ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 18 ส.ค. 2549 (15:14) สวัสดีทุกท่านครับ ต้องขอบคุณ คุณNickyNickมากครับ คุณรู้จริงเหมือนคนในเลยครับ(อาจมากกว่า)
ผมจะลองทบทวนความจำสมัยเด็กดูนะครับ
เมี่อขับรถมาและเลี้ยวช้ายขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนแล้ว(สมัยก่อนยังไม่มีสะพานใหญ่นี้ ต้องขับเลยไปอีกประมาณ 5 กม.เพื่อข้ามสะพานตรงประตูน้ำแล้วย้อนกลับมา) ให้เลี้ยวขวาตรงแยกเล็กๆแยกแรกเลย จะผ่านที่ทำการไปรษณีย์ชื่งอยู่ด้านช้ายมือ แล้วไปเลี้ยวขวาหลังที่ว่าการอำเภอ(เมื่อก่อนตรงจุดที่จะเลี้ยวนั้นทางด้านขวาจะเป็นห้องสมุดประชาชน,เกษตรอำเภอ,ดับเพลิง ส่วนด้านซ้ายจะเป็นที่โล่งๆเรียกว่า"เด่น" ซื่งเป็นที่วิ่งเล่น เตะฟุตบอล ออกกำลังกาย ตอนเย็นๆคนจะเยอะมาก และมีบ้านแขกขายเนื้ออยู่ทางด้านติดกับถนนเลียบคลองชลประทาน ซึ่งเขาจะเลี้ยงวัว ควาย แพะ เป็นจำนวนมาก) เมื่อเลี้ยวขวาที่จะไปอำเภอแล้วจะผ่านสวนหย่อมด้านขวามือซึ่งเมื่อก่อนบริเวณนี้จะเป็นบ้านพักนายอำเภอมีสนามแบดมินตันและสนามเด็กเล่น สามารถเข้าไปเล่นได้ท่านนายอำเภอไม่หวง ส่วนทางด้านหลังบ้านพักนายอำเภอก็จะเป็นบ้านพักข้าราชการ
ถัดจากบ้านพักนายอำเภอ(เวลาพูดเร็วๆก็จะกลายเป็นแนมเภอเลยเรียกแนมเภอจนติดปาก)ก็จะเป็นหอประชุมอำเภอซึ่งทุกสิ้นเดือนพวกข้าราชการครู กำนันผู้ใหญ่บ้านจะต้องมาประชุมและรับเงินเดือนที่นี่ ติดกับหอประชุมก็คือสโมสรที่คุณNickyNick ว่านั่นแหละครับ
เมื่อขับรถถึงอำเภอแล้วสามารถจอดรถได้หมดนะครับทั้งด้านหน้าด้านหลัง พูดถึงอำเภอแล้วผมก็เสียดายเหมือนกันนะครับและก็ได้ข่าวเหมือนคุณNickyNick นั่นแหละ ยังอยากให้เขาไปซื้อกลับคืนมาเลย
ตัวอำเภอเมื่อก่อนเป็นเรือนไม้สองชั้น(ผมและเพื่อนๆขึ้นไปวิ่งเล่นบ่อยๆ) มีหน้ามุข ปลูกกระดังงาหรือจำปีด้วยถ้าจำไม่ผิด
ตัวเรือนจะสร้างติดกับอนามัย ถัดไปก็จะเป็นโรงพัก(สถานีตำรวจ)
ด้านหน้าอำเภอติดกับแม่น้ำท่าจีน ด้านขวาจะมีท่าเรือดับเพลิง
ด้านซ้ายเป็นสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเมื่อก่อนเป็นสะพานไม้เล็กๆ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2508 ในสมัยนายสมพร กลิ่นพงษา เป็นนายอำเภอ จึงให้ชื่อว่าสะพานพรประชา เนื่องจากสะพานไม้มันผุพัง จึงได้มีการบูรณะปรับปรุงและขยายให้ใหญ่ขึ้นเปลี่ยนเป็นคอนกรีต
ในสมัยนายอำเภอสมพรได้ชื่อว่าเป็นนายอำเภอมือปราบ ประชาชนให้ความรัก เคารพนับถือท่านมาก ท่านมักออกไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปนอนกับชาวบ้านเป็นประจำเพื่อไปจับเสือ(โจร) สมัยก่อนเสือฝ้าย เสือมเหศวร ดังมาก มีข่าวว่าเมื่อฆ่าเสือได้ บางครั้งก็ควักหัวใจออกมาย่างกินด้วย จริงเท็จประการใดต้องไปถามท่านเองนะครับ (ปัจจุบันท่านปลดเกษียณไปหลายปีแล้วในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และไปเป็นกรรมการกฤษฎีกา)
ในตลาดสามชุกจะแบ่งออกเป็นซอยๆ ตั้งแต่ ซอย1, ซอย2, ซอย3, ซอย4 และถัดไปเรียกท่าถ่านหรือท่านายเจริญเพราะเป็นของนายเจริญ สถาปิตานนท์ (ไม่ทราบเป็นอะไรกับดร.ประสม สถาปิตานนท์) และถัดไปอีกซอยหนึ่งจะเป็นโรงหนังวัฒนไกร ปิดวิกเก็บตังค์ จึงพูดว่าไปดูหนังที่วิก เป็นอันรู้กัน
ตรงมุมซอยนี้จะเป็นโรงตีเหล็ก มีชายกำยำ 3 คน ช่วยกันตีสลับกันคนละโป๊ก โป๊ก โป๊ก
ปัจจุบันที่เป็นตลาด100ปีนี้ เรียกว่าหน้าตลาดหรือหัวตลาดเพราะมีอีกตลาดหนึ่งอยู่ทางด้านท้ายติดกับถนนเลียบคลองชลประทาน เรียกว่าท้ายตลาดหรือตลาดยายจูเพราะเป็นของยายจู
และเป็นท่ารถด้วย
ถ้าจะจ่ายตลาดเช้าต้องไปท้ายตลาด ถ้าเป็นตอนเย็นต้องไปหน้าตลาด
ส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ตลาด 100 ปีจะอยู่ในซอย 2 ทางด้านหัวตลาดซึ่งเป็นบ้านของขุนจำนงค์จีนารักษ์ (เป็นนายอากรเก็บภาษีคนแรก) เป็นบ้าน 3 ชั้น ทายาทได้ยกให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของตลาดสามชุกชื่อ "พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์" ดำเนินการโดยคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุก ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บของโบราณ
ชั้นที่ 1 แสดงข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสามชุก
ชั้นที่ 2 แสดงเรื่องราวของครอบครัวขุนจำนงจีนารักษ์
ชั้นที่ 3 จัดเป็นที่ประชุมสัมนา จัดนิทรรศการ
เท่านี้ก่อนนะครับ.