คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
THE HARMONY OF EARTH
โพสต์เมื่อ: 18:01 วันที่ 21 ก.ค. 2549         ชมแล้ว: 885 ตอบแล้ว: 4
THE HARMONY OF EARTH

ปฐมบทสู่โลกใหม่
...ในเดือน ธันวาคม ปี พ.ศ. 4999 เกิดสงครามระหว่างกลุ่มประเทศพันธมิตรที่มีชื่อว่า “TROPIA” กับ
กลุ่มประเทศล่าอาณานิคม “RAMIK” ขึ้น โดยต้นเหตุเกิดจากการที่มีนักล่าอาณานิคมของฝ่าย RAMIK ได้สำรวจ
พบเอกสารโบราณในเขตอาณานิคมบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งในกลางเดือนมิถุนายน ในเอกสารมีจดหมายอยู่ 2ฉบับ ซึ่งระบุถึงสถานที่ตั้งของเทวสถานแห่งแสงก่อนยุคประวัติศาสตร์ และอีกฉบับเป็นวิธีการถอดอักขระโบราณ
3 เดือนต่อมา สมาพันธ์ของTROPIAได้รับข้อมูลนี้จากหน่วยข่าวกรอง เหล่ากษัตริย์และคณะผู้บริหารระดับสูงของTROPIAได้มีมติกลางว่าการที่ฝ่ายRAMIKมีเอกสารเหล่านั้นไว้ในครอบครองเป็นอันตรายต่อโลก จึงส่งคณะผู้แทน 14 คนไปเจรจาเพื่อรับเอกสารทั้งหมดมาเก็บรักษาไว้ ฝ่ายRAMIKไม่ยินยอมจึงตอบปฏิเสธิไป พร้อมทั้งจับตัวคณะผู้แทนทั้งหมดไว้ TROPIAทราบข่าวจึงประกาศว่าจะทำสงครามเมื่อเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส
ฝ่ายRAMIKเมื่อรู้ข่าวจึงปิดประเทศและเขตการปกครองของฝ่ายตนทั้งหมด หลังจากนั้นในกลางเดือนพฤษภาคม RAMIKได้ส่งกองทัพเรือบุกโจมตีฝ่ายTROPIAที่กองเรือยุทธการ “ANTEX Z” บนเกาะในน่านน้ำทางใต้ แต่กองทัพเรือของRAMIKก็ไม่สามารถจะโจมตีถล่มANTEN Zได้ ในเดือนถัดมาฝ่ายTROPIAจึงทำการโจมตีถล่มฝ่ายRAMIKในคืนวันคริสต์มาส ฝ่ายRAMIKได้ตอบโต้โดยการใช้อาวุธนิวเคลียร์ การถล่มในคืนวันคริสต์มาสนั้นมีการสูญเสียจำนวนมาก สงครามดำเนินด้วยความรุนแรงต่อมาเรื่อยจนกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม เวลา23.57น. ฝ่ายTROPIAตัดสินใจใช้ระเบิด “Quark” ผลของแรงระเบิดทำให้โลกประสบสภาวะการกลายเป็นดวงดาวแห่งความตาย สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป97% โลกเข้าสู่ปีพ.ศ.5000เทียบเป็นปี After death of earth (A.D.E)ที่1นับแต่นั้นมา...

ลมเย็น ^-^ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 4 ส.ค. 2549 (23:22)
สายลมที่ 1
การก่อเกิด...
...ปีA.D.E.418 ณ วันที่ 9 เมษายน แสงแดดที่แสนจะร้อนระอุแผดส่องในยามบ่าย ขบวนรถไฟสีดำคาดแดงคันใหญ่ได้เคลื่อนขบวนมาถึงยังสถานีรถไฟเมือง “พาริป” เสียงหวูดของรถไฟก้องกังวานไปทั่วบริเวณท้องทุ่งนา ที่โบกี้6 ไม่มีใครอยู่ในนั้นนอกจากชายชุดดำที่กำลังนั่งจิบชาคุยกับชายในชุดสีน้ำเงินอีกคน
“นี่คือช่วงระยะเวลาสุดท้ายของร.ร.” ชายชุดดำพูดพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็ดี...” ชายโค๊ทสีน้ำเงินเอ่ย
“ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเอง ช่วงนี้เป็นระยะที่ทางร.ร.เปิดเรียนพอดี การป้องกันคงจะหนาแน่นน่าดู คงจะต้องรออีกสักระยะ ถ้าจัดการเสร็จผมจะติดต่อไปที่คุณเอง”
ทันใดนั้นขบวนรถไฟ G-79 ก็หยุดลง พวกเขาได้มาถึงสถานีแล้ว...
ที่ตู้เก็บสัมภาระของผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ประจำรถไฟก็เดินไปทำหน้าที่ขนสัมภาระของผู้โดยสาร เมื่อขนมาจนเกือบเสร็จแล้วเขาก็แลไปเห็นกระเป๋าลายตารางหมากรุกสีดำสลับขาววางอยู่บนชั้นวางของ ขณะที่เจ้าหน้าที่คนนั้นหยิบเก้าอี้ปีนไปคว้ากระเป๋าใบนั้น เขาก็สะดุดเก้าอี้และทำกล่องไม้มากมายหล่นลงมา
ภายหลังจากที่ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายเริ่มบางตาลง เจ้าหน้าที่คนนั้นก็มองหากระเป๋าใบนั้น เขาเห็นมันกลิ้งอยู่ไม่ไกลจากตัวจึงเอื้อมมือมาเพื่อจะหยิบเปิดดูว่ามีอะไรเสียหายหรือไม่ ทันทีที่มือของเขาไปแตะสลักกระเป๋าเขาก็ล้มตัวลงและกระอักเลือดออกมา
เบื้องหลังเขาคือชายโค๊ทน้ำเงินที่นิ้วมือขวากำลังเปื้อนเลือดอยู่
“จำไว้ จนกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น ต้องไม่มีใครคนอื่นรู้เรื่องนี้” พอพูดจบ ชายชุดดำก็หยิบกระเป๋านั้นแล้วลงจากรถไฟไป
“ไอ้หน้าโง่เอ๊ย...” ชายโค๊ทน้ำเงินกล่าวลอยๆหลังจากชายชุดดำเดินจากไป แล้วเขาจึงลงจากรถไฟไป

วันนี้น่าจะเป็นแสนชุลมุนวุ่นวายอีกวันหนึ่งของเมือง “แรทเชอร์” เพราะผู้คนพากันจูงลูกหลานไปซื้ออุปกรณ์การเรียนเตรียมรับการเปิดภาคเรียนกันในตลาดท่ากลาง
ตลาดแห่งนี้เป็นแหล่งการค้าขายที่อยู่กลางเมืองท่า ในประเทศ “เรียดิว” ของที่ขายนอกจากจะเป็นอาหารการกินที่มีมากมายสารพัดแล้ว ก็จะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งย่านตลาดแห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้นมาได้ตั้งแต่100กว่าปีมาแล้ว
ขณะที่ผู้คนกำลังเดินกันขวักไขว่อยู่ตามทางเดินของแยกซอยที่14นั้น เด็กหนุ่มคมหนึ่งได้ยืนอ่านหนังสืออยู่ที่ร้านหนังสือเก่ากลางซอยอย่างใจเย็น
“เจ้าหนู ” เสียงตะโกนจากด้านหน้าอันดังลั่นนั่นทำให้เด็กหนุ่มคนนั้นผละหน้าขึ้นมาจากหน้ากระดาษ และมองดูต้นตอของเสียงดังนั้น พลันเขาก็เห็นว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นชายร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเครายาวเฟิ้ม ดวงตาทั้งสองที่จ้องมองเขานั้นดูน่ากลัวจนเด็กหนุ่มแทบไม่อยากสบสายตา
“เธอมายืนดูหนังสือที่นี่เป็นอาทิตย์แล้วนะ เมื่อไหร่จะซื้อสักที แค่หนังสือพิมพ์สักฉบับเธอยังไม่เคยซื้อจากร้านฉันเลย”
ในความคิดของเด็กหนุ่มตอนนี้คิดว่า ชายคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากเจ้าของร้านหนังสือเก่าร้านนี้
“ขอโทษมากครับคุณเจ้าของร้าน แต่ว่า...เอ่อ...ผมไม่มีเงินจะซื้อหนังสือสักเล่ม หรือหนังสือพิมพ์สักฉบับหรอกครับ” เด็กหนุ่มกล่าวต่อเจ้าของร้านด้วยวาจาอ่อนน้อม
“ไม่มีเงินงั้นเหรอ ฮึ... ไม่มีเงินซื้อหนังสือก็ออกไปเลย อย่ามายืนขวางหน้าร้านฉัน กลับบ้านเธอไปซะ” เจ้าของร้านกล่าวต่อว่าเด็กหนุ่มด้วยความดุดัน
“ครับ” สิ้นคำพูดเด็กหนุ่มก็หันหลังเดินไปยังอีกฟากหนึ่งของซอยทันที และในขณะเดียวกันเขาก็ได้ทำกระเป๋าเงินตกลงที่หน้าร้านนั้นจนของในกระเป๋าเงินกระจัดกระจายออกมา ชายเจ้าของร้านเห็นดังนั้นจึงรีบก้มลงไปเก็บมันขึ้นมาและตะโกนเรียกเด็กหนุ่ม
“เฮ้ ! เธอทำของตกแน่ะ”
เด็กหนุ่มรีบหันกลับมามองทางเจ้าของร้าน เมื่อเขาเห็นกระเป๋าเงินจึงได้รีบเดินกลับมารับ ขณะที่เจ้าของร้านยืนรอเด็กหนุ่มกลับมารับกระเป๋าเงินคืนบัตรใบหนึ่งก็หล่นลงมาอีก เจ้าของร้านจึงก้มตัวลงเก็บอีกและมองดูที่บัตรใบนั้น สักพักสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“ขอบคุณมากเลยครับ” เด็กหนุ่มเดินมาถึงก็ได้เอ่ยปากขอบคุณและรอเจ้าของร้านส่งกระเป๋าคืนให้ เจ้าของร้านมองดูเด็กหนุ่มด้วยท่าทีสนใจและเอ่ยถามขึ้นว่า
“เธอ..ชื่อใบใช่มั้ย ?”
ลมเย็น ^-^ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 6 ต.ค. 2549 (23:17)
เด็กหนุ่มทำหน้างงๆก่อนที่จะตอบกลับไปยังชายเจ้าของร้าน “ใช่ครับ ผมชื่อใบ” เขาสังเกตเห็นว่าเจ้าของร้านเริ่มมีรอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นที่มุมปากใต้หนวดเครารุงรัง “ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวกลับก่อนล่ะนะครับ”
“เฮ้ๆ ! เดี๋ยวสิ” เจ้าของร้านร้องเรียกใบในขณะที่เขากำลังก้าวออกไปจากร้าน “ฉันอยากคุยกับเธอนิดหน่อย เข้ามาในร้านก่อนสิ” เจ้าของร้านพูดกับใบ ทำเอาใบงงไปสักครู่หนึ่ง “มัวทำอะไรอยู่เล่า ข้างนอกมันร้อนนะ เดี๋ยวก็ได้ไม่สบายกันพอดีหรอก” ใบเดินตามเจ้าของร้านเข้ามาในร้านหนังสือเก่าแห่งนี้ ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างจะใหญ่ของเจ้าของร้าน ทำให้ทางเดินในร้านที่แคบอยู่แล้วเพราะมีกองหนังสือกองสูงท่วมศีรษะวางเรียงขนาบทางเดินทั้งสองข้างยิ่งดูเล็กลงไปอีก ใบเดินพลาดไปเตะถูกบันไดไม้ที่ไว้ใช้ปีนหาหนังสือจากกองเข้า แต่เขาก็จับมันเอาไว้ได้ทัน เขาเดินตามชายเจ้าของร้านมาจนสุดทางเดินและลอดผ่านผ้าม่านที่ปล่อยลงมาบังทางเข้าห้องไว้ครึ่งหนึ่งตามไป
ทันทีที่เดินเข้ามาในห้อง นั้นใบก็มองสำรวจไปรอบๆห้อง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดในห้องจะดึงดูดสายตาใบได้มากไปกว่าตู้เหล็กซึ่งสลักลวดลายงดงามเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยายต่างๆได้อีกแล้ว เขากวาดสายตามองไปรอบๆห้องสี่เหลี่ยมนั้น มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งซึ่งบนโต๊ะมีหนังสือมากมายวางระเกะระกะอยู่ ปากกากับสมุดเล่มใหญ่ 1 เล่มวางไว้ใกล้กันกับกองหนังสือพวกนั้น รอบๆตัวเขารายล้อมไปด้วยหนังสือบนชั้นวางเต็มไปหมด
“นี่ถ้าพวกปลวกมาเห็นที่นี่มันคงคิดว่าเป็นภัตตาคารปลวกแน่เลย” เจ้าของร้านพูดขณะกำลังหย่อนตัวลงยังเก้าอี้ที่โต๊ะทำงาน
“เอ่อ...แล้วนี่คุณเรียกผมมาทำไมเหรอครับ” ใบถามเจ้าของร้านด้วยความสงสัยในท่าทีที่ดูเขาสุขใจเหลือเกิน
“อ๋อ...ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ แค่ฉันเห็นเธอแล้วรู้สึกสน ใจบางอย่างในตัวเธอขึ้นมาน่ะ บางอย่างที่เธอมีไม่เหมือนคนอื่น แล้วคนอื่นก็ไม่มีทางมีได้เหมือนเธอด้วย”
ใบงงในคำพูดของเจ้าของร้านมากจึงนึกคิดอยู่ซักครู่และถามออกมาว่า “คุณพูดอะไร น่ะครับผมไม่เห็นจะเข้าใจเลย...”
“ก็แค่ว่าฉันมีของที่อยากจะให้เธอเท่านั้นล่ะ” เขาพูดพลางหันหลังไปที่ตู้ที่สลักลวดลายสวยงามใบนั้นและหยิบเอาดาบที่วางอยู่บนหิ้งใกล้ๆนั้นมา ดาบที่เขาหยิบมานั้นมีลวดลายสลักที่ด้ามไม้และฝักไม้คาดเหล็กงดงาม เมื่อเขาชักดาบออกจากฝักนั้นประกายแสงจากโคมไฟดวงน้อยก็สะท้อนกับใบดาบส่องแสงสะท้อนแวววาว ดูแล้วสวยงามอย่างน่าประหลาด
เขานำดาบนั้นค่อยๆสอดเข้าไปในรูเล็กๆด้านบนตู้และบิดด้ามดาบ
“แกร็ก..ก”
ทันทีที่เสียงดังขึ้นผนังตู้ด้านหน้าก็ค่อยๆแง้มออกทีละน้อย ชายคนนั้นขยับตู้ให้เคลื่อนออกมาด้านหน้าอีกเล็กน้อยและเปิดผนังตู้ที่แง้มอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งออกจนใบเห็นสิ่งที่วางอยู่ภายในตู้ใบนั้น
มีหนังสือเล่มหนาๆวางอยู่ในตู้นั้นทั้งหมด5เล่มด้วยกัน ชายเจ้าของร้านหยิบหนังสือออกมาเล่มหนึ่งวางบนโต๊ะ สภาพของหนังสือนั้นจากที่ใบเห็นแล้วก็พอจะเดาออกได้แทบทันทีเลยว่าหนังสือที่เขาเห็นนี้แต่ละเล่มต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าหลายสิบปีแน่นอน ชายเจ้าของร้านหันกลับมามองที่ใบอีกครั้งแลเอ่ยถามใบว่า
“เอาล่ะ...เธอลองดูสิว่ามันน่าอ่านไหม ?” เขาจ้องมองใบด้วยท่าทีมีความหวังอะไรแอบแฝง ขณะที่ใบก็ยังลังเลไม่รู้ว่าจะหยิบมันขึ้นมาดีหรือไม่ เกิดว่าหยิบมาอ่านแล้วหนังสือท่าทางเก่าเอาการนี้เกิดขาดหรือเป็นอะไรขึ้นมาเขาคงจะไม่มีปัญญาซ่อมหรือจ่ายเงินชดใช้แน่ “เอ้า!...เอาสิ มันไม่ขาดง่ายๆหรอกน่าไม่ต้องกลัว”
“คะ...ครับ...” ใบอ้ำอึ้งอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะตัดสินใจเอื้อมมือหยิบหนังสือนั้นขึ้นมา เขาปัดฝุ่นบนหน้าปกออกก่อนที่จะพินิจพิเคราะห์ดูมัน หน้าปกสีน้ำตาลที่ทำด้วยสิ่งที่ใบคิดว่ามันน่าจะคือไม้ที่นำไปเคลือบด้วยอะไรสักอย่าง ไม่มีอะไรเลยปรากฏอยู่บนหน้าปกนั้น แต่...อยู่ๆก็มีอะไรบางอย่างทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นที่มือทั้งสองข้างของใบ แสงสีขาวสว่างเรืองขึ้นมาที่หนังสือเล่มนั้นอย่างรวดเร็ว มันส่องสว่างไปทั่วทั้งห้องนั้นบดบังแม้กระทั่งแสงจากตะเกียงก็พลันหายไปในทันตาเมื่อแสงสีขาวนั้นส่องไปทั่วห้อง เกิดอะไรขึ้นกันกับหนังสือนี้กันแน่เนี่ย สักพักเดียวที่แสงสว่างนั้นแทงเข้าตาเขามันก็หายไป ทุกสิ่งในห้องนั้นเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
“อะไรกันเนี่ย”
ลมเย็น ^-^ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 25 ต.ค. 2549 (19:09)
เขาหันกลับมามองชายเจ้าของร้านอย่างแปลกประหลาดใจ เขายังคงยืนท่าทางปกติดีเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อใบมองมาทางเขาๆก็ยิ้มน้อยๆที่มุมปากให้กับใบ
“เอ่อ...นะ...นะ...นี่...คุณลุงเห็นอะไรนั่นรึเปล่าครับ แสงเมื่อกี้นี้มัน...”
“หือ แสงอะไรเหรอ? ก็ไม่มีอะไรนี่ เธอพูดถึงอะไรกัน?” เขาทำท่าทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยภายในห้องนั้น นี่เขาตาฝาดงั้นเหรอ แต่... จะเป็นไปได้ยังไง ก็ในเมื่อเมื่อครู่นี้เองที่ใบเห็นแสงสว่างส่องกระจายออกมาจากหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มที่เขากำลังถืออยู่ในมือตัวเอง!?!
ทันทีที่ใบก้มลงดูหนังสืออีกครั้ง ก็มีอักขระแปลกๆมากมายปรากฏขึ้นบนหน้าปกนั้น โดยอักขระส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอักขระตัวเล็กๆสีออกเทาๆล้อมรอบเป็นเหมือนกรอบที่ขอบหนังสืออยู่ และตรงกลางหนังสือมีอักขระตัวขนาดใหญ่กว่าปรากฏเป็นข้อความอยู่ ใบค่อยๆยื่นมันให้ชายเจ้าของร้านดูโดยที่ตัวเขาเองก็ยังคงงงๆอยู่ว่าอักขระเหล่านี้มันมายังไง
“คุณลุงครับ อักขระพวกนี้มันมาจากไหนกันครับเนี่ย? เมื่อกี้นี้มันยังไม่เห็นมีเลยนี่ครับ” ใบชี้นิ้วไปที่ตัวอักขระซึ่งปรากฏขึ้นบนหนังสือ
“เธอว่างั้นเหรอ แต่ฉันว่าตัวอักษรพวกนี้มันก็มีของมันอยู่อย่างนี้มาตั้งนานแล้วนี่ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย ทำไมล่ะ?ตอนแรกเธอมองไม่เห็นมันหรือยังไง?” เขาพูดกับใบขณะที่รับหนังสือมาจากใบและสักครู่เขาก็ส่งมันคืนให้ใบ
ใบงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก ทั้งแสงสีขาวสว่างจ้าแล้วก็มาตัวอักขระพวกนี้อีกมันเพิ่งจะปรากฏต่อหน้าเขาแต่ชายคนนี้กลับยืนยันว่าไม่มีอะไร หรือว่านี่เขาจะเป็นโรคประสาทอ่อนๆขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว ถึงได้เพ้อจนมองเห็นภาพหลอนขนาดนี้ ใบพลิกหนังสือกลับไปกลับมาอยู่2-3รอบก็เห็นแต่ว่ามันก็เป็นเหมือนเพียงหนังสือธรรมดาทั่วไปไม่มีอะไรแตกต่างเป็นพิเศษ เขาทำท่าจะเริ่มเปิดมันออกอ่าน
“เออใช่! นี่ฉันคงยังไม่ได้แนะนำตัวให้เธอรู้จักเลยสินะ?” ใบได้ยินก็หยุดมือที่กำลังจะเปิดหนังสือทันที เขาหันมามองดูชายเจ้าของร้านที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานและรินน้ำจากเหยือกที่หยิบมาจากโต๊ะด้านหลังใส่แก้วและวางไว้ตรงข้ามเขาเป็นเชิงเชิญชวนให้เขานั่งลงคุยด้วยกันก่อน “ถ้าเธอไม่รีบฉันก็อยากคุยกับเธอหน่อยนะ”
ใบเดินไปค่อยๆนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับโต๊ะ และยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท
“ขอบคุณครับ” เขาวางแก้วน้ำไว้ข้างๆเหยือกนั้นและเริ่มสนทนากับชายเจ้าของร้าน
“ไม่เป็นไร” เขาตอบพลางเอามือไปลูบไล้หนวดที่คาง “ต้องขอแนะนำตัวก่อนละกันนะ ฉันชื่อว่าชงฆ์ เรียกลุงชงฆ์ก็ได้นะ”
“ครับ”
“ว่าแต่ฉันเห็นเธอมาที่ร้านทุกวันเลยนะ” ใบเมื่อได้ฟังชงฆ์พูดประโยคนี้ออกมาถึงกับหน้าซีดทันที นี่เขาจะโดนว่าเรื่องที่มาอ่านหนังสือฟรีจนได้ใช่มั้ยเนี่ย!? เขามองไปยังชงฆ์ซึ่งกำลังจะเริ่มพูดต่อ “ไม่ได้เรียนหนังสือเหรอ?”
“เอ่อ...ไม่ครับ” เขาตอบไปตามจริง
“งั้น...” ชงฆ์เอามือท้าวคางแล้วมองมาที่ใบด้วยสีหน้าจริงจัง “มาทำงานที่ร้านฉันไหมล่ะ?”
ใบแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน วันนี้ความจริงแล้วที่เขาออกมาข้างนอกนั้นมีเหตุผลก็คือการหางานทำนั่นเอง ในเมื่อเขาได้ยินแบบนี้แล้วก็ถึงกับสะอึกขึ้นมาในลำคอทันที โอกาสมาแล้วเขาจะปล่อยไปได้ยังไงกัน
“เอ่อ...งานงั้นหรือครับ? ผมอยากถามหน่อยว่ามันเป็นงานประเภทไหนกัน?” เขาถามเพื่อความแน่ใจ
“ก็งานง่ายๆน่ะนะ แค่ซ่อมหนังสืออะไรประมาณนี้แหล่ะ เธอไม่ต้องตกใจไปนะ ทำไม่เป็นก็ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันสอนเธอให้เอง”
“อะ...เอ่อ...” ใบเริ่มชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขาจะทำงานนี้ดีหรือเปล่า แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้และตกปากรับคำไป “งั้น...ก็ได้ครับ”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ดี เอาไว้พรุ่งนี้ยังไงเธอก็แวะมาหาฉันด้วยละกันนะ ประมาณซัก9โมงเช้าน่าจะดี หวังว่าเธอคงไม่ใช่คนนอนตื่นสายนะ?”
“คะ...ครับ”
ใบคุยเสร็จก็ทำท่าจะลุกออกไป แต่ชงฆ์ก็นึกเรื่องบางอย่างของเขาขึ้นมาได้
“เอ้อ!ฉันเกือบลืมไปแน่ะ ฉันมีห้องว่างอยู่ที่นี่ห้องนึงนะ เอาไว้ถ้าเธอต้องการอยากจะใช้ก็ได้ทุกเวลาเลยนะใบ”
“เอ่อ...แต่ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้นะครับ...” ใบตอบกลับมาพลางนึกกลับไปถึงว่าห้องนอนที่บ้านก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว ชงฆ์เดินมาที่ข้างๆตัวเขาแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆว่า
“อีกไม่นานหรอก เธอต้องใช้มันแน่” กล่าวจบเขาก็เดินลอดผ้าม่านที่ประตูห้องออกไป
ใบงงเป็นที่สุดว่าสิ่งที่ชายคนนี้เอ่ยมันหมายถึงอะไรแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งงง และอีกประการหนึ่งคือเขาก็ไม่กล้าพอที่จะถามชงฆ์
“อ้าว! ทำอะไรอยู่น่ะ มาสิฉันไปส่งที่หน้าร้าน” ชงฆ์ยื่นหน้าเข้ามาพูดทำเอาใบที่ยืนคิดอะไรต่อมิอะไรอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก ใบหันไปมองชงฆ์อย่างช้าๆก่อนจะรีบเดินตามเขาออกไป
เมื่อมาถึงยังหน้าร้านชงฆ์ก็ยืนดูใบซึ่งเดินตามหลังมา
“ส่งเธอแค่นี้คงไม่ว่ากันนะพ่อหนุ่ม?” ชงฆ์พูดพลางส่งรอยยิ้มให้ใบ
“ไม่เลยครับคุณชงฆ์! ไม่เลย!” ใบรีบตอบด้วยความเกรงใจ
“ห่ะๆๆ....ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้มั้ง ไอ้ฉันมันก็ไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร เรียกลุงชงฆ์ก็น่าจะพอนะใบ” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ถ้าอย่างงั้นผมก็ขอตัวก่อนละกันนะครับ...ลุงชงฆ์”
“อือ โชคดีนะ” ชงฆ์โบกมือลาเขา ใบโค้งคำนับอย่างนอบน้อมก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป
ชงฆ์ยังคงยืนอยู่ที่เดิมและมองใบจนลับตาไป เขามองไปยังท้องฟ้ายามบ่ายด้วยสีหน้ามีความสุข
“โชคดีจริงๆเลยนะที่เขามาปรากฏตัวตามที่คาดเลย ว่างั้นไหมท่านชงฆ์” เสียงพูดที่เย็นยะเยือกดังเข้ามาในหัวของชงฆ์
“ตัวข้ายังไม่รู้เลยว่าจะพบผู้ถูกเลือกเมื่อใด ส่วนเจ้า7สหายนั่นต้องพากันไปทำภาระของตนแล้ว แต่นี่ท่านจะทำอย่างไรล่ะท่านชงฆ์? ท่าทางเจ้าหนุ่มนั่นมันจะลืมหยิบคัมภีร์ไปนี่” เสียงที่ทุ้มหนักดังขึ้นในหัวของชงฆ์อีกเสียง
“ข้าส่งคัมภีร์นั่นไปที่ๆมันจะต้องอยู่แล้วล่ะ ดูเหมือนเขาจะตื่นเต้นไปหน่อยจนลืมนำมันไปเลยนะเนี่ย” ชงฆ์พูดในใจเบาๆ “สำหรับเจ้าทั้งสองตนแล้วการที่จะได้ออกมาทำกิจนี่ดูจะเป็นยอดปรารถนาของตัวพวกเจ้าเลยนะ ไม่ต้องคิดมาก ข้าคิดว่าอีกไม่นานมากคนผู้นั้นจะต้องปรากฏกายให้พวกเจอแน่”
“ไม่รู้สินะท่าน แต่การที่พวกข้าไม่ได้ออกมายังโลกมนุษย์ถึงกว่าเกือบ5000ปีนี่มันทำให้ใจโหยหาการถูกปลดปล่อยขึ้นทุกที” เสียงเยือกเย็นนั้นเอ่ยขึ้น
“ใช่ ในบรรดาผู้พิทักษ์คัมภีร์ทั้งหมด ก็มีพวกข้านี่ล่ะที่ถูกผนึกจากมนุษยโลกนานที่สุด ว่าแต่...ที่ท่านชงฆ์ว่าอีกไม่นานน่ะ มันเท่าไหร่กันละท่าน?” เสียงนุ่มทุ้มนั้นเอ่ยถามเขา
“เจ้าก็รู้นี่ ...ชะตาฟ้านำพากำหนดกิจ กรรมลิขิตบันดาลมาให้พบเจอ...”
“เจ้าบทเจ้ากลอนเสียจริงนะท่าน เอาเถอะพวกข้าไม่รบกวนแล้ว ลาล่ะ” พลันเสียงในหัวของชงฆ์ก็หายไป
“เฮ้อ...มนุษย์หนอมนุษย์ เมื่อใดพวกเจ้าจะตาสว่างเสียที? เข่นฆ่าเผ่าพันธุ์เดียวกัน จิตใจที่แสนโสมมไม่รู้จักจบสิ้นซะทีเช่นนี้ยิ่งทำให้หนทางสู่โลกพระศรีอาริย์สำหรับพวกเจ้าแล้วช่างห่างไกลเหลือเกิน” ชงฆ์เอ่ยจบก็เดินกลับเข้าร้านไป

ทางเดินจากถนนรถไฟมุ่งสู่ทิศใต้เป็นด้านที่ติดทะเลราติกัลล์ มันเป็นเส้นทางตรงไปยังสถานีรถไฟซึ่งมีถึง8เส้นทางที่อยู่ใกล้ๆกันกับท่าเรือกลางและตัดผ่านทางตลาดท่ากลางไปยังทางด้านเหนือ ผู้คนสามารถมุ่งหน้าไปยังเมืองสำคัญต่างๆได้โดยอาศัยถนนสายนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเมืองแรทเชอร์จึงดูพลุ่กพล่านมากกว่าเมืองอื่นๆในแถบเดียวกัน ภูมิประเทศที่ขนาบแนวชายฝั่งและมีแหล่งหากินของสัตว์น้ำชุกชุมทำให้คนที่นี่โดยมากมีอาหารกินเหลือเฟือ สังเกตได้จากว่าถนนหนทางต่างๆในเมืองไม่มีคนนั่งขอทานเลยแม้แต่คนเดียว
“น้ำปั่นแก้วนึงครับน้า” ใบยืนแวะซื้อของที่ข้างทางซึ่งมีผู้คนมาจับจองที่ทางขายของกันอย่างเนืองแน่นทั้ง2ข้างทาง
“นี่จ้ะน้ำ แก้วละ3เหรียญ” แม่ค้าที่ขายน้ำปั่นยื่นแก้วน้ำส่งให้กับใบ เขาจึงยื่นเงินไปให้และยืนมองดูไปยังชายทะเลที่ทอดตัวยาวอยู่ทางด้านทิศใต้ คลื่นลูกแล้วลูกเล่าซัดโถมเข้าหาฝั่งกลายเป็นฟองน้ำสีขาวสะอาดตา มีผู้คนมาเล่นน้ำทะเลมากมายในช่วงหน้าร้อนเช่นนี้ ทำให้เมืองดูครึกครื้นตลอดเวลา
ใบเดินกลับบ้านด้วยความงุนงงกับเหตุการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นกับเขาในวันนี้ แต่เขาก็ถอดใจและคิดถึงงานของเขาแทน
“สองคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่นะ?” เขาเอ่ยเบาๆพลางดูดน้ำในแก้วจนเกือบจะหมด กระทั่ง...
“เฮ้ย ไอ้บ้านี่แกเห็นมั้ยเนี่ยว่าเดินชนฉันน่ะ ”
ชายหนุ่มท่าทางนักเลงโตคนหนึ่งเดินชนเข้ากับใบที่ข้างถนนเข้าอย่างจังจนใบเห็นน้ำปั่นในแก้วของเขาเทหกลงบนเสื้อของเขาจนชุ่มไปหมด
“มีอะไรกันฮะน่ะ!?!” ชายอีกคนที่ใบคิดว่าคงเป็นพวกเดียวกันเดินตรงเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว จากการแต่งตัวที่ดูออกจะเซอร์ๆแล้วทำให้ใบแน่ใจได้เลยว่า เขาคงจะต้องมีปัญหาใหญ่ก่อนกลับไปนอนเล่นที่บ้านซะแล้ว ยังไม่ทันจะตอบอะไรกลับก็มีชายอีกราวๆ4-5คนเดินมาสมทบและยืนล้อมหน้าล้อมหมังใบเอาไว้
“ขอโทษครับ!...ผมเช็ดให้ดีกว่านะ”
“เฮ่ย!ไม่ต้องเลย จะมาหาเรื่องกันก็บอกเดะเว้ย มาทำเป็นเดินชนข้าเนี่ยนึกว่าแน่มากใช่มั้ยวะหา !?!” เขาปัดมือของใบที่จะมาเช็ดน้ำที่เปื้อนเสื้อเขาออกอย่างไม่สนใจใยดีซักนิดและมองหน้าใบอย่างจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้
“ผะ...ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆขอโทษด้วยครับพี่” ใบพยายามพูดอธิบายและขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าพวกชายเหล่านั้นจะไม่สนใจอะไรซักนิด นอกจากจะเอาเรื่องเขาให้ได้
“งั้นก็เสียค่าทำความสะอาดเสื้อผ้าฉันมา ชุดนี้มันแพงนะเว้ย!” เขากระชากคอเสื้อใบขึ้นมาและชี้ไปที่เสื้อยืดสีดำซึ่งสวมอยู่ (ความจริงแล้วใบเพิ่งจะเห็นมันวางขายอยู่ร้านข้างๆร้านขายที่เขาซื้อน้ำปั่นเมื่อกี้นี้เอง ราคามันเพิ่งจะแค่ตัวละ80เหรียญเท่านั้น ไม่รู้ว่าตัวที่ชายคนนี้สวมอยู่มันต่างกันตรงไหน?)
“เอ่อ...แล้วพี่จะให้ผมต้องชดใช้สักเท่าไหร่ล่ะครับ???” เขาถามอย่างติดขัดเพราะหายใจไม่ค่อยจะออก ชายคนนั้นหันไปยิ้มกับพรรคพวกก่อนที่จะหันกลับมาตอบใบ
“500เหรียญมีไหมฮะ?”
“หา! 500!?!”

ชาวบ้านต่างเริ่มมามุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครที่จะกล้ามาหยุดพวกนั้น
“โอ้ย...ซวยของเอ็งจริงๆเลยพ่อหนุ่ม!” หญิงวัยกลางคนที่ขายน้ำปั่นให้ใบไปเมื่อครู่เปรยขึ้นขณะที่มองใบซึ่งกำลังมีเรื่องอยู่
ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มเดินมาคู่กับหญิงสาวอีกคนผมซอยที่หน้าตาออกแก่นๆขณะที่ทั้งสองคนถือถุงอะไรต่อมิอะไรเต็มมือไปหมด พวกเขาทั้งสองเมื่อเห็นเหตุการณ์ก็มีท่าทีสนใจขึ้นมา
“เฮ้ยๆ!?นอยนั่นอะไรน่ะ สงสัยคนจะมีเรื่องกันแฮะไปดูกันดีกว่าไปเร็ว!!” ชายหนุ่มพูดชวนเธอคนนั้นด้วยท่าทีสนอกสนใจ แล้วเขาก็ชี้ไปที่ข้างทางอีกฟากของถนนซึ่งกำลังมีเรื่องกันอยู่
“ยุ่งเรื่องชาวบ้านเขาทำไมกันล่ะต่อ นายนี้น้าจริงๆเลย ก็แค่ว่าพวกอันธพาลทะเลาะกันล่ะน่า อย่าเข้าไปยุ่งดีกว่า” หญิงสาวสะบัดหน้าไปชำเลืองมองทีหนึ่งก่อนที่จะเดินต่อไปอย่างไม่ค่อยจะใส่ใจนัก
ต่อเอามือเกาหัวอย่างคุ้นหน้าคนที่กำลังมีเรื่องอยู่ เขาหันไปเดินตามเพื่อนสาวไปได้2-3ก้าวก็นึกขึ้นได้พร้อมกับจูงมือหญิงสาวและรีบวิ่งมาที่จุดเกิดเหตุ
“เฮ้ย! อะไรของนายน่ะต่อ จะพาฉันไปไหนเนี่ย?!” เธอตะโกนบอกอย่างตกใจ
“ฉันก็ว่าหมอนั่นมันหน้าคุ้นๆ ที่แท้ก็เจ้าใบนี่เอง!!?” ต่อพูดด้วยท่าทางตื่นเต้นและเขาก็ได้วิ่งแหวกฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์ไปหยุดอยู่หน้ากลุ่มนักเลงและใบ พวกนักเลงเหล่านั้นต่างมองเขาทั้งสองคนด้วยความฉงน
“อะไรกันเนี่ยพวกแก! มายุ่งอะไรกันหา?!” อันธพาลคนหนึ่งในกลุ่มกล่าวขึ้นมา ขณะมองหน้าต่ออย่างหมั่นไส้
“ต่อ! ตะนอย!!”
“นายนี่ชอบทำให้คนอื่นสนใจเรื่อยเลยนะใบ ฮะๆ ” ต่อพูดแซวโดยไม่สนใจพวกอันธพาลที่ทำท่าทีเดือดดาลเพราะสิ่งที่เขาทำมันเหมือนกับเป็นการดูถูกไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาเลย
“เฮ่ย!!พวกแกฟังพวกฉันอยู่ป่าววะเนี่ย!!?” ชายคนที่กุมคอเสื้อใบไว้ตะคอกใส่ต่อและตะนอยที่ยังทำท่าหัวเราะใบอยู่อย่างอดไม่ได้
ลมเย็น ^-^ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 3 ธ.ค. 2549 (18:23)
ตะนอยทำทีว่านึกขึ้นได้และเริ่มเจรจา
“เอ่อ...อะแฮ่ม พวกนายช่วยปล่ยเขาไปจะได้ม้ยน่ะนะ?”
“ปล่อยเรอะ! พูดเป็นเล่นน่าน้องสาว ไอ้หมอนี่มันมาหาเรื่องพวกพี่ก่อนเองนะจะให้ปล่อยไปคงไม่ได้ล่ะ อีกอย่างน้องเป็นอะไรกับมันหรือไงเลยต้องเดือดร้อนอย่างนี้นะ” พูดจบคนพวกนั้นก็หัวเราะทั้งสองคนราวกับเห็นเป็นตัวตลก
“สรุปจะไม่ยอมปล่อยใช่มั้ย?” ต่อถามขึ้นเมื่อเสียงหัวเราะซาลง
“เฮ่ย! พูดอย่างนี้อยากมีเรื่องนี่หว่า!!?” ชายคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้นและจ้องต่อตาเขม็ง
“เอ...ถ้าจะแปลเป็นอย่างงั้นก็น่าจะได้นะ” เขาทำท่าคิดซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มความโกรธให้พวกนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย
“เฮ้ๆ ต่อนายนี่ อย่าเพิ่งไปมีเรื่องสิ คุยกันดีๆก่อนดีกว่านะ” ตะนอยกระซิบเบาๆที่ข้างหูเขา โดยคิดว่าไม่อยากให้เรื่องนี้ต้องบานปลาย
“ว่าแต่น้องสาวคนนั้นน่ะสนใจมาเป็นแฟนพี่แทนไอ้งี่เง่านี่มั้ยล่ะจ๊ะ? รับรองนะว่าจะดูแลอย่างดีเลยทีเดียว อืม...เอางี้นะ วันละเท่าไหร่ล่ะจ๊ะถึงจะพอ?” พูดจบคนในกลุ่มนั้นก็ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งและต่างทำทีท่าล้อเลียนตะนอยกันเป็นการใหญ่
“ว่าไงนะ...!?!” ตะนอยพูดขึ้นเรียบๆแต่น้ำเสียงนั้นฟังดูเย็นยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก
“ชิบเป๋งแล้วไง!!?” ต่อและใบคิดขึ้นมาแทบพร้อมกัน
ตะนอยค่อยๆยื่นถุงสารพัดสิ่งที่อยู่ในมือให้กับต่อ เขารับมันไว้ด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“อะ...อะ...เอ่อ นอย!จะว่าไปแล้วเธอก็พูดถูกนะ อย่าไปมีเรื่องนั่นล่ะดีกว่าเย้ออออ...” เขาพูดหยอกล้อกับตะนอย แต่สายตาของหญิงสาวกลับยิ่งดูเย็นชาลงยิ่งกว่าเดิม เมื่อเธอยิ้มน้อยๆให้เขาต่อก็ถึงกับยืนนิ่งไม่พูดอะไรอีก
ตะนอยเดินเข้าหาชายพวกนั้นอย่างช้าๆและไปหยุดอยู่ที่หน้าชายซึ่งกุมคอเสื้อใบเอาไว้อยู่
“ปล่อยเขาได้แล้ว”
“หือ?! ปล่อยเหรองั้นก็แปลว่าเธอยอมมาอยู่กับฉันสินะ หรือว่าไงฮะ ฮ่าๆๆๆๆ...!?!”
“ผัวะ !??????”
ยังไม่ทันที่ชายคนนั้นจะหัวเราะเสร็จ ตะนอยก็สวนหมัดของเธอเข้าหน้าของเขาจนร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอจะแรงมากขนาดนี้ ทุกคนซึ่งจับตาดูสถานการณ์นั้นอยู่เงียบเสียงที่เซ็งแซ่ในทันทีราวกับไม่มีคนอยู่ในที่นั้น
“เฮ่ย ไอ้จอร์จ!?!ลุกขึ้นมาสิวะ”
เสียงเรียกของพรรคพวกเขาคนหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบสงบลง แต่ชายที่ถูกชกก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นซักนิด
ใบรีบลุกขึ้นมาจากพื้น ขณะที่เมื่อครู่ชายคนนั้นโดนชกเขาก็โดนถูกสะบัดกระเด็นไปกองที่พื้น พวกอันธพาลเหล่านั้นต่างมองมายังตะนอยอย่างตกตะลึง ก่อนที่ชายคนหนึ่งในกลุ่มจะวิ่งตรงปรี่มาทำทีจะจับตัวตะนอย
“ทำอะไรของเธอหายัยนี่?!”
ทันทีที่พูดจบเขาก็ร่วงลงไปกองกับพื้นอีกคนก่อนจะเอามือมาแตะโดนตัวตะนอยซะอีก
“เฮ้ย!?ผู้หญิงอะไรวะแรงขนาดนี้!!?” คนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น
“งั้นก็รุมสิวะ! กลัวอะไรกัน” อีกคนกล่าวพลางพุ่งตัวนำคนอื่นๆมารุมจับตะนอย
เมื่อทั้งหมดมารุมล้อมตะนอยไว้เธอก็กำกำปั้นรอไว้อยู่แล้ว เธอยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยขึ้นมาลอยๆว่า
“ก็รู้นี่ว่าฉันเป็นผู้หญิง...” เธอถอนหายใจแรงๆทีหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง “แล้วยังจะมาทำอย่างกับฉันเป็นสินค้าซื้อขายได้อย่างนี่มันหมายความว่าไงยะ !?????” เมื่อเธอตะโกนเสียงดังลั่นเหมือนเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ที่อัดอั้นมานานออกมาหมัดก็ถูกเหวี่ยงออกมากระแทกชายโครงชายคนที่วิ่งนำมากระเด็นออกไป
“เสร็จล่ะน้องสาว ” ชายอีกคนกระโจนมาจะโอบตัวตะนอยไว้
“พลั่ก ”
“ใครเสร็จนะ???”
สิ้นเสียงนั้นต่อก็ยืนปัดชายเสื้อหลังจากที่ฟันศอกเข้าแสกหน้าชายคนนั้นจนฟันร่วง เลือดกลบออกจากปาก
“เฮ้ย! นี่พวกนายอยากดังมากเหรอไงเนี่ยถึงมามีเรื่องกับคนอื่นกลางวันแสกๆอย่างนี้น่ะ??!” ใบเดินมาพูดด้วยสีหน้าเซ็งๆ เมื่อเห็นเพื่อนทั้งสองคนออกลายซะจนพวกอันธพาลลงไปกองถึงสามคนแล้ว
“นี่ๆ แล้วไอ้ซื่อบื้อคนไหนล่ะที่มันดันไปหาเรื่องใส่ตัวเองน่ะ?” ต่อเดินมาจ้องหน้าใบพลางบ่น
“เอาเถอะๆ ไหนๆนายสองคนก็มีเรื่องแล้วก็ทำให้มันจบๆไปซะเถอะน่า” ตะนอยหันมาพูด
“เออเนอะ” ทั้งสองร้องออกเป็นเสียงเดียวกัน แล้วทั้งสามก็หันมายิ้มไปที่กลุ่มอันธพาลนั้น
“อะไรของพวกแกวะ เฮ้ยพวกเราจัดการมันเลย ” คนหนึ่งในกลุ่มนักเลงตะโกนขึ้น ทันใดนั้นพวกเขาก็โผตัวเข้าใส่ทั้งสามคนอย่างเอาเป็นเอาตาย
เพียงครู่เดียวทุกอย่างก็สงบเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นแม้เพียงคนเดียว มีเพียงเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งระคนเสียงลมหายใจของทั้งสามคนด้วยความเหนื่อย พวกอันธพาลถูกจัดการอย่างราบคาบ
“หวอๆๆๆๆ.....”
เสียงที่ดังขึ้นมาจากถนนทางด้านหลังทำให้ทุกคนถูกปลดปล่อยออกจากภวังค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจของแรทเชอร์จำนวนหนึ่งได้พากันมายังที่เกิดเหตุหลังจากที่มีพลเมืองดีแจ้งไป
“เฮ้ย!ตำรวจมา” ต่อพูดหลังจากที่ได้ยินเสียง
“แล้วจะอยู่ทำไมเล่า ไปเด้ ” ตะนอยออกวิ่งเป็นคนแรก ตามมาด้วยใบและต่อ พวกเขาวิ่งเข้าซอยข้างๆหายไป
“ขอความกรุณาทุกคนอยู่ในความสงบด้วยครับ!” ผู้หมวดคนหนึ่งกล่าวหลังจากที่ลงมาจากรถตำรวจ
ตำรวจเริ่มมองไปยังสถานที่เกิดเหตุหลังจากทำการปิดล้อมสถานที่เกิดเหตุไว้ แต่ก็มีแค่พวกอันธพาลกลุ่มหนึ่งที่นอนแผ่อยู่ที่พื้นถนน
“นี่พวกเขาโดนอะไรมาเนี่ย?!” ผู้หมวดมองดูพวกนั้นอย่างฉงนใจ
“ผู้หมวดครับ!”
“มีอะไร?”
“พวกชาวบ้านบอกว่ามีเด็กกลุ่มหนึ่งมามีเรื่องกับพวกอันธพาลนี้ครับ แต่ว่าตอนนี้เขาหายไปไหนแล้วก็ไม่ทราบครับ” นายตำรวจกล่าวรายงาน
“ใครกันนะ มาทำเจ้าพวกนี้จอดได้?”

“ดูท่านายนี่มันจะถูกโฉลกกับไอ้เรื่องพรรค์นี้จริงนะใบ ว่ามั้ยนอย?” ต่อกล่าวลอยๆขณะเดินห่างออกมาจากจุดเกิดเหตุไกลแล้ว
“ว่างั้นเหมือนกัน” นอยพูดเซ็งๆ
“เฮ้อ...” ใบถอนใจใหญ่

ลมเย็น ^-^ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.