ขอข้อมูลเกี่ยวกับ...การกระเจิง ของเเสงครับ..........

การกระเจิงของเเสง ขอความยาวประมาณ 2-3หน้ากระดาษหรือมากกว่านั้น เเล้วก็เรื่อง green house effect ปรากฏการเรือนกระจก อย่างละเอียด คือจะเอาไปทำรายงานส่างอาจารย์

.......................เดี๋ยวตอนมืดๆ จะมาเอานะครับ

........................................ขอบคุณมากครับ

..............................................................



ความคิดเห็นที่ 11 

-*- (Guest)
15 ก.ย. 2551 16:10
  1. ขอบคุนคับ หาตั้งนาน

    จะเอาไปทำในข้อสอบ



ความคิดเห็นที่ 9

Tanmodify
2 ต.ค. 2550 13:16
  1. กูเกิ้ลช่วยท่านได้



ความคิดเห็นที่ 2

c_cin
17 ก.ย. 2549 13:35
  1. ลองหาใน google รึยังล่ะคะ



ความคิดเห็นที่ 3

c_cin
17 ก.ย. 2549 14:09
  1. ปรากฎการทินดอลล์ (Thyndall effect) เป็นปรากฎการณ์ที่เรียกว่า "การกระเจิงแสง" เนื่องจากการที่อนุภาคแสงเคลื่อนที่ชนกับอนุภาคคอลลอยด์ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับอนุภาคแสงขาว (visible ligth) แล้วเกิดการสะท้อนกลับทุกทิศทุกทาง นั่นเองครับ ตัวอย่างปรากฎการณ์ทินดอลล์ เช่น แสงผ่านน้ำนมนั่นแหละครับ มันผ่านทะลุเหมือนสารละลายไม่ได้มันจึงเกิดการกระเจิงแสงเราจึงเห็นว่านมนั้นขุ่นทั้งๆที่ไม่ได้มีอนุภาคของแข็งเลย



ความคิดเห็นที่ 12

โม (Guest)
10 ธ.ค. 2551 11:46
  1. ดี




ความคิดเห็นที่ 6

เด็กดี (Guest)
5 ส.ค. 2550 12:34
  1. ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โลกของเราเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติหลายอย่างที่ผิดปกติและผิดแปลกไปในด้านลบที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ เช่น น้ำท่วม พายุ ภัยจากความแห้งแล้ง ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นระยะๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ด้านอุตุนิยมวิทยาและอวกาศได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงที่วิปริตของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้ พบว่า สาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดมาจากสภาวะที่เรียกว่า “Greenhouse Effect” หรือภาษไทยที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก”



    หากเปรียบเทียบโลกของเราเป็นเสมือนเรือนเพาะชำที่มีกระจกล้อมอยู่ทุกด้าน ความโปร่งใสของกระจกนั้นสามารถทำให้แสงแดดส่องผ่านเข้ามาในเรือนเพาะชำได้ แต่ความร้อนที่เกิดจากแสงแดดนั้นจะถูกแผ่นกระจก ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนกั้นให้ความร้อนอยู่ภายในเรือนเพาะชำไม่สามารถระบายออกไปที่อื่นได้ ทำให้สภาวะในเรือนเพาะชำมีความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏการณ์เรือนกระจกก็เช่นเดียวกัน โดยภาวะปกติแล้วนั้นชั้นบรรยากาศโลกประกอบด้วย โอโซน ไอน้ำ และแก๊สต่างๆ จะทำหน้าที่กรองรังสีคลื่นสั้นบางชนิดให้ผ่านมาตกกระทบพื้นผิวโลกได้และรังสีคลื่นสั้นนี้จะสะท้อนกลับออกนอกชั้นบรรยากาศไปส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือพื้นผิวโลกซึ่งประกอบไปด้วย พื้นน้ำ พื้นดิน และสิ่งมีชีวิตจะดูดกลืนไว้ หลังจากนั้นก็จะคายพลังงานความร้อนออกมาในรูปของรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรด แผ่กระจายขึ้นสู่บรรยากาศ ส่วนหนึ่งแผ่กระจายออกนอกชั้นบรรยากาศ และอีกส่วนหนึ่งชั้นบรรยากาศก็จะดูดกลืนไว้และคายพลังงานร้อนออกมา ดังนั้นชั้นบรรยากาศของโลกจึงเปรียบเสมือนกระจกที่ปกคลุมผิวโลกและคอยควบคุมอุณหภูมิและวัฏจักรต่างๆ ให้เป็นไปอย่างสมดุลและเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก



    แต่ในปัจจุบันชั้นบรรยากาศของโลกมีปริมาณแก๊สบางชนิดมากเกินสมดุลของธรรมชาติแก๊สเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษ คือสามารถดูดกลืนและคายรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดได้ดีมาก ดังนั้นเมื่อพื้นผิวโลกคายรังสีอินฟราเรดขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แก๊สเหล่านี้จะดูดกลืนรังสีอินฟราเรดเอาไว้และจะคายความร้อนนั้นออกมาสะสมบนพื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศมากขึ้น พื้นผิวโลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้โลกของเราร้อนขึ้น เราเรียกแก๊สที่ทำให้เกิดภาวะแบบนี้ว่า “แก๊สเรือนกระจก” ซึ่งผลที่ตามมาจากภาวะโลกร้อนก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การผันแปรของสภาพภูมิอากาศ ฤดูกาลของโลกและท้องถิ่น เช่น เกิดการละลายของธารน้ำแข็งบนขั้วโลก การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล นอกจากนี้แก๊สเรือนกระจกยังทำปฏิกิริยาเคมีอื่นๆ รวมตัวกับโอโซนทำให้โอโซนลดน้อยลง ส่งผลให้รังสีคลื่นสั้นส่องผ่านชั้นโอโซนลงมายังพื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งหากมีมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกได้



    ตารางทึ่ 1 แสดงแก๊สเรือนกระจกและแหล่งที่มา



    แก๊สเรือนกระจก แหล่งที่มาของแก๊สเรือนกระจก ส่วนสนับสนุนให้โลกร้อน (%)

    แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

    (CO2)

    1) จากแหล่งธรรมชาติ เช่น กระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต

    2) จากมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ , การตัดไม้ทำลายป่า (ลดการดูดซับ CO2) 57

    แก๊สมีเทน

    (CH4)

    1) จากแหล่งธรรมชาติ เช่น จากการย่อยสลายของสิ่งมีชีวิต, การเผาไหม้ที่เกิดจากธรรมชาติ

    2) จากมนุษย์ เช่น จากนาข้าว, แหล่งน้ำท่วม, จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ

    12

    แก๊สไนตรัสออกไซด์

    (N2O)

    1) จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต, อุตสาหกรรมพลาสติก, อุตสาหกรรมไนลอน, อุตสาหกรรมเคมี, การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากพืชและสัตว์, ปุ๋ย, การเผาป่า

    2) จากแหล่งธรรมชาติ - อยู่ในภาวะที่สมดุล 6

    แก๊สที่มีส่วนประกอบ

    คลอโรฟลูออโรคาร์บอน

    (CFCS)

    จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมต่างๆ และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โฟม, กระป๋องสเปรย์, เครื่องทำความเย็น ; ตู้เย็น แอร์ , ตัวทำลาย (แก๊สนี้จะรวมตัวทางเคมีได้ดีกับโอโซนทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลงหรือเกิดรูรั่วในชั้นโอโซน) 25



ความคิดเห็นที่ 7

kisagu (Guest)
29 ก.ย. 2550 14:06
  1. รุ้งมี 7 สี : ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด(ส้ม) แดง :

    รุ้งประกอบด้วยสีมากมายครับ ไล่เรียงตั้งแต่สีม่วงจนกระทั่งถึงสีแดง รุ้งเกิดจากแสงอาทิตย์ จึงมีสีครบเต็มสเปคตรัม (ดูรายละเอียดเรื่องพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าใน Electromagnetic Spectrum) แต่ที่บอกว่ามีเพียง 7 สี เพราะเราพูดถึงเฉพาะสีหลักๆ เท่านั้น ให้ท่องง่ายจำง่าย



    รุ้งกินน้ำเกิดวงใหญ่หรือเล็กขึ้นกับอะไร ? :

    โค้งรุ้งกินน้ำจะมีขนาดใหญ่ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ขอบฟ้า เช่น ตอนเช้า หรือ ตอนเย็น



    รุ้งกินน้ำเกิดเต็มวงกลมได้หรือไม่ ? :

    โดยปกติ รุ้งกินน้ำไม่สามารถเกิดเต็มวงได้ เนื่องจากมีพื้นดินมาบังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อจำกัดในการเกิดรุ้งกินน้ำ เราอาจพูดได้ว่า เราสามารถเห็นรุ้งกินน้ำเต็มวงได้ หากอยู่บนเครื่องบิน ที่บินอยู่เหนือกลุ่มของละอองน้ำ หรือ ยืนอยู่บนยอดเขา มองลงไปในหุบเขาที่มีละอองน้ำ เป็นต้น



    รุ้งกินน้ำเกิดในตำแหน่งใดบนท้องฟ้า ? :

    มุมระหว่างเส้นสายตากับรุ้งกินน้ำ (วงปฐมภูมิ) ที่ทำกับเส้นจากรุ้งกับดวงอาทิตย์ มีค่าเท่ากับ 42 องศา ทำให้รุ้งกินน้ำที่เกิดขึ้น เป็นวงโค้ง ไม่ใช่เส้นตรง หรือเส้นแบบอื่นๆ



    เราเห็นรุ้งกินน้ำตัวเดียวกันเสมอ :

    เนื่องจากเรามองดูรุ้งกินน้ำในตำแหน่งที่ต่างกัน (ต่อให้ยืนซ้อนกัน ก็ยังต้องนับว่าตำแหน่งที่ดูต่างกัน) เราจะเห็นรุ้งกินน้ำต่างตัวเสมอ เนื่องจากมุมในการมองต่างกัน ดังนั้นน้องๆ ควรจะภูมิใจว่า ธรรมชาติสร้างรุ้งกินน้ำให้เราเห็นเฉพาะบุคคลจริงๆ



    ภาพแสดงการเกิดรุ้งกินน้ำ และการมองเห็นรุ้งกินน้ำ จากจุดต่างๆ







    รุ้งกินน้ำเกิดจากการหักเหของแสง ? :

    รุ้งกินน้ำตัวที่ 1 หรือ รุ้งปฐมภูมิ เป็นรุ้งกินน้ำโค้งที่ชัดที่สุดที่เราเห็นกันเป็นประจำ โค้งสีแดงจะอยู่บนสุด และโค้งสีม่วงจะอยู่ล่างสุด รุ้งปฐมภูมิเกิดจากการที่แสงหักเห 2 ครั้ง และสะท้อน 1 ครั้ง (หักเห-สะท้อน-หักเห)

    รุ้งกินน้ำตัวที่ 2 หรือ รุ้งทุติยภูมิ เป็นรุ้งกินน้ำที่ชัดน้อยกว่า และจะเกิดอยู่เหนือรุ้งกินน้ำตัวที่ 1 โดยที่ลำดับสีของสายรุ้งจะสลับกับลำดับสีของรุ้งปฐมภูมิ คือโค้งสีแดงจะอยู่ล่างสุด และโค้งสีม่วงจะอยู่บนสุด รุ้งทุติยภูมิเกิดจากการที่แสงหักเห 2 ครั้ง และสะท้อน 2 ครั้ง (หักเห-สะท้อน-สะท้อน-หักเห)



    รุ้งกินน้ำไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งหลังฝนตก (มีละอองฝน) และแดดออก (มีแสงอาทิตย์) ? :

    ในข้อนี้ อาจเป็นที่ถกเถียงกันได้ แต่ถ้าเราอาศัยความรู้เกี่ยวกับรุ้งกินน้ำที่เราทราบดีแล้ว เราน่าจะสามารถกล่าวได้ว่า

    "รุ้งกินน้ำเกิดทุกครั้งที่มีสภาพเหมาะสม (มีละอองฝน + แสงแดดส่อง) แต่เราไม่เห็นรุ้งกินน้ำ เนื่องจากเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะเห็นมันต่างหาก"



    รุ้งกินน้ำดูชัดเท่ากันทั้งตัว :

    รุ้งกินน้ำที่อยู่ใกล้พื้นดิน จะดูชัดเจนกว่ารุ้งกินน้ำตัวเดียวกันที่อยู่สูงขึ้นไป เนื่องจากรูปร่างของหยดน้ำใกล้พื้นดินมีรูปทรงที่กลมกว่า ทำให้การหักเหและสะท้อน เกิดขึ้นดีกว่า



    รุ้งกินน้ำมี 2 ตัว คือ รุ้งปฐมภูมิ กับ รุ้งทุติยภูมิ :

    ในธรรมชาติ เราจะเห็นรุ้งกินน้ำได้อย่างมาก 2 ตัวเท่านั้น แต่ทางทฤษฎีแล้ว เนื่องจากแสงสามารถสะท้อนมากกว่า 2 ครั้ง ในหยดน้ำ จึงสามารถทำให้เกิดรุ้งตัวที่ 3...4...5... ไปได้เรื่อยๆ ทุกครั้งที่แสงจำนวนหนึ่งหักเหออกมาจากหยดน้ำ แล้วทำให้เกิดรุ้งกินน้ำ แสงที่เหลือจะสะท้อนต่อไป และหักเหออกมา ทำให้เกิดรุ้งกินน้ำตัวต่อไป ที่มีความเข้มของแสงน้อยลง (มองเห็นได้ยากขึ้น) รุ้งตัวอื่นๆ นี้ มีรายงานว่าสามารถสร้างขึ้นได้ในห้องทดลอง



    ถ้าเราดูรุ้งกินน้ำ หรือใช้กล้องถ่ายภาพรุ้งกินน้ำผ่าน polarizing filter จะเห็นรุ้งกินน้ำชัดขึ้นหรือไม่ ? :

    คำตอบคือใช่ และ ไม่ใช่ !

    สำหรับรุ้งกินน้ำตัวสั้นๆ การใช้ filter ดังกล่าว จะสามารถทำให้รุ้งกินน้ำดูชัดเจนขึ้นมาก

    แต่ถ้าเป็นรุ้งกินน้ำตัวยาวๆ การใช้ filter ดังกล่าว จะทำให้บางส่วนของรุ้งกินน้ำดูชัดเจนขึ้น แต่บางส่วนจะเลือนหายไปเกือบหมด หรือหมดเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้ เพราะรุ้งกินน้ำแต่ละส่วน มีระนาบของการเป็น polarization ต่างกันครับ



ความคิดเห็นที่ 8

kisagu (Guest)
29 ก.ย. 2550 14:18
  1. ภาวะเรือนกระจก





    พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีทั้งรังสีคลื่นสั้นและคลื่นยาว บรรยากาศของโลกทำหน้าที่ปกป้องรังสีคลื่นสั้น ไม่ให้ลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกได้ โมเลกุลของก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนในบรรยากาศชั้นบนสุด ดูดกลืนรังสีแกมมาและรังสีเอ็กซ์ จนทำให้อะตอมของก๊าซในบรรยากาศชั้นบนมีอุณหภูมิสูง และแตกตัวเป็นประจุ (บางครั้งเราเรียกชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยประจุนี้ว่า ไอโอโนสเฟียร์ มีประโยชน์ในการสะท้อนคลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสาร) รังสีอุลตราไวโอเล็ตสามารถส่องผ่านบรรยากาศชั้นบนลงมา แต่ถูกดูดกลืนโดยก๊าซโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ระยะสูงประมาณ 19 - 48 กิโลเมตร แสงแดดหรือแสงที่ตามองเห็นสามารถส่องลงมาถึงพื้นโลก รังสีอินฟราเรดถูกดูดกลืนโดยก๊าซเรือนกระจก เช่น

    ไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นโทรโปสเฟียร์ ส่วนคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุในบางความถี่สามารถส่องทะลุชั้นบรรยากาศได้





    ภาพที่ 1 การกรองรังสีของบรรยากาศ



    พลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์

    ร้อยละ 95 ของรังสีที่แผ่จากดวงอาทิตย์มีความยาวคลื่น 0.1 – 2.5 ไมโครเมตร (100 นาโนเมตร – 2,500 นาโนเมตร)

    ในจำนวนนี้เป็นรังสีอุลตราไวโอเล็ต 7% แสงที่ตามองเห็น 43% รังสีอินฟราเรดใกล้ (Near Infrared) 49% โดยมีรังสีแกมมา

    รังสีเอ็กซ์ และคลื่นวิทยุ เพียง 1% ทั้งนี้โดยมีความยาวคลื่นที่ให้พลังงานมากที่สุด (lmax) อยู่ที่ 500 นาโนเมตร ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์สีเหลือง





    ภาพที่ 2 การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ และการแผ่รังสีของโลก



    พลังงานที่โลกแผ่ออกมา

    เมื่อโลกได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์ ก็จะดูดกลืนพลังงานและแผ่รังสีออกมาในรูปของรังสีอินฟราเรด ซึ่งมีความยาวคลื่น 2.5 – 30 ไมโครเมตร โดยมีความยาวคลื่นที่ให้พลังงานมากที่สุด (max) อยู่ที่ 10 ไมโครเมตร (0.01 มิลลิเมตร)

    เรามักเรียกรังสีช่วงนี้ว่า “รังสีคลื่นสั้น” (Shortwave) เพราะว่ามี max อยู่ในย่านที่ตามองเห็น และเรียกรังสีที่โลกแผ่ออกมาว่า “รังสีคลื่นยาว” (Longwave) เพราะว่ามี max อยู่ในย่านอินฟราเรด ดังภาพที่ 2



    หมายเหตุ: 1 เมตร (m) = 1,000,000 ไมโครเมตร (mm) = 1,000,000,000 นาโนเมตร (nm)





    ตัวอย่างที่ 1: โลกแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่น 10 ไมโครเมตร (0.00001008 m) สู่อวกาศ แสดงว่าโลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยเท่าไร



    T = 0.00289 / max

    = 0.00289 / 0.00001008

    = 288 K









    สมดุลพลังงานของโลก

    โลกของเราได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ 100% แต่จะสะท้อนพลังงานจำนวน 30% กลับคืนสู่อวกาศ พลังงานที่โลกดูดกลืนไว้ จะแผ่รังสีออกมาในรูปของคลื่นอินฟราเรด จากบรรยากาศเป็นจำนวน 58% และจากพื้นผิวเป็นจำนวน 12% ตามบัญชีที่แสดงต่อไปนี้



    บัญชีพลังงานของโลก

    (Planetary Energy Budget)



    พลังงานขาเข้า พลังงานขาออก

    พลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ 100 สะท้อนกลับคืนอวกาศ 30

    บรรยากาศแผ่รังสีสู่อวกาศ 58

    พื้นโลกแผ่รังสีสู่อวกาศ 12

    รวม 100 รวม 100







    ภาพที่ 3 พลังงานที่โลกได้รับและสะท้อนออก



    พลังงานที่แผ่จากโลก = พลังงานที่โลกดูดกลืนไว้



    ให้ อุณหภูมิของโลก = T

    รัศมีของโลก = R

    พื้นผิวของโลก = 4R^2

    พลังงานจากดวงอาทิตย์ที่โลกได้รับต่อพื้นที่ (energy flux) = F = 1,370 วัตต์/ตารางเมตร



    กฎของสเตฟาน-โบลท์มานน์ F = T4

    โดยที่ = 5.67 x 10-8 วัตต์/ตารางเมตร K^4

    อัตราส่วนการสะท้อนแสงของโลก = A = 0.3



    พลังงานที่แผ่จากโลก = F x พื้นที่ผิวของโลก

    = T4 x 4R2 (กฎของสเตฟาน-โบลท์มานน์ S = T4)



    พลังงานที่โลกดูดกลืน = พลังงานที่โลกได้รับ – พลังงานที่สะท้อนออก (ภาพที่ 3)

    = R^2 x F - R^2 x F x A

    = R^2 x F (1-A)



    พลังงานที่แผ่จากโลก = พลังงานที่โลกดูดกลืนไว้

    T^4 x R^2 = R^2 x F (1-A)

    T4 = F/4 (1-A)T

    = 4 F/4s (1-A)

    = 4 (1,370 / 4 x 5.67 x 10^-8) x (1-0.3) K^2

    = 255 K



    อุณหภูมิของโลก (T) ที่คำนวณได้จากตารางข้างบนมีค่า 255 K หรือ -18°C นั้น เป็นอุณหภูมิซึ่งเกิดจากพลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทว่าความจริงบนพื้นผิวโลกมีอุณหภูมิเฉลี่ย 288 K หรือ 15°C (จากตัวอย่างที่ 1) ซึ่งสูงกว่าที่คำนวณได้ถึง 15 - (-18)°C = 33°C นั่นหมายความว่า โลกมีแหล่งความร้อนในบรรยากาศ



    ภาวะเรือนกระจก

    บรรยากาศของโลกประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจน 78% ก๊าซออกซิเจน 21% ก๊าซอาร์กอน 0.9% นอกนั้นเป็น ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนเล็กน้อย แม้ว่าไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอน จะเป็นองค์ประกอบหลักของบรรยากาศ แต่ก็มิได้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของโลก ในทางตรงกันข้ามก๊าซโมเลกุลใหญ่ เช่น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน แม้จะมีอยู่ในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย กลับมีความสามารถในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรด และมีอิทธิพลทำให้อุณหภูมิของโลกอบอุ่น เราเรียกก๊าซพวกนี้ว่า “ก๊าซเรือนกระจก” (Greenhouse gas)



    ตารางที่ 1: ก๊าซเรือนกระจก



    ก๊าซเรือนกระจก ปริมาณก๊าซในบรรยากาศ (ต่อล้านส่วน)

    ไอน้ำ 40,000

    คาร์บอนไดออกไซด์ 360

    มีเทน 1.7

    ไนตรัสออกไซด์ 0.3

    โอโซน 0.01



    “เรือนกระจก” หมายถึง โรงเพาะปลูกต้นไม้ ซึ่งมีผนังที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุโปร่งใส เช่น แก้ว หรือพลาสติก เพื่อป้องกันมิให้สูญเสียความร้อนออกไป ทำให้อากาศภายในมีอุณหภูมิสูง ช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโต โลกของเราก็มีสภาวะนี้เรียกว่า “ภาวะเรือนกระจก” (Greenhouse effect) โมเลกุลของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ จะทำหน้าที่ดูดกลืนรังสีอินฟราเรดที่โลกแผ่ออกมา ไม่ให้พลังงานสูญหายไปในอวกาศจนหมด ซึ่งช่วยให้โลกมีอุณหภูมิอบอุ่นขึ้น





    ภาพที่ 4 ภาวะเรือนกระจก



    หากพิจารณาเปรียบเทียบโลกและดวงจันทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์พอๆ กัน โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ย 15°C อุณหภูมิเวลากลางวันและกลางคืนบนโลกแตกต่างกันประมาณ 10 - 20°C แต่ด้านที่รับแสงอาทิตย์ของดวงจันทร์มีอุณหภูมิสูงถึง 130°C และด้านเงามืดมีอุณหภูมิต่ำถึง -180°C ดังนั้นกลางวันและกลางคืนบนดวงจันทร์จึงมีอุณหภูมิแตกต่างกันถึง 310°C การที่กลางวันและกลางคืนบนโลกไม่แตกต่างกันมากเป็นเพราะ โลกมีการถ่ายเทพลังงานในชั้นบรรยากาศ ในเวลากลางวันเมฆและบรรยากาศจะช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ส่วนหนึ่งออกไป ทำให้อุณหภูมิไม่สูงมาก และรังสีอินฟราเรดที่แผ่ออกมาจากไอน้ำและก๊าซเรือนกระจก ช่วยรักษาอุณหภูมิไว้ไม่ให้ต่ำมากเวลากลางคืน ส่วนบนดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ ในหมุนเวียนพลังงาน และพาความร้อน กลางวันและกลางคืนจึงมีอุณหภูมิแตกต่างกันมาก





    ภาพที่ 4 บทบาทของเมฆในการรักษาอุณหภูมิ



    จะเห็นได้ว่า ภาวะเรือนกระจกมีคุณประโยชน์ เพราะช่วยให้โลกมีความอบอุ่น และทำให้น้ำบนพื้นโลกมีครบทั้งสาม สถานะ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์ต้องการจะหาดาวเคราะห์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิต เขาจะมองหาดาวที่มีสเปคตรัมของก๊าซเรือนกระจก





    ภาพที่ 5 ภาวะเรือนกระจกที่ช่วยให้โลกอบอุ่น





    --------------------------------------------------------------------------------



ความคิดเห็นที่ 1

ดลดนัย (Guest)
16 ก.ย. 2549 18:54
  1. สำหรับส่งอาจารย์ดีมากคับ



ความคิดเห็นที่ 4

Mugen_Mustang...วิศวะทางเรียบ
17 ก.ย. 2549 17:29
  1. เคยโพสต์อย่างละเอยดแล้ว ครับ ลองขุดดู



ความคิดเห็นที่ 5

O_O (Guest)
11 พ.ย. 2549 00:23
  1. ใครรู้ช่วยบอกด้วยว่า "ปรากการเรือนกระจก" เกิดจากอะไร

    สาเหตุคืออะไร ฯลฯ จะเอาไปจัดบอร์ด



ความคิดเห็นที่ 10

dachaintha@hotmail.com (Guest)
14 ส.ค. 2551 12:15
  1. ไอ่สัตว์ โคตขี้โม้



ความคิดเห็นที่ 13

view_wanatchiya@hotmail.com (Guest)
19 ส.ค. 2552 19:14
  1. อยากดั้ยแบบที่ย่อๆหน่อยอ่ะค่ะ

    ยาวไป

    ขี้เกียจอ่าน-*-




ความคิดเห็นที่ 14

นิรันดร์ vcharkarn vteam
19 ส.ค. 2552 20:14
  1. ขี้เกียจคือปลาร้าย  จะทำลายให้เรือจม
    เอาใจเป็นปืนคม    ยิงระดมให้จมไป


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น