ซางตาครู้ส กางเขนศักดิ์สิทธิ์

เมื่อผมสมัครสมาชิกในเรือนไทยแรกๆ กระทู้ยอดนิยมขณะนั้นเป็นเรื่องของภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งถ่ายโดย หลวงอัคนีนฤมิตร หรือ ฟรานซิส จิตร (นายจิตร จิตราคนี) มีภาพมากมายทีเดียวที่น่าสนใจ แล้วก็มาสะกิดใจเมื่อทราบว่า ฟรานซิส จิตร คนนี้เป็นชาวกุฎีจีน ตั้งร้านอยู่ที่เรือนแพหน้าวัดกุฎีจีนหรือวัดซางตาครู้ส ตรงกันข้ามกับปากคลองตลาด พอผมมีเวลาพอก็หมายใจว่าจะไปค้นหาและไหว้หลุมศพท่านเสียหน่อยที่บ้านกุฎีจีน จนเมื่อสัปดาห์ก่อนก็มีโอกาสได้ไปจริงๆเข้า ก็ปรากฏว่าเขาย้ายสุสานหลุมฝังศพไปนครปฐมเสียนานแล้ว เพราะไม่ถูกสุขลักษณะและเกิดน้ำท่วมบ่อย ประกอบกับชุมชนขยายตัวเร็วมาก ที่เหลืออยู่ก็เพียงหลุมฝังศพเจ้าอาวาสที่สำคัญๆเท่านั้น แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว จึงหาข้อมูลเกี่ยวกับโบสถ์ซางตาครู้สมาฝากสมาชิกทุกๆท่านในเรือนไทยแทนครับ


ความคิดเห็นที่ 64


25 เม.ย. 2557 10:49
  1. เวลาผ่านไป 19 ปีแล้ว ผมไม่เคยจำว่าตัวเองได้วาดรูปบนกระจกไว้ที่ "โบสถ์ซางตาครู๊ซ" กี่ชุด จนกระทั่งได้เข้าไปเดินชมโบสถ์เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถึงได้รู้ว่าวาดไว้ถึง 13 ชุด เป็นชุดกลม 12 ชุด ครึ่งวงกลม 1 ชุด ตอนนั้นวาดแบบไม่ได้กินไม่ได้นอนเลย ชุดหนึ่งเขียนเป็นอาทิตย์ กว่าจะต่อกระจกเรียงหาตำแหน่งว่าชิ้นไหนคือส่วนไหนบ้าง ก็เหมือต่อจิ๊กซอว์ที่ไม่มีรูป เป็นแค่กระจกสีต่างๆที่ขนาดไม่เท่ากัน ไม่รู้ว่าหน้าหรือหลัง ต้องมองย้อนแสงเวลาเขียน เวลาเคลื่อนย้ายไปเข้าเตาเผาก็ต้องระวังไม่ให้จับโดนสีที่เขียนไว้ เพราะจะหลุดทันที หลังจากเขียนเสร็จจึงส่งไปประกอบ

ความคิดเห็นที่ 62

NickyNick
13 ส.ค. 2549 10:20
  1. ได้ไปค้นหนังสือศิลปวัฒนธรรมอย่างที่ตั้งใจไว้ เป็นฉบับปี ๒๕๔๐ เขียนโดยคุณภูธร ภูมะธน ไม่มีเกี่ยวกับสายสกุลเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ที่อยู่เมืองไทยเลย แต่พูดถึงต้นตระกูลของท่านที่อยู่ประเทศกรีซ ตระกูลท่านเป็นขุนนาง พ่อเป็นถึงข้าหลวงของเกาะเซฟาโลเนีย ไม่ได้เป็นเด็กเร่ร่อนขุดทองเหมือนกับที่ประวัติศาสตร์ทั่วไปได้กล่าวไว้ พ่อของท่านชื่อ ดอน จิออจิโอ เยรากี (Don Giorgio GERACHI) คำว่า "เยรากี" เป็นภาษากรีกที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า "ฟอลคอน" (Falcon หรือ Hawk) อันแปลเป็นไทยว่า "เหยี่ยว" และทราบอีกด้วยว่า รูปที่เชอวาเลีย เดอ โชมอง เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ต่อพระหัตถ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๒๒๘ เป็นภาพวาดสีน้ำมันที่ตกทอดมาถึงครอบครัวเยรากีที่เมืองมาร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส เป็นการยื่นมือถือพานถวายโดยตรง ไม่ได้มีด้ามถือยาวดังปรากฏอยู่ในหนังสือทั่วไปถึงปัจจุบัน

ความคิดเห็นที่ 60

เทาชมพู
11 ส.ค. 2549 09:08
  1. โดนคุณ Nick แซวเข้าให้แล้ว ต้องแก้เก้อถามว่าสาวชาวกรุง คุณนายทรัพย์ของคุณ Nick ดูรูปแล้วอยากจะถามว่ามีเชื้อมอญหรือเปล่าคะ ดูจากทรงผม และผ้านุ่ง สาวไทยสมัยรัชกาลที่ 3 หรือ 4 ไม่แต่งตัวแบบนี้ ยังนุ่งโจงไว้ผมปีกกันอยู่ คำว่า "ท่านผู้หญิง" ในสมัยรัชกาลที่ 1-3 เป็นคำที่น่าค้นคว้า ดิฉันเข้าใจว่าคำว่า "คุณหญิง"เพิ่งมามีอย่างเป็นทางการเอาในรัชกาลที่ 5 ก่อนหน้านี้สตรีบรรดาศักดิ์ที่ไม่ใช่ชาววัง เห็นมีแต่"ท้าว" อย่างท้าวสุรนารี ถ้าเป็นสมัยนี้ท่านอาจจะเป็นท่านผู้หญิงสุรนารี ส่วนคำว่า"ท่านผู้หญิง" ในร. 3 เห็นทีจะมีความหมายเพียงว่าเป็นเมียหลวงของขุนนาง ตั้งแต่ระดับขุนถึงเจ้าพระยา เรียกกันด้วยความยกย่อง คล้ายๆชาวบ้านร้านถิ่นในตจว.ไกลๆเรียกภรรยาข้าราชการว่า "คุณนาย" เมื่อสัก 50-60 ปีมาแล้ว ที่คิดอย่างนี้ เพราะมีตัวอย่างในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่ ได้เยี่ยมเยือนเรือนบ้านท่านขุนแพ่ง มาปลูกแปลงแปลกกว่าเมื่ออาศัย ด้วยศึกลาวคราวนั้นเธอบรรลัย ไม่มีใครครอบครองจึ่งหมองมัว แสนสงสารท่านผู้หญิงมิ่งเมียหลวง เฝ้าข้อนทรวงเสียใจอาลัยผัว ทั้งเมียน้อยอ้อยอิ่งหญิงคนครัว พากันมัวหมองคล้ำระกำตรอม ขุนแพ่งเป็นขุนนางระดับ ขุน ชั้นผู้น้อย ต่ำกว่าหลวงหันแตร เสียอีก สุนทรภู่ยังเรียกเมียหลวงว่า "ท่านผู้หญิง" เต็มปาก ถ้าจะว่าสุนทรภู่เรียกผิด ก็ยังมีคำนี้อีกในเสภาขุนช้างขุนแผนฉบับหอพระสมุด มีตอนหนึ่งเรียกนางวันทองเมื่ออายุมากแล้วว่า ท่านผู้หญิงวันทองร้องเรียกบ่าว ทั้งที่ขุนช้างสามีของนางก็เป็นแค่มหาดเล็กของพระพันวษา ไม่ใช่ขุนนางมียศศักดิ์ แต่เป็นคนใหญ่คนโตในเมืองสุพรรณ ภรรยาก็เลยเป็นคุณนาย เรียกว่าท่านผู้หญิง ได้เนียนๆ

ความคิดเห็นที่ 58

เทาชมพู
10 ส.ค. 2549 10:06
  1. ดิฉันสับสนเองละค่ะคุณกุรุฯ อ่านกระทู้นี้พร้อมกับกระทู้เมืองเพชร เลยพลาดไปนึกว่าเจ้าสาวอยู่เมืองเพชร กราบขอโทษเจ้าสาวซานตาครูสงามๆสามที ไปว่าเธอไม่ใช่สาวชาวกรุง เรื่องแขนทุกข์ จำได้ว่าในนิยายของดอกไม้สด มีฉากพระเอกพันแขนทุกข์แล้ว นิยายแต่งในรัชกาลที่ 7 ช่วง 2470-2475

ความคิดเห็นที่ 57

กุรุกุลา
10 ส.ค. 2549 10:06
  1. [[38104]] -

ความคิดเห็นที่ 56

กุรุกุลา
10 ส.ค. 2549 10:04
  1. [[38103]] เชิงเทียนพระราชทานครับ แต่ก็ไม่ทราบว่าพระราชทานในโอกาสใด คงต้องไปค้นหาให้มากกว่านี้ ผมไม่มีความรู้เรื่องถนิมพิมพาภรณ์ ก็คงต้องรอผู้รู้ชี้แจงว่าเป็นของนำเข้าหรือช่างไทยทำเลียนแบบ แต่ผมว่าคงจะมีแต่คนเข้ามากระเทียบมากกว่าว่าถ่ายรูปไม่ได้เรื่อง ขอชี้แจงครับว่า เวลาใช้ save for web ในโฟโต้ชอปแล้วภาพที่ได้มันจะออกมาใหญ่ แต่ความละเอียดมันจะน้อยลง ถ้าปรับไปน้อยมากๆมันจะแตกไปเลย

ความคิดเห็นที่ 55

กุรุกุลา
10 ส.ค. 2549 09:32
  1. ขอบพระคุณมากครับ อาจารย์เทาชมพู ผมคิดว่าเจ้าสาวก็คงพยายามจะแต่งตัวให้ทันสมัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะโบสถ์นี้ก็ไม่ได้อยู่ไกลปืนเที่ยง แทบจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวังทีเดียว อีกเรื่องหนึ่งที่อยากทราบก็คือ การใช้แขนไว้ทุกข์น่ะครับ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรและเริ่มสมัยไหน อ้อ ขอบคุณคุณนิกมากนะครับ ที่ติดตามชมกันอย่างสม่ำเสมอ วันหลังช่วยผมโพสอีกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 54

เทาชมพู
9 ส.ค. 2549 14:18
  1. ขอสันนิษฐานแทนติบอได้ไหมคะ เจ้าตัวยังไม่เข้ามาตอบ ภาพในค.ห. 51 เป็นปลายรัชกาลที่ 6 หรืออย่างช้าทึ่สุดก็ต้นรัชกาลที่ 7 ค่ะ แถบคาดหน้าผาก หรือ headband แบบนี้ เป็นแฟชั่นนำโดยพระวรกัญญาเมื่อเป็นพระคู่หมั้น เจ้าสาวตัดผมสั้นแค่คอ (สมัยนั้นมี 2 ทรงคือชิงเกิ้ล และบ๊อบ) ดูเหมือนจะมีคีมเย็นจับลอนผมเสียด้วย หน้าตาสวยทันสมัยไม่แพ้สาวชาวกรุง ถ้าเทียบกับคุณแม่เธอ(เดาว่างั้นนะ)ทางซ้ายสุด คุณแม่ยังไว้ผมเสยด้วยขี้ผึ้ง แต่งตัวแบบโบราณอยู่เลย

ความคิดเห็นที่ 51

กุรุกุลา
8 ส.ค. 2549 20:16
  1. [[38102]] พิธีแต่งงานหน้าโบสถ์ คาดว่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 6 (รอคุณติบอมาอธิบายเรื่องที่คาดศีรษะของผู้สาวครับ) วัดเป็นวัดหลังที่ 3 แล้ว

ความคิดเห็นที่ 50

กุรุกุลา
8 ส.ค. 2549 20:14
  1. [[38101]] ด้านข้างของโบสถ์ดูไม่ต่างกับโบสถ์ไทย

ความคิดเห็นที่ 49

กุรุกุลา
8 ส.ค. 2549 20:09
  1. [[38100]] พิธีศพในสมัยโบราณ สังเกตที่โลงหน้าตาประหลาดแบบนี้ ยังไม่ทราบว่ามีที่มาจากประเทศใด แต่ก็ยังมีสืบทอดรูปแบบมาถึงปัจจุบัน (เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครใช้) ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วน่าจะอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่จะเป็นช่วงใดคงต้องรอผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณติบอมาตอบ

ความคิดเห็นที่ 48

กุรุกุลา
8 ส.ค. 2549 20:04
  1. [[38099]] วัดซางตาครู้ส หลังเดิมครับ สร้าง พศ 2378-2456 สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เพราะวัดหลังแรกอายุมากถึง 66 ปีแล้ว คงจะชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา วัดหลังนี้สร้างโดยสังฆราชปัลเลอกัวร์ผู้โด่งดัง สมัยนั้นท่านยังไม่มีสมณศักดิ์ ได้กล่าวถึงชุมชนกุฏีจีนว่า ชมรมแซงเตอะครัวซ์ มีโบสถ์อันภูมิฐานและกว้างขวาง ซึ่งใช้เงินของพวกคริสตังที่น่าสงสารไปถึงสองหมื่นฟรังซ์ แต่ก่อนนี้การประกอบพิธีกรรม กระทำกันในโรงหลังคาต่ำเป็นที่ลุ่มน้ำเฉอะแฉะ แท่นบูชาจึงกลายเป็นที่ซ่องสุมของอสรพิษ" วัดหลังนี้สร้างเสร็จในปี พศ 2378 มีลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายแบบจีน มีปูนปั้นอ่อนช้อยคล้ายศาลเจ้า ผสมกับโบสถ์ไทย ติดพระราชนิยมรัชกาลที่ 3 นิดๆ ตรงหลังคาทรงกระเท่เซรที่ก่ออิฐสูงยันอกไก่ แต่มีปีกนกรอบด้านแป

ความคิดเห็นที่ 47

กุรุกุลา
8 ส.ค. 2549 19:56
  1. มาต่อกระทู้ครับ หายไปนานเนื่องจากสอบกลางภาค ผมไม่ได้หลับหรอกครับคุณนิก แค่ยังไม่อยากตื่นเท่านั้นเองก็เลยแกล้งทำเป็นหลับ แต่ตอนนี้คงต้องรีบโพสบ้างแล้วครับ เดี๋ยวจะโดนคุณนิกแซงหน้าไปเสียก่อน ขอบคุณนะครับที่ช่วยโพสแทนผมไปมากมาย กระทู้นี้ถึงไม่ร่วงไปเสียก่อน คราวหน้าคงต้องรบกวนคุณนิกอีกหลายครั้ง เรือบื่อนี่แถวบ้านผมเมืองนนท์ก็เรียกกันครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินแล้ว ส่วนรูปเรือนแพหน้าวัดอรุณคาดว่าจะเคยเห็นกันมาหนักหนาแล้ว ผมก็เลยขอไม่เอามาลงครับ จำได้ว่าเคยมีฉากเรือนไทยมุมนี้ในเรื่องทวิภพ เมื่อวันก่อนผมซื้อซีดีเพลงของกรมนริศท่านก็มีการนำภาพนี้มาเป็นปกซีดี สวยงามน่าชมบารนี ตอนนี้ผมค่อนข้างว่างแล้ว มาดูภาพไม่สวยกันบ้างครับ เนื้อหาคงจะไม่มีอะไรแล้ว

ความคิดเห็นที่ 40

กุรุกุลา
31 ก.ค. 2549 20:35
  1. ตอนนี้ยังไม่ค่อยว่างครับ ขอโทษด้วย แล้วก็อย่างที่คุณติบอว่า ผมยังไม่ได้เริ่มพูดถึงกางเขนศักดิ์สิทธิ์เลย รอให้สอบเสร็จก่อนละกันครับแล้วจะมาขยายถ้อย

ความคิดเห็นที่ 39

ติบอ
29 ก.ค. 2549 17:07
  1. อ่า... แล้วกางเขนศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงไหนเหรอครับ ผมหาไม่เจออ่ะครับ คุณกุรุกุลา ปล. อ่านไปอ่านมานึกว่ากระทู้คุณNickyNick ซะอีก แหะๆ คุณกุรุกุลาหลบฉากไปซะแล้วเหรอครับเนี่ยะ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 37

กุรุกุลา
27 ก.ค. 2549 21:01
  1. [[38095]] กระจกสีเล่าเรื่อง การปรากฎของพระนางมาเรีย พระมารดาของพระเยซู ต่อยวง ดิอาโก ชาวเอซแทก ที่กวาเดอลูป เม็กซิโก เมื่อปี ค.ศ. 1531

ความคิดเห็นที่ 36

กุรุกุลา
27 ก.ค. 2549 20:50
  1. [[38094]] กระจกสีนี้เป็นของใหม่ เนื่องจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวโบสถ์ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากการทิ้งระเบิด ภาพนี้ตั้งใจจะถ่ายให้ติดช่อฟ้าวัดกัลยาณมิตร แต่ไม่ชัด

ความคิดเห็นที่ 35

กุรุกุลา
27 ก.ค. 2549 20:45
  1. [[38093]] ลองเปลี่ยนมาชมบรรยากาศในโบสถ์บ้างครับ รูปอาจมัวไปบ้าง ขออภัยครับ แล้ววันหลังจะถ่ายภาพโบสถ์หลังก่อนหน้านี้มาให้ชม หลังปัจจุบันนี้สร้างเสร็จสมัยรัชกาลที่ 6 ครับ

ความคิดเห็นที่ 30

NickyNick
27 ก.ค. 2549 12:30
  1. พระราชพงศาวดารฯ รัชกาลที่ ๑ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ...... ลุจุลศักราช ๑๑๔๔ ปีชาล จัตวาศก (ตรงกับ พ.ศ.๒๔๒๕- NickyNick) ....... พระยายมราช (แบน) พระยากลาโหม (ปก) เห็นจะสู้มิได้ ไม่ทันจะตระเตรียมตัว ก็พาพระท้าวสองนางซึ่งเป็นกนิษฐภคินีของสมเด็จพระนารายณ์ราชาลงเรือ กวาดต้อนครอบครัวเขมรเข้ารีดมาด้วยประมาณ ๕๐๐ คน หนีเข้ามาขึ้นที่เมืองพระตะบองเข้ามา ณ กรุงเทพมหานคร ในปีขาลจัตวาศกนั้น ชนมายุนักพระองค์เองได้ ๑๐ ปี แต่นักองเมนป่วยถึงแก่พิราลัยเสีย ยังอยู่แต่พระเรียมสององค์ คือ ....... .................... สืบได้ว่าปีที่เขมรเข้ารีตมาอยู่ ณ กรุงเทพฯ น่าจะตรงกับปี พ.ศ.๒๓๒๕ ครับ พระยายมราช (แบน) ภายหลังในปีถัดไป ก็ได้รับโปรดเกล้าเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ไปรั้งเมืองเขมร ท่านอยู่ในสกุล "อภัยวงศ์" ครับ แล้วเดี๋ยวว่างๆ จะค้นเกี่ยวกับชื่อสถานที่ตรงนั้นที่มีหลายชื่อต่างๆ กันไป คือ วัดคอนเซ็ปชัญ บ้านเขมร หรือบ้านญวน รอสักหน่อยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 28

NickyNick
27 ก.ค. 2549 11:06
  1. จะเพิ่มเติมอีกบ้าง คงไม่ว่ากระไรนะครับ ท่านกุรุกุลาน้อย ขอย้อนกลับไปถึงปี ๒๔๑๒ ตาม คหพต.๓ ซ้ำอีกครั้ง เพื่อความกระจ่างของการตั้งคณะบาทหลวงแห่งนี้ จึงได้ไปคัดลอกประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙ มาร่วมด้วยอีกครั้ง "เรื่องจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กับครั้งกรุงธนบุรีแลกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น" ................. วันที่ ๘ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๗๖๙ (พ.ศ. ๒๓๑๒) ทางที่จะไปเมืองไทยจากเมืองคันเคาเปนอันไปไม่ได้แล้ว เพราะเหตุว่าเจ้าเมืองคันเคาได้เกิดอริกับผู้ที่คิดจะเอาราชสมบัติไทย ข้าพเจ้าจึงได้ลองเดิรทางเมืองป่าสัก เพราะที่นั่นมีเรือจีนอยู่ลำ ๑ จวนจะแล่นใบไปยังเมืองไทยอยู่แล้ว เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนมกราคม ข้าพเจ้าได้ลามองเซนเยอร์เดอคานาธ และข้าพเจ้าได้ลงเรือเมื่อวันที่ ๒๒ เดือนมกราคม และเมื่อวันที่ ๔ เดือนมีนาคมก็ได้ไปถึงบางกอก และได้ไปพักที่บ้านคนเข้ารีดชาติปอตุเกตคน ๑ รุ่งขึ้นกำลังข้าพเจ้าจะลงมือสวดมนต์ ก็ได้รับพระราชโองการให้ข้าพเจ้าไปเฝ้าและได้มีเรือมามารับข้าพเจ้าด้วยลำ ๑ ข้าพเจ้าจึงจำเปนต้องเลิกการสวดมนต์และรีบไปเฝ้าตามรับสั่ง พระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานเงินให้ก่ข้าพเจ้า ๒๐ เหรียญ เรือลำ ๑ กับที่สำคัญปลูกวัดแห่ง ๑ เงิน ๒๐ เหรียญนั้นข้าพเจ้าได้รับไว้แล้ว แต่ของอื่น ๆ ยังมาไม่ถึง และของเหล่านั้นก็คงจะไม่ได้จนกว่าจะได้ให้เงินหรือของแก่เจ้าพนักงาร พวกไทยเห็นจะไม่ทิ้งนิสัยเปนแน่ อย่างไรๆ ก็คงจะหาข้อแก้ตัวที่จะขัดพระราชโองการให้จงได้ เพื่อจะถ่วงเวลาให้ได้รับของกำนันเสียก่อนเท่านั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพวกเข้ารีดในค่ายของเราและค่ายปอตุเกตุซึ่งอยู่ใกล้กับป้อมที่บางกอกเหลืออยู่ ๑๔ คนเท่านั้น นอกนั้นเที่ยวกระจายอยู่ทั่วไปหมด พวกนี้ก็ได้มาหาข้าพเจ้าโดยมาก ข้าพเจ้าได้นับพวกเข้ารีดมาหาข้าพเจ้าถึง ๑๐๘ คน เมื่อพวกเข้ารีดที่หนีไปเมืองเขมรได้กลับมาเมื่อไรก็คงจะรวบรวมพวกเข้ารีดได้ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ หรือ ๔๐๐ คน ค่าอาหารการรับประทานในเมืองนี้แพงอย่างที่สุด เวลานี้ เข้าสารขายกันทนานละ ๒ เหรียญครึ่ง คนที่หาการเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างนั้นถึงจะหมั่นสักเพียงไร ก็จะหาเพียงซื้ออาหารรับประทานแต่คนเดียวก็ไม่พอ เมื่อเปนเช่นนี้บุตรภรรยาจะเปนอย่างไรบ้าง พวกที่อ้างตัวว่าเปนปอตุเกตุนั้นดูเหมือนจะเดือดร้อนมากกว่าคนอื่นมาก เพราะพวกนี้ไม่ละความเกียจคร้าน หรือลดหย่อนความหยิ่งของตัวเลยร้องแต่ว่าทุนไม่มีจึงไม่ได้ทำอะไร นอกจากนอนขึงอยู่บนเสื่อตั้งแต่เช้าจนเย็น ส่วนพวกเข้ารีดของเรานั้นพอเอาตัวรอดได้ เขาไม่ได้รบกวนใครแต่ทำมาหาเลี้ยงชีพของตัวไป ........

ความคิดเห็นที่ 27

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:51
  1. มีชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมรับการปกครองของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส จึงแยกตัวออกไปตั้งหมู่บ้านใหม่เรียกว่า “ค่ายแม่พระลูกประคำ” ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างโบสถ์ขึ้น ชื่อ “กาลหว่าร์” นับเป็นผืนแผ่นดินผืนที่ 3 ที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระเมตตาพระราชทานให้ชาวโปรตุเกส

ความคิดเห็นที่ 26

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:47
  1. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2322 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีบัญชาให้ขับไล่มิชชันนารีออกจากราชอาณาจักร เพราะพวกมิชชันนารีขัดขวางไม่ให้ชาวคริสต์เข้าร่วมพิธีทางศาสนาของคนไทย ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกแล้ว จึงได้เชิญบรรดามิชชันนารีที่ถูกขับไล่ออกนอกราชอาณาจักรกลับคืนมา และยังได้ส่งทูตไปยังเมืองมาเก๊า เพื่อขอให้บาทหลวงชาวโปรตุเกสมาปกครองชาวคริสต์ที่กรุงเทพ ทั้งนี้เพราะพระองค์มีนโยบายที่จะฟื้นฟูการค้ากับตะวันตกขึ้นใหม่ ทรงแสดงพระเมตตาต่อชาวคริสต์ด้วยการยกเว้นให้ทหารชาวคริสต์ไม่ต้องถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ในปี พ.ศ. 2328 กองทัพสยามกลับมาจากกัมพูชาและเวียดนามหลังจากที่ได้ไปช่วยรบกับพวกไต้ซ้อง พระองค์โปรดให้ชาวเขมรที่นับถือคริสต์ไปอยู่ในชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัญ นับตั้งแต่นั้นจึงเรียก โบสถ์คอนเซ็ปชัญว่า “บ้านเขมร”

ความคิดเห็นที่ 25

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:07
  1. ลืมบอกไปครับ ว่าบาทหลวงกอร์เป็นชาวฝรั่งเศส แต่ตั้งชื่อวัดเป็นภาษาโปรตุเกสคงเพื่อให้เกียรติกับชนชาติเดิมที่อยู่มาก่อน

ความคิดเห็นที่ 21

NickyNick
26 ก.ค. 2549 13:33
  1. ต่อครับ เล่มเดียวกัน "......ภายหลังจากที่ชาวโปรตุเกสได้พากันมาตั้งหลักปักฐานอยู่ในย่านกุฎีจีนแห่งนี้แล้ว ต่อมาจึงได้มีการสร้างวัดในคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกตามมาเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของชุมชน โดยในปี พ.ศ.๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้พระราชทานที่ดินให้บาทหลวงกอร์ ชาวฝรั่งเศสสร้างวัดคริสต์ขึ้นแห่งนี้ในย่านกุฎีจีน และตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดซางตาครู้ส” หรือวัดมหากางเขน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงวันี่ได้รับพระราชทานที่ดินซึ่งตรงกับวันเทิดทูนมหากางเขนของชาวคริสต์ วัดซางตาครู้สนับได้ว่าเป็นวัดคาทอลิกที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งในย่านธนบุรี เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวัดกุฎีจีน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งของวัดอยู่ในย่านที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ก่อน และชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ก็มักจะถูกเรียกว่า ฝรั่งกุฎีจีน เป็นเหตุให้ผู้คนพากันเรียกโบสถ์ของฝรั่งเหล่านี้ว่า “วัดกุฎีจีน” ตามไปด้วย ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์หลังเก่าเมื่อแรกสร้างนั้นมีรูปทรงคล้ายแบบจีน คือ โครงตอนปลายอ่อนช้อยคล้ายลวงลายปูนปั้นบนหลังคาศาลเจ้าจีน จึงอาจเป็นไปได้ว่าเป็นสาเหตุให้ผู้คนเรียกขาน โบสถ์ซางตาครู้สว่า “วัดกุฎีจีน”....." ...................... จากบทความของกรมศิลปากรฉบับนี้ กลายเป็นว่า บาทหลวงกอร์ เป็นชาวฝรั่งเศส ไม่ใช่ บาทหลวงคอร์ (Corre) ที่เราเข้าใจว่าเป็นชาวโปรตุเกส ตาม คหพต.๓ ซะแล้ว

ความคิดเห็นที่ 19

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 12:21
  1. ครับ รอสักพักนะครับ เดี๋ยวผมจะโยงกลับไปที่โปรตุเกสต่อ ท่าทางคุณนิกจะมีความหลังฝังใจกับฟุตบอลโลกคราวนี้เหลือเกิน น่าเสียดายว่าไม่ค่อยปรากฏความสัมพันธ์อย่างชัดเจนระหว่างวัดกัลยาณมิตรกับโบสถ์ซางตาครูส เหมือนวัดราชาธิวาสกับโบสถ์คอนเซ็ปชัญ หรือโบสถ์เซนต์ฟรานซิส ซาเวียร์ สามเสนกับวัดส้มเกลี้ยง มิฉะนั้นคงเขียนนิยายเรื่องสองฝั่งคลองได้อีกยาวเหยียดทีเดียว คนไทยสมัยนั้นก็อยู่กันได้รักใคร่สามัคคี ไม่มีแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา ผู้คนสมัยนี้น่าจะมองย้อนอดีตกลับไปบ้างนะครับ ว่าความแตกต่างทาวศาสนาไม่ควรเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง

ความคิดเห็นที่ 16

NickyNick
26 ก.ค. 2549 11:39
  1. ชักเริ่มสนุกเสียแล้วซี หากท่านกุรุกลาไม่เข้ามา เดี๋ยวกระทู้จะกู่ไม่กลับนะครับ นึกออกแล้วครับว่าบ้านของเจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด) หลังนั้นอยู่ตรงไหน พอบอกว่าเป็นนิวาสถานเดิมของสมเด็จย่า ก็ต้องร้องอ๋อเป็นธรรมดา ขอต่ออีกนิดครับ เพราะอ่านตรงที่พระองค์ได้รับทุนพระราชทานเรียนพยาบาล ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะที่ชอบศึกษาทั้งเรื่องสถานที่ แล้วก็เรื่องของบุคคลด้วย ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ทราบว่าพระองค์จบพยาบาล ขณะนั้นเรียกโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และ หญิงพยาบาล เป็นรุ่นที่ ๘ พ.ศ.๒๔๕๘ เพื่อนร่วมรุ่นมี ๖ ท่าน คือ ๑. สมเด็จพระศรีนครินทราฯ ๒. เล็ก หริณสุต ๓. เชื้อ โรหิตโยธิน (นางอิทธิวัฒนะ) ๔. เนื่อง จินตดุลย์ (คุณท้าวอินทรสุริยา) ๕. จันทร์ตรี (นางสุขกิจบำรุง) ๖. สมบุญ ธะเทียนทอง ไม่ค่อยได้รู้จักชื่อเลยครับ แต่คงจะมีทายาทให้พอทราบนามได้บ้าง

ความคิดเห็นที่ 15

NickyNick
26 ก.ค. 2549 11:18
  1. พอดีส่งเข้ามาพร้อมกัน มาอ่านเนื้อความของคุณเทาชมพูทีหลัง นามเจ้าพระยานิกรบดินทร์ อยู่ในความทรงจำของผมอยู่ตลอดเวลา ท่านเคยเป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองหนึ่งในอดีต นั่นก็คือ วัดป่าเลไลยก์เมืองสุพรรณครับ ท่านบูรณะทั้งองค์พระป่าเลไลยก์ ทั้งวิหาร รวมทั้งน่าจะเป็นสิ่งที่เราเรียกกันสมัยปัจจุบันว่าอาคารสถานที่อื่นๆ ในวัดนั้นด้วยครับ ผมได้พยายามค้นหาหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการนั้น แต่เพราะอาชีพหลักเป็นเรื่องอื่น งานที่รักเช่นนี้จึงต้องค้างไว้บ้าง การขึ้นล่องค้นหาหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือสมุดแห่งชาติท่าวาสุกรี สำหรับคนต่างจังหวัด และมีภาระ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ทราบแต่เลาๆ ว่าบูรณะใหญ่ครั้งนั้นสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่อ่านไปอ่านมา บางทีก็มีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ บ้างแล้ว ก็ยังงงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ครับ แล้วก็เลยได้รับรู้ถึงประวัติของท่านเจ้าพระยานิกรบดินทร์เป็นความรู้เสริมด้วยครับ รู้ว่าท่านสร้างวัดกัลยาณมิตร ซึ่งในพงศาวดารฯ รัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ก็กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ".... เจ้าพระยานิกรบดินทร์ยกที่บ้านเดิมของท่าน แล้วซื้อที่บ้านข้าราชการและบ้านเจ๊สัว เจ้าภาษี นายอากรอื่นอีกหลายบ้านสร้างเป็นวัดใหญ่ พระราชทานชื่อวัดกัลยาณมิตรวัด ๑ แต่วิหารใหญ่เป็นของหลวง...." ซึ่งเริ่มสร้างเมื่อปี ๒๓๖๘ ครับ จึงคิดแต่เพียงว่า การได้รับพระราชทานนามสกุลในสมัยต่อมา น่าจะเกี่ยวกับนามของวัดนี้ แต่จริงๆ แล้วมีความหมายแฝงมากกว่าที่เรารู้ด้วย วัดที่ท่านเจ้าพระยานิกรบดินทร์มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมีพระพุทธรูปประธานที่ใหญ่ ดังวัดของตระกูลท่านแห่งนี้ คนไทยเรียก "หลวงพ่อโต" คนจีนเรียกกันว่า "ซำปอกง" ซึ่งวัดพนัญเชิงอยุธยาเขาก็จะเรียก "ซำปอกง" เหมือนกัน วัดนี้จะมีเหตุเกี่ยวกับท่านเจ้าคุณรึเปล่าไม่รู้ พระประธานองค์ใหญ่ที่วัดป่าเลไลยก์เมืองสุพรรณ เรียกหลวงพ่อโตเหมือนกัน แต่คนจีนไม่ได้เรียกซำปอกง แต่องค์ก็ใหญ่มากเช่นกันครับ

ความคิดเห็นที่ 13

เทาชมพู
26 ก.ค. 2549 10:47
  1. นวนิยายชื่อ "รัตนโกสินทร์" มี ๒ เรื่องค่ะ เรื่องหนึ่งของคุณปองพล อีกเรื่องทำละครอย่างที่คุณ Nickynick จำได้ พูดถึงความสนใจต่อสถานที่ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ดิฉันเคยเดินท่อมๆกลางแดด อยู่แถววัดอนงคาราม เพื่อสืบค้นความเป็นไปของบ้านหลังหนึ่ง ที่เคยตั้งอยู่ในละแวกนั้น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าของบ้านชื่อเจ้าพระยารัตนบดินทร์ เป็นบุตรของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ถ้าคุณนิคสนใจประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ ๓ คงจำได้ถึงนายโต ที่ทำหน้าที่ผู้จัดการด้านค้าสำเภาให้พระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ทรงเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทำงานถวายด้วยความเรียบร้อยมาโดยตลอด มีกำไรมั่งมี นำขึ้นทูลเกล้าถวายพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย เงินที่นำขึ้นถวายจากการค้าสำเภา ต่อมาก็คือ "เงินถุงแดง" ที่ใช้ไถ่บ้านไถ่เมือง ในสมัยฝรั่งเศสวางอำนาจกับสยาม ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯเลื่อนท่านเป็นเจ้าพระยานิกรบดินทร์ นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๖ ก็บอกบ่งถึงความสำคัญของท่านในสมัยรัชกาลที่ ๓ ส่วนจะเป็นนามสกุลอะไร ขอเชิญคุณนิคค้นหาเอง เพื่อจะได้อ่านแล้วไม่ง่วง ในบ้านของเจ้าพระยารัตนบดินทร์ผู้เป็นบุตรชายของท่าน เล่าสืบกันมาในหมู่เครือญาติ ว่ามีกุลบุตรผู้หนึ่งอาศัยอยู่ มีชื่อว่า "ชุ่ม" ท่านชุ่มมีบุตรหลายคน หนึ่งในนั้น ประวัติศาสตร์รู้จักกันในนามว่า "ท่านชู" เป็นช่างทอง มีภรรยาชื่อท่าน"คำ" มีธิดาคนเดียว ต่อมาได้ทุนหลวงไปศึกษาวิชาพยาบาล ณ สหรัฐอเมริกา ถึงตอนนี้ก็คงเดาได้แล้วว่า คือสมเด็จพระศรีนครินทราฯ หรือ" สมเด็จย่า" ผู้เป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยนั่นเอง ขอเล่าแค่นี้ละค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11

เทาชมพู
25 ก.ค. 2549 21:30
  1. นิยายก็คือนิยายละค่ะคุณ Nickynick อย่าไปคิดว่าเป็นของจริง แม้แต่จะอิงข้อมูลจริงบางอย่างก็เถอะ ถ้าทำใจได้ว่าเป็นจินตนาการ อ่านเอาสนุก แนะนำนิยายของคุณปองพล อดิเรกสาร เรื่อง "รัตนโกสินทร์" แต่เป็นยุคธนบุรีค่ะ ทำไมท่านไม่ตั้งชื่อว่า " ธนบุรี" ก็ไม่ทราบ เรื่องนี้พระเจ้าตากไม่ได้ถูกประหารเสียด้วยซี

ความคิดเห็นที่ 10

-AnToiNetty-
25 ก.ค. 2549 20:48
  1. ขอบคุณ ที่ช่วยแบ่งปันกระสบการณ์ ครับ .. เหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ ของพระศาสนจักร ในประเทศไทย ของสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน ไม่ค่อยเป็นที่เผยแพร่เท่าไหร่ ขอขอบคุณ คุณกุรุกุลา มาก ๆ นะครับ .. วัดซางตาครู๊ส เปนวัด ที่สวยมาก ๆ วัดหนึ่งในประเทศไทย .. ส่วนสำหรับหลุมศพ ของ ฟรานซิส จิตร ที่คุณ กุลุกุรา กล่าวถึง คาดว่า ตอนนี้ น่าจะตั้งอยู่ที่ สุสาน ศานติคาม จ.นครปฐม นะฮะ

ความคิดเห็นที่ 8

NickyNick
25 ก.ค. 2549 09:13
  1. ตามหาจนเจอ คนบอกว่ามีกระทู้เกี่ยวกับชุมชนต่างชาติที่เกี่ยวเนื่องจากอยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ คงจะที่นี่แหละ ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับคริสต์ หรือโปรตุเกส เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเป็นโบสถ์ของชาวคริสต์เชื้อสายโปรตุเกส พอเริ่มอ่านต้นเหตุของการสร้างโบสถ์หลังนี้ เห็นมีเกี่ยวข้องกับนาม "เขมร" ด้วย จึงเกิดคำถามเล็กๆ ขึ้นมาว่าชาวคริสต์ ๔ คนที่อพยพกลับจากเขมรมาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินพร้อมกับบาทหลวงคอร์ Corre เป็นชาวโปรตุเกสอย่างเดียว หรือว่า มีชาวเขมรปนด้วยครับ เป็นความสงสัยในรายละเอียดเล็กน้อย ที่อาจต่างจากคนอื่น แล้วก็ ผมจะขออนุญาตพล่ามไปเรื่อยๆ หากมีโอกาส : Are you OK?

ความคิดเห็นที่ 7

ติบอ
23 ก.ค. 2549 15:22
  1. ผมเพิ่งว่างพอจะได้เข้ามาอ่านครับ คุณกุรุกุลา อ่านแล้วนึกถึงเมื่อหลายวันก่อน ไปเดินเล่นแถวที่คุณเล่าให้ฟังพอดี จำได้ว่าศาลเจ้าที่คุณเล่าถึง พี่ที่ไปด้วยกันก็ถ่ายรูปไว้หลายภาพนะครับ เพราะงานไม้แกะสลัก และงานพับกระดาษตกแต่งที่นั่นสวยมากครับ (ผู้ดูแลศาลเขาจำกัดเฉพาะด้านในน่ะครับ ด้านนอกถ่ายได้) เสียดายพี่คนที่ผมพูดถึงแกสมัครวิชาการดอทคอมพ์แล้วข้อมูลมีปัญหา เลยเข้าบอร์ดมาไม่ได้ ผมติดต่อไปทาง VTeam ไปเมื่อหลายวันแล้ว แต่ทีมงานยังไม่ได้ตอบจดหมายผมกลับมา หวังว่าพี่เขาจะได้เข้าบอร์ดมาเร็ว คุณกุรุกุลาคงจะได้มีภาพสวยๆประดับกระทู้น่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 6

กุ้งแห้งเยอรมัน
23 ก.ค. 2549 12:20
  1. ไม่เคยไปเลยค่ะ ขอบคุณที่นำมาให้ชม

ความคิดเห็นที่ 5

กุรุกุลา
22 ก.ค. 2549 20:09
  1. ในวันที่ 13 ตุลาคม 2317 พระองค์ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกา ห้ามคนไทย และคนมอญนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม ว่า “ ถ้าพระสังฆราชมิชชันนารี หรือคริสตัง หรือมุสลิมคนใดทำคนไทยหรือคนมอญ แม้แต่คนเดียวไปเข้ารีตเป็นมุสลิม หรือคริสตัง ก็ให้จับกุมสังฆราชหรือมิชชันนารีหรือคริสตัง หรือชาวมุสลิมคนนั้น และให้ถือว่าสมควรจะต้องตาย ” ในเดือนกันยายน 2318 มีพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอีก นายทหารชาวคริสต์สามคนได้เข้าไปในโบสถ์ซางตาครู้ส และคุกเข่าลงหน้าแท่นบูชาต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก และได้กล่าวสาบานโดยอ้างพระคัมภีร์เป็นพยานต่อหน้าสังฆราช แล้วทำหนังสือสำคัญว่าเขาได้ทำพิธีสาบานแล้ว พระเจ้าตากสินทรงเห็นว่าเป็นการลบหลู่พระเกียรติ และเป็นการคิดร้ายต่อพระราชอำนาจโดยตรง จึงทรงบัญชาให้จับนายทหารนั้นจำคุกในวันที่ 22 และ25 กันยายน และยังทรงให้จับพระสังฆราชเลอบ็อง กับบาทหลวงกูเด บาทหลวงกาโนไปเข้าคุกด้วย ทั้งหมดถูกจำคุกอยู่ 7 เดือนจนได้รับอิสรภาพ โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องข้อบังคับในอดีตอีก

ความคิดเห็นที่ 4

กุรุกุลา
21 ก.ค. 2549 21:38
  1. แต่ต่อมาเหตุการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คือทุกๆปีจะมีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งในศาสนาคริสต์ถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของศาสนา สังฆราชจึงห้ามชาวคริสต์เข้าร่วม ในเดือนมีนาคม 2316 สังฆราชเลอ บ็อง ได้ถวายฎีกาทูลขอพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการชาวคริสต์ทำพิธีสาบานตนตามจารีตศาสนาแทนพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงตอบ อีกไม่กี่เดือนก็ทรงเรียกประชุม พระภิกษุ ชาวมุสลิม และมิชชันนารีคนหนึ่งเพื่อถกปัญหาเกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตามที่พุทธศาสนาสอน พระภิกษุอภิปรายว่าการห้ามนั้นถูกต้อง แต่ชาวมุสลิมและชาวคริสต์มีความเห็นที่ต่างออกไป จึงทำให้พระเจ้าตากสินไม่พอพระทัยมาก

ความคิดเห็นที่ 3

กุรุกุลา
21 ก.ค. 2549 21:31
  1. ในฐานะของโบสถ์เก่าแก่ อายุเกินกว่ากรุงรัตนโกสินทร์เสียอีก ประวัติเรื่องราวต่างๆก็สืบเนื่องไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา หลัง พ.ศ. 2310 ชาวโปรตุเกสบางส่วนที่ไม่ได้อพยพหนีภัยสงคราม และเข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสู้รบกับพม่า จากจดหมายเหตุของสังฆราชเลอ บ็อง ได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงวางพระทัยพวกเข้ารีตมาก ถ้าเสด็จทัพครั้งใดก็ต้องมีพวกเข้ารีตติดตามไปด้วยทุกครั้ง พวกเข้ารีตเป็นพวกที่กล้าหาญของพระเจ้าตาก และพระเจ้าตากก็ทรงจัดให้พวกเข้ารีตเป็นทหารรักษาพระองค์ เมื่อปี พ.ศ. 2312 บาทหลวงคอร์ Corre ซึ่งอพยพลี้ภัยสงครามไปยังประเทศเขมรได้นำชาวคริสต์ 4 คนกลับเข้ามาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้รับการต้อนรับอย่างดี พระองค์ได้พระราชทานเงิน 20 เหรียญ และเรือลำหนึ่งแก่ท่าน และเมื่อวันที่ 14 กันยายน ได้พระราชทานที่ดินสร้างโบสถ์แก่ บาทหลวง Corre ซึ่งได้ตั้งชื่อโบสถ์ว่า “ซางตาครู้ส” (Santa Cruz) เป็นภาษาโปรตุเกส เนื่องจากตรงกับวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน นับเป็นผืนแผ่นดินแห่งที่สองที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานให้แก่ชาวโปรตุเกส (แห่งแรกคือโบสถ์คอนเซ็ปชัญสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช)

ความคิดเห็นที่ 2

กุรุกุลา
20 ก.ค. 2549 20:16
  1. เมื่อเอ่ยถึงกุฎีจีน ใครๆก็คงนึกถึงขนมฝรั่งเป็นอันดับแรก เรื่องขนมผมไม่เชี่ยวชาญคงต้องรอผู้ชำนาญด้านการนี้อย่างคุณติบอมาเล่าให้ฟัง แต่ขนมฝรั่งกุฎีจีนนั้นก็เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนไปแล้วถึงกับมีคำร้องขายขนมของแม่ค้าสมัยก่อนว่า “ซื้ออ้อยจีนบางใหญ่ อ้อยไทยบางโคกวัด ข้าวหลามตัดวัดระฆัง ขนมฝรั่งกุฎีจีน แม่เอ๊ย” เผื่อมีคนถามว่ากุฎีจีนคืออะไร ถ้าเราลองเดินเลียบทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาจากวัดกัลยาฯไปเรื่อยๆ จะพบศาลเจ้าจีนเก่าแก่ อันวิจิตรด้วยไม้สลักแห่งหนึ่ง (เสียดายว่าเขาห้ามถ่ายภาพ มิฉะนั้นจะนำมาให้ชมกัน) มีชื่อว่า ศาลเจ้า เกียนอันเก๋ง ซึ่งศาลเจ้านี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยตรัสเล่าในสาส์นสมเด็จว่า “ที่เรียกกุฎีจีนนั้น มีตัวกุฎีจริง และเป็นของสำคัญในทางโบราณคดี ด้วยหม่อมฉันก็เผอิญไปรู้เห็นโดยมิได้คาดคิด ครั้งหนึ่งหม่อมฉันรับเชิญไปช่วยงานหล่อระฆังใหญ่ที่วัดกัลยาณมิตร กระบวนงานออกจะยุ่ง ต้องคอยอยู่นานกว่าชั่วโมง หม่อมฉันจึงไปเที่ยวเดินดูวัดกัลยาณมิตร ไปถึงเขตวัดทางด้านใต้ริมคลองกุฎีจีน แลดูข้ามฟากคลองไปสักสองเส้นยังบริบูรณ์ดี ดูเหมือนจะยังมีผู้คนนับถือ หม่อมฉันถามคนที่ไปด้วยว่านั่นศาลอะไร เขาเรียกว่า ศาลเจ้ากุฎีจีน ได้คิดก็ “หูผึ่ง” ด้วยรู้ว่าศาลเจ้านั้น พวกจีนคงสร้างแต่เมื่อที่ตรงนั้นเป็นแหลมแม่น้ำเลี้ยว เหมือนชอบสร้างในที่อื่นๆเช่นเดียวกัน คือ สร้างเมื่อสายแม่น้ำเจ้าพระยายังไปทางคลองบางกอกใหญ่ เวลาที่ตรงวัดกัลยาณมิตรยังเป็นแม่น้ำในสมัยแรกหรือก่อนขุดคลองลัดบางกอกครั้งรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช คลองกุฎีจีนเป็นแนวฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยนั้น แต่ตรงที่สร้างวัดกัลยาณมิตรเห็นจะตื้นเขินจนเกิดคลองกุฎีจีนมาแต่ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ตั้งเมืองธนฯเป็นราชธานี รวบรวมผู้คนที่แตกฉานกระจัดกระจายให้มาอยู่ที่กรุงธนฯจึงโปรดให้พวกจีนชาวพระนครศรีอยุธยา มาตั้งบ้านเรือนอยู่เหนือข้างคลองกุฎีจีนตรงที่วัดกัลยาณมมิตร เจ้าสัวมันบิดาเจ้าพระยานิกรบดินทร์ มาอยู่ที่นั่นและเจ้าพระยานิกรบดินทร์เกิดที่นั่นจึงเป็นเหตุที่สร้างวัดกัลยาณมิตรเมื่อรัชกาลที่ 3 ท่านก๋งของเราก็มาอยู่ที่นั่นแต่อยู่แพจอดตรงที่ทูลกระหม่อมทรงสร้างหอไตรวัดกัลยาณมิตร ส่วนฝรั่งเชื้อสายโปรตุเกสที่เคยอยู่ ณ พระนครศรีอยุธยาก็ให้รวมกันตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำใต้กุฎีจีนต่อลงไป จึงเรียกว่า ฝรั่งกุฎีจีน”

ความคิดเห็นที่ 1

กุรุกุลา
20 ก.ค. 2549 20:14
  1. [[38092]] โบสถ์ซางตาครู้สในสมัยปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น