ซางตาครู้ส กางเขนศักดิ์สิทธิ์

เมื่อผมสมัครสมาชิกในเรือนไทยแรกๆ กระทู้ยอดนิยมขณะนั้นเป็นเรื่องของภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งถ่ายโดย หลวงอัคนีนฤมิตร หรือ ฟรานซิส จิตร (นายจิตร จิตราคนี) มีภาพมากมายทีเดียวที่น่าสนใจ แล้วก็มาสะกิดใจเมื่อทราบว่า ฟรานซิส จิตร คนนี้เป็นชาวกุฎีจีน ตั้งร้านอยู่ที่เรือนแพหน้าวัดกุฎีจีนหรือวัดซางตาครู้ส ตรงกันข้ามกับปากคลองตลาด พอผมมีเวลาพอก็หมายใจว่าจะไปค้นหาและไหว้หลุมศพท่านเสียหน่อยที่บ้านกุฎีจีน จนเมื่อสัปดาห์ก่อนก็มีโอกาสได้ไปจริงๆเข้า ก็ปรากฏว่าเขาย้ายสุสานหลุมฝังศพไปนครปฐมเสียนานแล้ว เพราะไม่ถูกสุขลักษณะและเกิดน้ำท่วมบ่อย ประกอบกับชุมชนขยายตัวเร็วมาก ที่เหลืออยู่ก็เพียงหลุมฝังศพเจ้าอาวาสที่สำคัญๆเท่านั้น แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว จึงหาข้อมูลเกี่ยวกับโบสถ์ซางตาครู้สมาฝากสมาชิกทุกๆท่านในเรือนไทยแทนครับ



ความคิดเห็นที่ 6

กุ้งแห้งเยอรมัน
23 ก.ค. 2549 12:20
  1. ไม่เคยไปเลยค่ะ ขอบคุณที่นำมาให้ชม



ความคิดเห็นที่ 60

เทาชมพู vcharkarn vmaster
11 ส.ค. 2549 09:08
  1. โดนคุณ Nick แซวเข้าให้แล้ว

    ต้องแก้เก้อถามว่าสาวชาวกรุง คุณนายทรัพย์ของคุณ Nick ดูรูปแล้วอยากจะถามว่ามีเชื้อมอญหรือเปล่าคะ

    ดูจากทรงผม และผ้านุ่ง สาวไทยสมัยรัชกาลที่ 3 หรือ 4 ไม่แต่งตัวแบบนี้ ยังนุ่งโจงไว้ผมปีกกันอยู่



    คำว่า "ท่านผู้หญิง" ในสมัยรัชกาลที่ 1-3 เป็นคำที่น่าค้นคว้า ดิฉันเข้าใจว่าคำว่า "คุณหญิง"เพิ่งมามีอย่างเป็นทางการเอาในรัชกาลที่ 5

    ก่อนหน้านี้สตรีบรรดาศักดิ์ที่ไม่ใช่ชาววัง เห็นมีแต่"ท้าว" อย่างท้าวสุรนารี ถ้าเป็นสมัยนี้ท่านอาจจะเป็นท่านผู้หญิงสุรนารี



    ส่วนคำว่า"ท่านผู้หญิง" ในร. 3 เห็นทีจะมีความหมายเพียงว่าเป็นเมียหลวงของขุนนาง ตั้งแต่ระดับขุนถึงเจ้าพระยา

    เรียกกันด้วยความยกย่อง คล้ายๆชาวบ้านร้านถิ่นในตจว.ไกลๆเรียกภรรยาข้าราชการว่า "คุณนาย" เมื่อสัก 50-60 ปีมาแล้ว

    ที่คิดอย่างนี้ เพราะมีตัวอย่างในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่



    ได้เยี่ยมเยือนเรือนบ้านท่านขุนแพ่ง

    มาปลูกแปลงแปลกกว่าเมื่ออาศัย

    ด้วยศึกลาวคราวนั้นเธอบรรลัย

    ไม่มีใครครอบครองจึ่งหมองมัว

    แสนสงสารท่านผู้หญิงมิ่งเมียหลวง
    เฝ้าข้อนทรวงเสียใจอาลัยผัว

    ทั้งเมียน้อยอ้อยอิ่งหญิงคนครัว

    พากันมัวหมองคล้ำระกำตรอม



    ขุนแพ่งเป็นขุนนางระดับ ขุน ชั้นผู้น้อย ต่ำกว่าหลวงหันแตร เสียอีก สุนทรภู่ยังเรียกเมียหลวงว่า "ท่านผู้หญิง" เต็มปาก

    ถ้าจะว่าสุนทรภู่เรียกผิด ก็ยังมีคำนี้อีกในเสภาขุนช้างขุนแผนฉบับหอพระสมุด มีตอนหนึ่งเรียกนางวันทองเมื่ออายุมากแล้วว่า



    ท่านผู้หญิงวันทองร้องเรียกบ่าว



    ทั้งที่ขุนช้างสามีของนางก็เป็นแค่มหาดเล็กของพระพันวษา ไม่ใช่ขุนนางมียศศักดิ์ แต่เป็นคนใหญ่คนโตในเมืองสุพรรณ

    ภรรยาก็เลยเป็นคุณนาย เรียกว่าท่านผู้หญิง ได้เนียนๆ



ความคิดเห็นที่ 11

เทาชมพู vcharkarn vmaster
25 ก.ค. 2549 21:30
  1. นิยายก็คือนิยายละค่ะคุณ Nickynick อย่าไปคิดว่าเป็นของจริง แม้แต่จะอิงข้อมูลจริงบางอย่างก็เถอะ

    ถ้าทำใจได้ว่าเป็นจินตนาการ อ่านเอาสนุก แนะนำนิยายของคุณปองพล อดิเรกสาร เรื่อง "รัตนโกสินทร์" แต่เป็นยุคธนบุรีค่ะ ทำไมท่านไม่ตั้งชื่อว่า " ธนบุรี" ก็ไม่ทราบ

    เรื่องนี้พระเจ้าตากไม่ได้ถูกประหารเสียด้วยซี



ความคิดเห็นที่ 58

เทาชมพู vcharkarn vmaster
10 ส.ค. 2549 10:06
  1. ดิฉันสับสนเองละค่ะคุณกุรุฯ

    อ่านกระทู้นี้พร้อมกับกระทู้เมืองเพชร เลยพลาดไปนึกว่าเจ้าสาวอยู่เมืองเพชร

    กราบขอโทษเจ้าสาวซานตาครูสงามๆสามที ไปว่าเธอไม่ใช่สาวชาวกรุง



    เรื่องแขนทุกข์ จำได้ว่าในนิยายของดอกไม้สด มีฉากพระเอกพันแขนทุกข์แล้ว

    นิยายแต่งในรัชกาลที่ 7 ช่วง 2470-2475



ความคิดเห็นที่ 13

เทาชมพู vcharkarn vmaster
26 ก.ค. 2549 10:47
  1. นวนิยายชื่อ "รัตนโกสินทร์" มี ๒ เรื่องค่ะ เรื่องหนึ่งของคุณปองพล อีกเรื่องทำละครอย่างที่คุณ Nickynick จำได้



    พูดถึงความสนใจต่อสถานที่



    ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ดิฉันเคยเดินท่อมๆกลางแดด อยู่แถววัดอนงคาราม เพื่อสืบค้นความเป็นไปของบ้านหลังหนึ่ง ที่เคยตั้งอยู่ในละแวกนั้น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    เจ้าของบ้านชื่อเจ้าพระยารัตนบดินทร์ เป็นบุตรของเจ้าพระยานิกรบดินทร์

    ถ้าคุณนิคสนใจประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ ๓ คงจำได้ถึงนายโต ที่ทำหน้าที่ผู้จัดการด้านค้าสำเภาให้พระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ทรงเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

    ทำงานถวายด้วยความเรียบร้อยมาโดยตลอด มีกำไรมั่งมี นำขึ้นทูลเกล้าถวายพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

    เงินที่นำขึ้นถวายจากการค้าสำเภา ต่อมาก็คือ "เงินถุงแดง" ที่ใช้ไถ่บ้านไถ่เมือง ในสมัยฝรั่งเศสวางอำนาจกับสยาม

    ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯเลื่อนท่านเป็นเจ้าพระยานิกรบดินทร์



    นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๖ ก็บอกบ่งถึงความสำคัญของท่านในสมัยรัชกาลที่ ๓

    ส่วนจะเป็นนามสกุลอะไร ขอเชิญคุณนิคค้นหาเอง เพื่อจะได้อ่านแล้วไม่ง่วง



    ในบ้านของเจ้าพระยารัตนบดินทร์ผู้เป็นบุตรชายของท่าน เล่าสืบกันมาในหมู่เครือญาติ ว่ามีกุลบุตรผู้หนึ่งอาศัยอยู่

    มีชื่อว่า "ชุ่ม"

    ท่านชุ่มมีบุตรหลายคน หนึ่งในนั้น ประวัติศาสตร์รู้จักกันในนามว่า "ท่านชู" เป็นช่างทอง มีภรรยาชื่อท่าน"คำ"

    มีธิดาคนเดียว ต่อมาได้ทุนหลวงไปศึกษาวิชาพยาบาล ณ สหรัฐอเมริกา



    ถึงตอนนี้ก็คงเดาได้แล้วว่า คือสมเด็จพระศรีนครินทราฯ หรือ" สมเด็จย่า" ผู้เป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยนั่นเอง



    ขอเล่าแค่นี้ละค่ะ



ความคิดเห็นที่ 1

กุรุกุลา
20 ก.ค. 2549 20:14

  1. โบสถ์ซางตาครู้สในสมัยปัจจุบัน



ความคิดเห็นที่ 2

กุรุกุลา
20 ก.ค. 2549 20:16
  1. เมื่อเอ่ยถึงกุฎีจีน ใครๆก็คงนึกถึงขนมฝรั่งเป็นอันดับแรก เรื่องขนมผมไม่เชี่ยวชาญคงต้องรอผู้ชำนาญด้านการนี้อย่างคุณติบอมาเล่าให้ฟัง แต่ขนมฝรั่งกุฎีจีนนั้นก็เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนไปแล้วถึงกับมีคำร้องขายขนมของแม่ค้าสมัยก่อนว่า



    “ซื้ออ้อยจีนบางใหญ่ อ้อยไทยบางโคกวัด ข้าวหลามตัดวัดระฆัง ขนมฝรั่งกุฎีจีน แม่เอ๊ย”



    เผื่อมีคนถามว่ากุฎีจีนคืออะไร ถ้าเราลองเดินเลียบทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาจากวัดกัลยาฯไปเรื่อยๆ จะพบศาลเจ้าจีนเก่าแก่ อันวิจิตรด้วยไม้สลักแห่งหนึ่ง (เสียดายว่าเขาห้ามถ่ายภาพ มิฉะนั้นจะนำมาให้ชมกัน) มีชื่อว่า ศาลเจ้า เกียนอันเก๋ง ซึ่งศาลเจ้านี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยตรัสเล่าในสาส์นสมเด็จว่า



    “ที่เรียกกุฎีจีนนั้น มีตัวกุฎีจริง และเป็นของสำคัญในทางโบราณคดี ด้วยหม่อมฉันก็เผอิญไปรู้เห็นโดยมิได้คาดคิด ครั้งหนึ่งหม่อมฉันรับเชิญไปช่วยงานหล่อระฆังใหญ่ที่วัดกัลยาณมิตร กระบวนงานออกจะยุ่ง ต้องคอยอยู่นานกว่าชั่วโมง หม่อมฉันจึงไปเที่ยวเดินดูวัดกัลยาณมิตร ไปถึงเขตวัดทางด้านใต้ริมคลองกุฎีจีน แลดูข้ามฟากคลองไปสักสองเส้นยังบริบูรณ์ดี ดูเหมือนจะยังมีผู้คนนับถือ หม่อมฉันถามคนที่ไปด้วยว่านั่นศาลอะไร เขาเรียกว่า ศาลเจ้ากุฎีจีน ได้คิดก็ “หูผึ่ง” ด้วยรู้ว่าศาลเจ้านั้น พวกจีนคงสร้างแต่เมื่อที่ตรงนั้นเป็นแหลมแม่น้ำเลี้ยว เหมือนชอบสร้างในที่อื่นๆเช่นเดียวกัน คือ สร้างเมื่อสายแม่น้ำเจ้าพระยายังไปทางคลองบางกอกใหญ่ เวลาที่ตรงวัดกัลยาณมิตรยังเป็นแม่น้ำในสมัยแรกหรือก่อนขุดคลองลัดบางกอกครั้งรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช คลองกุฎีจีนเป็นแนวฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยนั้น แต่ตรงที่สร้างวัดกัลยาณมิตรเห็นจะตื้นเขินจนเกิดคลองกุฎีจีนมาแต่ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ตั้งเมืองธนฯเป็นราชธานี รวบรวมผู้คนที่แตกฉานกระจัดกระจายให้มาอยู่ที่กรุงธนฯจึงโปรดให้พวกจีนชาวพระนครศรีอยุธยา มาตั้งบ้านเรือนอยู่เหนือข้างคลองกุฎีจีนตรงที่วัดกัลยาณมมิตร เจ้าสัวมันบิดาเจ้าพระยานิกรบดินทร์ มาอยู่ที่นั่นและเจ้าพระยานิกรบดินทร์เกิดที่นั่นจึงเป็นเหตุที่สร้างวัดกัลยาณมิตรเมื่อรัชกาลที่ 3 ท่านก๋งของเราก็มาอยู่ที่นั่นแต่อยู่แพจอดตรงที่ทูลกระหม่อมทรงสร้างหอไตรวัดกัลยาณมิตร ส่วนฝรั่งเชื้อสายโปรตุเกสที่เคยอยู่ ณ พระนครศรีอยุธยาก็ให้รวมกันตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำใต้กุฎีจีนต่อลงไป จึงเรียกว่า ฝรั่งกุฎีจีน”



ความคิดเห็นที่ 25

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:07
  1. ลืมบอกไปครับ ว่าบาทหลวงกอร์เป็นชาวฝรั่งเศส แต่ตั้งชื่อวัดเป็นภาษาโปรตุเกสคงเพื่อให้เกียรติกับชนชาติเดิมที่อยู่มาก่อน



ความคิดเห็นที่ 26

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:47
  1. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2322 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีบัญชาให้ขับไล่มิชชันนารีออกจากราชอาณาจักร เพราะพวกมิชชันนารีขัดขวางไม่ให้ชาวคริสต์เข้าร่วมพิธีทางศาสนาของคนไทย





    ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกแล้ว จึงได้เชิญบรรดามิชชันนารีที่ถูกขับไล่ออกนอกราชอาณาจักรกลับคืนมา และยังได้ส่งทูตไปยังเมืองมาเก๊า เพื่อขอให้บาทหลวงชาวโปรตุเกสมาปกครองชาวคริสต์ที่กรุงเทพ





    ทั้งนี้เพราะพระองค์มีนโยบายที่จะฟื้นฟูการค้ากับตะวันตกขึ้นใหม่ ทรงแสดงพระเมตตาต่อชาวคริสต์ด้วยการยกเว้นให้ทหารชาวคริสต์ไม่ต้องถือน้ำพิพัฒน์สัตยา





    ในปี พ.ศ. 2328 กองทัพสยามกลับมาจากกัมพูชาและเวียดนามหลังจากที่ได้ไปช่วยรบกับพวกไต้ซ้อง พระองค์โปรดให้ชาวเขมรที่นับถือคริสต์ไปอยู่ในชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัญ นับตั้งแต่นั้นจึงเรียก โบสถ์คอนเซ็ปชัญว่า “บ้านเขมร”



ความคิดเห็นที่ 27

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:51
  1. มีชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมรับการปกครองของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส จึงแยกตัวออกไปตั้งหมู่บ้านใหม่เรียกว่า “ค่ายแม่พระลูกประคำ” ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างโบสถ์ขึ้น ชื่อ “กาลหว่าร์” นับเป็นผืนแผ่นดินผืนที่ 3 ที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระเมตตาพระราชทานให้ชาวโปรตุเกส



ความคิดเห็นที่ 5

กุรุกุลา
22 ก.ค. 2549 20:09
  1. ในวันที่ 13 ตุลาคม 2317 พระองค์ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกา ห้ามคนไทย และคนมอญนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม ว่า





    “ ถ้าพระสังฆราชมิชชันนารี หรือคริสตัง หรือมุสลิมคนใดทำคนไทยหรือคนมอญ แม้แต่คนเดียวไปเข้ารีตเป็นมุสลิม หรือคริสตัง ก็ให้จับกุมสังฆราชหรือมิชชันนารีหรือคริสตัง หรือชาวมุสลิมคนนั้น และให้ถือว่าสมควรจะต้องตาย ”





    ในเดือนกันยายน 2318 มีพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอีก นายทหารชาวคริสต์สามคนได้เข้าไปในโบสถ์ซางตาครู้ส และคุกเข่าลงหน้าแท่นบูชาต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก และได้กล่าวสาบานโดยอ้างพระคัมภีร์เป็นพยานต่อหน้าสังฆราช แล้วทำหนังสือสำคัญว่าเขาได้ทำพิธีสาบานแล้ว



    พระเจ้าตากสินทรงเห็นว่าเป็นการลบหลู่พระเกียรติ และเป็นการคิดร้ายต่อพระราชอำนาจโดยตรง จึงทรงบัญชาให้จับนายทหารนั้นจำคุกในวันที่ 22 และ25 กันยายน และยังทรงให้จับพระสังฆราชเลอบ็อง กับบาทหลวงกูเด บาทหลวงกาโนไปเข้าคุกด้วย ทั้งหมดถูกจำคุกอยู่ 7 เดือนจนได้รับอิสรภาพ โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องข้อบังคับในอดีตอีก



ความคิดเห็นที่ 3

กุรุกุลา
21 ก.ค. 2549 21:31
  1. ในฐานะของโบสถ์เก่าแก่ อายุเกินกว่ากรุงรัตนโกสินทร์เสียอีก ประวัติเรื่องราวต่างๆก็สืบเนื่องไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา หลัง พ.ศ. 2310 ชาวโปรตุเกสบางส่วนที่ไม่ได้อพยพหนีภัยสงคราม และเข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสู้รบกับพม่า จากจดหมายเหตุของสังฆราชเลอ บ็อง ได้กล่าวว่า



    สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงวางพระทัยพวกเข้ารีตมาก ถ้าเสด็จทัพครั้งใดก็ต้องมีพวกเข้ารีตติดตามไปด้วยทุกครั้ง พวกเข้ารีตเป็นพวกที่กล้าหาญของพระเจ้าตาก และพระเจ้าตากก็ทรงจัดให้พวกเข้ารีตเป็นทหารรักษาพระองค์



    เมื่อปี พ.ศ. 2312 บาทหลวงคอร์ Corre ซึ่งอพยพลี้ภัยสงครามไปยังประเทศเขมรได้นำชาวคริสต์ 4 คนกลับเข้ามาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้รับการต้อนรับอย่างดี พระองค์ได้พระราชทานเงิน 20 เหรียญ และเรือลำหนึ่งแก่ท่าน และเมื่อวันที่ 14 กันยายน ได้พระราชทานที่ดินสร้างโบสถ์แก่ บาทหลวง Corre ซึ่งได้ตั้งชื่อโบสถ์ว่า “ซางตาครู้ส” (Santa Cruz) เป็นภาษาโปรตุเกส เนื่องจากตรงกับวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน



    นับเป็นผืนแผ่นดินแห่งที่สองที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานให้แก่ชาวโปรตุเกส (แห่งแรกคือโบสถ์คอนเซ็ปชัญสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช)



ความคิดเห็นที่ 4

กุรุกุลา
21 ก.ค. 2549 21:38
  1. แต่ต่อมาเหตุการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คือทุกๆปีจะมีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งในศาสนาคริสต์ถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของศาสนา สังฆราชจึงห้ามชาวคริสต์เข้าร่วม



    ในเดือนมีนาคม 2316 สังฆราชเลอ บ็อง ได้ถวายฎีกาทูลขอพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการชาวคริสต์ทำพิธีสาบานตนตามจารีตศาสนาแทนพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงตอบ



    อีกไม่กี่เดือนก็ทรงเรียกประชุม พระภิกษุ ชาวมุสลิม และมิชชันนารีคนหนึ่งเพื่อถกปัญหาเกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตามที่พุทธศาสนาสอน พระภิกษุอภิปรายว่าการห้ามนั้นถูกต้อง แต่ชาวมุสลิมและชาวคริสต์มีความเห็นที่ต่างออกไป จึงทำให้พระเจ้าตากสินไม่พอพระทัยมาก



ความคิดเห็นที่ 40

กุรุกุลา
31 ก.ค. 2549 20:35
  1. ตอนนี้ยังไม่ค่อยว่างครับ ขอโทษด้วย แล้วก็อย่างที่คุณติบอว่า ผมยังไม่ได้เริ่มพูดถึงกางเขนศักดิ์สิทธิ์เลย รอให้สอบเสร็จก่อนละกันครับแล้วจะมาขยายถ้อย



ความคิดเห็นที่ 35

กุรุกุลา
27 ก.ค. 2549 20:45

  1. ลองเปลี่ยนมาชมบรรยากาศในโบสถ์บ้างครับ รูปอาจมัวไปบ้าง ขออภัยครับ แล้ววันหลังจะถ่ายภาพโบสถ์หลังก่อนหน้านี้มาให้ชม หลังปัจจุบันนี้สร้างเสร็จสมัยรัชกาลที่ 6 ครับ



ความคิดเห็นที่ 36

กุรุกุลา
27 ก.ค. 2549 20:50

  1. กระจกสีนี้เป็นของใหม่ เนื่องจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวโบสถ์ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากการทิ้งระเบิด ภาพนี้ตั้งใจจะถ่ายให้ติดช่อฟ้าวัดกัลยาณมิตร แต่ไม่ชัด



ความคิดเห็นที่ 37

กุรุกุลา
27 ก.ค. 2549 21:01

  1. กระจกสีเล่าเรื่อง การปรากฎของพระนางมาเรีย พระมารดาของพระเยซู ต่อยวง ดิอาโก ชาวเอซแทก ที่กวาเดอลูป เม็กซิโก เมื่อปี ค.ศ. 1531



ความคิดเห็นที่ 47

กุรุกุลา
8 ส.ค. 2549 19:56
  1. มาต่อกระทู้ครับ หายไปนานเนื่องจากสอบกลางภาค



    ผมไม่ได้หลับหรอกครับคุณนิก แค่ยังไม่อยากตื่นเท่านั้นเองก็เลยแกล้งทำเป็นหลับ แต่ตอนนี้คงต้องรีบโพสบ้างแล้วครับ เดี๋ยวจะโดนคุณนิกแซงหน้าไปเสียก่อน ขอบคุณนะครับที่ช่วยโพสแทนผมไปมากมาย กระทู้นี้ถึงไม่ร่วงไปเสียก่อน คราวหน้าคงต้องรบกวนคุณนิกอีกหลายครั้ง



    เรือบื่อนี่แถวบ้านผมเมืองนนท์ก็เรียกกันครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินแล้ว ส่วนรูปเรือนแพหน้าวัดอรุณคาดว่าจะเคยเห็นกันมาหนักหนาแล้ว ผมก็เลยขอไม่เอามาลงครับ



    จำได้ว่าเคยมีฉากเรือนไทยมุมนี้ในเรื่องทวิภพ เมื่อวันก่อนผมซื้อซีดีเพลงของกรมนริศท่านก็มีการนำภาพนี้มาเป็นปกซีดี สวยงามน่าชมบารนี



    ตอนนี้ผมค่อนข้างว่างแล้ว มาดูภาพไม่สวยกันบ้างครับ เนื้อหาคงจะไม่มีอะไรแล้ว



ความคิดเห็นที่ 48

กุรุกุลา
8 ส.ค. 2549 20:04

  1. วัดซางตาครู้ส หลังเดิมครับ สร้าง พศ 2378-2456


    สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เพราะวัดหลังแรกอายุมากถึง 66 ปีแล้ว คงจะชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา วัดหลังนี้สร้างโดยสังฆราชปัลเลอกัวร์ผู้โด่งดัง สมัยนั้นท่านยังไม่มีสมณศักดิ์ ได้กล่าวถึงชุมชนกุฏีจีนว่า


    ชมรมแซงเตอะครัวซ์ มีโบสถ์อันภูมิฐานและกว้างขวาง ซึ่งใช้เงินของพวกคริสตังที่น่าสงสารไปถึงสองหมื่นฟรังซ์ แต่ก่อนนี้การประกอบพิธีกรรม กระทำกันในโรงหลังคาต่ำเป็นที่ลุ่มน้ำเฉอะแฉะ แท่นบูชาจึงกลายเป็นที่ซ่องสุมของอสรพิษ"


    วัดหลังนี้สร้างเสร็จในปี พศ 2378 มีลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายแบบจีน มีปูนปั้นอ่อนช้อยคล้ายศาลเจ้า ผสมกับโบสถ์ไทย ติดพระราชนิยมรัชกาลที่ 3 นิดๆ ตรงหลังคาทรงกระเท่เซรที่ก่ออิฐสูงยันอกไก่ แต่มีปีกนกรอบด้านแป



ความคิดเห็นที่ 49

กุรุกุลา
8 ส.ค. 2549 20:09

  1. พิธีศพในสมัยโบราณ สังเกตที่โลงหน้าตาประหลาดแบบนี้ ยังไม่ทราบว่ามีที่มาจากประเทศใด แต่ก็ยังมีสืบทอดรูปแบบมาถึงปัจจุบัน (เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครใช้) ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วน่าจะอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่จะเป็นช่วงใดคงต้องรอผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณติบอมาตอบ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น