ขนมไทย



กระทู้นี้ตั้งให้คุณติบอ ปะเหมาะเคราะห์ดี ถูกใจ

พวกเรือนไทยอาจจะได้ขนมจากติบอเบเกอรี่มาแจกจ่ายกันทั่วถึง



รายชื่อหนังสือที่มาของกระทู้ จะบอกตอนท้ายกระทู้นะคะ

******************************

หลักฐานเกี่ยวกับขนมไทย เก่าที่สุดเท่าที่ดิฉันหาได้บนแหลมทองนี้ คือ ไตรภูมิพระร่วง ที่พญาลิไท โปรดให้รวบรวมขึ้นจากคัมภีร์พุทธสามสิบกว่าเรื่องของอินเดีย มาเรียบเรียงใหม่เป็นของสุโขทัย



ขนมที่ว่า นักปราชญ์สุโขทัยท่านเรียกว่า "เข้าหนมต้ม" ก็คือขนมต้มเรานี่ละค่ะ อยู่ในตอนพระเจ้าอโศกมหาราชถวายกัณฑ์



กาลวันหนึ่งพระองค์จิงให้หาเข้าหนมต้มได้ ๑๖,๐๐๐ ลูก พระองค์จิงถอดแหวนพระธำมรงค์วงหนึ่งออกจากพระกรแห่งพระองค์ พระองค์จิงใส่เข้าในเข้าหนมนั้น

.

.



ความคิดเห็นที่ 1

เทาชมพู
19 ก.ค. 2549 17:07
  1. ส่วนผสมของขนมต้มในสมัยสุโขทัย มีแป้งข้าวเหนียวดำป่น ผสมน้ำตาล ส่วนไส้มะพร้าวเพิ่มเข้าไปทีหลัง แป้งจากข้าว น้ำตาล มะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลักของขนมไทยมาจนถึงสมัยอยุธยา เดาว่าแม่บ้านชาวกรุงศรีฯ ก็ยังก้มหน้าก้มตาทำขนมยอดนิยมกันอยู่ ขอสารภาพว่าไม่รู้รายละเอียด ว่าขนมสมัยต้นอยุธยาชนิดอื่นๆ มีอะไรบ้าง พระเจ้าอู่ทอง เจ้าสามพระยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสวยขนมชนิดไหนก็นึกไม่ออก ใครทราบช่วยบอกด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง มารู้อีกทีก็สมัยท้าวทองกีบม้า สมัยพระเพทราชา นั่นก็ราชวงศ์บ้านพลูหลวง แล้ว

ความคิดเห็นที่ 2

ศรีปิงเวียง
19 ก.ค. 2549 17:43
  1. เรียน อ. เทาชมพู ที่เคารพครับ ขออนุญาตนั่งชิมขนมต้มขาว ณ ครัวเรือนไทยครับ หลังจากที่ไปชิมครัวติบอมาแสนนานเนิ่นครับ

ความคิดเห็นที่ 3

pipat
19 ก.ค. 2549 19:20
  1. แหะ แหะ...ชาวประมงอย่างป๋มนี่มีสิทธิ์ได้ลิ้มชิมรส ขนมขะต้ม ของอาจารย์อ๊ะเป่า ก็ม่ายรุ ครือว่า เวลาออกทะเล นี่ผมก็ไม่เอาอ่าว...เขาเลยไม่ให้ยุ่งกับใบเรือ เพราะชอบชักใบให้เรือเสีย.......ฮิฮิ พญาลิไทท่านศิษย์เก่า ลังกาศึกษาขรับ อาจารท่านอยู่เมืองพัน อุตส่าพาฝูงสามีมาบวชท่าน มหาเสถียรพงษ์จอมตั้งชื่อ แซวว่าหนังสืออ้างอิงสามสิบฝ่าเล่มนี่ ชั้นสองกับชั้นสามทั้งนั้นแหละขอรับ เพราะฉะนั้นจึงแต่งเอาแถวๆ อนุราธปุระ กะโปโลนารุวะแค่นี้แหละ ไม่ถึงอินตะระเดีย ท่านมหานี่ก้อ....ซีเรียดเกินเหตุ มาหาว่ามหาลิไทของพวกเรา แต่งคัมภีร์ชั้นสอง ตอนนั้นก็แซวท่านไม่ทัน ท่านสตาร์ตรถโฟล์ค ปรื่น ปรื่น หายเข้าซอยสารภีในทันใด ขอแซวย้อนหลังฝากอาจาร์ยเทาไปละกัน ว่าคัมภีร์หมวดโลกศาสตร์เล่มใหนๆ ก็ไม่อ้างพระไตรปิฎก เพราะไม่มีสิ่งที่ต้องการครบ เลยต้องเก็บตกมันแถวอรรถกถานี่แหละ สำหรับขนมต้มนี่ ของโปรดครูใหญ่ของผม ไม่ให้ผมชิม ผมก็ขอสักลูกไปถวายท่านมหาวิเณศวร ท่านคงโปรดจนแดนส์กระจายทีเดียว

ความคิดเห็นที่ 4

tuka007
19 ก.ค. 2549 20:03
  1. มานั่งน้ำลายสอด้วยอีกคนค่ะ อาจเป็นความรู้สึกส่วนตัวนะคะแต่เท่าที่เคยกินมา ขนมต้มที่เมืองเพชร อร่อยสุด อาจเป็นเพราะคุ้นลิ้นเพราะได้กินมาตั้งแต่เด็กๆ แป้งที่เหนี่ยวนุ่ม ใส้ขนมทำจากถั่วดำกวนหยาบๆ หอมน้ำตาลโตนด มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาวที่หุ้มข้างนอกอีก ยิ่งกินยิ่งมัน มีเท่าไหร่ก็หมด ที่กรุงเทพนี่หาอร่อย ยากเหลือเกินค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5

กุรุกุลา
19 ก.ค. 2549 21:15
  1. ขนมโมทกะนี้ ก็ได้ชิมเป็นอานิสงส์บ่อยๆครับ ที่โรงเรียนต้องไหว้ครูดนตรีทุกวันพฤหัส ก็จะได้เป็นบุญลิ้นต่อจากครูท่านเหมือนกัน อร่อยหนักหนาแถมท้องอิ่มเพราะแป้งทั้งลูก หนักกระเพาะเรียนต่อตอนบ่ายได้โดยไม่ต้องอาศัยข้าวกลางวันเลยครับ เสียดายว่าไหว้เฉพาะวันพฤหัส

ความคิดเห็นที่ 6

เทาชมพู
19 ก.ค. 2549 21:52
  1. ฟังแล้วอยากกินขนมต้มเมืองเพชรค่ะ ผ่านไปทีไรเจอแต่ขนมหม้อแกง จนชินเสียแล้ว จะเอามาตั้งบนโตกวางกลางนอกชานเรือนไทย ให้อิ่มกันไปคนละสองสามลูก ใครแอบเม้มของพระคเณศไปละก็ ท่านหวดเอาด้วยบาศก์ไม่รู้ด้วย จากไตรภูมิพระร่วง ทำให้ดิฉันคิดว่าขนมต้มในสังคมสุโขทัย เห็นทีจะเป็นขนมสำคัญไม่ธรรมดา ถึงกับมีในไตรภูมิว่าเป็นขนมหลวงของพระเจ้าอโศก อาจจะถ่ายทอดมาจากตำราเดิมในอินเดีย แต่ชาวสุโขทัยก็คงจะเชื่อถือขนมชนิดนี้ด้วยละค่ะ จนถึงทุกวันนี้เรายังมีอยู่ประกอบพิธีไหว้ หรือบนบานศาลกล่าวด้วยขนมต้มแดงขนมต้มขาวอยู่เลย ข้ามมาถึงขนมใหม่ที่ชาววังสมัยพระเพทราชารู้จัก ท้าวทองกีบม้าได้ชื่อว่าเป็นผู้นำวัฒนธรรมใหม่ของการทำขนมไทย คือ มีไข่เป็นส่วนประกอบ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง พวกนี้ละค่ะ แล้วยังมีทองพลุ ทองม้วน ขนมผิง ขนมไข่เต่า ขนมฝรั่ง ขนมสมปันนี และขนมหม้อแกง เขาว่ากันว่า ฝอยทองที่โปรตุเกสนั้นกินเป็นของคาว ทำเส้นใหญ่พันกินกับแฮม ไม่ใช่เป็นเส้นเล็กละเอียดอย่างของเราที่กินเป็นขนมหวาน

ความคิดเห็นที่ 7

อ๊อฟ
19 ก.ค. 2549 22:28
  1. ไม่ทราบเคยอ่านบทความนี้กันหรือยังครับ "ขนมที่ถูกลืม" โดยคุณเทาชมพู เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน เห็นเข้ากับเรื่องนี้เลยหยิบมาให้อ่านกันครับ http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=184

ความคิดเห็นที่ 8

เทาชมพู
20 ก.ค. 2549 22:09
  1. ขอบคุณค่ะคุณอ๊อฟ ดิฉันหาไม่เจอ ว่าแต่บทความพวกนี้อยู่ในห้องไหนกันคะ จะได้เปิดประตูได้ถูก **************************** ท้าวทองกีบม้าหรือท่านผู้หญิงวิชเยนทร์ ได้สร้างขนมไทยเชื้อสายฝรั่งให้เป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นจุดพลิกผันของขนมไทย ตรงนี้ละค่ะ หลังจากนั้นมาจนถึงอยุธยาตอนปลาย ชาวเมืองคงนิยมกินขนมกันมาก ถึงกับมี "ตลาดป่าขนม" ระบุเอาไว้ในหนังสือคำให้การของขุนหลวงหาวัด ว่า " ขนมย่านป่าขนม ชาวบ้านย่านนั้นทำขนมขาย ขนมกรุบ ขนมพิมพ์ถั่ว ขนมสำปะนี และขนมแห้งต่างๆ ชื่อตลาดป่าขนม" ขนมพวกนี้เป็นไง รอคุณติบอมาแจมดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 9

นางมารน้อย
21 ก.ค. 2549 09:01
  1. อยากกินขนมหม้อแกงเมืองเพชรจังค่ะ ยังจำถึงรสชาติหวานมันที่ไม่มีใครทำได้เหมือนได้ ยิ่งเอาไปแช่ตู้เย็นไว้แล้วก็เอามากินนะ อึ๊ย อร่อยอย่าบอกใครเลยค่ะ ชอบขนมไทยจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10

อ๊อฟ
21 ก.ค. 2549 17:33
  1. บทความนั้นอยู่บน ห้องเรือนไทย ครับ เข้าจากเมนูด้านบน (ที่ปรากฏอยู่ที่หน้าหลักทุกหน้า) Menu -> เนื้อหาหลัก -> เรือนไทย หรือ ตรงไปที่ http://www.vcharkarn.com/reurnthai/ ก็จะโผล่มาที่ เรือนไทย ซึ่งรวมทั้งบทความ(และ กระทู้)ไว้ครับ ที่ด้านล่างของกรอบบทความ จะมีตัวเลขบอกหน้า (-1- [2] [3] [4] [5] | |หน้าถัดไป >>>) ก็เลือกหน้าที่ต้องการครับ หรือกด "หน้าถัดไป >>>" เรื่อยๆก็ได้ครับ ที่เมนูด้านซ้ายของเรือนนี้ ก็จะมีรายชื่อของห้องย่อย ๆ เช่น ศิลปะ วัฒนธรรม ภาษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ หน้าต่างโลก โบราณคดี ซึ่งหากกดเข้าไป ก็จะแสดงรายการบทความ (และ กระทู้) ภายในห้องย่อยนี้เท่านั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 11

เทาชมพู
21 ก.ค. 2549 17:54
  1. [[38013]] . . ขอบคุณค่ะคุณอ๊อฟ

ความคิดเห็นที่ 12

หมูน้อยในกะลา
21 ก.ค. 2549 19:14
  1. เดินมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หยิบขนมหนึ่งชิ้น แล้วก็ย่องจากไปอย่าง เ งี . ย . . บ . . . เ . . . . งี . . . . .ย . . . . . . .บ

ความคิดเห็นที่ 13

สุขุมวงศ์.
21 ก.ค. 2549 21:17
  1. อ. นำความรู้มาสู่ชาวประชาอีกเช่นเคย ขอขอบพระคุณเป็นยิ่ง นัก

ความคิดเห็นที่ 14

กุรุกุลา
21 ก.ค. 2549 21:49
  1. แวะมาชิมขนมอีกรอบครับ ดึกๆอย่างนี้น้ำหนักคงขึ้นแน่ๆ

ความคิดเห็นที่ 15

ติบอ
22 ก.ค. 2549 00:24
  1. ขอบพระคุณสำหรับกระทู้ครับอาจารย์ ต้องขอประทานโทษด้วยครับที่ผมเข้ามาตอบช้าไปหลายวัน สองสามวันที่ผ่านมานี้ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าอินเตอร์เนตที่บ้านเป็นอะไร ช้าได้ช้าดีทั้งเช้าและเย็นเลยครับ ขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าเรื่องขนมไทย เป็นเรื่องที่ผมถนัดบ้าง ไม่ถนัดบ้างนะครับ บางอย่างเคยเห็นผู้ย่าทำ มีคุณยายคุณป้าอีกหลายๆท่านเป็นผู้ช่วย แต่ก็หลายปีมาแล้วล่ะครับ ทุกวันนี้แต่ละท่านที่ทำก็ล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดแล้ว ว่าแล้วก็อดคิดถึงคนทำขนมไม่ได้ ปล. สมาชิกท่านไหนไหว้ครูโขน ละคร ดนตรีไทยบ่อยๆ มาเล่าเรื่องขนมโมทกะให้ฟังหน่อยสิครับ

ความคิดเห็นที่ 16

เทาชมพู
25 ก.ค. 2549 21:42
  1. ในหนังสือ คำให้การของขุนหลวงหาวัด อีกเหมือนกัน ที่พูดถึงขนมอีกสองชนิด คือขนมครกและขนมเบื้อง แต่ว่าไม่ได้พูดถึงลักษณะขนมโดยตรง ไปพูดถึงเตา " บ้านหม้อ ปั้นหม้อข้าวหม้อแกงใหญ่เล็ก และกระทะ เตาขนมครก ขนมเบื้อง" ขนมครกกับขนมเบื้องคงเป็นที่ชอบกินกันมาก อาจจะถึงขั้นทำขายด้วย ไม่ใช่ว่าทำกันกินในบ้านเท่านั้น เพราะขนาดมีอุตสาหกรรมทำเตาขาย แสดงว่าแพร่หลายมาก วัฒนธรรมของอยุธยาตอนปลายเชื่อมต่อกับรัตนโกสินทร์ คนในวัยทำงานที่มาตั้งกรุงใหม่ ล้วนเกิดทันก่อนเสียกรุง เพราะธนบุรีมีอายุแค่ 15 ปี ก็พอจะอนุมานได้ว่า ขนมอะไรที่ชาวกรุงเก่าเคยกินเคยชอบ ชาวกรุงใหม่ก็ทำกินจากสูตรเดิมนั่นแหละ ผู้ใหญ่ที่เคยทำมาแต่เดิมยังรอดตายมาทำให้ลูกหลานชาวกรุงเทพกินได้ทัน หลักฐานขนมในรัชกาลที่ 1 มีค่ะ ขอตัวมาต่อพรุ่งนี้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 17

ชายองค์
26 ก.ค. 2549 13:00
  1. อ.เทาครับ ผมสงสัยว่า มะพร้าวเป็นพืชพื้นถิ่นที่นี่ หรือพืชที่มาจากที่อื่นครับ ? คนไทย ใช้มะพร้าวเมื่อไหร่ ? เท่าที่สังเกต ทางล้านนา ขนมมักจะไม่ใช้มะพร้าวเลย ใช้ในพิธีกรรมมากกว่า... แกงทั้งหลายก็มักไม่มีกะทิ แกงที่มีกะทิ ก็มีแต่ภาคกลางกับใต้เสียเท่านั้น พอพูดถึงแกง ก็ทำให้นึกถึงคำว่า แกงจืด ซึ่งได้สูญไปจากสมองเด็กสมัยใหม่ไปเสียแล้ว กลายเป็น ต้มจืด แทน... พูดถึง ขนม ผมว่าที่พบทุกภาค และเป็นขนมในพิธีกรรมก็เป็น ขนมต้มแดง-ขาว (ไม่ทราบจะเกี่ยวกับอินเดีย หรือไม่ เพราะทำให้นึกถึงพระคเณศ) รวมถึงพวกข้าวต้มต่างๆที่ ห่อด้วยใบพ้อบ้าง ห่อด้วยใบตองแล้วเอาไปต้มบ้าง ต่างก็คล้ายกันทั้งสิ้น... นอกเรื่องไปเยอะ พอดีผมชอบกินน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 18

tuka007
26 ก.ค. 2549 13:17
  1. ขนมหม้อแกงเมืองเพชรที่ปัจจุบันมีขายโดยทั่วไปตามตลาดหรือร้านขนมหวานสองข้างทางในจังหวัดเพชรบุรีนั้น หากเปรียบเทียบกับรสชาดที่ตูก้าเคยลิ้มชิมรส(ข้างๆเตาอบ) เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ขอบอกเลยนะคะ ว่าคนละเรื่องกันทีเดียว เมื่อสมัยยังเป็นเด็กน้อย เวลามีงานบุญที่บ้าน จะเป็นเวลาที่พวกเราเด็กๆมีความสุขมาก เพราะงานครัวนั้นเป็นงานใหญ่มาก แม่ครัวใหญ่จะเป็นรุ่นยาย ย่า โดยเฉพาะงานของหวาน เป็นงานสนุกของเราเด็กๆ เพราะจะได้มีหน้าที่ตอกไข่เป็ดใส่กะละมังใบเขื่อง(นึกภาพกะละมังที่สามารถบรรจุไข่เป็ดนับพันใบเถอะค่ะ ว่าใหญ่ขนาดไหน) เแล้วพี่ๆที่โตหน่อยก็อาจได้รับอนุญาตให้ทำการแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว ไข่แดงจะเอาไว้ทำขนมทองหยอด ขนมฝอยทอง ส่วนไข่ขาวนี่แหละค่ะที่เอาไปทำขนมหม้อแกง ส่วนผสมอีกอย่าง ของขนมหม้อแกงที่ตูก้าชอบมากคือเผือก เมื่อท่านผู้ใหญ่ต้มเผือกเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะนำมาบี้ให้แหลก ขั้นตอนนี้ตูก้าก็จะไปเอาถ้วยเล็กๆใส่น้ำตาลปึกมาตั้งข้างๆ หยิบเผือกที่เนื้อร่วนๆใส่ปากแล้วกัดน้ำตาลปึกเคี้ยวตาม หยู..อร่อย อย่าบอกใครเชียวค่ะ(ใครเคยเห็นวิธีการทำน้ำตาลโตนดบ้างคะ..ไว้จะมาเล่าให้ฟังคราวหน้านะคะเพราะตูก้าเคยเกาะขอบกระทะขูดตังเมกินเล่นมาแล้ว..แหะ แหะ.. ) เมื่อส่วนผสมเสร็จแล้ว ท่านแม่ครัวใหญ่ก็จะนำกระทะทองเหลืองใบมหึมา(ในสายตาตูก้าสมัยนั้น) ขึ้นตั้งไฟพร้อมตั้งน้ำเชื่อม พอเดือดจะเห็นบรรดายายๆ หยิบแป้งทองหยอดใส่น้ำเชื่อมที่เดือดๆ ใช้คำว่าหยิบจริงๆนะคะ แต่ไม่รู้ท่านมีวิธีหยิบอย่างไร เม็ดทองหยอดที่ได้จึงกลมสวยเป็นรูปหยดน้ำเท่ากันทุกลูก พอท่านเผลอ เราเด็กๆ ก็จะลองหยิบบ้างแต่แทนที่จะเป็นลูกรูปหยดน้ำ กลับได้ลูกทองหยอดรูปยาวๆเหมือนลอดช่องทุกทีเลยค่ะ ( ) ส่วนขนมหม้อแกงนั้น ก็จะอบด้วยเตาอบ สมัยนั้นไม่มีหรอกนะคะเตาอบไฟฟ้าน่ะ เป็นเตาอบที่ใช้ถ่านคะ โดยเตาอบสี่เหลี่ยมยาวๆที่ด้านล่างจะเป็นที่ใส่ถ่านที่เผาไฟไว้ก่อนจนแดงแล้ว ตรงกลางจะเป็นตะแกรงสำหรับวางถาดขนม(ขนาดของถาดขนมประมาณ 60 * 60 ซม.) ซึ่งวางได้หลายถาด ส่วนด้านบนจะวางกาบมะพร้าวเผาไฟค่ะ ที่นี้พอขนมสุกทั่วทั้งงานก็จะอบอวลไปด้วยกลิ่นขนม พวกเราบรรดาเด็กๆซึ่งก็เป็นลูกหลานของแม่ครัวเอก ก็จะได้รับขนมหวานที่สุกใหม่ๆเป็นของรางวัลที่ช่วยงานผู้ใหญ่ อร่อยเหลือเกินค่ะ(โดยเฉพาะทองหยอดเส้นลอดช่องฝีมือของเราเอง อิอิ)...เฮ้อบรรยากาศ แบบนั้นสมัยนี้คงหาไม่ได้แล้วนะคะ...

ความคิดเห็นที่ 19

เทาชมพู
27 ก.ค. 2549 18:32
  1. มาเล่าต่อค่ะ ในรัชกาลที่ 1 ชาวกรุงเทพเขานิยมกินขนมอะไรบ้าง ถ้าทายแบบมีแหล่งอ้างอิง ก็ต้องดูจากงานใหญ่ๆประจำปี ว่าเขาทำอาหารการกินอะไรกันบ้าง อย่างในงานพระราชพิธีสมโภชน์พระแก้วมรกต และฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารา ในพ.ศ. 2352 เราอาศัยอ่านได้จากจดหมายเหตุความทรงจำ กรมหลวงนรินทรเทวี อาหารในงาน เลี้ยงกันใหญ่โตมโหฬาร ในเมื่อเป็นอาหารสำหรับพระสงฆ์ ก็แน่นอนว่าต้องสรรหากันมาแต่ของดี ของมีหน้ามีตา ชาววังประกวดประขันฝีมือกันทำส่งออกมา ของคาวที่ระบุไว้ว่าทำถวายพระสงฆ์วันละ 2000 รูป คือไส้กรอก ไข่เป็ดต้ม ไก่พะแนง หมูผัดกับกุ้ง มะเขือชุบไข่ทอด ไข่เจียว ลูกชิ้น กุ้งต้ม หน่อไม้ผัด ผักน้ำพริก ปลาแห้งแตงโม และข้าว ส่วนของหวานที่ระบุไว้ก็คือ ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ หน้าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล

ความคิดเห็นที่ 20

เทาชมพู
28 ก.ค. 2549 09:04
  1. หรุ่ม กับ หน้าเตียง หรือบางแห่งเรียกว่า ล่าเตียง มีส่วนผสมแบบของคาวมากกว่าของหวาน คนไทยนำมาเป็นของว่าง ไม่มีน้ำตาล แป้ง กะทิ อย่างขนมไทยดั้งเดิม แม้ว่ามีไข่แต่ก็ไม่ได้ผสมลงไปเป็นส่วนหนึ่งของขนมอย่างทองหยิบหรือฝอยทอง แต่ว่าแยกออกเป็นไข่หุ้มไส้ที่เป็นเนื้อสัตว์ปนผัก สองอย่างนี้เกือบจะเหมือนกัน แตกต่างกันนิดหน่อยที่ไส้ ว่าจะทำด้วยหมู กุ้ง หรือไก่ ต้นตระกูลไม่ใช่ขนมไทย ฟังชื่อก็รู้ อย่างหรุ่ม สำเนียงออกไปทางอาหรับ หน้าเตียงหรือล่าเตียงคงจะเพี้ยนมาจากภาษาเดียวกัน คนไทยจับมาแปลงเป็นคำไทยเสียสนิท ทั้งที่ลักษณะขนมไม่มีอะไรเกี่ยวกับเตียงเลย ทั้งสองอย่างนี้คงจะมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นที่นิยมกันจนถึงรัตนโกสินทร์ ถ้าหากถามว่าเข้ามามีหน้ามีตาอยู่ในงานพระราชพิธีได้อย่างไร ก็เดาว่าคนสำคัญในสมัยนั้นที่สืบเชื้อสายมาจากอาหรับหรือเปอร์เชีย มีทั้งขุนนาง และนางใน คงจะนิยมทำกันจนเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลาย หรุ่มhttp://www.sarakadee.com/feature/2001/04/klong_bang-luang.htm ล่าเตียง http://www.gourmetthai.com/Recipes/Content.asp?ID=232

ความคิดเห็นที่ 21

เทาชมพู
28 ก.ค. 2549 09:09
  1. แกะรอยต่อไปว่าชาวบ้านสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เขากินขนมหรือของหวานอะไรกัน เอากันแบบพื้นบ้านไม่ประดิดประดอยอย่างชาววัง ไปเจอหลักฐานจากประวัติของสุนทรภู่ กล่าวกันว่าสมัยท่านบวชเป็นพระ ไปรับนิมนต์ชาวบ้าน ชาวบ้านกล่าวถวายภัตตาหารไม่เป็น ท่านเองก็คงจะไม่เป็นเหมือนกัน หรือว่าเป็นแต่อาจนึกสนุก ก็เลยสอนว่า "อิมัสมิงริมฝั่ง อิมังปลาร้า กุ้งแห้งแตงกวา อีกปลาดุกย่าง ช่อมะกอก ดอกมะปราง เนื้อย่าง ยำมะดัน ข้าวสุกค่อนขัน น้ำมันขวดหนึ่ง น้ำผึ้งครึ่งโถ ส้มโอแช่อิ่มทับทิมสองผล เป็นยอดกุศล สังฆัสสะเทมิ"

ความคิดเห็นที่ 22

ติบอ
28 ก.ค. 2549 10:35
  1. เพิ่งได้มีโอกาสเข้ามาชิมขนมไทยในนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 ครับอาจารย์ อ่านแล้วหิวขึ้นมาจับใจตั้งแต่หลังมื้อเช้า อยากรับประทานขนมอีกแล้วครับ เดี๋ยวเย็นนี้ค่ำๆ กลับบ้าน ผมว่าจะลองหาเรื่องเครื่องบวงสรวงพระแก้วมาแบ่งกันอ่านครับผม

ความคิดเห็นที่ 23

เทาชมพู
30 ก.ค. 2549 11:03
  1. ล่วงมาถึงรัชกาลที่ 2 ยุคนี้เรียกได้ว่าขนมไทยได้รับการเชิดชูขึ้นมาถึงระดับชาติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือ แหวกจากแนวเดิมที่เป็นชมเรือ ชมนก ชมไม้ ดังที่เห็นได้จากพระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์เมื่อสมัยปลายอยุธยา มาเป็นชมเครื่องคาวหวาน ซึ่งอ่านแล้วก็คือเครื่องเสวยนั่นเอง กล่าวกันว่าผู้มีฝีมือปรุงได้เยี่ยมยอดคือสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระมเหสี และอีกท่านหนึ่งคือพระสนมเอก เจ้าจอมมารดาเรียมหรือสมเด็จพระศรีสุลาไลย พระชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กาพย์เห่เครื่องคาวหวานนี้ดูเผินๆ มี "ของคาว"(ถ้าเป็นของเสวยเรียกว่าเครื่องต้นคาว) และ "ของหวาน" (หรือเครื่องต้นหวาน) แต่ถ้าจะแบ่งละเอียด ลงไปอีก ก็จำแนกได้เป็น ข้าว เครื่องต้นคาว เครื่องเคียงแกง เครื่องเคียงแขก เคียงเครื่องจิ้ม เคียงเกาเหลา เครื่องหวาน และเคียงหวาน ฟังแค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว ไปที่ขนมดีกว่าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 24

เทาชมพู
30 ก.ค. 2549 15:19
  1. ขนมไทยในกาพย์เห่เครื่องคาวหวาน มีอะไรบ้าง ลองนับดูนะคะ ข้าวเหนียวสังขยา สังขยาหน้าตั้งไข่.......................ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสดง เป็นนัยให้เคลือบแคลง...............แจ้งว่าเจ้าโศกเศร้าเหลือ ซ่าหริ่ม ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ.................... แทรกใส่น้ำกะทิเจือ วิตกอกแห้งเครือ...................... ได้เสพย์หริ่มพิมเสนโรย ขนมลำเจียก ลำเจียกชื่อขนม.........................นึกโฉมฉมหอมชวยโชย ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย.....................โหยไห้หาบุหงางาม ขนมมัสกอด มัสกอดกอดอย่างไร....................น่าสงสัยใคร่ขอถาม กอดเคล้นจะเห็นความ.................ขนมนามนี้ยังแคลง ลุตตี่ ลุดตี่ นี่น่าชม............................. แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง โอชาหน้าไก่แกง........................ แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย ขนมจีบ ขนมจีบเจ้าจีบห่อ........................ งามสมส่อประพิมประพาย นึกน้องนุ่งจีบถวาย....................... ชายพกจีบกลีบแนบเนียน ขนมจีบที่ว่านี่คนละอย่างกับขนมจีบซาละเปา เป็นขนมจีบไทย รูปทรงคล้ายถุง มีไส้ของคาวอยู่ข้างใน วิธีปั้นขนมจีบไทย ที่ชาววังทำกัน คือใช้ก้อนแป้งวางบนฝ่ามือ กดด้วยนิ้วโป้งแล้วหมุนเร็วๆจนแป้งกลายเป็นแผ่นบางแล้วจะห่อตัวเป็นรูปหม้อ เหมือนช่างปั้นหม้อ ใส่ไส้ข้างใน ตรงปากขนมที่ห่อเป็นหม้อนั้นต้องจีบเรียงในทางเดียวกันเหมือนกลีบพลีต คนที่ทำได้เก่ง จีบจะออกมาเรียบสวย ฝีมือจีบขนมจีบเป็นหนึ่งในสี่วิชาที่สาวชาววังต้องเรียน คือปั้นขนมจีบ ริ้วมะปราง จีบพลูยาว และละเลงขนมเบื้อง ขนมเทียน รสรักยักลำนำ..................... ประดิษฐ์ทำขนมเทียน คำนึงนิ้วนางเจียน................. เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม ทองหยิบ ทองหยิบทิพย์เทียมทัด........... สามหยิบชัดน่าเชยชม หลงหยิบว่ายาดม................... ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ ขนมผิง ขนมผิงผิงผ่าวร้อน................... เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน ร้อนนักรักแรมไกล.................... เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง รังไร รังไรโรยด้วยแป้ง....................... เหมือนนกแกล้งทำรังรวง โอ้อกนกทั้งปวง......................... ยังยินดีด้วยมีรัง ทองหยอด ทองหยอดทอดสนิท.................... ทองม้วนมิดคิดความหลัง สองปีสองปิดบัง........................... แต่ลำพังสองต่อสอง ขนมจ่ามงกุฎ งามจริงจ่ามงกุฎ........................... ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง เรียมร่ำคำนึงปอง......................... สะอิ้งน้องนั้นเคยแล ขนมบัวลอย บัวลอยเล่ห์บัวงาม........................ คิดบัวกามแก้วกับตน ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล........................ สถนนุชดุจประทุม ขนมช่อม่วง ช่อม่วงเหมาะมีรส........................... หอมปรากฏกลโกสุม คิดสีสไบคลุม................................ หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน ฝอยทอง ฝอยทองเป็นยองใย..................... เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน คิดความยามเยาวมาลย์................. เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ว่ากันว่ากาพย์เห่ มีหลายบทที่เป็นความหลังระหว่างสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ากับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ (เจ้าฟ้าบุญรอด)เมื่อครั้งทรงรักกันในรัชกาลที่ ๑ ต้องปกปิดเป็นความลับไม่ให้ใครรู้ โดยเฉพาะตอนที่ว่า ทองหยอดทอดสนิท.................... ทองม้วนมิดคิดความหลัง สองปีสองปิดบัง........................... แต่ลำพังสองต่อสอง

ความคิดเห็นที่ 25

-AnToiNetty-
30 ก.ค. 2549 19:44
  1. เอ่อ .. ขนุมกุมภามาศ คือ ขนมหม้อแกง รึป่าวครับ ?

ความคิดเห็นที่ 26

เทาชมพู
31 ก.ค. 2549 14:36
  1. ความสำคัญของขนมไทยมีมากแค่ไหนก็ลองคิดดู ว่ามันมีบทบาทในวรรณคดี ขนาดที่ว่าถ้า"ขุนช้างขุนแผน"ไม่มีตอนเอ่ยกันขึ้นมาถึงขนมไทยละก็ ฉบับหอพระสมุดอาจจะขาดเนื้อเรื่องในตอนท้ายๆไปประมาณ ๑ ใน ๔ หรือ ๕ ของเรื่องทั้งหมดก็ว่าได้ ต้องแต่งกันใหม่หรือหาสำนวนอื่นมาต่อกันให้วุ่นวายทีเดียว ขนมไทยที่เป็นหัวข้อพิพาทสำคัญ คือขนมเบื้อง หนึ่งในสี่ที่ชาววังต้องเรียนรู้นั่นละค่ะ ผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุ มี ๒ คน คือศรีมาลากับสร้อยฟ้า ศรีมาลาเป็นลูกสาวเจ้าเมืองพิจิตร แม้ว่าไม่ได้เข้าไปเป็นชาววังอย่างแม่พลอย แต่ก็มีฝีมือการเหย้าการเรือนไม่น้อยกว่านางใน คงเป็นเพราะเป็นลูกผู้ดี แม่คงอบรมถ่ายทอดวิชาให้ เมื่อสามีสั่งให้ทำขนมเบื้องเพื่อพลายชุมพลน้องชาย ศรีมาลาก็กระวีกระวาดทำโชว์ฝีมือ ส่วนนางสร้อยฟ้า แม้ว่าเป็นชาววังเต็มตัว แต่เธอเป็นชาววังลานนาซึ่งคงไม่ทำขนมเบื้อง หรือถ้าทำก็ระดับนางข้าหลวงทำ มากกว่าเจ้าหญิงลงมาทำเอง ผลก็เลยกลายเป็นแบบนี้ สร้อยฟ้าศรีมาลาว่าเจ้าคะ.............ตั้งกระทะก่อไฟอยู่อึงมี่ ต่อยไข่ใส่น้ำตาลที่หวานดี...................แป้งมีเอามาปรุงกุ้งสับไป ศรีมาลาละเลงแผ่นบางบาง..................แซะใส่จานวางออกไปให้ สร้อยฟ้าไม่สันทัดอึดอัดใจ...................ปามแป้งใส่ไล้หน้าหนาสิ้นดี พลายชุมพลว่าพี่สร้อยฟ้า....................ทำขนมเบื้องหนาเหมือนแป้งจี่ พระไวยตอบว่าหนาหนาดี....................ทองประศรีว่ากูไม่เคยพบ ลาวทำขนมเบื้องผิดเมืองไทย...............แผ่นผ้อยมันกระไรดังต้มกบ แซะม้วนเข้ามาเท่าขาทบ....................พลายชุมพลดิ้นหรบหัวร่อไป สร้อยฟ้าโกรธที่ถูกว่าเรื่องทำขนมเบื้องไม่เป็น นางก็เลยต่อยแป้งหกคว่ำกระทะ เดินหนีเข้าเรือน เรื่องยังไม่จบง่ายๆ กลายเป็นศึกในเรือนที่กินแดนไปถึงตบตีกันชุลมุนระหว่างเมียทั้งสอง พลายชุมพลเข้าห้ามก็ถูกสร้อยฟ้าพลั้งมือผลักตกล่องลงไปขาครูดกับล่อง เลือดไหลพรู คุณย่าทองประศรีเห็นหลานรักบาดเจ็บก็ออกมาโวยวาย เรื่องลุกลามไปกันใหญ่โต พระไวยเห็นสร้อยฟ้าฤทธิ์มากนักก็สั่งสอนด้วยไม้เรียวตีเนื้อตัวเป็นริ้วรอย สร้อยฟ้าแค้นคนในบ้าน จึงคิดทำเสน่ห์ให้พระไวยหลงรัก อาศัยอาคมของเถรขวาด พระทุศีลที่ติดตามมาจากเชียงใหม่ เรื่องราวยาวยืดไปจากนั้นอีกมาก กลายเป็นศึกระหว่างขุนแผนกับพระไวย พลายชุมพลหนี ขุนแผนจับเถรขวาดได้ ไปจนพลายชุมพลปราบจระเข้เถรขวาด นับเล่มได้หลายสมุดไทย ขอหยุดไว้แค่นี้ก่อนดีกว่าค่ะ เพื่อจะบอกว่าเรื่องราวใหญ่โตกินเนื้อที่มากมายในขุนช้างขุนแผน เกิดขึ้นมาก็เพราะขนมเบื้องเป็นเหตุนั่นเอง น้ำผึ้งหยดเดียวก่อเหตุใหญ่มาเสียนักต่อนักแล้ว

ความคิดเห็นที่ 27

เทาชมพู
6 ส.ค. 2549 08:28
  1. คำว่า "ขนม" ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ได้แปลว่า "ขนม" ซึ่งเป็นของหวาน เท่านั้น "ขนม" หมายถึงของว่างซึ่งเป็นของคาวด้วย อย่างขนมค้างคาวเจ้าครอกทองอยู่ ขนมไส้หมูเจ้าครอกวัดโพธิ์ (อ่านลิ้งค์ประกอบด้วยค่ะ) ขนมเบื้องที่ศรีมาลาทำ ก็จะเห็นว่ามีไส้กุ้งด้วย เป็นขนมที่เป็นของคาวทั้งสามอย่าง ขนมไส้หมูของเจ้าครอกวัดโพธิ์ ในรัชกาลที่ ๑ มาเปลี่ยนชื่อเป็นขนมจีบ ในรัชกาลที่ ๒ เดี๋ยวนี้ขนมจีบไทย หลีกทางให้ขนมจีบ ติ๋มซำ ของจีนไปเสียแล้ว มีเกร็ดเล่ามาว่า สมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ทรงมีฝีมือในการทำเครื่องเสวยมาก จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุให้ทรงแยกทางจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เพราะเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีเป็นเหตุ เลยเสด็จออกจากพระบรมมหาราชวังไปประทับที่พระราชวังเดิมกับพระราชโอรสองค์เล็ก เจ้าฟ้าจุฑามณี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็ทรงงอนง้อ ด้วยการส่งคนไปทูลขอให้ทำเครื่องเสวยส่งกลับเข้ามาในพระบรมมหาราชวัง เพราะเสวยของคนอื่นแล้วไม่ถูกพระโอษฐ์ เสวยไม่ได้ แต่สมเด็จฯก็พระทัยเด็ด นอกจากไม่เสด็จกลับมา เครื่องเสวยที่ถวายกลับมาให้ก็กล่าวกันว่ารสชาติทำอย่างเสียไม่ได้ มากไปบ้างน้อยไปบ้าง จนเสวยไม่ลง จึงเป็นอันว่ามิได้ทรงพบกันอีกจนสิ้นรัชกาล ส่วนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีเกร็ดมาอีกว่า โปรดขนม หรือของหวานที่สมเด็จพระบรมราชชนนีปรุง เรียกว่าข้าวเหนียวหนาว เสียใจที่หาไม่เจอว่าหน้าตาเป็นยังไง กล่าวกันว่าเมื่อทรงพระเยาว์ โปรดเสวยนักหนา ถ้าไม่ได้เสวยทันพระทัยก็จะเอ็ดอึงว่า "ของของแม่ข้าทำ ทำไมไม่ให้ข้ากิน"

ความคิดเห็นที่ 28

เทาชมพู
6 ส.ค. 2549 09:02
  1. มีขนมเบื้องอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าขนมเบื้องอ้าปาก จัดเป็นขนมมีชาติมีตระกูลทำนองเดียวกับขนมเบื้องที่ศรีมาลาทำ คือเป็นขนมชาววัง ม.จ.พูนศรีเกษม เกษมศรี ทรงเล่าไว้ว่า "ขนมเบื้องสวรรค์หรือขนมเบื้องอ้าปากนี้ เป็นของว่างที่มีชื่อเสียงมานานแล้ว รัชกาลที่ ๖ ทรงกล่าวถึงในบทเห่เรือที่ทรงพระราชนิพนธ์ งานใหญ่ๆในวังหลวงที่มีการเลี้ยงเครื่องว่างตอนดึก ให้มาตามคนเฒ่าคนแก่ไปนั่งทำ ขนมเบื้องสวรรค์นี้ ม.จ.หญิงศุขศรีสมร ได้เคยทำไปขายในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ตามตำรับที่ตกทอดมาทางสกุล พนมวัน ณ อยุธยา ได้ทราบว่าขนมเบื้องนี้ทำกันแต่วังวัดโพธิ์" ขนมเบื้องอ้าปาก ก็คือขนมเบื้องญวน แต่เวลาทำ ใส่ไส้ทีหลัง

ความคิดเห็นที่ 29

tuka007
6 ส.ค. 2549 20:40
  1. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีโอกาสกลับไปเพชรบุรี ตอนเช้าจึงรีบกระวีกระวาดไปตลาดเช้า หลังธนาคารกรุงเทพ สาขาเพชรบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ขายขนมเมืองเพชรแบบชาวบ้านๆ เพื่อจะหาขนมต้มมาฝาก อาจารย์เทาชมพูค่ะ

ความคิดเห็นที่ 30

tuka007
6 ส.ค. 2549 20:44
  1. นี่แหละค่ะ ขนมต้มเมืองเพชร [[38014]]

ความคิดเห็นที่ 31

tuka007
6 ส.ค. 2549 20:55
  1. และนี่คือใส้ขนมต้มที่ทำจากถั่วแดงค่ะ [[38015]]

ความคิดเห็นที่ 32

tuka007
6 ส.ค. 2549 21:08
  1. [[38016]] ขนมชนิดนี้ คนเพชรเรียก "ข้าวเหนียวตัด" ค่ะ เป็นข้าวเหนียวมูลกับกระทิ แล้วใส่ถาด เวลามีคนซื้อ แม่ค้าก็จะตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตอนกินเอาน้ำตาลทรายโรยอีกที....ฮืมมม ...อร่อย..อิอิ..

ความคิดเห็นที่ 33

tuka007
7 ส.ค. 2549 11:31
  1. เสียดายไปซื้อขนมเปียกปูนไม่ทัน ขายหมดไปก่อนเลยไม่มีโอกาส นำภาพมาให้ดู ที่เมืองเพชรขนมเปียกปูนจะโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด แล้วตามด้วยงาดำคั่วแล้วป่นผสมเกลือพอเค็มนิดๆ เวลากินพร้อมๆกันจะมีความหวานหอมของขนมเปียกปูน มันๆจากมะพร้าวขูด เค็มนิดๆและหอมกลิ่นงาคั่วมากๆค่ะ ตูก้าไม่เคยเห็นที่ไหนขายขนมเปียกปูนแบบนี้เลยนอกจากที่เมืองเพชร

ความคิดเห็นที่ 34

เทาชมพู
7 ส.ค. 2549 11:42
  1. [[38017]] น่าหม่ำทุกภาพค่ะ ขายที่ร้านไหนคะ เผื่อไปเมืองเพชรจะแวะ ไม่ถือเป็นโฆษณานะคะ บอกมาหลายๆร้านก็ได้ ดิฉันเจอแต่ร้านขนมหม้อแกง

ความคิดเห็นที่ 35

CrazyHOrse
7 ส.ค. 2549 15:07
  1. รูปของคุณ Tuka007 เล่นเอาผมน้ำลายหกเลยครับ ตอนเด็กๆจะชอบมากเลย ข้าวเหนียวตัด กับ ถั่วตัด ต้องกินควบอย่างละชิ้นเสมอ อีกอย่างคือ ข้าวเม่าคั่ว เดี๋ยวนี้หาซื้อยากแล้ว เดือนก่อนบ่นให้แม่ฟังดังๆ แม่อุตส่าห์พยายามทำให้กิน ไม่เหมือนเท่าไหร่ แต่รสมือแม่ ไม่อร่อยปากแต่หวานซึ้งตรึงใจครับ

ความคิดเห็นที่ 36

ติบอ
7 ส.ค. 2549 18:37
  1. อยากินจังเลยครับ เพิ่งคุยกับน้องคนนึงว่าถ้าเทียบเพชรบุรี กับอยุธยาแล้ว เพชรบุรีน่าอยู่กว่าหลายสิบเท่า อาหารคาวหวาน ขนมข้าวต้ม รสชาติดีมีให้เลือกชิมอยู่ทั่วเมือง แล้วก็คุยกันต่อ ว่าอยากไปเที่ยวเพชรบุรีนี่แหละครับ สงสัยผมคงต้องเข้ามานั่งจดแผนที่ของคุณtuka007 เสียแล้วสิครับ

ความคิดเห็นที่ 37

tuka007
7 ส.ค. 2549 23:41
  1. หลังธนาคารกรุงเทพสาขาเพชรบุรีจะเป็นตรอกเล็กๆสำหรับคนเดินซื้อของ ช่วงเช้ามืดจะมีแม่ค้านำขนมพื้นบ้านมาขายหลายสิบเจ้าค่ะ [[38018]]

ความคิดเห็นที่ 38

tuka007
8 ส.ค. 2549 00:18
  1. ข้าวเม่าคั่ว ของคุณ CrazyHOrse เป็นแบบเดียวกับที่ ตูก้า รู้จักหรือปล่าวคะ ข้าวเม่าแผ่นบางๆ คั่วไฟอ่อนๆจนกรอบ ทิ้งไว้ให้เย็น ขูดมะพร้าวทึนทึกเป็นเส้นบางๆแล้วโรยด้วยน้ำตาลทรายผสมเกลือนิดๆ พอเค็มประแล่มๆ เวลากินจะได้กลิ่นหอมของข้าวเม่ากรอบๆ ได้เคี้ยวมะพร้าวมันๆ ลิ้นรับรสหวาน มีรสเค็มพอติดปลายลิ้น ....เฮ้อ...แอบอิจฉาผู้ที่ยังมีมือแม่มาคอยทำของอร่อยๆให้ทานจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 39

tuka007
8 ส.ค. 2549 00:33
  1. [[38019]] ฟักทองเชื่อมนี้ ทุกจังหวัดคงหาทานกันได้ไม่ยาก ความสำคัญคงอยู่ที่ฟักทอง ต้องเนื้อมันๆ และน้ำตาลที่นำมาเชื่อมต้องเป็นน้ำตาลใหม่ เพราะจะทำให้หอมกลิ่นน้ำตาล ถ้าไม่มีน้ำตาลโตนด ใช้น้ำตาลมะพร้าวก้อได้ค่ะ เคี่ยวให้ เหนียว จนน้ำตาลซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อฟักทอง จนใส อยากเพิ่มรสชาดก้อทานแบบเพชรบุรีที่มีมะพร้าวขูดโรยมาแบบนี้ก้อได้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 40

tuka007
8 ส.ค. 2549 00:44
  1. ไหนๆก็ไหนๆแล้วนะคะ ขนมที่ตูก้าชอบมาตั้งแต่เด็ก ก้อเห็นจะเป็น อันนี้แหละค่ะ ข้าวตู ที่เคี้ยวหนึบๆติดฟัน หวานๆมันๆ แล้วก็หอมกลิ่นเทียนอบ (ซึ่งบางคนเหม็น) [[38020]]

ความคิดเห็นที่ 41

tuka007
8 ส.ค. 2549 00:53
  1. ส่วนจานนี้ คนเพชร เรียก ขนมต้มแดง ค่ะ พอดี ขนมต้มขาวขายหมดแล้ว เลยอด ...((แหะ แหะ..แค่ไปมางวดนี้ เจอขนมหลายชนิดที่ตั้งใจซื้อมากิน.. เอ้ย....ซื้อมาถ่ายรูป ฝาก อ.เทาชมพูกับเพื่อนๆทุกท่าน โดยเฉพาะคุณติบอ ผู้ที่ อ. เทาชมพูเปิดกระทู้นี้ให้.. ตูก้าน้ำหนักขึ้นมาหลายโลเลย..อิอิ..)) . [[38021]]

ความคิดเห็นที่ 42

Japonica
8 ส.ค. 2549 03:13
  1. คห 27 ข้าวเหนียวหนาวที่เคยพบ คือข้าวเหนียวสุกปั้นเป็นก้อนพอคำ (โต) แล้วชุบไข่ที่ปรุงรสเค็มปะแล่มใส่พริกไทย แล้วลงไปทอดจนกรอบเหลือง ดูไม่ออกว่าเป็นของหวานหรือของคาว หรือใช่อย่างเดียวกับที่พระจอมเกล้าฯ ทรงตรัสเล่าหรือไม่ นิยมกินคู่กับไก่ย่าง หมูย่าง แทนข้าว รสชาติคล้ายๆข้าวจี่ที่ชาวอีสานปิ้งขาย ข้าวจี่ คือข้าวเหนียวสุก ทำเป็นแผ่นแบนๆ ชุบไข่ แล้วนำไปปิ้งจนกรอบเหลือง หอมฉุย ที่ตลาดรังสิต ตอนเช้าคนทำงานจะซื้อไปกินแทน ข้าว 4 แผ่น 20 บาท อร่อยจนข้าวเหนียวหมดก่อนกับเสียอีก อาจารย์กาญจนา ภาษาไทยวันละ คำอธิบายว่า จี่ เป็นคำไทยแท้ แปลว่า ปิ้งหรือย่าง แต่ไม่ว่าที่หลวงพระบาง กัมพูชา หรือเวียดนาม จะเห็นอาหารประเภทนี้ทุกประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม เมนูฮิตอันหนึ่งคือ ข้าวหนียวทอดกับไก่ย่าง ลักษณะข้าวเหนียว คือข้าวเหนียวชุบไข่ เหมือนข้าวเหนียวหนาวบ้านเรา ตกลงเลยไม่ทราบว่าข้าวเหนียวทอด หรือข้าวจี่ เป็นอาหารของชาติใดแน่ . [[38022]]

ความคิดเห็นที่ 43

tuka007
8 ส.ค. 2549 13:08
  1. ชอบขนมที่ทำมาจากข้าวเหนียวหลายอย่างเหมือนกันค่ะ เช่นข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว แล้วก็ตอนนี้ ข้าวเหนียวน้ำกระทิทุเรียน มีขายโดยทั่วไป แต่ของเมืองเพชรที่แตกต่างจากที่อื่นคือข้าวเหนียวน้ำกระทิทุเรียน ชาวเพชรจะไม่ใช้ข้าวเหนียวมูลแต่จะใช้ ข้าวเหนียวนึ่งธรรมดา อาจเป็นเพราะน้ำกระทิของเราทำหวานจัดมาก หากนำข้าวเหนียวมูลมาเข้าด้วยกันจะไม่อร่อยเท่า และที่นิยมใส่ถ้วยกินพร้อมกับข้าวเหนียวน้ำกระทิทุเรียนคือ ข้าวโพดขาวที่ปาดบางๆ เวลากินเข้ากันดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 44

tuka007
8 ส.ค. 2549 13:11
  1. [[38023]] .

ความคิดเห็นที่ 45

CrazyHOrse
8 ส.ค. 2549 13:35
  1. ข้าวเม่าคั่วที่ผมคุ้นเคยจะเป็นเม็ดนุ่มๆ โรยน้ำตาลกับมะพร้าวขูดครับ สงสัยอยู่เหมือนกันว่าคั่วยังไง ทำไมมันถึงได้เป็นอย่างนี้

ความคิดเห็นที่ 46

เทาชมพู
10 ส.ค. 2549 09:03
  1. อ่านของคุณตูก้าและคุณอาชาผยอง ชักอยากชวนไปกินขนมไทยด้วยกัน แต่ตอนนี้ต้องกลับเข้าเรื่องต่อ รัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่อิทธิพลตะวันตกเฟื่องฟูในราชสำนัก รวมมาถึงวัฒนธรรมการกินด้วย อาหารฝรั่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งของคาวและหวาน ตำหนักพระพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ขึ้นชื่อทั้งของคาวและหวาน ขนมบางอย่างดูจากวิธีทำแล้วไม่ใช่ของไทย แต่จะว่าเป็นของฝรั่งก็ไม่ได้ถอดแบบมา เรียกว่าได้เค้าอิทธิพลฝรั่งดีกว่าค่ะ อย่าง "กุหลาบแก้ว" กุหลาบแก้วทำจากกุหลาบมอญของจริง เอากลีบทีละกลีบชุบลงในน้ำตาลทรายที่เคี่ยวเหนียวจนเป็นเกล็ดขาว จนหมดดอก ตั้งแต่กลีบเล็กจนกลีบใหญ่ แล้วใช้ปากคีบเอาติดเข้าไปกับก้านกุหลาบตามเดิม ก้านเองก็ชุบน้ำตาลด้วย ต้องรีบทำ เพราะถ้าน้ำตาลแห้งเสียก่อนจะไม่ติด ติดเข้าไปทีละชั้นจนครบเป็นดอกกุหลาบมอญทั้งดอกตามเดิม พอแห้ง น้ำตาลที่เคลือบจะกลายเป็นแก้วสีขาวขุ่นบางๆ หุ้มกลีบกุหลาบไว้ทั้งดอก มองทะลุเห็นกลีบสีชมพูข้างในเหมือนหุ้มแก้วจริงๆ จะทำหลายๆดอก ปักแจกันไว้ดูเล่นก็ได้ หรือทำไว้กินก็ได้ค่ะ กุหลาบมอญเป็นดอกไม้ที่กินได้ ใช้กลีบโรยหน้าขนมอย่างวุ้นกระทิ เพราะกลิ่นหอมแรง

ความคิดเห็นที่ 47

เทาชมพู
10 ส.ค. 2549 09:15
  1. ขนมอีกอย่างหนึ่งในตำหนักพระวิมาดา ที่น่ากินมาก คือลูกกวาดไทย ทำตามแบบลูกกวาดเมืองนอก แต่ว่าเป็นภูมิปัญญาไทยเราเอง เริ่มด้วยเอาเม็ดแตงโมมากระเทาะเอาเปลือกออก เอาแต่เนื้อข้างใน ถั่วแขก ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เม็ดบัว เอามาคั่วทำให้สุกก่อน แล้วใส่ลงในกระทะทอง ซึ่งตั้งบนไฟอ่อนๆ เอาน้ำตาลเชื่อมข้นๆพรมให้ทั่ว ใช้นิ้วทั้งห้าคนกลับไปมาในกระทะที่ร้อนบนเตา จนกว่าน้ำตาลจะแห้งจับเม็ดขาว ถ้ายังไม่เกิดเป็นหนามแหลมๆจับตามผิวเม็ดเหล่านี้ ก็เอาน้ำตาลพรมลงไปอีก จนน้ำตาลจับตามผิวเม็ดถั่วเป็นหนามแหลมฟูขึ้นมาทั่วกัน จำเป็นต้องใช้นิ้วคนน้ำตาลและพรม ถ้าหากว่าใช้ช้อน น้ำตาลจะไม่จับผิวเป็นหนามแหลม เป็นแค่น้ำตาลหุ้มเฉยๆ แต่วิธีทำก็โหดเอาการ เพราะใช้ปลายนิ้วคนกระทะหนักเข้า ถูกับก้นกระทะ เจอความร้อนนานๆ ผิวที่ปลายนิ้วจะสึก บีบเข้าเลือดไหลซึม ลูกกวาดไทยมีหลายสีเย็นตา ขาว ชมพูอ่อน ฟ้าอ่อน เหลือง เขียวใบเตย ใส่ขวดโหลสีปนกันจะดูน่ารัก พระวิมาดาฯทรงให้นางข้าหลวงทำแจกเป็นของชำร่วยแก่ผู้มาเข้าเฝ้าในเทศกาลสงกรานต์

ความคิดเห็นที่ 48

กุรุกุลา
10 ส.ค. 2549 10:18
  1. ขนมในประวัติศาสตร์ไทยนี่ก็ไม่ใช่เล่นเลยนะครับ คิดว่าคงทำสารนิพนธ์ได้สักเล่ม เคยได้ยินเรื่องลูกกวาดไทยกับกุหลาบแก้วที่อาจารย์เทาชมพูเล่ามานานแล้วครับ แต่ก็ไม่เคยได้เห็นของจริงสักที อย่าว่าแต่เป็นบุญปากเลย แค่ได้เห็นเป็นบุญตาก็ชื่นใจแล้ว อยากชมรูปจริงๆครับ หรือใครพอจะเมตตาสงเคราะห์ทำให้ทานบ้างก็คงดี แต่คงต้องยอมทรมานตัวเองหน่อย สวัสดีครับคุณตูก้า วันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาผมไปเมืองเพชร แต่ไม่ได้กินขนมหรอก เพราะเพื่อนผมใกล้เกลือกินด่าง ไปร้องกินเครปฝรั่งข้างทางเสีย แล้วก็มาบ่นว่าไม่อร่อย แถมขากลับก็ต้องรีบขึ้นรถทัวร์ เป็นอันว่าคราวนี้อดขนมเมืองเพชรไปเสียเปล่า แต่ไม่เป็นไรครับ คาดว่าคงจะได้ไปอีกตอนปลายๆเดือนนี้ ตอนนี้ตัดใจจากเมืองเพชรไม่ได้แล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 49

เทาชมพู
10 ส.ค. 2549 11:10
  1. ถ้าใครทำ ขอชมแค่รูปด้วยอีกคน เป็นบุญตา ม.ล.เนื่อง นิลรัตน ท่านเล่าว่าเวลาจับกุหลาบแก้ว ติดเข้าเป็นดอก ต้องเบามือมาก ไม่งั้นกลีบร่วงหมด เพราะแรงเกาะของน้ำตาลนั้นบอบบางมาก เวลาทำต้องแทบจะไม่หายใจ ท่านเคยกิน บอกว่าก็เหมือนกินน้ำตาลเราดีๆนี่เอง หวานแสบคอ รสชาติกุหลาบแก้วคงไม่เด่นเท่าไร ไปเด่นที่วิธีทำ ส่วนลูกกวาดไทย วิธีทำ ถึงกับได้เลือด อ่านแล้วยังสยอง ไม่เอานิ้วลงไปคนในกระทะร้อนก็ไม่ได้หนามลูกกวาดเสียด้วย ใครทำให้คุณกุรุกุลากินได้นี่น่าจะได้ใบประกาศเกียรติคุณเหมือนตอนบริจาคเลือด

ความคิดเห็นที่ 50

tuka007
10 ส.ค. 2549 13:08
  1. คิดแล้ว คิดอีกว่าจะลองทำกุหลาบแก้วดูบ้าง แต่จนใจที่มือจับจอบ จับเสียมอย่าง ตูก้า คงไม่สามารถทำได้ เพราะคงต้องใช้ความมือเบาอย่างที่สุด ส่วนลูกกวาดไทย วิธีทำน่ากลัวมาก ตอนที่ทำนี่ สงสัยว่า ท่านเหล่านั้นคงต้องมือเบาและเร็วมาก ลูกกวาดที่ได้จึงมีหนามสวย อันนี้คิดเอาเองนะคะ วันเสาร์ อาทิตย์ต้นเดือนหน้า ตูก้าจะไปเมืองเพชรอีกเหมือนกัน เพราะพระน้องบวชอยู่ที่นั่น คุณกุรุกุลากับเพื่อน ไปพร้อมกันได้นะคะ ถ้าไม่รังเกียจไปเป็นเด็กวัดสักวันสองวัน

ความคิดเห็นที่ 51

นิรันดร์
10 ส.ค. 2549 13:54
  1. อ่านกระทู้นี้แล้ว เกิดอาการหิวขนมขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นภาพของคุณ tuka007 อ่านกระทู้ของอาจารย์เทาชมพูแล้วเกิดความสงสัยว่า พระเจ้าอโศกท่านเอาแหวนใส่ในขนมต้มทำไมครับ

ความคิดเห็นที่ 52

tuka007
10 ส.ค. 2549 14:52
  1. สวัสดีค่ะ คุณนิรันดร์ ขอต้อนรับด้วย ขนมโสมนัส หอมๆจานนี้ค่ะ [[42942]]

ความคิดเห็นที่ 53

กุรุกุลา
10 ส.ค. 2549 16:58
  1. คาดว่าจะไปวันที่ 26-27 น่ะครับ คุณตูก้า แต่ก็คงต้องดูเรื่องความเหมาะสมอีกที รอเพื่อนๆที่ไปด้วยกันโหวตครับ ว่าจะไปไหนระหว่างเพชรบุรีกับอยุธยา คิดว่าถ้าไปก็คงได้ชิม "น้ำตาลหวานซ่านดินฟ้า" ของจริงเสียที

ความคิดเห็นที่ 54

ติบอ
10 ส.ค. 2549 23:55
  1. เออ.... ผมเคยทำดอกไม้ฉาบครับอาจารย์ คิดว่าหน้าตาคงไม่ได้ต่างจากกุหลาบแก้วซักเท่าไหร่ เพียงแต่ที่ผมทำมันง่ายกว่าเยอะน่ะครับ เพราะใช้ดอกอาฟริกันไวโอเลต ทำเสร็จแล้วก็เอามาใช้แต่งหน้าขนมเค้กอีกทีหนึ่ง (รสชาติก็ไม่ต่างอะไรกับกินน้ำตาลหวานๆจริงๆแหละครับ จนบางคนบ่นว่าเอาน้ำตาลโรยหน้าก็สิ้นเรื่อง ทำไปเสียเวลาเปล่า) ปล.1 ว่างๆ ถ้ามีสมาชิกท่านไหนยินดีเสียสละดอกอาฟริกันไวโอเลตให้ผมซัก 40 หรือ 50 ดอก จะลองทำให้รับประทานดูครับ ปล.2 ท่าทางคุณกุรุกุลาจะไปหัวเสียทีเพชรบุรีมาหนักเอาการนะครับนี่ เห็นบ่นเรื่องถ่ายรูปแล้วมือสั่นมาก..... ผมว่าลองใจเย็นๆหน่อยดีมั้ยครับ เสียดายแบตเตอรี่นะครับก้อนนึงหลายบาท ปล.3 ข้อแม้สำหรับดอกไม้นะครับ ถ้าพ่นยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยมา รับประทานเข้าไปแล้วท้องเสียผมไม่รับผิดชอบครับ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 55

เทาชมพู
11 ส.ค. 2549 08:08
  1. [[38024]] น่าสนใจดอกแอฟริกันไวโอเล็ตแก้ว ที่ว่าทำง่ายนั้นคือชุบน้ำตาลลงไปทั้งดอกหรือไงคะ วิธีทำ คุณติบอว่าไม่ยาก แต่มันยากตรงหาดอกไม้นี่ละค่ะ

ความคิดเห็นที่ 56

tuka007
11 ส.ค. 2549 10:14
  1. ขอเปลี่ยนเป็นดอกกล้วยไม้ได้มั้ยคะ คุณติบอ ท่าทางจะหาได้ง่ายกว่า แบบว่า ใช้ทานได้เหมือนกัน ถ้าได้จะยอมลงทุน ขนไปให้สัก คันรถหนึ่งน่ะค่ะ ...แหะ แหะ... . [[38025]]

ความคิดเห็นที่ 57

เทาชมพู
11 ส.ค. 2549 16:21
  1. ต่อไปนี้ก็เป็นการเล่าเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับขนม ขนมอีกอย่างที่รู้จักกันดี คือขนมครก ดิฉันเคยกินขนมครกใหม่จากเตา กับกาแฟร้อน เป็นอาหารเช้า รู้สึกว่าโลกน่าอยู่อีกหลายชั่วโมงกว่าจะเที่ยง ชาววังอย่างม.ล.เนื่อง กินขนมครกหน้าเครื่อง มีเครื่องหลายอย่างโรยหน้าให้อร่อยหนักขึ้นไปอีก เช่นกุ้งสับ เคยกินขนมครกโรยหน้าด้วยข้าวโพดเหมือนกันค่ะ แต่ชอบของเดิมที่ไม่มีหน้ามากกว่า นึกถึงขนมปัง คำว่า ปัง นั้นมาจากภาษาฝรั่งแน่ละ จะโปรตุเกสหรือฝรั่งเศสก็ตาม แต่ไม่ใช่ไทยหรือบาลีแน่นอน ทีนี้ คำว่าขนมที่ไทยใส่เข้าไปนำหน้า ปัง นี่สิ ชวนให้คิด ว่าชาวอยุธยาเขามองขนมปังเป็นของว่าง หรือของหวานกันหรือ ผิดกับฝรั่งที่มองแบบเดียวกับเรามองข้าวสวย เขากินขนมปังกันอย่างไร แบบไหน กินกับอะไร ยังนึกคำตอบไม่ได้ค่ะ เพราะขนมฝีมือท้าวทองกีบม้า ไม่มีขนมปังปนอยู่เลย รู้แต่ว่าชาววังสมัยแม่พลอย คือในรัชกาลที่ 5 พกพาขนมปังหมูหยองเป็นเสบียงติดตัวไปกินกลางทาง เมื่อออกจากวังไปเปลี่ยนอากาศที่บางปะอิน เพราะสมัยนั้นเดินทางโดยรถไฟไปบางปะอินก็หลายชั่วโมง ขนมปังหมูหยองเป็นของกินเล่นชั้นหรูของชาววัง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขนมปังข้าวสาลีขาดแคลน คนไทยก็ทำขนมปังจากแป้งข้าวเจ้าขึ้นมาแก้ขัด แสดงว่าคนไทยกินขนมปังกันแพร่หลาย ขาดตลาดไปก็เดือดร้อน

ความคิดเห็นที่ 58

tuka007
11 ส.ค. 2549 22:41
  1. ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอก แล้วก็โตมากับท่านผู้ใหญ่ ตูก้าเลยมีประสบการณ์ ((อีกแล้ว)) กับ ขนมครก ด้วยค่ะ อาจารย์ เคยเห็น โม่หินที่ใช้โม่แป้งขนมครกมั้ยคะ ไม่รู้ในกรุงเทพ ใครยังใช้อยู่บ้าง ตอนนั้นเป็นเรื่องสนุกมากทีเดียวค่ะที่ได้ตักข้าวที่แช่น้ำ หยอดลงในรู แล้วพอท่านผู้ใหญ่หมุนโม่ ข้าวที่ทุกบดแล้วจะไหลออกมาด้านล่าง ตูก้า ก็จะใช้ช้อนกวาดให้ไหลมาตามรางแล้วก็จะตักหยอดไปใหม่ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่า โม่หินจะบดให้เม็ดข้าวละเอียดจนเป็นเนื้อแป้ง....เป็นงานที่สนุกค่ะ ตอนที่สนุกอีกก็เห็นจะเป็นตอนแคะขนมครกนี่แหละ สมัยนั้นใช้..เอเรียกอะไรคะ กระทะหรือปล่าว..ที่เป็นหลุมสำหรับหยอดแป้งน่ะค่ะ สมัยนั้นใช้เป็นดินเผา รวมทั้งฝาปิดด้วยหลุมหนึ่งก็มีฝาปิด อันหนึ่ง ..ก่อนหยอดแป้งทุกครั้งเห็นท่านผู้ใหญ่ใช้ผ้า ชุบผงอะไรไม่รู้ทาลงในหลุมพอโดนกระทะร้อนๆ ก็จะมีควันหอมๆ..มารู้ภายหลังท่านว่าเป็น ชัน ค่ะ จะทำให้ขนมครกร่อนแคะง่าย..

ความคิดเห็นที่ 59

ติบอ
12 ส.ค. 2549 00:05
  1. วิธีการทำดอกอาฟริกันไวโอเลตฉาบไม่ยากมากนะครับอาจารย์ เริ่มจากล้างดอกไม้ให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง พอดอกไม้แห้งดีก็ละลายน้ำตาลที่เหลวแต่เหนียวพอจะแข็งตัวได้ในอุณหภูมิห้อง เวลาจะลองก็ทดลองหยดลงน้ำดูก็ได้ครับ (เหมือนเวลาทำครองแครงล่ะครับ) แล้วเอาพู่กันระบายสีน้ำมันเบอร์กลางๆมาชุบน้ำตาลทาลงบนดอกไม้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้วก็เรียบร้อยแล้วครับ ปล. คุณtukaครับ เสียดายดอกไม้ออก หรือจะเอาดอกข้างล่างนี่มาให้ผมชุบน้ำตาลดีครับ อิอิ ถ้าจะเอาดอกนี้มาทำ ผมขอค่าทำเป็นต้นไม้ทุกต้นที่ตัดดอกออกไปแล้วด้วยนะครับ หิหิ . [[38026]]

ความคิดเห็นที่ 60

tuka007
12 ส.ค. 2549 14:16
  1. คุณติบอ เจ้าขา นั่นน่ะ รองเท้านารีเหลืองกระบี่ หรือปล่าวคะ ขอเปลี่ยนเป็น ดอกนี้ได้มั้ยคะ . [[38027]]

ความคิดเห็นที่ 61

tuka007
15 ส.ค. 2549 22:24
  1. ขนมไทยๆ ที่ตูก้าคิดว่ามีให้กินที่เมืองเพชรที่เดียว เห็นจะเป็น ขนมโค ซึ่งก็หากินยากแล้วเห็นมีแต่ร้านเจ้เล็ก ท่าหิน เท่านั้นที่ทำขาย แต่เดิมนั้น ขนมโค ชาวบ้านจะนำมาตักแจก ในวงแข่งขันวัวลาน ในการทำต้องทำใส้ก่อนนะคะ โดยใช้มะพร้าวทึนทึกกวนกับน้ำตาลโตนดและถั่วทองคั่ว กวนจนเหนียวพอปั้นได้ แล้วปั้นเป็นลูกกลมๆขนาดประมาณไข่นกกระทา แล้วอบด้วยดอกมะลิ อบเทียน ใส้นี้ควรทำไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน ตัวแป้งนั้นให้นวดด้วยน้ำอบดอกมะลิ นวดจน นิ่มเนียนมือถ้าต้องการเพิ่มรสชาดต่างๆก็ใช้น้ำใบเตยบ้าง ดอกอัญชันบ้างผสมเข้าไป นำมาปั้นให้หุ้มใส้จนมิด แล้วนำไปต้มในน้ำที่เดือดพอสุก ขนมลอยขึ้นมาก็ตักใส่หม้อ น้ำกระทิ เวลากินใส่ถั่วทองคั่วไปหน่อยจะอร่อยหอมดีค่ะ ไปเพชร คราวที่แล้ว ซื้อ ขนมโค ติดมือมาด้วยตั้งใจจะนำมาเก็บภาพก่อน แต่ลืมบอกคนที่บ้าน กลับจากทำงานหมดไปซะแล้ว ไว้สิ้นเดือนไปเมืองเพชรอีกทีจะเก็บภาพมาให้ดูค่ะ

ความคิดเห็นที่ 62

กุรุกุลา
16 ส.ค. 2549 09:33
  1. แหม น่าเสียดานะครับ คุณตูก้า แต่แค่บรรยายผมก็น้ำลายสอเสียแล้ว อยากกินไปหมด นึกถึงขนมครกหน้าวัดกษัตราธิราช อยุธยาขึ้นมาแล้วก็ขำไม่หาย กินเข้าไปแล้วถึงได้รู้ว่ามันบูดเหม็นเปรี้ยว เลยต้องทิ้ง ขนาดซื้อเช้าๆนะเนี่ย ถ้าให้อร่อยอีกที่ก็ต้องขนมครกวัดเจ้าย่าครับ ที่เคยโพสไปแล้ว อันนั้นต้องไปเช้าๆ เพราะคุณย่าแกตื่นเช้า ไปสายก็อดกิน อินทนนท์เผือกของคุณติบอไม่ต้องชุบน้ำตาลหรอกครับ ตัดดอกเก็บไว้แล้วยกมาให้ผมกินทั้งต้นเลยดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 63

กุรุกุลา
16 ส.ค. 2549 09:46
  1. สำหรับ ขนมปัง ผมว่าเป็นอาหารหลักของฝรั่งอยู่แล้ว เมื่อเข้ามาในอยุธยาก็อาจจะคิดถึง "ข้าว" ของตัวเอง เคยอ่านมาได้ความว่า ขนมปังนั้นต้องสั่งเข้ามาจากญี่ปุ่น ก็คงค่อนข้างทุลักทุเลทีเดียว นอกจากนี้ ขนมปังยังเป็นสิ่งที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ด้วย เป็นอาหารที่จำเป็นไม่น้อย และคงเข้ามาพร้อมกับมิชชันนารีครับ (แต่ก็เคยได้ยินว่าถ้าไม่มีขนมปังก็อาจใช้อย่างอื่นที่สามารถทดแทนได้เช่นเดียวกัน เช่น ข้าว )

ความคิดเห็นที่ 64

เทาชมพู
16 ส.ค. 2549 11:24
  1. ดิฉันเห็นเหมือนคุณกุรุฯคือขนมปัง คือ"ข้าว"ของฝรั่ง กินกับเนื้อ ผัก ฯลฯ ทำนองเดียวกับคนไทยกินข้าว กับ กับข้าว แต่แปลกใจว่าคนไทยไม่ยักเรียกว่า "ข้าวปัง" กลับเรียกว่า "ขนมปัง" ยังตีโจทย์ไม่แตกว่าทำไมเรียก "ขนม" ปัง เพราะเราเอาข้าวฝรั่งมากินเป็นของว่างหรืออย่างไร

ความคิดเห็นที่ 65

pon2829
16 ส.ค. 2549 12:09
  1. ขอลบข้อความนี้ค่ะ กรุณาอย่าเข้ามาโฆษณาเว็บในเรือนไทยอีกนะคะ ไม่ใช่จุดประสงค์ของเรือนไทย -เทาชมพู

ความคิดเห็นที่ 66

นางมารน้อย
16 ส.ค. 2549 14:19
  1. [[38028]] อ่านเรื่องขนมแล้วอยากไปเมืองเพชรจังค่ะ เมื่อ 2 วันก่อนพี่สาวที่รักมากที่ทำงานเห็นว่าดิฉันชอบหม้อแกงมาก ซื้อทานชิ้นละ 5 บาทกับนมเป็นมื้อเช้าเกือบทุกวัน และบ่นถึงหม้อแกงเมืองเพชรบ่อยๆ เธอเลยกรุณาซื้อหม้อแกงหนองมน-ชลบุรีมาให้แทน ก็อร่อยค่ะแต่สู้ที่เมืองเพชรไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว นึกแล้วดิฉันยังอยากไปเที่ยวเมืองเพชรอีก อยากไปมากๆๆๆๆๆเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 67

tuka007
16 ส.ค. 2549 23:07
  1. โอเคค่ะ คุณนางมารน้อย เดี๋ยวตูก้าจัดไปทัวร์กินขนมเมืองเพชรกัน อิอิ.. เสาร์ - อาทิตย์ ต้นเดือนหน้า ตูก้า จะลงไปเมืองเพชร มีใครสนใจจะเกาะล้อไปด้วยกันมั้ยคะ ((หาคนหารค่าน้ำมัน..ฮ่าๆๆ)) แล้วจะเอาขนมหม้อแกงมาฝากค่ะคุณนางมารน้อย

ความคิดเห็นที่ 68

tuka007
22 ส.ค. 2549 20:50
  1. วันนี้ พี่สาวทำแตงไทย น้ำกระทิให้ทานค่ะ เลยนึกถึงขนมเก่าเมืองเพชรอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้ ไม่มีขายโดยทั่วไปแล้วค่ะ นอกจากจะทำกินกันเองที่บ้าน คิดว่าทุกท่านคงเคยกินกระยาสารท กันแล้ว หนึ่งในส่วนผสม คือข้าวตอก ชาวเมืองเพชรจะนำข้าวตอกนี้แหละค่ะ มาทำขนมหวาน เรียกกันว่า ข้าวตอกน้ำกระทิ บางที ตูก้าจะผสมข้าวโพด หรือไม่ก็เผือกด้วยค่ะ ผสมกับน้ำกระทิหอมหวาน มีน้ำแข็งป่นเกล็ดเล็กๆ โรยหน้า อร่อยอย่าบอกใครเลยเชียว วิธีทำข้าวตอกน้ำกระทิ จะใช้ข้าวเปลือกที่เป็นข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวก็ได้ค่ะ แช่น้ำทิ้งไว้ ประมาณ 2 ชั่วโมง ล้างน้ำออกแล้วผึ่งให้แห้ง จากนั้นนำมาคั่วให้สุกในกระทะ (สมัยก่อนใช้คั่วในหม้อดินค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีแล้ว) พอข้าวปะทุ เมล็ดพองทั่วกัน เป็นข้าวตอก แล้ว นำมาเลือก กากข้าว(ข้าวเปลือกที่ประทุไม่หมด) ออกให้หมด ให้เหลือข้าวตอกที่เป็นสีขาวล้วน สำหรับไปกินกับน้ำกระทิ... น้ำกระทิที่ทำ ต้องใช้น้ำตาลใหม่ๆค่ะ น้ำกระทิจึงจะหอมน่ากิน

ความคิดเห็นที่ 69

นางมารน้อย
23 ส.ค. 2549 09:17
  1. [[38029]] อุ้ยคุณตูก้าขา พูดแล้วก็อยากกินค่ะ ข้าวตอกน้ำกะทิน่าอร่อยเนาะ เมื่อเช้าพี่สาวสุดที่รักก็ซื้อหม้อแกงถั่วจากหนองมนมาให้ค่ะอร่อยดีเหมือนกัน แต่คิดถึงหม้อแกงเมืองเพชรอ่ะ

ความคิดเห็นที่ 70

เทาชมพู
23 ส.ค. 2549 09:30
  1. กระทู้นี้ไม่เกรงใจน้ำหนักตัวมั่งเล้ย

ความคิดเห็นที่ 71

ทามะ
26 ส.ค. 2549 12:00
  1. โหน่ากินทุกอย่างเลยไม่เกรงใจน้ำหนักแล้วขอบอก(ของโปรดมากๆขนมหวานของไทยนี่

ความคิดเห็นที่ 72

tuka007
26 ส.ค. 2549 19:43
  1. ขนมที่คนมาเยือนเมืองเพชรมักซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากอีกชนิดหนึ่ง คือ ขนมบ้าบิ่น ส่วนใหญ่ทุกเจ้าก็จะอร่อยเหมือนๆกัน แต่ ตูก้า ชอบ ของสงวนโพธิ์พระที่สุด ขนมบ้าบิ่นนี่ ถ้าจะให้อร่อยเคล็ดลับอยู่ที่ มะพร้าวที่ใส่ต้องเป็นมะพร้าวอ่อนเกือบทึนทึก และน้ำใช้คลุกเคล้าส่วนผสมควรเป็น น้ำมะพร้าวน้ำหอมค่ะ แล้วเวลาอบใช้ไฟล่างอ่อนๆ ส่วนไฟบนเป็นไฟปานกลางเพื่อให้หน้าขนมสวยงาม

ความคิดเห็นที่ 73

tuka007
26 ส.ค. 2549 19:49
  1. "ขนมแม่เอ้ย" หนังสือรวบรวมสาระเรื่องราวขนม โดย ส.พลายน้อย อธิบายว่า ขนมนี้เมื่อในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยมีคนเขียนไปถาม ก.ศ.ร.กุหลาบ เอดิเตอร์หนังสือสยามสมัยประเภท ว่าทำไมจึงเรียกขนมชนิดนี้ว่าขนมบ้าบิ่น ก.ศ.ร.กุหลาบตอบว่าที่เรียกว่าอย่างนี้ เพราะเมื่อก่อนนั้น "ป้าบิ๋น" แกเป็นคนทำขึ้น เลยเรียกว่า "ขนมป้าบิ๋น" ต่อมาเลยเรียกเพี้ยนเป็น "ขนมบ้าบิ่น" ขณะหนังสือซองคำถามของสารคดี อธิบายความโดยนำคำสัมภาษณ์ คุณยายเป้า (ประสาทพร) มณีประสิทธิ์ ซึ่งเป็นชาวกุฎีจีน ชุมชนนานาชาติย่านฝั่งธนบุรี (คำว่า กุฎี หรือ กุฏิ หมายถึงเรือนที่อยู่อาศัยของนักบวช ส่วนที่คนทั่วไปเรียกกันว่า กุฎีจีน จริงแล้วคือวัดซางตาครู้ส เป็นชุมชนที่สืบเชื้อสายมาจากชาวโปรตุเกส) คุณยายเป้ายืนยันว่าบ้าบิ่นเป็นขนมที่คิดขึ้นในเมืองไทย เกิดมีขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ท่านว่าญาติผู้ใหญ่ของมารดาชื่อ "แม่บิ่น" เป็นผู้ประดิษฐ์คิดทำขนมนี้ขึ้น แต่เดิมคงเรียกว่า "ขนมป้าบิ่น" แต่แล้วอย่างไรกลายเป็นขนมบ้าบิ่นไปก็ไม่ทราบ อาจเป็นเพราะคนถนัดปากกับคำบ้าบิ่นมากกว่า ที่มาของชื่อ "บ้าบิ่น" อีกสายมาจาก ไพโรจน์ บุญผูก นักเขียนสารคดี ซึ่งให้ความเห็นแย้งว่า ขนมบ้าบิ่นที่เคยได้ยินคนพูดว่าชื่อมาจากคุณป้าบิ่นต้นตำรับ ฟังดูแล้วเป็นคำอธิบายที่ง่ายเกินไป ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เพราะดูจากลักษณะของขนมบ้าบิ่นแล้วน่าจะได้มาจากต่างประเทศ จึงค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต พบว่าที่โปรตุเกสมีขนมชื่อ "เกลชาดาซ เดอ กรูอิงบรา" (Queijadas de Coimbra) ซึ่งใช้เนยแข็ง ส่วนบ้านเราใช้มะพร้าวแทน ชื่อ บ้าบิ่น จึงน่าจะมาจากคำว่า bra อันเป็นคำท้ายสุดของ Queijadas de Coimbra ไทยคงจะเรียกสั้นๆ ว่า ขนมบ้า แล้วก็เติม บิ่น เข้าไป กลายเป็นชื่อขนมบ้าบิ่น มาจนทุกวันนี้ และในงาน นิทรรศการขนมนานาชาติ จัดโดยภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ.2541 ได้จำแนกกลุ่มขนมหวานของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมโปรตุเกส คือ ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอด บ้าบิ่น ลูกชุบ ขนมผิง ทองม้วน ขนมหม้อแกง ขนมไข่ กะหรี่ปั๊บ และมีหลักฐานพบว่าในโปรตุเกส ขนมที่ชื่อ ตรูซูช ดาช กัลดัช (Trouxos das caldas) คือต้นตำรับทองหยิบ ขนม Fios de Ovos คือฝอยทอง และขนม เกลชาดาซ เดอ กรูอิงบรา เป็นต้นตำรับขนมบ้าบิ่น ที่มา:รู้ไปโม้ด มติชน

ความคิดเห็นที่ 74

ติบอ
27 ส.ค. 2549 01:08
  1. สองสามวันมานี้ ได้ยินชื่อ "กุหลาบแก้ว" อยู่หลายหน ฟังแล้วนึกถึงกุหลาบแก้วตำหนักสวนบัวจังครับ แต่กุหลาบแก้วดอกใหม่ รสชาติจะหวานหอมชื่นใจเหมือนกุหลาบแก้วดอกเก่าหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ

ความคิดเห็นที่ 75

tuka007
27 ส.ค. 2549 21:47
  1. ขนมไทยที่ตูก้าพูดถึงวันนี้ เชื่อว่าทุกท่านคงต้องเคยกินค่ะ ตูก้าก็กินมาตั้งแต่เด็กๆ ชอบร้องขอให้คุณแม่ทำให้ทาน . [[38030]]

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น