ทะเลป่วย โพสต์เมื่อ:
23:21 วันที่ 8 ก.ย. 2549 ชมแล้ว:
99,539 ตอบแล้ว:
6
 ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศกำลังทำให้มหาสมุทรทั่วโลกเป็นกรดมากขึ้น แล้วสภาวะเช่นนี้จะมีผลอย่างไรบ้าง??
ลองนึกภาพปริมาณน้ำ 1 พันล้านตัน ปริมาณนี้มากพอสำหรับให้ทุกคนในโลกนี้อาบน้ำได้
เอาใหม่ ลองนึกภาพน้ำ 1 ล้านล้านล้านตัน ปริมาณนี้เท่ากับว่าแต่ละคนบนโลกจะมีน้ำเท่ากับปริมาณน้ำในแม่น้ำไนล์เลยทีเดียว ขนาดดาวเคราะห์บางดวงยังมีน้ำหนักน้อยกว่านี้เลย แต่แค่มหาสมุทรบนโลกก็หนักมากกว่าล้านล้านล้านตันแล้ว
ยากที่จะนึกภาพอะไรที่ใหญ่ขนาดนั้นออกใช่ไหม คงยากกว่าถ้าจะนึกว่าเราจะทำให้อะไรที่ใหญ่ขนาดนี้เปลี่ยนแปลงได้
แต่เชื่อหรือไม่ว่า มนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงมหาสมุทร เราเปลี่ยนธรรมชาติได้ และกำลังทำจริงๆ
ทั่วโลกตั้งแต่เขตร้อนยันขั้วโลก มหาสมุทรกำลังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยออกมา โดยประมาณครึ่งหนึ่งของที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศตลอดสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา มาจากโรงงานน้ำมันและโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ละลายในน้ำ มันจะกลายเป็นกรดคาร์บอนิก ซึ่งทำให้มหาสมุทรเป็นกรดมากขึ้น Dr. Joanie Kleypas นักนิเวศวิทยาทางทะเล กล่าวว่า นี่เป็นความรู้ทางเคมีพื้นฐานมากๆ ใครๆก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง
หลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามว่า ความเป็นกรดของมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างไร พบว่าเม่นทะเลมีหนามที่คมน้อยลง สารที่เคลือบปะการังก็ถูกละลายออกไปมากขึ้น และถ้าลองเอาปลาหมึกใส่ลงไปในน้ำที่เป็นกรดมากๆพบว่า มันจะว่ายน้ำได้ช้าลง เพราะน้ำที่เป็นกรดนี้ทำให้มันหายใจได้ไม่สะดวก สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีเปลือกหุ้มเป็นสารคาร์บอเนตก็สูญเสียเครื่องป้องกันตัวนี้ไป เพราะกรดไปละลายเปลือกหุ้มของมัน อย่างไรก็ดี Dr. Jim Barry นักชีววิทยาทางทะเล กล่าวว่า งานวิจัยเกี่ยวกับทะเลที่เป็นกรดนี้ยังมีน้อยมากๆ เราเพิ่งจะเริ่มศึกษาถึงผลของมันต่อชีวิตในทะเลเท่านั้นเอง
ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจว่า เรื่องความเป็นกรดของทะเลนี้ไม่เหมือนกับเรื่องโลกร้อนขึ้น ทั้งๆที่มันก็เกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนกัน ตรงที่ว่าความเป็นกรดของทะเลเป็นเรื่องที่คำนวณได้ค่อนข้างแม่นยำ เราสามารถประเมินสถานการณ์ในอนาคตโดยใช้ความรู้ทางเคมีชั้นมัธยมเท่านั้นเอง ไม่ต้องใช้โมเดลซับซ้อนอะไรเลย ความเป็นกรดของทะเลในขณะนี้เกิดขึ้นในอัตราที่ไม่เคยพบมาก่อน
ในยุคก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศเป็นไปอย่างช้าๆ นานพอที่มหาสมุทรจะมีเวลาปรับน้ำที่เป็นกรดที่บริเวณตื้นๆ ให้เป็นกลางด้วยตะกอนคาร์บอเนตที่อยู่ลึกกว่า แต่ในไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเร็วขึ้นมาก มหาสมุทรไม่มีเวลาพอที่จะเปลี่ยนน้ำที่เป็นกรดให้กลับเป็นกลางได้ทัน อัตราการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันนี้เร็วว่าเมื่อหลายแสนปีก่อนเป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว ซึ่งตัวเลขนี้ได้มาจากการศึกษาอายุของ isotope ของตะกอนใต้ทะเล Dr. Ulf Riebesell นักชีวเคมีทางทะเลจากเยอรมัน กล่าวว่าในศตวรรษหน้า สัตว์น้ำจะอยู่ในน้ำที่บรรพบุรุษของมันไม่เคยเจอ มันไม่เคยต้องปรับตัวกับสภาพเป็นกรดเช่นนี้มาก่อนเลย เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีในวิวัฒนาการของมัน
น้ำที่เป็นกรดนี้ทำลายโครงสร้างที่เป็นสารคาร์บอเนต ที่ทำหน้าที่ปกป้องสิ่งมีชีวิตหลายๆชนิด มีการประมาณว่าอัตราการสะสมแคลเซียมจะลดลงถึง 60% ในศตวรรษนี้ ซึ่งถือว่า คาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลนี้มีผลเสียร้ายแรงเท่าๆกับที่มันทำกับในชั้นบรรยากาศเลย
ลองมาดูตัวเลขในอดีตกัน
ปี 1800 มีคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ 280 ส่วนในล้านส่วน และค่า pH ของทะเลคือ 8.16
ปัจจุบันมีคาร์บอนไดออกไซด์ 380 ส่วนในล้านส่วน และค่า pH ของทะเลคือ 8.05 และอาจลดลงไปถึง 7.9 เมื่อหมดศตวรรษนี้ ตัวเลขดูเหมือนไม่เยอะ แต่จริงๆแล้วมันมากทีเดียว เพราะค่า pH ที่ลดลงหนึ่งจุดเท่ากับความเป็นกรดเพิ่มขึ้นสิบเท่า
คราวนี้มาดูว่านักวิจัยกำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
ที่นอร์เวย์ ได้มีการสร้างห้องแลบกลางแจ้งที่ประกอบด้วยแพ กับอะไรที่ดูเหมือนกล่องนมขนาดใหญ่ 50 ลิตร ที่เรียกว่า mesocosms ในนี้มีตัว coccolithophores ซึ่งเป็นแพลงก์ตอนที่สังเคราะห์แสงได้ (phytoplankton) และมีสารคาร์บอเนตห่อหุ้มตัวอยู่ Dr. Riebesell ได้ใส่ coccolithophores ลงในถังที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่คำนวณไว้สำหรับ 50 และ 100 ปีข้างหน้า เขาเรียกมันว่า มหาสมุทรแห่งอนาคต
เปลือกชั้นนอกของ coccolithophores เป็นเหมือนฝาปิด เรียกว่า coccoliths ซึ่งเป็นแร่แคลไซต์ที่มีคาร์บอเนตประกอบอยู่ พบว่าถ้าเอาเจ้า phytoplankton นี้ให้เจอกับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากกว่าในบรรยากาศปัจจุบันสามเท่า จะทำให้เปลือกของมันสลายไปเกือบครึ่ง นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับ coccolithophores ที่ถือว่าเป็น phytoplankton ชนิดหนึ่งที่มีมากที่สุดในมหาสมุทร ซึ่งจะส่งผลต่อสายใยอาหารที่ต่อจากมันด้วย นอกจากนี้ coccolithophores ยังมีหน้าที่เกาะจับของเสียจากทะเลชั้นตื้น เช่น อึปลา ให้ตกลงไปสู่พื้นทะเล ทำให้มีการ recycle กลับไปเป็นสารอาหารในทะเล ถ้า coccolithophores อ่อนแอลงก็จะมีผลต่อวงจรสารอาหารในทะเลได้
นักวิจัยคนอื่นกำลังศึกษาสิ่งมีชีวิตที่ขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย Dr. Shirayama นักชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ได้ใส่เม่นทะเล และหอยทากลงในถังที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ 550 ส่วนในล้านส่วน ในเวลาสามเดือนพบว่า สัตว์เหล่านี้มีน้ำหนักลดลง 8% มีหนามที่ทื่อและเปราะบางขึ้นมาก แค่จับก็หักได้แล้ว ถ้าลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลงพวกมันก็จะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้ แต่ถ้าปล่อยไว้ในน้ำที่เป็นกรดนี้สักปีส่วนใหญ่ก็จะตายในที่สุด เห็นได้ชัดว่าสัตว์เหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวได้ Dr. Shirayama กล่าว
ทาง Dr. Barry ก็มีข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก เขาได้ศึกษาปูสองสปีชีส์ คือปูน้ำตื้นและปูน้ำลึก พบว่าเมื่อให้ปูเหล่านี้อยู่ในน้ำที่มีคาร์บอนไดออกไซด์มากระยะหนึ่ง ปูน้ำตื้นจะฟื้นตัวกลับมาปกติได้เร็วกว่าปูน้ำลึก ซึ่งนี้อาจชี้ให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตในน้ำลึกอ่อนไหวต่อสภาพความเป็นกรดมากกว่าสิ่งมีชีวิตในน้ำตื้น นอกจากนี้ Dr. Barry ยังพบว่าสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยที่ตะกอนพื้นทะเลมีจำนวนลดลงเมื่ออยู่ในน้ำที่มี pH ลดลงกว่าปกติ 0.1 ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน แต่น่าแปลกว่ามันมีจำนวนเพิ่มกลับมาใหม่ในเวลา 1-2 อาทิตย์เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเพราะมันถูกกินน้อยลงเพราะสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่าก็ตายลงเหมือนกัน หรืออาจเป็นเพราะมันมีอาหารมากขึ้นจากซากสัตว์อื่นๆที่ตายตกลงมาอยู่ที่พื้นทะเล
ปะการังก็ได้รับอันตรายด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะปะการังน้ำลึกที่โตช้ามากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เพราะแนวปะการังของมันเป็น aragonite ซึ่งเป็นคาร์บอเนตที่ละลายง่ายกว่า calcite ของ coccolithophores และเม่นทะเล เนื่องจากคาร์บอเนตจะละลายมากขึ้นในน้ำเย็นและที่ความดันสูง ความเป็นกรดจึงส่งผลรุนแรงที่น้ำลึก แต่อย่างไรก็ดี เมื่อคำนวณความเป็นกรดของปี 2100 aragonite ละลายได้ไม่ว่าที่ความลึกแค่ไหน และถ้าปะการังเสียหายแล้วละก็ สิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยมันก็จะได้รับผลกระทบด้วยเหมือนกัน
ถึงขั้นนี้แล้วก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์บางคนที่ไม่เชื่อว่าเรื่องทะเลเป็นกรดนี้เป็นปัญหาใหญ่ รายงานในวารสาร Geophysical Research Letters โดย Dr. Loaiciga กล่าวว่า ตะกอนคาร์บอเนตสามารถ buffer กรดได้เพียงพอ มีผู้เชี่ยวชาญในด้านทะเลเป็นกรดนี้มากถึง 25 คนลงนามคัดค้าน Dr. Loaiciga โดยได้เขียนอธิบายเหตุผลโดยละเอียดว่ามันเป็นไปไม่ได้อย่างไร หนึ่งในนี้คือ Dr. Caldeira ซึ่งกล่าวว่า ประชาชนควรรู้ว่านี่เป็นปัญหาขนาดใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ประชาชนควรตระหนักว่า สิ่งที่เรากำลังทำในอีกสิบปีข้างหน้า จะส่งผลกระทบต่อไปอีกเป็นพันๆปี
รายงานที่ลอนดอนปีที่แล้วได้เรียกร้องให้มีการศึกษาในเรื่องนี้มากขึ้น และรายงานล่าสุดของเดือนที่แล้วที่ออกโดยสถาบันการวิจัยของอเมริกาสามแห่งก็ได้วางแผนการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหานี้ นอกจากนี้หน่วยงานสากลที่ศึกษาเรื่องโลกร้อนก็กำลังยกให้เรื่องทะเลเป็นกรดนี้เป็นปัญหาหนึ่ง เป็นครั้งแรกในรายงานที่จะออกมาปีหน้า นี่แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานต่างๆกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น
ขณะนี้งานวิจัยด้านนี้ยังขาดแคลนอยู่มาก นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะศึกษาได้ประมาณ 2% ของ plankton ทุกสปีชีส์เท่านั้นเอง ต้องมีการเน้นให้ศึกษาในสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาก่อน คือปะการังและแพลงก์ตอน และต้องศึกษาถึงผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศวิทยาด้วย แทนที่จะศึกษาแยกเป็นแต่ละสิ่งมีชีวิตเดี่ยวๆไป นอกจากนี้ ยังเริ่มมีนักวิทยาศาสตร์จากหลายสาขามาร่วมกันศึกษา ทั้งนักมหาสมุทรศาสตร์ นักเคมี วิศวกร และอื่นๆ
มีความเห็นว่า ปัญหาทะเลเป็นกรดนี้อาจจะไม่ได้แค่เกิดขึ้นพร้อมๆกับปัญหาโลกร้อน แต่อาจจะทำให้ปัญหาโลกร้อนหนักกว่าเก่า coccolithophores มีผลต่อเมฆที่อยู่เหนือทะเลด้วย เนื่องจากมันจะสร้าง dimethylsulfide ออกมามาก ทำให้มีละอองซัลเฟตในอากาศมาก อนุภาคซัลเฟตนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนเมล็ดให้เมฆก่อตัวขึ้น ถ้าcoccolithophores ลดลง ก็ปล่อยซัลเฟตลดลง เมฆลดลง โลกก็จะร้อนขึ้น
การจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของมหาสมุทร หรือความซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นถ้ามีอะไรทำให้มหาสมุทรเปลี่ยนไป เป็นเรื่องที่อาจจะยากเกินความสามารถของคนส่วนใหญ่ แต่มนุษย์กลับไม่พบว่าเป็นเรื่องยากเลยในการเปลี่ยนแปลงมหาสมุทรซึ่งจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และจะมีผลกระทบต่อมาอีกนานแสนนาน
ข้อมูลจาก
- Sick seas. Nature 2006 Aug 31;442:978-980
ข้อมูเพิ่มเติม
- ข้อมูลเกี่ยวกับ coccolithophores http://earthobservatory.nasa.gov/Library/Coccolithophores/ http://en.wikipedia.org/wiki/Coccolithophore
ข้อมูลเกี่ยวกับfossil fuel http://en.wikipedia.org/wiki/Fossil_fuel http://home.clara.net/darvill/altenerg/fossil.htm http://www.kidzworld.com/site/p1423.htm
|
จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 ก.ย. 2549 (23:27)
 ภาพ coccolithophores
น้ำที่เป็นกรดในภาพกลางและภาพขวามือทำให้ coccolith ละลายออกไป
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 ก.ย. 2549 (20:21)
I wish everyone gets to see 'AN INCONVENIENT TRUTH,' a documentary by Al Gore.
It portrays so clearly the effects of global warming to humankind, to the planet.
And What we can do to make a difference.
www.climatecrisis.net
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 16 ก.ย. 2549 (09:06) น่าห่วงมากครับ มนุษย์ทำร้ายส่งแวดล้อมบนบกยังไม่พอยังตามไปทำร้ายทะเลอีก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 31 ต.ค. 2549 (21:06) ช่วยกันรักษาทะเลครับ ด้วยจิตสำนึกที่ดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 20 ก.พ. 2551 (10:20) <P align=center>เรารักในหลวงช่วยกานรักษาหน่องจร้า</P>
<P> </P> weekimandtee@hotmail.com (IP:125.25.139.164)
|