|
ปัญหานิวทรีโนจากดวงอาทิตย์ได้คำตอบแล้ว
โพสต์เมื่อ:
05:57 วันที่ 5 ก.ค. 2544 ชมแล้ว:
26,629
ตอบแล้ว:
22
นักฟิสิกส์จากประเทศคานาดา สหรัฐ และสหราชอาณาจักร ได้แถลงร่วมกันถึงผลการศึกษาจาก SudBury Neutrino Observatory(SNO) ในออนทาริโอ ประเทศคานาดา ในที่ประชุมสัมนาประจำปีของ Canadian Association of Physics ที่เมืองวิคตอเรีย บริติชโคลัมเลีย แสดงให้เห็นว่า ดวงอาทิตย์ปล่อยนิวทรีโนมาได้เท่าก็บที่คาดด้วยการคำนวณทางทฤษฎี หากเมื่อมายังโลกแล้ว มันได้แปรรูปไปเสีย
ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก้ปัญหาที่สร้างความงุนงงให้นักดาราศาสตร์ปัจจุบันมานาน เนื่องจากการสังเกตการณ์ที่ผ่านมา สามารถตรวจวัดจำนวนนิวทรีโนที่มาจากดวงอาทิตย์ ได้เพียง หนึ่งในสาม ของที่จำนวนที่ดวงอาทิตย์น่าจะผลิตออกมาจริงๆเท่านั้น ไม่เคยมีใครคาดเดาได้ว่า อีกกว่าครึ่งมันหายไปไหน จนเป็นที่รู้กันในวงการนักดาราศาสตร์ว่า เป็น "ปัญหานิวทรีโนจากดวงอาทิตย์" Art McDonald ผู้อำนวยการโครงการ SNO แถลงว่า "ทีนี้เรามีความมั่นใจได้มากว่า ตัวเลขที่วัดออกมาได้ในอดีตที่แตกต่างกันนั้น ไม่ได้เป็นเพราะคำนวณผิด แต่เป็นเพราะว่า นิวทรีโน เองนั้น ได้แปรรูปไปเมื่อมันเดินทางออกจากแกนของดวงอาทิตย์มายังโลกต่างหาก เราเลยวัดไม่ได้" ดวงอาทิตย์สร้างพลังงานให้ตัวเองด้วยปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น โดยรวมอะตอมของไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม ทำให้เกิดพลังงานออกมาและยังปลอปล่อยอนุภาคที่เกือบไม่มีมวลคือ นิวทรีโน ซึ่งนักทฤษฎีฟิสิกส์ได้คาดไว้ตั้งแต่ช่วงปี คศ ๑๙๓๐ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เวลาร่วม ๒๕ ปี กว่าจะดักจับด้วยการวัดได้ เพราะ นิวทรีโน สามารถทะลุทลวงผ่านมวลทุกอย่าง และแทบจะไม่เกิดปฏิกิริยาอะไรมาให้สังเกตการณ์ได้เลย นักวิทยาศาสตร์เริ่มพยายามตรวจวัด นิวทรีโน จากดวงอาทิตย์ มาในช่วงปี คศ ๑๙๖๐ โดยนักฟิสิกส์ Ray Davis ด้วยการใช้ถังขนาดถึง ๖๐๐ ตัน บรรจุด้วยนำ้ยาซักแห้ง ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือ คลอรีน แล้ววัดจำนวนของ อาร์กอน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ เมื่อนานๆที นิวทรีโนวิ่งมาชนกับโมเลกุลของคลอรีน แล้วเอาถังที่ว่านี้หย่อนลงไปในเหมืองร้างลึกๆลงไปใต้ดินในรับดาโกต้าใต้ เพื่อกันรังสีคอสมิค ไม่ให้มารบกวนการทดลอง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็งุนงงกับผลที่ตรวจวัดมาได้เป็นยิ่งนัก ที่วัดเท่าไหร่ๆ ก็ได้แค่หนึ่งในสามของผลผลิตนิวทรีโนที่ควรจะมีจากดวงอาทิตย์ แถมที่อื่นที่พยายามสร้างห้องปฏิบัติการตรวจสอบเช่นนี้ ก็ยังวัดนิวทรีโนได้น้อยกว่าหนึ่งในสามเสียอีก นี่ถ้าไม่ใช่เพราะแบบจำลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นของดวงอาทิตย์ทำมาผิด ก็คงเป็นเพราะเกิดอะไรขึ้นกับนิวทรีโนที่ถูกสร้างขึ้นมา จากก้นบึ้งแกนในของดวงอาทิตย์ ระหว่างทางมายังพื้นโลก นักวิทยาศาสต่์ขององค์กรร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยจากประเทศ คานาดา สหรัฐ และสหราชอาณาจักร ได้สร้างห้องตรวจการ SNO ขึ้นมา โดยใช้ heavy water คือในโมเลกุลของนำ้ แทนที่จะเป็นอะตอมไฮโดรเจนธรรมดาสองตัว กลับแทนที่ด้วยไอโซโถปหนักของไฮโดรเจนที่เรียกว่า ดิวทีเรียม มาเป็นของเหลวตัวดัก นิวทรีโน เมื่อนิวทรีโนมาทำปฏิกิริยากับ heavy water อีเลคตรอนจะถูกถีบออกมาจากโมเลกุลของ heavy water ด้วยความเร็วกว่าแสง ในตัวกลางคือนำ้ และเปล่งแสงออกมาที่เรียกว่า Cerenkov Radiation นักวิทยาศาสตร์ก็วัดแสงแว้บๆนั้น เพื่อหาจำนวนนิวทรีโนมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองทางทฤษฎี ถังที่ SNO นี้มีขนาดกว้าง ๒๒ เมตร สูง ๓๔ เมตร และมีความจุ heavy water แบบบริสุทธิ์เต็มที่ ถึง ๑๐๐๐ ตัน และอยู่ในเหมืองนิเกิ้ลลึกลงไปใต้ดินถึง ๒ กิโลเมตร และตรวจจับ นิวทรี"น ได้ประมาณวันละ ๑๐ ตัวเท่านั้น ที่ต่างจากการทอลองในอดีต อุปกรณ์วัดของ SNO นั้น ไม่ได้ไวต่อนิวทรีโนที่มาจากปฏิกิร่ยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ที่เรียกว่า electron neutrinos เท่านั้น แต่ยังไวต่อนิวทรีโนอีกสองชนิดด้วยคือ mu และ tau neutrinos ข้อมูลจาก SNO ปรากฏว่า เมื่อเอานิวทรีโนที่วัดได้ทั้งหมดมารวมกันแล้ว ก็มีจำนวนเท่ากับที่แบบจำลองคาดไว้ว่าจะมีเท่านั้นมาจากดวงอาทิตย์จริงๆ ดังนั้น จึงเป็นไปได้มากว่า นิวทรีโน บางส่วนเปลี่ยนไปหรือ oscilate กลายไปเป็นนิวทรีโนอย่างอื่น ระหว่างทางจากแกนในของดวงอาทิตย์มายังโลก ในขณะเดียวกับที่ข้อมูลนี้ สร้างความพึงพอใจเป็นอย่างมากให้กับนักฟิสิกส์ที่ศึกษาดวงอาทิตย์ แต่กก็กลับนำเรื่องน่าปวดหัวใหม่มาให้นักฟิสิกส์ที่ศึกษาเกี่ยวกับอนุภาค ซึ่งยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไม นิวทรีโน ถึง oscilate แล้วแปรรูปไปได้ David Wark แห่ง Rutherford/Appleton Laboratory กล่าวว่า "ตาม Standard Model of elementary particles แล้ว การแปรรูปของนิวทรีโนอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้ นักทฤษฎีคงต้องนั่งคิดกันว่า จะเอาข้อมูลนี้มาปรับปรุงแบบจำลองทางทฤษฎีได้อย่างไร" ข้อมูลนี้ยังช่วยให้ความกระจ่างทาง cosmology ขึ้นได้บ้าง หลักฐานการปรากฏของ neutrino oscillation และข้อมูลที่ศึกษามาก่อน ก็ช่วยเพิ่มค่าประเมินของมวลของนิวทรีโนที่มีอยู่ในเอกภพ เมื่อเอามารวมกันแล้ว นักฟิสิกส์ประเมินได้อย่างคร่าวๆว่า เท่ากับมวลรวมของดวงดาวที่เราเห็นได้ทั้งหมด แล้วก็ยังได้ลดจำนวนค่าประเมินของ Dark Matter ลงไปได้อีก แม้เต่เพียงเล็กน้อยก็ยังดี เพราะมวลของนิวทรีโนนั้น เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของมวลรวมของเอกภพเท่านั้น อ้างอิง Neutrinos and Reveal New Neutrino Properties http://www.sno.phy.queensu.ca/sno/first_results/ Implications of Solar Neutrino Experiments http://dept.physics.upenn.edu/neutrino/solar.html Some Interesting SNO Events http://www.sno.phy.queensu.ca/sno/events/ การเกิดพลังงานนิวเคลียร์ภายในแกนของดวงดาว อันเป็นต้นกำเนิดของนิวทรีโน จะอ่านได้จากเรื่อง "ตำนานดวงดาว" ตอนที่กล่าวถึง "แหล่งพลังงานของดวงดาว" ได้จากหน้านี้ค่ะ http://vcharkarn.com/magazine/issue4/puangroi4/stellar_nuclear_reaction.htm จำนวน 21 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 1 ก.ค. 2544 (14:37) ข่าวเก่าที่เคยอ่านมาบอกว่ามีการเปลี่ยนสภาพจากเทานิวตริโน(ไม่แน่ใจ)ไปเป็นนิวตริโนอย่างอื่นที่ซุปเปอร์คามิโอกังตรวจจับไม่ได้ เค้าเรียกว่า การแกว่งหรืออะไรเนี่ยละค่ะ ปัญหาคือ นิวตริโนอีก 2 ชนิดมาจากอะไรถ้าไม่ใช่นิวเคลียร์ฟิวชั่นค่ะ คุณพวงร้อย rook (IP:203.146.64.177) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 1 ก.ค. 2544 (17:44) ไม่ได้สรุปครับ มีแต่คนว่าทฤษฏีที่เกี่ยวกับดวงอาทิตย์ผิดครับก่อนหน้านี้ มีสองฝ่ายคือ นักฟิสิกส์ที่ทำการทดลอง กับนักทฤษฏีคำนวณจำนวนของ neutrinos พวกที่ทำการทดลองว่ามาตลอดครับว่าทฤษฏีผิด ทฤษฏีคำนวนออกมาได้เยอะเกินไป เพิ่งจะมายอมรับว่ามันน่าจะถูกตอนนี้เอง การเกิดการ Oscillations อย่างนี้.. แสดงว่า Neutrinos มีมวลอยู่ด้วยถึงจะเกิดได้ (ที่ผ่านมามีแต่คนสงสัยครับ ว่ามีมวลจริงหรือไม่ มีแค่ lower limit ว่าถ้ามีจริงมันต้องน้อยกว่าค่านี้ ) แต่ Standard Model ที่นักฟิสิกส์อนุภาคใช้ๆอยู่นั้น predicts ว่ามันไม่มีมวลครับ เลยปวดหัว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 2 ก.ค. 2544 (13:39) ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าไม่ถนัดเรื่องนี้เท่าไหร่หรอกค่ะ จำๆเค้ามาเล่าต่อเท่านั้นเอง ไม่ได้เกาะติดเรื่องนี้มากเท่าไร เพราะเรื่องอื่นๆก็เกาะไม่ค่อยจะติดอยู่แล้วค่ะ ข่าวสารมันมากเหลือเกิน ไว้ให้คุณเปี้ยวหรือคุณจ้อมายืนยันแก้ไขถ้าดิฉันมั่วผิดอีกทีละกันนะคะ ข้อแรก ใครถูกใครผิดกันแน่ คงอีกนานกว่าจะฟันธงลงไปได้แหละค่ะ Standard Model of elementary particles ที่แจกแจงว่า อนุภาคมีสามอย่างสามคู่ ที่มีประจุไฟฟ้าและที่เป็นกลาง ตัวที่มีประจุไฟฟ้าคือ electron, muon, tau (อีเลคตรอน มิว และ เทา) และมีคู่ที่ไม่มีประจุไฟฟ้าคือ electron neutrino, muon neutrino, และ tau neutrino โดยเรียงจากซ้ายไปขวาในภาพ จะเป็น generations ของอนุภาคเหล่านี้ คือเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่เกิดมาภายหลัง ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 ก.ค. 2544 (13:52) Enrico Fermi เป็นผู้ให้ชื่อ neutrino ซึ่งเป็นภาษาอิตาเลียนแปลว่า the little neutral one และเพิ่งยืนยันว่ามีจริงด้วยการทดลองของ Clyde Cowan และ Fred Reines ในปี คศ ๑๙๕๙ และปัญหานิวทรีโนจากดวงอาทิตย์นี้ มีการค้นพบในปีคศ ๑๙๖๘ เมื่อตรวจวัดนิวทรีโนจากดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกที่พบว่า นิวทรีโนมีน้อยกว่าที่ Standard Model คาดการณ์ไว้ เป็นปัญหาคาราคาซังมาสามสิบกว่าปีแล้วตัวอนุภาค tau เองนั้น ก็เพิ่งค้นพบที่ห้องทดลองเร่งอนุภาค(SLAC) ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในปี คศ ๑๙๗๘ นี่เอง จึงเอามาเป็นข้ออ้างอิงว่า คงจะมีตัวคู่กันคือ tau neutrino ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครค้นพบเลย ส่วน muon neutrino นั้นพบว่า เมื่อรังสีคอสมิค ซึ่งจริงๆแล้ว ส่วนใหญ่ก็คืออนุภาคโปรตอน ที่มีพลังงานสูงมากๆ เมื่อเข้ามาในบรรยาการ ก็จะถูก "กรอง" โดยบรรยากาศโลก ซึ่งตามความเป็นจริงก็คือ เมื่อ อนุภาค พุ่งตรงมายังโลก เข้าสู่บรรยากาศซึ่งมีโมเลกุลของก๊าซหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็ว อนุภาคนี้ ก็จะชนกับโมเลกุลของก๊าซในชั้นบรรยากาศ กระจายตัวออกมาเป็นอนุภาค pion แล้ว pion ก็จะ decay กลายเป็น muon(ซึ่งจะ decay ไปเป็น electron) และ muon neutrino(decay ไปเป็น electron neutrino) ส่วนเรื่องมวลของ นิวทรีโน นั้น Standard Model ก็บอกว่ามันไม่มีมวลอย่างคุณเปี้ยวว่านั่นแหละค่ะ แต่ก็ยังมีคนแย้งว่า การคำนวณของ Standard Model ยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง แต่เรื่องนี้ดิฉันก็ตามไม่ค่อยจะทัน เพราะสมการมันพันกันนัวเนีย ตีความลำบากสำหรับคนไม่เก่งอย่างดิฉัน ครั้งแรกที่มีคนอ้างเช่นนั้น ก็เมื่อ คศ ๑๙๘๕ โดยทีมนักฟิสิกส์รัสเซีย แต่ทดลองซำ้แล้วก็ทำไม่ได้ เลยไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก แต่มาในปี คศ ๑๙๙๘ ทีมงานร่วมกันที่ Super-Kamiokande ก็ออกมาแถลงว่า มีหลักฐานการปรากฏของ นิวทรีโน ที่ไม่ได้มีมวลเป็นศูนย์ พูดง่ายๆก็คือ มีมวลนั่นแหละค่ะ คนที่แย้งทางด้านทฤษฎีว่า นิวทรีโน อาจเกิดการ oscillation ทำให้แปรสภาพไปได้นั้น ก็อ้างว่า จากคุณสมบัติของอนุภาคพวกนี้ที่เป็นทั้งคลื่นเป็นทั้ง(เหมือนกับ)อนุภาค เมื่อมันเดินทางไปในตัวกลาง นิวทรีโน ในสภาพที่เป็นคลื่น จะมีความเป็นไปได้ที่ไม่ได้มีความถี่เดียว แต่จะมีสองความถี่ แล้วยังสามารถ กลับไปกลับมา(oscillate) ระหว่างความถี่ที่ต่างกันนี้ เมื่อคลื่นควบคู่ไล่กันไป บางครั้งมันก็หักล้างกัน บางครั้งมันก็ขยายกัน บางครั้งมันก็เกิดกำทอน ระหว่างที่มันมีลักษณะเหมือนคนโรคจิต schitzophrenic แบบนี้แหละ ที่มันจะแปรรูปไประหว่าง electron และ muon meutrino ได้ ภาพโดย Super-K ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 2 ก.ค. 2544 (13:53) ยิ่งพูดยิ่งอ่านเรื่องนี้ ก็ยิ่งปวดหัวนี่เป็นคงเป็นเรื่องธรรมดามังคะ เค้าปวดหัวกันมาหลายสิบปีแล้วค่ะ หึหึ อ่านต่อได้ที่นี่ค่ะ ฐานะของ Standard Model นี้ก็ยังไม่มั่นคงนัก มีผลการทดลองใหม่ๆออกมาท้าทายความถูกต้องแม่นจำของแบบจำลองนี้อยู่เรื่อย ตัวเอย่างเช่น Muon result could jeopardise Standard Model http://physicsweb.org/article/news/05/2/7 ข่าวการค้นพบ Tau neutrino เป็นครั้งแรก โดยทีมนักฟิสิกส์แห่ง Fermilab ในรัฐ Illinois เมื่อเดือน กค ปีที่แล้วนี่เองค่ะ Tau neutrino identified at last http://physicsweb.org/article/news/4/7/9/1 ที่ให้ค้าคว้าหาอ่านต่อค่ะ THE NEUTRINO: WHAT IS IT ? http://wwwlapp.in2p3.fr/neutrinos/ankes.html Neutrino Oscillations 1 http://hep.bu.edu/~superk/osc.html 2 http://zebu.uoregon.edu/~imamura/208/feb3/nucaws.html K2K Super Kamiokande: http://neutrino.kek.jp/ ใครอยากดูสมการการคำนวณเรื่อง Neutrino Oscillation ดูที่นี่ค่ะ http://www.ps.uci.edu/~superk/oscmath1.html ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 3 ก.ค. 2544 (01:41) (ขออภัยที่พิมพ์ผิดเยอะแยะเลยนะคะ ตอนเขียนกำลังง่วงจัด และตอนนี้คอมตัวที่อ่านไทยได้ทุกช่อง(ของที่ทำงาน)ถูกเปลี่ยนระบบเป็น Linux แล้วค่ะ ฮือๆๆ ยังไม่ทราบว่าจะกลับไปใช้เขียน-อ่านฟอนต์ไทยได้อย่างเดิมหรือเปล่า เครื่องพีซีที่ใช้อยู่นี้ ต้องใช้เน็ตสเคปค่ะ ลองใช้ไออีแล้วยิ่งใช้โปรแกรมเปลี่ยนแป้นพิมพ์ไทยไม่ได้ไปเลย เลยต้องใช้เน็ตสเคปตัดแปะทุลักทุเลเวลาใช้เครื่องนี้อยู่น่ะค่ะ ไว้เครื่องคอมพ์ลงตัวแล้วจะมาแก้ไขตรวจทานให้อีกทีค่ะ) ไปเจอเว็บของ Super-K ที่อธิบายเรื่อง Cherenkov detector ไว้ เลยเอามาเผื่อใครสงสัยนะคะ แท้งค์ดักนิวทรีโนของ Super-K หรือ Super-Kamiokande อักนิวทรีโนด้วย heavy water เหมือนกันค่ะ เมื่ออีเลคตรอนเดินทางด้วยความเร็วกว่าแสงในตัวกลางคือ นำ้ มันจะทำให้เกิด shock wave เหมือนกับ sonic boom (ซึ่งเป็นการเกิดช้อคของ คลื่น"เสียง" ที่เดินทางในตัวกลางคือ อากาศ) ช้อคเวฟจากอีเลคตรอนจะเปล่งแสงสีฟ้าออกมาเรียกว่า แสงแชเร็งขอฟ ตามชื่อนักฟิสิกส์ชาวรัสเซีย Palov Cherenkov เมื่อแสงสีฟ้าไปกระทยผนังที่ฝักอุปกรณ์ที่เรียกว่า photomultipliers ซึ่งมีความไวต่อแสง ก็จะฟอร์มตัวเป็นวงกลมสีแดงขึ้นมา ด้วยการวัดขนาดของวงแหวน ความเข้มของแสง รูปร่างของวง ก็สามารถเอามาคำนวณหาค่าของพลังงานจาออนุภาคนั้นได้ ทำให้แยกแยะได้ว่า เป็น มิวออน หรือ อีเลคตรอน (ภาพจาก http://hep.bu.edu/~superk/cherenkov.html) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 3 ก.ค. 2544 (02:30) ข่าว Muon result could jeopardise Standard Model ที่พี่พวงร้อยพูดถึงข้างบนเคยคุยกันไปบ้างแล้วครับในห้องเด็กวิทย์ http://vcharkarn.com/snippets/board/show_message.php?dtn=dtn20&ID=CS588 เรื่องประวัติของนิวตริโนนั้นรู้สึกว่าจะทำนายโดย เพาว์ลี ( Pauli ) แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็น เพาว์ลี หรือ เฟอร์มี ที่เป็นคนตั้งชื่อ นิวตริโนขึ้นมา ( แต่ผมว่าเพาว์ลีนะครับ ... ต้องไปเช็คดูก่อน อิอิ ) สำหรับปรากฎการณ์ neutrino oscillation เป็นปรากฎการณ์ที่ชี้ว่า นิวตริโนนั้นน่าจะมีมวลอย่างที่ เปี้ยว และพี่พวงร้อย อธิบายไปแล้ว ความจริงแล้ว Standard Model ไม่ได้ทำนายว่านิวตริโนไม่มีมวลครับ แต่เมื่อตอนที่นักฟิสิกส์สร้างทฤษฎี Standard Model นั้นเราเชื่อกันว่า นิวตริโนนั้นไม่มีมวล และในขณะนั้นก็ยังไม่มีผลการทดลองใดๆที่ชี้ว่ามันมีมวล ทฤษฎีเลยถูกสร้างมาด้วยสมมุติฐานว่านิวตริโนไม่มีมวลครับ ในระยะหลังๆ เมื่อมีการค้นพบปรากฎการณ์ที่น่าจะเชื่อว่าneutrino มีการ oscillation ก็เริ่มมีการปรับปรุง Model เพิ่มเติมบ้างแล้วครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 3 ก.ค. 2544 (02:56) คุณจ้อมาละ ดีจัง ขอบคุณค่ะ ที่เอาลิ้งค์มาลง จะได้รวมๆอยู่ในที่เดียวกัน พี่ไม่ได้เห็นกระทู้นั้นเลยค่ะ และขอบคุณสำหรับข้อชี้แจงเรื่อง มวล-ไม่มวลนี่ด้วยค่ะ เพราะดูเหมือนที่ทราบมามันก็คลุมๆเครือๆ ไม่เคยอ่านเจอที่เค้าพูดออกมาชัดๆอย่างที่คุณจ้อว่าเลยค่ะ Wolfgang Pauli เป็นผู้ predicted ในทางทฤษฏี ในปี คศ ๑๙๓๑ โดยสังเกตว่า พลังงานและโมเมนตั้นดูจะไม่ได้ถูกอนุรักษ์ไว้ ใน radioactive decay บางอย่าง จึงตั้งสมมติฐานว่า คงมีอนุภาคที่มองไม่เห็น และเป็นกลางทางไฟฟ้า มาดูดเอาพลังงานส่วนนั้นไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วในปี คศ ๑๙๓๔ Enrico Fermi ได้พัฒนาทฤษฎีรวมของเรื่อง radioactive decays (คำนี้ภาษาไทยเรียกอะไรคะ) ซึ่งเรียกว่า The Theory of Beta Decay โดยรวมเอาหลักของพอลีไว้ด้วย และเป็นผู้ตั้งชื่อ นิวทรีโน ค่ะ ท่านเป็นชาวอิตาลี เลยตั้งชื่อเป็นภาษาอิตาเลียนค่ะ อ่านประวัติของท่านได้จากเว็บของ Fermi Institute ที่ชิคาโกได้ที่นี่นะคะ http://www.fnal.gov/pub/about/whatis/enricofermi.html สำหรับท่านที่สนใจ อ่านประวัติความเข้าใจเรื่อง นิวทรีโนอย่างคร่าวๆพอเป็นแนวทางได้ที่นี่ค่ะ http://www.ps.uci.edu/~superk/neutrino.html จัดทำโดย Dave Casper แห่ง UC Irvine ค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 3 ก.ค. 2544 (03:41) การสลายตัวของอนุภาคเบต้า หรือ Beta Decay Process คือ นิวตรอน สลายไปเป็นโปรตอน โดยให้ อิเลคตรอน (ซึ่งก็คืออนุภาคเบต้า) และ แอนตินิวตริโน ( ปฎิอนุภาคของนิวตริโน ) ปรากฎการณ์นี้เป็น ปรากฎการณ์ภายใต้แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน หรือ Weak Nuclear Force ทฤษฎีของเฟอร์มี่นั้นเป็นทฤษฎีแรกๆ ที่ใช้อธิบายแรงชนิดนี้ครับ แต่ทฤษฎีดังกล่าวพบว่ามีจุดอ่อนหลายประการ อีกทั้งไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมแรงนิวเคลียร์แบบอ่อนถึงเป็นแรงที่มีระยะสั้นเป็นต้น ทฤษฎีนี้ต่อมาถูกแทนด้วยทฤษฎีใหม่ที่เรียกว่า Slam-Weinberg Model ซึ่งก็พัฒนาต่อมาเป็น Standard Model นั่นเองครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 3 ก.ค. 2544 (09:19) ถ้าคุณจ้อมีเวลา รบกวนช่วยเล่าให้ฟังคร่าวว่าทฤษฎีทั้งสองเป็นอย่างไรได้มั้ยคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 3 ก.ค. 2544 (10:16) Slam Weinberg??? ^__^ Dubber (IP:155.69.1.44) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 3 ก.ค. 2544 (17:53) ผมพึ่งเคยเปิดเข้ามาดูครั้งนี้ครั้งแรกผมไม่รุ้ว่านิวทรีโนคืออะไร ทำไมจึงพากันศึกษา มันมีผลกระทบต่อพวกมนุษย์ยังใงครับ ...... คือว่ามันเป็นอย่างไง คืองง งง งงครับ เด็กภูธร (IP:203.148.214.248) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 4 ก.ค. 2544 (03:06) นิวตริโน ( neutrino ) ก็เป็นอนุภาคพื้นฐานชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าพื้นฐานก็เพราะเป็นอนุภาคที่ ประกอบขึ้นเป็นสสาร และ เป็นสื่อทำให้เกิดปรากฎการณ์ต่างๆในธรรมชาติครับ อนุภาคพื้นฐานอื่นๆ นอกจากนิวตริโนก็แสดงไว้แล้วในความเห็นที่ 4 ครับ ได้แก่ อิเล็คตรอน ( electron ) มิวออน ( muon ) เทาว์ ( tau ) และ พวกควาร์ก (quarks) ทางด้านซ้ายของตารางในความเห็นที่ 4 ซึ่งได้แก่ อิเล็คตรอน มิวออน เทาว์ และ นิวตริโนนั้น รวมเรียกว่าพวก เล็ปตอน ( Leptons ) อนุภาคพวกนี้สามารถทำอันตรกริยากันภายใต้ แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน ( Weak Nuclear Interaction ) ครับ สำหรับคำถามว่าทำไมจึงพากันศึกษานั้น ก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ล้วนเกี่ยวข้อง หรือ ประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานเหล่านี้ การศึกษาอนุภาคเล็กๆพวกนี้ ก็เหมือนกับทำการศึกษาตัวเราเองนั่นเองครับ เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติรอบๆตัวเรา เราก็สามารถที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 4 ก.ค. 2544 (17:02) Neutrino ที่มีมวลเป็น Dirac หรือ Majorana neutrino ครับ?? Anon (IP:202.28.41.1) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 5 ก.ค. 2544 (17:57) หายไปซะหลายวัน มาถึงตอนนี้ดิชั้นว่ามันชักจะยาวเกินความเข้าใจไปซะแล้วคะ ส่วนที่ซุปเปอร์คามิโอกังจับไม่ได้เป็น tau เปลี่ยนมาจาก muon neutrino rook (IP:203.146.64.177) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 18 ต.ค. 2546 (11:33) อยากให้ทาง web วิชาการ สรุปเนื้อหาวิชาฟิสิกส์ ในเนื้อหา - ไฟฟ้าสถิต และไฟฟ้ากระแสครง - แม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นแมเหล็กไฟฟ้า - ไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อเป็นแนวทางให้เด็กนักเรียนได้ศึกษา krantisa@thaimail.com (IP:202.183.129.117,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 23 เม.ย. 2548 (00:33) ไม่มีไรมากครับ ใครสนใครคุยเกี่ยวกับ มิติกาลเวลา และ ก้อนย้อนอนาคตโดยความสัมพันธ์ของ อนุภาค และเรื่องอีกมากมายที่ มนุษย์ อธิบายไม่ได้ จากต้นครับเด็ก jstp ton_phylum@hotmail.com (IP:203.113.67.7,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 10 ก.ค. 2548 (16:28) อยากรู้ประวัติของ Enrico Fermi ค่ะ แบบเป็นภาษไทยอ่ะ อิอิ (IP:61.91.117.117,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 23 ก.ค. 2548 (22:20) อ้อก กระอักเลือด ความรู้ฟิสิกส์ชักไม่พอจาใช้อ่านให้เข้าในและต้องไปพักซะหน่อย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 22 ส.ค. 2548 (11:23) ทำอย่างไรกัน http:PIM.com (IP:61.91.183.161,,) หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |