วิชาการดอทคอม ptt logo

ทำไมเวลาเป็นไข้ ไม่สบาย เราจึงตัวร้อนคะ

โพสต์เมื่อ: 13:38 วันที่ 6 ส.ค. 2549         ชมแล้ว: 43,176 ตอบแล้ว: 37
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ทำไมเวลาเป็นไข้ ไม่สบาย เราจึงตัวร้อนคะ อยากรู้มักคะ


aree_su@hotmail.com(124.120.2.159,,)





จำนวน 35 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ส.ค. 2549 (22:56)
เกี่ยวข้องกับHypothalamusที่สามารถรับรู้ได้ว่าอุณหภูมิแกนกลางภายในร่างกายอยู่ที่เท่าไหร่ โดยทราบจากค่า*set-point*ที่เป็นค่าcore temperature(Tแกนกลางของร่างกาย)ที่เหมาะสมกับร่างกาย

กรณีที่เป็น++ไข้++นั้น ค่าCore temp.ของร่างกาย สูงกว่าค่าSet-point=ร่างกายจึงเกิดการกระตุ้นให้ลดความร้อน ปรับให้อุณหภูมิลดลง แต่ถ้าหากร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิให้ลดลงได้ อาจจะใช้วิธีหลี่งเหงื่ออกมา หรือหายใจเร็วขึ้นเพื่อระบายความร้อนออกไปจะเกิดเมื่อมีT>38องศา

สาเหตุที่ตัวร้อนนั้นก็เพราะว่ามีสาร"Pyrogens" เข้าไปทำให้อุณหภูมิร่างกายสูง โดยการสร้าง"Cytokine"ex.InterluekinI,VIซึ่งสารนี้จะจับกับrecepterที่Hypothalamusทำให้set-pointมีค่าสูงขึ้นกว่าเดิม

สารPyrogensที่เกิดขึ้นนั้นอาจเกิดจากเชื้อโรคหรือการอักเสบภายในของร่างกายหรือสารที่เราแพ้

การปรับตัว--เพิ่มอุณหภูมิของร่างกายตามSet-pointที่สูงขึ้นให้ทัน ex..นอนขดตัว การสั่นเป็นต้น

หากpyrogensถูกทำลาย ร่างกายก็จะปรับตัวให้ไข้ลดลง แต่ถ้าpyrogensกระจายตัวใหม่ ร่างกายก็จะปรับตัวตาม ทำให้ตัวร้อน
Chompoo
ร่วมแบ่งปัน120 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 6 ส.ค. 2549 (23:08)
-*-

ซับซ้อนงี้เชียว เหอๆ
neverheal
ร่วมแบ่งปัน548 ครั้ง - ดาว 230 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ส.ค. 2549 (11:57)
ในสภาพปกติของร่างกายเนี่ยนครับจะมีความสมดุลย์ของการผลิตความร้อนและระบบความร้อน เพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะอุณหภูมิปกติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ร่างกายผลิตความร้อนมากกว่าปกติหรือระบายความร้อนออกได้น้อยกว่าปกติ หรือทั้งสออย่างจะทำให้เกิดภาวะมีไข้ได้



ความหมายของ “ไข้” (Fever, Febrile, Pyrexia) หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าระดับปกติ (36 0ซ – 37.4 0ซ หรือ 96.8 0ฟ – 99.3 0ฟ) หากอุณหภูมิขึ้นสูงถึง 41 0ซ จะมีการทำลายเซลล์สมอง และสูงถึง 43 0ซ ก็จะหมดสติเสียชีวิตได้ ในทางตรงกันข้ามหากอุณหภูมิต่ำกว่า 34 0ซ มนุษย์ก็จะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้เช่นกันครับ



การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในร่างกายมนุษย์จะไม่เป็นไปตามสิ่งแวดล้อม โดยมีศูนย์ควบคุมอุณหภูมิที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งมีการตอบสนองไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกาย แม้นเพียงเล็กน้อย โดยที่ด้านหน้าของไฮโปทาลามัสจะควบคุมการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายในขณะที่ส่วนด้านหลังจะควบคุมการผลิตความร้อนครับ
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 7 ส.ค. 2549 (12:02)
การผลิตและการระบายความร้อนในร่างกาย

1. การผลิตความร้อน เป็นผลจากการที่มีการเผาผลาญ (Metabolism) ในร่างกาย ดังนี้



1.1 ฮอร์โมนไทร็อกซิน (thyroxin) ซึ่งผลิตจากต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายเพิ่มอัตราการ



เผาผลาญภายในเซลล์มากขึ้น มีผลให้เพิ่มความร้อนในร่างกาย

1.2 ฮอร์โมนนอร์อิปิเนพฟรินและอิปิเนฟริน (nor-epinephrine & epinephrine) เป็น



ฮอร์โมนที่ผลิตมาจากต่อมหมวกไต (adrenal gland) ทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญภายในเซลล์ มีผลให้เพิ่มความร้อนในร่างกาย



1.3 การเผาผลาญสารอาหารภายในร่างกายพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต หรือไขมัน ทำให้



เกิดพลังงานที่จะเพิ่มความร้อนในร่างกาย อย่างน้อย 40 แคลอรี่/ชั่วโมง/พื้นที่ผิวของร่างกาย หากไม่มีการระบายความร้อนออก จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้น 1.1 ๐ซ (2 ๐ฟ) ภายใน 1 ชั่วโมง



1.4 การทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น การเคลื่อนไหว จะเกิดการเผาผลาญภายในเซลล์ได้ความ



ร้อน 25% และความร้อนที่ร่างกายผลิตได้ทั้งหมด ถ้าหากเป็นการเคลื่อนไหวโดยการออกกำลังกาย จะมีการเผาผลาญภายในเซลล์มากขึ้น ซึ่งสามารถผลิตความร้อนได้มากถึง 50 เท่าของภาวะปกติ



1.5 อุณหภูมิภายในร่างกายเอง ขณะที่อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นจะเกิดการเผาผลาญภาย



ในเซลล์มากขึ้น สร้างความร้อนภายในร่างกายได้ถึง 70% หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10 ๐ฟ และเมื่อมีอาการหนาวสั่นร่างกายจะสามารถผลิตความร้อนได้มากถึง 4-5 เท่าของภาวะปกติ



โอเคนะครับ
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 7 ส.ค. 2549 (20:10)
เห็นแล้วชักรู้สึกเป็นไข้ ตัวร้อนขึ้นมาแล้วละซี
supernova_boy
ร่วมแบ่งปัน2553 ครั้ง - ดาว 5 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 11 ส.ค. 2549 (15:56)
มีต่อพิมพ์ไม่หมดอ่ะ



2. การระบายความร้อน เป็นการปรับอุณหภูมิของร่างให้คงที่สู่ภาวะปกตินะครับ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่ของผิวหนังและสภาพแวดล้อม การระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ 4 วิธี ดังนี้

2.1 การนำความร้อน เป็นการระบายความร้อนออกโดยมีสื่อ เช่น ของเหลว ของแข็ง แก็ส การระบายความร้อนจากร่างกาย จะต้องสัมผัสโดยตรงกับสิ่งที่เย็นกว่า เช่น การนั่งเก้าอี้ ความร้อนจะระบายมาที่เก้าอี้ ไม่ติดกันไม่ได้นะครับ

2.2 การพาความร้อน เป็นการระบายความร้อนโดยความร้อนจะเคลื่อนที่จากที่แห่งหนึ่ง ซึ่งร้อนกว่าไปสู่อีกแห่งหนึ่งที่เย็นกว่าโดยอากาศรอบ ๆ ตัว เช่น การใช้พัดลม (โอ้เย็นไหมล่ะ)

2.3 การแผ่รังสี คือ การระบายความร้อนออกในรูป คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากร่างกายไปยัง สิ่งแวดล้อมที่เย็นกว่า



รู้ป่ะท่านผู้อ่าน พื้นที่ผิวของร่างกายมากกว่าร้อยละ 85 ที่มีการระบายความร้อนโดยการแผ่รังสี
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 11 ส.ค. 2549 (16:03)
ลืมอันที่4 นะครับ



2.4 การระเหยเป็นไปไอ เป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกายทางผิวหนังและลม หายใจ ปริมาณน้ำในร่างกายประมาณ 600-900 มิลลิลิตร จะถูกระเหยออกไป

ร่างกายสามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้หลายวิธี ส่วนใหญ่จะเป็นการแผ่รังสี และ การระเหยเป็นไอ ความร้อนถูกระบายออกได้ 3 ทางคือ

1. ทางผิวหนัง จะระบายความร้อนออกได้ประมาณ 87.5% เนื่องจากร่างกายมีเนื้อที่พื้น

ผิวมาก และมีเลือดมาเลี้ยงมาก

2. ทางลมหายใจ จะสามารถระบายความร้อนได้ประมาณ 10.7%

3. ทางอุจจาระและปัสสาวะจะระบายความร้อนออกได้ประมาณ 17%



กลไกการเกิดไข้ในร่างกาย

1. สาเหตุของการเกิดไข้

1.1 การติดเชื้อ การอักเสบ

1.2 การบาดเจ็บของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น หลอดเลือดในสมองแตก

1.3 โรคมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง

1.4 คอพอกเป็นพิษ

1.5 ภาวะขาดน้ำ หรือได้รับความร้อนมากเกินไป

1.6 การได้รับยามอร์ฟีนนานเกินไป

2. ระดับของไข้

ระดับของการมีไข้สามารถแบ่งออกเป็น หลายระดับ ดังนี้

2.1 ไข้ต่ำ (Low fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 37.5 ๐ซ – 38.4 ๐ซ

2.2 ไข้ปานกลาง (Moderate fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 38.5 0ซ – 39.4 0ซ

2.3 ไข้สูง (High fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 39.5 0ซ – 40.5 0ซ

2.4 ไข้สูงมาก (Hyperpyrexia) มีอุณหภูมิตั้งแต่ 40.5 0ซ ขึ้นไป



0ซ ช องศาเซลเซียสนะครับ พอดีไม่มีตัวองศาอ่ะทำไงดี
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 11 ส.ค. 2549 (16:06)
3. การดำเนินกลไกของการเกิดไข้

การเกิดไข้ เชื่อว่า มีกลไกมาจากแบคทีเรียที่ผลิตท็อกซิน หรือเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายปล่อยสาร ไพโรเจน (Pyrogen) ออกมา สารตัวนี้จะไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวปล่อยสารก่อไข้คือ เอนโดจีนัส ไพโรเจน (Endogenous pyrogen) ออกมา ซึ่งจะไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิคือ ไฮโปทาลามัส ให้ทำงานมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น โดยทั่วไปอุณหภูมิร่างกายจะไม่สูงเกิน 41 0ซ (106 0ฟ) จะคงที่อยู่ระดับหนึ่ง โดยที่ศูนย์ควบคุมความร้อนจะปรับให้อุณหภูมิไม่ขึ้นต่อไป โดยการทำให้มีเหงื่อออกมา การเกิดไข้ทำให้เกิดการเผาผลาญภายในเซลล์มากขึ้น ซึ่งก็เป็นผลดีต่อ ร่างกาย คือ ช่วยเพิ่มการผลิตภูมิต้านทานในร่างกายและช่วยทำให้สภาพร่างกายไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของแบคทีเรีย แต่การมีไข้สูงจะทำให้เซลล์ในระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลายเอนไซม์ ต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ และศูนย์กลางควบคุมการหายใจอาจจะหยุดทำงาน หากอุณหภูมิสูงถึง 41 ๐ซ จะทำให้สมองถูกทำลายอย่างถาวร และหมดสติเสียชีวิตได้ ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 43 ๐ซ
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 11 ส.ค. 2549 (17:05)
เกิดจากระบบป้องกันของร่างกายป่าวหนอ พอโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ร่างกายเลยเพิ่มอุณภูมิตัวเอง เพื่อให้เชื้ออ่อนตัวลง(คงไม่ถึงกับเชื้อโรคตาย) และสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน กำจัดโรคได้ง่ายขึ้น (เดาเอาอ่านะ) เหอๆ
Survivor_Angel
ร่วมแบ่งปัน267 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 11 ส.ค. 2549 (17:24)
อยากได้รายละเอียดก็อ่านของน้อง pornlarpmek ของผมนี่ภาพรวมๆ



ไฮโปธาลามัส ซึ่งอยู่เหนือต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ในสมองเป็นตัวควบคุมความร้อน (thermostat) มันจะตรวจจับอุณหภูมิของเลือดแล้วนำมาเปรียบเทียบกับอุณหภูมิที่กำหนดไว้ ถ้าอุณหภูมิจริง(ในเลือด) แตกต่างจากอุณหภูมิที่กำหนดไว้ มันจะพยายามเพิ่มอุณหภูมิขึ้น อย่างไรก็ตาม ไฮโปธาลามัสจะส่งสัญญาณเพื่อให้เราเหงื่อออกถ้าเรามีอุณหภูมิสูงเกินไป หรือตัวสั่นถ้าเรามีอุณหภูมิต่ำเกินไป (การทำให้เหงื่อออกจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้เมื่อเหงื่อระเหยกลายเป็นไอ ส่วนการทำให้ตัวสั่นจะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ เพราะว่าพลังงานที่กล้ามเนื้อใช้สั่นจะเปลี่ยนเป็นความร้อน) ในกรณีนี้ มันจะทำให้เรารู้สึกอึดอัด ซึ่งเป็นการกระตุ้นเราให้หาแหล่งความร้อนหรือความเย็นมานั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าอุณหภูมิร่างกายของคุณต่ำมากไป คุณจะหาที่ที่อุ่นกว่าหรือซุกตัวในผ้าห่ม แต่ถ้าอุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป คุณจะมองหาที่ที่เย็น หรือลดระดับการออกกำลังลง (เพราะการออกกำลังกายจะผลิตความร้อนไงครับ)



เมื่อคุณเริ่มมีไข้ ร่างกายคุณจะส่งสัญญาณไปยังไฮโปธาลามัสเพื่อบอกว่ามันปรับอุณหภูมิที่กำหนดไว้ให้สูงขึ้น บ่อยครั้งที่กระบวนการนี้เป็นการตอบสนองต่อเชื้อโรคที่เข้ามายังร่างกายเราเช่น แบคทีเรียหรือไวรัส เซลล์เม็ดเลือดขาวจะตอบสนองต่อเชื้อโรคเหล่านี้ด้วยการหลั่งโมเลกุลที่เรียกว่า สารก่อไข้ (endogenous pyrogen) เมื่อสารก่อไข้เดินทางไปตามเส้นเลือดจนถึงไฮโปธาลามัส มันจะไปปรับอุณหภูมิที่กำหนดไว้ เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ไฮโปธาลามัสจะบอกกับร่างกายว่า "อุณหภูมิเย็นเกินไปนะ" จำไว้ว่า ไฮโปธาลามัสจะปรับอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในสภาวะปกติ (หรืออยู่ในอุณหภูมิที่ถูกกำหนดไว้) คุณจึงรู้สึกหนาวและตัวสั่นนั่นเอง



หลังจากนั้นไม่นาน เมื่ออุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิที่กำหนดไว้แล้ว ไฮโปธาลามัสจะส่งสัญญาณบอกว่า "อุณหภูมิปกติดีแล้วนะ" คุณจะรู้สึกหนาวได้ไม่นานและมักจะเอาผ้าห่มออกไป 1-2 ผืน เมื่ออาการไข้หาย ระดับของสารก่อไข้จะลดลง ไฮโปธาลามัสจะปรับอุณหภูมิที่กำหนดให้อยู่ในระดับเดิม ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า คุณจะรู้สึกว่ามีเหงื่อออกและเอาผ้าห่มออกหมด หลังจากนี้ การอุณหภูมิร่างกายจะลดลงมาอยู่ในระดับปกติ และคุณก็จะรู้สึกเป็นปกติเหมือนเดิม



คุณมักจะรู้สึกหนาวจัดเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นและร้อนจัดเมื่ออุณหภูมิเริ่มลดลง มันอาจจะฟังดูแปลก แต่นั่นคือวิธีการที่ไฮโปธาลามัสปรับให้คุณชินกับการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิให้อยู่ระดับที่มันกำหนดไว้นั่นเอง เมื่ออุณหภูมิร่างกายไปถึงจุดที่กำหนดไว้ คุณจะรู้สึกปกติ แม้ว่าคุณหภูมิร่างกายจะสูงก็ตาม สิ่งที่คุณควรเข้าใจไม่ใช่อุณหภูมิ แต่เป็นความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิร่างกายและอุณหภูมิที่กำหนดไว้



อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นที่มาจากการออกกำลังกายจะมีความแตกต่างออกไปจากการเป็นไข้ ในกรณีนี้ อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นเพราะอากาศร้อนหรือออกกำลังมาก เนื่องจากร่างกายไม่ได้ผลิตสารก่อไข้ ไฮโปธาลามัสจึงไม่ได้ปรับอุณหภูมิที่กำหนดไว้ให้สูงขึ้นนั่นเอง คนที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นระหว่างการออกกำลังกายจึงรู้สึก"ร้อน" ไม่ใช่รู้สึกหนาว เพราะว่าอุณหภูมิอยู่เหนือจุดที่กำหนดไว้ ตอนที่คุณหน้ามืด คุณอาจจะไม่รู้สึกร้อนก็เพราะว่า อุณหภูมิสูงมากเกินจนทำให้ไฮโปธาลามัสไม่ทำงาน
Due_n
ร่วมแบ่งปัน516 ครั้ง - ดาว 204 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 11 ส.ค. 2549 (18:00)
What causes a fever?



Peter Nalin, associate professor of clinical family medicine and director of the family practice residency program at Indiana University, explains.



Fever is an elevated temperature of the human body that is substantially beyond the normal range. Normal body temperature fluctuates daily from about one degree below 98.6 degrees Fahrenheit to one degree above that number. Lower body temperatures usually occur before dawn; higher temperatures in the afternoon.



Body temperature also varies slightly depending on where on the human body it is measured. Rectal (internal) temperature tends normally to be higher than skin (surface) temperature. Oral and armpit temperatures can approximate actual body temperature and are more convenient to measure.



The presence of a fever is usually related to stimulation of the body's immune response. Fever can support the immune system's attempt to gain advantage over infectious agents, such as viruses and bacteria, and it makes the body less favorable as a host for replicating viruses and bacteria, which are temperature sensitive. Infectious agents are not the only causes of fever, however. Amphetamine abuse and alcohol withdrawal can both elicit high temperatures, for example. And environmental fevers--such as those associated with heat stroke and related illnesses--can also occur.



The hypothalamus, which sits at the base of the brain, acts as the body's thermostat. It is triggered by floating biochemical substances called pyrogens, which flow from sites where the immune system has identified potential trouble to the hypothalamus via the bloodstream. Some pyrogens are produced by body tissue; many pathogens also produce pyrogens. When the hypothalamus detects them, it tells the body to generate and retain more heat, thus producing a fever. Children typically get higher and quicker fevers, reflecting the effects of the pyrogens upon an inexperienced immune system.



Should one eat little or nothing while feverish, as the saying "Feed a cold, starve a fever" suggests? Yes. The reasons for this are threefold. First, during fever, all the body's functions are occurring amidst increased physiologic stress. Provoking digestion during physiologic stress over stimulates the parasympathetic nervous system when the sympathetic nervous system is already active. Second, it is possible that the body could misinterpret some substances absorbed from the gut as allergens during a fever. Finally, excessive fever can, on rare occasions, cause seizures, collapse and delirium--all of which may be further complicated by recent eating.



Fever can help fight infection, but sometimes it can climb too high for the body's own good. Internal body temperatures in excess of 105 degrees F, for instance, expose proteins and body fats to direct temperature stressors. This form of heat distress can threaten the integrity and function of proteins accustomed to the body's usual temperature variations and the occasional less excessive fevers. Cellular stress, infarctions, necrosis, seizures and delirium are among the potential consequences of prolonged, severe fevers. The receptor environment at the hypothalamus maintains limitations on high fevers. In the rare instances in which the hypothalamus itself malfunctions, the result is typically low body temperature, not elevated body temperature.



from
http://www.sciam.com/print_version.cfm?articleID=0004C448-54A9-137E-94A983414B7F0000
Tanname
ร่วมแบ่งปัน752 ครั้ง - ดาว 163 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 ส.ค. 2549 (22:13)
เห็นแต่ละคนพิมพ์แล้ว เป็นไข้หวัดนกดีกว่า
supernova_boy
ร่วมแบ่งปัน2553 ครั้ง - ดาว 5 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 11 ส.ค. 2549 (22:31)
เพราะว่าไม่ตัวเย็นมั้ง เหอะๆๆๆ ไม่รู้อ่ะ ให้คนเก่งๆเค้าตอบไปล่ะกัน หุหุ 5555+
พญายม
ร่วมแบ่งปัน266 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 13 ส.ค. 2549 (22:53)
โอ้ ...อะไรจะปานน๊านนน เห็นแล้วชักอยากจะเป็นไข้ซะจิง (ไข้ใจ) อิอิ
ยาหอม ยาหม่อง
ร่วมแบ่งปัน147 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 16 ส.ค. 2549 (15:48)
แหะๆมีต่ออีกนะครับ พอดีเน็ตช้ามากๆๆ เลยหยุดไปหลายวัน ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยรู้สึกไม่ค่อยจะดี

3.1 ระยะของการเกิดไข้มีด้วยเหรอ?

3.1.1 ระยะเริ่มต้นเนี่ยนะครับ เป็นช่วงที่อุณหภูมิของร่างกายกำลังขึ้นสูงถึงระดับที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิถูกกระตุ้นให้ตั้งอุณหภูมิที่สูงสุดของไข้ชนิดนั้น ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาทีถึงชั่วโมง ซึ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1.1 0ซ – 4 ๐ซ อุณหภูมิที่สูงกว่าปกติจะเพิ่มการผลิตความร้อนในร่างกายทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอีก กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น และหลอดเลือดส่วนปลายหดตัวจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ถูกสั่งจากศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ จะทำให้ความร้อนถูกระบายออกทางผิวหนังลดลง มือเท้าจะเย็น แต่ศีรษะร้อน ความร้อนจะสะสมภายในร่างกายทำให้เกิดไข้สูง(นี่แหละที่คนตั้งกระทู้ถาม) ถ้าหากอุณหภูมิที่ผิวหนังลดลงต่ำกว่า 31 0ซ ประสาทรับความรู้สึกเย็นที่ผิวหนังจะส่งความรู้สึกไปยังสมอง ทำให้เกิดอาการสั่นของกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการหนาวสั่น จะยิ่งทำให้เกิดการสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นอีก ฉะนั้นในระยะ นี้หาก ผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น ควรห่มผ้าให้ผู้ป่วยด้วยนะครับ อาการในช่วงนี้จะพบว่าผู้ป่วยมีอาการหายใจเร็วและกระหายน้ำ เนื่องจากร่างกายขับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาผลาญเซลล์ใน ร่างกายที่เพิ่มขึ้นออกไป และมีการสูญเสียน้ำจากผลของการเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ขณะเดียวกับ ร่างกายก็ต้องการออกซิเจนและกลูโคสเพิ่มขึ้นเพิ่มใช้ในการเผาผลาญเซลล์ ฉะนั้นผู้ป่วยจะมีชีพจรเร็วขึ้นกว่าปกติ ด้วยครับ(hiss lub เลยมั้ง ฮ่าๆๆๆ)
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 21 ส.ค. 2549 (11:04)
3.1.2 ระยะดำเนินของไข้นะครับ เป็นระยะที่อุณหภูมิสูงถึงระดับที่ตั้งไว้ การเพิ่มอุณหภูมิภายในร่างกาย ทำให้เลือดไหลไปที่ผิวหนังเพิ่มขึ้นเพื่อระบายความร้อนออก ทำให้ผิวหนังอุ่นจะเห็นหน้าแดง ตัวแดง อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มอัตราการเผาผลาญภายในเซลล์เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องการออกซิเจนและกลูโคสเพิ่มขึ้น และร่างกายมีการสูญเสียน้ำจากการหายใจเพิ่มขึ้นทำให้กระหายน้ำ ระบบประสาทจะมีความไวต่อการถูกกระตุ้นมากขึ้น ผู้ป่วยจึงมีอาการปวดศีรษะ กลัวแสง กระสับกระส่าย บางรายอาจจะซึม ง่วงนอน หรืออาจสับสน เพ้อคลั่ง จนเกิดประสาทหลอนเลยเชียวนะครับ

ในระยะนี้จะมีการทำลายโปรตีนจากการเพิ่มอัตราการเผาผลาญภายในเซลล์ อาจพบอัลบูมิน (albumin) ในปัสสาวะได้นะครับ(อาจนี่คือมีบ้างนะ) ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามกล้ามเนื้อข้อต่าง ๆ ถ้ามีไข้อยู่นาน ๆ ผู้ป่วยจะน้ำหนักตัวลดลงด้วยเนื่องจากในภาวะมีไข้ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร และอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนด้วย (เคยเป็นไหมครับ อ๊วกอ่ะ55++)

ในขณะที่ร่างกายมีไข้ อุณหภูมิของร่างกายไม่ได้สูงคงที่ จะมีขึ้น ๆ ลง ๆ ในขณะที่อุณหภูมิ ลดลง จะมีการระบายความร้อนออกจากร่างกายด้วยครับ โดยหลอดเลือดบริเวณผิวหนังจะขยายตัว มีเหงื่ออกมาก ร่างกายอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้ ถ้ามีไข้สูงนาน ๆ เนื่องจากมีการสูญเสียน้ำทางเหงื่อและทางลมหายใจ จะพบอาการผิวหนังแห้ง ริมฝีปากแตก ลิ้นเป็นฝ้า ท้องผูก ปัสสาวะออกน้อย





มีอีกอ่ะ555++
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 21 ส.ค. 2549 (11:12)
3.1.3 ระยะสิ้นสุดของไข้ เมื่อร่างกายสามารถกำจัดสาเหตุของไข้ออกไปแล้ว อุณหภูมิ ร่างกายก็จะเข้าสู่ระดับปกติโดยการทำงานของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิ กลไกการผลิตความร้อนจะทำงาน ลดลงขณะที่กลไกการระบายความร้อนจะเพิ่มขึ้น การระบายความร้อน จะมีกลไกเช่นเดียวกับเมื่ออุณหภูมิลดลงในระยะที่ 2 อุณหภูมิอาจจะลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจจะค่อย ๆ ลดลง หรือกินเวลาเป็นหลายวันก็ได้ครับ
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 21 ส.ค. 2549 (11:24)
3.2 ลักษณะของไข้ แบ่งลักษณะของการเกิดไข้ได้ 4 ชนิด คือ

3.2.1 ไข้คงที่ (Constant fever) ไข้ชนิดนี้เนี่ยนะครับ อุณหภูมิของร่างกายนั้นจะสูงกว่าปกติตลอดคือ มากกว่า 38 ๐ซ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนิดนึง แต่อุณหภูมิก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ

3.2.2 ไข้เว้นระยะ (Intermittent fever) เป็นลักษณะของไข้ที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติในช่วง เวลาหนึ่งและอุณหภูมิกลับสู่ภาวะปกติในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง เช่น ผู้ป่วยวัณโรคปอด อุณหภูมิมักจะสูงขึ้นในตอนบ่ายครับ

3.2.3 ไข้กลับ (Relapsing fever) เป็นลักษณะไข้ที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติเป็นช่วง ๆ อาจ จะ 1-2 วัน สลับกับอุณหภูมิสู่ภาวะปกติแล้วกลับสู่ภาวะไข้อีกสลับกันไป เช่น อาการของโรคมาเลเรียบางชนิดนั่นเองครับ

3.2.4 ไข้สูง ๆ ต่ำ ๆ (Remitten fever) ลักษณะไข้ที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติในบางช่วง เวลาก็ไข้สูง บางช่วงไข้จะลดลงภายใน 24 ชั่วโมง แต่อุณหภูมิยังสูงกว่าระดับปกติ
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 21 ส.ค. 2549 (11:26)
ท่านผู้อ่านครับที่จริงแล้วกระบวนการของการเกิดไข้ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมล่ะครับ การเกิดไข้และลักษณะของไข้เนี่ยมีประโยชน์มากมายต่อแพทย์ที่จะวินิจฉัยโรคต่างๆครับ



หากเกิดการผิดพลาดต้องขอโทษด้วยครับ



มีอะไรถามมาได้ครับ



ส่วนคนที่เก่งชีวะอ่ะในเว็บนี้ขออย่าเก็บตัวนะครับ ช่วยส่ง msn กันมาหน่อยนะครับ



คืออยากปรึกษาข้อมูลหน่อยนะครับ อยากให้เป็นดีกรีไหนก็ได้ครับ ถ้ามหาลัย หรือเด็กโอลิมปุสก็ดี(ที่มิใช่มนุษย์)นะครับ
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 7 พ.ย. 2549 (19:08)


38481
เป็นหวัด คัดจมูก มีขี้มูก ทิฟฟี่สิคับ!!

ทิฟฟี่สิคั้บ ทิฟฟี่เซ้ !!>w<555+



คงเป็นเพราะ...เพราะ..ตามที่พี่ๆเค้าพูดไป

นั่นแหละ*-*/- -*/-_-

*-*เดะน้อย*-*
ร่วมแบ่งปัน33 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 8 พ.ย. 2549 (03:07)
ระบาย (ความรู้) ออกมาเยอะเลยนะ จะตามอ่านนะ
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 16 พ.ย. 2549 (15:35)
เอาผ้าชุ่มน้ำมาเช็ด
น้องใบเฟิร์น (IP:203.172.149.146,192.168.212.124,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 6 ก.ค. 2550 (15:01)
อยากให้เขียนแบบโฟชาร์ทให้หน่อยได้ไหมคะ
jj (IP:125.24.192.22)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 16 ก.ย. 2550 (01:32)
ไปฝึกงานมานะค่ะเลย อยากทราบว่าทำไมมีไข้37.8องศาถึงไม่ได้ให้ทานพาราแต่พยาบาลเลือกที่จะเช็ดตัว แล้วบอกว่าจะให้ที่อุณหภุมิ38.5ละค่ะ แล้วก็อยากเห็นfull paperที่มีนำมาตอบstageไข้นะค่ะ อยากได้ค่ะ ไงช่วยส่งเข้าเมล์ให้น้องหน่อยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ
princeazure@hotmail.com (IP:125.24.193.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 22 ต.ค. 2550 (14:22)
เมื่อเราเป็นไข้แวควรปฏิบัติตัวอย่างไรครับ
นายเอก (IP:125.26.110.218)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 22 ต.ค. 2550 (14:24)
เมื่อเป็นไข้แล้วก็ไปหาหมอดิ อยู่เฉยๆเด่วตายกันหมด
คนน่ารัก (IP:125.26.110.218)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 25 ต.ค. 2550 (13:59)
http://learners.in.th/ask/deb217/2467 ดูข้อมูลใน link นี้มีครบเลย ละเอียดดี
Singnoi
ร่วมแบ่งปัน23 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 15 ม.ค. 2551 (22:48)
ขอขอบคุณมากนะคะที่ให้ข้อมูลคิดว่าการทำรายงานของดิชั้นครั้งนี้คงได้A+
ผู้ซาบซึ้ง (IP:203.113.51.137)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 9 พ.ค. 2551 (10:39)
<P>ขอบคุณนะที่สอนนะ</P>

<P>&nbsp;</P>
พลอย (IP:117.47.118.227)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 21 ส.ค. 2551 (19:46)

นม (IP:58.9.60.70)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 18 ม.ค. 2552 (15:35)

มีใครทราบมั้ยค่ะว่า
ผู้ป่วยหลังผ่าตัดเนื้องอกในสมองถ้ามีไข้ อุณหภูมิเพิ่ม 1 องศา จะทำให้เซลล์สมองถูกทำลายไปกี่%
(ช่วยทีนะคะพอดีอาจารย์ถามแล้วตอบไม่ได้)


gifzyzaa_@hotmail.com (IP:124.120.10.249)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 8 มี.ค. 2552 (18:49)

ขอบคุณมากครับ พอดีช่วงนี่ ผมเป็นไรไม่รู้ ตัวมันเย็นผิดปกติ


lnwza_704@hoymail.com (IP:58.8.237.204)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 25 พ.ค. 2554 (18:06)
ทำไมเวลาเราเป็นไข้ตัวร้อน แล้วเช็ดตัวทำไมอุณหภูมิในร่างกายเราถึงลด
mon-za51@hotmail.com (IP:125.26.248.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 19 ก.ย. 2555 (11:08)
สงสัยค่ะ มากด้วย คือ หลายปีมาแล้ว ที่มีอาการป่วยเป็น ไม่สบาย เป็นหวัดบ้าง พร้อมมีอาการปวดหัว เป็น อย่างนี้ ปีละ2-3 ครั้ง ใรครั้งล่าสุด อาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ ปวด เบ่าต่ ปวดหัว ปวดเหมื่อยตามตัว เจ็บคอมีน้ำมูก แต่ที่แปลกคือ ทุกคั้งที่เป็น ไม่เคยมีไข้เลย มาหลายปีแล้ว ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันค่ะ เวลาป่วย อยากอ้อนใครก็ไม่ได้ อิอิ ก็ตัวไม่ร้อน แต่ข้างในร่างกาย แย่มากๆๆ เลย ใครรู้ช่วยตอบทีค่ะ ตัวร้อนครั้งสุดท้าย ประมาณ 10 ปี ก่อน หลังจากนั้น ป่วย กี่ทีก็ไม่เคยตัวร้อนเลย ค่ะ
armeena_ploy@hotmail.com (IP:49.48.80.106)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 18 ก.ค. 2557 (02:02)
อยากทราบว่า เป็นไข้หวัดไข้ไข้สูงแล้วทำให้เกิดการชักได้ยังไง อยากทราบถึงกลไกการเกิดพยาธิสภาพค่ะ
tidarat_ying_@hotmail.com (IP:124.122.28.104)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม