|
อาณาจักร "มู" คืนชีพ
โพสต์เมื่อ:
13:51 วันที่ 3 ส.ค. 2549 ชมแล้ว:
1,504
ตอบแล้ว:
7
ตอนที่ 1 กำเนิดอาณาจักร "มู" ยุคใหม่
คุณชอบฟังเรื่องราวในอดีตมั้ย ? ...ไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นคุณปู่คุณย่าในสมัยเมื่อพวกท่านยังเป็นเด็ก ย้อนหลังไปสักเมื่อ 70 หรือ 80 ปีก่อน แต่ผมหมายถึง... เรื่องราวในอดีตของโลก เมื่อสักหนึ่งหมื่น...หรือ...สองหมื่นปีมาแล้วต่างหาก... คูณรู้สึกว่า...มันนานมากเลยใช่มั้ยครับ ? แต่คุณจะเชื่อหรือเปล่า หากผมกำลังจะบอกคุณว่า... เหตุการณ์ที่มันเคยเกิดขึ้นกับโลกมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่ถึงกับพลิกผืนทวีปได้ เคยทำลายล้างชีวิตผู้คนมากมาย นับได้เป็นล้าน ๆ คนในคราวเดียว... ทุก ๆ หมื่นหรือสองหมื่นปีมันจะกลับมาครั้งหนึ่ง มันจะหวนกลับมา ช้า ๆ แต่หนักแน่น วันแรกที่มันหวนมา มันอาจจะคร่าชีวิตผู้คนไปสัก ห้าหรือหกร้อยคน... นั่นน่ะคุณนับว่ามากแล้วหรือ? ยังหรอก... เพราะพอมันหวนกลับมาครั้งที่สองหรือสาม มันจะเริ่มทวีขึ้นเป็นหลักพัน หลักหมื่น...คุณก็เคยเห็นมันมาแล้วนี่ "ซึนามิ" แต่วันที่อาณาจักร "มู" ถูกถล่มจนจมหายลงไปใต้ท้องนทีนั้น... พลังงานที่ทำลายล้างมัน มีค่ามากมาย... มากกว่า "ซึนามิ" เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม หลายเท่าตัวนัก ทวีปใหญ่ขนาดเท่า ๆ กับผืนทวีปยูเรเซีย (หมายถึงยุโรปและเอเชียรวมกัน)ในปัจจุบัน ถูกพลังงานมหาศาล ยกมันขึ้น บิดมันเป็นเกลียว และปล่อยให้มันทิ้งตัวตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง ก่อนที่มันจะจมหายลึกลงไปใต้ท้องมหาสมุทร... เหตุการณ์ในวันนั้น...มันมีจุดเริ่มต้น และเป็นจุดเริ่มต้นเดียวกับวันนี้ "เฮ้ย...เฮ้ย น้ำ น้ำ" เสียงชายหนุ่มร่างสันทัด อายุประมาณ 35 ปี ผมขาวเกินอายุ แต่งกายด้วยเสื้อกาวน์สีขาวเก่า ๆ ซึ่งสมมติเอาเองว่าเป็นชุดคลุมของนักวิทยาศาสตร์ ร้องขึ้นด้วยท่าทางตกใจ ก่อนจะรีบคว้าเอาขันน้ำเย็น ที่วางเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว สาดโครมลงไปบนหลอดทดลองบรรจุของเหลว ซึ่งตั้งไฟไว้จนเดือดพล่าน "ฮู้ย...เกือบไป...เกือบไม่ทัน" หนุ่มใหญ่ที่อุตส่าห์ตั้งฉายาตัวเองว่า "ทายาทไอน์สไตน์" ยกมือขึ้นมาตบอกตัวเองดังป้าบใหญ่ ในขณะที่ปลายสายยางอีกด้านหนึ่ง น้ำจากถังเขียวใบย่อมก็ถูกดูดกลับเข้าไปในหลอดทดลอง ซึ่งขณะนี้ร้าวแล้ว จากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจากร้อนเป็นเย็นอย่างฉับพลันเมื่อครู่ เสียงดัง โพละ ! เมื่อหลอดทดลองแตกออกจากกันเป็นเสี่ยง ๆ เนื่องจากแรงดันของของเหลวที่ร้อนจัดภายในหลอด เจอเข้ากับความเย็นของน้ำอุณหภูมิปกติในถังเขียว "นี่...นี่ เป็นไง นี่ละคร้าบ แรงดึงดูดระหว่างประจุ...เดี๋ยวต่อไป ข้าก็จะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ระบือก้องไปทั่วโลกแล้วละเว้ย..." "ข้านี่แหละ คือผู้ค้นพบวิธีสร้างแรงดึงดูดระหว่างประจุ ให้เกิดขึ้นในน้ำ..." ทายาทไอน์สไตน์ยังคงพล่ามพลางชี้หน้าอกของตนต่อไป โดยหารู้ไม่ถึงภยันตรายร้ายแรงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต อันเป็นผลมาจากการค้นพบของตน อีกซีกด้านหนึ่งของโลก... กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าจากทั่วโลก กำลังตื่นเต้นกับผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาจากกล้องบันทึกภาพจากดาวเทียมจันทรา ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลจากดาวคู่-หลุมดำไว้ได้อย่างละเอียด ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทำให้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนั้น ได้ข้อสรุปที่น่าตื่นเต้นว่า... "การปั่นป่วนของเส้นแรงแม่เหล็ก" เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้มวลสารจากดาวคู่ ไหลวนอย่างลดพลังงานของตนเองลงไปเรื่อย ๆ รอบ ๆ หลุมดำ และในที่สุด มวลสารเหล่านั้น ก็จะอ่อนแรงจนกระทั่งหลุดจากวงโคจร และหายเข้าไปภายในหลุมดำจนหมด ...แต่หากไม่มีเส้นแรงแม่เหล็กเข้ามาช่วยด้วยแล้วละก็ มวลสารเหล่านั้น ก็จะยังหมุนวนรอบหลุมดำไปอีกนานเท่านาน โดยไม่มีวันที่จะผลุบหายเข้าไปในหลุมดำง่าย ๆ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก กำลังตื่นเต้นกับภูมิความรู้ที่ตนเพิ่งทราบเกี่ยวกับเส้นแรงแม่เหล็ก... "ทายาทไอน์สไตน์" ก็กำลังลูบ ๆ คลำ ๆ แท่งแม่เหล็กที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในการทดลองของตนอย่างทะนุถนอม เขากำลังคิดต่อว่า "เอ๊...หากเราเพิ่มกำลังของแม่เหล็กให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่ ผลการทดลองมันจะเป็นยังไงหนอ..." "มันคงจะดูดกันแรงขึ้น..." เขาคิด "ถ้าประจุที่มีขั้วต่างกันมาชนกันมันน่าจะเกิดประกายไฟนะ..." "เอ้อ...ใช่สิ ลองใช้การสร้างประจุไฟฟ้าสถิตย์เข้ามาช่วยด้วยจะดีมั้ย?.." ทายาทไอน์สไตน์เริ่มครุ่นคิดต่อเนื่องกันไปอย่างยากที่จะหยุดได้ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่เขาเพิ่งได้รับผลการทดลองใหม่ ๆ แปลก ๆ ความคิดของเขาจะเริ่มฟุ้งซ่านและกระจายออกไป to be continued จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 4 ส.ค. 2549 (10:42) ไกลออกไปจากนครหลวงและปริมณฑล "เจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ หือ โมโร" เสียงนักบวชหนุ่มใหญ่ร่างสูงโปร่ง เค้าหน้าดูหนุ่มกว่าอายุจริงราว 15-20 ปี เอ่ยถามศิษย์ที่ชื่อ "โมโร" ซึ่งมีความหมายว่า "นกยูง" ถึงสาเหตุที่ศิษย์คนโปรดออกมานั่งอยู่ที่ก้อนหินใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ในเวลาเที่ยงเช่นนี้ "กระผมกำลังฝึกสมาธิขอรับ" โมโรน้อยวัย 11-12 ปี ตอบอย่างระวังสำรวม "ฝึกงอช้อนที่ซ่อนอยู่จีวรรึ" นักบวชหนุ่มถามพลางยิ้มอย่างเอ็นดู "อาจารย์รู้ได้อย่างไรขอรับ ว่าในจีวรของผมมีช้อน" โมโรทำสีหน้างง ๆ แต่ก็รีบข่มตาสร้างมโนภาพว่าช้อนกำลังงอลง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมหยุด "เจ้าไปรู้มาจากไหนฮึ ? โมโร ว่าการเพ่งกระแสจิตจะทำให้ช้อนงอได้" อาจารย์หนุ่มที่มีชื่อว่า "สินธพ" ถามสืบต่อ พลางเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจอยู่บ้าง "กระผมอ่านจากหนังสือขอรับ ในหนังสือกล่าวถึงชาวอิสราเอลผู้หนึ่ง ชื่อ...ดูเหมือนจะชื่อ "ยูริ" อะไรสักอย่าง เขาสามารถใช้พลังจิตงอช้อนได้ขอรับ..." โมโรอธิบายยืดยาว ตอนนี้เขาล้วงเอาช้อนออกมาจากจีวร เพ่งตาดูว่าช้อนจะมีส่วนใดบิดงอบ้างหรือยัง แต่ก็พบว่าช้อนยังคงปกติอยู่ "เรามาพูดถึงหลักการกันก่อนดีกว่า โมโร..." สินธพผู้เป็นอาจารย์ถือโอกาสพูดในสิ่งที่ตระเตรียมมาจะพูดกับศิษย์ในวันนี้พอดี "ว่าทำไม...ช้อนจึงงอได้... ที่จริงแล้วช้อนงอได้ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกจริงมั้ย" โมโรรับคำอาจารย์โดยการพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมตั้งอกตั้งใจฟังต่อ "ลำพังเราใช้มือบิดช้อน ช้อนก็งอได้เหมือนกัน แต่ช้อนที่งอด้วยมือ กับงอด้วยพลังจิต มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันไป..." "สิ่งนั้นคืออะไร เจ้าทายสิ โมโรผู้ฉลาด" สินธพหันหน้ามาคาดคั้นถามเอาคำตอบ "ช้อนถูกแปลงธาตุขอรับ..." โมโรครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากตอบ "ช้อนที่งอด้วยมือ ??? ...หรือพลังจิต...ตอบให้ชัด" สินธพเอ่ยถามต่อ พยายามยั่วให้ลูกศิษย์ใช้ความคิด "ช้อนที่งอด้วยพลังจิตขอรับ" โมโรตอบ "เจ้ารู้หรือไม่ โมโร ว่าชายคนที่ชื่อ "ยูริ" ที่เจ้าว่าเขาสามารถงอช้อนได้ เขาทำอย่างไร จึงสามารถกระทำเรื่องราวที่แปลกประหลาดเช่นนั้นได้..." สินธพถามต่ออีก คราวนี้โมโรยิ้ม พลางอธิบายเสียยาวยืด "เมื่อครั้งที่ยูริยังเด็ก เขาได้ไปเที่ยวเล่นที่เนินเตี้ย ๆ แห่งหนึ่ง เพื่อดูฟ้า ดูดวงอาทิตย์ ต่อมาเขากลับเห็นวัตถุเปล่งแสงได้ลอยขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับเนิน หลังจากนั้น..." "หลังจากนั้นอะไร โมโร" สินธพถามพลางเร่งพลังของตน ในบัดดลนั้น ร่างของสินธพก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับก้อนหินใหญ่ที่โมโรนั่งขัดสมาธิอยู่ โมโรทำตาโต แต่ก็ยังสูดลมหายใจยาวก่อนตอบ "หลัีงจากนั้น ยูริก็ถูกยิงแสงใส่ขอรับ..." คำพูดยังไม่ทันจบ สินธพก็ยืดฝ่ามือออกอย่างนุ่มนวล ที่ใจกลางฝ่ามือปรากฏพลังหมุนวน พร้อมมีแสงสว่างเรือง ๆ อยู่ทั้งที่กลางฝ่ามือ และภายในมุ่นมวยผมที่เกล้าสูงขึ้น โมโรเสมือนถูกพลังดึงดูดบางอย่าง เด็กน้อยพยายามหยัดกายลุกขึ้น แต่ไม่สำเร็จ ที่หน้าผากราวกับถูกเหนึ่ยวนำให้เปล่งพลังหมุนวนตามไปด้วย โมโรนึกอะไรออกอย่างหนึ่ง แทนที่ตนเองจะหนี เขากลับนั่งลงหลับตาพริ้ม พร้อมทั้งยกช้อนขึ้น หูแว่วเสียงเหมือนช้อนเดือดดังฝอด ฝอดอย่างแผ่วเบา ลืมตาขึ้นมาอีกที โมโรก็พบว่าอาจารย์สินธพลงไปยืนบนพื้นดินอย่างมั่นคงแล้ว ส่วนช้อนที่ตนเองถืออยู่ ตอนนี้ บิดเป็นเกลียว ที่ส่วนเกลียวแต่ละข้อไม่ได้มีสภาพเหมือนถูกบิดด้วยมือ แต่กลับเหมือนมันสูญเสียอนุภาคอะไรบางอย่างในตัวมันออกไป "เจ้าคิดว่าัมันเป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์หรือเล่นกลล่ะ โมโร..." อาจารย์สินธพถามหยั่งเชิงอีกครั้ง ภายหลังจากที่เห็นลูกศิษย์เริ่มเข้าใจถึงวิธีการอะไรบางอย่่างขึ้นมาบ้าง "มันดูเหมือนมายากลมากกว่าขอรับ..." โมโรตอบ "เพราะว่า..." โมโรไม่รีรอให้อาจารย์ถามต่อ ชิงตอบก่อน "มันเป็นมายากลเกี่ยวกับอนุภาค...มันทำให้อนุภาคหายไป..." สินธพยิ้มเย็นก่อนตอบ "ใช่...โมโร มันเป็นมายากลที่ทำให้อนุภาคหายไป..." "ในโลกของอนุภาค อนุภาคเกิดขึ้นมาใหม่ได้ และสูญหายไปได้เสมอ จะทำให้มันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าก็ได้ ทำให้มันเลี้ยวโดยพลันก็ได้ หรือจะให้มันหมุนวนไปตลอดก็ได้ วิ่งฝ่าอากาศได้ด้วยความเร็วสูงมาก ๆ และหยุดกึกทันทีที่เราต้องการก็ได้ จนชั้นแต่จะแยกธาตุมันแล้วเปลี่ยนเป็นธาตุใหม่ก็ย่อมได้..." "กระผมเข้าใจแล้ว...มันเหมือนจานบิน...เหมือนจานบินเลยที่ทำได้แบบนี้..." โมโรถึงบางอ้อ เรียนจานบินในห้องเรียนมาตั้งนาน ไม่เข้าใจ แต่พอออกมานั่งงอช้อน กลับเข้าใจเรื่องจานบินเสียนี่ "หมายความว่า มีวิธีการอะไรบางอย่าง ที่ทำให้วัตถุแสดงตัวเอง เสมือนกับมันเป็นอนุภาค...ใช่มั้ยขอรับ อาจารย์..." โมโรถาม "ใช่แล้ว โมโร วิธีการนั้น เป็นกระบวนการเดียวกับที่จิตใช้เวลาจะสร้างพลัง และเป็นกระบวนการเดียวกับการกำเนิดขึ้นของดวงดาว..." สินธพอธิบาย "เอาไว้ พอเจ้าเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้นกว่านี้ เราจะพาเจ้าขึ้นไปดูการก่อตัวของดวงดาวด้วยกัน..." สินธพตัดบท "ตอนนี้ใกล้เวลาสาธยายมนต์ช่วงบ่ายแล้ว เรากลับศิลาศรมกันเถิด...ประเดี๋ยวทุกคนจะคอย..." จากนั้น หนึ่งอาจารย์หนึ่งศิษย์ก็จับมือกัน ลอยละเลี่ยพื้น บางครั้งเท้าของทั้งคู่ก็จะลงมาแตะสัมผัสพื้น แต่หลังจากสัมผัสแล้วก็จะพุ่งเฉียดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ดูคล้ายการร่อนจานผ่านไปบนผิวน้ำไม่มีผิดเพี้ยน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 4 ส.ค. 2549 (14:47) เวลา 02.20 น. ภายในห้องนอนห้องหนึ่ง "อุ๊บ ! ...อู๊ย... ตกเตียงอีกแล้วเหรอเนี่ย..." ดร.สินธูครางเบา ๆ แต่ยังจำความรู้สึกแปลก ๆ นั้นได้ มันเหมือนร่างกายไถลไป บางทีก็แฉลบไปมา รู้สึกเหมือนเท้าไม่แตะพื้น ครั้งสุดท้ายรู้สึกมันหวาม ไม่มีที่ยึดเกาะอะไรทั้งมือทั้งเท้า แล้วก็เลยเคว้ง ตกแอ็ก ! ลงมา โธ่...ที่แท้ก็ตกเตียง ทำไมถึงมองเห็นตัวเองเป็นนักบวช ดร.สินธูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้มันฝันถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้ง... รู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องจริง "แล้วเด็กคนนั้นใครกัน? หรือว่า...จะเป็นลูกเรา" ดร.สินธุรำพึงเบา ๆ "ไม่น่ะ... ริกะเสียไปหลายปีแล้วนี่" หลังจากที่ริกะ ภรรยาของตนเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ ดร.สินธูก็ไม่เคยมีสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับใครอีก จนบางครั้ง คิดว่าตนเองคงจะปลงได้แล้ว เลยคิดออกบวช...บวชนาน ๆ แบบไม่ต้องสึก แต่อีกใจก็ยังตัดไม่ขาดถึงเรื่องความโลภความหลง ยังหวังจะได้ตำแหน่ง ยังอยากจะได้ลาภยศ... เอ้อ...เอาเป็นว่าลองบวชใจไม่บวชกายไปก่อนก็แล้วกัน ! คงจะเป็นด้วยสาเหตุนี้ละมัง ที่ทำให้เขาต้องมาฝันเห็นตัวเองเป็นนักบวชอยู่เนือง ๆ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี "โมโร" นี่ลูกใครหว่า ! เช้าตรู่วันใหม่... ดร.สินธูนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ พอดีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังระรัวขึ้น เขาจึงเดินออกกำลังกายไปรับสาย "ด๊อกเตอร์คะ..." เสียงตามสายพูดสวนมาทันทีแบบไม่ให้ตั้งตัว เสียงยัยนี เลขาฯ ป้าเม้าท์นี่ ดร.สินธูนึกในใจ มีอะไรอีกล่ะเนี่ย...โทรมาแต่เช้า สงสัยจะมีเรื่อง "จะเข้ามาแต่เช้าหน่อยได้มั้ยคะ..." เสียงยัยหนูนีถามต่อแบบไม่หายใจหายคอ "นี่...นี่...เดี๋ยวนะนี เดี๋ยวก่อน อาจารย์ยังไม่ทันฮัลโหล เธอก็พูดสวนมาแล้ว เธอรู้ได้ยังไง ว่าใครรับสาย ?" ดร.สินธูแกล้งเอ็ดหนูนีเสียงดัง "อ๊าว..." หนูนีลากเสียงยาว "...ก้อ...ด๊อกเตอร์อยู่บ้านคนเดียวไม่ใช่เหรอคะ ?...หนูก็นึกว่า..." "ใครบอกเธอล่ะ..." ดร.สินธูแกล้งอำแม่หนูสายสุนีเล่น "ฉันมีพี่ชายมาอยู่ด้วย...เค้ามากับเด็ก ๆ จะมาอยู่สักเดือนสองเดือน" ดร.สินธูก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมจะต้องตอบไปแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าความฝันเมื่อคืนยังค้างอยู่ในหัวสมอง "เพราะฉะนั้น...คราวหน้าคราวหลัง โทรศัพท์มา ถามเสียก่อนว่าฉันอยู่ไหม? ประเดี๋ยวพี่ชายฉันรับ เสียงเหมือนกันเธอจะงง แล้วเขาก็จะงงด้วย..." ดร.สินธูพูดต่อเป็นเรื่องเป็นราว ราวกับเป็นเรื่องจริง "เอ้าทีนี้...มีอะไร ว่ามา..." ดร.สินธูวกเข้าเรื่องที่ทำให้สายสุนีต้องโทรมาในวันนี้ "คือ ดร.มาลินีสั่งให้หนูโทรมาบอกด๊อกเตอร์ว่า...ให้ด๊อกเตอร์ช่วยไปเป็นกรรมการตัดสินงานสิ่งประดิษฐ์รอบแรกให้แกหน่อยน่ะค่ะ..." สายสุนีอธิบาย "คือ...แกไม่ค่อยสบาย ป่วยเป็นหวัดนก..." "ไฮ้...นี่ยัยนี เธอนี่ก็พูดเรื่อยเปื่อย คนเป็นไข้หวัดนกน่ะ ถึงตายเชียวนะเธอ ถ้าป้าเมาท์เธอเป็นอะไรไป แล้วใครจะใช้เธอให้ไปซื้อขนมเบื้องมาเลี้ยงแขกล่ะทีนี้..." ดร.สินธุเย้า "ก็ด๊อกเตอร์ไงคะ...ชอบทานไม่ใช่เหรอ?" สายสุนีเย้ากลับบ้าง ผมเนี่ยนะ ชอบกินขนมเบื้อง คุณเชื่อมั้ย คงมีคนอยู่ไม่กี่คนหรอกน่า ในโลกนี้ ที่เคยถูกขนมเบื้องบาดปาก ก็ผมนี่แหละ ตอนเด็ก ๆ เข็ดเลยตั้งแต่บัดนั้น แล้วดันเป็นอาจารย์ก็มาเจอหัวหน้าสาขาชอบกินขนมเบื้องเข้าให้อีก เจอกันวันแรกนึกว่าจะอยู่กันไม่ยืดเสียแล้ว นี่อยู่มาได้ยังไงตั้ง 4-5 ปี ไม่รู้เหมือนกัน ภายในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น ปีนี้คราคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่ผลงานการประดิษฐ์เชื้อเพลิง หรือพลังงานทดแทน หรือไม่ก็พวกอุปกรณ์ประหยัดพลังงานพวกนี้ ดร.สินธูมาสะดุดตาที่อุปกรณ์หน้าตาแปลก ๆ ที่เจ้าตัวผู้คิดค้นอธิบายว่าเป็นเครื่องแปรธาตุเป็นทอง... "เครื่องอะไรนะ...?" ดร.สินธูถามซ้ำ เข้าใจว่าตนเองหูฝาดไป "เครื่องแปรธาตุเป็นทองครับ..." เจ้าของผลงานซึ่งเป็นชายหนุ่มอายุราว 22-23 ปี ผมสั้น ใส่เจลหวีลงมาปรกหน้า ดูค่อนไปทางเป็นนักร้องหรือนักดนตรีเสียมากกว่าเป็นนักประดิษฐ์ ตอบย้ำมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ "ไหน...มันทำงานยังไง ไหนลองอธิบายซิ" ดร.สินธูซัก ใจนึกไปถึงความฝันเมื่อคืน เรื่องการใช้พลังจิตบิดช้อน และในฝันนั้นยังพูดถึงการแปรธาตุอะไรอยู่ด้วย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 5 ส.ค. 2549 (10:07) ภายหลังจากการตัดสินรอบแรกเสร็จสิ้นลง ในบ่ายวันนั้น ผลปรากฎว่าเครื่องแปรธาตุเป็นทองนั้นไม่ผ่านเข้ารอบสอง ด้วยสาเหตุสั้น ๆ จากคณะกรรมการตัดสินว่า มันเป็นเหมือนนิยายแฟนตาซีมากเกินไป... และธาตุที่ได้ มันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากตะกั่วที่เป็นธาตุเดิมของมันสักเท่าไหร่ ซึ่งเจ้าตัวนักประดิษฐ์ให้เหตุผลว่า "พลังงานที่ใช้ยังไม่เพียงพอ...ผู้ประดิษฐ์ต้องการขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากคณะกรรมการตัดสินเพิ่มเติม จึงจะสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้..." ซึ่งเหตุผลนี้ คณะกรรมการตัดสินไม่อาจยอมรับได้ว่าเป็นเหตุผลอันสมควร จึงตัดสินให้ตกรอบแรกไป ! แต่สิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจของ ดร.สินธูก็คือเรื่องราวที่ได้พูดคุยกับนักประดิษฐ์วัยรุ่นผู้นั้น "อาจารย์ไม่รู้เหรอครับ ว่าการแปรธาตุเป็นทองนี้เป็นเรื่องจริงที่มีอยู่ในทุกชนชาติ ทุกทวีป และก็ทุกยุคทุกสมัยด้วย..." "เมื่อก่อนชาวอียิปต์ก็แปรธาตุเป็นทองได้ วังของพวกเขาเลยเต็มไปด้วยเครื่องประดับที่ทำจากทอง..." "ยุคกรีก-โรมันยังมีหลักฐานบันทึกไว้เลยครับ ว่าชาวอียิปต์เอาทองคำที่ตนเองมี ออกมาแลกสินค้าจำเป็นอื่น ๆ " "พวกเค้าเอาทองมาจากไหนตั้งมากมายล่ะครับ ถ้าไม่ได้ผลิตมันขึ้นมาเอง..." "แล้วยังพวกอินคาในอเมริกาใต้อีก ตอนทหารสเปนไปพบพวกเขา คนพวกนี้ยังล้าหลังเป็นชาวป่าชาวถ้ำก็ไม่ปาน..." "แต่มีทองคำเป็นกระสอบ ๆ เก็บไว้หลังบ้าน บางทีก็กองไว้ในไร่ราวกับฝักข้าวโพด..." ดร.สินธูครุ่นคิด "อืม...หรือว่ามันจะเป็นเรื่องจริง ..." "ในโลกนี้ยังมีอะไรอีกหลาย ๆ เรื่องที่เรายังไม่รู้จริง ๆ ...เพราะฉะนั้น อย่าคิดเลยว่าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่รู้เจนจบไปเสียทุกเรื่อง... แต่ว่า..." "เฮ้อ ! เรื่องตะกั่วแปรเป็นทองได้นี่ รับยากจริง ๆ แฮะ..." แล้วคืนนี้ เรายังจะฝันถึงสองคนศิษย์-อาจารย์นั่นอีกหรือเปล่าน้อ ?...ถ้าฝันก็ขอให้เขาสองคนพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ด้วยก็แล้วกัน" แน่ะ ! หากินกับความฝันก็เป็นกะเค้าเหมือนกันหนอเรา ดร.สินธูตบท้ายความคิดของตัวเองด้วยรอยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ออกจะมีรสชาติเฝื่อนขมอยู่บ้างในความรู้สึก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 ส.ค. 2549 (08:51) ฝนคืนนี้ตกหนักจนเกือบจะท่วมเข้ามาในบ้าน... ดร.สินธูตรวจดูประตูหน้าต่างทุกบาน ว่ามีจุดไหนบานไหนฝนสาดหรือน้ำรั่วซึมเ้ข้ามาบ้าง เสียงลมพัดอู้อยู่ด้านนอก สลับกับเสียงฟ้าร้อง แสดงให้รู้ว่าคืนนี้สงสัยพระพิรุณคงเทลงมายังพื้นพิภพอย่างไม่ปรานีปราศรัยแน่ ดร.สินธูสั่นศีรษะไล่ความคิดที่รบกวนจิตใจอยู่ตั้งแต่บ่าย เรื่องแปรธาตุเป็นทองเอย เรื่องสองศิษย์อาจารย์ที่เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในความฝันเอย... ขณะที่กำลังเปิดตู้เย็นเพื่อหาเครื่องดื่มอะไรเย็น ๆ สักกระป๋องสายตาเผอิญมองลอดบานกระจกออกไป... "หือ...เด็กที่ไหนเนี่ย ฝนตกออกจั้ก ๆ อย่่างนี้ ยังมีกระจิตกระใจออกมาเดินเล่นนอกบ้าน..." ดร.สินธูรำพึง เบา ๆ เมื่อเห็นเด็กคนหนึ่ง ทำ่ท่าเหมือนจะเป็นเด็กชาย เพราะผมสั้น แต่... สวมเสื้อคลุมแบบเดียวกับเจ้าหนูโมโรนั่นเลยแฮะ... เอาอีกแล้ว ! ว่าจะไม่คิด ไม่คิด เฮ้อ... ดร.สินธูสลัดศีรษะไล่ความมึนงงอึกครั้ง แต่คราวนี้แปลก... ยิ่งสลัดยิ่งเหมือนตนเองกำลังเข้าสู่ภวังค์ไปทีละน้อย หูได้ยินเสียงหวี่ ๆ สายตายิ่งไม่อาจละไปจากกระจกใสตรงข้างหน้าต่างได้... เด็กชายลึกลับผู้นั้น ตอนนี้ ก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงประตูหน้าบ้านแล้ว แสงไฟโคมที่หน้าประตูส่องเค้าหน้าสงบนิ่งนั้นได้อย่างชัดเจน... เป็นโมโร ! เด็กชายที่ปรากฏตัวในฝันผู้นั้น ไม่ผิดแน่แล้ว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 ส.ค. 2549 (14:19) ฝนที่ตกกระหน่ำอย่างหนัก ทำให้โกวิทย์หรือโก๋ ต้องจอดจักรยานยนต์ "ไทเกอร์" หลบเข้าข้างทาง แล้ววิ่งเข้ามาหลบอยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสาร เพื่อรอให้ฝนซึ่งตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตาในขณะนี้นั้น ซาลงบ้าง ศาลาที่พักผู้โดยสารแห่งนี้อยู่ริมถนนวิภาวดีรังสิต ช่วงบริเวณที่ไม่มีทางเดินเท้า ส่วนพื้นศาลานั้นยกสูงกว่าระดับดินเล็กน้อย ทำให้น้ำเริ่มเอ่อเข้ามาภายในพื้นศาลาบ้างแล้ว ชายหญิง 2 คน ที่เข้ามาหลบฝนอยู่ก่อนโก๋ ตอนนี้ขึ้นไปยืนบนม้านั่งเพื่อให้พ้นน้ำที่เริ่มนองเข้ามา ซึ่งเปรอะไปด้วยดินโคลนและใบไม้ ยังไม่ทันที่โก๋จะตัดสินใจที่จะก้าวขึ้นไปยืนบนม้านั่งอีกตัวหนึ่งที่เหลือ... รถตู้สีครีมคันหนึ่งก็ขับปาดเข้ามาจอดเทียบศาลาจนน้ำกระจาย... "ไอ้น้อง ไปกับพี่หน่อย..." ชายคนหนึ่งหน้าตาดุดัน เปิดประตูชะโงกศีรษะออกมาจากรถตู้ มองอย่างขมึงทึงมาทางโก๋ "ได้ข่าวว่าทำทองได้... เจ้านายพี่เค้าเลยอยากเจอตัว..." คนพูดพูดไม่ทันจบคำ โก๋ก็รู้สึกว่าตัวเองเข่าอ่อน เพราะเพิ่งเห็นว่าในมือคนพูดมีปืนพกกระบอกดำมะเมื่อมกำแน่นอยู่ด้วย เพียงแต่ยังไม่ได้หันปากกระบอกปืนมาทางโก๋เท่านั้นเอง "ผะ...ผม...ผม..." โก๋พยายามจะพูด หรือทำอะไรสักอย่าง จากหลายอย่างที่คิดได้ในขณะนั้น คือเตะน้ำใส่ แล้ววิ่ง หรือพุ่งลงคลองหลังศาลา แล้วว่ายน้ำหนี... ยังไม่ทันทำอะไร ศีรษะของโก๋ก็ถูกผลักอย่างแรงจากทางด้านหลัง ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งคงจะวิ่งมาจากที่นั่งคนขับ อ้อมมาด้านหลังโก๋เมื่อไรไม่ทันรู้ตัว ทั้งผลักทั้งถีบโก๋อย่างแรง จนโก๋หัวซุนเข้าไปในรถตู้ ! หลังจากนั้น ผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถตู้ก็ล็อคคอโก๋ แล้วลากขึ้นรถ ก่อนที่คนข้างนอกจะปิดประตูปังอย่างไม่ปรานีปราศรัย บนรถยังมีชายอีก 2 คน ระดมต่อยโก๋เข้าที่ใบหน้าและหน้าท้องอย่างแรง เมื่อโก๋พยายามดิ้นรนและสู้ตามสัญชาตญาณ อีก 2-3 นาทีหลังจากนั้น โก๋ก็สิ้นฤทธิ์ และถูกมัดด้วยผ้าผูกตาจนมิดชิด ก่อนที่รถตู้จะขับฝ่าสายฝนออกไปโดยไม่แคร์ต่อสายตาของคนที่ยืนอยู่ในศาลาเลยแม้แต่น้อย **************** ฝนเริ่มซาลงบ้าง เมื่อโมโรเดินโดยมีน้ำหยดติ๋ง ๆ เป็นทางเข้ามาภายในบ้าน จนในนาทีนี้ ดร.สินธูยังรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ไม่หาย ย้อนกลับไปสัก 10 นาทีก่อน ตอนที่ ดร.สินธูเดินไปถึงประตูบ้าน ขณะนั้น ความรู้สึกสองจิตสองใจก็ยังคงรบรากันอยู่อย่างหนัก เราจะเปิดประตูรับเขาดี ? หรือไม่เปิดรับดี... เด็กนั่นอยู่ในความฝัน แล้วทำไมถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ ! นี่มันเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่... นี่เรากำลังฝันอยู่หรืออะไรกันแน่ ? มารู้ตัวอีกที เด็กคนนี้ก็ได้เดินเข้ามาแล้ว... ช่วงก้าวเท้าของเขาไม่สั้นไม่ยาว ดูปกติ และจังหวะการก้าวเท้าก็มั่นคงสม่ำเสมอ แต่ตัวของเขา...กลับเคลื่อนที่เร็วช้าสลับกันไปอย่่างน่าฉงน ดร.สินธูกลั้นใจพูดออกไปประโยคแรก "หนู...หนู...เอ่อ...มากับใคร ?" เด็กชายหันขวับมาตามเสียง พร้อมทั้งพูดคำพูดประโยคหนึ่ง ด้วยสำเนียงแปลก ๆ เสียงสั้น ๆ แต่กังวาน ไม่ใช่ภาษาไทย ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ... ดูจะไม่ใช่ภาษาที่พูดกันบนโลกด้วยซ้ำไป !! ดร.สินธูนิ่งอึ้งไปพักใหญ่... นั่นเป็นประโยคแรก และเป็นประโยคสุดท้ายที่คนทั้งสองได้พูดคุยกันในคืนวันฝนตกใหญ่นั้น... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 9 ส.ค. 2549 (11:41) เสียงดนตรีร็อคจากโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้ "ต้อ" ต้องงัวเงียลุกขึ้นจากเตียงเพื่อมารับสาย "ฮาลโหล..." ต้อลากเสียงยาว หลังจากกดรับสาย มัวแต่งัวเงีย งัวเงีย เลยไม่ทันได้ดูเบอร์ที่โทรเข้า เสียงคนพูดที่ปลายสายทางโน้นแผ่วโหย แต่ฟังดูคุ้นเหลือเกิน "เฮ้ย...ต้อ...มาช่วยข้าหน่อย...ข้าจะตายอยู่แล้ว..อู๊ยส์..." เสียงซี้ดที่ลากตามมาทำให้ต้อเพิ่งจะจำเจ้าของเสียงได้ "เฮ้ย...ไอ้โก๋...ไอ้โก๋รึเปล่าวะ...เอ็งเป็นอะไรวะโ๋ก๋ ทำไมทำเสียงแปลก ๆ " ต้อร้อนรน ใช่สิไอ้โก๋มันยังไม่ได้กลับห้องเลยนี่หว่า ! ห้าทุ่มเข้าไปแล้ว !! ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ เสียงทางปลายสายก็ตะโกนกลับมา แต่คราวนี้ ไม่ใช่เสียงของโก๋แล้ว... "ถ้ามึงไม่มาช่วยเพื่อนมึงละก็...มันตายแน่..." "ตกลงมึงใช่มั้ย...ที่ทำทองได้" "เฮ้ย...เดี๋ยว ๆ แล้วคุณเป็นใคร ทำไมจะต้องจับเพื่อนผมไปฆ่าไปแกงอะไรด้วย..." ต้อประท้วง ในขณะที่ตัวเองก็ยังมึนงงอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น "ตื๊ด.. ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด..." เสียงทางปลายสายตัดไปเสียก่อน ก่อนที่จะพูดกันจนรู้เรื่องรู้ราว ต้อพยายามคิดว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องล้อเล่นอะไรสักอย่าง แต่มาจับคำพูดประโยคสุดท้าย ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า มันอาจไม่ใช่เรื่องล้อเล่น... ใช่...มันอาจจะเป็นเรื่องทองนั่นก็ได้ ! ***************** 5.30 น. เช้าตรู่ของวันใหม่... ดร.สินธู ซึ่งนอนครึ่งหลับครึ่งตื่นมาตลอดทั้งคืน แต่เพิ่งจะมาผล็อยหลับด้วยความเพลียเอาเมื่อตอนค่อนแจ้ง สะดุ้งตื่นขึ้น... ฝันอีกแล้ว... ฝันถึงเจ้าเด็กโมโรนั่น ฝันถึงอาจารย์นักบวชผมมุ่นมวย ที่ชื่อสินธพ แต่จับสังเกตเอาจริง ๆ จัง ๆ โมโรตัวจริงที่ตนเพิ่งพบเมื่อคืน ดูจะตัวโตกว่าโมโรในฝันเมื่อค่อนแจ้งเล็กน้อย ดูหน้าเข้มขึ้นมาอีกหน่อย แต่แววตานั้นยังคงเยาว์วัยไม่แตกต่าง ในฝันนั้น...ดร.สินธูได้ป่ายปีนขึ้นไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีแต่หินขนาดใหญ่เรียงซ้อนกัน หนาชั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่นี่ละมัง ที่ในคราวก่อนสองคนศิษย์-อาจารย์ใช้คำว่า "ศิลาศรม" ที่กลางลานหินกว้าง ห่างออกไปเพียง 2-3 เมตร โมโรกำลังนั่งสนทนากับสินธพผู้เป็นอาจารย์ โดยไม่แสดงอาการว่าเห็นการมาของ ดร.สินธูแม้แต่น้อย ขณะนั้น โมโรเอ่ยถามอาจารย์สินธพเรื่องความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น จากการกลับมาอีกครั้งของอาณาจักร "มู" ซึ่งโมโรใช้คำว่า "แผ่นดินแม่ของเรา" อาจารย์สินธพได้ตอบว่า... "คนจะเปลี่ยน หมายถึงวิถีชีวิตเปลี่ยน จิตใจก็จะเปลี่ยน ธรรมชาติเปลี่ยน สุดท้ายก็คือโลกเปลี่ยน..." "โลกเคยถึงกับเปลี่ยนแกนหมุนมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อคราวที่ธรรมชาติลงโทษชาวมูอย่างหนัก เมื่อหมื่นกว่าปีก่อน" "สมัยก่อนหากกลุ่มนักบวชชั้นสูงไม่แสวงหาที่ที่ปลอดภัยไว้ล่วงหน้า ชาวมูก็คงไม่เหลือรอดอยู่จนปัจจุบัน" "วันที่อาณาจักร "มู" กลับมาอีกครั้ง ก็คือวันที่มีการค้นพบภูมิความรู้ของชนชาวมู ที่สั่งสมต่อเนื่องกันมานับเป็นเวลากว่าหนึ่งแสนปี..." "ในช่วงเวลาแรก ๆ ปฏิกิริยาตอบโต้ของภูมิความรู้นี้จะรุนแรงมาก ความโลภหรือความชังจะแผ่ขยาย อันเนื่องมาจากผลกรรมของคนเหล่านั้นที่กระทำไว้ในอดีต ได้สะท้อนกลับคืนมาอีกครั้ง..." "และยังจะต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้..." "คนพยาบาทก็จะยังไม่อาจดับความพยาบาท...คนโลภคนกระหายก็ยังไม่อาจดับความโลภ ความกระหายที่แผดเผา ลนใจตนอยู่..." "เจ้าต้องนำข่าวนี้ไปบอกกล่าวแก่คนของเราที่อยู่ในมิติสนามพลังแห่งโลก ให้เขาเตรียมการระวังระไว และผ่อนปรนปัญหารุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น... "พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับภูมิความรู้ของชาวมูที่ต่อไปจะต้องพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ...บนโลก" โมโรทำคิ้วขมวด พร้อมทั้งเอ่ยถามสืบต่อถึงเรื่อง "ความวิบัติของธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น" ซึ่งนักบวชสินธูได้ตอบว่า "ด้วยวิธีการของชาวมู ประจุลบจักเกิดขึ้นและกระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้า ส่วนหิน เหล็กและไม้บนดินจะกลายเป็นประจุบวกไปทั้งหมด... "ด้วยเหตุนี้ เทพตลาล็อค เทพเจ้าแห่งสายฟ้าจะร่อนเหิรด้วยปีกนกไปทั่วท้องนภาแห่งโลก แผ่นดินโลกจักถูกโจมตีด้วยไฟ เหมือนดังเช่นยุคสมัยของอาณาจักรมู เมื่อกาลก่อน..." "การป้องกันนี้ เมื่อกาลก่อนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในยุคนี้ อาจทำได้ด้วยความรู้ที่คนของเรา ได้เข้าไปเตรียมการไว้บนโลกแล้ว" จบประโยคนี้ ทั้งสองคนดูเหมือนจะปรายตามองมาทาง ดร.สินธูอย่างกึ่งตั้งใจกึ่งผ่านเลย จังหวะนี้ที่ ดร.สินธูประสานสายตากับทั้งโมโรและสินธพอย่างจัง จนสะท้านไปทั่วในความรู้สึก และสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็พอดีแสงแดดแรกของวันใหม่พอดี โมโร ! ใช่สิ เมื่อคืนโมโรเดินเข้าไปในห้องนอนเล็ก ซึ่งเป็นที่สำหรับรับรองแขก นอนหลับเป็นยังไงบ้าง ตื่นหรือยังก็ไม่รู้... หลังจากนึกขึ้นมาได้ ดร.สินธูจึงเดินก้าวเท้าเบา ๆ ไปยังห้องดังกล่าว เห็นประตูห้องเปิดอ้าอยู่ แต่เจ้าตัวได้หายไปแล้ว ! ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 10 ส.ค. 2549 (11:18) ตลาดสดวรวรรณ-พรรณี ยามเช้าคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้านที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อหาอาหารสดและอาหารปรุงสำเร็จ เพื่อกลับไปให้สมาชิกในครอบครัวรับประทานเป็นอาหารเช้า เช้าวันนี้แปลกกว่าทุกวัน เนื่องจากที่บริเวณด้านขวาของแผงขายอาหารสำเร็จที่มีลูกค้าประจำค่อนข้างหนาตา มีเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งยืนจับจ้องอยู่ แม่ค้าเจ้าของแผงหน้าตาใจดียิ้มแย้มแจ่มใส อธิบายให้ลูกค้าฟังเกี่ยวกับเด็กชายผู้นี้ว่า "คงจะเป็นใบ้ละมัง ไม่รู้หิวหรือยังไง...เดินมามองดูกับข้าว" พูดพลางปรายตามองไปที่เด็กชาย ที่เจ้าตัวตอนนี้เสมือนกับกำลังเงี่ยหูฟังคำสนทนาอย่างสนใจใคร่รู้ "มาตั้งแต่เช้าแล้ว ดูไปดูมา...ไม่ใช่ดูเฉย ๆ นะ ดูแล้วสูดกลิ่นด้วย..." แม่ค้าพูดอย่างติดตลก พลอยทำให้ลูกค้าคนถามหัวเราะขันตามไปด้วย "โมโร..." เสียงเรียกดังมาจากทางด้านหลัง เป็นการเรียกกึ่งอุทานด้วยความตกใจ เจ้าตัวคนพูดคงไม่รู้ตัวเหมือนกัน ว่าได้เรียกชื่อเด็กชายผู้นี้ออกไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนที่ผ่านมาตนเองยังไม่แน่ใจนัก ว่าเขาคนนี้จะใช่โมโรศิษย์ของนักบวชสินธพในความฝันหรือไม่? ดร.สินธูปราดเข้ามาจับแขนโมโร พลางขอโทษขอโพยแม่ค้าขายกับข้าว ซึ่งก็คุ้นเคยกันอยู่พอสมควร "อ๋อ...หลานอาจารย์เองเหรอคะ อ้าวตายไม่รู้หรอกค่ะเนี่ย...แหมหล่อเหมือนกันเลย" แม่ค้าปากหวานใส่ ดร.หนุ่มวัยยังไม่ถึง 40 แต่ ดร.สินธูไม่มัวช้า จูงแขนโมโรแหวกฝ่ากลุ่มลูกค้าออกจากตลาดไปอย่างรวดเร็ว *********** ที่สถานีตำรวจนครบาล ไตรภพ หรือต้อ ยังนั่งกุมขมับอยู่ที่ม้านั่ง เมื่อสักครู่ต้อพยายามโทรติดต่อเข้าไปที่เบอร์โก๋ แต่ไม่มีใครรับสาย ตามคำแนะนำของร้อยเวรผู้รับแจ้งความ ต้อจะต้องคุยกับโก๋ หรือคนที่จับตัวโ๋ก๋ไปให้ได้ ว่าขณะนี้โก๋อยู่ที่ไหน อย่างน้อยให้รู้ว่าตอนนี้โก๋ยังปลอดภัยดีอยู่ จากนั้น ให้พยายามต่อรองขอพบตัวโก๋ เพราะเท่าที่ทราบคนร้ายไม่ได้สนใจทรัพย์สินของโก๋เป็นการเฉพาะ แต่สนใจความสามารถบางอย่างของทั้งโก๋และต้อ ดังนั้น พวกเขาไม่น่าจะทำร้ายโก๋ถึงชีวิต และไม่น่าจะทำร้ายต้อด้วย อันที่จริง คนร้ายน่าจะต้องการพบตัวต้อด้วยซ้ำไป ฉะนั้น เมื่อต้อติดต่อกับโก๋ หรือคนร้ายได้แล้ว ให้แจ้งข้อมูลให้ตำรวจทราบโดยเร็วที่สุด ระหว่างกำลังคิดเพลิน ๆ ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองดังขึ้น "คุณไตรภพ..." เสียงร้อยเวรเรียกต้อ ปลุกต้อให้ตื่นจากภวังค์ "ครับ..." ต้อลุกพรวด เมื่อเห็นร้อยเวรถือกระดาษแผ่นหนึ่งเดินเข้ามาหา "พอได้เรื่องบ้างแล้ว...ผมเช็คแล้ว เพื่อนคุณที่ชื่อโก๋ถูกจับตัวไปเมื่อคืนระหว่างเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม ที่ป้ายรถเมล์ริมถนนวิภาวดีรังสิต..." ร้อยเวรอธิบายยาว ตามข้อมูลในใบโทรสารที่ได้รับมาจากสถานีตำรวจนครบาลที่เกิดเหตุ "เรามีพยาน 2 คน เห็นเหตุการณ์พอดี แล้วยังเจอจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ หมายเลขทะเบียนตามที่คุณแจ้งจอดอยู่ริมถนนด้วย" ร้อยเวรยิ้มกว้าง ก่อนพูดต่อ "ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็นคนบ้าโรคจิตเสียอีก คุณพูดอะไรของคุณเรื่องทำทงทำทอง..." "เฮ้อ...คุณต้องเข้าใจผมนะ วันหนึ่งวันหนึ่ง มีคนเข้ามาแจ้งความอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ บางทีก็จริง บางทีก็กุเรื่องขึ้นมา.." "นี่โชคดีนะ ที่มันเป็นคดีที่เกิดสด ๆ แล้วค่อนข้างสะเทือนขวัญ... คดีลักพาตัวแบบนี้ เจ้าของพื้นที่ต้องขอแชร์ข้อมูลกับคนอื่นอยู่แล้ว เลยทำให้เราง่าย..." หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |