คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ผลวิเคราะห์ทางอินทรียเคมีของน้ำยาอาบศพในมัมมี่อียิปต์
โพสต์เมื่อ: 13:34 วันที่ 1 พ.ย. 2545         ชมแล้ว: 45,362 ตอบแล้ว: 53
11607

ภาพมัมมี่จากยุคที่โรมันครอบครองอียิปต์แล้ว โลงศพในสภาพสมบูรณ์ ของ Artimidorus mummy นี้เก็บรักษาอยู่ที่ British Museum ในมหานครลอนดอน

ชาวอียิปต์โบราณ ใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมสลับซับซ้อนมาอาบศพเพื่อรักษาสภาพไม่ให้เปื่อยเน่าสลายไปตามกาลเวลา โดยได้ใช้เวลานับพันๆปีมาปรับปรุงพัฒนาให้น้ำยาอาบศพมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่มีการค้นพบมัมมี่เป็นค้นมา นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาค้นคว้าว่า ส่วนประกอบของน้ำยาอาบศพประกอบด้วยอะไรบ้าง และก็ได้ความรู้สั่งสมมากมาย แต่สิ่งที่ใช้แลกมาซึ่งความรู้เหล่านี้ ก็ด้วยการทำลายตัวอย่าง คือมัมมี่อันเป็นทรัพยากรทางโบราณคดีอันไม่อาจทดแทนได้ ประกอบกับการสูญเสียมัมมี่ไปเป็นจำนวนมาก ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความละโมภ

ในยุคทองของการทำมัมมี่ ประมาณพันปีก่อน ค.ศ. ช่างทำมัมมี่ดองศพได้ดีขนาดนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ยังสามารถสกัด DNA จากเนื้อเยื่อหรือเส้นผมของมัมมี่มาศึกษาได้ด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นที่สุด ที่มัมมี่ส่วนใหญ่ไม่เหลือรอดมาถึงคริสตวรรษที่ ๑๙ ด้วยซ้ำไป เนื่องจากมัมมี่ส่วนใหญ่ถูกขุดขึ้นมาโดยพวกปล้นหลุมศพไปขายให้นักสะสม หรือถูกเอาไปบดให้ป่นทำยา หรือแม้กระทั่งถูกเอาไปเผาต่างฟืน และถูกนำออกมาแก้ผ้าพันกลางแจ้ง เป็นสิ่งบันเทิงอารมณ์ชาวบ้านเป็นที่น่าเอน็จอนาถไป ในศตวรรษที่ผ่านมา แม้จะมีการเรียนรู้ศึกษามัมมี่มาเป็นอย่างมาก แต่ก็ด้วยวิธีพื้นๆ เช่น ต้องแก้ห่อผ้าออกมาผ่าศพ ทำให้มัมมี่เหล่านี้ ถูกทำลายไปอย่างไม่สามารถนำกลับคืนมาในสภาพเดิมได้ จนในปัจจุบัน ยังมีมัมมี่ในสภาพสมบูรณ์หลงเหลืออยู่น้อยมาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ต่างๆที่ยังมีมัมมี่ที่มีสภาพดีเก็บรักษาอยู่ มักจะลังเลที่จะให้ความร่วมมือกับนักเคมี เพราะไม่ต้องการสูญเสียทรัพยากรอันประเมิณค่ามิได้อีกต่อไป

Stephen A. Buckley และ Richard P. Evershed นักอินทรียเคมี แห่ง ศูนย์วิจัย Biogeochemistry แห่งคณะเคมี มหาวิทยาลัยบริสตอล ในสหราชอาณาจักร ได้แสดงผลการวิเคราะห์ทางเคมีของน้ำยาอาบศพ โดยไม่ต้องทำลายมัมมี่ ด้วยการใช้ตัวอย่างหนักเพียง ๐.๑ มิลลิกรัม มาวิเคราะห์ได้ผลแสดงถึงส่วนประกอบมากมายกว่าที่เคยศึกษากันมา ผลงานของเขาทั้งสอง ได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร Nature ฉบับที่ ๔๑๓ ในวันที่ ๒๕ ตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง

การอาบศพเป็นสิ่งสำคัญมากในการรักษามัมมี่ให้ไม่เปื่อยเน่า แม้มีการพิสูจน์อย่างแน่ชัดแล้วว่า ชาวอียิปต์โบราณ ดองเกลือศพ ถึง ๔๐ วัน ด้วยเกลือ Natron ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในประเทศอียิปต์ แต่เกลือเนตรอน ก็เพียงทำหน้าที่ดูดน้ำออกให้ศพแห้งเท่านั้นเอง หากไม่อาบศพด้วยสารที่มีคุณสมบัติกันการบูดเน่า ศพก็คงไม่รอดจากการผุสลายไปตามธรรมชาติ ในสภาพอันอับชื้นของที่ฝังศพใต้ดินหรือในปิรามิดเป็นแน่

แล้วน้ำยาอาบศพนี้ทำด้วยอะไรก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะไม่มีบันทึกจากชาวอียิปต์โบราณบอกถึงส่วนผสมนี้เลย แม้ในภายหลังจะมีบันทึกโดยชาวกรีกเช่น Herodotus, Diodorus, Siculus, Strabo, และ Pliny โดยเฉพาะบันทึกที่สำคัญที่สุดเป็นของ Hirodotus ประมาณปี ๔๕๐ ปีก่อน ค.ศ. แม้ว่าตามหลักฐานทางโบราณคดีจะบ่งว่า ยุคทองของการทำมัมมี่ผ่านไปนานหลายศตวรรษมาแล้ว กว่า Herodotus จะเขียนบันทึกนึ้ การทำมัมมี่ก็เริ่มเสื่อมสลายลงไปมากแล้ว แต่ Herodotus ก็บันทึกไว้ว่า น้ำยาอาบศพที่ใช้รักษาสภาพมัมมี่ ประกอบด้วย myrrh(ยางไม้จากต้นไม้ในตระกูล Berceraceae โดยเฉพาะต้น Commiphora abyssinica ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในอัฟริกาตะวันออกและคาบสมุทรอะเรเบีย) , cassia ซึ่งเป็นเปลือกไม้คล้ายพวก อบเชย หรือ การบูร, เหล้าไวน์ที่ทำจากปาล์ม, น้ำมันสน ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงไม่ตกลงกันว่าใช่หรือไม่ และ ยางไม้ แต่ก็ยังคลุมเครืออยู่มากว่า เอาส่วนไหนของต้นไม้ชนิดใดมาใช้ และใช้อย่างละเท่าไร ในต้นคริสตวรรษที่ผ่านมาก็มีการศึกษาส่วนประกอบทางเคมี แต่ด้วยความจำกัดทางเทคโนโลยี ก็ไม่สามารถวิเคราะห์ให้ละเอียดไปกว่า "ยางไม้ เครื่องเทศ" ได้มากนัก

ในการศึกษาของ Buckley และ Evershed นักเคมีทั้งสองท่าน ได้นำตัวอย่างจากเนื้อเยื่อของมัมมี่ ผ้าห่อมัมมี่ วัสดุพวกยางไม้ และยางมะตอย bitumen ที่สกัดจากน้ำมันดิบ ซึ่งใช้กันแพร่หลายใน Asia Minor ยุคโบราณ จากมัมมี่ที่รู้แหล่งที่มาและอายุจากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ จากหลายๆยุค มาวิเคราะห์ส่วนประกอบ และศึกษาวิวัฒนาการการผสมน้ำยาอาบศพมาเป็นลำดับตั้งแต่ยุค mid-dynastic (ราว ๑,๙๐๐ ปีก่อนค.ศ.) มาจนถึงยุคที่โรมันครอบครองอียิปต์ในปี ค.ศ. ๓๙๕ ซึ่งครอบคลุมไปถึงช่วงที่เรียกได้ว่า เป็น ยุคทองของการทำมัมมี่ คือระหว่าง ๑,๓๕๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปีก่อนค.ศ. โดยใช้ครื่องมือทำการ gas chromatography ที่วิเคราะห์ด้วยวิธี mass spectrometry (GC-MS) และ Thermal desorption (TD) ผลปรากฏว่า ช่างดองศพใช้ส่วนประกอบจากวัสดุธรรมชาติมากมายกว่าที่เคยรู้กันมา โดยใช้น้ำมันพืชและไขมันสัตว์ซึ่งมีราคาถูกและหาได้ง่าย เป็นตัวละลายสารราคาแพงพวกยางไม้หายากต่างๆ

เทคนิคการวิเคราะห์เคมีที่นักวิจัยทั้งสองท่านนี้ใช้ ก็อาศัยตัวอย่างจำนวนน้อยมาก โดยเน้นที่การหาที่หมายทางเคมีของสารประกอบเท่านั้น มาทำการวิเคราะห์ที่ไม่กระทบกระเทือนสภาพของมัมมี่แต่อย่างใด ทำให้พิพิธภัณฑ์ที่รักษามัมมี่อยู่ เต็มใจให้ความร่วมมือ อีกทั้งยังมิได้เป็นการละเมิดกฎหมายปัจจุบัน ที่บังคับให้ศึกษาศพโบราณด้วยการให้ความเคารพต่อผู้ตายด้วย

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า ไม่มีใครจะเดินทางเข้าไปยังดินแดนแห่งความตายอันเป็นอมตะได้ จนกว่าส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของจิตคือ คา(Ka) จะกลับมารวมตัวกับร่างผู้ตาย ดังนั้นศพของผู้ตายจึงต้องรักษาไม่ให้เปื่อยเน่า เพื่อรอการกลับมาของ คา ผู้ทำมัมมี่ในอียิปต์โบราณใช้เวลานับหลายร้อยปี สั่งสมประสบการณ์การทดลองด้วยวิธีต่างๆ จนพบว่า จะเป็นการสะดวกขึ้นที่จะรักษาศพ หากแยกเอาอวัยวะภายในออกมา แล้วดองและอาบศพด้วย เกลือ ยางสน น้ำมันสน ไวน์ปาล์ม myrrh, cassia ยางไม้ น้ำผึ้ง และยางมะตอย bitumen ก็จะช่วยให้ศพแห้ง และป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียมากินซากศพอันเป็นกระบวนการเสื่อมสลายตามธรรมชาติ

ช่างทำมัมมี่ จะดองศพด้วยน้ำยาคุณภาพไม่เท่ากัน ตามฐานะว่าญาติผู้ตายจะจ่ายให้ได้เท่าไร ฟาโรห์ จะได้รับการอาบศพด้วยเครื่องประกอบราคาแพงหาได้ยาก และห่อด้วยผ้าลินินอย่างดี ในขณะที่คนจนๆ ก็ได้รับแค่การชำระอย่างง่ายๆ แล้วศพก็จะถูกส่งกลับไปในเสื้อผ้าเก่าๆ และห่อด้วยผ้าที่ใช้แล้ว ในยุคหลังๆ การทำมัมมี่เป็นที่แพร่หลาย ไม่เฉพาะแต่กับฟาโรห์เท่านั้น แรกๆคนรวยๆมีฐานะก็เอาอย่าง ต่อมาวิวัฒนาการทำให้ทำมัมมี่ได้ถูกลง ชาวบ้านก็เอาอย่างบ้าง ช่างทำมัมมี่ก็ต้องการลูกค้ามากเพื่อให้ธุรกิจคงอยู่ได้ จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วหน้า เพียงต่างกันที่ส่วนประกอบและของใช้ต่างราคากันเท่านั้น

นอกจากนี้ คนที่มีฐานะต่างกัน ก็ฝังศพในโลงต่างกัน เช่น ทำด้วยไม้ หรือโลงดินเผา หรือโลงหินแกะสลัก หรือกระทั่งฝังในหลุมร่วมกับคนอื่นก็มี

การวิเคราะห์ทางเคมีก่อนหน้านี้ก็ได้ยืนยันแล้วว่า น้ำยาอาบศพมัมมี่ มีการใช้เกลือเนตรอน, น้ำมันสนจูนีเป้อร์(ไม่ใช่สนซีด้าร์), น้ำมันการบูร, myrrh, ยางไม้สนและไม้ชนิดอื่นๆ ยางพวก gum resin และ ขึ้ผึ้ง Bitumen ซึ่งเป็นยางมะตอยที่ทำมาจากน้ำมันดิบ ก็มีค้นพบในบางตัวอย่าง Buckley และ Evershed วิเคราะห์ได้เจาะจงลงไปว่า เรซิ่นที่ใช้ทำมาจากสนจำพวก Pistacia, ยางสน, balsam(ยางสนจำพวก fir), น้ำมันพืช, มีไขมันสัตว์ผสมบ้าง และขี้ผึ้ง น้ำมันพวกนี้ใช้เข้าน้ำมันสนราคาแพงที่สั่งเข้ามาจาก เลบานอน

ผลการวิเคราะห์วิวัฒนาการการดองศพนี้ ยังบอกด้วยว่า ช่างดองมัมมี่ ได้เพิ่มจำนวน เรซิ่นจากสน และขี้ผึ้ง มากขึ้นไปตามกาลเวลา แสดงว่า คงเห็นความสำคัญของส่วนประกอบพวกนี้มากขึ้น และยังยืนยันด้วยว่า ส่วนประกอบของน้ำยาดองศพต่างกันมากมายกว่าที่เคยเข้าใจกันมาก่อน ทั้งตัวสารและจำนวนที่ใช้ก็ต่างกันมาก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากทางเศรษฐกิจ เช่น ราคาและการหาได้ยากง่ายของสารเหล่านั้น ธรรมเนียมที่ต่างกันไป หรือตามใจชอบของช่างต่างสำนักกัน

Buckley และ Evershed ใช้ตัวอย่างจากมัมมี่ ๑๓ ร่าง ซึ่งมาจากยุคต่างกันด้วยเวลาถึง ๒,๓๐๐ ปี โดยมีมัมมี่หนี่งหรือสองตัวอย่างจากแต่ละยุคแต่ละราชวงศ์ แต่ในยุคหลังที่โรมันเข้าครอบครองอียิปต์แล้ว คือในช่วง ๓๐ ปีก่อน ค.ศ. ถึง ค.ศ. ๓๙๕ มี ๔ ตัวอย่าง ผู้วิจัยสรุปว่า ยังต้องการตัวอย่างมากกว่านี้ ก่อนที่จะสรุปข้อสังเกตต่างๆเช่น ช่างดองมัมมี่ไม่ได้ใช้ ยางมะตอย Bitumen ที่มาจาก Dead Sea เลย หรือมาใช้ยางมะตอยนี้กันในยุคโรมันครอบครองแล้วเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมัมมี่ส่วนมากในพิพิธภัณฑ์ต่างๆทั่วโลกนั้น ไม่ได้มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่ามาจากยุคใด นอกจากมัมมี่ในยุคโรมันเท่านั้นที่ดูออกได้ง่าย เพราะจะใช้รูปภาพบนโลงศพแทนที่จะเป็นฝาสลักอย่างของโบราณ หากสามารถรวบรวมข้อมูลของน้ำยาดองศพได้ จนสามารถใช้ส่วนประกอบของน้ำยาดองศพ มาเป็นเครื่องบอกได้ว่า ในสมัยไหนใช้ส่วนประกอบอย่างไร ก็จะช่วยบอกอายุของมัมมี่ต่างๆได้ง่ายขึ้นในภายหลัง

หากฐานข้อมูลมีเพิ่มมากขึ้น นักโบราณคดีก็สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ที่กระทบการทำมัมมี่ได้ด้วย เช่น การนิยมใช้น้ำมันหอมจาก น้ำมันสนซีด้าร์ มาแทน น้ำมันสนจูนีเป้อร์ในบางยุค เป็นการเลือกที่มาจากแฟชั่นและค่าทำศพมากกว่าคุณภาพในการรักษาสภาพศพของน้ำมันทั้งสอง เพราะคุณภาพก็ไม่ต่างกันเท่าไรในแง่กันการเน่าเปื่อย แต่น้ำมันสนจูนิเป้อร์มีราคาถูกกว่า เพราะสั่งเข้ามาได้ง่ายจากเลบานอน ในขณะที่ต้นสนซีดาร์หาได้ยากกว่า จึงมีราคาแพงกว่า พวกเศรษฐีผู้ดีมีเงิน จึงนิยมเลือกใช้น้ำมันสนซีด้าร์เพื่อสร้างความประทับใจต่อญาติมิตร ก็ไม่ต่างกับคนรวยๆสมัยนี้ ที่เลือกใช้โลงศพอลังการขลิบเงินขลิบทองเพื่อญาติผู้ตายเช่นกัน

อ้างอิง

1. Buckley, S.A. & Evershed, R.P. Nature 413, 837-841 (2001)

2. Weisseman, S Nature 413, 783-784 (2001)


พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 41 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 16 มิ.ย. 2546 (15:05)
เคยได้ยินมาว่าการทำมัมมี่ เค้าจะปล่อยหนอนอะไรซักอย่าง
เพื่อให้หนอนเข้าไปชอนไช
4611410113 (IP:203.148.136.66,203.148.148.140,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 16 มิ.ย. 2546 (16:45)
เคยได้ยิน ได้อ่าน ได้ดูจากสารคดี ภาพยนต์มาบ้าง เป็นสิ่งที่เร้นลับน่าศึกษา
4611350008 (IP:203.144.169.106,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 31 ก.ค. 2546 (21:34)
ดีมากเลยค่ะ ชอบมาก อยากให้ลงเรื่องที่น่าสนใจมากๆค่ะ เพิ่งเข้ามาดูครั้งแรก แต่ชอบเว็ปนี้มากๆเลย
อาฮะๆ (IP:203.170.155.227,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 25 พ.ย. 2546 (15:21)
ช่วยบอกสารเคมีที่ใช้ในการทำมัมมี่ให้ละเอียดมากกว่านี้ได้ไหมคะ ที่มันเกี่ยวกับการเอาสารเคมีไปใช้ในการทำน่ะค่ะ จะนำไปประกอบการสัมมนา ช่วยหาให้หน่อยนะคะ
nan_mu_9@hotmail.com (IP:202.28.179.1,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 3 ธ.ค. 2546 (14:09)
เหลือเชื่อมากครับ ที่เมื่อก่อนคิดได้ขนาดนี้ อย่างนี้ก็เทียบได้กับไหผีของอีสานเลยนะเนี่ย
นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ (IP:202.29.22.3,10.0.0.89, 202.29.22.12,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 19 พ.ค. 2547 (15:22)
คนต่างสถานที่กันก็ย่อมมีความเชื่อและความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ส่งผลให้การดำรงชีวิตของมนุษย์มีรูบแบบแบบแผนที่ต่างกันด้วยเรื่องราวนี้ก็สะท้อนให้เห็นได้ดีเลยทีเดียวคะ
คนบนดอยสูง (IP:202.143.163.194,192.168.1.196,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 7 ธ.ค. 2547 (12:28)
oh god it very great











1234
sunya haruay (IP:203.146.133.97,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 22 ก.พ. 2548 (22:46)
คนสมัยก่อนคิดได้ขนาดนี้ สุดยอดเลยจ้า
หนอนน้อย (IP:203.150.217.119,203.113.57.102,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 6 มี.ค. 2548 (20:20)
ขอบคุรค่ะ
คอมบุ (IP:203.151.140.117,203.113.46.4,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 13 ก.ค. 2548 (19:52)
ขอบคุณ คุณพวงร้อยที่นำเสนอเรท่อง MUMMY น่าทึ่งและตื่นเต้นมากในสาระ ผมจะหาความรู้เรื่อง อาณาจักร์โรมัน ว่าเริ่มเมื่อใด การขยายอาณาจักร์ ครอบคลุมถึงไหน ? ขอบคุณครับ
koyae2005@thaimail.com (IP:203.172.176.5,192.168.10.219,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 16 ก.ค. 2548 (20:52)
Thanks! มั่กมากคร่า ตอนนี้กำลางจาทดลองการทามมัมมี่อยู่ที่โรงเรียนพอดีเลย ข้อมูลนี้Good มั่กมากเลยคร่า
Pinkygirl_petch@hotmail.com (IP:203.156.24.168,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 16 ก.ค. 2548 (22:45)
ดีมากเลยคับ
พน เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 23 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 18 ก.ค. 2548 (19:48)
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากค่ะ อย่างเรื่องอียิปต์ก็น่าสนใจมากค่ะ เราศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอียิปต์มาเปงปีเลยค่ะ
ถุงถิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 17 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 18 ก.ค. 2548 (19:54)
สำหรับดินแดน ที่เต็มไปด้วย มนต์เสน่ห์ แห่งความลึกลับ อย่างอียิปต์ นอกจาก พีระมิด... สถาปัตยกรรม ทรงสามเหลี่ยม ขนาดมหึมาของโลก และมัมมี่... ซากศพ ที่ไม่เน่าเปื่อยแล้ว ยังมีเสน่ห์ อีกอย่างหนึ่ง ที่จะขาดเสียไม่ได ้และมันได้ทักทาย ผู้ที่ลวงละเมิด ด้วยความตาย ใช่แล้ว...มันคือ คำสาป!! ถ้อยจารึก ซึ่งปกป้องสุสาน จากผู้รุกรานมานับพันปี
เรื่องนี้ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1890 นานมากประมาณร้อยกว่าปีแล้วมั้ง เค้านท์ และเค้านท์เตสส์ ฮามอน ได้เดินทางมาเที่ยว ที่ประเทศอียิปต์ เพื่อชมโบราณสถาน ของราชวงศ์ที่ 18-19 ครั้นมาถึงเมืองลักซอร์ พวกเขาพบ "ชี้ค" ชาวอาหรับคนหนึ่ง ซึ่งป่วยด้วยโรคมาลาเรีย (สมัยนั้น นับเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก) แต่ด้วยความสามารถ ของเค้านท์ ฮามอน ซึ่งเป็นหมอ ทำให้ชี้ค รอดพ้นจากโรคร้ายนี้มาได้

ชี้คได้มอบสิ่งที่มีค่าที่สุด ของตนตอบแทน การรักษาของเค้านท์ ฮามอน มันเป็นของเก่าแก่ และเก็บไว้นานมากแล้ว แต่ทว่าท่านเค้านท์ และภริยากลับ อยากจะเอาของกำนัล ที่มีค่าของชี้ค ทิ้งให้พ้นตัวทันที ก็สิ่งที่ชี้ค ให้พวกเขามันคือ "มือมัมมี่ข้างหนึ่ง" ซึ่งมีรอยตัดเรียบตรงข้อมือ มือที่แห้งเหี้ยว เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก สีน้ำตาลคล้ำ นิ้วนางสวมแหวน ประดับอัญมณีหนึ่งวง

สองสามีภรรยา จำต้องนั่งฟังประวัติอันน่าขนลุก ของมือข้างนี้จากชี้ค (ซึ่งเล่าด้วยน้ำเสียง ภาคภูมิใจ) เขาบอกว่า มือข้างนี้ ไม่ใช่มือธรรมดา หากเป็นพระหัตถ์ ของเจ้าหญิง ผู้เป็นราชภาคิไนย(หลาน) ในฟาโรห์อัคนาเตน แห่งราชวงศ์ที่ 18 ชี้คไม่ทราบว่า เจ้าหญิงทรงมีพระนามว่าอะไร แต่สาเหตุที่พระองค์ ถูกตัดพระหัตถ์ มาจากการขัดพระทัย ฟาโรห์อัคนาเตนอย่างรุนแรง

สมัยของฟาโรห์อัคนาเตน พระองค์ได้ทำการปฏิรูปศาสนาครั้งใหญ่ พระองค์ล้มเลิก การนับถือ เทพเจ้าหลายองค์ มาเป็นการนับถือ เทพสูงสุดเพียงองค์เดียว คือ สุริยะเทพอาเตน หรืออาตัน(Aton) และทรงบังคับให้ทุกคน หันมานับถือสุริยะเทพ แบบพระองค์ แน่นอนว่า ย่อมมีการต่อต้าน รวมไปถึงเจ้าหญิงพระองค์นี้ด้วย การที่เจ้าหญิงภาคิไนย ทรงปฏิเสธการนับถือเทพอาเตน ทำให้ฟาโรห์ทรงพิโรธ

ฟาโรห์อัคนาเตน ทรงสั่งให้นักบวชแห่งอาเตน สังหารเจ้าหญิง และตัดพระหัตถ์ ข้างหนึ่งออกมา ก่อนนำร่างของพระองค์ ไปฝังไว้ในสุสาน ที่หุบผากษัตริย์ (ปัจจุบันยังไม่มีใครหาพระศพของเจ้าหญิงเจอ) ส่วนพระหัตถ์ ถูกฝังแยกจากร่าง ตามความเชื่อของชาวอียิปต์... การที่ถูกฝัง โดยมีชิ้นส่วนไม่ครบ เท่ากับเป็นการปิดทาง ไม่ให้วิญญาณ ไปสู่โลกหลังความตาย และวิญญาณก็จะวนเวียนอยู่ แถวสุสานตลอดไป
ถุงถิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 17 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 18 ก.ค. 2548 (19:56)
พอดีเหงกำลังมันๆเลยก็อปมาให้อ่านดู
แต่ถ้าอยากได้ความรู้ก็มีนะคะ
ถุงถิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 17 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 18 ก.ค. 2548 (20:01)
ซากมัมมี่ ตัวยาชั้นเลิศ
ก่อนที่จะมีการศึกษา ทางโบราณคดี เกี่ยวกับ หลุมฝังศพ ของชาวอียิปต์โบราณ อย่างจริงจัง การขุดค้นหลุมศพ เป็นเพียงความต้องการ จะหาของมีค่า เท่านั้น ในสายตาของพวกขโมย มัมมี่ คือ ซากศพ ที่มีสมบัติ อันล้ำค่าฝังอยู่ บ่อยครั้งที่เราพบว่า มัมมี่ถูกสับ ออกเป็นชิ้น ๆ เพื่อดึงเอาเครื่องราง ออกจากตัว แต่ต่อมา มีคนพบว่า ซากมัมมี่ สามารถนำมาทำเป็นยาได้... และด้วยเหตุนี้เอง หายนะของมัมมี่จึงเริ่มขึ้น
ในช่วงยุคกลาง และยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา ของยุโรป ผู้คนต่างแตกตื่น เมื่อมีข่าวลือว่า มัมมี่อียิปต์ สามารถนำมาทำเป็นยาแก้โรคต่าง ๆ ได้... และข่าวลือนี้ ก็ได้รับคำยืนยันจาก "อะวิเซนนา" หนึ่งในแพทย์แผนโบราณ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในขณะนั้น เขาบอกว่า ยาที่ผสมผงถ่าน ซากมัมมี่เป็นยารักษาโรค ได้หลายชนิด เช่น โรคฝีหนอง ไอเรื้อรัง ฟกช้ำ โลหิตเป็นพิษ ผื่นบนผิวหนัง โรคอัมพาต กระดูกหักหรือแตก ลมบ้าหมู คอหอยพอก อาการปวดหัวข้างเดียว อาการห้อเลือด ปวดกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อ 50 ปี ก่อนที่อะวิเซนนา จะออกมาประกาศ ชาวอาหรับที่เมืองคัวร์นา ได้ใช้ยาที่เขาผลิต จากซากมัมมี่แห้ง แก้อาการเลือดไหลไม่หยุด วิธีการทำยาของเขา คือ นำกะโหลกมัมมี่ มาทุบให้แตก เพื่อสกัดเอายางไม้เรซิน เผาแขนขาของศพ จนเป็น กระดูกป่น และต้มอวัยวะที่เหลือทุกส่วน ในภาชนะ พอเคี่ยวได้ที่ ก็จะได้น้ำยา ที่ติดอยู่กับซาก แล้วนำไปผสมกับสารละลาย ของยางสนชนิดหนึ่ง เท่านี้เอง ก็จะได้ยาตำรับพิเศษ ออกมาใช้รักษาโรคกัน

เมื่อได้ยินถึงสรรพคุณวิเศษ ที่รักษาโรคได้หลากหลาย ของยาตำรับนี้ บวกกับคำยืนยัน จากแพทย์แผนโบราณ ที่มีชื่อเสียงที่สุด ทำให้ยาตำรับมัมมี่ แพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว จนมีการแบ่งยา ตำรับยามัมมี่ออกเป็น 4 ชนิด

- ตำรับยามัมมี่ของชาวอาหรับ เป็นยาที่ทำจากของเหลว ที่ประกอบด้วย ยางแห้งจาก ใบต้นไม้ จำพวกยาดำ และต้นหางจระเข้ ยางไม้จากต้นคอมมิโพรา มอลมอล สารไขมัน ที่สกัดจากมัมมี่ ศพที่ค้นพบในหลุมฝังศพ
- ตำรับยามัมมี่อียิปต์ เป็นสารเหลว ซึ่งผสมกับคราบน้ำมันดิน ที่ติดอยู่ตามมัมมี่ ศพคนธรรมดาทั่วไป
- ตำรับยามัมมี่ศพทั่วไป นำสารเหลว ผสมกับน้ำมันดิน และผงที่ได้จาการเผามัมมี่
- ตำรับยามัมมี่พิเศษ ทำมาจากสารเหลว ผสมผงถ่าน ที่ได้จากการเผามัมมี่ ที่ฝังอยู่ในทราย และแห้ง เนื่องจากความร้อนของแสงอาทิตย์
ว่ากันว่า ยามัมมี่ที่ดีที่สุด จะต้องเป็นยา ที่มีไขมันน้อยที่สุด สีดำสนิท มีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน ผงซากมัมมี่ที่เผา จะต้องไม่มีกลิ่นน้ำมันดินปะปน

ความเชื่อในอำนาจวิเศษของมัน ทำให้กลุ่มนายทุนบางกลุ่ม หันมาสนับสนุน การผลิตยา ประหลาดนี้ จนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ สุสานต่าง ๆ ถูกบุกรุกหนักขึ้น มัมมี่ที่หลับใหล อย่างเป็นสุขมานาน ถูกลำเลียงขึ้นมา บนพื้นพิภพ เข้าสู่ปากทาง แห่งความพินาศ!

จากการศึกษาเกี่ยวกับมัมมี่ ในสุสานไดเยอร์ เอล เมดินา พบว่ามีการทำลายมัมมี่ ด้วยการใช้ ไฟเผาเกือบทุกหลุม อาจเป็นการนำมัมมี่ที่พบ มารวมกันแล้ว แยกส่วนหัวออกมา เพื่อสกัด ยางเรซิน จากนั้นก็เผาซากที่เหลือ จนกลายเป็น เถ้าถ่าน ผงถ่านจะถูกบรรจุ ลงในภาชนะ เอากลับไปขายในเมือง
ในช่วงที่ความต้องการยามัมมี่ มีมากขึ้น มัมมี่กลายเป็นสินค้า ที่ทำราคาอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรป ตลาดใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส กล่าวกันว่า ศูนย์กลางการค้ามัมมี่ ที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่เมืองลีอองส์ สินค้าชิ้นพิเศษนี้ จะถูกขายต่อ ให้กับแหล่งปรุงยาตำรับมัมมี่ ทั่วฝรั่งเศสอีกทอดหนึ่ง ในราคาแพงลิบลิ่ว

นับว่าโชคยังเข้าข้าง เหล่ามัมมี่บ้าง ถึงจะไม่มากนักก็ตาม ฮีโร่ผู้ออกมาต่อต้าน การนำมัมมี่มาทำยาก็คือ แอมบรัวซ์ ปาเร ศัลยแพทย์ชื่อดังของฝรั่งเศสเอง เขากล่าวว่า ยาที่ทำจากซากมัมมี่ เป็นยาที่น่าขยะแขยง น่ารังเกียจ มันให้โทษมากกว่าคุณ เพราะตัวมัมมี่ ไม่ได้สะอาดจนปลอดเชื้อโรค การใช้ยานี้ อาจนำมาซึ่งโรคปวดท้อง และโรคต่าง ๆ จนถึงกับเสียชีวิตได้ นอกจากนั้น มันยังสามารถ ทำลายระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ลำไส้ และหลอดเลือดอีกด้วย แต่แอมบรัวซ์ ปาเร กลับถูกโจมตีกลับอย่างหนัก จากผู้ที่เชื่อมั่น และกลุ่มนายทุน ที่ดำเนินธุระกิจทางด้านนี้

แต่ในที่สุด ความเห่อยามัมมี่ ก็หมดไป ในช่วงศตวรรษที่ 17 เนื่องจากความต้องการ ของตลาดมีมากเกินไป ทำให้พ่อค้า ไม่สามารถหาสินค้า มาป้อนตลาดได้ทัน จึงเกิดการทำ มัมมี่ปลอมขึ้น โดยใช้พวกศพไม่มีญาตินี่แหละ ทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา บางคนตาย เนื่องจากโรคระบาด นำศพพวกนี้ มาดองในน้ำยาดองศพ 2-3 เดือนแล้ว ทำให้แห้ง แล้วส่งออกไปตามที่ต่าง ๆ พอข่าวการค้ามัมมี่ปลอม แพร่กระจาย ไปทำให้ผู้บริโภค เกิดความรังเกียจ และไม่ซื้อยาชนิดนี้อีก เมื่อไม่มีการซื้อ ก็ไม่มีการขายเกิดขึ้น การค้าซากมัมมี่ จึงหายไปในที่สุด ...
ถุงถิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 17 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 23 ส.ค. 2548 (14:59)
ได้รับความรู้มาเต็มๆเลยครับ
แต่อยากรู้เรื่องจักพรรดิโรมันหาได้ที่ไหนอ่ะครับ
ขอขอบคุณท่านที่ชี้แนะอย่างสูงครับ
warboy@mthai.com (IP:203.188.38.82,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 25 ก.ย. 2548 (17:26)
ขอบคุรค่ะ
สิเรียม (IP:58.10.139.26,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 3 ก.พ. 2549 (10:48)
ในอนาคต ผมจะเป็นนักโบราณคดี เพื่อศึกษาเกี่ยวกับ มัมมี่ ผมชอบมัมมี่มากเลย และกำลังจำทำมัมมี่แมวตัวที่บ้านผม ถ้ามันตายอ่ะนะ คัยสนใจเป็นเพื่อนผมก็ได้นะ ที่สนใจมัมี่มากๆ แลกเปลี่ยนความรู้กับ ผมชื่อ ปู๊นๆคน มีหนังสือรัยส่งมาได้นะ 38 หมู่2 ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 51120 09-6377192

~ THE MUMMY ~
~ WE LOVE THE MUMMY ~
Jobi_nekaido@thaimail.com (IP:203.154.48.118,192.168.1.191,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 5 ส.ค. 2549 (13:28)
ขอบคุณค่ะ
ชอบมัมมี่มากๆ
กำลังอยากอ่านอยู่พอดี
plachem เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.