหว้ หรือบนบานศาลกล่าวด้วยขนมต้มแดงขนมต้มขาวอยู่เลย



    ข้ามมาถึงขนมใหม่ที่ชาววังสมัยพระเพทราชารู้จัก ท้าวทองกีบม้าได้ชื่อว่าเป็นผู้นำวัฒนธรรมใหม่ของการทำขนมไทย คือ มีไข่เป็นส่วนประกอบ

    ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง พวกนี้ละค่ะ

    แล้วยังมีทองพลุ ทองม้วน ขนมผิง ขนมไข่เต่า ขนมฝรั่ง ขนมสมปันนี และขนมหม้อแกง



    เขาว่ากันว่า ฝอยทองที่โปรตุเกสนั้นกินเป็นของคาว ทำเส้นใหญ่พันกินกับแฮม ไม่ใช่เป็นเส้นเล็กละเอียดอย่างของเราที่กินเป็นขนมหวาน



ความคิดเห็นที่ 7

อ๊อฟ vcharkarn vmaster
19 ก.ค. 2549 22:28
  1. ไม่ทราบเคยอ่านบทความนี้กันหรือยังครับ "ขนมที่ถูกลืม" โดยคุณเทาชมพู เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน เห็นเข้ากับเรื่องนี้เลยหยิบมาให้อ่านกันครับ


    http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=184



ความคิดเห็นที่ 8

เทาชมพู vcharkarn vmaster
20 ก.ค. 2549 22:09
  1. ขอบคุณค่ะคุณอ๊อฟ ดิฉันหาไม่เจอ ว่าแต่บทความพวกนี้อยู่ในห้องไหนกันคะ จะได้เปิดประตูได้ถูก

    ****************************

    ท้าวทองกีบม้าหรือท่านผู้หญิงวิชเยนทร์ ได้สร้างขนมไทยเชื้อสายฝรั่งให้เป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้

    เป็นจุดพลิกผันของขนมไทย ตรงนี้ละค่ะ



    หลังจากนั้นมาจนถึงอยุธยาตอนปลาย ชาวเมืองคงนิยมกินขนมกันมาก ถึงกับมี "ตลาดป่าขนม" ระบุเอาไว้ในหนังสือคำให้การของขุนหลวงหาวัด ว่า



    " ขนมย่านป่าขนม ชาวบ้านย่านนั้นทำขนมขาย ขนมกรุบ ขนมพิมพ์ถั่ว ขนมสำปะนี และขนมแห้งต่างๆ ชื่อตลาดป่าขนม"



    ขนมพวกนี้เป็นไง รอคุณติบอมาแจมดีกว่า



ความคิดเห็นที่ 9

นางมารน้อย
21 ก.ค. 2549 09:01
  1. อยากกินขนมหม้อแกงเมืองเพชรจังค่ะ ยังจำถึงรสชาติหวานมันที่ไม่มีใครทำได้เหมือนได้ ยิ่งเอาไปแช่ตู้เย็นไว้แล้วก็เอามากินนะ อึ๊ย อร่อยอย่าบอกใครเลยค่ะ ชอบขนมไทยจังค่ะ



ความคิดเห็นที่ 10

อ๊อฟ vcharkarn vmaster
21 ก.ค. 2549 17:33
  1. บทความนั้นอยู่บน ห้องเรือนไทย ครับ



    เข้าจากเมนูด้านบน (ที่ปรากฏอยู่ที่หน้าหลักทุกหน้า)

    Menu -> เนื้อหาหลัก -> เรือนไทย หรือ ตรงไปที่ http://www.vcharkarn.com/reurnthai/

    ก็จะโผล่มาที่ เรือนไทย ซึ่งรวมทั้งบทความ(และ กระทู้)ไว้ครับ



    ที่ด้านล่างของกรอบบทความ จะมีตัวเลขบอกหน้า (-1- [2] [3] [4] [5] | |หน้าถัดไป >>>) ก็เลือกหน้าที่ต้องการครับ หรือกด "หน้าถัดไป >>>" เรื่อยๆก็ได้ครับ



    ที่เมนูด้านซ้ายของเรือนนี้ ก็จะมีรายชื่อของห้องย่อย ๆ เช่น

    ศิลปะ วัฒนธรรม

    ภาษา วรรณคดี

    ประวัติศาสตร์

    หน้าต่างโลก

    โบราณคดี

    ซึ่งหากกดเข้าไป ก็จะแสดงรายการบทความ (และ กระทู้) ภายในห้องย่อยนี้เท่านั้นครับ



ความคิดเห็นที่ 11

เทาชมพู vcharkarn vmaster
21 ก.ค. 2549 17:54

  1. .
    .
    ขอบคุณค่ะคุณอ๊อฟ



ความคิดเห็นที่ 12

หมูน้อยในกะลา
21 ก.ค. 2549 19:14
  1. เดินมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หยิบขนมหนึ่งชิ้น แล้วก็ย่องจากไปอย่าง เ งี . ย . . บ . . . เ . . . . งี . . . . .ย . . . . . . .บ



ความคิดเห็นที่ 13

สุขุมวงศ์.
21 ก.ค. 2549 21:17
  1. อ. นำความรู้มาสู่ชาวประชาอีกเช่นเคย ขอขอบพระคุณเป็นยิ่ง นัก



ความคิดเห็นที่ 14

กุรุกุลา
21 ก.ค. 2549 21:49
  1. แวะมาชิมขนมอีกรอบครับ ดึกๆอย่างนี้น้ำหนักคงขึ้นแน่ๆ



ความคิดเห็นที่ 15

ติบอ
22 ก.ค. 2549 00:24
  1. ขอบพระคุณสำหรับกระทู้ครับอาจารย์ ต้องขอประทานโทษด้วยครับที่ผมเข้ามาตอบช้าไปหลายวัน

    สองสามวันที่ผ่านมานี้ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าอินเตอร์เนตที่บ้านเป็นอะไร ช้าได้ช้าดีทั้งเช้าและเย็นเลยครับ





    ขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าเรื่องขนมไทย เป็นเรื่องที่ผมถนัดบ้าง ไม่ถนัดบ้างนะครับ

    บางอย่างเคยเห็นผู้ย่าทำ มีคุณยายคุณป้าอีกหลายๆท่านเป็นผู้ช่วย แต่ก็หลายปีมาแล้วล่ะครับ

    ทุกวันนี้แต่ละท่านที่ทำก็ล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดแล้ว ว่าแล้วก็อดคิดถึงคนทำขนมไม่ได้







    ปล. สมาชิกท่านไหนไหว้ครูโขน ละคร ดนตรีไทยบ่อยๆ มาเล่าเรื่องขนมโมทกะให้ฟังหน่อยสิครับ



ความคิดเห็นที่ 16

เทาชมพู vcharkarn vmaster
25 ก.ค. 2549 21:42
  1. ในหนังสือ คำให้การของขุนหลวงหาวัด อีกเหมือนกัน ที่พูดถึงขนมอีกสองชนิด คือขนมครกและขนมเบื้อง แต่ว่าไม่ได้พูดถึงลักษณะขนมโดยตรง ไปพูดถึงเตา



    " บ้านหม้อ ปั้นหม้อข้าวหม้อแกงใหญ่เล็ก และกระทะ เตาขนมครก ขนมเบื้อง"



    ขนมครกกับขนมเบื้องคงเป็นที่ชอบกินกันมาก อาจจะถึงขั้นทำขายด้วย ไม่ใช่ว่าทำกันกินในบ้านเท่านั้น เพราะขนาดมีอุตสาหกรรมทำเตาขาย แสดงว่าแพร่หลายมาก



    วัฒนธรรมของอยุธยาตอนปลายเชื่อมต่อกับรัตนโกสินทร์ คนในวัยทำงานที่มาตั้งกรุงใหม่ ล้วนเกิดทันก่อนเสียกรุง เพราะธนบุรีมีอายุแค่ 15 ปี

    ก็พอจะอนุมานได้ว่า ขนมอะไรที่ชาวกรุงเก่าเคยกินเคยชอบ ชาวกรุงใหม่ก็ทำกินจากสูตรเดิมนั่นแหละ ผู้ใหญ่ที่เคยทำมาแต่เดิมยังรอดตายมาทำให้ลูกหลานชาวกรุงเทพกินได้ทัน



    หลักฐานขนมในรัชกาลที่ 1 มีค่ะ ขอตัวมาต่อพรุ่งนี้นะคะ



ความคิดเห็นที่ 17

ชายองค์
26 ก.ค. 2549 13:00
  1. อ.เทาครับ

    ผมสงสัยว่า มะพร้าวเป็นพืชพื้นถิ่นที่นี่ หรือพืชที่มาจากที่อื่นครับ ?

    คนไทย ใช้มะพร้าวเมื่อไหร่ ?

    เท่าที่สังเกต ทางล้านนา ขนมมักจะไม่ใช้มะพร้าวเลย ใช้ในพิธีกรรมมากกว่า...

    แกงทั้งหลายก็มักไม่มีกะทิ

    แกงที่มีกะทิ ก็มีแต่ภาคกลางกับใต้เสียเท่านั้น



    พอพูดถึงแกง ก็ทำให้นึกถึงคำว่า แกงจืด ซึ่งได้สูญไปจากสมองเด็กสมัยใหม่ไปเสียแล้ว กลายเป็น ต้มจืด แทน...



    พูดถึง ขนม ผมว่าที่พบทุกภาค และเป็นขนมในพิธีกรรมก็เป็น ขนมต้มแดง-ขาว (ไม่ทราบจะเกี่ยวกับอินเดีย หรือไม่ เพราะทำให้นึกถึงพระคเณศ) รวมถึงพวกข้าวต้มต่างๆที่ ห่อด้วยใบพ้อบ้าง ห่อด้วยใบตองแล้วเอาไปต้มบ้าง ต่างก็คล้ายกันทั้งสิ้น...



    นอกเรื่องไปเยอะ พอดีผมชอบกินน่ะครับ



ความคิดเห็นที่ 18

tuka007
26 ก.ค. 2549 13:17
  1. ขนมหม้อแกงเมืองเพชรที่ปัจจุบันมีขายโดยทั่วไปตามตลาดหรือร้านขนมหวานสองข้างทางในจังหวัดเพชรบุรีนั้น หากเปรียบเทียบกับรสชาดที่ตูก้าเคยลิ้มชิมรส(ข้างๆเตาอบ) เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ขอบอกเลยนะคะ ว่าคนละเรื่องกันทีเดียว

    เมื่อสมัยยังเป็นเด็กน้อย เวลามีงานบุญที่บ้าน จะเป็นเวลาที่พวกเราเด็กๆมีความสุขมาก เพราะงานครัวนั้นเป็นงานใหญ่มาก แม่ครัวใหญ่จะเป็นรุ่นยาย ย่า โดยเฉพาะงานของหวาน เป็นงานสนุกของเราเด็กๆ เพราะจะได้มีหน้าที่ตอกไข่เป็ดใส่กะละมังใบเขื่อง(นึกภาพกะละมังที่สามารถบรรจุไข่เป็ดนับพันใบเถอะค่ะ ว่าใหญ่ขนาดไหน) เแล้วพี่ๆที่โตหน่อยก็อาจได้รับอนุญาตให้ทำการแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว ไข่แดงจะเอาไว้ทำขนมทองหยอด ขนมฝอยทอง ส่วนไข่ขาวนี่แหละค่ะที่เอาไปทำขนมหม้อแกง ส่วนผสมอีกอย่าง ของขนมหม้อแกงที่ตูก้าชอบมากคือเผือก เมื่อท่านผู้ใหญ่ต้มเผือกเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะนำมาบี้ให้แหลก ขั้นตอนนี้ตูก้าก็จะไปเอาถ้วยเล็กๆใส่น้ำตาลปึกมาตั้งข้างๆ หยิบเผือกที่เนื้อร่วนๆใส่ปากแล้วกัดน้ำตาลปึกเคี้ยวตาม หยู..อร่อย อย่าบอกใครเชียวค่ะ(ใครเคยเห็นวิธีการทำน้ำตาลโตนดบ้างคะ..ไว้จะมาเล่าให้ฟังคราวหน้านะคะเพราะตูก้าเคยเกาะขอบกระทะขูดตังเมกินเล่นมาแล้ว..แหะ แหะ.. )

    เมื่อส่วนผสมเสร็จแล้ว ท่านแม่ครัวใหญ่ก็จะนำกระทะทองเหลืองใบมหึมา(ในสายตาตูก้าสมัยนั้น) ขึ้นตั้งไฟพร้อมตั้งน้ำเชื่อม พอเดือดจะเห็นบรรดายายๆ หยิบแป้งทองหยอดใส่น้ำเชื่อมที่เดือดๆ ใช้คำว่าหยิบจริงๆนะคะ แต่ไม่รู้ท่านมีวิธีหยิบอย่างไร เม็ดทองหยอดที่ได้จึงกลมสวยเป็นรูปหยดน้ำเท่ากันทุกลูก พอท่านเผลอ เราเด็กๆ ก็จะลองหยิบบ้างแต่แทนที่จะเป็นลูกรูปหยดน้ำ กลับได้ลูกทองหยอดรูปยาวๆเหมือนลอดช่องทุกทีเลยค่ะ ( )

    ส่วนขนมหม้อแกงนั้น ก็จะอบด้วยเตาอบ สมัยนั้นไม่มีหรอกนะคะเตาอบไฟฟ้าน่ะ เป็นเตาอบที่ใช้ถ่านคะ โดยเตาอบสี่เหลี่ยมยาวๆที่ด้านล่างจะเป็นที่ใส่ถ่านที่เผาไฟไว้ก่อนจนแดงแล้ว ตรงกลางจะเป็นตะแกรงสำหรับวางถาดขนม(ขนาดของถาดขนมประมาณ 60 * 60 ซม.) ซึ่งวางได้หลายถาด ส่วนด้านบนจะวางกาบมะพร้าวเผาไฟค่ะ ที่นี้พอขนมสุกทั่วทั้งงานก็จะอบอวลไปด้วยกลิ่นขนม พวกเราบรรดาเด็กๆซึ่งก็เป็นลูกหลานของแม่ครัวเอก ก็จะได้รับขนมหวานที่สุกใหม่ๆเป็นของรางวัลที่ช่วยงานผู้ใหญ่ อร่อยเหลือเกินค่ะ(โดยเฉพาะทองหยอดเส้นลอดช่องฝีมือของเราเอง อิอิ)...เฮ้อบรรยากาศ แบบนั้นสมัยนี้คงหาไม่ได้แล้วนะคะ...



ความคิดเห็นที่ 19

เทาชมพู vcharkarn vmaster
27 ก.ค. 2549 18:32
  1. มาเล่าต่อค่ะ



    ในรัชกาลที่ 1 ชาวกรุงเทพเขานิยมกินขนมอะไรบ้าง ถ้าทายแบบมีแหล่งอ้างอิง ก็ต้องดูจากงานใหญ่ๆประจำปี ว่าเขาทำอาหารการกินอะไรกันบ้าง

    อย่างในงานพระราชพิธีสมโภชน์พระแก้วมรกต และฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารา ในพ.ศ. 2352 เราอาศัยอ่านได้จากจดหมายเหตุความทรงจำ กรมหลวงนรินทรเทวี

    อาหารในงาน เลี้ยงกันใหญ่โตมโหฬาร ในเมื่อเป็นอาหารสำหรับพระสงฆ์ ก็แน่นอนว่าต้องสรรหากันมาแต่ของดี ของมีหน้ามีตา ชาววังประกวดประขันฝีมือกันทำส่งออกมา



    ของคาวที่ระบุไว้ว่าทำถวายพระสงฆ์วันละ 2000 รูป คือไส้กรอก ไข่เป็ดต้ม ไก่พะแนง หมูผัดกับกุ้ง มะเขือชุบไข่ทอด ไข่เจียว ลูกชิ้น กุ้งต้ม หน่อไม้ผัด ผักน้ำพริก ปลาแห้งแตงโม และข้าว



    ส่วนของหวานที่ระบุไว้ก็คือ ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ หน้าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล



ความคิดเห็นที่ 20

เทาชมพู vcharkarn vmaster
28 ก.ค. 2549 09:04
  1. หรุ่ม กับ หน้าเตียง หรือบางแห่งเรียกว่า ล่าเตียง มีส่วนผสมแบบของคาวมากกว่าของหวาน คนไทยนำมาเป็นของว่าง

    ไม่มีน้ำตาล แป้ง กะทิ อย่างขนมไทยดั้งเดิม แม้ว่ามีไข่แต่ก็ไม่ได้ผสมลงไปเป็นส่วนหนึ่งของขนมอย่างทองหยิบหรือฝอยทอง แต่ว่าแยกออกเป็นไข่หุ้มไส้ที่เป็นเนื้อสัตว์ปนผัก

    สองอย่างนี้เกือบจะเหมือนกัน แตกต่างกันนิดหน่อยที่ไส้ ว่าจะทำด้วยหมู กุ้ง หรือไก่



    ต้นตระกูลไม่ใช่ขนมไทย ฟังชื่อก็รู้ อย่างหรุ่ม สำเนียงออกไปทางอาหรับ หน้าเตียงหรือล่าเตียงคงจะเพี้ยนมาจากภาษาเดียวกัน คนไทยจับมาแปลงเป็นคำไทยเสียสนิท ทั้งที่ลักษณะขนมไม่มีอะไรเกี่ยวกับเตียงเลย



    ทั้งสองอย่างนี้คงจะมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นที่นิยมกันจนถึงรัตนโกสินทร์

    ถ้าหากถามว่าเข้ามามีหน้ามีตาอยู่ในงานพระราชพิธีได้อย่างไร ก็เดาว่าคนสำคัญในสมัยนั้นที่สืบเชื้อสายมาจากอาหรับหรือเปอร์เชีย

    มีทั้งขุนนาง และนางใน คงจะนิยมทำกันจนเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลาย



    หรุ่มhttp://www.sarakadee.com/feature/2001/04/klong_bang-luang.htm



    ล่าเตียง
    http://www.gourmetthai.com/Recipes/Content.asp?ID=232

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น