ซางตาครู้ส กางเขนศักดิ์สิทธิ์

เมื่อผมสมัครสมาชิกในเรือนไทยแรกๆ กระทู้ยอดนิยมขณะนั้นเป็นเรื่องของภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งถ่ายโดย หลวงอัคนีนฤมิตร หรือ ฟรานซิส จิตร (นายจิตร จิตราคนี) มีภาพมากมายทีเดียวที่น่าสนใจ แล้วก็มาสะกิดใจเมื่อทราบว่า ฟรานซิส จิตร คนนี้เป็นชาวกุฎีจีน ตั้งร้านอยู่ที่เรือนแพหน้าวัดกุฎีจีนหรือวัดซางตาครู้ส ตรงกันข้ามกับปากคลองตลาด พอผมมีเวลาพอก็หมายใจว่าจะไปค้นหาและไหว้หลุมศพท่านเสียหน่อยที่บ้านกุฎีจีน จนเมื่อสัปดาห์ก่อนก็มีโอกาสได้ไปจริงๆเข้า ก็ปรากฏว่าเขาย้ายสุสานหลุมฝังศพไปนครปฐมเสียนานแล้ว เพราะไม่ถูกสุขลักษณะและเกิดน้ำท่วมบ่อย ประกอบกับชุมชนขยายตัวเร็วมาก ที่เหลืออยู่ก็เพียงหลุมฝังศพเจ้าอาวาสที่สำคัญๆเท่านั้น แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว จึงหาข้อมูลเกี่ยวกับโบสถ์ซางตาครู้สมาฝากสมาชิกทุกๆท่านในเรือนไทยแทนครับ


ความคิดเห็นที่ 1

กุรุกุลา
20 ก.ค. 2549 20:14

  1. โบสถ์ซางตาครู้สในสมัยปัจจุบัน



ความคิดเห็นที่ 2

กุรุกุลา
20 ก.ค. 2549 20:16
  1. เมื่อเอ่ยถึงกุฎีจีน ใครๆก็คงนึกถึงขนมฝรั่งเป็นอันดับแรก เรื่องขนมผมไม่เชี่ยวชาญคงต้องรอผู้ชำนาญด้านการนี้อย่างคุณติบอมาเล่าให้ฟัง แต่ขนมฝรั่งกุฎีจีนนั้นก็เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนไปแล้วถึงกับมีคำร้องขายขนมของแม่ค้าสมัยก่อนว่า



    “ซื้ออ้อยจีนบางใหญ่ อ้อยไทยบางโคกวัด ข้าวหลามตัดวัดระฆัง ขนมฝรั่งกุฎีจีน แม่เอ๊ย”



    เผื่อมีคนถามว่ากุฎีจีนคืออะไร ถ้าเราลองเดินเลียบทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาจากวัดกัลยาฯไปเรื่อยๆ จะพบศาลเจ้าจีนเก่าแก่ อันวิจิตรด้วยไม้สลักแห่งหนึ่ง (เสียดายว่าเขาห้ามถ่ายภาพ มิฉะนั้นจะนำมาให้ชมกัน) มีชื่อว่า ศาลเจ้า เกียนอันเก๋ง ซึ่งศาลเจ้านี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยตรัสเล่าในสาส์นสมเด็จว่า



    “ที่เรียกกุฎีจีนนั้น มีตัวกุฎีจริง และเป็นของสำคัญในทางโบราณคดี ด้วยหม่อมฉันก็เผอิญไปรู้เห็นโดยมิได้คาดคิด ครั้งหนึ่งหม่อมฉันรับเชิญไปช่วยงานหล่อระฆังใหญ่ที่วัดกัลยาณมิตร กระบวนงานออกจะยุ่ง ต้องคอยอยู่นานกว่าชั่วโมง หม่อมฉันจึงไปเที่ยวเดินดูวัดกัลยาณมิตร ไปถึงเขตวัดทางด้านใต้ริมคลองกุฎีจีน แลดูข้ามฟากคลองไปสักสองเส้นยังบริบูรณ์ดี ดูเหมือนจะยังมีผู้คนนับถือ หม่อมฉันถามคนที่ไปด้วยว่านั่นศาลอะไร เขาเรียกว่า ศาลเจ้ากุฎีจีน ได้คิดก็ “หูผึ่ง” ด้วยรู้ว่าศาลเจ้านั้น พวกจีนคงสร้างแต่เมื่อที่ตรงนั้นเป็นแหลมแม่น้ำเลี้ยว เหมือนชอบสร้างในที่อื่นๆเช่นเดียวกัน คือ สร้างเมื่อสายแม่น้ำเจ้าพระยายังไปทางคลองบางกอกใหญ่ เวลาที่ตรงวัดกัลยาณมิตรยังเป็นแม่น้ำในสมัยแรกหรือก่อนขุดคลองลัดบางกอกครั้งรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช คลองกุฎีจีนเป็นแนวฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยนั้น แต่ตรงที่สร้างวัดกัลยาณมิตรเห็นจะตื้นเขินจนเกิดคลองกุฎีจีนมาแต่ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ตั้งเมืองธนฯเป็นราชธานี รวบรวมผู้คนที่แตกฉานกระจัดกระจายให้มาอยู่ที่กรุงธนฯจึงโปรดให้พวกจีนชาวพระนครศรีอยุธยา มาตั้งบ้านเรือนอยู่เหนือข้างคลองกุฎีจีนตรงที่วัดกัลยาณมมิตร เจ้าสัวมันบิดาเจ้าพระยานิกรบดินทร์ มาอยู่ที่นั่นและเจ้าพระยานิกรบดินทร์เกิดที่นั่นจึงเป็นเหตุที่สร้างวัดกัลยาณมิตรเมื่อรัชกาลที่ 3 ท่านก๋งของเราก็มาอยู่ที่นั่นแต่อยู่แพจอดตรงที่ทูลกระหม่อมทรงสร้างหอไตรวัดกัลยาณมิตร ส่วนฝรั่งเชื้อสายโปรตุเกสที่เคยอยู่ ณ พระนครศรีอยุธยาก็ให้รวมกันตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำใต้กุฎีจีนต่อลงไป จึงเรียกว่า ฝรั่งกุฎีจีน”



ความคิดเห็นที่ 3

กุรุกุลา
21 ก.ค. 2549 21:31
  1. ในฐานะของโบสถ์เก่าแก่ อายุเกินกว่ากรุงรัตนโกสินทร์เสียอีก ประวัติเรื่องราวต่างๆก็สืบเนื่องไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา หลัง พ.ศ. 2310 ชาวโปรตุเกสบางส่วนที่ไม่ได้อพยพหนีภัยสงคราม และเข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสู้รบกับพม่า จากจดหมายเหตุของสังฆราชเลอ บ็อง ได้กล่าวว่า



    สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงวางพระทัยพวกเข้ารีตมาก ถ้าเสด็จทัพครั้งใดก็ต้องมีพวกเข้ารีตติดตามไปด้วยทุกครั้ง พวกเข้ารีตเป็นพวกที่กล้าหาญของพระเจ้าตาก และพระเจ้าตากก็ทรงจัดให้พวกเข้ารีตเป็นทหารรักษาพระองค์



    เมื่อปี พ.ศ. 2312 บาทหลวงคอร์ Corre ซึ่งอพยพลี้ภัยสงครามไปยังประเทศเขมรได้นำชาวคริสต์ 4 คนกลับเข้ามาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้รับการต้อนรับอย่างดี พระองค์ได้พระราชทานเงิน 20 เหรียญ และเรือลำหนึ่งแก่ท่าน และเมื่อวันที่ 14 กันยายน ได้พระราชทานที่ดินสร้างโบสถ์แก่ บาทหลวง Corre ซึ่งได้ตั้งชื่อโบสถ์ว่า “ซางตาครู้ส” (Santa Cruz) เป็นภาษาโปรตุเกส เนื่องจากตรงกับวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน



    นับเป็นผืนแผ่นดินแห่งที่สองที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานให้แก่ชาวโปรตุเกส (แห่งแรกคือโบสถ์คอนเซ็ปชัญสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช)



ความคิดเห็นที่ 4

กุรุกุลา
21 ก.ค. 2549 21:38
  1. แต่ต่อมาเหตุการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คือทุกๆปีจะมีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งในศาสนาคริสต์ถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของศาสนา สังฆราชจึงห้ามชาวคริสต์เข้าร่วม



    ในเดือนมีนาคม 2316 สังฆราชเลอ บ็อง ได้ถวายฎีกาทูลขอพระบรมราชานุญาตให้ข้าราชการชาวคริสต์ทำพิธีสาบานตนตามจารีตศาสนาแทนพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงตอบ



    อีกไม่กี่เดือนก็ทรงเรียกประชุม พระภิกษุ ชาวมุสลิม และมิชชันนารีคนหนึ่งเพื่อถกปัญหาเกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตามที่พุทธศาสนาสอน พระภิกษุอภิปรายว่าการห้ามนั้นถูกต้อง แต่ชาวมุสลิมและชาวคริสต์มีความเห็นที่ต่างออกไป จึงทำให้พระเจ้าตากสินไม่พอพระทัยมาก



ความคิดเห็นที่ 5

กุรุกุลา
22 ก.ค. 2549 20:09
  1. ในวันที่ 13 ตุลาคม 2317 พระองค์ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกา ห้ามคนไทย และคนมอญนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม ว่า





    “ ถ้าพระสังฆราชมิชชันนารี หรือคริสตัง หรือมุสลิมคนใดทำคนไทยหรือคนมอญ แม้แต่คนเดียวไปเข้ารีตเป็นมุสลิม หรือคริสตัง ก็ให้จับกุมสังฆราชหรือมิชชันนารีหรือคริสตัง หรือชาวมุสลิมคนนั้น และให้ถือว่าสมควรจะต้องตาย ”





    ในเดือนกันยายน 2318 มีพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอีก นายทหารชาวคริสต์สามคนได้เข้าไปในโบสถ์ซางตาครู้ส และคุกเข่าลงหน้าแท่นบูชาต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก และได้กล่าวสาบานโดยอ้างพระคัมภีร์เป็นพยานต่อหน้าสังฆราช แล้วทำหนังสือสำคัญว่าเขาได้ทำพิธีสาบานแล้ว



    พระเจ้าตากสินทรงเห็นว่าเป็นการลบหลู่พระเกียรติ และเป็นการคิดร้ายต่อพระราชอำนาจโดยตรง จึงทรงบัญชาให้จับนายทหารนั้นจำคุกในวันที่ 22 และ25 กันยายน และยังทรงให้จับพระสังฆราชเลอบ็อง กับบาทหลวงกูเด บาทหลวงกาโนไปเข้าคุกด้วย ทั้งหมดถูกจำคุกอยู่ 7 เดือนจนได้รับอิสรภาพ โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องข้อบังคับในอดีตอีก



ความคิดเห็นที่ 6

กุ้งแห้งเยอรมัน
23 ก.ค. 2549 12:20
  1. ไม่เคยไปเลยค่ะ ขอบคุณที่นำมาให้ชม



ความคิดเห็นที่ 7

ติบอ
23 ก.ค. 2549 15:22
  1. ผมเพิ่งว่างพอจะได้เข้ามาอ่านครับ คุณกุรุกุลา

    อ่านแล้วนึกถึงเมื่อหลายวันก่อน ไปเดินเล่นแถวที่คุณเล่าให้ฟังพอดี

    จำได้ว่าศาลเจ้าที่คุณเล่าถึง พี่ที่ไปด้วยกันก็ถ่ายรูปไว้หลายภาพนะครับ

    เพราะงานไม้แกะสลัก และงานพับกระดาษตกแต่งที่นั่นสวยมากครับ

    (ผู้ดูแลศาลเขาจำกัดเฉพาะด้านในน่ะครับ ด้านนอกถ่ายได้)







    เสียดายพี่คนที่ผมพูดถึงแกสมัครวิชาการดอทคอมพ์แล้วข้อมูลมีปัญหา เลยเข้าบอร์ดมาไม่ได้

    ผมติดต่อไปทาง VTeam ไปเมื่อหลายวันแล้ว แต่ทีมงานยังไม่ได้ตอบจดหมายผมกลับมา

    หวังว่าพี่เขาจะได้เข้าบอร์ดมาเร็ว คุณกุรุกุลาคงจะได้มีภาพสวยๆประดับกระทู้น่ะครับ



ความคิดเห็นที่ 8

NickyNick
25 ก.ค. 2549 09:13
  1. ตามหาจนเจอ

    คนบอกว่ามีกระทู้เกี่ยวกับชุมชนต่างชาติที่เกี่ยวเนื่องจากอยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ คงจะที่นี่แหละ



    ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับคริสต์ หรือโปรตุเกส เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเป็นโบสถ์ของชาวคริสต์เชื้อสายโปรตุเกส



    พอเริ่มอ่านต้นเหตุของการสร้างโบสถ์หลังนี้ เห็นมีเกี่ยวข้องกับนาม "เขมร" ด้วย จึงเกิดคำถามเล็กๆ ขึ้นมาว่าชาวคริสต์ ๔ คนที่อพยพกลับจากเขมรมาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินพร้อมกับบาทหลวงคอร์ Corre เป็นชาวโปรตุเกสอย่างเดียว หรือว่า มีชาวเขมรปนด้วยครับ



    เป็นความสงสัยในรายละเอียดเล็กน้อย ที่อาจต่างจากคนอื่น



    แล้วก็ ผมจะขออนุญาตพล่ามไปเรื่อยๆ หากมีโอกาส : Are you OK?



ความคิดเห็นที่ 10

-AnToiNetty-
25 ก.ค. 2549 20:48
  1. ขอบคุณ ที่ช่วยแบ่งปันกระสบการณ์ ครับ ..

    เหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ ของพระศาสนจักร ในประเทศไทย

    ของสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน

    ไม่ค่อยเป็นที่เผยแพร่เท่าไหร่

    ขอขอบคุณ คุณกุรุกุลา มาก ๆ นะครับ ..

    วัดซางตาครู๊ส

    เปนวัด ที่สวยมาก ๆ วัดหนึ่งในประเทศไทย ..

    ส่วนสำหรับหลุมศพ ของ ฟรานซิส จิตร ที่คุณ กุลุกุรา กล่าวถึง

    คาดว่า ตอนนี้ น่าจะตั้งอยู่ที่ สุสาน ศานติคาม จ.นครปฐม นะฮะ



ความคิดเห็นที่ 11

เทาชมพู vcharkarn vmaster
25 ก.ค. 2549 21:30
  1. นิยายก็คือนิยายละค่ะคุณ Nickynick อย่าไปคิดว่าเป็นของจริง แม้แต่จะอิงข้อมูลจริงบางอย่างก็เถอะ

    ถ้าทำใจได้ว่าเป็นจินตนาการ อ่านเอาสนุก แนะนำนิยายของคุณปองพล อดิเรกสาร เรื่อง "รัตนโกสินทร์" แต่เป็นยุคธนบุรีค่ะ ทำไมท่านไม่ตั้งชื่อว่า " ธนบุรี" ก็ไม่ทราบ

    เรื่องนี้พระเจ้าตากไม่ได้ถูกประหารเสียด้วยซี



ความคิดเห็นที่ 13

เทาชมพู vcharkarn vmaster
26 ก.ค. 2549 10:47
  1. นวนิยายชื่อ "รัตนโกสินทร์" มี ๒ เรื่องค่ะ เรื่องหนึ่งของคุณปองพล อีกเรื่องทำละครอย่างที่คุณ Nickynick จำได้



    พูดถึงความสนใจต่อสถานที่



    ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ดิฉันเคยเดินท่อมๆกลางแดด อยู่แถววัดอนงคาราม เพื่อสืบค้นความเป็นไปของบ้านหลังหนึ่ง ที่เคยตั้งอยู่ในละแวกนั้น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    เจ้าของบ้านชื่อเจ้าพระยารัตนบดินทร์ เป็นบุตรของเจ้าพระยานิกรบดินทร์

    ถ้าคุณนิคสนใจประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ ๓ คงจำได้ถึงนายโต ที่ทำหน้าที่ผู้จัดการด้านค้าสำเภาให้พระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ทรงเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

    ทำงานถวายด้วยความเรียบร้อยมาโดยตลอด มีกำไรมั่งมี นำขึ้นทูลเกล้าถวายพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

    เงินที่นำขึ้นถวายจากการค้าสำเภา ต่อมาก็คือ "เงินถุงแดง" ที่ใช้ไถ่บ้านไถ่เมือง ในสมัยฝรั่งเศสวางอำนาจกับสยาม

    ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯเลื่อนท่านเป็นเจ้าพระยานิกรบดินทร์



    นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๖ ก็บอกบ่งถึงความสำคัญของท่านในสมัยรัชกาลที่ ๓

    ส่วนจะเป็นนามสกุลอะไร ขอเชิญคุณนิคค้นหาเอง เพื่อจะได้อ่านแล้วไม่ง่วง



    ในบ้านของเจ้าพระยารัตนบดินทร์ผู้เป็นบุตรชายของท่าน เล่าสืบกันมาในหมู่เครือญาติ ว่ามีกุลบุตรผู้หนึ่งอาศัยอยู่

    มีชื่อว่า "ชุ่ม"

    ท่านชุ่มมีบุตรหลายคน หนึ่งในนั้น ประวัติศาสตร์รู้จักกันในนามว่า "ท่านชู" เป็นช่างทอง มีภรรยาชื่อท่าน"คำ"

    มีธิดาคนเดียว ต่อมาได้ทุนหลวงไปศึกษาวิชาพยาบาล ณ สหรัฐอเมริกา



    ถึงตอนนี้ก็คงเดาได้แล้วว่า คือสมเด็จพระศรีนครินทราฯ หรือ" สมเด็จย่า" ผู้เป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยนั่นเอง



    ขอเล่าแค่นี้ละค่ะ



ความคิดเห็นที่ 15

NickyNick
26 ก.ค. 2549 11:18
  1. พอดีส่งเข้ามาพร้อมกัน มาอ่านเนื้อความของคุณเทาชมพูทีหลัง

    นามเจ้าพระยานิกรบดินทร์ อยู่ในความทรงจำของผมอยู่ตลอดเวลา ท่านเคยเป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองหนึ่งในอดีต



    นั่นก็คือ วัดป่าเลไลยก์เมืองสุพรรณครับ ท่านบูรณะทั้งองค์พระป่าเลไลยก์ ทั้งวิหาร รวมทั้งน่าจะเป็นสิ่งที่เราเรียกกันสมัยปัจจุบันว่าอาคารสถานที่อื่นๆ ในวัดนั้นด้วยครับ ผมได้พยายามค้นหาหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการนั้น แต่เพราะอาชีพหลักเป็นเรื่องอื่น งานที่รักเช่นนี้จึงต้องค้างไว้บ้าง การขึ้นล่องค้นหาหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือสมุดแห่งชาติท่าวาสุกรี สำหรับคนต่างจังหวัด และมีภาระ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก



    ทราบแต่เลาๆ ว่าบูรณะใหญ่ครั้งนั้นสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่อ่านไปอ่านมา บางทีก็มีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ บ้างแล้ว ก็ยังงงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ครับ



    แล้วก็เลยได้รับรู้ถึงประวัติของท่านเจ้าพระยานิกรบดินทร์เป็นความรู้เสริมด้วยครับ รู้ว่าท่านสร้างวัดกัลยาณมิตร ซึ่งในพงศาวดารฯ รัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ก็กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า



    ".... เจ้าพระยานิกรบดินทร์ยกที่บ้านเดิมของท่าน แล้วซื้อที่บ้านข้าราชการและบ้านเจ๊สัว เจ้าภาษี นายอากรอื่นอีกหลายบ้านสร้างเป็นวัดใหญ่ พระราชทานชื่อวัดกัลยาณมิตรวัด ๑ แต่วิหารใหญ่เป็นของหลวง...." ซึ่งเริ่มสร้างเมื่อปี ๒๓๖๘ ครับ



    จึงคิดแต่เพียงว่า การได้รับพระราชทานนามสกุลในสมัยต่อมา น่าจะเกี่ยวกับนามของวัดนี้ แต่จริงๆ แล้วมีความหมายแฝงมากกว่าที่เรารู้ด้วย



    วัดที่ท่านเจ้าพระยานิกรบดินทร์มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมีพระพุทธรูปประธานที่ใหญ่ ดังวัดของตระกูลท่านแห่งนี้ คนไทยเรียก "หลวงพ่อโต" คนจีนเรียกกันว่า "ซำปอกง" ซึ่งวัดพนัญเชิงอยุธยาเขาก็จะเรียก "ซำปอกง" เหมือนกัน วัดนี้จะมีเหตุเกี่ยวกับท่านเจ้าคุณรึเปล่าไม่รู้



    พระประธานองค์ใหญ่ที่วัดป่าเลไลยก์เมืองสุพรรณ เรียกหลวงพ่อโตเหมือนกัน แต่คนจีนไม่ได้เรียกซำปอกง แต่องค์ก็ใหญ่มากเช่นกันครับ



ความคิดเห็นที่ 16

NickyNick
26 ก.ค. 2549 11:39
  1. ชักเริ่มสนุกเสียแล้วซี หากท่านกุรุกลาไม่เข้ามา เดี๋ยวกระทู้จะกู่ไม่กลับนะครับ



    นึกออกแล้วครับว่าบ้านของเจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด) หลังนั้นอยู่ตรงไหน พอบอกว่าเป็นนิวาสถานเดิมของสมเด็จย่า ก็ต้องร้องอ๋อเป็นธรรมดา



    ขอต่ออีกนิดครับ เพราะอ่านตรงที่พระองค์ได้รับทุนพระราชทานเรียนพยาบาล ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะที่ชอบศึกษาทั้งเรื่องสถานที่ แล้วก็เรื่องของบุคคลด้วย ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ทราบว่าพระองค์จบพยาบาล ขณะนั้นเรียกโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และ หญิงพยาบาล เป็นรุ่นที่ ๘ พ.ศ.๒๔๕๘ เพื่อนร่วมรุ่นมี ๖ ท่าน คือ

    ๑. สมเด็จพระศรีนครินทราฯ

    ๒. เล็ก หริณสุต

    ๓. เชื้อ โรหิตโยธิน (นางอิทธิวัฒนะ)

    ๔. เนื่อง จินตดุลย์ (คุณท้าวอินทรสุริยา)

    ๕. จันทร์ตรี (นางสุขกิจบำรุง)

    ๖. สมบุญ ธะเทียนทอง



    ไม่ค่อยได้รู้จักชื่อเลยครับ แต่คงจะมีทายาทให้พอทราบนามได้บ้าง



ความคิดเห็นที่ 19

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 12:21
  1. ครับ รอสักพักนะครับ เดี๋ยวผมจะโยงกลับไปที่โปรตุเกสต่อ ท่าทางคุณนิกจะมีความหลังฝังใจกับฟุตบอลโลกคราวนี้เหลือเกิน



    น่าเสียดายว่าไม่ค่อยปรากฏความสัมพันธ์อย่างชัดเจนระหว่างวัดกัลยาณมิตรกับโบสถ์ซางตาครูส เหมือนวัดราชาธิวาสกับโบสถ์คอนเซ็ปชัญ หรือโบสถ์เซนต์ฟรานซิส ซาเวียร์ สามเสนกับวัดส้มเกลี้ยง มิฉะนั้นคงเขียนนิยายเรื่องสองฝั่งคลองได้อีกยาวเหยียดทีเดียว



    คนไทยสมัยนั้นก็อยู่กันได้รักใคร่สามัคคี ไม่มีแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา ผู้คนสมัยนี้น่าจะมองย้อนอดีตกลับไปบ้างนะครับ ว่าความแตกต่างทาวศาสนาไม่ควรเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง



ความคิดเห็นที่ 21

NickyNick
26 ก.ค. 2549 13:33
  1. ต่อครับ เล่มเดียวกัน



    "......ภายหลังจากที่ชาวโปรตุเกสได้พากันมาตั้งหลักปักฐานอยู่ในย่านกุฎีจีนแห่งนี้แล้ว ต่อมาจึงได้มีการสร้างวัดในคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกตามมาเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของชุมชน โดยในปี พ.ศ.๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้พระราชทานที่ดินให้บาทหลวงกอร์ ชาวฝรั่งเศสสร้างวัดคริสต์ขึ้นแห่งนี้ในย่านกุฎีจีน และตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดซางตาครู้ส” หรือวัดมหากางเขน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงวันี่ได้รับพระราชทานที่ดินซึ่งตรงกับวันเทิดทูนมหากางเขนของชาวคริสต์ วัดซางตาครู้สนับได้ว่าเป็นวัดคาทอลิกที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งในย่านธนบุรี เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวัดกุฎีจีน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งของวัดอยู่ในย่านที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ก่อน และชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ก็มักจะถูกเรียกว่า ฝรั่งกุฎีจีน เป็นเหตุให้ผู้คนพากันเรียกโบสถ์ของฝรั่งเหล่านี้ว่า “วัดกุฎีจีน” ตามไปด้วย ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์หลังเก่าเมื่อแรกสร้างนั้นมีรูปทรงคล้ายแบบจีน คือ โครงตอนปลายอ่อนช้อยคล้ายลวงลายปูนปั้นบนหลังคาศาลเจ้าจีน จึงอาจเป็นไปได้ว่าเป็นสาเหตุให้ผู้คนเรียกขาน โบสถ์ซางตาครู้สว่า “วัดกุฎีจีน”....."



    ......................



    จากบทความของกรมศิลปากรฉบับนี้ กลายเป็นว่า บาทหลวงกอร์ เป็นชาวฝรั่งเศส ไม่ใช่ บาทหลวงคอร์ (Corre) ที่เราเข้าใจว่าเป็นชาวโปรตุเกส ตาม คหพต.๓ ซะแล้ว



ความคิดเห็นที่ 25

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:07
  1. ลืมบอกไปครับ ว่าบาทหลวงกอร์เป็นชาวฝรั่งเศส แต่ตั้งชื่อวัดเป็นภาษาโปรตุเกสคงเพื่อให้เกียรติกับชนชาติเดิมที่อยู่มาก่อน



ความคิดเห็นที่ 26

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:47
  1. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2322 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีบัญชาให้ขับไล่มิชชันนารีออกจากราชอาณาจักร เพราะพวกมิชชันนารีขัดขวางไม่ให้ชาวคริสต์เข้าร่วมพิธีทางศาสนาของคนไทย





    ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกแล้ว จึงได้เชิญบรรดามิชชันนารีที่ถูกขับไล่ออกนอกราชอาณาจักรกลับคืนมา และยังได้ส่งทูตไปยังเมืองมาเก๊า เพื่อขอให้บาทหลวงชาวโปรตุเกสมาปกครองชาวคริสต์ที่กรุงเทพ





    ทั้งนี้เพราะพระองค์มีนโยบายที่จะฟื้นฟูการค้ากับตะวันตกขึ้นใหม่ ทรงแสดงพระเมตตาต่อชาวคริสต์ด้วยการยกเว้นให้ทหารชาวคริสต์ไม่ต้องถือน้ำพิพัฒน์สัตยา





    ในปี พ.ศ. 2328 กองทัพสยามกลับมาจากกัมพูชาและเวียดนามหลังจากที่ได้ไปช่วยรบกับพวกไต้ซ้อง พระองค์โปรดให้ชาวเขมรที่นับถือคริสต์ไปอยู่ในชุมชนโบสถ์คอนเซ็ปชัญ นับตั้งแต่นั้นจึงเรียก โบสถ์คอนเซ็ปชัญว่า “บ้านเขมร”



ความคิดเห็นที่ 27

กุรุกุลา
26 ก.ค. 2549 21:51
  1. มีชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมรับการปกครองของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส จึงแยกตัวออกไปตั้งหมู่บ้านใหม่เรียกว่า “ค่ายแม่พระลูกประคำ” ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างโบสถ์ขึ้น ชื่อ “กาลหว่าร์” นับเป็นผืนแผ่นดินผืนที่ 3 ที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระเมตตาพระราชทานให้ชาวโปรตุเกส



ความคิดเห็นที่ 28

NickyNick
27 ก.ค. 2549 11:06
  1. จะเพิ่มเติมอีกบ้าง คงไม่ว่ากระไรนะครับ ท่านกุรุกุลาน้อย



    ขอย้อนกลับไปถึงปี ๒๔๑๒ ตาม คหพต.๓ ซ้ำอีกครั้ง เพื่อความกระจ่างของการตั้งคณะบาทหลวงแห่งนี้ จึงได้ไปคัดลอกประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙ มาร่วมด้วยอีกครั้ง "เรื่องจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กับครั้งกรุงธนบุรีแลกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น"



    .................



    วันที่ ๘ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๗๖๙ (พ.ศ. ๒๓๑๒)



    ทางที่จะไปเมืองไทยจากเมืองคันเคาเปนอันไปไม่ได้แล้ว เพราะเหตุว่าเจ้าเมืองคันเคาได้เกิดอริกับผู้ที่คิดจะเอาราชสมบัติไทย ข้าพเจ้าจึงได้ลองเดิรทางเมืองป่าสัก เพราะที่นั่นมีเรือจีนอยู่ลำ ๑ จวนจะแล่นใบไปยังเมืองไทยอยู่แล้ว เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนมกราคม ข้าพเจ้าได้ลามองเซนเยอร์เดอคานาธ และข้าพเจ้าได้ลงเรือเมื่อวันที่ ๒๒ เดือนมกราคม และเมื่อวันที่ ๔ เดือนมีนาคมก็ได้ไปถึงบางกอก และได้ไปพักที่บ้านคนเข้ารีดชาติปอตุเกตคน ๑ รุ่งขึ้นกำลังข้าพเจ้าจะลงมือสวดมนต์ ก็ได้รับพระราชโองการให้ข้าพเจ้าไปเฝ้าและได้มีเรือมามารับข้าพเจ้าด้วยลำ ๑ ข้าพเจ้าจึงจำเปนต้องเลิกการสวดมนต์และรีบไปเฝ้าตามรับสั่ง พระเจ้ากรุงสยามได้พระราชทานเงินให้ก่ข้าพเจ้า ๒๐ เหรียญ เรือลำ ๑ กับที่สำคัญปลูกวัดแห่ง ๑ เงิน ๒๐ เหรียญนั้นข้าพเจ้าได้รับไว้แล้ว แต่ของอื่น ๆ ยังมาไม่ถึง และของเหล่านั้นก็คงจะไม่ได้จนกว่าจะได้ให้เงินหรือของแก่เจ้าพนักงาร พวกไทยเห็นจะไม่ทิ้งนิสัยเปนแน่ อย่างไรๆ ก็คงจะหาข้อแก้ตัวที่จะขัดพระราชโองการให้จงได้ เพื่อจะถ่วงเวลาให้ได้รับของกำนันเสียก่อนเท่านั้น



    ข้าพเจ้าได้เห็นพวกเข้ารีดในค่ายของเราและค่ายปอตุเกตุซึ่งอยู่ใกล้กับป้อมที่บางกอกเหลืออยู่ ๑๔ คนเท่านั้น นอกนั้นเที่ยวกระจายอยู่ทั่วไปหมด พวกนี้ก็ได้มาหาข้าพเจ้าโดยมาก ข้าพเจ้าได้นับพวกเข้ารีดมาหาข้าพเจ้าถึง ๑๐๘ คน เมื่อพวกเข้ารีดที่หนีไปเมืองเขมรได้กลับมาเมื่อไรก็คงจะรวบรวมพวกเข้ารีดได้ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ หรือ ๔๐๐ คน



    ค่าอาหารการรับประทานในเมืองนี้แพงอย่างที่สุด เวลานี้ เข้าสารขายกันทนานละ ๒ เหรียญครึ่ง คนที่หาการเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างนั้นถึงจะหมั่นสักเพียงไร ก็จะหาเพียงซื้ออาหารรับประทานแต่คนเดียวก็ไม่พอ เมื่อเปนเช่นนี้บุตรภรรยาจะเปนอย่างไรบ้าง พวกที่อ้างตัวว่าเปนปอตุเกตุนั้นดูเหมือนจะเดือดร้อนมากกว่าคนอื่นมาก เพราะพวกนี้ไม่ละความเกียจคร้าน หรือลดหย่อนความหยิ่งของตัวเลยร้องแต่ว่าทุนไม่มีจึงไม่ได้ทำอะไร นอกจากนอนขึงอยู่บนเสื่อตั้งแต่เช้าจนเย็น ส่วนพวกเข้ารีดของเรานั้นพอเอาตัวรอดได้ เขาไม่ได้รบกวนใครแต่ทำมาหาเลี้ยงชีพของตัวไป ........



ความคิดเห็นที่ 30

NickyNick
27 ก.ค. 2549 12:30
  1. พระราชพงศาวดารฯ รัชกาลที่ ๑ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)



    ...... ลุจุลศักราช ๑๑๔๔ ปีชาล จัตวาศก (ตรงกับ พ.ศ.๒๔๒๕- NickyNick) ....... พระยายมราช (แบน) พระยากลาโหม (ปก) เห็นจะสู้มิได้ ไม่ทันจะตระเตรียมตัว ก็พาพระท้าวสองนางซึ่งเป็นกนิษฐภคินีของสมเด็จพระนารายณ์ราชาลงเรือ กวาดต้อนครอบครัวเขมรเข้ารีดมาด้วยประมาณ ๕๐๐ คน หนีเข้ามาขึ้นที่เมืองพระตะบองเข้ามา ณ กรุงเทพมหานคร ในปีขาลจัตวาศกนั้น ชนมายุนักพระองค์เองได้ ๑๐ ปี แต่นักองเมนป่วยถึงแก่พิราลัยเสีย ยังอยู่แต่พระเรียมสององค์ คือ .......



    ....................



    สืบได้ว่าปีที่เขมรเข้ารีตมาอยู่ ณ กรุงเทพฯ น่าจะตรงกับปี พ.ศ.๒๓๒๕ ครับ

    พระยายมราช (แบน) ภายหลังในปีถัดไป ก็ได้รับโปรดเกล้าเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ไปรั้งเมืองเขมร ท่านอยู่ในสกุล "อภัยวงศ์" ครับ

    แล้วเดี๋ยวว่างๆ จะค้นเกี่ยวกับชื่อสถานที่ตรงนั้นที่มีหลายชื่อต่างๆ กันไป คือ วัดคอนเซ็ปชัญ บ้านเขมร หรือบ้านญวน รอสักหน่อยนะครับ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น