การแพร่กระจายของมะเร็ง (Cancer Metastasis) โพสต์เมื่อ:
10:48 วันที่ 20 ส.ค. 2549 ชมแล้ว:
277,699 ตอบแล้ว:
10
 การที่เซลล์มะเร็งกระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเรียกว่า metastasis ซึ่งเป็นขั้นที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้โรคนี้อยู่ในระยะรุนแรงมากที่สุด ถ้าไม่มี metastasis เกิดขึ้นแล้ว ก็ถือว่าโรคมะเร็งเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก มีคนเสียชีวิตจากก้อนเนื้องอกที่เกิดขึ้นก้อนแรกน้อยกว่า 10%เสียอีก ส่วนที่เหลือนั้นตายเพราะเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปอวัยวะที่สำคัญ เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง
ถึงแม้ว่าการรักษาในปัจจุบันด้วยยาเคมีบำบัด หรือด้วยวิธีอื่นๆ จะช่วยยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งที่มีการแพร่กระจายแล้วได้ก็ตาม แต่ยังไม่มียาใดเลยที่ผลิตขึ้นเพื่อยับยั้งการกระจายของเซลล์มะเร็งได้ นั่นเป็นเพราะกระบวนการกระจายตัวนี้เป็นเรื่องลึกลับที่เราไม่รู้ จนกระทั้งเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการผ่าเหล่าของยีน (genetic mutation) ที่ทำให้เกิดมะเร็งมาหมดแล้ว แต่ความรู้เรื่องเหล่านี้ไม่ได้อธิบายถึงการกระจายตัวของมะเร็งเลย แต่ตอนนี้ความรู้ในด้านนี้กำลังมากขึ้นเรื่อยๆ มากพอจนเกือบจะเป็นหนทางในการรักษาใหม่ได้แล้ว
Dr. Joan Massagué ผู้อำนวยการด้านชีววิทยาและยีนของมะเร็ง จาก Memorial Sloan-Kettering Cancer center ในนิวยอร์ก ให้ความเห็นว่า การค้นพบที่สำคัญๆอีกมากเกี่ยวกับมะเร็งจะเกิดขึ้นเร็วนี้แน่นอน ส่วน Dr. Patricia S. Steeg จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐ กล่าวว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกกระตือรือล้นมาก ยาตัวแรกกำลังจะถูกทดลองใช้ในคนเร็วๆนี้แหละ
ความซับซ้อนของกระบวนการ metastasis อาจจะทำให้นักวิจัยท้อถอยไปบ้าง การจะเกิด metastasis ได้ เซลล์มะเร็งต้องมีการเปลี่ยนแปลงของยีนหลายสิบตำแหน่ง ผิดกับการเกิดเนื้องอกครั้งแรกที่แค่มียีนผิดปกติไม่กี่ยีนก็เกิดเป็นก้อนเนื้อขึ้นมาได้แล้ว ยากขึ้นไปอีกก็คือการเปลี่ยนแปลงของยีนในมะเร็งชนิดต่างๆที่กระจายไปก็ไม่เหมือนกันอีก เช่น มะเร็งเต้านมที่กระจายไปปอด ก็มีกระบวนการต่างจากมะเร็งต่อมลูกหมากที่กระจายไปกระดูก นอกจากนี้ การศึกษาก็ใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องทำการทดลองในสัตว์เพื่อจะดูได้ว่ามะเร็งกระจายไปอวัยวะต่างๆอย่างๆไร ด้วยเหตุนี้ทำให้นักวิจัยที่ศึกษาหัวข้อนี้มีน้อยมาก ทั่วโลกแล้วมีน้อยกว่า 100 คนเสียอีกที่ศึกษาเกี่ยวกับ metastasis
โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์เข้าใจ metastasis เพียงคร่าวๆเท่านั้น เชื่อว่าในแต่ละวันมีเซลล์มะเร็งประมาณ 1ล้านตัวที่กระจายออกมาจากเนื้องอกก้อนแรกที่เกิดขึ้น (ในกรณีที่ก้อนนั้นมีขนาดประมาณ 1 ซม.) และอาจจะมีสัก 1 ตัวในจำนวนหลายร้อยล้านที่หลุดออกมาที่เจริญต่อไปได้ ถ้าตัวที่รอดมีมากกว่านี้ล่ะก็ มะเร็งก็จะน่ากลัวมากกว่านี้อีกหลายเท่านัก
มากกว่า 80% ของเนื้องอกเริ่มเกิดมาจากเยื่อบุของอวัยวะต่างๆ ในการที่จะกระจายไปที่อื่น เซลล์มะเร็งจะต้องทำลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเซลล์และออกมาจากแรงยึดในเนื้อเยื่อให้ได้ ในการนี้มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองให้มีแขนขาที่จะดึงตัวเองออกมา ถ้าหลุดออกมาได้แล้วเซลล์เหล่านี้ก็ยังต้องผ่านผนังเส้นเลือดฝอยเพื่อจะเข้าไปสู่กระแสเลือดอีก และในเลือดมันก็จะถูกแรงดันของเลือดผลักไปมาจนร่างกายแหลกสลายไป หรืออาจจะถูกเม็ดเลือดขาวจับกินอยู่ดี
แต่ถ้ามันรอดมาได้ล่ะ
มันก็จะไปเกาะอยู่ที่เส้นเลือดฝอยสักที่หนึ่ง แล้วค่อยๆพาตัวเองผ่านเข้าไปในอวัยะใหม่ต่อไป ในบ้านใหม่ที่เซลล์มะเร็งไปอยู่ ซึ่งตอนนี้ก็จะเรียกว่า micrometastasis ก็จะพบกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่ค่อยต้อนรับมันเท่าไร เช่น ในตับก็จะมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับเซลล์ที่ควรจะอยู่ที่เต้านมเป็นต้น ดังนั้นเซลล์ที่ถึงแม้จะเดินทางไกลมาได้มันก็อาจจะมาตายตอนนี้
แต่ถ้ามันยังรอดมาได้อีก ก็จะแบ่งตัวสร้างอาณาจักร เรียกว่ามี macrometastasis ซึ่งถึงขั้นนี้เราจึงจะวินิจฉัยได้ว่ามีการกระจายของมะเร็งเกิดขึ้น ยิ่งการแบ่งตัวสร้างอาณาจักรเกิดขึ้นมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นอันตรายต่ออวัยวะนั้นมากขึ้นเพราะมันจะเบียดเซลล์ปกติจนทำงานไม่ได้
นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มศึกษาขั้นตอนในการกระจายตัวแต่ละขั้นอย่างละเอียด เพื่อหาว่ามียีนใด หรือว่ามีสารใดที่เซลล์มะเร็งสร้างขึ้นเพื่อมาใช้ในการกระจายตัวนี้ และการศึกษาในด้านนี้ก็ก่อให้เกิดความตื่นเต้นในหมู่นักวิจัยโรคมะเร็งมากทีเดียว ตัวอย่างหนึ่งก็คือพบว่า สภาวะของอวัยวะที่ถูกคุกคามโดยเซลล์มะเร็ง หรือ microenvironment นั้นมีความสำคัญมากต่อกระบวนการกระจายตัวของมะเร็ง อันที่จริงความรู้นี้ก็ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว ในปี 1889 นักพยาธิวิทยาชาวอังกฤษก็ได้เสนอทฤษฎี ดินและเมล็ด นี้ไว้แล้ว นั่นก็คือ ความอยู่รอดของเมล็ดหรือเซลล์มะเร็งนั้นต้องขึ้นกับดินหรืออวัยวะที่มันไปอยู่ด้วย
ในปัจจุบันนี้เป็นที่เข้าใจดีแล้วว่า อวัยวะที่เป็นเจ้าบ้านนี้ต้องมีความเข้ากันได้อยู่บ้างกับลูกบ้าน ยิ่งเข้าอยู่ง่ายเท่าไรโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะอยู่รอดก็มีมากขึ้นเท่านั้น ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายได้ว่าเหตุไรมะเร็งชนิดหนึ่งๆถึงชอบกระจายไปที่อวัยวะเดิมๆเสมอ เช่น มะเร็งเต้านมมักจะกระจายไปสมอง ตับ กระดูก ปอด, มะเร็งต่อมลูกหมากก็ชอบไปที่กระดูก ส่วนมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็ชอบไปที่ตับ
Dr. Lynn M. Matrisian ผู้อำนวยการด้านชีววิทยามะเร็งแห่ง Vanderbilt University กล่าวว่า เรามัวแต่สนใจเฉพาะเมล็ดมานานแล้ว ตอนนี้เรากำลังเริ่มที่จะเข้าใจดิน เริ่มเข้าใจว่าเมล็ดและดินนี้สัมพันธ์กันอย่างไร ผมเชื่อว่าประเด็นที่สำคัญตอนนี้คือการทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้อวัยวะหนึ่งๆสามารถรับเซลล์มะเร็งเข้ามาอยู่ด้วยได้ ในขณะที่อวัยวะอื่นไม่ยอมรับ
นักวิทยาศาสตร์กำลังมองหาว่าเกิดอะไรขึ้นใน microenvironment ขณะที่เซลล์มะเร็งเดินทางมาถึง อวัยวะเจ้าบ้านมีการต้อนรับเซลล์มะเร็งอย่างไร ซึ่งการต้อนรับนี้มีทั้งเซลล์ปกติของอวัยวะที่เป็นเจ้าบ้านและเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
มีหลักฐานว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ในที่นี้คือ macrophage อาจช่วยในการสร้างอาณาจักรของเซลล์มะเร็ง โดยเดิมเชื่อว่า macrophage จำนวนมากที่พบในกลุ่มของเซลล์มะเร็งที่กระจายมา ทำหน้าที่ต่อสู้กับมะเร็งเหล่านี้ แต่ความคิดนี้เปลี่ยนไปแล้ว โดยอันที่จริง macrophage น่าจะหลั่งสารที่ช่วยให้มะเร็งเจริญเติบโตได้ดีมากกว่า นอกจากนี้เซลล์ปกติของอวัยวะเจ้าบ้านก็อาจสร้างเอนไซม์ที่ทำให้แรงยึดระหว่างเซลล์ลดลง ช่วยให้เซลล์มะเร็งแทรกตัวมาอยู่ได้ง่ายขึ้น
อีกหลักฐานหนึ่งมาจากการศึกษาการกระจายไปกระดูกของมะเร็งเต้านม พบว่าเซลล์มะเร็งเต้านมสามารถกระตุ้น osteoclast ที่มีหน้าที่สลายกระดูก กระดูกนั้นไม่ใช่ท่อนไม้ที่ไม่มีชีวิต มันเป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลง คือมีการสร้างและสลายกระดูกอยู่ตลอดเวลา เมื่อกระดูกถูกย่อยสลายมันก็จะปล่อยสารที่ช่วยในการเจริญของมะเร็งได้ ในปัจจุบันผู้ป่วยที่มีการกระจายของมะเร็งมาที่กระดูก จะได้รับการรักษาด้วยยาที่ใช้ในโรคกระดูกพรุน ซึ่งไปยับยั้ง osteoclast ส่งผลให้การสลายของกระดูกลดลง และทำให้มะเร็งโตช้าลง
ยังมีนักวิจัยที่ศึกษาลึกลงไปถึงระดับยีน ยีนเช่นไรที่ทำให้คนบางคนเป็นมะเร็งง่ายกว่าคนอื่น ถ้าเราเข้าใจถึงขั้นนั้นได้ บางทีแค่การตรวจเลือดก็จะช่วยทำนายได้แล้วว่าใครมีความเสี่ยงที่จะเกิดการกระจายของมะเร็งมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งก็จะมีผลให้เราสามารถปรับการรักษาให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคนได้ คนที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการกระจายของมะเร็งน้อยก็อาจไม่ต้องได้เคมีบำบัดทีมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์มากมายได้ เร็วๆนี้ Dr. Kent Hunter แห่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ทำค้นพบหลักฐานว่า DNA มีบทบาทสำคัญต่อการกระจายของมะเร็ง โดยเขาได้ทดลองเลี้ยงหนูพันธุ์ที่มีการกระจายมะเร็งสูงกับหนูพันธุ์อื่นๆทั่วไปและพบว่ารุ่นลูกของมันก็มีอัตราการเกิดการกระจายของมะเร็งไม่เท่ากัน ทั้งๆที่มันมีการเกิดเนื้องอกก้อนแรกเหมือนๆกัน
นักวิจัยอีกกลุ่มศึกษาในแง่มุมที่ต่างไป โดยมีคำถามสำคัญว่า ทำไมเซลล์มะเร็งถึงช่างฉลาดนักในการฝ่าฟันอุปสรรคหลายขั้นตอนกว่าจะไปสร้างอาณาจักรในอวัยวะใหม่ได้ Dr. Robert Weinberg จาก MIT ได้เสนอทฤษฎีว่า เซลล์มะเร็งได้กระตุ้นโปรแกรมที่เหมือนในระยะตัวอ่อนขึ้น ทำให้มันย้ายบ้านได้ง่ายๆ มันค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเซลล์มะเร็งไม่ได้เก่งอะไรนักหรอก แต่มันไปกระตุ้นพฤติกรรมของเซลล์ช่วงระยะเอมบริโอขึ้นมาต่างหาก
ในระยะเอมบริโอมีโปรแกรม epithelial-mesenchymal transition หรือ EMT ที่ทำให้เซลล์เดินทางไปตามส่วนต่างๆของร่างกายและหยุดในแต่ละที่เพื่อสร้างเนื้อเยื่อออกมาเป็นอวัยวะต่างๆได้ โปรแกรมนี้ได้หยุดทำงานไปหลังมีการพัฒนาของเอมบริโอแล้ว แต่อาจกลับมาทำงานอีกระยะสั้นๆเวลามีบาดแผลเพื่อสร้างเนื้อเยื่อใหม่
เซลล์มะเร็งกระตุ้นโปรแกรมนี้ขึ้นมาใหม่ ทำให้มันมีความสามารถในการกระจายไปทั่วร่างกายได้ แต่ที่เรายังไม่ทราบตอนนี้คือ มะเร็งทุกชนิดหรือเปล่าที่จำเป็นต้องกระตุ้นโปรแกรม EMT เพื่อที่จะกระจายตัวได้ แล้วถ้ามันเจอที่ๆมันอยากอยู่แล้วจะปิดโปรแกรม EMTนี้อย่างไร
นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยอีกกลุ่มที่ศึกษา cancer stem cells เชื่อว่าในผู้ใหญ่มี stem cell ที่กลายมาเป็นมะเร็งได้ด้วย โดย cancer stem cellอาจเป็นรากฐานสำคัญของการกระจายตัวของมะเร็งทั้งหมด ซึ่งทฤษฎีนี้จะอธิบายได้ว่า เหตุไรเซลล์เป็นล้านๆตัวที่กระจายไปนั้น มีเพียงไมกี่ตัวซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวที่มีคุณสมบัติของ stem cell ที่สามารถแบ่งตัวสร้างอาณาจักรได้ ในขณะนี้เราสามารถแยก cancer stem cell ได้จากเนื้องอกไม่กี่ชนิดเท่านั้น และยังต้องมีงานวิจัยอีกมากกว่าที่เราจะบอกได้ว่า stem cell เป็นตัวที่ทำให้เกิด metastasis จริงหรือไม่ ถ้าจริงมันอยู่ที่ไหนบ้าง และมันทำอย่างไรจึงมีความสามารถในการแบ่งตัวใหม่ได้ตลอดเวลา
กระบวนการสร้างอาณาจักรเป็นขั้นตอนสุดท้ายของ metastasis ที่เกิดขึ้นยากที่สุด มีเซลล์มะเร็งจำนวนมากที่กระจายไปบ้านที่สองได้ แต่ส่วนมากไม่สามารถแบ่งตัวสร้างอาณาจักรเป็น macrometastasis ได้สำเร็จ มีนักวิจัยหลายกลุ่มที่ค้นพบยีนที่มีหน้าที่ยับยั้ง micrometastasis แล้ว (metastatic suppressor gene) ในมะเร็งที่แพร่กระจายได้สำเร็จพบว่ายีนเหล่านี้ไม่ทำงานหรือเสียไป แต่ถ้าเราทำให้ยีนที่กดการกระจายตัวนี้ทำงานขึ้นมาได้พบว่าเซลล์มะเร็งยังกระจายไปที่ต่างๆได้แต่ไม่สามารถแบ่งตัวสร้างอาณาจักรได้ ซึ่งในคน พบแล้วว่าคนที่มียีนเหล่านี้ทำงานดี จะมี metastasisน้อยกว่า และมีชีวิตได้นานกว่าคนที่ยีนเหล่านี้เสียการทำงานไป ขณะนี้มีห้องทดลองหลายห้องที่กำลังค้นหายาที่จะช่วยกระตุ้นหรือซ่อมยีนเหล่านี้ให้ทำงานได้
ยังมีนักวิจัยกลุ่มอื่นอีกที่สนใจเกี่ยวกับ การยับยั้งการสร้างหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมะเร็ง (angiogenesis) เพราะขั้นตอนแรกๆของการกระจายตัวก็คือ เซลล์มะเร็งต้องกระตุ้นให้มีการสร้างเส้นเลือดมาเลี้ยงมันเสียก่อน
ขณะนี้เรามียาที่ยับยั้ง angiogenesis ได้แล้ว แต่ถ้าใช้ยานี้ตัวเดียวพบว่าไม่ค่อยช่วยยับยั้งมะเร็ง ต้องใช้ร่วมกับเคมีบำบัดจึงจะช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้
ความรู้เกี่ยวกับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งที่มีมากขึ้นนี้เป็นเพราะ นักวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนมุมมองว่า metastasis เป็นกระบวนการหลายขั้นตอน ไม่ใช่จะเกิดขึ้นง่ายๆในขั้นเดียว และแต่ละชนิดของมะเร็งก็มี กระบวนการ metastasis แตกต่างกันด้วย จึงต้องศึกษาเฉพาะในแต่ละมะเร็งไป Dr. Steeg กล่าวว่า เราเคยเชื่อว่าเราต้องการยาเพียงตัวเดียวก็ยับยั้ง metastasis ได้แล้ว ถึงแม้มันจะมีความเหมือนกันอยู่บ้างในแต่ละอวัยวะ แต่โชคร้ายว่าสิ่งที่เราพบคือ เราต้องหายาที่จำเพาะกับแต่ละอวัยวะเท่านั้น บริษัทยาได้ทำใจไว้แล้วว่าพวกเขาต้องแยกดูเป็นตัวๆไป แทนที่จะดูมะเร็งชนิดเดียว ดังนั้นถึงแม้เราจะพบยาใหม่ มันก็จะช่วยได้แค่ยับยั้งการกระจายของมะเร็งชนิดเดียวเท่านั้น ส่วนมะเร็งอีกชนิดก็จะต้องใช้ยาตัวที่ไม่เหมือนกัน
|
จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 20 ส.ค. 2549 (10:52)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 พ.ค. 2550 (22:31) ผมอ่านดูแล้ว ถ้าพิจารณาตามหลักเคมีและฟิสิกส์แล้ว ลักษณะการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งยังไงๆก็คล้ายกับการที่สสารถูกความร้อน มีการนำความร้อนจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง และทำให้เซลล์ที่ได้รับความร้อนจนรักษาสมดุลไม่ได้นั้นขยายตัวออกไปเบียดเซลล์อื่นๆจนทำงานไม่ได้และเซลล์ที่ได้รับความร้อนนั้นก็กระจายไปยังท่อน้ำเหลืองและเส้นเลือดแบ่งตัวแบบได้รับความร้อนอีก ผมคิดว่าโรคมะเร็งในมนุษย์น่าจะเกิดจากพลังงานความร้อนครับ หากคิดแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ ก็ขออภัยด้วย Boat (IP:124.157.220.171)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 25 มิ.ย. 2550 (18:00) อยากได้กลไกการสร้างและสลายกระดูกค่ะ เพื่อใช้ประกอบรายงาน ใครมีภาพ หรือโมเดล รบกวนส่งให้หน่อยค่ะทาง อีเมล์ tusora@hotmail.com
ด่วนค่ะ ก่อนวันที่ 29/3/50 tusora@hotmail.com (IP:58.8.89.8)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 9 ก.ค. 2550 (23:49) เซลล์มะเร็งสามารถกระจายตัวได้ มาจากสาเหตุหนึ่งคือ เซลล์มะเร็ง ขาดโมเลกุลที่ใช้ในการยึดเกาะของเซลล์ (cell adhesion molecule)
ทำให้เซลล์มะเร็งสามารถหลุดออกจากตำแหน่งเดิมได้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 15 ก.ค. 2550 (22:13) ขอความกรุณาช่วยอธิบายคำว่า angiogenesis และอธิบายความแตกต่างของ luminacin D
กับ luminacin C2 และกลไกการกำจัดหมู่ protecting group MOM ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ mind_652@hotmail.com (IP:58.137.112.232)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 6 ธ.ค. 2550 (20:22) ขอบคุณคะที่ให้ความรู้ gmm_usa_ploo@hotmail.com (IP:203.113.50.13)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 29 เม.ย. 2551 (12:40) <P>น่ากลัวมั้ยคับมาทำประกันมะเร็งของ AACP กับผมดีกว่า ไม่แพงแถมคุมครองมะเร็งสูงด้วย </P>
<P> </P>
<P> </P> senzero_a@hotmail.com (IP:58.136.50.172)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 20 พ.ค. 2551 (00:09) <P> </P>
<P>หวัดดีค่ะ</P>
<P> คือนู๋อยากรู้ว่าเนื้องอกมีทั้งเนื้อดีและเนื้อร้ายใช่มั๊ยค่ะ พอดีว่าแม่ของนู๋ก้อมีก้อนเนื้องอกซึ่งแต่ก่อนก้อมีขนาดเล็กแต่ตอนนี้เนื้องอกมันเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นและแม่ของนู๋ก้อมีความรู้สึกว่ามันเจ็บอ่ะค่ะมันมีอันตรายมากมั๊ยคะแล้วพักหลังๆนี้แม่ของนู๋ก้อเริ่มมีอาการปวดหลัง นู๋ชวนแม่ไปตรวจแล้วแต่ว่าแม่ของหนูบอกว่าเด๋วก้อหาย</P>
<P>แต่ที่จิงนู๋ก้อรู้นะคะว่าแม่ของหนูก้ออยากไปตรวจแต่แม่คงจะกลัวเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะว่าตอนนี้แม่กำลังทำงานส่งพวกนู๋เรียนอยู่ค่าใช้จ่ายก้อสูงขึ้นแม่คงกลัวเรื่องนี้แหล่ะค่ะแต่นู๋ก้ออยากจะช่วยแม่จิงๆนะคะนู๋เป็นห่วงแม่นู๋รักแม่ พี่ๆช่วยนู๋หน่อยนะคะนู๋ม่ายอยากให้แม่ต้องมาทรมานตอนนี้อ่าค่ะ</P>
<P> ขอบคุนค่ะ</P> ku-noi-na_phawinee@hotmail.com (IP:61.19.65.102)
|