คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ผลการศึกษาดาวเคราะห์น้อย อีโรส จากยานอวกาศ เนียร์
โพสต์เมื่อ: 03:54 วันที่ 8 ต.ค. 2544         ชมแล้ว: 28,223 ตอบแล้ว: 37
11603


ภาพหลุมอุกกาบาตและก้อนหินบนพื้นผิวของ ดาวเคราะห์น้อยอีโรส
ภาพ a) คือหลุมอุกกาบาตชูเมคเก้อร์ อันเป็นหลุมใหญ่ที่สุดบนอีโรส มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘ กม เชื่อว่า ก้อนหินส่วนใหญ่ถูกโยนสาดออกมาจากแรงปะทะเมื่ออุกกาบาตพุ่งชน อีโรส ทำให้เกิดหลุมนี้ เส้นดำในภาพยาว ๒ กม
b) หลุมอุกกาบาต ไซคี (Psyche) เป็นหลุมใหญ่ที่สอง ขนาดกว้่าง ๕.๓ กม ที่ขอบกร่อนไม่คมชัด บอกให้ทราบว่า มีอายุมากแล้ว สังเกตผนังหลุมที่มุมขวาล่างในภาพ มีก้อนหินกลาดเกลื่อนอยู่ แต่ด้านบนของภาพ ผนังเกลี้ยงเกลาไม่มีก้อนหินอยู่เลย เส้นสเกลยาว ๑ กม
c) ภายในของหลุมชูเมคเก้อร์ ซึ่งดารดาษไปด้วยก้อนหินใหญ่น้อย ขนาดความยาวเส้นสเกล ๒๐๐ เมตร
d)หินก้อนโตที่อยู่ใกล้ปากหลุมด้านล่างของหลุม Psyche เส้นสเกลยาว ๑๐๐ เมตร
e) ก้อนหินที่อยู่ในหลุมอุกกาบาตอีกแห่งหนึ่ง เส้นสเกลยาว ๕๐ เมตร
f) ด้านในของหลุมอุกกาบาต Selene ศึ่งเป็นหลุมใหญ่อันดับที่สามบน อีโรส หลุมมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๒ กม ความยาวเส้นสเกล ๑๐๐ เมตร
g) หินรูปหลายเหลี่ยม เส้นสเกลยาว ๑๐ เมตร
h) หินที่มีร่องรอยว่าได้เคลื่อนตัวออกจากที่เดิม สเกลยาวง ๒๐ เมตร


ยานอวกาศ เนียร์ ซึ่งได้ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า เนียร์-ชูเมคเก้อร์ ตามนักธรณีดาราศาสตร์คนสำคัญ จีน ชูเมคเก้อร์(Gene Shoemaker) เป็นยานอวกาศลำแรกในโครงการสำรวจอวกาศขนาดย่อม ซึ่งได้บินผ่านดาวเคราะห์น้อย Mathilde ก่อนที่จะไปสำรวจ ดาวเคราะห์น้อยอีโรส นับเป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราส่งยานอวกาศไปโคจรรอบดาวเคราะห์น้อย แม้จะไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับการจอดลงบนพื้น เมื่อสำเร็จภารกิจหลัก คือการถ่ายภาพ อีโรส ด้วยกล้องความชัดสูง หลังจากได้โคจรวนรอบอีโรส เพื่อถ่ายภาพมาได้ครบปีแล้ว ทางฝ่ายผู้ดำเนินโครงการ จึงตัดสินใจนำยานลงจอด เพื่อถ่ายภาพในระยะเผาขน และยังสามารถใช้เครื่องวัดรังสีเอ็กซ์ และรังสีแกมม่า อันเป็นการวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีของพื้นดาว ได้รับข้อมูลที่แม่นยำในระยะใกล้อีกด้วย ทีมงานวิทยาศาสตร์ ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาวิจัยอย่างละเอียด ของข้อมูลจากยานเนียร์ ในนิตยสาร Nature เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ที่ผ่านมา

การก่อตัวของดาวเคราะห์ เริ่มต้นอย่างนิ่มนวลในยามแรกเกิดของระบบสุริยะ ด้วยการตกตะกอนจับตัวกันของฝุ่นจากเนบิวล่าแม่ของดวงอาทิตย์ และเมื่อเศษฝุ่นจับตัวกันใหญ่ขึ้นเป็นชิ้นเป็นอัน แรงปะทะก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงจุดรุนแรงที่สุดเมื่อประมาณ ๑๐ ถึง ๑๐๐ ล้านปีต่อมา โดยดาวเคราะห์ใหญ่น้อย หรือกลุ่มของแข็งที่ก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย มาพุ่งชนปะทะเข้าหากัน ด้วยความเร็วนับสิบๆกิโลเมตรต่อวินาที ในยุคนั้น เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจได้มากนัก เพราะเราไม่มีเศษซากของวัตถุที่ก่อตัวมาแต่แรกนั้น หลงเหลือมาให้ศึกษากันบนโลก เนื่องจากพื้นโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างที่แสดงถึงความรุนแรงของการปะทะกันเหล่านี้ ก็เช่น การถือกำเนิดของดวงจันทร์ อันก่อเกิดมาจากการที่มีดาวเคราะห์ขนาดพอๆกับดาวอังคาร พุ่งเข้าชนโลกในวัยทารกอย่างรุนแรง จนเนื้อดาวเคราะห์นั้นจมหาย ถูกกลืนเข้าไปในพื้นโลก เนื้อมวลของโลกส่วนหนึ่งก็ถูกซัดสาดกระจายไปในอวกาศ จนในภายหลังกลับมาเกาะกันเป็น บริวารโคจรรอบโลก คือ ดวงจันทร์ นั่นเอง

ทางเดียวที่จะเข้าใจกำเนิดของโลก รวมทั้งระบบสุริยะของเราได้ ก็ด้วยการหาตัวอย่างเศษซากจากยุคนั้นมาศึกษาวิเคราะห์ ซากประวัติศาสตร์ของเรา ถูกรักษาอยู่ในดาวเคราะห์น้อย และดาวหาง ในยุคปัจจุบัน เราจึงเริ่มมีโครงการต่างๆมากมาย เพื่อไปศึกษาดาวหาง และดาวเคราะห์น้อย และผลพลอยได้จากการทำความเข้าใจเทหวัตถุเหล่านี้ ก็มิได้จำกัดอยู่เพียงการศึกษาอดีต หากยังอาจเป็นทางรอดของมนุษย์ในอนาคตอีกด้วย หากมีดาวเคราะห์น้อย พุ่งเข้าชนโลกในภายภาคหน้า เราต้องมีความเข้าใจในส่วนประกอบของมวลสารเหล่านี้ให้ดีก่อน ก่อนที่จะหาวิธีรักษาความอยู่รอดของมนุษย์เราได้

อีโรส ถือกำเนิดอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย ที่เลยวงโคจรของดาวอังคารไปก่อนถึงดาวพฤหัส มวลสารวัตถุในบริเวณนั้น ในยามที่ระบบสุริยะเพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาก และเริ่มจับตัวกันเป็นดาวเคราะห์ ก็อยู่ใกล้กับดาวพฤหัสซึ่งมีมวลมากมหาศาลมากเกินไป สนามแรงถึงดูดของดาวพฤหัส ฉีกทำลายมวลก้อนใหญ่ๆให้แตกออก จนไม่อาจจับรวมตัวกันได้ กลายเป็นก้อนหินใหญ่น้อยจำนวนมากมาย ลอยโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นแถบที่เรียกว่า Asteroid Belt และปะทะชนกันเองอยู่ตลอดเวลา แรงงานจากการปะทะเหล่านี้ ในบางครั้งมีมากพอที่จะส่งมวลสารบางตัว ให้หลุดหนีออกจากวงโคจรของ แถบดาวเคราะห์น้อย แล้วถูกดูดเข้ามาให้วงโคจรแคบลง กลายเป็นเข้ามาอยู่ในหมู่ดาวเคราะห์วงใน อันมี โลก รวมอยู่ด้วย หากดาวเคราะห์หลงทางเหล่านี้ โคจรล่องลอยไปได้ประมาณ ๑๐ ล้านปีขึ้นไปแล้ว วงโคจรของมันก็จะเอาแน่อะไรไม่ได้ เพราะถูกดูดถูกผลักโดยทั้งดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลาย ชะตากรรมของ มวลที่กลายมาเป็นดาวเคราะห์น้อยหลงทาง จะกลายเป็นเคราะห์มากอย่างไร ก็เพียงบอกได้ด้วยเปอร์เซ็นต์สถิติของความเป็นไปได้เท่านั้น เพราะมันมีความไม่แน่นอนสูง ดาวเคราะห์น้อย อีโรส มีโอกาสประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่จะมาชนโลกได้ แต่ถึงจะมีโอกาสมาชนได้มาก ก็คงจะอีกยาวนานมากในอนาคต คงไม่มีใครในหมู่พวกเราจะมีโชค(ดีหรือร้ายก็ไม่ประจักษ์) ได้อยู่รู้เห็นเหตุการ์ด้วยเป็นแน่

อีโรส มีขนาดยาว ๓๔ กว้าง ๑๓ หนา ๑๓ กิโลเมตร นับว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (คือพวกที่พลัดหลุดออกมาจากแถบดาวเคราะห์) ที่ใหญ่เป็นที่สอง ดวงที่ใหญ่กว่านั้นชื่อ Ganymed ที่มีขนาด ๔๐ กิโลเมตร อีโรส มีรอบแผลเป็นปุปะเต็มไปหมด อันเนื่องมาจากจากการถูกชนปะทะอย่างต่อเนื่องกันมาเกือบ สี่พันล้านปี ในแถบดาวเคราะห์ และเนื้อดาวบางส่วน คงหลุดหายด้วยการโดนโยนสาดไปในอวกาศ หลังจากการปะทะเหล่านั้น ผลจากข้อมูลที่วัดได้ด้วยเครื่องวิเคราะห์รังสีเอ๊กส์ และรังสีแกมม่า สรุปได้ว่า เนื้อมวลของ อีโรส ไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปมากนัก จากสารประกอบของเนบิวล่าดึกดำบรรพ์ และก็ไม่เคยผ่านความร้อน จนเนื้อดาวแยกออกจากกันเป็นส่วนแกนในและส่วนเปลือกผิว เช่นดาวเคราะห์ดวงใหญ่ๆเลย


จากการศึกษาภาพถ่ายจากยานเนียร์ นักวิทยาศาสตร์นับก้อนหินที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน ๑๕ เมตร ได้ ๖๗๖๐ ก้อน

ส่วนใหญ่ของก้อนหินใหญ่น้อยที่ปกคลุมพื้นผิวของ อีโรส ปรากฏว่ามาจากหลุมอุกกาบาตเดียว อันเกิดจากการปะทะพุ่งชนโดยอุุกาบาต หรือดาวหางลูกเดียวเท่านั้น คือหลุมอุกกาบาตที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อให้ว่า หลุมชูเมคเก้อร์ ที่อยู่ส่วนปลายด้านหนึ่งของ อีโรส

บทความทั้งสามที่ตีิพิมพ์ในนิตยสาร Nature สรุปว่า การปะทะครั้งนั้น ที่สันนิษฐานว่า เกิดขึ้นเมื่อประมาณพันล้านปีมาแล้ว ได้สาดส่งก้อนหินใหญ่น้อยไปปกคลุมทั่วพื้นผิวของ อีโรส ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า บนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเช่นนี้ ที่ถูกปะทะถล่มชนกันสันตะโรอยู่ในแถบดาวเคราะห์ คงไม่เหลือก้อนหินดินทรายปกคลุมอยู่บนพื้นผิวอีกแล้ว เพราะมวลขนาดเล็กที่มีสนามแรงดึงดูดน้อยของดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ คงไม่สามารถยึดอะไรบนเปลือกอยู่ได้ (สนามแรงดึงดูดของ อีโรส มีกำลังเพียง ๐.๐๖ เปอร์เซ็นต์ ของโลกเท่านั้น) หากชิ้นส่วนเหนือพื้นผิว เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเพียง ไม่กี่เมตรต่อหนึ่งวินาที ก็คงมีแรงผละหลุดออกจากกำลังยึดของแรงดึงดูดอันน้อยนิด บนดาวเคราะห์น้อยไปได้นานแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่า นอกจากจะมีหินเต็มไปหมดแล้ว เปลือกของ อีโรส ยังมีฝุ่นปกคลุมอยู่อีกด้วย

ถ้าเป็นจริงดังที่ว่า ก้อนหินส่วนใหญ่ น่าจะกระเด็นมาจากหลุมอุกกาบาตเดียวกัน นักจำลองแบบทางคณิตศาสตร์ที่พยายามศึกษารายละเอียดของการปะทะ ก็สามารถเอาไปสร้างข้อจำกัด เพื่อสร้างแบบจำลองขึ้นมาได้ เพราะการจำลองสร้าง ต้องมีสมมติฐานจากสิ่งที่เป็นไปได้ เช่น ถ้าเนื้อดาวอีโรส ทนต่อการแตกแยกมากเกินไป ก็ต้องมีแรงปะทะกำลังสูง เพื่อให้เฉาะเนื้อหลุดออกมาได้ แต่แรงปะทะเช่นนั้น ก็ให้พลังงานต่อมวลที่หลุดกระเด็นออกมา ให้มีความเร็วมากเกินไป จน อีโรส ยึดไว้ไม่อยู่ แต่ถ้ากำหนดให้เนื้อร่วนเกินไป โดนปะทะเข้าทีก็จะป่นไปหมด ไม่เกิดหินก้อนใหญ่ที่ถูกโยนออกมากองให้เราเห็น ปัญหาที่ยังขบไม่แตกอีกก็คือว่า รอบๆก้อนหินเหล่านี้ กลับราบเรียบไม่มีหลุมบ่อเลย ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าหินตกลงมาด้วยความเร็วหลายๆเมตรต่อวินาที เมื่อหล่นลงมาบนพื้นร่วนเป็นฝุ่นอย่างนี้ ก็ต้องมีหลุมมีรูเล็กน้อยรอบๆตรงที่หินตกลงมากองอยู่นั้น แต่การที่ไม่มีรอยอะไร ก็ยังเป็นที่น่าขบคิดหาเหตุผลกันอยู่อีก

นอกจากนั้น พื้นผิวของ อีโรส บางส่วน ก็ถูกคลุมด้วยหลุมอุกกาบาตที่พื้นล่างมีร่องรอยราบเรียบ เหมือนโคลนก้นสระ เรายังไม่มีความเข้าใจมากนัก ต่อการที่ผงฝุ่นตกลงจับผิวพื้น ในภาวะที่แทบจะไม่มีแรงดึงดูดเลยเช่นนั้น มันคงไม่จับตัวกันตกลงมาง่ายๆอย่างบนโลกเป็นแน่ ทีมงานอีโรส เสนอข้อสันนิษฐานว่า คงเป็นไปได้ว่า เศษชิ้นเล็กขนาดเม็ดกรวดเม็ดทรายที่ถูกโยนขึ้นมา และได้รับแสงแดดมากที่ใกล้แถบศูนย์สูตรของ อีโรส เกิดประจุไฟฟ้าขึ้นมา จากการดูดซับพลังงานจากรังสีกำลังสูงๆของดวงอาทิตย์ จนสามารถลอยตัวอยู่ได้นานกว่าอนุภาคอื่นๆที่ชั้นบนๆ แล้วค่อยๆตกลงมาช้าๆ ไปซ้อนตัวกันอย่างเป็นระเบียบในก้นหลุมอุกกาบาต เหมือนตะกอนก้นสระ

ตามภาพถ่ายปรากฏว่า ตะกอนก้นหลุมอุกกาบาตเหล่านี้ ออกสีฟ้าๆ ก็อาจจะมาจากคุณสมบัติทางอ๊อพติกส์ ของอนุภาคขนาดเล็กกว่า ๑ มม. ที่กระเจิงแสงสีฟ้าได้ดีกว่า การเกิดแผ่นดินไว ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเคลื่อนย้ายฝุ่นบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย อีโรส ก็เป็นได้

ข้อมูลด้านนี้ ช่วยประกอบความเข้าใจเกี่ยวกับการทดลองในสภาพแรงโน้มถ่วงต่ำๆ หรือแม้แต่สาขาอื่นๆ เช่น การออกแบบอุปกรณ์หว่านเมล็ดพืชหรือเม็ดปุ๋ย การทำยาที่มาจากผง สารเคมี หรือแร่ธาตุ เพราะพฤติกรรมของอนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันดีนัก

และหากฝุ่นบนดาวเคราะห์น้อย มีประจุไฟฟ้าอยู่จริง ก็จะเป็นปัญหาหนักอกทีเดียว ทั้งสำหรับมนุษย์นักสำรวจอวกาศ และทั้งสำหรับเครื่องมือหรือยานที่จะลงจอดไปทำงานบนดาวเหล่านี้ เพราะขยับหน่อยฝุ่นก็ปลิว หากฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นมามีประจุไฟฟ้า ก็จะเกาะหรืออาจแทรกตัวเข้าไปทำลายเครื่องยนต์กลไกได้ เพราะแม้แต่ฝุ่นละเอียดมากๆ แต่ไม่มีประจุไฟฟ้าบนดวงจันทร์ ก็สร้างความปวดเศียรแก่โครงการอพอลโลไม่น้อย ดังนั้น เราจึงจำต้องเข้าใจคุณสมบัติทางกายภาพของฝุ่นที่มีประจุไฟฟ้าให้มากกว่านี้ ก่อนที่คิดจะทำการสำรวจลึกซึ้งไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะก่อนที่จะส่งมนุษย์ไปสำรวจเอง ตัวอย่างของโครงการในอนาคตก็มีเช่น โครงการ MUSES-C ของญี่ปุ่นร่วมกับนาซ่า ที่จะส่งยานสำรวจไปลอยเรี่ยๆเหนือพื้นดาวเคราะหฺน้อย 1998 SF36 แล้วจะยิงกระสุนเจาะพื้นดาว เพื่อเก็บตัวอย่างกลับมาศึกษาบนโลก หรือโครงการอื่นๆที่ยังเพิ่งอยู่ในขั้นร่างอยู่

หากเราสามารถขุดเจาะลงไปใต้พื้นผิวของ อีโรส โดยไม่ทำให้เกิดฝุ่นคลุ้งมากมายนัก เราจะเจออะไร นักวิทยาศาสตร์หลายๆท่านคาดว่า ใต้พื้นลงไป ก็คงเป็นฝุ่นและก้อนหินลงไปตลอด ไม่มีแกนที่มีมวลสารต่างกัน เป็นข้อสันนิษฐานที่อาจช่วยให้เข้าใจภาพการก่อตัวของมวลสารเหล่านี้ คือแรงดึงดูดกำลังต่ำๆ ที่ทำให้มวลสารเกาะตัวกันหลวมๆ ช่วยดูดซับพลังงานจากการถูกปะทะชน ทำให้รอดตัวอยู่ได้ และมีโอกาสขยายตัวใหญ่ขึ้นด้วยการยึดจับมวลอื่นๆที่มาชนอีก

แต่อีกด้านหนึ่ง รอยร้าวทั่วไปบน อีโรส ก็แสดงว่า เคยเกิดการปะทะชนจนแตกออกอย่างนั้น ก็จะเกาะยึดกันอยู่ได้อย่างไร สันนิษฐานทั้งสองอย่าง ไปด้วยกันไม่ได้ ต้องมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งถุูกเท่านั้น แต่เราเริ่มมองเห็นภาพแล้วว่า อีโรส นั้น มีรอบกะเทาะไปทั่ว แต่หากชิ้นส่วนแตกแยกกันเหล่านี้ยังเกาะตัวกันได้ โดยที่แรงปะทะไม่ได้เกิดแรงเกินไปจนโยนมันออกจากกัน


แม้โครงการเนียร์จะประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม แต่เรากลับเหมือนยิ่งมีคำถามเกิดขึ้นมากมายกว่าเก่าเสียอีก และก็คงจะยังมีคำถามอื่นๆตามมา หลังจากการพิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมต่อจากนี้ไปอีก เพราะดูเหมือนว่า มันจะยุ่งยากสลับซับซ้อนกว่าที่เราคาดหมายไปเสียอีก แต่เราก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ เพราะหากว่า สักวันหนึ่ง เกิดมีอุกกาบาต หรือดาวเคราะห์น้อย จะพุ่งเข้าชนโลก จนเราต้องคิดหาวิธีทำลายมัน เราก็ต้องเข้าใจโครงสร้างของมันก่อนที่จะเลือกได้ถูกว่า จะเอาอาวุธอะไรไปทำลายมันอย่างได้ผล

แม้ในขณะนี้ โลกเราจะกรุ่นไปด้วยภัยชนิดอื่นที่กำลังจะเกิดขึ้นจากมนุษย์ด้วยกันเอง แต่เราไม่ควรลืมว่า ความอยู่รอดของมนุษยชาติในอนาคต ก็ยังต้องอาศัยการเรียนรู้ และเข้าใจในธรรมชาติรอบตัวของเรา

อ้างอิง

ERIK ASPHAUG, Once upon an asteroid , Nature 413, 369 - 370 (2001) © Macmillan Publishers Ltd.


พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 30 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 5 ต.ค. 2544 (12:31)
นี่เป็นหนังที่ทำจากภาพถ่ายของ อีโรส ที่หมุน(ควง?)รอบตัวเองทุกๆ ๕.๒๗ ชั่วโมง(ตามเวลาของโลก) โดยยานเนียร์ ถ่ายไว้เมื่อวันที่ ๔ กพ คศ ๒๐๐๐ เมื่อเริ่มจะเข้าไปโคจรรอบอีโรสน่ะค่ะ ตอนนั้น นาซ่าเองยังพาดหัวข่าวว่า Erotic Rendezvous เลยค่ะ บางคนก็ว่า อีโรสมีรูปร่างเหมือนกล้วยหอมที่โดนคนกัดออกไปสองคำ คำใหญ่ ที่อยู่ด้านโค้งนอก คือส่วรที่ว่าไม่มีก้อนหินน่ะค่ะ ส่วนคำเล็กที่เห็นบนด้านเว้า คือหลุมชูเมคเก้อร์ค่ะ
16143
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 5 ต.ค. 2544 (12:56)
ดังที่กล่าวไว้ข้่างต้นว่า ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (Near-Earth Asteroids) คือดาวเคราะห์น้อยที่หลุดกระเด็นออกมาจาก แถบโคจรหลักของมัน มาผ่านทางโลก คำจำกัดความที่แน่นอนลงมาหน่อยคือ จะต้องเข้ามามีส่วนใดส่วนหนึ่งของวงโคจรห่างจากดวงอาทิตย์ 1.3 AU(Astronimical Unit) ซึ่งประมาณ ๑๙๕ ล้านกิโลเมตร เราได้ค้นพบ ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก เป็นจำนวน ๒๕๐ ดวงมาแล้ว คาดว่ายังมีอีกมาก

ในกลุ่ม ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก พวกนี้ ก็ยังแบ่งซอยลงไปอีกเป็น ๓ กลุ่มย่อยคือ

Amor ข้ามวงโคจรของดาวอังคาร แต่ไม่ถึงโลก อีโรส ก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ (ตั้งชื่อกลุ่มตามดวงที่พบก่อนคือ 1221 Amor)

Apollo วงจรตัดกับวงโคจรของโลก แต่คาบการโคจรเกิน ๑ ปี(ตามเวลาโลก) (ชื่อกลุ่มตั้งตามดาว 1862 Apollo)

Aten วงจรตัดกับวงโคจรของโลก และคายการโคจร น้อยกว่า ๑ ปี (ตั้งตาม 2062 Aten)

ในกลุ่มดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก พวกนี้ เท่าที่ทราบ ดวงที่ใหญ่ที่สุดคือ 1036 Ganymed ซึ่งมึเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔๑ กิโลเมตร ดังที่ได้กล่าวไปแล้วค่ะ

ก็ ดาวเคราะห์น้อย จากกลุ่มนี้แหละค่ะ ที่เชื่อว่าตกใส่โลกเมื่อ ๖๕ ล้านปีมาแล้ว และเกิดผลให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป

ภาพ ดาวเคราะห์น้อย 1036 Ganymed โดยกล้องดูดาวที่หอ Aracebo ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม คศ ๑๙๙๘ อันเป็นเวลาที่ค้นพบเป็นครั้งแรก
16144
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 5 ต.ค. 2544 (17:45)
เมื่อไหร่จะมียานลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยเพื่อสำรวจสักทีนะ เคยได้อ่านมาว่าการเกิดดาวเคราะห์น้อยเกิดมาจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในสุริยจักรวาลระเบิด

Mr. SJ (IP:203.144.236.33)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 5 ต.ค. 2544 (22:14)
ยังอ่านไม่หมดเลย แต่ถามก่อนก็แล้วกัน
เพราะสงสัยมานานแล้วว่า

..เขารู้ได้อย่างไรว่า แกนกลางของดาวเคราะห์
แต่ละดวงในระบบสุริยะ มีสภาพเป็นแบบนั้น
แบบนี้

ผมรู้แต่ว่า ของโลกเรา เขาใช้วัดคลื่นจาก
แผ่นดินไหว แต่ดาวเคราะห์ที่ไม่ใช่โลกของ
เรา เขาวัดจากไหน?

อาจจะไม่เกี่ยวกับกระทู้โดยตรง แต่ก็พอจะ
ประยุกต์ได้นะครับ

คือผมดูจากรูปหนังสือที่อ่าน ๆ แล้วข้องใจ
ครับ

รักสนุก ทุกข์ถนัด (IP:202.183.137.178)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 6 ต.ค. 2544 (11:40)
อย่างในกรณีแกนกลางของโลก เขาบอกว่ามีอุณหภูมิประมาณ 7500 K ซึ่งร้อนกว่าที่ผิวดวงอาทิตย์ซะอีก
“lower mantle” ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย silicon, magnesium และ oxygen มีบางส่วนเป็นเหล็ก

ในขณะที่ “upper mantle” ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย iron/magnesium silicates รวมไปถึง calcium and aluminum

เมื่อดูโดยมวลรวมทั้งหมด โลกประกอบไปด้วย

34.6% Iron
29.5% Oxygen
15.2% Silicon
12.7% Magnesium
2.4% Nickel
1.9% Sulfur
0.05% Titanium

ความรู้เหล่านี้เรารู้ได้มาจาก seismic techniques เท่านั้น

ผมถึงได้แปลกใจว่า ดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ที่เราไม่เคยไปลงเรารู้ข้อมูลประเภทนี้มาจากไหน?

จากอุกกาบาตหรือเปล่า? อะไรกัน … อุกกาบาตจะให้ข้อมูลมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ?

เง็ง ?????? ….

รักสนุก ทุกข์ถนัด (IP:202.183.137.154)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 6 ต.ค. 2544 (23:39)
คุณ SJ คะ เราจะไปจอดยังไม่ได้หรอกค่ะ มันต้องทำไปตามขั้นตอน โดยเราต้องรู้สภาพของพื้นผิวพอสมควรก่อน จากการที่เอายานเนียร์-ชูเมคเก้อร์ไปจอดลงบน อีโรส ก็เป็นขั้นแรกของการหาความรู้ที่จะแผ้วทางไปสู่การจอดในอนาคตค่ะ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า สิ่งที่เกินความคาดหมายของนักวิทยาศาสตร์ก็คือ เขาไม่นึกมาก่อนว่า ดาวเคราะห์น้อยจะมีฝุ่นมากขนาดนี้ แถมฝุ่นพวกนี้อาจจะร้ายมากต่อยานอวกาศและอุปกรณ์ที่จะดำรงชีวิตของยานอวกาศด้วย เพราะแค่ความที่เป็นฝุ่นละเอียดมากๆอย่างเดียว ก็ยุ่งยากมากอยู่แล้ว หากเกิดมีประจุไฟฟ้าอีกด้วย เครื่องมีสิทธิเดี้ยงได้มากเลยค่ะ

อุปกรณ์และยานอวกาศ อาศัยแผงรับแสงแดดมาสร้างไฟฟ้าใช้งาน ถ้าฝุ่น(ธรรมดา)จับมาก แผงก็รับแสงแดดไม่ได้มาก มีไฟฟ้าน้อยลงก็ทำงานลดลงไปจนถึงเครื่องบางอย่างตายไปเลยค่ะ เช่น รักษาความอุ่นได้ไม่พอ พวกบัดกรีก็หลุด เครื่องอีเลคทรอนิคส์ก็เสียไปเลย ฯลฯ มีปัญหาน่าปวดหัวตามมาอย่างที่เราไม่อาจคาดได้มากมายค่ะ ถึงได้ต้องค่อยทำค่อยไป เพราะโครงการพวกนี้ ต้องใช้เงินเป็นร้อยๆล้านเหรียญ เค้าก็ต้องมีหลักประกันมั่นคงก่อนว่า ไม่เสี่ยงเอาเงินไปทิ้งกันง่ายๆน่ะค่ะ

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 7 ต.ค. 2544 (01:01)
คุณรักสนุกฯคะ ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยตั้งคำถามดีๆอย่างนี้ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจค่ะว่า ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสิ่งที่หาข้อมูลได้ยากยิ่งเหล่านี้ ต้องอาศัยเวลานานค่อยๆสะสมความรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เห็นตัวเลขแล้ว จะมาจากกระบวนการหาคำตอบเพียงกระบวนการเดียวเลยค่ะ

และแม้แต่โลกเราเอง ที่เราทำการวัดโดยตรงได้บางอย่าง เค้าก็ไม่อาศัยวิธีเดียวเท่านั้นมาหาคำตอบค่ะ และถึงได้คำตอบมาแล้ว เค้าก็ยังอาศัยเทคนิคใหม่ๆ มาเช็คคำตอบเดิมว่ามีที่ผิดหรือเปล่า หรือมาเพิ่มความแน่นอนในคำตอบยิ่งขึ้นไปด้วยค่ะ อย่างเรื่องมวลของโลก เค้าก็ไม่ได้อาศัยการวัดคลื่นสะท้อนอย่างเดียวมาคำนวณ แต่หาด้วยวิธีอื่นมาประกอบกันด้วย เช่น จากกำลังสนามแม่เหล็ก จากสนามแรงดึงดูดของโลกด้วยข้อมูลจากยานอวกาศ ฯลฯ งานของนักวิทยาศาสตร์ไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ เพราะเค้าไม่ยอมรับว่า คำตอบที่มีอยู่ สัมบูรณ์ ทุกประการแล้ว ต้องเช็คตัวเองอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ยอมหยุดนิ่งค่ะ ถึงจะพัฒนาได้

ส่วนดาวเคราะห์ใหญ่น้อย หรือเทหวัตถุในอวกาศอื่นๆ มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราหาข้อมูลมาได้มากเท่าไหร่ ดิฉันก็ตอบรวมให้ครอบคลุมไปทุกกรณีไม่ได้หรอกค่ะ อย่างเช่น ภาพดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ไกลมากๆ ยังไม่มียานอวกาศบินผ่านไปถ่ายรูปในระยะใกล้ อาศัยแต่รูปมัวๆจากกล้องดูดาวบนพื้น การประมาณโครงสร้างก็ทำได้ยากมาก การประมาณก็มีความคลาดเคลื่อนสูง หรือดาวที่เราแค่บินผ่านไกลๆไปครั้งเดียว ก็ได้ข้อมูลไม่ดีเท่าที่ผ่านไปหลายครั้ง หรือที่แค่บินผ่านไปอย่างเดียว ยังไงข้อมูลก็ไม่ดีเท่าถ้าได้ไปบินวนโคจรรอบๆ ให้มีเวลาได้วัดอะไรต่อมิอะไรมาทำให้คำรวณได้คำตอบที่ชัดเจนลงไปยิ่งขึ้น

แล้วเค้าก็ยังต้องอาศัยความรู้ที่มีมากจากดาวอื่นๆ มาปะล่อมปะแล่ม ประสานเชื่อมช่องว่าง โดยอนุโลมว่า การเดาอย่างมีมูลเหตุที่ไม่ใช่นั่งเทียนเอา ก็ยังดีกว่าการที่ไม่มีความรู้อะไรเลย

ตัวอย่างพื้นผิวของดาวเคราะห์ ที่เราจับต้องได้ ก็มีเพียงของโลกเรา กับตัวอย่างของดวงจันทร์ และอุกกาบาตที่ตกลงบนโลก ที่เอามาเป็นพื้นฐานรองรับปรัศนากว้างใหญ่ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย แล้วก็ข้อมูลจากที่เราส่งยานไปสำรวจดาวต่างๆ ก็เอามาเติมช่องว่างให้เวลาเราไปสำรวจดาวอื่นๆอีกด้วย แต่บางครั้งเราอาจเจอเซอร์ไพร้ส์ ไปเจอปรากฏการณ์ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เอามาขยายฐานข้อมูลออกไปอีกทำละนิดน่ะค่ะ นี่เป็นการหาความรู้พื้นฐาน

ดาวต่างๆ ถ้าเราไม่มีข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้มาก่อนจากดาวอื่นๆ ก็คงไม่สามารถตั้งสมมติฐานให้ละเอียดเท่าที่ได้เห็นมาหรอกค่ะ

เกริ่นมาเสียยืดยาว ไม่ได้คิดจะแกล้งคุณเล่นๆนะคะ อิอิ เพียงแต่อยากจะให้เข้าใจว่า ตัวเลขที่คุณได้มา สิ่งที่คุณอาจจะคิดว่าเป็นข้อเท็จจริงนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงตายตัวก็ได้นะคะ ถ้าจะพูดให้ strict จริงๆ ก็ต้องบอกด้วยว่า ตัวเลขพวกนี้ เชื่อได้ถึงทศนิยมไหนค่ะ ไม่ได้กวนนะคะ คือเค้าให้ค่าว่า ความใว้วางใจในเครื่องมือที่วัด กับความพร้อมของข้อมูล เชื่อได้เท่าไหร่น่ะค่ะ เพราะฉะนั้น ต้องเผื่อใจว่า อาจจะเปลี่ยนกันได้เล็กน้อยน่ะค่ะ

ทีนี้จะเข้าเรื่องล่ะค่ะ

สมมตินะคะ สมมติว่า เราส่งยานไปบินผ่านดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง เราต้องการรู้โครงสร้างภายใน เช่น มันมีแกนเหล็กรึเปล่า ข้างในยังร้อนอยู่รึเปล่า และเป็นของแข็งหรือของเหลว หรือดาวดวงนั้นกำลังเย็นตัวลงและหดตัวลงพร้อมๆกัน หรือว่ากำลังร้อนขึ้นเละขยายตัวออกไป ฯลฯ มีปัญหาร้อยแปดที่เราอยากรู้

แต่ก่อนที่เราจะหาคำตอบเหล่านั้นได้ เราต้องเข้าใจถึงปัจจัยพื้นฐานของดาวดวงนั้น ก่อนที่จะตอบอะไรได้ทั้งสิ้่น ปัจจัยเหล่านี้ คือ มวล ขนาด(เส้นผ่าศูนย์กลาง) ความหนาแน่นเฉลี่ย และคุณสมบัติทางกายภาพของหินบนพื้นผิวของดาว

มวล จะหาได้จาก แรงที่กระทำต่อยาน คือแรงโน้มถ่วงของดาว ยิ่งบินวนได้มากเท่าไหร่ ค่าแรงโน้มถ่วงก็แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น พวกบินเฉียดๆกับที่ไปโคจรรอบๆ ความเริ่ดของข้อมูลก็ต่างกันลิบเลยค่ะ ส่วนขนาดก็หาได้ง่าย เมื่อเราถ่ายภาพได้

ความหนาแน่นเฉลี่ย ก็คือ มวล หารด้วย ปริมาตร ทันทีที่เราได้ค่าความหนาแน่นเฉลี่ย มันก็จะบอกอะไรได้หลายอย่างเกี่ยวกับส่วนประกอบคร่าวๆของดาวดวงนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากดาวมีความหนาแน่นเฉลี่ย ๑๐๐๐ กก/ม3 เราก็บอกได้ว่า มันประกอบด้วยน้ำแข็ง(ice)เป็นหลัก หากค่าเฉลี่ยประมาณ ๒๘๐๐ ถึง ๓๙๐๐ กก/ม3 ก็เป็นความหนาแน่นพอๆกับหินบนโลก ตั้งแต่หินธรรมดาไปจนถึงหินภูเขาไฟ ถ้ามีค่าระหว่าง ๕๐๐๐ - ๖๐๐๐ กก/ม3 ก็เป็นของแร่ธาุตุที่มีส่วนผสมของเหล็กอยู่สูง ถ้าเกิน ๗๙๐๐ กก/ม3 ขึ้นไป ก็เป็นพวกเดียวกับอุกกาบาตประเภทเหล็ก-นิเกิ้ล

ถ้า ดาวเคราะห์ หรืออุกกาบาต ที่เราต้องการสำรวจ มีขนาดเล็กหน่อย เช่น เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ กม เราก็คงจะได้ค่าความหนาแน่นที่พื้นผิว พอๆกับค่าความหนาแน่นเฉลี่ย นี่ก็ช่วยให้สรุปได้ว่า ส่วนประกอบของโครงสร้างเหมือนๆกันตั้งแต่ผิวลงไปถึงข้างในสุด(uniform) คือเปลือกอย่างไร แกนก็อย่างนั้น เช่น คงจะมีค่าประมาณ ๓๕๐๐ กก/ม3 ซึ่งเป็นความหนาแน่นของอุกกาบาตประเภท chondrite เพราะมวลขนาดเล็กเกินไป ก็มีความจำกัดทางฟิสิกส์ที่จะไม่สามารถสร้างแรงอัดมากพอให้เนื้อหินแยกตัวออกจากกัน (differentiate) เป็นแกนกับเปลือกที่ต่างกันได้ค่ะ อันนี้ได้มาจากการศึกษาทางธรณีวิทยาเป็นเวลานานแล้วค่ะ

ถ้าเราสามารถวัดส่วนประกอบทางเคมีของหินพื้นผิว ด้วยอุปกรณ์เช่น xray หรือ gamma ray spectrometer หรือหากไปขุดตัวอย่างกลับมาได้อย่างดวงจันทร์ ก็จะยิ่งดีไปใหญ่ เราก็สามารถหาค่าความหนาแน่นของเปลือกดาวได้

เมื่อเราได้ค่าความหนาแน่นของหินตัวอย่างจากพื้นผิว ถ้ามันน้อยกว่า ค่าความหนาแน่นเฉลี่ย ก็บอกได้ว่า แกนในต้องหนาแน่นมากกว่าข้างนอก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ดวงจันทร์ ตัวอย่างหินจากดวงจันทร์มีความหนาแน่นพอๆกันประมาณ ๒๘๐๐ กก/ม3 ในขณะที่ ค่าความหนาแน่นเฉลี่ย เท่ากับ ๓๓๐๐ กก/ม3

ยิ่งของโลกแล้ว ความแตกต่างนี้มีมาก เปลือกโลกมีความหนาแน่นประมาณ ๒๘๐๐ กก/ม3 แต่ความหนาแน่นเฉลี่ยของทั้งโลกมีค่าถึง ๕๕๐๐ กก/ม3 เมื่อประกอบกับข้อมูลจากการสำรวจด้านอื่น จึงสรุปไ้ด้ว่า นอกจากโลกมีแกนเป็นเหล็กแล้ว ใน mantle ก็ยังต้องเป็นหินที่มีธาตุเหล็กประกอบอยู่มากด้วย

นี่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นค่ะ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เราต้องใช้ความรู้หลายๆสาขามาประกอบกันเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับโครงสร้างของดาว ตั้งแต่ความรู้เรื่องหิน เรื่องแร่ธาตุ การปฎิบัติตัวทางกายภาพ ฯลฯ สสารทั้งหลายต้องปฏิบัติตัวไปตามกฏทางฟิสิกส์ ก็ได้ความรู้ทั้งทาง ธรณีวิทยา ฟิสิกส์และ เคมี มาใช้เป็นแนวทางคลำหาคำตอบได้ค่ะ

กฎต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกันก็มีเช่น hydrostatic equilibrium, thermodynamics Solid state phase change, ฯลฯ เหล่านี้ มาช่วยสร้างสมการเพื่อทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการศึกษา โดยมีข้อมูลของจริงมาเป็น boundary ช่วยคุมไม่ให้แบบจำลองออกนอกลู่นอกทางมากเกินไปน่ะค่ะ

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 7 ต.ค. 2544 (01:10)
ถ้าคุณสนใจมากอย่างนี้ เห็นทีดิฉันจะต้องเอาอีกเปเป้อร์นึงที่สำคัญมาก ในวงการศึกษา Planetary Science คือ เปเ้ปอร์ของ Paul Spudis ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการศึกษาดวงจันทร์ ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงข้อมูลล่าสุดจากยาน Lunar Prospector และยาน clementine มาเสริมข้อมูลจากโครงการอพอลโลด้วยกันค่ะ ดิฉันว่าจะเขียนอยู่ แต่เกรงมันจะหนักมาก อ่านก็ยากด้วยค่ะ หุๆๆ หินทั้งนั้น ย่อยยากค่ะ

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 7 ต.ค. 2544 (01:43)
ผมเห็นรูปดาวเคราะห์ ที่บอกว่าแกนกลาง
เป็นอย่างโน้นอย่างนี้นั้น ผมข้องใจมานาน
แล้ว แต่ก็มักจะลืม ๆ ไป ถูกเก็บเข้าลิ้นชักทุกที

ตอนนี้ได้เวลาสะสาง มีหรือจะยอมพลาด
โอกาสไปได้ครับ

ส่งเปเปอร์ของ Paul Spudis มาเลยครับ
แม้ว่าผมอาจไม่ได้อ่าน แต่เอามาหมกไว้
ก่อน ก็ยังดีกว่าไม่มีเลยครับ

หรือถ้าหินมาก อ่านไม่รู้เรื่อง ผมก็ถามคุณ
พวงร้อยซิครับ

จะไปยาก อาร๊าย ย ย ย ย ย ย ฮี! !

รักสนุก ทุกข์ถนัด (IP:202.183.137.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 7 ต.ค. 2544 (05:07)
ที่ดิฉันตอบไปนั่น ไม่ได้คลายสงสัยอะไรบ้างเลยเหรอคะ ฮือๆๆ น้อยใจจัง

เปเป้อร์ของพอลเค้าก็ไม่ได้อธิบายวิธีหาว่าแกนในคืออะไรหรอกค่ะ คำตอบนี้ ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ต้องอาศัยการวิเคราะห์มากมายมหาศาลเลยทีเดียวค่ะ เปเป้อร์ที่ว่าสำคัญมาก ก็เพราะเค้าให้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ยานอวกาศรุ่นหลังไปเก็บมา ซึ่งก็ไม่มากนักค่ะ หาอ่านดูได้ใน นิตยสาร Science ฉบัีบ วันที่ ๗ กย นะคะ และในนิตยสาร Nature ฉบับวันที่ ๖ กย ก็มีบทความสามสี่บทที่แสดงผลการวิจัยเกี่ยวกับแกนโลกไว้น่ะค่ะ

คงไม่มีใครสรุปมาอธิบายให้คุณเข้าใจได้จะๆได้หมด โดยใช้เวลาไม่มากหรอกค่ะ ไม่ใช่ดิฉันขี้เกียจนะคะ แต่ละวิธีมันสลับซับซ้อนมากถึงมากที่สุด และการวิเคราะห์มันเป็นไปโดยการใช้ข้อมูลทางอ้อมเป็นส่้วนมาก และแต่ละวิธีมันก็ใช้ expert คนละด้านกันไปเลย อย่างบทความของพอลก็อาศัยข้อมูลเปลือกผิวดวงจันทร์ที่ละเอียดขึ้น มา deduce เกี่ยวกับแกนในของโลกไว้่ด้วย ที่คุณไม่เห็นมีใครอธิบายไว้ในหนังสือหรือบทความ เพราะมันเหลือกำลังที่จะอธิบายน่ะค่ะ

เมื่อกี้พิมพ์ตอบไปเยอะ ไปตัดปะชื่อบทความมาให้ แต่เครื่องแฮงก์เลยหายหมดเลย ส่งแค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไปตัดปะมาให้ใหม่ค่ะ บทความพวกนี้ดิฉันส่งให้ไม่ได้หรอกค่ะ ฉบับใหม่ๆเค้า่สงวนลิขสิทธิ์อยู่ ไว้เก่าหน่อยก็จะเข้าไปเปิดดูได้ค่ะ คิดว่า สักหกเดือนรึไงนี่แหละค่ะ

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 7 ต.ค. 2544 (05:44)
ถ้าอาศัยห้องสมุดมหาวิทยาลัยได้ คงหาได้นิตยสารพวกนี้ได้นัคะ

บทความการศึกษาโครงสร้างของดวงจันทร์

What Is the Moon Made of?

Paul D. Spudis
Science Sep 7 2001: 1779-1781
Until recently, knowledge of lunar composition was based mostly on lunar samples returned by the Apollo and Luna missions. This all changed with the Clementine and Lunar Prospector missions, which provided global maps of the composition of the lunar surface. In his Perspective, Spudis charts the insights into the structure and history of the Moon gained through these global data, which are set to revolutionize our understanding of the Moon and other planetary bodies.


--------------------------------------------------------------------------------
The author is at the Lunar and Planetary Institute, Houston, TX 77058, USA. E-mail: spudis@lpi.usra.edu

อันนี้แสดงวิธีหนึ่ง ที่เค้าใช้ศึกษาโครงสร้างของดาวค่ะ เปิดดูได้ค่ะเพราะมันเก่าแล้ว แต่พอจะให้ไอเดียว่า มันหินขนาดไหน

The Clementine Bistatic Radar Experiment
S. Nozette, * C. L. Lichtenberg, P. Spudis, R. Bonner, W. Ort, E. Malaret, M. Robinson, E. M. Shoemaker
http://www.sciencemag.org/cgi/content/full/274/5292/1495?maxtoshow=&HITS=10&hits=10&RESULTFORMAT=&searchid=QID_NOT_SET&stored_search=&FIRSTINDEX=0&volume=274&firstpage=1495&fdate=10/1/1995&tdate=10/31/2001


และในนิตยสาร Nature ฉบับวันที่ ๖ กย ก็มีบทความน่าสนใจสามสี่บท เกี่ยวกับการวิเคราะห์แกนโลก

ลองกลับไปอ่านความเห็นที่ ๑๗ ของดิฉันดูดีๆอีกหน่อยนะคะ วิธีคร่าวๆก็เท่าที่บอกนั่นแหละค่ะ ต่อให้นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้ ก็ไม่มีใครตอบครอบคลุมให้คนที่ไม่เคยติดตามอ่านมานานพอ และอีกอย่างก็ไม่มีใครรู้ทุกๆวิธีไปได้เลยค่ะ ให้เข้าใจได้อย่างสั้นๆนี่ ดิฉันก็ยังจนใจไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างไรเลยค่ะ

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 7 ต.ค. 2544 (13:01)
โถ ๆ ๆ ๆ เข้าใจผิดกันใหญ่แล้ว …

ที่คุณพวงร้อยตอบมานั่นนะ ทำให้ผมหูตาสว่าง..หายโง่ไปเยอะเลยครับ แต่ว่าที่คุณพวงร้อยตอบมาก็เป็น
แค่พื้นฐานเท่านั้นเองครับ พอผมรู้พื้นฐานแล้วผมก็สงสัยใคร่รู้ขึ้นอีกไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ จบยาก อิ อิ อิ อิ

…ประมาณว่า..โลภมากอะไรทำนองนี้แหละ..

เวลาเฉลยมาแล้วก็ดู..ง๊าย..ง่าย…นะครับ…… ไฉนเลย ผมถึงได้ “เง็ง” และ โง่ อยู่ตั้งนานก็ไม่รู้แฮะ!!!!

คำตอบสุดท้าย คือ ค่อย ๆ สะสมความรู้จากหลาย ๆ แหล่งมา “ปะล่อมปะแล่ม” ต่อ จิ๊กซอร์ ว่างั้นเถอะ

แหม..นึกได้งัย? ที่ใช้คำว่า “ปะล่อมปะแล่ม” ผมอ่านแล้วให้ความรู้สึกที่เห็นภาพได้ชัดแจ๋วแหววจริง ๆ

รสชาติปะล่อมปะแล่ม กลืนไม่เข้า คายไม่ออก อย่างนี้หรือเปล่า ?

สงสัยคุณพวงร้อยจะไม่ถนัดในการทำครัวนะครับ ถึงได้ทำอาหารมีรสชาติแบบนี้บ่อย ๆ ? ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ

ว่าแต่ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว มีคนจำนวนมากบอกว่า ดาราศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว ไม่รู้ไปสนใจทำไม
ผมจึงหยากจะให้คุณพวงร้อยประยุกต์ใช้ Planetary Science กับการ

….ค้นหา “ขุมทองโกโบริน” ที่ถ้ำลิเจียหน่อยซิครับ ชาวประชาจะได้ตระหนักว่า ดาราศาสตร์ไม่ใช่เรื่อง
ไกลตัว…นะจะบอกให้..

รักสนุก ทุกข์ถนัด (IP:202.183.137.160)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 8 ต.ค. 2544 (00:42)
แหม คุณพูดอย่างนี้ดิฉันเสียหายหนักนะคะ ทำกับข้าวเก่งออกค่ะ แต่ขี้เกียจทำน่ะค่ะ ฮ่าๆๆ

คนที่อยู่เมืองนอก แล้วหาอาหารไทยกินไม่ถูกใจ(สมัยก่อนนะคะ) ก็ต้องหัดทำเองค่ะ ทีนี้เครื่องแกงหาไม่ได้ครบ ก็ต้องเอาอะไรมาแทนกันบ้าง พอปะล่อมปะแล่มทำออกมารสชาติใกล้เคียง ก็ยังดีกว่าไม่มีกินนะคะ อย่างหารากผักชีมาทุบใส่ต้มกระดูกหมูไม่ได้ ก็เอาก้านนั่นแหละค่ะ เด็ดใบออก ทุบเบาๆใส่แกง ไม่ได้กลิ่นหอมเข้ากับกลิ่นกระดูกถึงใจเหมือนใส่ด้วยราก แต่ก็พอปะล่อมปะแล่มติดกลิ่นผักชีนิดหน่อยให้ชื่นใจบ้างก็ยังดี แบบนั้นหละค่ะ

เวลาหาข้อมูลตรงๆไม่ได้ เพราะมันยากเหลือใจ นักวิทยาศาสตร์เค้าดัดแปลงพลิกแพลงเอาอย่างอื่นมาเป็นเค้ามูลพอปะล่อมปะแล่มได้ความรู้น้อยหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ยังไงก็ยังงั้นนั่นหละค่ะ

มีวิธีที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า เค้าใช้ความคิดหาวิธีเก็บข้อมูลด้วยการพลิกแพลงขนาดไหน

ได้กล่าวไปเล็กน้อยว่า ขนาดของดาวเคราะห์บอกความเป็นไปได้ว่า เนื้อดาวจะแยกตัวออกจากกัน(differentiate)หรือไม่ เพราะถ้ามีมวลมากพอ ก็มีแรงกดดันมากพอ คือส่วนประกอบหนักๆจะจมไปอยู่ในแกนลึกๆ เนื้อเบากว่าจะลอยขึ้นมาอยู่บนเปลือก เพราะคุณสมบัติของหิน มีโครงสร้าง (lattice) ที่อีเลคตรอนเรียงตัวกันไม่สมบูรณ์นัก ถ้ามีแรงกดจากทางใดทางหนึ่งที่เกิดอีเลคตรอนหลุดไปจากตรงนั้น จะทำให้ตรงนั้นเป็นจุดอ่อนที่ค่อยแยกออกให้ส่วนที่หนักกว่าจมลงไป คล้ายๆกับลักษณะของยางมะตอยผสมกรวดที่ราดถนน เมื่อแห้งแล้ว ก็มีความเปราะขนาดเอาค้อนทุบก็บิแตกออกมาได้ แต่ถ้าเอาของหนักๆอย่างลูกปืนใหญ่ไปวางไว้ นานเข้ามันจะเกิดรอยบุ๋มลงไป เนื้อโลกก็แยกตัวออกจากกันแบบนั้นน่ะค่ะ ที่เราว่าเป็นของเหลว ไม่ใช่แบบน้ำนะคะ มันยังมีความหนืดมากเลยค่ะ

การแยกชั้นของหิน (differentiation) บอกได้มากถึงลักษณะแกน ว่ามีหรือไม่มี มีมากมีน้อยเท่าไหร่ ความหนาแน่นต่างกันอย่างไร ฯลฯ อีกมาก และถ้ามีมวลมากพอ แรงอัดสูงๆก็ทำให้อุณหภูมิสูงพอที่จะมีส่วนที่เป็นของเหลวอยู่ในแกน ถ้าแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าอยู่ในสภาพของเหลว อุณหภูมิที่ไม่สม่ำเสมอทำให้เกิดการไหลวน ก็เกิดสนามแม่เหล็กได้ เขาจึงต้องการรู้ด้วยว่า ดาวมีแกนหรือเปล่า ถ้ามีเป็นของแข็งหรือของเหลว

วิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้ทราบว่ามีแกนของเหลวหรือไม่ ก็ได้จากการวัด moment of inertia ของดาวน่ะค่ะ คงเคยลองปั่นไข่เล่นกันมาบ้างแล้ว ไข่ที่ต้มสุกจนเนื้อแข็งแล้ว กับไข่ดิบ จะหมุนต่างกันเวลาปั่น ต่างกันยังไงคนที่ไม่เคยต้องไปลองดูเอาเองแล้วกันนะคะ

วิธีที่เค้าใช้วัด moment of inertia อย่างหนึ่งก็อาศัยคลื่นวิทยุบนยาน เมื่อส่งมายังโลกตลอดเวลา ด้วยคลื่นที่มีความถี่เฉพาะ เมื่อยานเข้าใกล้ดาว ก็ถูกแรงกระทำ คลื่นวิทยุที่ส่งมายังโลกก็ shift ความถี่เปลี่ยนไป เค้าก็เอามาคำนวณได้ค่ะว่า เปลี่ยนไปเท่าไหร่ เพื่อหาความเร็ว และทิศทางที่เปลี่ยนไป ก็เอามาวิเคราะห์โครงสร้างภายในของดาวได้ การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้สลับซับซ้อนมาก ต้องใช้เวลากันนานหลังจากที่ได้รับสัญญาณแล้วกว่าจะได้ผลวิจัยออกมา เมื่อไม่นานมานี้ เครื่องมือเรดาร์บนยาน กาลิเลโอ ที่ได้บินผ่านดาวบริวาร Callisto และได้สรุปผลวิเคราะห์ออกมาว่า คาลิสโต้ มีโครงสร้างต่งจากดาวบริวารอื่นๆอีกสามดวง คือ Io, Ganymede, และ Europa ตรงที่การแยกชั้นของหินเนื้อในไม่สมบูรณ์อย่างบริวารทั้งสามซึ่งมีแกนแน่ชัด แต่ คาลิสโต้ มีเนื้อในที่ไม่สม่ำเสมอ ก็จากการวัดของเครื่องมือวิทยุแล้ววิเคราะห์ doppler shift นี่แหละค่ะ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ http://www.jpl.nasa.gov/galileo/news20.html

ภาพดาวบริวารทั้ง ๔ ของดาวพฤหัส จากซ้ายไปขวา Io, Europa, Ganymede, Callisto
16145
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 8 ต.ค. 2544 (01:30)
กระทู้นี้ติดลมไปใหญ่ เพราะคุณรักสนุกฯมาชักใบให้เรือเห แต่ไม่เป็นไรค่ะ พอจะปะล่อมปะแล่มได้ว่า เราพูดถึงการศึกษาดาวเคราะห์ วิธีการต่างๆที่นำมาศึกษาดาวเคราะห์ก็น่าสนใจไม่น้อย สนุกดีค่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เล่าต่อจากข้างบนอีกหน่อยแล้วกันนะคะ

กว่าจะส่งยานอวกาศได้แต่ละดวง ก็ลำบากมากค่ะ ขั้นตอนการขออนุมัติมีนับสิบ ขนาดผ่านขั้นตอนมาทุกด่าน เกือบจะได้ลงมือสร้าง บางครั้งกลับมีคำสั่งเปรี้ยงลงมาว่า ให้ระงับโครงการ เพราะโครงการอื่นใช้งบเกิน(ส่วนมากจะเป็นพวกโครงการสถานีอวกาศนี่แหละค่ะ ตัวร้าย) โครงการที่ไม่หวือหวาเพราะมีแต่สาระล้วนๆ ไม่มีสีสันอย่างโครงการที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์อวกาศก็โดนตัดไปมากต่อมาก นักวิทยาศาสตร์หลายๆคน อุทิศชีวิตทั้งชีวิต รอผลการสำรวจจากยาน เพราะไม่ใช่เรียนกันง่ายๆ พอโครงการโดนตัด ก็คว้างกันไปหลายๆปี หรือบางทีก็ต้องเปลี่ยนสายหรือถึงกับเปลี่ยนอาชีพกันไปเลยก็มีมามากแล้วค่ะ เอ ออกนอกเรื่องไปมากแล้ว กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า

ด้วยความยากเย็นแสนเข็ญอย่างนี้ การสร้างอุปกรณ์ใดๆ ก็ใช่ว่าจะเอาไปใช้แค่งานเดียว อุปกรณ์อย่างหนึ่ง โดยเฉพาะบนยานใหญ่ๆ มักจะมีทีมงานวิทยาศาสตร์หลายๆทีม เอาข้อมูลไปแยกกันศึกษาเฉพาะเรื่องกันไป

อย่างเรื่องมือวิทยุบนยานกาลิเลโอนี่ ก็มีถึงสองทีมที่ใช้ข้อมูลร่วมกัน แต่แยกวิจัยไปคนละทาง ทีมหนึ่งก็ศึกษาโครงสร้างภายในดังที่กล่าวไปข้างบน อีกทีมก็ใช้อุปกรณ์เดียวกัน ศึกษาโครงสร้างของชั้นบรรยากาศด้วยค่ะ

จากคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่หักเหเมื่อผ่านตัวกลางคนละชนิด เค้าก็ส่งคลื่นวิทยุออกจากยานมายังโลก เมื่อยานเพิ่งจะโผล่ออกจากด้านหลังของดาว สัญญาณก็จะทะลุผ่านบรรยากาศของดาว ก่อนที่จะมาถึงโลก ก็จะเกิดการหักเห(refraction) diffusion และ scattering (ขออภัยดิฉันไม่แน่ใจว่าเราใช้ศัพท์สองคำนี้ว่าอะไรในภาษาไทยน่ะค่ะ) ก็อาศัยข้อมูลเหล่านี้ มาวิเคราะห์บรรยากาศได้ว่า ประกอบด้วยอะไร และจัดแยกชั้นกันอย่างไร แต่ละชั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง

พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 2 มี.ค. 2548 (18:16)
ดาวพวกนี้เป็นการที่ให้เราเรียนต่อๆไปกันได้ตลอดมาเพื่อให้รุ่นอื่นๆมาเรียนต่อมา
pear_art7@hotmail.com (IP:203.151.53.66,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 21 ก.ค. 2548 (19:18)
คุณพวงร้อยทำงานเกี่ยวกับอะไร และเรียนจบเกี่ยวกับคณะสาขาอะไรมาหรอครับ
พอดีผมชื่นชมในตัวคุณน่ะ อยากจะมีประวัติเกี่ยวกับตัวคุณสักเล็กน้อยน่ะครับ

คุณคงจะไม่หวงตัวเองหรอกนะครับ ในเรื่องประวัติเหล่านี้ เพราะผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ยินดีที่ควรจะบอกกล่าวกับคนอื่น เพื่อทำให้รู้จักตัวคุณเองมากขึ้น

ยังไงก็อย่าลืมตอบคพถามผมด้วยนะครับ
styer (IP:61.91.131.7,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 22 ก.ค. 2548 (11:44)
O_O ?????
Mr.T เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 511 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 23 พ.ย. 2548 (19:43)
ไม่เห้นจามมีดาวครบทุกดวงเลยเซง
น้องพราว (IP:58.11.80.69,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 29 พ.ย. 2548 (10:13)
ดาวเคราะห์น้อยอีโรสอยู่บริเวณไหนเหรอครับอยู่ใกล้กับอะไรหรือครับ ตอนนี้
คนรักจักรวาล เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 295 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 164 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 3 ม.ค. 2549 (12:33)
ไม่ดีเลย
นนท์ (IP:61.91.247.178,,)

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.