"ไฮโดรโปนิกส์" (Hydroponics)

ไฮโดรโปนิกส์" (Hydroponics)


การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน..จากโรงเรือนสู่โครงการอาหารกลางวัน




ปัจจุบันกระแสการหันมาใสใจในสุขภาพของคนไทยมีมากขึ้นเป็นลำดับ ผักปลอดสารพิษ ผักกางมุ้ง และผักไฮโดรโปนิกส์ จึงเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างแล้ว สีสันยังดูน่ารับประทาน และรสชาติดีอีกด้วย


ณ วันนี้ ผักไฮโดรโปนิกส์ นอกจากจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสุขภาพคนไทยแล้ว ยังจะเป็นหนึ่งในโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนในชุมชนใกล้เคียงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส) ที่อาจารย์อารักษ์ ธีระอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ได้วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ลงไปสู่โรงเรียน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาของชุมชน และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เทคโนโลยีและการจัดการที่ใช้ปลูกยังจะช่วยบ่มเพาะให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ รวมถึงกระตุ้นความสนใจในวิทยาศาสตร์อีกด้วย








"ไฮโดรโปนิกส์" (Hydroponics) คือการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน โดยหลักการแล้ว มี 2 แบบ คือ การปลูกในน้ำ ซึ่งบริเวณรอบๆ รากของพืชเป็นของเหลว และการปลูกในวัสดุแข็ง เช่น แกลบ ทราย ขุยมะพร้าว หินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นวัสดุปลูกที่ไม่ได้ให้ธาตุอาหารกับพืชแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นวัสดุที่ช่วยค้ำและพยุงรากนั่นเอง






ในอดีต กระแสความนิยมของการปลูกพืชแบบนี้เป็นไปเนื่องเพราะความพยายามของบริษัทนำเข้าอุปกรณ์การปลูกมากกว่าจะเป็นกระแสบริโภคนิยมอย่างแท้จริง ทำให้ผักไฮโดรโปนิกส์ซบเซาไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ด้วยคนไทยหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น กระแสการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจากผู้บริโภค เกิดตลาดรองรับ และแม้แต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็เล็งเห็นความสำคัญของการขยายตัว จึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการลงทุนด้านนี้ ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาทำมากขึ้น ก่อให้เกิดรูปแบบ เทคนิค และเทคโนโลยีในการผลิตที่หลากหลายขึ้น กลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคตามมา






อาจารย์ อารักษ์กล่าวว่า พืชที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ กว่า 90 % เป็นประเภทพืชผักที่ใช้รับประทานในชีวิตประจำวัน อาทิ ผักสลัดหรือผักกาดหอมต่างประเทศ ในอดีตที่ต้องนำเข้ากิโลกรัมละหลายร้อยบาท แต่ปัจจุบันสามารถลดการนำเข้าได้เกือบ 100 % นอกจากนี้ยังเป็นพืชผักประเภทกลุ่มผักตะวันออก เช่น คะน้า กว้างตุ้ง คะน้าฮ่องกง ผักกาดขาว เป็นต้น ซึ่งปรากฏว่ามีคนสนใจเริ่มมาทำตรงนี้มากขึ้น และมีผลตอบรับค่อนข้างดี พืชผักกลุ่มนี้ก็ตอบสนองต่อระบบนี้ได้ดี ตลาดกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผักต่างประเทศกลุ่มเดียวเท่านั้น พืชผักที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง เช่น แตงเทศหรือแตงแคนตาลูป ที่ฟาร์มมหาวิทยาลัยกำลังผลิตอยู่ ซึ่งหากปลูกในสภาพแวดล้อมปกติจะต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก มีสารพิษตกค้าง ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่หากปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ รวมทั้งสามารถควบคุมคุณภาพได้ด้วย และแม้แต่พืชผักและพืชสมุนไพร เช่น สะระแหน่ วอเตอร์เครส หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา ก็สามารถตอบสนองต่อระบบไฮโดรโปนิกส์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหญ้าเทวดา พบว่าให้ผลผลิตสูงมากเมื่อเทียบต่อตารางพื้นที่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา"






ส่วนวิธีการจัดการการดูแลผักไฮโดรโปนิกส์ ต้นทุนส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนและวัสดุปลุกซึ่งค่อนข้างสูง นอกจากนี้สภาพแวดล้อมของเมืองไทยยังไม่เหมาะสม และงานวิจัยทางด้านนี้ยังมีน้อย "…การจะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ พืชบางชนิดจำเป็นต้องปลูกในโรงเรือน เช่น แคนตาลูป ซึ่งมีแมลงศัตรูมาก การปลูกในโรงเรือนช่วยกันแมลง กันฝน กันสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงสามารถลดการใช้สารเคมีได้เกือบ 100 % ขณะเดียวกันการปลูกสลัดก็ไม่จำเป็นต้องใช้โรงเรือน เพราะเป็นพืชที่แทบจะไม่มีแมลงศัตรู เป็นต้น ดังนั้นผมคิดว่าจะใช้โรงเรือนหรือไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชมากกว่า เพราะการจัดการโรงเรือนและวัสดุปลูกเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูง โดยฝ่ายวิเคราะห์ต้นทุนของธนาคารกสิกรไทย พบว่า การจัดการโรงเรือนเป็นค่าใช้จ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณที่ลงไป แต่ถือว่าเป็นงบลงทุนซึ่งมีผลในระยะยาว ในระดับมหาวิทยาลัยเราเน้นว่าการจัดการควรเป็นเทคโนโลยีแบบง่ายๆ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุด และพัฒนาระบบและเทคโนโลยีของเราเองขึ้นมา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ประเพณีหรือวัฒนธรรมของเรา พยายามลดต้นทุนในด้านต่างๆ เช่น หาวัสดุปลูกในประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าจุดคุ้มทุนเป็นอย่างไรในการลงทุน การลงทุนในครั้งแรกอาจจะแพงกว่าการปลูกในดินแต่ในระยะยาวหรือภายใน 1 ปี ก็สามารถคืนทุนได้ ฉะนั้นจึงไม่เป็นปัญหาว่าจะเกิดการล้มเหลว แต่มีข้อแนะนำคือหากจะเริ่มก็ไม่ควรเริ่มต้นจากโครงการใหญ่ๆ ต้องลองจากขนาดเล็กๆ ก่อน เพื่อให้รู้จักวิธีการจัดการ เทคโนโลยี รวมถึงมีความเชี่ยวชาญก่อน เมื่อมั่นใจแล้วจึงขยายออกไป"






ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยม สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงได้ยากก็คือกระแสของการคัดค้าน ซึ่งเหมือนสองด้านของเหรียญอันเดียวกันที่มองต่างมุม "…มีข้อมูลเชิงลึกที่ถกเถียงกันในระดับนานาชาติ ก็คือ เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าไฮโดรโปนิกส์ใช้ปุ๋ยเคมี ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ออกมาบอกว่าน่าจะมีสารตกค้างในพืช โดยเฉพาะสิ่งที่กลัวกันที่สุดคือปุ๋ยเคมีที่เป็นพวกไนโตรเจนไนเตรท ว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพคนโดยตรง แต่ทางไฮโดรโปนิกส์ ก็แย้งว่าถ้าคุณมีความรู้ทางด้านวิชาการ จะรู้ว่าการตกค้างของสารไนโตรเจนไนเตรทแทบจะไม่มีเลย หรือมีก็ไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เราใช้ปุ๋ยเคมีจริง แต่คนที่กินผักไม่ได้กินสารเคมีโดยตรง เพราะว่ามันต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน เปลี่ยนสภาพมาเป็นเนื้อเยื่อเป็นอะไรต่างๆ จึงค่อนข้างมั่นใจว่าเราสามารถตอบคำถามตรงนี้ได้ และในฐานะนักวิชาการที่คลุกคลีอยู่ ผมยืนยันได้ว่าปลอดภัยแน่นอน ไม่ต้องกลัวเรื่องสารพิษตกค้าง ไม่มีแน่นอนคน เพราะฉะนั้นคนที่ทำไฮโดรโปนิกส์จึงไม่กังวลกันมากนักถ้าต้องสู้กันด้วยหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเป็นเรื่องของกระแสการบลั๊พกันก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริง ก็ต้องให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินว่าจะเชื่อฝ่ายไหน"






การปรับแปลง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ชุมมชนถือเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญของมหาวิทยาลัย โดยอาจารย์อารักษ์ได้เริ่มเข้าไปมีบทบาทในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาการวิจัยไปสู่ชมชนโดยรอบ ด้วยการเข้าไปส่งเสริมให้โรงเรียนได้ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เพื่อเป็นโครงการอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียน "…โครงการนี้เกิดจากการที่เราทำวิจัยได้ระดับหนึ่ง โดยเริ่มจากการทำวิจัยที่เน้นเป็นเชิงธุรกิจขนาดเล็กที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจขนาดเล็กและเกษตรกรผู้สนใจ เป็นการหาคำตอบในทุกๆ ด้าน เช่น ต้นทุน เทคโนโลยี ซึ่งมีผู้สนใจมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้โรงเรียนต่างๆ ก็สนใจจะทำผักไฮโดรโปนิกส์ แต่ยังขาดความรู้และเทคโนโลยี จึงมีการประสานงานและศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้น ปรากฏว่า โรงเรียนต่างๆ ให้ความสนใจ เบื้องต้นในภาคการศึกษาที่ 1/2544 เราเข้าไปส่งเสริมจำนวน 20 โรงเรียนในเขตอำเภอด่านขุนทดก่อน โดยการสำรวจ รับทราบปัญหาและอุปสรรค อบรมครูและผู้บริหารเพื่อถ่ายทอดต่อให้นักเรียน ผลิตวีดีทัศน์เพื่อให้สามารถศึกษาด้วยตัวเองได้ ผลิตชุดปลูกเริ่มต้นแจกฟรี หลังจากนั้นจะติดตามประเมินผลเป็นระยะๆ ว่าสิ่งที่ได้อบรมถ่ายทอดไป เมื่อโรงเรียนไปทำเองผลเป็นอย่างไร คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน โดยได้รับการสนับสนุนจาก สวทช.






"โครงการนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมโครงการอาหารกลางวันแล้ว ยังเป็นการให้เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปด้วยอีกทางหนึ่ง ที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้จริง ได้เรียนรู้ ทดลองทำ ได้ประสบการณ์ สนุกที่จะเรียนรู้ และเกิดความสนใจในวิทยาศาสตร์ในที่สุด นอกจากนี้ ยังจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน มีการเชื่อมโยงกับชุมชน นอกจากนี้ผลพลอยของโครงการนี้ ต่อไปหากโรงเรียนอื่นๆ สนใจก็อาจไปศึกษาจากโรงเรียนในโครงการได้ รวมถึงโรงเรียนเองอาจทำหน้าที่เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร โดยที่มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น ก็จะเป็นประโยชน์หลายต่อ สำหรับหน่วยงานหรือผู้สนใจข้อมูลทางด้านไฮโดรโปนิกส์เรายินดีให้คำปรึกษาเต็มที่" อาจารย์อารักษ์กล่าวในที่สุด






ในยุคของการพึ่งพาเทคโนโลยี เราคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไฮโดรโปนิกส์ก็เช่นเดียวกัน อาจดูใหม่และไกลเกินเอื้อมสำหรับบางคน แต่ ณ วันนี้ เทคโนโลยีนี้จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมันกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในการบ่มเพาะและพัฒนาเยาวชนของชาติให้เข้าสู่ขั้นตอนของการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริง รวมถึงการเชื่อมโยงชุมชนและโรงเรียนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป…


ความคิดเห็นที่ 75


8 ก.ค. 2554 18:18
  1. ข้อเสีย 1.ใช้เงินในปริมาณมาก 2.พืชบางชนิดปรับตัวไม่ทัน ประโยชน์ 1.ช่วยให้มีสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้มากขึ้นสำหรับการเติบโตของพืช แทนที่จะเป็นการใช้ดินอย่างเดิม ทำให้กำจัดตัวแปรที่ไม่ทราบออกไปจากการทดลองได้จำนวนมาก 2.พืชหลายชนิดจะให้ผลผลิตได้มากในเวลาที่น้อยกว่าเดิม และบางครั้งก็มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิมด้วย ซึ่งในสภาพแวดล้อมและสภาพการเศรษฐศาสตร์หนึ่งๆ การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จะให้ ผลกำไรแก่เกษตรกรได้มากขึ้น และด้วยการปลูกที่ไม่ใช้ดิน จึงทำให้พืชไม่มีโรคที่เกิดในดิน ไม่มีวัชพืช และไม่ต้องจัดการดิน 3.สามารถปลูกพืชใกล้กันมากได้ ด้วยเหตุนี้พืชจึงให้ผลผลิตในปริมาณที่มากกว่าเดิม ขณะที่ใช้พื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังมีการใช้น้ำน้อยมาก เพราะมีการใช้ภาชนะหรือระบบวนน้ำแบบปิด เพื่อหมุนเวียนน้ำ เมื่อเทียบกับการเกษตรแบบเดิมแล้ว นับว่าใช้น้ำเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ด้วยคุณภาพที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ไฮโดรโปนิกส์มีประโยชน์กับการปลูกพืชที่ไม้ใช่วิธีการแบบเดิมๆ ***ไฮโดรโปนิกส์จะทำให้สถานีอวกาศ หรือ ยานอวกาศ สามารถปลูกพืชไร้ดินได้เอง และคุณสมบัติ ดังกล่าวนี้ทำให้ไฮโดรโปนิกส์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพืชโดยการการควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้มากที่สุด และมีความหนาแน่นสูงสุดนั่นเอง***

ความคิดเห็นที่ 73

orisa
5 ก.ค. 2552 15:44
  1. Hydroponics ศูนย์สาธิตสัมมนาวิชาการและปลูกพืชไร้ดินโดย  - maps.google.comhydroponics ศูนย์สาธิตสัมมนาวิชาการและการปฏิบัติการปลูกพืชไร้ดิน http://pakhydro.blogspot.com www.itmstrade.com Orisa Tel 0813732955

ความคิดเห็นที่ 72

orisa
5 ก.ค. 2552 10:53
  1. ประจำปี 52วันอาทิตย์วันอาทิตย์ 21 มิถุนายน 2552วันอาทิตย์ 19 กรกฎาคม 2552วันอาทิตย์ 16 สิงหาคม 2552วันอาทิตย์ 13 กันยายน 2552วันอาทิตย์ 11 ตุลาคม 2552วันอาทิตย์ 15 พฤศจิกายน 2552วันอาทิตย์ 13 ธันวาคม 2552เขียนโดย orisa ที่ 17:06 น. 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้ www.itmstrade.comhttp://pakhydro.blogspot.comhttp://HydroponicsSME.blogspot.com

                                          

     

     


ความคิดเห็นที่ 70

orisa
31 มี.ค. 2552 15:04
  1. การปลูกพืชพืชโดยไม่ใช้ดินกับการศึกษา การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน โดยเฉพาะชุดเล็ก (ที่เป็นชุดปลูกสำเร็จรูปหรือผลิตขึ้นเอง) จะเหมาะสำหรับการศึกษาทดลองของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไป แต่ถ้าเป็นการปลูกเชิงการค้าจะมีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีและหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการควบคุมการผลิต เขียนโดย orisa ที่ 14:27 น.

ความคิดเห็นที่ 69

orisa
31 มี.ค. 2552 14:57
  1. การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินกับการผลิตพืชเชิงธุรกิจ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินสามารถใช้ได้กับพืชหลากหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการปลูกพืชแต่ละชนิด ตั้งแต่ผัก (ผักจีน ผักไทย ผักฝรั่ง) พืชสมุนไพร ไม่มงคล พรรณไม้น้ำ ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ พืชไม้เลื้อย ไปจนถึงพืชยืนต้นสำหรับการผลิตเชิงธุรกิจ ในภาพรวมส่วนมากนิยมปลูกพืชจำพวกผักและไม้ผลที่เป็นพืชที่เก็บเกี่ยวช่วงอายุสั้นโดยเฉพาะผักเมื่อพิจารณาในเรื่องของส่วนที่ใช้ประโยชน์คือผักใบ ผักผล ผักดอกและลำต้น ผักราก และหัว ผักเมล็ดและถั่วสดชนิดต่าง ๆ และผัก ซึ่งผู้ผลิตสามารถนำไปพิจารณาผลิดในรูปอุตสาหกรรมแบบครบวงจรได้เป็นอย่างดี เขียนโดย orisa ที่ 14:31 น.

ความคิดเห็นที่ 68

orisa
31 มี.ค. 2552 14:56
  1. การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินกับการเพิ่มศักยภาพในการจัดการการผลิต การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินสามารถ "ผลิตพืชได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี" และ "สามารถเพิ่มรอบการผลิต" ได้มาก "อายุสั้น" และ "คุณภาพสูง" กว่าการปลูกพืชบนดิน เนื่องจากมีการจัดการที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อพืชได้ เช่น การจัดการสารอาหารและการอนุบาลต้นกล้า เป็นต้น ในขณะที่พืชที่ปลูกบนดินมีขีดจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพภูมิอากาศและการใช้พันธุ์เฉพาะจึงทำให้พืชส่วนมากสามารถปลูกได้ดีในฤดูหนาวอันเป็นฤดูที่มีผลผลิตออกมาล้นตลาด เขียนโดย orisa ที่ 14:31 น.

ความคิดเห็นที่ 67

orisa
31 มี.ค. 2552 14:48
  1. การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินกับสุขอนามัยและการบริโภคผักโภชนาการสูง ข้อดีที่ถือว่าเป็นจุดแข็งของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินก็คือไม่เปื้อนดินและปลอดภัยจากสารพิษผลผลิตที่ได้จึงมีความสะอาดกว่าการปลูกโดยใช้ดิน นอกจากนี้ยังให้ความสุขตาเพลินใจแก่ผู้ปลูกและผู้ที่พบเห็น ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็มีความสวยงามน่ารับประทานและมีรสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูรและปลอดจากสารพิษตกค้าง เรียกได้ว่าพืชที่ปลูกจะเป็นทั้ง "อาหารตา อาหารใจ และอาหารปาก" โดยเฉพาะผักสดจะมีความนุ่มและกรอบว่า ผักที่ปลูกบนดินตามธรรมชาติเข้าลักษณะ "อาหารสะอาด รสชาติดี" หรือ "Clean Food Good Taste" ที่ยอมรับกันในระดับสากล โดยเฉพาะกลุ่มชนที่นิยม "กินเจ" หรือรับประทานอาหารมังสวิรัติทั่วโลก เขียนโดย orisa ที่ 14:28 น.

ความคิดเห็นที่ 66

orisa
31 มี.ค. 2552 14:45
  1. การจัดการเพื่อลดไนเตรตตกค้างในพืช การลดความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารพืชลง เช่นลดลงเหลือ 1 ใน 4 ของการให้ความเข้มข้นตามปกติก่อนการเก็บเกี่ยว 1 สัปดาห์อย่าให้สารละลายธาตุอาหารพืชขาดธาตุโมลิบดินัม ให้พืชได้รับธาตุอาหารอื่นๆ อย่างพอเพียงโดยเฉพาะ "โมลิบดินัม" เนื่องจากโมลิบดินัมเป็นธาตุที่ช่วย (หรือโคแฟคเตอร์) ในหารทำงานของเอนไซม์ไนเตรตรีดักเตส ดังนั้นอย่าให้พืชขาดธาตุโมลิบดินัมเพราะจะทำให้ความสามารถในการทำงานเพื่อลดการสะสมของไนเตรตของพืชลดลงการจัดการแสง ให้พืชได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่หรือลดการพลางแสงก่อนการเก็บเกี่ยว 1 สัปดาห์เพราะเอนไซม์ไนเตรตรีดักเตสจะถูกกระตุ้นด้วยแสงแดดให้เอนไซม์ทำงานการให้น้ำแทนการให้สารละลายธาตุอาหารพืช ถ้ายังไม่มั่นใจผลจากการปฏิบัติทั้ง 3 ข้อ ข้างต้นก็ควรลดความเข้มข้นของสารละลายลงในสัปดาห์สุดท้ายและให้น้ำเปล่าหรือน้ำประปาแทนการให้สารละลายก่อนเก็บเกี่ยว 1-2 วัน ดังเช่นผู้ผลิตในบางประเทศของยุโรปและในประเทศญี่ปุ่น นิยมปฏิบัติกันแต่ถ้าใช้หลักการนี้กับการปลูกแคนตาลูปอาจทำให้ความหวานลดลงได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยงานวิจัยรองรับอนึ่ง การสะสมไนเตรตนี้มิใช่จะเป็นปัญหาเฉพาะพืชที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินเท่านั้น การปลูกพืชบนดินก็สามารถเกิดปัญหาดังกล่างได้เช่นกันถ้ามีการใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก (เช่นแอมโมเนียมไนเตรต) ก่อนการเก็บเกี่ยวโดยที่ไนเตรตที่พืชดูดเข้าไปสะสมในเยื่อที่ยังไม่เปลี่ยนรูปเป็นสารประกอบอินทรีย์ไนโตรเจน เช่น กรดอมิโนและโปรตีน ดังนั้นจึงไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเมื่อใกล้เก็บเกี่ยวพืช เขียนโดย orisa ที่ 14:40 น.

ความคิดเห็นที่ 65

orisa
30 มี.ค. 2552 14:51
  1. ความปลอดภัยต่อผูบริโภคผักไม่ใช้ดิน การปลูกพืชไม่ใช้ดินเป็นการนำสารละลายธาตุอาหารมาละลายโดยให้ธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อความต้องการของพืช ซึ่งในการดูดธาตุอาหารเข้าสู่พืชก็เป็นรูปอิออน เช่นเดียวกับการปลูกพืชในดินแต่ต่างกันตรงพืชที่ปลูกในดินจะต้องอาศัยจุลินทรีย์มาเปลี่ยนรูปของธาตุให้มาอยู่ในรูปอิออนก่อนที่พืชจะดูดเข้าไป ซึ่งบางครั้งหากในดินมีธาตุโลหะหนัก เช่น ดีบุก แคดเมี่ยม ซึ่งเป็นพิษต่อผู้บริโภคจุลินทรีย์ก็เปลี่ยนให้พืชสามารถดูดธาตุเข้าไปได้ แต่ในขณะการปลูกพืชไม่ใช้ดินเราสามารถควบคุมธาตุที่มีความจำเป็นเฉพาะการเจริญเติบโตของพืชและความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชไม่ใช้ดินส่วนใหญ่จะให้ธาตุในรูปของไนโตรเจนเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช ทำให้มีโอกาสสะสมไนเตรทในผักสูงซึ่งสารไนเตรท จะถูกรีดิวส์ให้กลายเป็นไนไทรต์ (NO -2) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค Methemoglobinemia ของเด็กทารกและยังอาจเปลี่ยนแปลงเป็นไนโทรซามีน (Nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง แต่อย่างไรก็ตามปัญหานี้สามารถป้องกันได้โดยเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยในรูปเกลือคลอไรด์(เช่น โพแทสเซียมคลอไรด์) แทนรูปเกลือไนเตรท หรือกรณีต้องใช้ปุ๋ยที่มีไนเตรท ตลอดจนใช้ปุ๋ยไนโตรเจนรูปอื่น ๆ ก็ต้องให้ใช้ในอัตราที่เหมาะสม หรือควรหยุดใส่ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ การให้ธาตุอาหารอย่างเพียงพอ เช่น กำมะถัน และโมลิบดินัม เพื่อให้ขบวนการใช้ปุ๋ยสมบูรณ์ไม่ตกค้างเหลืออยู่ก็เป็นทางออกที่แก้ไขได้ อย่างไรก็ตาม ไรเตรทจะมีการสลายตัวได้เมื่อได้รับแสงแดดเต็มที่ ซึ่งประเทศไทยเป็นเมืองร้อน มีแสงแดดที่มากอยู่แล้วทำให้ปริมาณของการสะสมไนเตรทในพืชสลดลงจึงไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป แต่หากป้องกันได้โดยวิธีที่กล่าวมาก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในการบริโภคมากยิ่งขึ้น เขียนโดย orisa ที่ 1:11 น. 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ความคิดเห็นที่ 64

orisa
29 มี.ค. 2552 17:38
  1. [[138056]] รูปแบบการปลูกพืชไม่ใช้ดิน ในการปลูกไม่ใช้ดิน อาจจำแนกได้หลายรูปแบบ โดยจำแนกได้ดังนี้1. การปลูกในสารละลาย (Water culture)ซึ่งเรียกว่าการปลูกแบบ Hydroponics โดยแบบนี้สามารถจำแนกได้ 2 รูปแบบ คือ1.1 แบบน้ำไหลเวียน โดยอาจไหลผ่านรางปลูกแบบฟิล์มบางเรียกว่า Nutrient film Technique (NFT) และน้ำลึกประมาณ ( ประมาณ 5 – 10 ซม.) ไหลผ่านรางปลูก เรียกว่า Deep Flow Technique (DFT) ซึ่งทั้ง 2 แบบ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเป็นรูปการค้ามากขึ้นเนื่องจากมีการจัดการที่ไม่ยุ่งยากและสามารถตอบสนองในการเจริญเติบโตของพืชค่อนข้างมาก1.2 แบบน้ำซึมเข้าสู่ระบบรากพืช (passive system) โดยอาจทำได้โดยปลูกพืชแล้วมีส่วนที่เป็นท่อนำสารละลายปุ๋ยให้ได้สัมผัสกับรากพืช เช่นปลูกในภาชนะ 2 ชั้น โดยมีส่วนขังน้ำด้านล่างและด้านบน มีวัสดุปลูกมีส่วนดูดน้ำขึ้นไป ซึ่งเรียกว่าแบบ Capillary system อีกแบบคือ ให้รากพืชสัมผัสกับรากโดยตรงคล้ายกับแบบ Deep flow Technique แตกต่างตรงที่น้ำไม่หมุนเวียนแต่จำเป็นต้องเติมปริมาณก๊าซออกซิเจนลงไปละลายกับปุ๋ยซึ่งเรียกแบบนี้ว่า Float root system แบบนี้จะนิยมใช้ในการศึกษาพืชปลูกในสารละลายในช่วงแรกแต่กรณีปลูกทางการค้าจะประยุกต์ให้มีการไหลเวียนของน้ำเช่นเดียวกับแบบ NFTแบบ Float root system2. การปลูกโดยพ่นสารละลายใต้โคนรากพืช (Aeroponics)โดยมีการควบคุมให้รากพืชสัมผัสสารละลายต่อเนื่องตลอดที่ต้นพืชต้องการ การปลูกพืชโดยพ่นสารละลายในอากาศทำให้ต้นพืชมีการเติบโตค่อนข้างดี แต่มีปัญหาอาจทำให้รากพืชแห้ง และยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตได้ถ้าหากไม่ศึกษาสภาพแวดล้อมดีพอ การปลูกแบบ Aeroponics อาจนำมาประยุกต์ในการขยายพันธุ์พืชและใช้ในการศึกษาทางสรีรวิทยาของต้นพืชในสภาพแวดล้อม ของแต่ละท้องที่3. การปลูกโดยใช้วัสดุปลูก (Substrate culture)ในการปลูกแบบนี้สามารถปลูกได้หลายรูปแบบ โดยพิจารณาจากวัสดุที่ใช้ปลูก ซึ่งจำแนกได้ดังนี้3.1 วัสดุปลูกที่เป็นอินทรีย์ (Organic subsstrate) เป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ เช่น ขี้เลื่อยแกลบ ถ่าน เปลือกไม้ ฮิวมัส ปุ๋ยหมักต่างๆ 3.2 วัสดุปลูกทีเป็นอนินทรีย์ (Inorganic substrate) โดยใช้วัสดุที่เป็นพวก ทราย กรวดฟองน้ำ การปลูกโดยไม่ใช้ดินแบบใช้วัสดุปลูกจะปฏิบัติหลักการเดียวกับการให้นำปุ๋ยระบบน้ำแต่ต่างกันตรงที่ใช้แล้วจะให้ไหลกลับมาสู่ถังเก็บและปรับสภาพให้เหมาะสมในการปลูกพืชต่อไป การปลูกแบบนี้เหมาะสมกับบ้านเราในการปลูกพืชหัวโดยเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับพวก กระเจียว ซ่อนกลิ่น ฝรั่งและผัก เช่น พริก มะเขือพืชที่จำเป็นต้องการให้ยึดโยงต้นให้แข็งแรง เช่น มะเขือเทศ แตงกวา หรือไม้ยืนต้น และไม่เหมาะในการปลูกในพื้นที่ที่มีลมพัดแรง ๆ 4. การปลูกแบบระบบ DFT (Deep Flow Technique)การปลูกแบบระบบให้สารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืชในราง / ท่อ / ถาดปลูกระดับลึก (Deep Flow Technique) DFT วิธีนี้จะนำต้นกล้าที่ปลูกบนแผ่นโฟม มาปลูกบนวัสดุปลูกที่เป็น 3.ท่อปลูกแล้วให้สารละลายธาตุอาหารลึกกว่า 2 แบบแรกที่กล่าวมาปกติแล้วถาดปลูกมักทำด้วย 1.โฟมขึ้นรูปเป็นตัว (U) คล้ายกล่อง 2. ท่อทรงกลมเพื่อใส่สารละลายธาตุอาหารพืช มีฝาปิดเรียกว่า แผ่นปลูกเพื่อรองรับต้นกล้าที่เพาะในฟองน้ำ หรือ เพาะในถ้วยเพาะถ้าเป็นรางปลูกที่ทำจากท่อ และใช้กล้าที่เพาะในถ้วยเพาะจะสามารถให้สารละลายทั้งแบบหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องหรือให้เป็นระยะ ๆ แบบท่วมขังในท่อลึกประมาณ 3 – 5 เซนติเมตร(โดยน้ำจะท่วมรากพืชในถ้วยบางส่วน) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเมื่อ “ระบบไฟฟ้าขัดข้อง” เพราะรากพืชยังสามารถใช้น้ำหรือสารละลายที่ท่วมขังอยู่ในรางปลูกได้อันเป็นเหตุผลของการปลูกระบบนี้ถ้าเป็นถาดปลูกก็จะมีลักษณะคล้ายอ่าง สามารถใส่สารละลายธาตุอาหารได้ลึกประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร แล้วให้สารละลายธาตุอาหารพืชแบบหมุนเวียนการปลูกโดยใช้ถาดปลูกจะเหมือนกับการปลูกพืชแบบลอยน้ำ (Float system) ซึ่งเป็นระบบที่ปลูกได้ดีในที่ที่มีแดดจัด การปลูกโดยวิธีนี้จะมีช่องว่างระหว่างแผ่นปลูกกับสารละลายธาตุอาหารพืช ประมาณ 12 – 25 มิลลิเมตร เพื่อให้รากพืชบางส่วนถูกอากาศและบางส่วนจุ่มแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารซึ่งช่องว่างนี้สารมารถปรับลดได้ตามอายุของพืช โดยมีหลักว่า 1.ให้รากส่วนบริเวณตรงโคนจากส่วนที่เป็นแผ่นปลูกในช่องว่างก่อนที่จะจุ่มลงในสารละลายธาตุอาหารได้สัมผัสกับอากาศเป็น “รากอาหาร (Oxygen roots หรือ Aero roots)” เพื่อดูดอากาศ2.รากส่วนที่จุ่มอยู่ในสารละลายธาตุอาหารทำหน้าที่ดูดน้ำและธาตุอาหารขึ้นไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตของพืชเป็น “รากอาหาร (Water nutrient roots)” ดังนั้น พืชจึงได้รับทั้งอากาศและอาหารเพื่อการเจริญเติบโต (ซึ่งมีส่วนของรากอากาศประมาณ 12 – 25 มิลลิเมตร) 4.1. ระบบ DFT หรือ Deep Flow Technique แบบปลูกในรางปลูกDeep Flow Technique Deep Flow Technique คือ การปลูกแบบระบบให้สารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืชในระดับลึก ในรางปลูกระบบนี้ จะนำต้นกล้าที่เพาะโดยใช้เพอร์ไลท์ผสมกับเวอร์มิพูไลท์มาปลูกในรางปลูก ซึ่งรางปลูกทำจากท่อพีวีซีทรงกลมแล้วให้สารละลายธาตุอาหารในระดับลึกระบบ DFT เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาจากระบบ NFT เพื่อแก้ปัญหาเมื่อ “ระบบไฟฟ้าขัดข้อง” เพราะรากพืชยังสามารถใช้น้ำหรือสารละลายที่ท่วมขังอยู่ในรางปลูก4.2 ระบบ DFT หรือ Deep Flow Technique แบบปลูกในถาดปลูก.Deep Flow Technique Deep Flow Technique คือ การปลูกแบบระบบให้สารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืชในระดับลึกในถาดปลูก ระบบนี้จะนำต้นกล้าที่เพาะในฟองน้ำบรรจุลงถ้วยปลูกมาปลูกบนแผ่นปลูกที่ทำด้วยโฟมที่วางอยู่บนถาดปลูก แล้วให้สารละลายธาตุอาหารในระดับลึก โดยมีวัสดุปรับระดับความลึกของสารละลายระบบ DFT แบบนี้เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเมื่อ “ระบบไฟฟ้าขัดข้อง” เพราะรากพืชยังสามารถใช้น้ำหรือสารละลายที่ท่วมขังอยู่ในถาดปลูกคุณลักษณะของระบบปลูก 1. ระบบ DFT แบบปลูกในถาดปลูก มีขนาด 0.65 x1.35 เมตร ปลูกผักจีนได้ ถาดละ 60-100 ถ้วยปลูก ปลูกผักสลัดได้ถาดละ 20 ถ้วยปลูก ถาดปลูกผลิตด้วยพลาสติก ชนิด POLYPROPYLENE(PP) ได้รับการยอมรับ จาก Greenpeace ว่าเป็นความหนาแน่นสูงด้วยระบบ INJECTION MOULDING พลาสติก ชนิด POLYPROPYLENE(PP) ได้รับการยอมรับ จาก Greenpeace ว่าเป็น plastic ที่สะอาดมากที่สุดชนิดหนึ่ง2. ตัวชุดปลูกสามารถใช้แบบอเนกประสงค์คือ ใช้เป็นถาดเพาะกล้า ถาดอนุบาลกล้าและถาดปลูก ที่สำคัญคือสามารถต่อเป็นชุดปลูกแบบเป็นแถวได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน3. การเพาะและอนุบาลกล้า ทำการเพาะกล้าเมื่อเมล็ดงอกดีแล้วก็ย้ายลงสู่แปลงอนุบาล ก่อนย้ายลงสู่แปลงปลูก4. ตัวอย่างพืชที่ปลูก สามารถปลูกได้ทั้งผักฝรั่ง คือ ผักสลัด ผักไทย และผักจีน เขียนโดย orisa ที่ 1:25 น. 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ความคิดเห็นที่ 61

bangkoksingle
24 มี.ค. 2552 07:40
  1. [[136803]]

    แนะนำเว็บเสนอเทคโนโลยีทางการเกษตรแนะนำขั้นตอนการปลูกผักไม่ใช้ดิน (Hydroponics) http://www.bangsaiagro.com


ความคิดเห็นที่ 59

orisa
8 มี.ค. 2552 18:33
  1. ข้อเด่น และข้อด้อย ข้อเด่นและข้อด้อย ในการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินข้อเด่น1. สามารถปลูกพืชได้ทุกที่ที่มีสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมเช่น ตามระเบียงอาคารและพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกพืชทางดินได้ เช่น ดินเค็ม2. ประหยัดพื้นที่ปลูกโดยกำหนดระยะปลูกในระยะชิดได้ตามที่เราออกแบบไว้3. สามารถดูแลได้ทั่วถึงเรื่องจากมีการสร้างระบบที่ง่ายต่อการควบคุมและสามารถป้องกันโรคและแมลง หรือศัตรูพืชอื่น ๆ ได้4. ไม่มีปัญหาในการกำจัดวัชพืชในพื้นที่ปลูก5. ไม่ต้องเตรียมพื้นที่ปลูกโดยไถพรวน สามารถลดการทำลายหรือการชะล้างหน้าดิน6. ประหยัดน้ำ และปุ๋ย เพราะสามารถควบคุมได้ตามที่ต้นพืชต้องการ7. มีผลผลิตสม่ำเสมอและอายุเก็บเกี่ยวเร็วขึ้นเนื่องจากพืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้อย่างสม่ำเสมอ8. ผลผลิตมีความสะอาด สด คุณภาพดี9. เด็ก ผู้หญิง คนชรา คนพิการ สามารถทำได้10. สามารถนำไปปลูกบนเรือนเดินสมุทรหรือบนดาวเทียมได้ข้อด้อย1. ในทางปฏิบัติอาจทำได้ไม่กว้างขวางเนื่องจากปัจจุบันยังอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ2. ผู้ปลูกต้องมีความรู้อย่างแท้จริงต่อพืชที่ปลูกและเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหาร น้ำ ต้นพืช3. ความหลากหลายของพืชที่ปลูกแบบไม่ใช้ดินยังมีน้อยในบ้านเรา4. ปัญหาพื้นที่ที่มีพายุต้องมีการสร้างโรงเรือนป้องกันลม กรณีถ้ามีลมพัดแรงมากจำเป็นต้องมีการค้ำยัน เนื่องจากการยึดต้นของรากไม่แข็งแรงเช่นเดียวกับการปลูกลงดิน5. เงินลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสูง6. ปัญหาในด้านการตลาดยังไม่กว้าง เนื่องจากเป็นการปลูกผักต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่และในปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคยังจำกัดอาจทำให้เกิดปัญหาด้านการตลาดที่ทำให้ราคาลดลงเรื่อย ๆ เขียนโดย orisa ที่ 0:05 น. ติดต่อ: 0813732955http://pakhydro.blogspot.com/ [[133724]]

ความคิดเห็นที่ 58

orisa
8 มี.ค. 2552 11:16
  1. Hydroponicshttp://www.itmstrade.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5372517&Ntype=6

    [[133691]]

ความคิดเห็นที่ 57

orisa
8 มี.ค. 2552 11:14
  1. http://pakhydro.blogspot.com/opatara9@hotmail.com Tel. 0813732955บริการติดตั้งระบบ Hydroponics และให้คำแนะนำการปลูกพืชไร้ดินในประเทศ และต่างประเทศค่ะ

    SMART BOX      :  สำหรับผู้อยู่อาศัยในอพาร์ทเม้นท์ หรือคอนโคมิเนียม     

    PTC-01                 :  สำหรับครัวเรือนขนาดเล็ก หรือสถานศึกษา        

    PTC-05                  : สำหรับสถานศึกษา หรืองานดิเรกPTC-H                   : สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่  เพื่อผลิตเชิงพานิชย์     PTC เอนกประสงค์      :  ซุ้ม เรือนเพาะแปลงผัก แปลงผักริมรั๊ว                    

    [[133690]]

ความคิดเห็นที่ 54

orisa
1 มี.ค. 2552 21:29
  1. [[132671]] http://pakhydro.blogspot.com

ความคิดเห็นที่ 53

kannikasasi
6 พ.ย. 2551 19:44
  1. อยากทราบว่ามีอุปกรณ์อะไรมั่งอ่ะคะคือเอาที่ต้นทุนน้อยที่สุดอ่ะคะเพราะว่าตอนนี้ทำโครงงานอยู่  งบน้อย


ความคิดเห็นที่ 52

(โจ๊ย)
29 ก.ย. 2551 13:16
  1. กำลังสนใจ อยากทราบต้นทุนและระยะเวลาการคืนทุน และแหล่งข้อมูลในการทำไฮโดรโปนิกอย่างละเอียด ถ้าได้รูปภาพประกอบด้วยก็ดี stp_ttc@windowlive.com

ความคิดเห็นที่ 51

mod_z
13 ก.ค. 2551 12:27
  1. การปลูผักโดยไม่ใช้ดินนี้ ชั่งน่าสนใจจริงๆ น่ะคับ ว่าแต่มีคนสนใจเยอะขนาดนี้ แล้วต่อไปประเทศไทยคงจะมีแต่ผักปลอดสารพิษ รับประทานกันน่ะคับ(ขอให้เป็นอย่างนั้น) เพราะฉะนั้นแล้ว ผมว่าน่าจะช่วยกัน ใช้ของไทยกินของไทยน่ะคับ

ความคิดเห็นที่ 49

17 ก.พ. 2549 09:25
  1. อยากทราบต้นทุนและระยะเวลาการคืนทุน และแหล่งข้อมูลในการทำไฮโดรโปนิกอย่างละเอียด เพื่อการค้า

ความคิดเห็นที่ 48

15 ก.พ. 2549 20:29
  1. แนะนำเว็บ thaimeehydrofarm.com

ความคิดเห็นที่ 47

14 ม.ค. 2549 11:41
  1. ควรจะมีข้อมูล ข้อดีเเละข้อเสียจากการปลูกพืชแบบ ไฮโดรโปนิกส์ ด้วยจะดีมากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 46

3 ม.ค. 2549 14:19
  1. อยากรู้วิธีการปลูกพืชแบบ hydroponic Culture นะ ด่วนนะค๊า

ความคิดเห็นที่ 45

18 ธ.ค. 2548 00:26
  1. กำลังสนใจทำ ปัญหาพิเศษ เรื่องต้นทุนและผลตอบแทนของ การปลูกผักระบบไฮโดรโพนิค อยากได้ข้อมูลมากๆช่วยส่งให้ที ตามอีเมลล์ powerjune@hotmail.com ขอบคุณที่สุด

ความคิดเห็นที่ 44

23 พ.ย. 2548 19:22
  1. พี่ ช่วยนู๋หน่อย นู๋กำลังทำโครงการนี้อ่ะพี่ ช่วยหน่อยเถอะค่ะพี่ว่าต้องทำไงบ้างอ่ะคะ T^T

ความคิดเห็นที่ 43

27 ก.ย. 2548 13:52
  1. เคยปลูกแล้วค่ะ ปลูกง่าย แต่ลงทุนสูง และขายยากด้วยเพราะคนรู้จักน้อย พอเห็นราคาแล้วก็ไม่กล้าซื้อ ไม่ทราบว่าจะหาตลาดที่ไหนได้บ้างคะ

ความคิดเห็นที่ 42

10 ส.ค. 2548 12:01
  1. อยากทราบวิธีการในการปลูกผักระบบไฮโดรโพนิค ช่วยแนะนำข้อมูลด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 41

10 ส.ค. 2548 12:01
  1. อยากทราบวิธีการในการปลูกผักระบบไฮโดรโพนิค ช่วยแนะนำข้อมูลด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 40

1 ส.ค. 2548 08:17
  1. ผมอยากปลูกพืชไร้ดินแต่ยังไม่มีขอมูลต้องทำไงครับ อยากทำเองทั้งหมดไม่เอาชุดคิดอ่ะ จะหาขอมูลได้ที่ไหนครับ ใครรู้ลบกวนเมล์บอกที่ที view_men1@hotmail.com

ความคิดเห็นที่ 39

27 ก.ค. 2548 14:05
  1. ต้องการทราบวิธีการปลูลผักพร้อมรูปภาพ

ความคิดเห็นที่ 38

18 ก.ค. 2548 15:46
  1. อยากทราบถึงวัสดุ-อุปกรณืที่ใช้ทำ ขนาด ลักาณะการทำงานของระบบหมุนเวียนน้ำ (สารละลายต่างๆ) การคำนวนปู๋ย สูตรปุ๋ย และชนิดของพืชปลูก

ความคิดเห็นที่ 37

14 ก.ค. 2548 09:38
  1. อยากทราบสูตรทำปุ๋ยในการปลูกพืชไม่ใช้ดินครับ

ความคิดเห็นที่ 36

25 พ.ค. 2548 08:43
  1. อยากรู้การปลูกครับ

ความคิดเห็นที่ 35

17 พ.ค. 2548 23:48
  1. กำลังทำโครงงานเรื่องผักปลอดสารพิษปลูกกินเองได้โดยระบบไฮโดโปนิก ....ไม่มีประสบการอะไรเลย...เห็นแล้วน่าทำมาก..อยากทราบปัญหาทุกท่านช่วยเมล์มาบอกทีรับฟังทุกเรื่อง..ที่น่าจะประสานต่อให้ได้...มีข้อมูลอยู่ที่ตัวแต่ไม่แน่ใจว่าทุกท่านประสบปัญหาอะไรกันบ้าง....ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 33

8 ก.พ. 2548 22:14
  1. แนะนำเว็บ ปลูกผักไม่ใช้ดินครับ http://www.bangsaiagro.com

ความคิดเห็นที่ 32

31 ม.ค. 2548 16:32
  1. เก่งมากคะ

ความคิดเห็นที่ 31

25 ม.ค. 2548 14:28
  1. พอมีข้อมูลการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มากับการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ไหมค่ะ อยากทราบมากๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 30

17 ม.ค. 2548 16:38
  1. ต้องการทราบว่าผักที่ปลูกไฮโดรโปนิกส์มีคุณภาพดีกว่าผักที่ปลูกปกติกอย่างไร(ในด้านสรีรวิทยาของผัก)

ความคิดเห็นที่ 28

20 ธ.ค. 2547 20:47
  1. อยาทราบว่ามีบริษัทใดบ้างที่ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นอกจาก เกษตรกรรมบางไทร

ความคิดเห็นที่ 26

29 พ.ย. 2547 16:05
  1. อยากทราบว่าในประเทศไทยมีฟาร์มไฮโรโปนิกส์กี่ฟาร์ม แต่ละฟาร์มตั้งอยู่ที่ไหน เบอร์โทรศัพย์อะไร ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25

25 พ.ย. 2547 20:56
  1. ดิฉันปลูกไฮโดรโปนิกส์ ที่กทม. แมลงมักจะนืยมชมชอบ ผักกาดทุกชนิด ผักบุ้ง ส่วนผักสลัดอื่นๆ ไม่มีปัญหามากเท่าผักไทย

ความคิดเห็นที่ 24

21 พ.ย. 2547 10:28
  1. อยากทราบสูตรของปุ๋ยที่จะให้แก่พืชว่าปัจจุบันมีสูตรใดบ้างและแต่ละสูตรต่างกันอย่างไร ช่วยตอบโดยด่วนด้วยนะคะ เพราะจะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการทำรายงานค่ะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23

18 พ.ย. 2547 15:19
  1. อยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องที่ใช้ปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบสารละลายธาตุอาหาร ซึ่งเป็นรูปแบบแบบใช้เครื่องพ่นให้สารละลายธาตุอาหารสัมผัสกับราก ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22

10 มิ.ย. 2547 15:49
  1. ไม้ประดับด้วยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21

10 มิ.ย. 2547 15:49
  1. ไม้ดอกที่ทำไฮโดรโปนิกส์ ที่ทำให้มีรายได้ดีดีต่อเสษรฐกิจในปัจจุบันนี้มีอะไรบ้างค่ะ

ความคิดเห็นที่ 20

23 มี.ค. 2547 12:45
  1. การปลูกพืชในสารสารละลายโดยไม่ใช้ดินแบบอินทรีย์มีทางเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด มีข้อจำกัดในเรื่องธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในการเจริญเติบโตไหม (พืชจะโตหรือเปล่า)

ความคิดเห็นที่ 19

18 มี.ค. 2547 20:52
  1. เว็บเผยแพร่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรยุคใหม่ ความภูมิใจของคนไทย - การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินเป็นวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะผสมกันที่สามารถใช้ปลูกพืชได้ในทุกสถานที่โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกจำนวนน้อยเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือการผลิตเชิงธุรกิจ เป็นวิธีที่เหมาะสมกับความต้องการสำหรับผู้ปลูกที่มีพื้นที่ปลูกน้อย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ บริษัทศูนย์เกษตรกรรมบางไทร จำกัด โทร 02 9466056 - 7, แฟกซ์ 02 9466058 ท่านสามารถแวะชมตัวอย่างภาพแปลงปลูกจริงในไทยได้ที่ http://www.bangsaiagro.com/

ความคิดเห็นที่ 18

4 มี.ค. 2547 19:11
  1. ถ้าใช้ดินแทนวัสดุปลูก ให้น้ำและปุ๋ยโดยใช้ระบบน้ำหยด ผลที่ได้ผักมีการเจริญเติบโตมากกว่า ใช้วัสดุปลูกต่าง ๆ

ความคิดเห็นที่ 17

5 ก.พ. 2547 09:59
  1. ที่ผมปลูกอยู่ก็มีแมลรบกวนบ้างครับ แต่น้อยส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่มาทางอากาศครับ ( บินมา ) เราป้องกันได้โดยกางมุ้ง แต่สำหรับผมใช้กาวเหนียวดักแมลงครับ และถามผู้รู้ทราบว่าศัตรูพืช มากกว่าร้อยละ 80 มาทางดินครับ

ความคิดเห็นที่ 16

29 ม.ค. 2547 17:17
  1. อยากทราบว่าการปลูกพืชแบบไฮโดโปรนิกจะไม่มีแมลงรบกวนเลยเพราะว่าอะไรเหรอครับ

ความคิดเห็นที่ 15

20 ส.ค. 2546 07:46
  1. ผมพอมีรายละเอียดอยู่บ้าง ไปอบรมกับอาจารย์อารักษ์มา พอแนะนำได้ 09 1305411 ทิพ

ความคิดเห็นที่ 14

18 ส.ค. 2546 15:31
  1. อยากทราบว่ามีการใช้ไฮโดรโปนิกส์กับไม้ผลที่ไม่ใช่พืชผักอย่างมะเขือเทศบ้างไหมคะ ต้องการข้อมูลโดยละเอียดมากค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าเป็นอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 13

1 ส.ค. 2546 21:02
  1. อยากติดต่ออาจารย์อารักษ์ เพื่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ท่ไหนคะ

ความคิดเห็นที่ 12

3 มิ.ย. 2546 14:53
  1. แปลงสาธิตจริง การใช้เทคโนโลยีการเกษตร ไฮโดรโปนิกส์มาช่วยในการปลูกผักปลอดสารพิษ ดูข้อมูล และภาพได้ที่ http://www.bangsaiagro.com

ความคิดเห็นที่ 11

3 มิ.ย. 2546 14:51
  1. แปลงสาธิตจริง การใช้เทคโนโลยีการเกษตร ไฮโดรโปนิกส์มาช่วยในการปลูกผักปลอดสารพิษ ดูข้อมูล และภาพได้ที่ http://www.bangsaiagro.com

ความคิดเห็นที่ 10

27 พ.ค. 2546 23:57
  1. แม้ว่า Hydroponics จะเป็นโครงงานที่น่าสนใจก็ตามแต่พวกคุณจะสะดุดกับคำถามของอาจารย์ที่คุณจะสเนอโครงงานนี้ คือ คุณจะหาวสารละลายแร่ธาตุได้จากไหนเพียงแค่นี้พวกคุณก็ล้มเหลวแล้วตามปกติสารละลายแร่ธาตุจะเป็นอะไรที่ผลิตขึ้นมาเองโดยเป็นการลงทุนที่ใ้ชต้นทุนสูงมาก แบบว่าเราใช่แค่นิดเดียวแต่ต้องซื้อมาทั้งหมดอืมใครรู้วิธีหาสารละลายแร่ธาตุแบบง่ายๆๆบอกด้วยน่ะ แต่อย่าคิดซื้อที่จตุจักรหล่ะรับรองล้มเหลวแน่เพราะมีคนเคยทำมาแล้ว make data สุดฤทธิ์เพราะมันไม่ได้ผล

ความคิดเห็นที่ 9

25 พ.ค. 2546 21:37
  1. ก็น่าสนใจมากๆ สำหรับคนรักสุขภาพ และว่างงาน

ความคิดเห็นที่ 8

25 พ.ค. 2546 18:05
  1. แนะนำweb ; http://www.puithai.com

ความคิดเห็นที่ 7

25 มี.ค. 2546 12:49
  1. ผมได้รับความรู้ใหม่มาว่าแถวภาคตะว้นออกเฉียงเหนือ มีการปลูกพืชชนิดหนึ่งชื่อสบู่ดำซึ่งเราสามารถนำมา สกัดเป็นน้ำมันที่สามารถนำไปใช้ในรถยนต์ได้ถึงแม้จะ ไม่ใช่พืชที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินก็ตามแต่ผมก็เชื่อว่าคงจะ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แน่ถ้านักวิชาการไทยสนใจ จริงๆผมว่าเราคงจะประหยัดน้ำมันได้เยอะวิธีง่ายๆคือ พืชชนิดนี้สามารถปลูกได้โดยไม่ใช้ดินเช่นในประเทศ เวเนซูเอลาปรับปรุงปลูกโดยไม่ใช้ดินและสามารถนำ มาสกัดเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้

ความคิดเห็นที่ 6

25 มี.ค. 2546 12:19
  1. ระบบการปลูกแบบ ไฮโดรโปนิคนี้เหมือนกับวิธี Floating Hydroponic Systemหรือไม่ช่วยบอกหน่อย

ความคิดเห็นที่ 5

19 ก.พ. 2546 16:00
  1. อยากได้ข้อมูลการปลูกผัก แบบนี้เพิ่มเติมนะค่ะ คุณพ่อสนใจนะค่ะ ใครให้ข้อมูลได้ขอบคุณนะค่ะ ทั้งวิธีการปลูก วัสดุที่ใช้ ราบละเอียด ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3

25 มิ.ย. 2545 14:34
  1. การปลูกพืชไม่ใช้ดินเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยนะคะ แต่อยากทราบแหล่งข้อมูลที่เป็นหนังสือที่ใช้ในการอ้างอิง เพื่อทำงานสัมมนา เป็นวิชาเรียนของนักศึกษาปี 4 พอจะหาได้ที่ไหนบ้างคะ

ความคิดเห็นที่ 2

17 ก.ค. 2544 13:13
  1. ขอเสริมเรื่องชื่อ hydroponics หน่อยครับ ศัพท์คำนี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกในการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคการปลูกอื่นๆ ขึ้นมาอีกหลายเทคนิค การปลูกพืชไม่ใช้ดิน ควรใช้คำว่า soilless culture ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 3 เทคนิคใหญ่ๆ คือ 1. hydroponics 2. aeroponics 3. aggregate culture ดังนั้น hydroponics จึงเป็นเพียงการปลูกพืชไม่ใช้ดิบแบบหนึ่งเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 1

4 ก.ค. 2544 13:58
  1. พี่ๆขยันอีกแล้ว วิธีนี้เคยทำตอนเรียนLapชีวะแล้วครั้งนึงน่าสนใจตรงที่ไม่ต้องใช้ดิน

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น