คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เมื่อดาวหาง LINEAR แตกกระจายในอวกาศ
โพสต์เมื่อ: 06:50 วันที่ 8 มิ.ย. 2544         ชมแล้ว: 35,544 ตอบแล้ว: 22
11567


ดาวหาง LINEAR (หรือชื่อทางดาราศาสตร์ว่า C/1999 S4) ถูกค้นพบโดย ทีมวิจัยค้นหาอุกกาบาตใกล้โลกลินคอล์น (LIncoln Near Earth Asteroid Reserach - LINEAR) ใน เมืองเล็กซิงตั้น รัฐแมสสาชูเส็ต ในสหรัฐ เมื่อเดินทางเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ ในปี คศ 1999 นักดาราศาสตร์เชื่อกันว่าดาวหางดวงนี้ เพิ่งเดินทางเข้ามาหาดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก และมีวงโคจรเป็นวงรีมากๆ โดยสันนิษฐานว่า มีกำเนิดมาจาก เมฆออร์ต (Oort Clouds) ที่เชื่อกันว่าเป็นส่วนหลงเหลือจากเนบิวล่าแม่ของดวงอาทิตย์ อยู่เลยวงจรของดาวพลูโตไปมาก คืออยู่ห่างถึง 30 ล้านล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ Dr. Michael Keesey แห่งสถาบัน JPL ของนาซ่าคำนวณว่า วงโคจรของดาวหางนี้ต้องใช้เวลาถึง 60,000 ปี จึงจะวนรอบดวงอาทิตย์ได้ 1 รอบ

เมื่อเข้ามาในระยะ 115 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ ดาวหางลิเนียร์ กลับแตกทลายลง คือยังไม่ทันถึงก็ตกม้าตายเสียก่่อน นำความผิดหวังมาให้ชาวโลกผู้รอชมอยู่ ที่ไม่สามารถได้เห็นดาวหางดวงใหม่นี้ได้ แต่นักดาราศาสตร์กลับได้ติดตามการแตกสลายของดาวหางเป็นครั้งแรก จากกล้องดูดาวทั้งบนโลกและบนยานอวกาศ ทำให้เราได้ความรู้ใหม่ๆมากมาย โดยเฉพาะส่วนประกอบทั้งภายในภายนอกของดาวหางดวงนี้ จากการวิเคราะห์ทางเคมีที่วัดมา ด้วยอุปกรณ์ Solar Wind ANisotropies (SWAN) บนยาน SOHO ในบทความขึ้นหน้าปก(1)ของนิตยสาร Science ฉบับวันที่ 18 พค นี้ และ การวิเคราะห์การแตกทลายของดาวหางลิเนียร์ด้วย กล้อง ฮับเบิล และ กล้อง VLT ในประเทศชิลี(2)

"เราต้องการหาคำตอบว่า ดาวหางดวงนี้แตกกระจุยหลุดรุ่ยออกจากกันอย่างฉับพลันทันที ในครั้งเดียว หรือแยกกันแตกทลายเป็นชุดๆ แบบค่อยๆแตกออกมาทีละชิ้นสองชิ้น" Dr. Zdenek Sekanina นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งที่ศึกษาเรื่องนี้กล่าว จากบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Science อีกบทความหนึ่ง (2) Drs Keesey และ Sekanina พบว่า ดาวหางลิเนียร์ค่อยแตกเป็นชุดๆ โดยการแตกทลายนี้ก็แบ่งเป็นช่วงใหญ่ๆอยู่ถึง 4 ช่วง ในระหว่างเดือน มิถุนายน และเดือนกรกฎาคม ของปีที่แล้ว (คศ 2000) เป็นชิ้นใหญ่น้อยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 50 ถึง 100 เมตร และกระจายตัวห่างไกลกันไปเรื่อยๆ ด้วยทั้งแรงจากการแตกแยกกันครั้งแรก กับแรงที่ต่างก้อนต่างก็มีการระเหิดของนำ้แข็งอันเป็นส่วนประกอบหลัก ที่พ่นตัวออก ราวกับติดจรวดผลักดันขนาดเล็ก มองเห็นหางเป็นทาง ที่ค่อยๆเลือนหายไป ภาพสุดท้ายที่กล้องฮับเบิลถ่ายมาได้ ก็เป็นภาพจากเดือนสิงหาคม คศ 2000 ก่อนที่ดาวหางลิเนียร์ จะสิ้นอายุขัยสูญสลายไปในอวกาศตลอดกาล

อุปกรณ์ SWAN ได้ทำการบันทึกความเป็นไปของดาวหางลิเนียร์ โดยศึกษากลุ่มเมฆของไฮโดรเจนอะตอม ที่ห้อมล้อมดาวหางอยู่รอบนอก ในคลื่นอุลตร้าไวโอเล็ตอยู่ถึงสองเดือน อะตอมของไฮโรเจนนี้ มาจากการสลายตัวของโมเลกุลของนำ้ที่ระเหิดออกมาจากดาวหาง ด้วยความร้อนเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และให้ข้อสรุปว่า นำ้แข็งบนพื้นผิวของดาวหางลิเนียร์ ไม่ได้ระเหิดไปเหมือนกับบนดาวหางส่วนใหญ่ แต่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์เซ็นต์ แตกหลุดออกมาเป็นก้อนใหญ่ๆไป ก่อนที่เราจะเห็นมันแตกกระจุยออกไปเสียอีก เนื่องจากยานโซโห อยู่ห่างจากโลกถึง 1.5 ล้านกิโลเมตร จึงไม่ถูกรบกวนด้วยไอไฮโดรเจนจากโลก จึงช่วยให้แยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า มทีไฮโดรเจนจากโมเลกุลของนำ้ ล้อมรอบดาวหางอยู่จริงๆเป็นจำนวนเท่าไร

ข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาดาวหางลิเนียร์มาตลอดสองเดือนก็คือ ส่วนประกอบของดาวหาง ตั้งแต่พื้นผิวชั้นนอก ตลอดไปถึงแกนใน ไม่มีความแตกต่างทางเคมีแต่ประการใด และนำ้แข็งที่เป็นส่วนประกอบหลักของดาวหางนี้นั้น มีความเบาบางมาก พอๆกับโฟมแพ้คของทีเดียว คือมีความหนาแน่นเพียง 15 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับนำ้แข็งที่เราใส่นำ้กินกันบนโลก ซึ่งมีความหนาแน่นถึง 917 กก/ลูกบาศก์เมตร และเมื่อเทียบกับดาวหางทั่วไปที่มีความหนาแน่นประมาณ 500 กก/ลูกลาศก์เมตร ก็ยังเบาบางกว่ามากนัก จากความหนาแน่นที่ได้มานี้ ทำให้คำนวณได้ว่า ก่อนที่จะแตกทลายลง ดาวหางลิเนียร์คงมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 750 เมตร เมื่อเดินทางเข้าหาดวงอาทิตย์ก่อนหน้านี้

"ความเห็นของพวกเราที่ว่าดางหางลิเนียร์มีความบางเบาขนาดนี้ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันได้อยู่ เวลาไปประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีมอื่น ที่ได้ข้อมูลจากทางอื่น ก็คงยังต้องโต้แย้งกันอีกนาน แต่เราได้เปรียบตรงที่ได้สังเกตการณ์จากมุมมองที่ไม่มีใครได้เห็นมาก่อน" Jean-Loup Bertaux นักวิทยาศาสตร์จากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้เขียนท่านหนึ่งในทีมกล่าว

แหล่งข่าว

1. J. Teemu T. "Water Production of Comet C/1999 S4 (LINEAR) Observed with the SWAN Instrument", Science 2001 May 18; 292: 1326-1329

2. H. A. Weaver, et al "HST and VLT Investigations of the Fragments of Comet C/1999 S4 (LINEAR)", Science 2001 May 18; 292: 1329-1333

3. BREAKING UP IS HARD TO DO, EVEN FOR A COMET http://www.jpl.nasa.gov/releases/2001/comet.html

4. A DYING COMET'S KIN MAY HAVE NOURISHED LIFE ON EARTH
http://www.gsfc.nasa.gov/GSFC/SpaceSci/origins/linearwater/linearwater.htm

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 20 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 พ.ค. 2544 (06:25)
ภาพลำดับเหตุการณ์ การแตกทลายของดาวหางลิเนียร์ ที่กล้องฮับเบิลบันทึกไว้
15929
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 22 พ.ค. 2544 (06:32)
ภาพโคม่าของดาวหางลิเนียร์ ที่เครื่องมือ SWAN วัดและแยกแยะลงบนภาพ บันทึกไว้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน คศ 2000ตัวดางหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 0.765 AU และอยู่ห่างจากยานโซโหที่เครื่อง SWAN ติดตั้งอยู่ 0.402 AU โคม่าจะยืดไปเล็กน้อยในทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์
15930
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 22 พ.ค. 2544 (06:38)
ภาพขึ้นปกนิตยสาร Science ฉบับวันที่ 18 พค นี้

แถบขวามือ ถ่ายด้วยกล้อง ฮับเบิล ในระหว่างวันที่ 6 ถึง 8 กรกฎาคม คศ 2000 เป็นภาพเดียวกับในความเห็นที่ 1

แถบซ้ายมือ ถ่ายในวันที่ 1 สิงหาคม คศ 2000 โดยกล้องดูดาวแห่งหอสังเกตการณ์ Perth ประเทศออสเตรเลีย แสดงให้เห็นฝุ่นและก๊าซจากการทำลายดาวหาง สยายไปตามลมสุริยะ ก่อนที่จะลับหายสลายตัวลงไปในอวกาศ
15931
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 22 พ.ค. 2544 (06:47)
ภาพจากกล้องฮับเบิล ถ่ายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2000

ภาพบนสุดเป็นโมเสคต่อกันจากสองภาพในมุมกว้าง แสดงให้เห็นหางเจิดจ้าในคลื่นแสงที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้กล้องขนาดกลางบนโลกก็ยังสามารถมองเห็นได้ แต่ตรงส่วนปลาย จากกล้องฮับเบิลจะเห็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่แตกตัวออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งขยายออกมาในภาพกลาง(จากที่ล้อมกรอบไว้ในภาพบน) จะเห็นได้ว่า แต่ละชิ้นที่แตกออกมา จะดูเหมือนดาวหางไปหมด ต่างก็มีหางขจองตัวเอง ชี้พุ่งไปในทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์

รูปล่างสุดเป็นรูปที่กล้องใช้กำลังขยายสูงสุดมาสังเกตการณ์ส่วนหัว เพื่อศึกษาทิศทางการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนดาวหางเหล่านี้
15932
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 22 พ.ค. 2544 (15:59)
เคยเห็นในหนังเรื่องนึง ดาวหางที่เส้นทางโคจรดูจะปลอดภัย เกิดแตกตัวแล้ววงโคจรเปลี่ยน ทำให้มุ่งหน้ามาที่โลกแทน

สงสัยว่าในอนาคตอันใกล้เราจะมีเทคโนโลยีพอจะศึกษาโครงสร้างภายในของดาวหางได้ไหม เผื่อป้องกันกรณีข้างบน (ความจริงโอกาสมันคงน้อย ผมแค่อยากรู้เรื่องตัวเทคโนโลยีเฉยๆ)

เอ แล้วว่าแต่ดาวหางที่มีวงโคจรค่อนข้างใกล้โลกนี่มีซักกี่ดวงครับ (เอาเป็นว่า ที่จะผ่านมาในช่วงพันปีนี้)

Dubber (IP:155.69.5.13)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 22 พ.ค. 2544 (18:08)
ก็ LINEAR เนี่ยละคะ ที่ทำเอาดิชั้นสับสนมาก จนไปอ่านชื่อที่ทาง IAU ตั้งมาค่อยรู้ว่าเป็นคนละดวงกับ LINEAR(c2000 j1) เมาหัวดีคะ เวลาอ่านชื่อ

rook (IP:203.146.64.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 23 พ.ค. 2544 (06:17)
เมื่อดาวหางโคจรเข้ามาด้านในๆหน่อยของระบบสุริยะ ก็มักจะถูกอิทธิพลจากแรงดึงดูดของดาวพฤหัสและดาวเสาร์ กระทำให้วงโคจรเปลี่ยนไปเสมอค่ะ บางดวงที่ไม่เข้าใกล้ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ก็ยังถูกดวงอาทิตย์เปลี่ยนรูปวงโคจรไปด้วย เพราะความที่วงโคจรของมันเป็นวงรีมาก เมื่อเข้ามาในเขตเจ้าพ่อใหญ่ๆ ก็ถูกอัด ถูกเบียดน่ะค่ะ ดวงไหนทนไม่ไหวก็แตกทลายไปเลย ดวงนี้นี่น่าจะเป็นไปได้มากว่ามความหนาแน่นตำ่มากอย่างที่เค้าวิจัยมา เพราะทำให้โครงสร้างภายในของมันเประบางจนแตกไปเสียก่อน

เค้าก็มีการศึกษาดาวหางมากันบ้างแล้วประปรายค่ะ เมื่อปี คศ 1986 ESA ก็ส่งยาน Giotto ไปบินเฉียดนิวเคลียสของดาวหางเฮลี่ (Halley) ยาน Stardust ก็จะไปเก็บละอองดาวส่วนหางของดาวหาง Wild-2 กลับมาในปี 2006 การไปดาวหางมันทำไม่ได้ง่ายนักค่ะ เพราะอย่างที่ว่าวงโคจรของมันเปลี่ยนไปได้ง่ายๆ และจุดประสงค์ใหญ่ที่เราต้องการศึกษาก็เพื่อจะเข้าใจส่วนประกอบดั้งเดิม เพื่อหาคำตอบว่า ชีวิตบนโลกมาจากไหน ในดาวหางมีสารอินทรีย์ หรือเผื่อฟลุ้ค มีเชื้อจุลินทรีย์หรือเปล่า เรื่องมาเข้าใจเพื่อจะไประเบิดมันได้อย่างในหนังนั้น ไม่ใช่จุดประสงค์หลักหรอกค่ะ การบินเข้าใกล้ดาวหางนี่เป็นอันตรายกับยานอวกาศเป็นอย่างมากเลยค่ะ ยานจีอ๊อตโต้ที่ไปแค่ผ่านๆ ดาวหางเฮลี่ย์ เท่านั้น ถูกกระทบด้วยเศษดาวขนาดเมล็ดข้าว แต่โดนซัดเข้าใส่ด้วยความเร็ว 76 miles/sec ก็ราวๆแรงจากลูกระเบิดมือ ทำเอากล้องเดี้ยงสนิทไปเลยค่ะ

ข้อสุดท้ายนี่ตอบไม่ได้หรอกค่ะ คงหาตัวเลขละเอียดขนาดนั้นไม่ได้ง่ายๆ ขออภัยด้วยค่ะ

สภาบัน LINEAR ของ MIT นี่หาดาวหางใหม่ๆได้มากกว่าใครน่ะค่ะ เค้าเพิ่งตั้งใหม่ๆ ก็ต้องการให้เป็นที่รู้จัก เจอดาวหางกี่ดวงก็ตั้งตามชื่อตัวเองหมด ความที่แรกๆคนยังไม่ชินหูว่าเป็นสถาบันอะไร ได้ยินชื่อก็นึกว่ามีอยู่ดวงเดียว ก็คนอื่นเค้าไม่มีใครเจอดาวหางเป็นกระบุงกันอย่างนี้ด้วยน่ะค่ะ ชื่อเลยไม่สับสนเท่าไหร่

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 24 พ.ค. 2544 (21:48)
พวกน้ำบนดาวหาง บนโลก บนดาวพระเคราะห์นี่จุดตั้งต้นมันมาจากไหนครับ ?

เปี้ยว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1204 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 178 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 25 พ.ค. 2544 (02:48)
ขอยำ้ก่อนนะคะว่า ข้อมูลเกี่ยวกับดาวหาง ทั้งที่มาที่ไป ทั้งโครงสร้างว่าประกอบด้วยอะไร ฯลฯ หลายอย่างนี่ ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์อยู่มาก ทฤษฎีที่เอามาอธิบายการเกิดของดาวหาง ก็เอามาจากการปะติดปะต่อข้อมูลขาดๆวิ่นที่เรามีไม่ครบ ยังมีข้อเท็จจริงที่เราต้องการศึกษาอยู่มาก ที่จะตอบคุณเปี้ยวนี่ก็อาจจะมีที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงอยู่ จะเรียกว่าเป็นทฤษฎีก็ยังไม่สมบูรณ์ทีเดียวนัก เอาแค่ที่เรามีไปก่อนแล้วกันนะคะ เมื่อม่ข้อมูลเกี่ยวกับดาวหางมาอีก ก็อาจจะเปลี่ยนทฤษฎีนี้ไปได้อีกมาก อย่างเรื่องความหนาแน่นของดาวหาง ก็มีผลต่อสมมติฐานการก่อตัวด้วยการรวมตัวของดาสวหางมากว่า เป็นไปได้อย่างไร

กำเนิดของดาวหาง ภาคไม่ค่อยจะสมบูรณ์:

ในขอบนอกของกาแล้กซี่แบบ spiral arm ที่มีชื่อว่า ทางช้างเผือก เมื่อ 4.6 พันล้านปีมาแล้ว มีกลุ่มก้อนเมฆก๊าซและฝุ่นที่ถูกอัดด้วยแรงระเบิดจาก ซุปเป้อร์โนวา แถวปลายแขน ทางช้างเผือก ไม่ไกลนัก มาจับตัวรวมกันและเกิดแรงดึงดูดภายในเหลือที่แรงผลักออกจะต้านมันได้ (ทำอย่างไรจึงจะได้ไปเกิดเป็นดาว http://vcharkarn.com/magazine/issue4/issue004_observatory03.php ) จนแกนในสุดร้อนจัดถึง 10 ล้านองศา เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ก่อประกายให้เกิดเป็นดวงดาว ดาวดวงนี้ คือดวงตะวันของเรานั่นเอง

ส่วนนอกของกลุ่มเมฆก้อนนี้ที่ยังไม่ร้อนเท่าแกนในของดวงดาว ก็หมุนควงไปรอบๆดาวเยาว์วัยดวงใหม่ เร็วขึ้นๆ และก้อนเมฆก็ต้องแผ่ตัวแบนลงๆ ไปด้วยแรงโมเมนตัมของตัวมันเอง ( http://vcharkarn.com/magazine/issue4/issue004_observatory05.php ย่อหน้าสุดท้าย) มวลสารที่ถูกอัดแบนเข้าใกล้กันก็เริ่มปะทะกันแล้วกลับดูดติดกัน ด้วยแรงดึงดูดระหว่างกัน ส่วนที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ก็เป็นสารหนักๆ จึงจับตัวกันเป็นหินก้อนใหญ่ๆ จนกลายเป็นดาวเคราะห์ที่เป็นดินเป็นหิน คือ ดาวพุธ ดาวอังคาร และโลก ความที่ดาวฤกษ์ที่เกิดใหม่ๆอย่างดวงอาทิตย์ จะมีลมสุริยะกำลังแรงจัด หนักหนาสาหัสกว่าลมสุริยะในปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ได้( เมื่อแรกเกิดเป็นดาว จาก "ตำนานดวงดาว" นิตยสารวิชาการ ฉบับที่ 4 http://vcharkarn.com/magazine/issue4/issue004_observatory06.php) ดาวฤกษ์ที่เพิ่งเกิดจะปล่อย ลมสุริยะ หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ตามความร้อนที่เพิ่มขึ้นในแกนกลางจากแรงดึงดูดของตัวเอง ลมสุริยะจึงแรงขึ้นๆ จนสาดพัดและแผดเผา นำ้ และก๊าซที่เบาๆ หลุดไปจากชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์วงในไปหมดสิ้น พื้นผิวของดาวเคราะห์วงในในช่างนี้ จะ ร้อนแรงแห้งผาก ไม่เหลือเชื้อชีวิตอะไรอยู่เลย

นอกออกไป ที่แรงดึงดูดน้อยลงไปเรื่อยๆ อุณหภูมิเย็นลงไปเรื่อยๆ ก็มีการจับตัวกันเป็นดาวเคราะห์ที่ประกอบด้วยก๊าซ เช่นดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ยูเรนัส เนปจูน พลูโต ไอนำ้ที่ถูกแผดเผาโยนสาดออกจากวงใน ก็อยู่รอดได้ในที่อุณภภูมิตำ่ลงๆ จนกลายเป็นนำ้แข็ง และไปจับตัวกับเศษฝุ่นเศษกรวดใหญ่น้อยที่โดนโยนสาดออกมาด้วยกัน ในระยะแรกก็ชนกันอุตลุดสวุ่นวายไปหมด เพราะมันมีมากเหลือเกิน ชนกันจนป่นไปหมด แล้วก็ถูกพัดออกไปไกลยิ่งขึ้นมาก จนในที่สุดเศษฝุ่นเหล่านี้ก็สามารถกลับมารวมตัวกันใหม่ได้ โดยมีนำ้ในสภาพเป็นของแข็ง คือ นำ้แข็งเป็นส่วนประกอบหลัก นักดาราศาสตร์เรียกว่า ดาวหางนี้ที่แท้แล้ว ก็คือ dirty snowball นั่นเอง คือก้อนหิมะสกปรกเพราะมีฝุ่นจับ

แล้วเนื่องจากความที่มันอยู่ไกลมาก แต่ก็ยังไม่พ้นอิทธิพลแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ทีเดียวนัก ต่างอยู่สุดขอบรอบนอกอิทธิพลของดวงอาทิตย์ ที่นักดาราศาสตร์ชาวดัทช์ชื่อ Jan Oort ตั้งสมมติฐานไว้ในราวๆปี คศ 1950s บริเวณนั้น จึงได้ชื่อว่า เมฆออร์ต หรือ Oort Clouds ตามชื่อนักดาราศาสตร์ท่านนั้น ดาวหางส่วนใหญ่ เหมือนคนอยู่หลังเขาไม่เคยเข้าเมือง หรือมาเที่ยวในแถวที่มีแสงสีอย่างที่ดาวเคราะห์เขาอยู่กัน นอกจากนานๆครั้ง เกิดปรากฎการณ์บางอย่าง เช่นมีดาวฤกษ์เข้ามาใกล้หน่อย หรือเกิดดาวระเบิดตัวเอง ส่งแรงเข้ามาผลักให้ดาวหาง(เคราะห์ร้าย)บางดวง หลุดพลัดเข้ามาเห็นแสงสีในเขตในๆของระบบสุริยะได้ จึงมีบางดวงหลงเข้ามาได้ เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ยังเจอพี่เบิ้ม คือดาวเสาร์ ดาวพฤหัส ทั้งถีบทั้งดัน จนบางทีต้องวนเวียนอยู่แถวๆนั้น เข้ามาไม่ถึงก็มี แต่ที่เข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ได้นั้น ความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็เริ่มละลายก๊าซแข็งและนำ้แข็ง แล้วถูกเป่าออกด้วยลมสุริยะ จนเกิดเป็นหางเป็นทางยาว จนเราเรียกว่า ดาวหาง แต่ที่แท้แล้ว ดาวหางจะงอกหางเมื่อเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์เท่านั้นเอง ก่อนเข้ามา หรือเมื่อกลับออกไปแล้ว หางก็หดกลับไปตามเดิม เพราะมันหนาวจนหางหดไปเลยน่ะค่ะ

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 25 พ.ค. 2544 (02:52)
รูปวาดที่นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นบริเวณ เมฆออร์ต โดย ดร ดอน ยีโอมัน แห่งสถาบัน JPL และคณะ

โปรดสังเกตว่า วงจรของดาวพลูโต ก็ยังเป็นแค่จุดเล็กๆจนต้องขยายให้เห็น จึงคงพอจะเห็นได้ว่า ขนาดของเมฆออร์ตนี้ กว้างใหญ่เพียงใด แต่ก็มีความเบาบางเจือจางมากๆๆแล้ว
15933
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 25 พ.ค. 2544 (03:08)
เมื่อนำ้แห้งเหือดระเหิดหายไปจากโลกในยุคแรกๆนั้น นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ในยุคต้นๆของระบบสุริยะนั้น มีเศษเล็กเศษน้อยบินว่อนวนเวียนชนกันตูมตามวุ่นวาย จนมีชื่อเรียกว่า ยุค heavy bombardment ซึ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อประมาณ 3.8 พันล้านปีมาแล้ว ในภายหลัง เมื่อ"พื้นผิว" ของดวงอาทิตย์เย็นลง(แม้แกนในจะร้อนขึ้น) คือปฏิกิริยานิวเคลียร์ และกระบวนการส่งผ่านความร้อนจากแกนในมาสู่พื้นผิวของดวงอาทิตย์ "อยู่ตัว" ขึ้นแล้ว คือดวงอาทิตย์เติบใหญ่เข้าสู่วัยฉกรรจ์ ลมสุริยะก็สงบลง (ที่เราเห็น ลมสุริยะ กันทุกวันนี้นี่ถือว่าดวงอาทิตย์ "สงบลง" ไปแล้วนะคะ สมัยกำลังซ่าส์อยู่จะเป็นอย่างไรก็น่าคิดค่ะ) แต่ก็ยังมีดาวหางและอุกกาลาตถล่มใส่อยู่บ้างประปราย นำ้ที่มากับดาวหางยุคหลังๆนี่แหละค่ะ ที่สามารถคงอยู่บนโลกได้ เมื่ออุณหภูมิบนพื้นโลกเย็นลงบ้างแล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายคนทีเดียวจึงคิดว่า ยังมีความเป็นไปได้สูงมากว่า นอกจากส่งนำ้มาให้โลกแล้ว ดาวหางยัง "อาจจะ" ส่งข้าวมาให้ด้วย คือส่งสารอินทรีย์ที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกให้ด้วย แต่นี่ก็ยังเป็นสมมติฐานที่พิสูจน์ให้เห็นจะๆกันลงไปไม่ได้นะคะ กรุณาฟังหูไว้หูกันก่อน เรื่องด้่านนี้กำลัง "ร้อน" มาก จากที่เห็นมีข่าวด้าน astrobiology มาลงอยู่เรื่อยๆ มันเป็น field ที่เค้าเพิ่งมาค้นมาสำรวจกันอย่างจริงจังไม่นานมานี้นี่เอง เพราะเพิ่งจะเริ่มมีเทคโนโลยีมารองรับ คงเป็นเรื่องที่ยังต้องติดตามดูใจกันอีกนานน่ะค่ะ กว่าจะตกลงปลงใจกับฝ่ายไหนได้ชัวร์ๆน่ะค่ะ

รูปวาดแสดงเมื่ออุกกาบาตหรือดาวหางตกใส่โลก โดย William Hartman
15934
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 25 พ.ค. 2544 (03:13)
ภาพด้านหลังของดวงจันทร์ที่ยานอพอลโล 11 ถ่ายมา จะเห็นว่าหลุมอุกกาบาตมีมากมายขนาดไหน บนพื้นโลกร่องรอยหลุมเหล่านี้ ถูกทำลายไปเป็นส่วนใหญ่ด้วยอิทธิพลของดิน นำ้ ลม ไฟ จนหาดูได้ยากไปแล้วค่ะ
15935
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 25 พ.ค. 2544 (03:20)
หลุมอุกกาบาต Barringer ในภาคเหนือของรัฐ Arizona ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุดบนโลก สมัยก่อนพวกคาวบอยไปเลี้ยงวัวไปเจอเข้า ก็เรียกตามคนอินเดียนว่า ภูเขาคูน (Coon) เพราะตรงขอบมันพูนสูงขึ้นจนดูเหมือนเนินเขา ถ้าดูอยู่บนพื้นรอบข้างซึ่งตำ่กว่า ความที่มันอยู่กลางทะเลทรายก็ไม่มีใคร(ฝรั่ง)เคยเข้าไปดูใกล้ๆเกินขอบเข้าไป จึงไม่รู้ว่าเป็นหลุมยักษ์ จนสักร้อยกว่าปีมานี้เองที่พวกคาวบอยไปพบเข้า จึงแจ้งให้กรมธรณีวิทยาสหรัฐไปสำรวจ ขนาดอธิบดีกรมธรณีฯสหรัฐคนแรก ยังเชื่อว่า เป็นปล่องภูเขาไฟเลยค่ะ จนกระทั่ง Gene Shoemaker ไปศึกษาและพิสูจน์ได้ว่าเป็นหลุมที่เกิดจากอุกกาบาตชนโลก ก็สมัยปี คศ 1960 กว่าๆนี่เองค่ะ และท่านเป็นคนก่อตั้งสาขานี้ของวิชาธรณีฟิสิกส์ที่ศึกษาการพุ่งชนของหลุมอุกกาบาต โดยมีชื่อเรียกว่า Impact crater เพื่อแยกออกจากหลุมที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ
15936
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 7 มิ.ย. 2544 (14:49)
ขอบของแกแลกซี่
กาแลกซี่รูปเกลียวก็คือส่วนหนึ่งของที่ ที่โลกเราอาศัยอยู่ มันมองเหมือนกับว่าเป็นเมฆสีขาว ที่ถูกแยก ด้วยแถบสีดำ ไปทั้งสองข้าง ที่จริงแล้วมันดูคล้ายกับกาแลกซี่ทางช้างเผือก ที่เราเห็นทอดยาว ไปในท้องฟ้า ยามค่ำคืนของชนบทด้วย .

เชาวนิน สิงทิศ 44121345 (IP:203.148.240.37)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 8 มิ.ย. 2544 (18:50)
ผมได้เข้ามาดู web ของ อ. แล้วทำให้ผมได้รู้เรื่องดาวหาง linear ว่าดาวหางนี่ใช่เวลา60000ล้านปี ที่มันโคจรรอบโลก และเมื่อมันเข้าใก้ลดวงอาทิตย์ 115ล้านกิโลเมตรมันก็ได้แตกระจายหายไป

ผมไม่รู้คำถามอยู่ไหน ผมใดอ่านเรื่องดาวหาง ผมก็ตอบเรื่องดาวหาง

prachon pothiwong (IP:203.148.240.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 23 ก.ค. 2547 (06:18)
น่ากลัวจัง
:-[ (IP:203.113.41.41,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 10 พ.ย. 2547 (14:15)
มันเป็นสิ่งมหัสจรรย์อย่างหนึ่ง
soraya147 (IP:203.154.27.73,172.16.31.35,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 18 ก.ค. 2548 (13:42)
สุดยอด
กมลชนก (IP:221.128.86.242,172.16.3.216, 172.16.0.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 11 ก.พ. 2549 (22:19)
ถึงจะเก่าไปหน่อย แต่ก็น่าสนใจครับ
เนยสด เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1970 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 24 มิ.ย. 2549 (22:50)
มันโดนความร้อนมากมันถืงแตงใช่ไหมครับ?
Yo Asakura เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.