คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
จิตวิทยา: ความกลัวคณิตศาสตร์จะลดพื้นที่ความจำในสมอง และลดระดับความสามารถในการเรียนรู้
โพสต์เมื่อ: 04:09 วันที่ 29 ก.ค. 2545         ชมแล้ว: 149,862 ตอบแล้ว: 23
โดยทั่วไป นักเรียนที่มีความประหวั่นพรั่นพรึงต่อวิชาคณิตศาสตร์ เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๒ ปี ก็มักจะเลี่ยงลงคอร์สวิชาไปเลย และหากต้องเรียนเพราะเลี่ยงไม่ได้ ก็จะได้คะแนนตำ่มาก นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเด็กเหล่านั้น มีความสามารถทางคณิตศาสตร์น้อยมาแต่แรก จึงทำให้คิดอะไรเป็นตัวเลขได้ลำบาก

จากผลงานวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Experimental Psychology: General โดย Mark H. Ashcraft และ Eliazbeth P Kirk แห่ง Cleveland(Ohio) State University ได้ผลขัดแย้งกับทฤษฎีข้างต้น ว่าความวิตกกังวล ตลอดจนความประหวั่นพรั่นพรึงต่อวิชาต่างหาก ที่ไปรบกวนสมาธิและการทำงานของสมองที่จะช่วยให้เข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ได้

ความวิตกจริตคณิตศาสตร์(Math Anxiety) นี้ ไปทำให้สมองไม่อาจยึดกุมข้อมูลใหม่ๆ ในขณะที่สมองอีกส่วนกำลังคิดคำนวณข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกพลังการกุมข้อมูลขณะคิดคำนวณนี้ว่า working memory ที่มีความสำคัญอย่างวิกฤตเวลาเราคิดเกี่ยวกับตัวเลข

"Math Anxiety หรือความวิตกกังวลตัวนี้ ไปดูดแย่งเอาเนื้อที่ในสมองส่วนที่ใช่ยึดกุมข้อมูลจากโจทย์ จึงทำให้เรียนคณิตศาสตร์ได้ยากขึ้น ประมาณว่าเริ่มเกิดขึ้นราวๆระดับ middle school (เกรด ๖ - ๙)" แอชครอฟท์กล่าว

แอชครอฟท์ และ เคิร์ก ทำการทดลองสามชุด แต่ละชุดกับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ๕๐-๖๐ คน โดยคละกันไปเท่าๆกันทุกกลุ่ม ระหว่างจำนวน หญิง-ชาย ระดับสูง-กลาง-ต่ำที่มีความวิตกกังวลต่อวิชาคณิตศาสตร์ ที่สอบถามมาก่อน

ในการทดลองชุดแรก แอชครอฟท์ และ เคิร์ก พบว่า นักเรียนที่มีความวิตกกังวลสูง จะลงวิชาคณิตศาสตร์น้อย ได้รับเกรดต่ำในวิชา และในแบบทดสอบที่สำรวจ working memory ก็ได้คะแนนต่ำ

ในการทดลองชุดที่สอง เพื่อหาผลในทางลบของความวิตกจริต ที่มีต่อ working memory นั้น เขาให้นักศึกษาดูตัวอักษรชุดหนึ่ง แล้วให้บวกเลขในใจอีกชุดหนึ่งโดยจับเวลาไปด้วย เมื่อบวกเลขเสร็จแล้ว ก็ให้ทบทวนชุดตัวอักษรที่ให้จำไว้ก่อนหน้านั้น คนที่มีความวิตกจริตสูง ได้คะแนนต่ำทั้งเรื่องบวกเลข และเรื่องจำตัวอักษร แต่ที่แย่ที่สุดก็เรื่องบวกเลข ที่ขนาดบวกเลขอย่าง 47 + 18 ก็ยังทำผิดเลย แต่เมื่ออนุญาตให้ใช้ดินสอและกระดาษมาคิดไปด้วย ก็ทำได้ถูกต้องได้คะแนนดีเหมือนกลุ่มอื่น แสดงว่า ความสามารถทางคณิตศาสตร์ไม่ได้บกพร่องเหมือนอย่างที่เชื่อกันทั่วไป

การทดลองชุดที่สามพบว่า ความวิตกจริตทางคณิตศาสตร์ ก็ยังทำให้การคำนวณที่ไม่ใช่การเรียนเลขในห้องเรียน ด้อยลงไปมากด้วย หากการคำนวณนั้น ต้องอาศัยความจำขณะทำการคิดมายึดกุมข้อมูล เช่น เขาจะให้นักศึกษา ดูเลข ๔ ตัวชั่วครู่หนึ่ง แล้วไม่ให้เห็นอีก แล้วให้บวกจำนวน ๗ เข้ากับเลขทั้ง ๔ นั้น หมายความว่า นักศึกษาต้องจำเลขทั้ง ๔ ตัวนั้นให้ได้ เมื่อจำไม่ได้ ก็บวกออกมาผิด แม้การบวก ๗ เท่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร

ผลงานวิจัยรุ่นก่อนหน้านี้ ก็ยังพบด้วยว่า ความวิตกจริตทางคณิตศาสตร์ ก็ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และทำให้เกิดลักษณะทางกายภาพอีกหลายอย่าง ที่เป็นตัวบ่งขี้ถึงความวิตกกังวล David C. Geary นักจิตวิทยาแห่ง University of Missouri in Columbia เสริมว่า การรักษาทางจิตวิทยา ที่ช่วยลดความวิตกจริตคณิตศาสตร์ ได้ผลช่วยให้นักศึกษาได้คะแนนสูงขึ้นมาแล้วด้วย "ผลงานวิจัยของ แอชครอฟท์ และ เคิร์ก เป็นหลักฐานแน่นหนาที่พิสูจน์เป็นครั้งแรกว่า คนที่มีความวิตกกังวลและประหวั่นกลัวคณิตศาสตร์ จะมีผลต่อความสามารถในการยึดกุมจ้อมูลของสมอง ที่ทำให้เรียนคณิตฯได้ไม่ดีไปด้วย" ดร เกียรี่กล่าว

จาก
Bower, B, "Math fears subtract from memory, learning", Science News Vol. 159 No. 26, Jun 30, 2001, p. 405


References:

Ashcraft, M.A., and E.P. Kirk. 2001. The relationships among working memory, math anxiety, and performance. Journal of Experimental Psychology: General 130(June):224.

Further Readings:

Miyake, A. 2001. Individual differences in working memory: Introduction to the special section. Journal of Experimental Psychology: General 130(June):163.

Sources:

Mark H. Ashcraft
Department of Psychology
Cleveland State University
Cleveland, OH 44115

David C. Geary
Department of Psychological Sciences
University of Missouri
210 McAlester Hall
Columbia, MO 65211-2500

Elizabeth P. Kirk
Department of Psychology
Cleveland State University
Cleveland, OH 44115


พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 22 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ก.ค. 2544 (11:57)
ก็มันขึ้นอยู่กับการฝึกฝน เพราะสมองของคนนั้นถ้ามีการฝึกบ่อยๆ ใช้บ่อยๆ ก็ย่อมมีการพัฒนา นี่ถ้ามาวิจัยในเด็กไทยผม้ชื่อแน่ว่าผลที่ได้ยิ่งจะเลวร้าย เพราะระบบการศึกษาของไทยมันยังยึดติดกับระบบการท่องจำกัน ยิ่งในรายวิชาที่เกี่ยวกับการคำนวณคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ผลที่ออกมาก็จะคล้ายๆกันถ้าแนวการสอนของครู และนโยบายการศึกษาที่มุ่งแต่ให้เด็กเป็นเลศเพื่อจะสอบแข่งขันเอาชนะ แต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะเรียนให้รู้และนำไปใช้

๋๋Joods.s (IP:203.151.46.3)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 22 ก.ค. 2544 (14:26)
ผมเห็นด้วยกับการฝึกคิดเลข ปัจจุบันไม่ค่อยเห็นการสอนที่ฝึกให้ผู้เรียนคิดในใจกัน ทำให้การฝึกฝนน้อยลง คิดไม่ได้ ผมเป็นครูคนหนึ่งจะสอนนักเรียนเสมอว่าเจอเลขที่ไหนให้นึกเอามาบวก ลบ คูณ หารเล่นๆ เช่น นั่งรถยนต์เห็นป้ายทะเบียนรถ ก็เอาเลขทะเบียนมาบวก ลบ คูณ หารในใจ ฝึกบ่อยๆ จะเป็นความเคยชินและพัฒนาการคิดคำนวณให้ดีขึ้น นักเรียนที่สอนส่วนใหญ่คิดคำนวณไม่เก่งเพราะเป็นเด็กบ้านนอก แหล่งการเรียนรู้ โอกาสก็น้อย และไม่เห็นประโยชน์ของการคิดคำนวณ ผมเห็นด้วยกับการทำให้นักเรียนเกิดความสนใจในวิชาที่เรียน ไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับวิชาที่เรียน จะช่วยให้การเรียนดีขึ้น ผู้สอนควรเน้นกิจกรรมที่สอดคล้องกับสภาพของผู้เรียนโดยรวม ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับแบบแผนและกระแสมากเกินไป เช่น สอนตามแผนการสอนที่ทำขึ้นอย่างดี แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพของผู้เรียนในขณะนั้น มุ่งแต่ให้ความรู้ในระดับสูงแก่นักเรียนทุกคน โดยไม่สนใจความรู้พื้นฐาน สอนให้นักเรียนจำวิธีการแก้ปัญหาโจทย์เพื่อสอบแข่งขันให้ชนะผู้อื่น ยิ่งนักเรียนที่สอนสอบเข้าเรียนต่อได้มากเท่าไรคิดว่าตนเองสอนดีเท่านั้น ผู้ปกครองก็มีส่วนในเรื่องนี้ด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เรียนมีความกังวลมากขึ้น เรามาช่วยกันสร้างค่านิยมที่ทำให้นักเรียนของเราคิดเป็น ทำเป็นด้วยตัวของเขาดีกว่าครับ ผมพยายามทำอยู่ตลอดเวลาถึงแม้ว่าคนอื่นเขาไม่ทำคิดเสียว่าดีกว่าไม่มีใครทำเลย

Preecha (IP:203.147.18.81)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 ส.ค. 2544 (14:36)
เห็นด้วยครับโดยเฉพาะการศึกษาของประเทศไทยเรา เพราะเรื่องนี้ตอนนี้หรือปัจจุบันนี้มันก็เกิดขึ้นกับผมด้วยเช่นกัน ผมก็กำลังแก้ปัญหานี้อยู่ ซึ่งผมคิดว่าปัญหานี้ก็กำลังเกิดขึ้นกับเด็กไทยอีกจำนวนไม่น้อย อยากให้ทุกคนร่วมแสดงความคิดเพื่อเสนอวิธีแก้ปัญหานี้กันและคิดว่าคงจะมีประโยชน์มากโดยเฉพาะตัวผมเองและคนไทยของเราอีกจำนวนไม่น้อย

rungson (IP:203.148.159.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 28 ก.ค. 2545 (23:02)
เห็นด้วยค่ะ แล้วจะทำยังไงให้รู้สึกอยากเรียน น่าจะปูพื้นฐานโดยสอนจากเรื่องใกล้ตัว ให้รู้จักใช้ในชีวิตประจำวันได้ ให้คิดรับเงิน ทอนเงินได้ถูกต้อง รวดเร็ว รู้จัเปรียบเทียบค่าต่างๆ ได้ หนูไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสอนลึก หาสูตรโน่น จำสูตรนี่ ทั้งๆที่บางอย่างไม่ได้ใช้เลย เรียนไปก็สูญเปล่าสิคะ

Sassy GiRL... (IP:203.154.100.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 29 ก.ค. 2545 (16:09)
เป็นบทความที่ดีครับ แต่ว่าเราไม่รู้จะจัดการกับอาการข้างต้นยังไง แต่ก็ยังดีที่รู้ถึงสาเตุของมันว่า เกิดจากอะไร แต่ผมว่าในส่วนหนึ่งแล้วนั้นก็ต้องมีการฝึกคิดเลข คำนวณ แต่ต้องไม่ทำอย่างซีเรียส ซึ่งการฝึกนี้น่าจะทำให้เราแก้ปัญหาข้างต้นได้

tek (IP:202.12.73.6)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 29 เม.ย. 2547 (11:34)
No coment.
็้Harry (IP:203.113.51.137,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 29 เม.ย. 2547 (22:59)
ถ้าเราไม่ใช้สูตรคูณในการคูณเลขจะมีวิธีคำนวณอื่นๆที่เน้นทักษะและรวดเร็วกว่าหรือเปล่าครับ อยากลองใช้ดู เพราะตั้งแต่เรียนมาจนบัดนี้การคูณเลขคือการท่องสูตรคูณจริงๆ ไม่เหมือนการบวกลบเลขที่ใช้ทักษะแท้ๆ
ใช้มานมนาน (IP:203.150.193.202,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 30 เม.ย. 2547 (12:24)
เห็นด้วยกับการศึกษาครั้งนี้ เพราะสมองเป็นที่คิด ลองถ้ามีอะไรสักอย่างมารบกวนทำให้สมองเกิดอาการแปรปรวนแล้วไซร้ความคิดความอ่านต่าง ๆ ก็จะแย่มาก ๆ และเมื่อเกิดอาการบ่อยเข้าการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ก็จะไม่ได้เรื่องเลยทีเดียว เหมือนกับว่า ไม่มีสมาธิ ฉะนั้นถ้าจะสอนคณิตศาสตร์แก่เด็ก ก็อย่าให้เขากลัว ควรใช้ความเป็นกันเองและความเป็นกัลยาณมิตรเข้าไว้จะช่วยได้มากทีเดียว
preecha stou 2452101021 (IP:202.129.23.152,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 1 พ.ค. 2547 (19:09)
........ในฐานะของครูสอนวิชาคณิตศาสตร์คนหนึ่ง ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่าความวิตกจริตคณิตศาสตร์ ความวิตกกังวลหรือความประหวั่นพรั่นพรึงต่อวิชาคณิตศาสตร์นั้น มีผลกระทบต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ที่จะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้สาเหตุอาจเนื่องมาจาก นักเรียนมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร ไม่แน่น เมื่อเรียนระดับสูงขึ้น เนื้อหาซับซ้อนมากขึ้น ต้องใช้กระบวนการคิดและทำความเข้าใจมากขึ้น เพราะคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่เนื้อหาจะเป็นนามธรรม ยิ่งจะส่งผลให้นักเรียนเหล่านั้นยิ่งเรียนคณิตศาสตร์แย่ลง ทุกครั้งที่รู้ว่าถึงเวลาเรียนหรือทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ จะเริ่มรู้สึกกลัว วิตกกังวลว่าจะต้องทำไม่ได้แน่ๆจนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ต่ำ ในที่สุดก็จะเกิดเจตคติที่ไม่ค่อยดีนักต่อวิชาคณิตศาสตร์ ผู้สอนก็มีส่วนสำคัญ หากผู้สอนไม่ได้ใส่ใจนักเรียนเท่าที่ควร ไม่ได้คิดวิธีการสอนใหม่ๆที่จะทำให้นักเรียนเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ง่ายขึ้น นักเรียนก็จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่
........ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเริ่มได้จากผู้สอนที่จะพัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ให้นักเรียนได้อย่างไร เป้าหมายหลักของการเรียนคณิตศาสตร์ คือ การพัฒนาความสามารถในการคิดในการให้เหตุผล และการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ (Gail Burrill : NCTM 1998 :3) กิจกรรมการเรียนการสอนมีส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาในเรื่องการคิดการให้เหตุผล สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนกระทำอะไรระหว่างที่เขาทำกิจกรรมนั้น เมื่อใดก็ตามที่นักเรียนกำลังตัดสินใจว่าจะเลือกใช้วิธีไหน จะปรับวิธีต่างๆอย่างไร หรือจะประสมประสานความรู้ที่มีอยู่แล้วจากประสบการณ์เดิมอย่างไร นั่นหมายความว่าเด็กกำลัง คิดและให้เหตุผล แรกเริ่มที่นักเรียนทำกิจกรรมจะเกี่ยวข้อง กับการให้เหตุผลและการคิด แต่เมื่อได้แก้ปัญหาแบบเดียวซ้ำๆนักเรียนก็มักจะใช้แต่วิธีการนำไปใช้เท่านั้น
........ดังนั้นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาการคิด การให้เหตุผล ควรเป็นกิจกรรมที่หลากหลาย นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติเองด้วยแนวทางเลือกของตนเองที่มากมาย ทำคณิตศาสตร์ให้เป็นนามธรรมมากที่สุด ที่สามารถสัมพันธ์และเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างของเค้าได้ แล้วที่สุดนักเรียนจะเห็นว่าการเรียนรู้คณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่สนุกสนาน ตื่นเต้น และท้าทายความสามารถของตน ทั้งยังเป็นการเรียนรู้อย่างมีคุณค่าที่ว่าคณิตศาสตร์เป็นได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเค้า แล้วความวิตกจริต ความวิตกกังวล หรือความประหวั่นพรั่นพรึงต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนก็จะลดลง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก็จะสูงขึ้นในที่สุด

ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น
นางณัฐพร พาใจธรรม นักศึกษา มสธ. รหัส 2452100650
Nattaporn.stou (2452100650) (IP:203.113.51.164,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 2 พ.ค. 2547 (00:45)
จากที่ผมได้เคยดูรายการทีวีอันหนึ่งที่ญี่ปุ่นนี่นะครับ เขาเอานักคำนวณในใจอันดับ 1 ของญี่ปุ่น มาแข่งกับนักคำนวณในใจอันดับ 1 ของฝรั่งเศส โดย 5 ข้อแรกเป็นเรื่องบวกลบคูณหารธรรมดา แต่ตัวเลขเยอะๆ ส่วน 5 ข้อหลังเป็นเรื่องเลขยกกำลัง การหาราก ผลปรากฏว่าญี่ปุ่น สามารถทำ 5 ข้อแรกได้ถูกหมดและเร็วมาก แต่ทำ 5 ข้อหลังไม่ได้เลย ส่วนฝรั่งเศส ทำ 5 ข้อแรกไม่ได้เลย แต่ทำ 5 ข้อหลังได้ถูกหมดและเร็วมาก

เมื่อนำทั้งสองคนนี้ เข้าเครื่องสแกนสมองแบบ real-time ตรวจดูการทำงานขณะคิดคำนวณพบว่า คนญี่ปุ่นใช้สมองส่วนหลังทำงาน คนฝรั่งเศสใช้สมองซีกขวาทำงาน ในขณะที่คนธรรมดาจะใช้สมองซีกซ้ายทำงาน

ที่ทั้งสองคนนี้มีความแตกต่างจากคนธรรมดาก็เพราะว่า

คนญี่ปุ่นนั้น คือ อันดับ 1 ของการคิดเลขเร็วด้วยลูกคิด ฝึกการคิดเลขเร็วด้วยการใช้ลูกคิดมาตั้งแต่เด็กจนถึงขั้นไม่ต้องใช้ลูกคิดแล้ว แต่มีภาพลูกคิดอยู่ในสมอง ซึ่ง เขาจะคำนวณบวกลบคูณหารได้เร็วมาก เวลาคำนวณจึงใช้จินตนาการแบบเห็นภาพ (สมองด้านหลัง)

คนฝรั่งเศสนั้น เขามองตัวเลขเป็นผู้หญิงแบบต่างๆ เช่น เขาอธิบายว่า เลข 5 เขามองเป็นผู้หญิงรูปร่างเพรียว สวย เท่ห์ เป็นต้น ต้องขออภัยที่ผมอธิบายมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้อธิบายว่า เขาเอาการมองตัวเลขเป็นผู้หญิงแบบต่างๆมาหาค่าเลขยกกำลัง หรือรากได้อย่างไร แต่วิธีคิดของเขามันทำให้ เขาใช้สมองซีกขวาทำงาน แทนที่จะเป็นสมองซีกซ้ายเหมือนคนปกติ

สรุปว่า การคิดคำนวณจะเก่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้และการฝึกฝนครับ
VSL (IP:222.8.187.38,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 2 พ.ค. 2547 (00:50)
อ้อ อยากเสริมอีกนิดหนึ่ง ที่ญี่ปุ่นเขามีการแข่งขันคิดเลขเร็วกันเป็นประจำ มีการฝึกหลายแบบเร็วมากๆ เช่น ภายใน 10 วินาที คอมพิวเตอร์จะสุ่มตัวเลข 4หลักออกมา 10 ชุด เมื่อครบ 10ชุด เด็กที่ฝึกสามารถตอบผลลัพธ์ได้ทันที อะไรอย่างนี้เป็นต้น บางคนสามารถเร่งความเร็วได้มากกว่านั้น จนขนาดคนธรรมดาแทบจะมองตัวเลขไม่ทันด้วยซ้ำไป
VSL (IP:222.8.187.38,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 2 พ.ค. 2547 (07:53)
เห็นด้วยกับความคิดนี้ครับควรมีการแก้ปัญหานี้อย่างถูกวิธีด้วยนะครับ เพราะมันจะส่งผลต่อไปในภายภาคหน้าการฃแก้ปัญหาที่ดีควรปลูกฝังให้เด็กรักคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็กแล้ว
วิชาญ
duankird@chaiyo.com (IP:203.147.0.42,203.156.45.128,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 2 พ.ค. 2547 (12:07)
เห็นด้วยกับบทความนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการที่บุคคลจะพัฒนากระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน ที่สำคัญที่สุดคือ สมอง สมองของมนุษย์แบ่งเป็นสองซีกคือซีกซ้ายกับซีกขวา สมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาษา การคำนวณ การใช้เหตุผล และการรับรู้ส่วนย่อย สมองซีกขวาจะทำหน้าที่ด้านการรับรู้ อารมณ์ มิติสัมพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์และภาพรวม สมองทั้งสองซีกจะไม่ทำงานแทนกันแต่สามารถส่งเสริมหรือกระตุ้นให้อีกฝ่ายทำงานของตนให้ดีขึ้นได้
ดังนั้นถ้าเกิดความกลัวขึ้นก็จะทำให้สมองซีกซ้ายทำงานบกพร่งไปด้วยทำให้การเรียนรู้ด้อยลงไป
วิธีการที่จะให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนากระบวนการคิดการเรียนรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ได้ดี ต้องขจัดความกลัวในวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนให้หมดไป โดยเริ่มต้นที่ครูผู้สอนต้องสร้างความไว้วางใจตามหลักกัลยาณมิตรทั้ง 7 (ทิศนา แขมมณีและคณะ:2544) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้ทราบผลการทำงานของตน ได้ประสบความสำเร็จ เริ่มจากปัญหาง่าย ๆ ใกล้ตัวผู้เรียนเริ่มจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรม ใช้เกม กิจกรรมต่าง ๆ สอดแทรกหรือเป็นตัวนำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด เชื่อมโยงไปสู่สิ่งที่อยู่รอบตัวให้พวกเขาได้เห็นว่าคณิตศาสตร์สำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อผู้เรียนเกิดความไว้วางใจในตัวครูผู้สอนและได้ปฏิบัติกิจกรรมที่เกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ท้าทายความสามารถและประสบผลสำเร็จ มีความหมายแล้วผู้เรียนก็จะลดความกลัวในวิชาคณิตศาสตร์ลงและหันมาชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้นส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้นด้วย ...เชื่อเถอะว่าเป็นไปได้ ลองมาแล้ว...
ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น
นางสุพรรณ อามาตย์ มสธ. รหัส 2452101278
supun.stou(2452101278) (IP:203.113.51.164,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 9 พ.ค. 2547 (15:42)
...เห็นด้วยกับบทความนี้...แปลกแต่จริง ลองถามเด็กนักเรียนดูว่า "หนูไม่ชอบวิชาอะไร?" หรือ "วิชาอะไรที่หนูคิดว่ายาก?" เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะตอบว่าคณิตศาสตร์ ไม่รู้ว่าทำไม...จากประสบการณ์การสอนคณิตศาสตร์ พบว่า นักเรียนไม่ชอบหรือกลัว เพราะเด็กไม่ชอบที่จะคิด การรับรู้ของสมองเกี่ยวกับตัวเลขไม่ค่อยทำงาน ครูผู้สอนควรจะพัฒนาการคิดให้นักเรียนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับ
ทิศนา แขมมณี (2544 : 5) กล่าวว่า การคิดเป็นกระบวนการทางสมองของมนุษย์ซึ่งมีศักยภาพสูงมาก และเป็นส่วนที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์โลกอื่น ๆ ตั้งแต่อดีตมนุษย์มีความสามารถในการคิดในแต่ละยุคแต่ละสมัยต่างก็ได้พยายามคิดค้นหาคำอธิบายเกี่ยวกับการคิด ซึ่งแฝงอยู่ในเรื่องของการเรียนรู้ของมนุษย์ไว้อย่างหลากหลาย การศึกษาแนวคิดในอดีตนอกจากจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สามารถช่วยให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดใหม่ ๆ แล้ว ยังเป็นการทบทวนภูมิปัญญาของนักคิดในอดีต ซึ่งอาจจะตกหล่นสูญหายหรือเสื่อมความนิยมไปด้วยกาลและสมัย แต่อาจยังทรงคุณค่ามหาศาลต่อการเรียนรู้ของมนุษย์...นอกจากเหตุผลที่เด็กไม่ชอบคิด ทำให้ขาดแรงจูงใจในการเรียนคณิตศาสตร์แล้ว ครูผู้สอนสำคัญมาก สมัยเรียนระดับอุดมศึกษา เนื้อหาคณิตศาสตร์ค่อนข้างยากแต่ด้วยความที่ครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนสนุกสนาน ไม่เคร่งเครียด ทำให้เราชอบคณิตศาสตร์ไปโดยปริยาย ถ้าใจชอบก็มีชัยไปกว่าครึ่ง เดี๋ยวนี้กิจกรรมทางคณิตศาสตร์ที่น่าสนใจมีมากมาย เช่น การเรียนแบบร่วมมือ การใช้ปัญหาเป็นฐาน การเชื่อมโยงประสบการณ์ ฯลฯ ถ้าครูเป็นนักออกแบบที่ดีรับรองนักเรียนจะไม่รู้สึกหวาดกลัวเวลาเข้าเรียนคณิตศาสตร์ สมองมีการพัฒนาและจะมีศักยภาพในการคิดที่ดีต่อไป...นศ.มสธ. รหัส2452100312
นางพรไพร เผ่าอินทร์จันทร์ (IP:202.129.44.58,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 11 พ.ค. 2547 (12:30)
คิดว่าเป็นไง
toom_kit@hotmail.com (IP:203.148.252.235,210.203.180.129,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 13 พ.ค. 2547 (13:04)
การท่องสูตรคูณเป็นทักษะอย่างนึงนะคะ ซึ่งถ้าท่องได้คล่อง ก็สามารถนำไปใช้ได้รวดเร็วคะ เช่น การไปทานอาหารกับเพื่อน 6 คน ค่าอาหารเป็นเงิน 208 บาท เฉลี่ยแล้วเป็นเงินเท่าไร บางคนคิดไม่เป็นด้วยซ้ำ ไม่ได้ว่านะคะ เพียงแต่ว่าเรายังคิดว่าการท่องสูตรคูณเป็นทักษะที่จำเป็นที่ทุกคนควรท่องได้ หรือใครจะมีวิธีการที่รวดเร็วกว่านี้ที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยการคูณเลย การบอกด้วยนะ การให้ความรู้ เป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง ทุกคนเยี่ยมมากที่มาแสดงความคิดเห็นกัน
นา (IP:202.183.196.210,172.29.5.89,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 23 ม.ค. 2548 (00:21)
งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือ ใครบ้างที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้
prmath2004@hotmail.com (IP:203.170.131.86,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 10 ก.พ. 2548 (21:26)
ไม่ขอแสดงความคิดเห็นใด ๆ แต่คิดว่าถ้าหากผลวิจัยนี้เป็นความจริงแล้ว เด็กที่มีความวิตกกังวลเหล่านี้ เราจะแก้ไขความวิตกที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร หรือมีวิธีไหนอีกมั้ยที่จะแก้ไขปัญหาบุคคลเหล่านี้ให้มีศักยภาพมากพอ
หนิว (IP:164.115.17.152,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 2 ก.ค. 2548 (19:24)
สนใจบทความนี้มากและกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งข้อมูลอ้างอิงหาได้ยากมาก ในประเทศไทยมีศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะหรือไม่ อยากทราบมาก
jaruwanprab@yahoo.com (IP:203.172.110.84,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 15 ก.ย. 2550 (19:52)
ก็นับว่าเป็นแนวคิดที่ดีเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่คณิตศาสตร์เท่านั้น ความวิตกกังวลไม่ว่าจะในเรื่องใดใดก้ล้วนมีอิทธิพลต่อความคิดทั้งนั้น ดังนั้นการเรียนที่จะได้ประสิทธิภาพต้องไม่มีความวิตกกังวลความกดดันรวมไปถึงความเครียด แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แค่การสองของครูบางครั้งก็สามารถสร้างความกดดันให้เด้กเป้นอย่างมากแล้ว ไม่เพียงแค่นั้นยังมีเรื่องของกฏระเบียบและการลงโทษที่สร้างความกดดัน หากว่าเด็กคนหนึ่งมีพื้นฐานทางจิตใจไม่ดีเพราะถูกกดดันโดยครอบครัว เมื่อมาเผชิญกับปัญหาดังกล่าวในสถานศึกษาก็มีความเป็นไปได้ที่สูงมากว่าเด็กจะเรียนไม่ทันเพื่อนเพราะสภาพจิตใจมีแต่ความกังวลเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

คิดดูแล้วน่าสงสารนะครับที่ว่าเด็กพวกนี้มีความสามารถเท่ากับเด็กที่ประสมความสำเร็จนั่นแหละเพียงแต่ว่าความทุกข.ความเศร้าโศกไปรบกวนการเรียนของเด็กพวกนี้ทำให้สิ่งต่างๆพลอยแย่ลง ซำยังถูกดูถูกกดขี่โดยครูและเพื่อนนักเรียนด้วย จะยกตัวอย่างมันก้จะออกมาเป้น EQ (ความสุข)ลดส่ผลให้ IQ (ความฉลาด)ลดเพราะมามัวแต่วิตกกังวลและไม่เกิดกำลังใจเรียนซึ่งต่อมาก็ส่งผลไปถึง AQ(ความสามารถในการแก้ปัญหา)ทำให้เด็กแก้ปัญหาผิดทาง อาจหันเข้าสู้เรื่องเซ็กส์เวลาทุกข์เพราะต้องการใครบองคนช่วยซึมซับซึ่งก็จะส่งผลต่อ MQ(คุณธรรม)ให้ลดลงด้วยเพราะไม่อยากทำ เด็กจะทำความผิดกันมากขึ้น

มันก็เป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆที่ใช้วิเคราะห์ดูว่าอะไรเป็นสาเหตุของปัญหาสังคม เฮ่อ นอกประเด็นซะแล้ว เรื่องความวิตกกังวลในฐานะนักจิตวิทยาวิเคราะห์ ผมเห็นด้วยว่าเป้นปัญหาต่ออกาเรียนรู้ของเด็ก ไม่เพียงแค่นั้นยังเป็นบ่อเกิดของปัญหาอื่นๆอีกมากมายหากวิเคราะห์ดูแล้วจะรู้ว่าสาเหตุของปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้
WebmasterAKD เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.