|
นามจังหวัดของไทยครั้งในอดีต
โพสต์เมื่อ:
17:54 วันที่ 8 ก.ย. 2549 ชมแล้ว:
41,395
ตอบแล้ว:
90
เนื่องจากได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเขตกรุงเทพมหานครใหม่และยกเมืองปทุมธานี กับเมืองธัญญบุรี ไปขึ้นมณฑลกรุงเก่าแล้ว จึงให้แบ่งแขวงศึกษามณฑลกรุงเทพฯ เสียใหม่เป็น 9 แขวง เพื่อให้เหมาะแก่ท้องที่
ดังนี้ 1. จังหวัดพระนครเหนือ มีอำเภอบางขุนพรหม - นางเลิ้ง สามเสน ดุสิต บางซื่อ ประแจจีน พญาไท บางเขน 2. จังหวัดพระนครกลาง มีอำเภอพระราชวัง พาหุรัด ชนะสงคราม สำราญราษฎร์ 3. จังหวัดพระนครใต้ มีอำเภอจักรวรรดิ สามยอด สัมพันธวงศ์ สามแยก ป้อมปราบศัตรูพ่าย บางรัก สาธร ปทุมวัน บ้านทวาย บางกะปิ 4. จังหวัดธนบุรีเหนือ มีอำเภอหงสาราม อมรินทร์ บางพลัด ตลิ่งชัน 5. จังหวัดธนบุรีใต้ มีอำเภอบุปผาราม ราชคฤห์ บุคโล บางขุนเทียน หนองแขม ภาษีเจริญ ราษฎร์บุรณะล่าง 6. จังหวัดนนทบุรี มีอำเภอนนทบุรี ปากเกร็ด บางใหญ่ บางบัวทอง 7. จังหวัดมีนบุรี มีอำเภอมีนบุรี หนองจอก แสนแสบ เจียรดับ 8. จังหวัดพระประแดง มีอำเภอพระประแดง พระโขนง 9. จังหวัดสมุทรปราการ มีอำเภอสมุทรปราการ บางพลี -บางเหี้ย (จากประวัติกระทรวงศึกษาธิการ 2435-2507) คัดลอกตามตัวสะกดเดิม ................................... จะเห็นว่าบางอำเภอที่กล่าวมาเคยถูกยุบไปแล้วช่วงหนึ่ง แล้วก็มาตั้งในนามเดิม บางอำเภอตอนนี้เราก็ไม่ค่อยคุ้นชื่อเท่าไร หรือเพราะผมไม่ใช่คนเมืองกรุง บางอำเภอบางทีก็กลายเป็นจังหวัด บางจังหวัดบางทีก็กลายเป็นอำเภอ แล้วแต่ยุคสมัยใด เฮ้อ งง ผมคัดลอกนำเอานามเดิมของอำเภอต่างๆ ของกรุงเทพมหานครในอดีตช่วงหนึ่งมาขึ้นก่อน เป็นการเรียกน้ำย่อย และเพื่อเอาใจคุณครูอาจารย์ในห้องนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกรุงเทพครับ ผม ผิดพลาดเรื่องประวัติศาสตร์โดยง่าย อย่าเอาเป็นสรณะเลย ขอโทษที่โพสต์ผิด แต่ที่แน่ ๆ ผมเองเป็นเชื้อสายมอญปทุมธานีเพราะมีบัว เรื่องศาลจังหวัดมีนบุรี ปัญหาคือ ไม่รู้จะจอดรถถ่ายรูปอย่างไร ถ้าจอดไกล ๆ เดินมามีอะไรให้มองแยะก็พอทน แต่ถ้าจอดห่างไปกิโลนึงแล้วถ่ายได้แค่ศาลฯ ก็คงต้องร้องเพลง รอ รอแล้ว ๆ รอไม่สิ้น รอจนชีพดับสูญทับแผ่นดินแผ่นฟ้า ![]() อาจจะไม่ผิดนะครับอ.นิรันดร์ มอญอพยพเข้ามาหลายระลอกมาก บางสายอาจจะพอระบุได้ว่าบรรพบุรุษเข้ามาช่วงเวลาใด แต่บางสายอย่างบรรพบุรุษทางแม่ผมที่เป็นมอญปากเกร็ด ก็ไม่มีใครรู้แล้วว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ดีครับอาจารย์นิรันดร์ ผมก็ชอบร้องเพลงรอ ผลัดกันร้องให้ฟังก็ได้ สำหรับเรื่องเชื้อสายต่างๆ ผมก็มีหลากหลายเหมือนกันครับ ในตัวผมอย่างน้อยมีอยู่ ๔ เชื้อชาติ แต่ตอนนี้เป็นไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เรื่องผิดไม่ผิดก็คงไม่เป็นสรณะ หรือจะเรียกว่าสาระดีเอ่ย ผมก็ไม่ค่อยถนัดเรื่องภาษานัก ประวัติศาสตร์ก็ไม่ค่อยเก่ง เพียงแต่ที่นำมาเล่าพูดคุยกันก็เพื่อกระตุ้นให้ตัวเองมีความสนใจในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็จะได้มีแรงค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไปอีกด้วย เรื่องมอญอพยพผมยังไม่เคยอ่านละเอียดเท่าใดนัก ทั้งๆ ที่มีเชื้อสายปนอยู่ด้วย ก็ยังไม่ได้สนใจค้นคว้าเท่าที่ควร คงยังไม่ถึงเวลา แต่มีหนังสือที่ซื้อเก็บไว้เยอะ ถึงเวลาสนใจเมื่อไรก็อ่านเอง ตอนนั้นก็คงเข้าหัวบ้าง มาเล่าเรื่องจังหวัดต่อครับ แล้วจังหวัดมีนบุรี ก็ถูกยุบกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพพระมหานครตามเดิม ในวันที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๘ ส่วนจังหวัดธัญญบุรี ยังอยู่ยงคงกระพัน และถูกยุบเมื่อคราวเศรษฐกิจตกต่ำในสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ช่วงการยุบทั้งสองจังหวัดนี้ จะมีกล่าวรายละเอียดอีกในตอนหลัง เตรียมข้อมูลไว้แล้ว แต่ขอเล่าเป็นลำดับเวลาไปครับ แล้วจังหวัดที่ถูกยุบพร้อมๆ กันนี้ มีเยอะครับ มีทั้งนามจังหวัดที่ยังคงเหลืออยู่ขณะนี้ เพราะยุบแล้วก็กลับตั้งใหม่อีกภายหลัง หลายจังหวัดชื่อก็หายไป กลายเป็นอำเภอไปตลอด ไม่หวนกลับคืนมาให้ได้ยินอีกแล้ว ไปที่หัวเมืองเพชรบุรีบ้าง สมัยนั้นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรีด้วยครับ ใครมีบ้านอยู่จังหวัดเพชรบุรีกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์บ้างเอ่ย??? แล้วก็แถมจังหวัดระยองด้วย เพราะคัดมาจากประกาศฯ ฉบับเดียวกัน และต่อเนื่องกัน ประกาศกระทรวงมหาดไทย ด้วยการจัดตั้งอำเภอเมืองเพ็ชร์บุรีซึ่งเปนอยู่ในเวลานี้ ยังไม่เปนระเบียบอันสมควรกับการปกครองท้องที่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งอำเภอเมืองเพ็ชร์บุรีดังต่อไปนี้ ๑. ให้แบ่งเขตร์แขวงเมืองเพ็ชร์บุรีออกเปน ๖ อำเภอ คือ ..(๑) ให้เลิกอำเภอบ้านแหลมรวมกับอำเภอเมือง ตั้งที่ว่าการคงอยู่ในเมืองเพ็ชร์บุรีตามเดิม ..(๒) ให้ยกอำเภอตวันตกไปตั้งที่ตำบลเขาย้อย เรียกว่าอำเภอห้วยหลวง ตั้งที่ว่าการที่บ้านเขาย้อย ..(๓) อำเภอนายาง ตั้งที่ว่าการที่บ้านนายาง ..(๔) อำเภอแม่กะจัน ตั้งที่ว่าการที่บ้านแม่กะจัน ..(๕) อำเภอเมืองปราณบุรี ตั้งที่ว่าการที่บ้านเพนียด ..(๖) อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ตั้งที่ว่าการที่บ้านเกาะหลัก ๒. ให้จัดกรมการอำเภอดังนี้ ............... รับราชการตามน่าที่แต่เดือนเมษายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๐ สืบไป ด้วย อำเภอเมืองระยอง ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นอยู่แล้วนั้น เรียกว่าอำเภอตวันออก ๑ อำเภอตวันตก ๑ ตั้งที่ว่าการที่ในเมืองที่ ๒ อำเภอ ยังไม่เปนการสมควรกับการปกครองท้องที่ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการแก้ไขตั้งอำเภอเมืองระยองใหม่ดังนี้ คือ (๑) อำเภอตวันออก ตั้งที่ว่าการที่ในเมือง เรียกว่าอำเภอเมือง (๒) อำเภอตวันตก ตั้งที่ว่าการที่บ้านยางเอนไผ่ล้อม เรียกว่าอำเภอไผ่ล้อมสืบไป ศาลาว่าการมหาดไทย วันที่ ๒๗ เมษายน รัตนโกสินทร ศก ๑๒๐ (เซ็น)......... พระยาศรีสหเทพ ราชปลัดทูลฉลอง (ประชุมกฎหมายประจำศก) ไปทางอีสานบ้างครับ คราวนี้ยุบ เมืองนางรอง แล้วเปลี่ยนนามเป็น เมืองบุรีรัม หรือจังหวัดบุรีรัมย์ ในปัจจุบัน หลังตั้งเมืองธัญญบุรี ราว ๔ เดือน ยังคงเขียนชื่อเป็นภาษาเดิมอยู่นะครับ "แจ้งความกระทรวงมหาดไทยเมืองนางรอง เมืองประโคนไช เมืองพุทไทยสง เมืองรัตนบุรี เมืองบุรีรัม เข้าเปนเมือง เรียกว่าเมืองนางรอง ยกเป็นเมืองจัตวาเมืองหนึ่ง แต่ที่ว่าการนั้นหาได้ตั้งอยู่ที่เมืองนางรองไม่ ได้ตั้งที่ว่าการเมืองนางรองอยู่ที่บุรีรัม อักษรในดวงตราตำแหน่งก็เปนผู้ว่าราชการเมืองนางรอง จึงทรงพระราชดำริห์เห็นว่า ที่ว่าการเมืองกับนามเมืองยังหาถูกต้องตามการและนามเมืองที่เปนจริงไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ เปลี่ยนเมืองนางรองเปนเมืองบุรีรัม เปลี่ยนตราตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองนางรอง เปนผู้ว่าราชการเมืองบุรีรัม แต่วันที่ ๓ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๐ แล้ว ศาลาว่าการมหาดไทย วันที่ ๑๐ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๐ (ลงพระนาม) ......... ดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย" บ่ายๆ นี้หากว่าง จะมาเล่าเกี่ยวกับเขตแดนเมืองสุพรรณ ซึ่งโอนไปให้จังหวัดราชบุรี ในสมัยรัชกาลที่๕ ไม่น่าเชื่อครับ สุพรรณบุรีสมัยก่อนจะกว้างใหญ่ไปจนถึงอำเภอบ้านโป่ง ราชบุรี เลยครับ ผมได้อ่านสาส์นสมเด็จ ฉบับของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๘๓ แล้วได้ความดังข้างล่าง เลยเป็นแรงจูงใจให้ค้นต่อไปว่า เป็นอย่างที่กล่าวมานี้จริงหรือไม่ และเป็นอย่างไร ....... หม่อมฉันได้รับหนังสือแจกงานศพพระยาพจนปรีชา ๒ เล่ม นึกชอบในที่เขาช่างเลือกเรื่องหนังสือ กรมศักดิ์โปรดทรงแต่งบทกลอน ยังมีนอกจากที่พิมพ์อีก ๑ เรื่องเป็นนิราศเสด็จไปทัพทางเมืองกาญจนบุรี เมื่อแรกหอพระสมุดฯ ได้หนังสือเรื่องนั้นมา หม่อมฉันอ่านเกิดฉงนสนเท่ห์ ด้วยเคยปรากฏในเรื่องพงศาวดารแต่ว่า เมื่อรัชกาลที่ ๒ กรมศักดิ์เคยเสด็จไปตั้งขัดตาทัพพม่าที่เมืองเพชบุรี อันเป็นทางหนึ่งต่างหากจากทางที่พรรณนาในนิราศ แต่ก็ได้ความรู้แปลกไปในนิราศนั้น ว่าสมัยนั้นถือว่าเข้าปากดงที่บ้านโป่ง และว่าบ้านโป่งยังเป็นแขวงเมืองสุพรรณ ความส่อต่อไปว่าแม้ที่ปากแพรกก็ยังคงเป็นแขวงเมืองสุพรรณ เพิ่งขยายเขตเมืองกาญจนบุรีออกมา เมื่อย้ายตัวเมืองจากเขาชนไก่มาสร้างที่ปากแพรกในรัชกาลที่ ๓ คงแยกบ้านโป่งมาเป็นแขวงเมืองราชบุรีในคราวเดียวกัน....... ได้ความง่ายๆ ว่า บ้านโป่ง ราชบุรี เดิมก็เป็นเขตเมืองสุพรรณ ปากแพรก กาญจนบุรี ซึ่งค่อนข้างอยู่กลางเมืองกาญจน์ขณะนี้ ก็น่าจะเป็นเมืองสุพรรณด้วย ตามพระวินิจฉัยของสมเด็จฯ ครับ เป็นความรู้ที่อยากค้นคว้าต่อเสียแล้วซี อ้อ กรมศักดิ์ คือ "สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ" พระปิตุลาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๓ หรือ วังหน้านั่นเอง ก็เลยค้นหาหนังสือมาอ่านครับ ชื่อ ลิลิตเสด็จไปขัดตาทัพพม่าเมืองกาญจนบุรี เสด็จเดินทัพออกจากกรุงเทพพระมหานครเมื่อวันพุธ แรม ๑๓ ค่ำ เดือนยี่ ตรงกับวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๓๖๓ จ.ศ.๑๑๘๒ ปีมะโรง ขอคัดตัดตอนเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สมเด็จฯ กล่าวถึงข้างบนครับ ........................ ท่ายางออกทวารสิ้น...........ด่านเมือง ราชบุรีระยะเปลือง.............พันแล้ว ไผ่ชัฏรกทางเคือง..............กลัดทรวง พี่นา เข้า อำเภอสุพรรณแคล้ว....หลักร้อยกรุยทางฯ ...................... เขาสนองดำบลนี้....... บางพัง คูเนินเชิงเทินยัง..........บอกชี้ กุสินารายหวัง.............แต่ก่อน นับฤากี่ร้อยกี้..............กลับหล้าเป็นไพรฯ ยินนามบางพังเร่ง......หนักทรวง พี่นา แรงกระหายทับทรวง....อิกเหล้า แม้นช้าจะพังทรวง.......เหมือนบาง พังเอย เร็วได้กลับสู่เหย้า........รอดแล้วทรวงพังฯ ............................ พอสว่างเห็นทั่วหน้า........ทวยพล ถับถึงลูแกดล...............หยุดยั้ง พักพวกพลาคน.............ช้างม้า ที่พลับพลาร้อนตั้ง.........หาดถ้าลูแกฯ ................................. ห้าโมงพอล่วงเข้า.......... ประตูดง หลักปักจังหวัดวง.........เขตแคว้น พะยอมรังเต็งยอดลง.......สามสิ่ง สลับนา ง้อมกิ่งสู่พระแท่น..........ทั่วสิ้นอัศจรรย์ฯ จากโคลงที่นำมา เมื่อถึงเขตแดนระหว่างเมืองราชบุรี กับเขตเมืองสุพรรณบุรีแล้ว เข้าเมืองสุพรรณเริ่มที่บางพัง ส่วนเขาสนองไม่รู้ว่าเป็นชื่อหมู่บ้านด้วยรึเปล่า เพราะผมไม่ใช่คนราชบุรี บ้านลูกแก (ลูแก) เมืองกาญจน์ในปัจจุบัน แต่เดิมก็อยู่เขตเมืองสุพรรณ แล้วก็ถึงประตูป่า (ประตูดง) ตรงนี้เป็นเขตแดนระหว่างเมืองกาญจน์กับเมืองสุพรรณ พระแท่นดงรัง ก็อยู่เมืองกาญจน์ แต่เมื่อก่อนอยู่ชิดติดเขตเมืองสุพรรณเลยครับ จะยกสำเนาหนังสือราชการการโอนย้ายเปลี่ยนแปลงสังกัดจังหวัดมาให้เห็นกันชัดๆ เลยครับ แจ้งความกระทรวงมหาดไทย ด้วยข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี และข้าหลวงเทศาภิบาลนครไชยศรี มีบอกมาว่า ได้ไปตรวจราชการตามเขตร์แขวงเห็นว่าที่ หมู่บ้านโป่ง บ้านจรเข้ลาดท้อง บ้านหัวเกาะ อำเภอสองพี่น้อง แขวงเมืองสุพรรณบุรี นั้น ล่วงล้ำเข้าไปใน ท้องที่อำเภอลาดบัวขาว แขวงราชบุรี ห่างกับพระแท่นดงรัง ประมาณ ๖ เส้นเศษ ขอยกหมู่บ้านโป่ง บ้านจรเข้ลาดท้อง บ้านหัวเกาะ แขวงเมืองสุพรรณบุรี ไปอยู่ในปกครองท้องที่อำเภอลาดบัวขาว แขวงเมืองราชบุรี เพื่อจะได้จัดการปกครองท้องที่และตรวจตราโจรผู้ร้ายโดยสดวก กระทรวงมหาดไทยได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกหมู่บ้านโป่ง บ้านจรเข้ลาดท้อง บ้านหัวเกาะ เขตร์อำเภอสองพี่น้อง ไปอยู่ในเขตร์อำเภอลาดบัวขาว แขวงเมืองราชบุรีแล้ว ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย แจ้งความมา ณ วันที่ ๖ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ (ลงนาม) พระยาศรีสหเทพ ราชปลัดทูลฉลอง (จาก ประชุมกฎหมายประจำศก) ................................. หมายเหตุ เขตร์ ในประกาศฉบับนี้ สะกดด้วย ข ขวด หมดเลยครับ นี่เป็นตัวอย่างเขตเมืองแต่โบราณ ตอนนี้คงเป็นความรู้ใหม่แล้วนะครับว่า อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ดูๆ แล้วไม่น่าเป็นไปได้เลย เพราะระหว่าง 2 จุดนี้ มีถึง 2 เขตจังหวัดคั่นกลางคือ นครปฐมกับกาญจนบุรี แต่มีหลักฐานเพิ่มอีกดังที่กล่าวมาแล้ว 2 แหล่งคือ ในเพลงยาวกรมศักดิ์ฯ สมัยรัชกาลที่ 3 กับสาส์นสมเด็จ เนื่องจากผมเป็นคนสุพรรณ จึงสนใจเกี่ยวกับเมืองตนเองมากเป็นพิเศษ จึงขอยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงเขตอำเภอของเมืองสุพรรณ กับของชัยนาท และสิงห์บุรี มาเป็นตัวอย่างบ้างครับ ................. ประกาศ ตั้งอำเภอเดิมบาง แลเปลี่ยนชื่ออำเภอเดิมบางเก่าเปนอำเภอบ้านเชี่ยน ด้วยมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ท้องที่พรหมแดนระหว่างเมืองสิงห์บุรีในมณฑลกรุงเก่า กับเมืองสุพรรณบุรีในมณฑลนครไชยศรี แลเมืองไชยนาท มณฑลนครสวรรค์นั้นห่างไกลจากที่ว่าการอำเภอ กรมการอำเภอไปตรวจตราไม่ใคร่จะทั่วถึง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งท้องที่จาก เขตร์อำเภอนางบวช แขวงเมืองสุพรรณบุรี ๑๒ ตำบล คือตำบลนาเริง ๑ ตำบลเขาพระ ๑ ตำบลท่ารวก ๑ ตำบลท่าช้าง ๑ ตำบลหัวเขา ๑ ตำบลวังศรีราช ๑ ตำบลหัวนา ๑ ตำบลป่าสะแก ๑ ตำบลลำพันบอง ๑ ตำบลบ่อกรุ ๑ ตำบลห้วยขมิ้น ๑ ตำบลนางบวช ๑ แลแบ่งท้องที่จาก เขตร์อำเภอสิงห์แขวงเมืองสิงห์บุรี ๒ ตำบล คือ ตำบลท่ามะนาว ๑ ตำบลโคกช้าง ๑ กับแบ่งจาก เขตร์อำเภอเดิมบาง แขวงเมืองไชยนาท ๒ ตำบล คือ ตำบลเดิมบาง ๑ ตำบลกำมะเชียน ๑ รวมเปน ๑๖ ตำบลด้วยกัน จัดการปกครองขึ้นเปนอำเภอหนึ่ง ตั้งที่ว่าการที่ตำบลท่ารวก เรียกว่า "อำเภอเดิมบาง" ขึ้นเมืองสุพรรณบุรี เพื่อให้สดวกแก่การปกครองสืบไป ส่วนอำเภอเดิมบางเก่า ซึ่งตั้งที่ว่าการอำเภออยู่ที่ตำบลบ้านเชี่ยน ในเขตร์เมืองไชยนาทนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกว่า "อำเภอบ้านเชี่ยน" ให้ตรงกับชื่อตำบลซึ่งตั้งที่ว่าการอำเภอนั้นแล้ว ประกาศมา ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก๒ ๑๓๐ (ลงพระนาม) ดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย .................................. หมายเหตุ เขตร์ ในประกาศฉบับนี้ สะกดด้วย ข ไข่ แล้วครับ อำเภอนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันคืออำเภอสามชุก ตอนหลังได้แยกเพิ่มออกเป็นอีกหลายอำเภอ คือ อำเภอศรีประจันต์ อำเภอดอนเจดีย์ อำเภอหนองหญ้าไซ อำเภอเดิมบาง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันคืออำเภอเดิมบางนางบวช หลังจากที่แบ่งจากอำเภอนางบวชในครั้งนั้นแล้ว ยังแบ่งแยกออกอีกอำเภอหนึ่งคือ อำเภอด่านช้าง อำเภอเดิมบาง จังหวัดชัยนาท ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบ้านเชี่ยน ปัจจุบันคืออำเภอหันคา และชื่อบ้านเชี่ยนกลายเป็นตำบลหนึ่งในเขตอำเภอหันคา อำเภอสิงห์ จังหวัดสิงห์บุรี ปัจจุบันคืออำเภอบางระจัน และชื่อสิงห์ ก็กลายเป็นตำบลหนึ่งในเขตอำเภอบางระจัน การโอนย้ายตำบลของ ๓ จังหวัดในครั้งนั้น ทำให้ บึงฉวาก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เปลี่ยนมาสังกัดจังหวัดสุพรรณบุรีด้วยครับ (แต่ส่วนน้อยของบึงฉวากตอนเหนือ ยังอยู่ในเขตจังหวัดชัยนาท) เกี่ยวกับกรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้ปักปันเขตแดนกับจังหวัดรอบข้าง ซึ่งยังคงนามเมืองตามเดิม และมีการแยกจังหวัดธนบุรี กับจังหวัดพระนครออกจากกัน .............................. ประกาศ ขยายเขตร์กรุงเทพพระมหานคร มีพระบรมราชโองการ ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า ลักษณปกครองท้องที่มณฑลกรุงเทพพระมหานคร ซึ่งในชั้นเดิมได้รวบรวมหัวเมืองใกล้เคียงพระมหานคร มี เมืองประทุมธานี เมืองนนทบุรี เมืองนครเขื่อนขันธ์ แลเมืองสมุทปราการ เข้าสมทบตั้งขึ้นเปนมณฑลหนึ่ง อยู่ในความบังคับบัญชาของเสนาบดีกระทรวงนครบาล ครั้นเมื่อความรุ่งเรืองแห่งพระมหานครมีความเจริญเลื่อนออกไปในแถบทุ่งหลวง ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการปกครองท้องที่ตั้ง เมืองธัญญะบุรีแลเมืองมีนบุรี ขึ้น เพื่อให้ความสดวกแก่อาณาประชาราษฎรในท้องถิ่น แลถูกต้องตามลักษณปกครองพระราชอาณาจักรในครั้งนั้น บัดนี้ ความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระมหานครแลหัวเมืองที่ใกล้เคียงได้ขยายออกไปติดต่อถึงกันยิ่งขึ้น ระเบียบแบบแผนขนบธรรมเนียมราชการก็ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมเปนลำดับมา จึงทรงพระราชดำริห์ว่า ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะจัดการปกครองขยายเขตร์พระมหานครออกไปให้พอเหมาะแลสดวกแก่การปกครองในปัตยุบันนี้ แบ่งการบังคับบัญชาหัวเมืองขึ้นให้เปนระเบียบเรียบร้อยตามควรแก่กาลสมัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ ให้ยกเลิกมณฑลกรุงเทพฯ รวมท้องที่เมืองนนทบุรี เมืองมีนบุรี เมืองพระประแดง เมืองสมุทปราการ เปนเขตร์พระมหานครตั้งแต่นี้ไป กำหนดเขตร์ด้านเหนือตามแนวคลองหกวาสายล่างของคลองรังสิตฝั่งเหนือเปนพรมแดนด้านเหนือ ด้านตวันตกด้านตวันออกแลด้านใต้คงตามเขตร์เดิม ให้เสนาบดีกระทรวงนครบาลแลเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยปักหมายเขตร์แดนแลหมายเขตร์แผนที่ไว้ให้เปนที่เรียบร้อย มาตรา ๒ ให้ยก เมืองธัญญะบุรี เมืองประทุมธานี นอกจากเขตร์ที่ได้กำหนดเปนพระมหานครแล้วไปสมทบเปนหัวเมืองขึ้นกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่บัดนี้ไป ให้เสนาบดีกระทรวงนครบาลกับเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยปฤกษาจัดการแบ่งปันให้เปนที่เรียบร้อย มาตรา ๓ ให้แบ่งเขตร์กรุงเทพพระมหานครออกเปนจังหวัดดังนี้ คือ กรุงเทพฯ ฝั่งตวันออกลำน้ำเจ้าพระยา เปน จังหวัดพระนคร กรุงเทพฯ ฝั่งตวันตกลำน้ำเจ้าพระยา เปน จังหวัดธนบุรี แบ่งรอบนอกเปน จังหวัดนนทบุรี จังหวัดมีนบุรี จังหวัดพระประแดง จังหวัดสมุทปราการ ให้เสนาบดีกระทรวงนครบาลจัดการกำหนดเขตร์ท้องที่ แล้วออกประกาศไว้ให้เปนหลักฐานในราชการต่อไป ประกาศมา ณ วันที่ ๒๑ ตุลาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๘ เปนวันที่ ๑๘๐๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ (ประชุมกฎหมายประจำศก) ลอกให้อ่านไปเรื่อยๆ ครับ สำหรับความเป็นไปเป็นมาของเมืองต่างๆ ประกาศ ยกเมืองธัญญบุรีแลเมืองประทุมธานี ขึ้นในมณฑลกรุงเก่า มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองธัญญบุรีและเมืองประทุมธานีมาสมทบเปนหัวเมืองขึ้นกระทรวงมหาดไทยแล้วนั้น บัดนี้ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า สมควรจะยกเมืองธัญญบุรีและเมืองประทุมธานีไปรวมขึ้นในมณฑลกรุงเก่าได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองธัญญบุรี และเมืองประทุมธานีรวมอยู่ในมณฑลกรุงเก่าต่อไป ประกาศมา ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๘ เปนวันที่ ๑๘๒๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ (ประชุมกฎหมายประจำศก) เมืองธัญญะบุรี แต่ก่อนมีสระอะหรือไม่มีคะ นชน (IP:203.185.131.3,10.226.20.84,) สมัยก่อนยังไม่มีพจนานุกรมใช้ครับ การตรวจสอบคำจึงยังไม่ชัดเจนแน่นอนเหมือนปัจจุบัน คำว่า ธัญบุรี สมัยปัจจุบัน ในสมัยก่อนจึงเขียนกันได้หลายแบบ เช่น ธัญบุรี ธัญญบุรี หรือธัญญะบุรี แล้วแต่คน จะว่าของใครผิดก็ไม่ได้ ต่อไปนี้เป็นชื่อเมืองบางเมืองซึ่งเปลี่ยนใหม่ อิงมาจากประกาศกระทรวงยุติธรรมครับ ประกาศกระทรวงยุติธรรม เจ้าพระยาอภัยราชา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าใส่กระหม่อมให้ประกาศมาให้ทราบทั่วกันว่า ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดัดแปลง ชื่อเมืองบางนรา ขนานนามว่าเมืองนราธิวาส ชื่อมณฑลชุมพร ขนามนามว่า มณฑลสุราษฎร์ ชื่อมณฑลพุมเรียง ขนานนามว่าอำเภอเมืองไชยา ชื่อเมืองปราณบุรี ขนานนามว่าเมืองประจวบคีรีขันธ์ ชื่อเมืองพิไชย ว่าเมืองอุตรดิฐ แล้วดังนี้ สมควรจะต้องเปลี่ยนแปลงชื่อศาลเข้าหาชื่อเมืองนั้นด้วย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขนานนาม ศาลเมืองบางนราว่า ศาลเมืองนราธิวาส ศาลมณฑลชุมพรว่า ศาลมณฑลสุราษฎร์ ศาลเมืองพุมเรียงว่า ศาลเมืองไชยา ศาลเมืองปราณบุรีว่า ศาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ศาลเมืองพิไชยว่า ศาลเมืองอุตรดิฐ ตั้งแต่บัดนี้สืบไป ประกาศมา ณ วันที่ ๗ มกราคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๘ (ลงนาม) มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาอภัยราชา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม (ประชุมกฎหมายประจำศก) ............................. คิดว่า ชื่อมณฑลพุมเรียง ขนานนามว่าอำเภอเมืองไชยา น่าจะผิดครับ ควรเป็น ชื่อเมืองพุมเรียง มากกว่า คราวนี้มาดูกันซิว่า เราเรียก จังหวัด กันมาตั้งแต่เมื่อไร ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่า เมืองเรียกว่าจังหวัด ....... (เยอะมาก) ....... ให้เปลี่ยนคำว่าเมือง ใช้เรียกว่าจังหวัด ผู้ว่าราชการเมืองให้เรียกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ...... ประกาศมา ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ (ลงนาม) มหาเสวกเอก เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (ประชุมกฎหมายประจำศก) ระหว่างนี้ก็เปลี่ยนหน่วยงานราชการจาก ...เมือง เป็น .....จังหวัด แทน เช่น ประกาศกระทรวงธรรมการ เปลี่ยนคำว่า ธรรมการเมือง เปน ธรรมการจังหวัด ด้วยตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยรับพระบรมราชโองการ ประกาศเปลี่ยนชื่อท้องที่การปกครองพระราชอาณาจักร์ เปลี่ยนคำว่าเมือง ใช้เรียกว่า จังหวัด ผู้ว่าราชการเมือง ให้เรียกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด แจ้งในประกาศลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ แล้วนั้น ส่วนหน้าที่ราชการกระทรวงธรรมการ อันอยู่ในท้องที่การปกครองที่เรียกว่า ธรรมการเมืองนั้น ก็ให้ใช้เรียกว่า ธรรมการจังหวัดสืบไป กระทรวงธรรมการ ประกาศมา ณ วันที่ ๑๔ มิถุนายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ มหาอำมาตย์โท พระยาธรรมศักดิ์มนตรี ผู้รั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ (ประชุมกฎหมายประจำศก) ประกาศเรื่องเปลี่ยนชื่ออำเภอ ........ ........ เยอะมากมายทุกจังหวัด ........ ........ ประกาศมา ณ วันที่ ๒๔ เมษายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ (ลงนาม)มหาเสวกเอก เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (ประชุมกฎหมายประจำศก) ............................ อำเภอที่เปลี่ยน ส่วนใหญ่เป็นชื่ออำเภอในตัวจังหวัด เปลี่ยนจากชื่ออำเภอเมือง เป็นชื่อเดิมๆ หรือชื่อเก่าก่อนที่จะถูกเปลี่ยนรอบเดิม เช่น อำเภอเมือง จ.สมุทสาคร เป็นอำเภอเมืองสมุทสาคร อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นอำเภอท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จ.เพ็ชร์บุรี เป็นอำเภอคลองกระแชง อำเภอเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอำเภอเกาะหลัก อำเภอกำเนิดนพคุณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอำเภอบางสพาน อำเภอเมือง จ.ภูเก็ต เป็นอำเภอทุ่งคา ฯลฯ หมายเหตุ สะกดตามภาษาเดิมครับ ชื่ออำเภอกำเนิดนพคุณ เพราะมากๆ เพราะกว่าบางสะพานเสียอีกนะ นชน (IP:203.150.83.18,,) |