คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
forward mail ดีๆ
โพสต์เมื่อ: 22:23 วันที่ 11 ก.ย. 2549         ชมแล้ว: 4,258 ตอบแล้ว: 27
สิ่งดีๆที่อยากให้อ่านกัน

deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 24 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 15 ก.ย. 2549 (18:24)
งานวันเกิด ยิ่งใหญ่ ใครคนนั้น
ฉลองกัน ในกลุ่ม ผู้ลุ่มหลง
หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินทนง
วันเกิดส่ง ชีพสั้น เร่งวันตาย

ณ มุมหนึ่ง ซึ่งเหงา น่าเศร้านัก
หญิงแก่แก่ นั่งหงอย และคอยหาย
โอ้วันนี้ ในวันนั้น อันตราย
แม่คลอดสาย โลหิต แทบปลิดชนม์

วันเกิดลูก เกือบคล้าย วันตายแม่
เจ็บท้องแท้ เท่าไร ก็ไม่บ่น
กว่าอุ้มท้อง กว่าคลอด รอดเป็นคน
เติบโตจน บัดนี้ นี่เพราะใคร

แม่เจ็บเจียน ขาดใจ ในวันนั้น
กลับเป็นวัน ลูกฉลอง กันผ่องใส
ได้ชีวิต แล้วก็เหลิง ระเริงใจ
ลืมผู้ให้ ชีวิต อนิจจา

ไฉนเรา เรียกกัน ว่า"วันเกิด"
"วันผู้ให้ กำเนิด" จะถูกกว่า
คำอวยพร ที่เขียน ควรเปลี่ยนมา
ให้มารดา คุณเป็นสุข จึงถูกแท้

เลิกจัดงาน วันเกิด กันเถิดนะ
ควรแต่จะ คุกเข่า กราบเท้าแม่
รำลึกถึง พระคุณ อบอุ่นแด
อย่ามัวแต่ จัดงาน ประจานตัว
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 15 ก.ย. 2549 (19:58)
ฉันไม่ใช่คนมั่งมี เพราะฉันเป็นคนมีมั่งไม่มีมั่ง
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 282 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 15 ก.ย. 2549 (23:25)
ยาวหน่อยนะครับ แต่เรื่องนี้ดีนะ แนะนำให้อ่าน

เรื่อง: อันจินเผิง เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิกปี1997

หนึ่งเหรียญทองที่สร้างขึ้นจากความรักคุณแม่
ในปี 1997 กันยายน วันที่ 28 ที่เทียนสิน
นักเรียนมัธยมปีที่ 6 อันจินเผิง ได้รับเหรียญทองชนะเลิศ
ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิคครั้งที่ 38 ณ.ประเทศอาร์เจนติน่า
นับเป็นผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่เมืองเทียนสิน
เบื้องหลังความสำเร็จของอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์วัย 19 ปีคนนี้
แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่
ที่ทำให้ทุกผู้คนต้องซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ปี 1997 กันยายน วันที่ 5 เป็นวันที่ผมจากบ้านไปรายงานตัว
ที่คณะคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ควันจากเตาหุงข้าวในยามเช้าตรู่ ที่ลอยจากบ้านไร่หลังเก่าอันชำรุดทรุดโทรมของผม
คุณแม่ที่ขากระเผลกกำลังทำหมี่ให้ผม
เป็นแป้งหมี่ที่คุณแม่ใช้ไข่ไก่ 5 ฟองแลกมากจากเพื่อนบ้าน
ขาแม่ที่แพลงนั้นเป็นเพราะวันก่อนท่านคิดจะหาเงินค่าเล่าเรียนให้แก่ผม
แล้วพลิกจนขัดยอก ในยามที่กำลังเข็นผักเต็มคันรถเพื่อไปขายในเมือง
ยามที่ยกชามขึ้น ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผมวางตะเกียบลง
แล้วคุกเข่าลงบนพื้นลูบคลำเท้าของแม่ที่บวมเป่งใหญ่กว่าหมั่นโถวอยู่นาน
หยาดน้ำตาที่ละหยด ๆ ไหลกลิ้งลงสู่พื้น
บ้านของผมอยู่ที่หมู่บ้านต้าอิ้วไต้ อำเภออู่ เมืองเทียนสิน
ผมมีแม่ที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง ชื่อของท่านเรียกว่า หลี่ เอี้ยน เสีย
บ้านของผมจนมาก ๆ ตอนที่ผมเกิดมา คุณย่าก็ล้มป่วยอยู่บนเตียง
ในปีที่อายุ 4 ขวบ คุณปู่ก็ป่วยเป็นโรคหืดหอบ เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว
พอ 7 ขวบ ผมก็เข้าโรงเรียน ค่าเล่าเรียนก็เป็นคุณแม่ไปหยิบยืมจากผู้อื่น
ผมมักจะเก็บเอาดินสอที่เพื่อนนักเรียนโยนทิ้งแล้วกลับมา คุณแม่ปวดใจมาก
บางครั้งแม้แต่เงินที่จะซื้อดินสอกับสมุดยังต้องหยิบยืมจากผู้อื่น
แต่ทว่า คุณแม่ก็ยังมีช่วงเวลาที่ดีใจอยู่ ไม่ว่าการสอบไล่ หรือ สอบซ่อม
ผมมักจะสอบได้ที่ 1 เสมอ ยิ่งวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนเต็มมาตลอด
ภายใต้กำลังใจจากแม่ ผมยิ่งเรียนก็ยิ่งมีความสุข
ผมนึกว่าไม่รู้ว่าในโลกนี้ยังจะมีเรื่องที่เป็นสุขมากไปกว่าการเรียนหนังสือ
ผมยังไม่ทันเข้าเรียนประถมก็เรียนรู้พื้นฐานการคิดเลข
บวก ลบ คูณ หาร เศษส่วน ทศนิยมแล้ว พอขึ้นประถมก็เรียนรู้ด้วยตนเอง
ทำความเข้าใจต่อวิชาคณิตฟิสิกส์ เคมี ของชั้นมัธยมต้น

พฤษภาคม ปี 1994 เมืองเทียนสินได้จัดให้มีการแข่งขันวิชาฟิสิกส์ในระดับมัธยมต้น
ผมเป็นเด็กชายลูกชาวนาเพียงคนเดียวที่สอบติด 3 ลำดับต้น
จากนักเรียนที่มาจาก 5 อำเภอชานเมือง มิถุนายนของในปีนั้น
ผมได้รับเลือกสรรเป็นกรณีพิเศษจากโรงเรียนมัธยมต้นอี้จงของเทียนสิน
ผมวิ่งกลับบ้านด้วยความดีใจ เหมือนดั่งคนเสียสติ
แต่คิดไม่ถึง เมื่อบอกข่าวดีให้กับคนทางบ้านฟัง
บนใบหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
คุณย่าเสียชีวิตไปไม่ถึงครึ่งปี ชีวิตคุณปู่ก็อยู่ในช่วงอันตราย
ที่บ้านติดหนี้เขาหมื่นกว่าหยวนแล้ว
ผมค่อย ๆ เดินกลับเข้าห้องอย่างสงบพร้อมทั้งร้องไห้ตลอดทั้งวัน
คืนนั้น ก็ได้ยินเสียงโต้เถียงกันที่นอกบ้าน
ที่แท้คุณแม่คิดจะเอาลาในบ้านไปขายเพื่อให้ผมได้เรียนต่อ
แต่คุณพ่อคัดค้านไม่เห็นด้วยเด็ดขาด
คำพูดที่โต้เถียงกันของพวกท่านได้ยินไปถึงคุณปู่ที่ป่วยหนัก
พอคุณปู่กระวนกระวายใจ ท่านก็จึงลาโลกนี้ไปตลอดกาล
ผมก็ไม่พูดถึงเรื่องเรียนต่ออีก นำเอา "ใบแจ้งผลการคัดเลือก" พับอย่างดี
แล้วยัดเข้าไปในปลอกหมอน แล้วช่วยคุณแม่ทำงานเลี้ยงชีพไปวัน ๆ
ผ่านไป 2 วัน ผมและคุณพ่อได้รับรู้พร้อมกันว่า “ลาหนุ่มหายไปแล้ว“
คุณพ่อต่อว่าคุณแม่ด้วยใบหน้าที่ข***ตึงว่า
"เธอขายลาหนุ่มไป เธอบ้าแล้วหรือ วันข้างหน้าการเพาะปลูกของครอบครัว
การขายผลผลิต เธอจะใช้มือไปเข็น ใช้ไหล่ไปแบกหรือ ?"
เธอขายลาหนุ่มได้เงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวน
พอให้จินเผิง ได้เรียน ก็แค่ 1 - 2 เทอมเท่านั้น ??
วันนั้นคุณแม่ร้องไห้ ท่านใช้น้ำเสียงที่ดุมากตะโกนใส่พ่อว่า
"ลูกจะเรียนหนังสือผิดตรงไหน?
จินเผิงสอบเข้ามัธยมอี้จงในเมืองได้ นับเป็นคนเดียวในอู่ชิงที่สอบได้
พวกเราอย่าให้คำว่ายากจน ทำให้อนาคตของลูกต้องสะดุดลง
ถึงแม้จะต้องใช้สองมือนี้ไปเข็น ใช้ไหล่ไปแบกก็จะให้เขาได้เรียนต่อไป"
โดยอาศัยเงิน 600 หยวนที่แม่ขายลาหนุ่มนี้
ผมนับว่าอยากคุกเข่าโขกศรีษะคำนับแม่จริง ๆ ผมรักการเรียนมาก
แต่ถ้าเรียนต่อไปคุณแม่จะต้องลำบากอีกแค่ไหน ต้องทุกข์ยากอีกเท่าไหร่ ?

ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น ผมกลับมาบ้านเอาเสื้อหนาว
พบว่าใบหน้าของพ่อเหลืองซีด ตัวผอมจนหนังแห้งหุ้มกระดูกนอนอยู่บนเตียง
คุณแม่บอกกับผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า
"ไม่มีอะไร เป็นไข้หวัดใหญ่ใกล้จะหายแล้ว"
ใครรู้ได้ วันรุ่งขึ้นผมเอาขวดยาขึ้นมาดูเห็นฉลากภาษาอังกฤษ
จึงรู้ว่ายาพวกนี้เป็นยาระงับเซลล์มะเร็ง
ผมลากคุณแม่ออกไปนอกห้อง
ร้องไห้ไปถามแม่ไปว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่
คุณแม่ก็บอกว่า ตั้งแต่ผมไปเรียนมัธยมอี้จง
คุณพ่อก็เริ่มถ่ายเป็นเลือด อาการหนักขึ้นทุกวัน ๆ
คุณแม่ขอยืมเงินมาได้หกพันหยวน พาไปตรวจทั้งที่เทียนสิน ปักกิ่ง
สุดท้ายตรวจพบเป็นเนื้องอกในลำไส้ หมอต้องการให้พ่อผ่าตัดโดยเร็ว
คุณแม่ก็เตรียมจะไปขอยืมเงินมารักษา แต่คุณพ่อไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับปาก
ท่านกล่าวว่า ยืมญาติมิตรเพื่อนฝูงจนทั่วแล้วมีแต่ยืมแต่ยังมิได้จ่ายคืน ใครเขาจะให้ยืมอีก!
วันนั้น เพื่อนบ้านยังบอกกับผมว่า
แม่ใช้วิธีการดั้งเดิมในการเก็บเกี่ยวซึ่งน่าเศร้ามาก!
แม่ไม่มีแรงพอที่หาบข้าวสาลีไปที่ลาดเพื่อนวดข้าวและก็ไม่มีเงินที่จะจ้างคนมาช่วย
ท่านได้แต่รอข้าวสุกแปลงหนึ่ง จากนั้นเอาใส่กระดานลากกลับบ้าน
ตกเย็นก็ปูผ้าพลาสติกที่ลานใช้สองมือกำข้าวสาลีกำใหญ่เหวี่ยงฟาดกับก้อนหินเพื่อนวดข้าว..
ข้าวสาลี 3 ไร่จีน ( 1 ไร่จีน เท่ากับ 600 ตารางฟุต) ล้วนอาศัยแม่ทำคนเดียว
แม่เหนื่อยจนยืนเกี่ยวไม่ไหวจึงคุกเข่าเกี่ยว หัวเข่าถูกสีจนเลือดออก
เวลาเดินก็สั่นเทาไปหมด ผมไม่รอให้เพื่อนบ้านพูดจบ
ก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็วปานเหินบินร้องไห้เสียงดังพูดว่า
"แม่ แม่ ผมไม่สามารถเรียนต่อไปอีกแล้ว" ในที่สุด แม่ก็ไล่ให้ผมกลับไปเรียน
ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของผมอยู่ที่ 60 ถึง 80 หยวน
ถ้าจะเปรียบกับเพื่อนนักเรียนที่ใช้จ่าย 200-240 หยวนแล้ว นับว่าน้อยจนน่าสงสาร
มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ว่า เพื่อเงินจำนวนน้อยนิดนี้
แต่ต้องเก็บสะสมอย่างประหยัดตั้งแต่ต้นเดือน ทีละหยวน ๆ จากการขายไข่ไก่ ขายผักจริง ๆ
แล้วยามที่รวบรวมไม่ครบยังต้องไปขอยืมอีก 20 หรือ 30 หยวน
พ่อ น้องชาย แทบจะไม่เคยได้กินผักเลย ถึงจะมีผักบ้างก็ไม่ใช้น้ำมันหมูคลุก
เพียงตักน้ำผักดองมาคลุกกิน หรือทำอาหารกิน
แม่ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องหิวโหย
ทุกเดือนท่านจะเดินสิบกว่าลี้ เพื่อซื้อหมี่สำเร็จรูปส่งไปให้ผม
ทุกสิ้นเดือนแม่มักจะแบกถุงใบใหญ่ เหนื่อยยากลำบาก มาดูผมที่เทียนสิน
ภายในถุงนอกจากเศษหมี่สำเร็จรูปแล้ว ยังมีกระดาษที่พิมพ์เสียของโรงพิมพ์ที่ห่างบ้าน 6 ลี้กว่า
(นั่นเอาไว้ให้ผมใช้เป็นกระดาษทดเลข) กับเต้าเจี้ยวเผ็ด 1 ขวดใหญ่ ผักกาดเขียวเค็มหั่นเป็นเส้น
และเครื่องมือตัดผม 1 อัน (ค่าตัดผมที่ถูกที่สุดในเทียนสินก็ต้อง 5 หยวน)
แม่ต้องการให้ผมประหยัดจะได้ซื้อหมั่นโถวไว้กินอีกหลายใบ
ผมเป็นนักเรียนคนเดียวของมัธยมอี้จง ของเทียนสิน
ที่แม้แต่ผักในโรงอาหารก็ยังไม่สามารถซื้อกิน
ได้แต่เพียงแค่ซื้อหมั่นโถว 2 ใบ กลับมาที่หอพัก
ชงเศษหมี่สำเร็จรูปแล้วใส่เต้าเจี้ยวเผ็ดกับผักกาดเค็มกิน
ผมก็เป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่สามารถใช้กระดาษต้นฉบับ (แบบฟอร์ม) มาเขียน
ได้แต่ใช้กระดาษที่พิมพ์เสียจากโรงพิมพ์มาเขียนต้นฉบับ
ผมยังเป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่เคยใช้สบู่
เวลาซักเสื้อก็ไปที่โรงอาหารเอากรดโซเดียมจากหมี่ที่เสียแล้วมาใช้แทนสบู่
แต่ผมไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจมาก่อน
ผมรู้สึกว่าคุณแม่นับเป็นวีรสตรีที่ต่อสู้กับความยากลำบาก และความโชคร้าย
ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างไม่อาจเปรียบอีกแล้ว
เมื่อเริ่มเข้ามัธยมอี้จง ของเทียนสิน คอร์สแรกของภาษาอังกฤษทำให้ผมฟังจนงงไปหมด
ตอนที่แม่มาหาผม ผมได้บอกถึงความวิตกกังวลกลัวว่าภาษาอังกฤษจะเรียนไม่ทันเพื่อน
ใครจะรู้ได้ ใบหน้าของแม่กลับเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแล้วตอบว่า
"แม่เพียงรู้ว่าเจ้าเป็นเด็กที่ทนความลำบากที่สุด
แม่ไม่ชอบฟังเจ้าพูดว่ายากลำบาก เพราะขอเพียงทนลำบากได้ ก็ไม่ยากอีกแล้ว"
ผมจำคำของแม่คำนี้ไว้แล้ว ผมมีอาการติดอ่างเล็กน้อย
มีคนบอกกับผมว่า จะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดีอันดับแรกต้องให้ลิ้นฟังคำสั่งตัวเอง
ดังนั้นผมมักจะเก็บก้อนหินก้อนหนึ่ง อมไว้ในปาก
จากนั้นก็ขยันท่องภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตาย
ลิ้นเมื่อได้เสียดสีกับก้อนหินบางครั้งที่มีเลือดไหลออกมาทางมุมปาก
แต่ผมก็กัดฟันยืนหยัดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ครึ่งปีผ่านไป ก้อนหินเล็ก ๆ ถูกสีจนกลม ลิ้นของผมก็ถูกสีจนเรียบ
ผลการเรียนภาษาอังกฤษขยับขึ้นเป็น 3 ลำดับต้นของห้อง
ผมต้องขอบคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง คำพูดของท่าน
ทำให้เกิดปาฎิหาริย์ในการก้าวข้ามอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของการฝึกฝนของผม

ปี 1996 ผมได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิควิชาการที่จัดขึ้นทั่วประเทศในเขตเทียนสินเป็นครั้งแรก
ได้รับรางวัลที่ 1 ในวิชาฟิสิกส์ และรางวัลที่ 2 ในวิชาคณิตศาสตร์
ได้เป็นตัวแทนของเทียนสินไปหังโจวเพื่อร่วมแข่งขันโอลิมปิกฟิสิกส์จากทั่วประเทศ
"ผมเอารางวัลที่ 1 ของประเทศมามอบให้แม่ จากนั้นก็ไปแข่งขันโอลิมปิกฟิสิกส์ระดับโลก"
ผมคุมความตื่นเต้นในใจไว้ไม่อยู่ เอาข่าวดีและความมุ่งหวังเขียนใส่จดหมายส่งไปบอกแม่
สุดท้ายผมได้แค่ที่ 2 ผมล้มแผ่ลงบนเตียง ไม่ดื่มไม่กินอะไร
แม้ว่าจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดในบรรดาผู้แข่งขันของเทียนสิน
แต่หากจะทดแทนความเหนื่อยยากลำบากของแม่แล้ว นับว่ายังไม่เพียงพอจริง ๆ
กลับถึงโรงเรียน กลุ่มคุณครูช่วยผมวิเคราะห์ถึงสาเหตุของความพ่ายแพ้
ฉันมักจะคิดให้คณิตศาสตร ์ฟิสิกส ์และเคมีล้วนได้ดี
วิชาเอกที่เลือกมากไป ทำให้ความมุ่งมั่นไม่เป็นหนึ่งเดียว
หากว่าตอนนี้ผมมุ่งเรียนคณิตศาสตร์อย่างเดียวต้องสำเร็จแน่

มกราคม ปี 1997 ในที่สุดในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกทั่วประเทศ
ผมก็ชนะเลิศที่ 1 ด้วยคะแนนเต็ม ได้เข้าร่วมกลุ่มฝึกซ้อมระดับประเทศอย่างราบรื่น
และในการทดสอบทั้งสิบครั้งนั้นก็ช่วงชิงจนได้เป็นตัวแทนไปแข่งขัน
แต่ตามกฎกำหนดไว้ว่าค่าใช้จ่ายในการไปร่วมการแข่งขันที่อาร์เยนติน่าต้องจัดการเอง
จ่ายค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว ผมเอาหนังสือที่ต้องเตรียม
และเต้าเจี้ยวเผ็ดที่แม่ทำให้ห่อไว้อย่างดี งานที่ตัองเตรียมก็เสร็จสิ้นลง
หัวหน้าภาควิชากับอาจารย์คณิตศาสตร์เห็นผมยังคงใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นสงเคราะห์ให้
ทั้งสีสัน ขนาดของเสื้อผ้าไม่สมกับตัว เมื่อเปิดตู้เก็บของ
ชี้ไปที่แขนเสื้อที่ต่อมาสองครั้ง ชายเสื้อหนาวที่ต่อยาวอีก 3 นิ้ว กับชุดชั้นในที่มีรอยปะ
แล้วพูดว่า "จินเผิง นี่เป็นเสื้อผ้าทั้งหมดของเธอหรือ ฉันไม่รู้จะจัดการอย่างไร"
ผมจึงรีบตอบว่า ครูครับ ผมไม่กลัวขายหน้าคุณแม่บอกกับผมเสมอว่า
"ในตัวถ้ามีภูมิความรู้ ก็จะมีความสง่าเอง
ถึงผมต้องใส่เสื้อพวกนี้ไปอเมริกาพบกับคลินตัน ผมก็ไม่กลัว"

27 กรกฎาคม โอลิมปิควิชาการเริ่มขึ้น
พวกเรานั่งทำข้อสอบตั้งแต่แปดโมงครึ่ง ถึง บ่ายสองโมง
รวมเวลาในการทำข้อสอบห้าชั่วโมงครึ่ง วันที่สองเป็นวันประกาศผล
ก่อนอื่นเป็นการประกาศรางวัลเหรียญทองแดง ผมไม่หวังจะได้ยินชื่อของตัวเอง
ถัดจากนั้นก็เป็นรางวัลเหรียญเงิน สุดท้ายประกาศเหรียญทอง
คนที่หนึ่ง คนที่สอง คนที่สามก็คือผม
ผมดีใจจนร้องไห้ เรียกพึมพำอยู่ในใจว่า “แม่ครับ ลูกแม่ทำได้สำเร็จแล้ว”
ข่าวการชนะเลิศได้เหรียญทองเหรียญของผมกับเพื่อนอีกคน
ในการแข่งขันโอลิมปิคคณิตศาสตร์ของการแข่งขันโอลิมปิควิชาการครั้งที่ 38 นี้
ได้ถูกแพร่กระจายเสียงและแพร่ภาพโดยสถานีวิทยุกระจายเสียง
และสถานีโทรทัศน์แห่งชาติในคืนนั้น 1 สิงหาคม
ยามที่พวกเรานำเอาเกียรติยศกลับสู่ประเทศนั้น
สมาคมวิทยาศาสตร์และสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศจีนได้จัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
ในยามนี้ ผมคิดจะกลับบ้าน ผมคิดอยากพบหน้าแม่ให้เร็วที่สุด
ผมจะนำเอาเหรียญทองที่แวววับจับตานี้แขวนไว้ที่คอของท่าน
สี่ทุ่มกว่าของคืนวันนั้น ผมฝ่าความมืดจนกลับถึงบ้านที่ฉันคิดถึงทุกเช้าเย็น
พ่อเป็นคนมาเปิดประตู แต่ว่าผู้ที่โอบผมไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่นก็คือแม่ที่ปราณีของผม
ใต้แสงดาวอันแจ่มจรัส แม่กอดผมอย่างแน่นหนา
ผมล้วงเหรียญทองออกมาแล้วแขวนไว้ที่บนคอของแม่
แล้วร้องไห้ด้วยจิตใจที่โปร่งโล่ง

12 สิงหาคม ที่นั่งในห้องประชุมโรงเรียนไม่มีว่างเลย
แม่กับเหล่าข้าราชการของกรมสามัญศึกษาและเหล่าศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์
ได้ร่วมกันนั่งเป็นประธานบนเวที ในวันนั้น ฉันได้พูดไว้ในงานช่วงหนึ่งว่า
"ผมจะใช้ชั่วชีวิตของผมสำนึกขอบพระคุณคนคนหนึ่ง
นั่นคือแม่ที่อบรมเลี้ยงผมจนเติบใหญ่ ท่านเป็นหญิงชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง
แต่ท่านสอนผมให้รู้จักหลักธรรมในการเป็นคน
ทั้งยังคอยกระตุ้นให้กำลังใจผมมาตลอดชีวิต"
ปีที่อยู่มัธยมปีที่ 4 ผมคิดจะซื้อหนังสือ "พจนานุกรม จีน - อังกฤษ" เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ
ในกระเป๋าเสื้อของแม่ไม่มีเงินเลย แต่แม่ก็รับปากว่าจะหาให้
หลังอาหารเช้า แม่ยืมรถลากคันหนึ่งขนผักกาดขาวเต็มรถแล้วลากไปพร้อมกับผม
เพื่อนำไปขายในเมืองที่ไกลถึงสี่สิบลี้ เมื่อถึงตัวอำเภอ ก็เกือบเที่ยงแล้ว
ตอนเช้าผมกับแม่ ดื่มเพียงน้ำซุปข้าวต้มใส่มันเทศกับข้าวโพดแค่ 2 ชาม
ในยามที่ท้องหิวจนร้อง จ๊อก ๆ แค้นจนอยากให้มีคนมาเหมาซื้อผักไปทันที
แต่แม่ยังคงอดทนต่อรองราคากับผู้ซื้อ สุดท้ายตกลงกันในราคาชั่งละ 10 เซ็นต์
ผักกาดขาว 210 ชั่ง ควรเป็นเงิน 21 หยวน แต่ผู้ซื้อให้เพียง 20 หยวน
เมื่อมีเงินผมคิดจะกินข้าวก่อน แต่แม่บอกให้ซื้อหนังสือก่อนเพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญของวันนี้
พวกเราไปที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งถามราคาหนังสือต้องใช้เงิน 18.25 หยวน
ซื้อหนังสือ เสร็จแล้วยังคงเหลืออยู่ 1.75 หยวน
แต่แม่ให้ผม 75 เซ็นต์เพื่อไปซื้อขนมเปี๊ยะ 2 ชิ้น แม้จะกินขนมเปี๊ยะไป 2 ชิ้น
แต่รอจนพวกเราแม่ลูกเดินจนเกือบจะถึงบ้านเป็นระยะทาง 40 กว่าลี้
ผมก็หิวจนหน้ามืดตาลาย ในยามนี้นึกขึ้นได้ว่าผมลืมแบ่งขนมเปี๊ยะ 1 ชิ้นให้กับแม่
แม่หิวทั้งวัน ยังลากรถเป็นระยะทาง 80 ลี้เพื่อผม
ผมรู้สึกละอายจนคิดที่จะตบหน้าตนเอง แต่แม่กลับพูดว่า
แม่ไม่มีความรู้เท่าไร แต่แม่นึกถึงตอนเด็กที่คุณครูเคยให้ท่องคำพูดหนึ่ง ของกอร์จีว่า
"ความยากจนข้นแค้นเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง
หากว่าเธอสามารถที่จะผ่านด่านมหาวิทยาลัยนี้ไปได้
ไฉนต้องกลัวว่าเป็นมหาวิทยาลัยเทียนสิน
แม้แต่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เธอก็สอบเข้าไปได้ดั่งใจหวังอยู่"
ตอนที่แม่พูดคำ ๆ นั้น แม่ไม่มองหน้าผม แม่มองหนทางที่ทอดยาวไกลออกไป
เหมือนดั่งว่าทางเส้นนั้นสามารถเชื่อมไปถึงเมืองเทียนสินเชื่อมไปถึงเมืองปักกิ่งไม่มีผิด
"ผมฟังแล้วก็ไม่รู้สึกว่าท้องหิวอีกแล้ว ขาก็ไม่เมื่อยอีกแล้ว
หากกล่าวว่า ความยากจนข้นแค้นเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง
ผมก็จะพูดว่า "แม่ที่เป็นหญิงชาวนาของผม เป็นครูผู้นำพาที่ดีที่สุดของชีวิตผม"
ที่ด้านล่างเวที ไม่รู้มีตากี่คู่ที่คลอด้วยน้ำตา
ผมหมุนตัวกลับมาหันไปหาคุณแม่ที่จอนผมเริ่มหงอกขาว แล้วคำนับท่านด้วยใจอันลึกล้ำครั้งหนึ่ง
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 16 ก.ย. 2549 (17:06)
เพชรมีค่ามากกว่าถ่านหลายล้านเท่า ทั้งๆที่เพชรเป็นธาตุคาร์บอนเหมือนกัน
ไม้ผ่านการอบการเผา ไม่นานก็กลายเป็นถ่าน แต่เพชรผ่านความร้อน ไม่ต่ำกว่า
5,000 องศาฟาเรนไฮต์ ได้รับความกดดันมากกว่า 1 ล้านปอนด์ต่อตารางนิ้ว
ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งกลายเป็นเพชร
เพชรที่เป็นเครื่องประดับอันงดงาม
พร้อมๆกับเป็นของที่มีความแข็งมากที่สุดในโลก

ถ้าท่านกำลังได้รับความกดดันอยู่ จงอดทน จงอดทน

ถ้าท่านกำลังถูกเคี่ยวถูกสับ ให้คิดว่าเพียงแค่นี้
จะทำให้เป้าหมายเราสั่นคลอนได้หรือ ?

ถ้าสถานการณ์กำลังบีบคั้น แสดงว่าชัยชนะกำลังรออยู่ข้างหน้า

ถ้ายังถูกโหมกระหน่ำอีกให้รู้ตัวว่า ท่านกำลังใกล้จะเป็นเพชรเต็มที่แล้ว....

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากหยุดคิดพิจารณาอย่างมีสติ
ย่อมจะเกิดปัญญาพบหนทางสว่างได้เสมอ จงมุ่งมั่นอาจหาญสง่างาม เสมือนดั่งเพชร

แม้เพชรจะตกอยู่ในสภาวะทุกข์ยากลำบาก อ้างว้างและโดดเดี่ยว
แต่เพราะเพชรไม่เคยย่อท้อต่อสู้เรื่อยไป
ให้ถือว่าทุกอย่างเป็นบทเรียนและบทฝึกตัวเองเสมอ จนกาลเวลาผ่านไป
เพชรจึงภูมิใจในตัวของมันเอง และด้วยความอดทนถึงที่สุดนั่นเอง
เพชรจึงเป็นอัญมณีล้ำค่า ควรแก่การประดับมงกุฎของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่
จากอดีต... ปัจจุบัน....ตลอดไปในอนาคต
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 17 ก.ย. 2549 (13:11)
กับดักของคนเก่ง / Intelligence Trap

มองไปรอบ ๆ ตัวของเราท่านๆ ดูสิว่า มีคนเก่ง ๆ (Highly Intelligence) จำนวนมากน้อยเพียงไรในสังคม
ครอบครัว หรือที่ทำงานของเรา บางครั้งเราเองก็คงแอบคิด (หรือคิดดัง ๆ) อยู่เหมือนกันว่าเราก็เป็นคนเก่งคนหนึ่ง
หากเราพิจารณาให้ลึกลงไปอีก เราก็จะพบว่าคนเก่ง ๆ ของเราบางท่าน ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จ
ในหน้าที่การงาน รวมไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ในบางกรณีอาจจะหนักข้อไปถึง การถูกคนรอบข้าง
มองว่าเป็นคนเผด็จการ ไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเอาเสียเลย

Edward Buono ได้อธิบายกับดักของคนเก่ง หรือ Intelligence Trap
ไว้อย่างแยบยลในหนังสือชื่อ Thinking Course

Buono ได้เปรียบเปรยว่า ความฉลาดของคนเปรียบเสมือนแรงม้าของรถยนต์ (Horse power)
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของรถยนต์คันนั้น ๆ ไม่ได้ขึ้นกับแรงม้า
แต่กลับขึ้นอยู่กับความสามารถในการขับขี่รถยนต์ (Driving Skill) ของแต่ละบุคคล
ความหมายที่แท้จริงที่เขาหมายถึง ณ ที่นี้คือ เมื่อคุณมีความฉลาดแล้ว คุณยังจำเป็นที่จะต้องมี
ความสามารถในการคิด (Thinking Skill) ซึ่งจะนำมาซึ่งการทำงานที่ประสบความสำเร็จหรือประสิทธิภาพที่ดีของผลงาน

มีข้อสรุป 2 ข้อ ของเขา ที่น่าสนใจดังนี้

1. ถ้าหากว่าเรามีรถยนต์ที่มีแรงม้าที่ดีอยู่แล้ว เราต้องพัฒนาความสามารถในการขับขี่ของเราให้ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับรถที่มีแรงม้าแรง ๆ หากผู้ขับขี่ขาดทักษะในการขับรถนั้นจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ต่อตนเองและผู้อื่น เปรียบเทียบไป ก็ไม่แตกต่างกับคนที่เกิดมาพร้อมกับมันสมองอันชาญฉลาด
แต่ขาดทักษะในการคิด เขาอาจจะไม่สามารถมีโอกาสได้ใช้ความฉลาดของเขาได้อย่างเต็มที่

2. หากว่าเราบังเอิญมีรถยนต์ที่มีแรงม้าต่ำ เราจะทำอย่างไร เหมือนกันกับความสามารถทางมันสมอง (IQ)
ซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุกรรมมากกว่าอย่างอื่น Buono เสนอว่าในกรณีนี้ ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะทางความคิด
(Thinking Skill) มีความจำเป็นอย่างมาก

Buono ยังสรุปต่อไปว่า จากประสบการณ์และงานวิจัยของเขากว่า 25ปี พบว่า คนจำนวนมากที่คิดว่าตนเอง
เป็นคนที่มีความฉลาดสูง (Highly Intelligence) ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีทักษะทางการคิดที่ดี

มีเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการที่เขาได้อธิบายไว้ได้อย่างน่าสนใจดังนี้

- คนที่คิดว่าตนฉลาดนั้น มักจะมีมุมมองของตนเองในการมองเรื่องราวต่าง ๆ และใช้ความฉลาดของตน
อธิบายมุมมองของตนเอง ยิ่งคน ๆ นั้นฉลาดมากเท่าไร เขาก็ยิ่งอธิบายมันได้ดีมากขึ้นเท่านั้น
และนั่นหมายความว่าคน ๆ นี้จะยิ่งเข้าใจผิด ๆ ว่า ไม่มีใครคิดหรือตัดสินใจได้ดีกว่าตนเอง
และหากนานเข้า เขาก็จะเริ่มไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องสอบถามหาความคิดเห็นของคนอื่น ๆ
(ก็ในเมื่อคิดเอาเองว่าตนเองคิดได้ดีที่สุดอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องพยายามหาความคิดเห็นที่ต่างออกไปเล่า)

- ที่มากไปกว่านั้น คนที่คิดว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น ๆ นั้น ก็จะพยายามหาวิธีที่เขาจะสามารถใช้ความฉลาดของตนเอง
ให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเขาจะพยายามเสาะแสวงหาวิธีการที่เร็วที่สุดเข้าสู่ความต้องการของตนเอง (ที่คิดว่าถูกต้อง)
โดยการบอกว่าคนอื่น ๆ คิดผิดหรือหาวิธีการพิสูจน์ว่าคนอื่น ๆ คิดผิด
เพื่อจะให้คนอื่น ๆ รอบตัวเห็นด้วยกับวิธีคิดของตนเองภายในระยะเวลาอันสั้น

หากคนเก่งของเรายังไม่รู้ตัวว่า เขาหรือเธอ ติดกับดักความเก่งของตัวเองเสียแล้ว
มันก็ยากยิ่งนักที่จะออกมาจากกับดักได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีตำแหน่ง
เป็นผู้บริหารระดับกลางหรือสูง เขาจะสร้างความลำบากใจให้เพื่อนร่วมงาน
เนื่องจากว่าเอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ จะทำการใดก็อาจจะสำเร็จได้ยาก
เพราะคนอื่นรอบตัวก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความคิดเห็น และก็คงอยากได้โอกาส
ได้แสดงออกถึงความคิดของตนเองเช่นเดียวกัน ที่นอกเหนือไปจากนี้
ลูกน้องของคนที่ติดกับดักแบบนี้ ก็จะรู้สึกว่ามีเจ้านายที่เผด็จการ ลูกน้องของเขาอาจเริ่มต้น
ด้วยการพยายามจะแสดงความคิดเห็น แต่กาลเวลาผ่านไป เขาย่อมเรียนรู้ว่า
พูดไปไร้ประโยชน์ เจ้านายไม่ชอบให้คิด ก็จะเริ่มหยุดคิดทีละน้อย จนสุดท้ายก็พาลไม่คิดเสียเลย
ลูกน้องบางคนอาจจะถึงกับลาออก และที่สำคัญเราจะหาคนที่จะพยายามบอก เขาหรือเธอ
ให้เข้าใจถึงกับดักที่เขาติดอยู่ ก็ดูว่าจะยากยิ่ง
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 20 ก.ย. 2549 (21:25)
1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตามเราไม่ต้องไปคุยทับปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย
3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆเท่านั้น
4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง
5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ๆเข้าไว้แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
6. หัดทำสิ่งดี ๆให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "สอง"แต่อย่าให้ถึง"สาม"
11. อย่าวิจารณ์นายจ้างถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไร ๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูกแต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือสิ่งที่ถูก
14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราต่อสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
18. เป็นคนถ่อมตนคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด
19. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
20. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
21. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่ายถ้ามีใครมาถามเราว่า "เป็นยังไงบ้างตอนนี้" ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
22. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่าๆกับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ , ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา
วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง
23. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยวเมื่อเหลียวกลับไปดูอดีตเราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว
24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
25. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
26. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น
27. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
28. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
29. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
30. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ คุณทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า?
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 21 ก.ย. 2549 (18:12)
ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน
เพื่อนให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท
เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวัน
จึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึดหัดง่าย ๆ
แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด

เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ
เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา
แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?"
เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท

แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน...
"เต็มแล้ว..."
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ
หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา
แล้วเทกรวดเม็ดเล็ก ๆ
จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบา ๆ
กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส อัดจนแน่นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีก
"เหยือกเต็มหรือยัง?"

นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ
"เต็มแล้ว..."
เขายังยิ้มเช่นเดิม
หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
เททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก
เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง
เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง
"เหยือกเต็มหรือยัง?"


เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าวเข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ
มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน
....จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที
หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน
เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น
"คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"

"แน่ใจนะ"

"แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด
ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ ๆ ไง"
เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

"ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้
เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา

ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริง
สูญเสียไปไม่ได้...."

"...เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น
งาน บ้าน รถยนต์

ทรายก็คือเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
ที่เราจำเป็นต้องทำ

แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
เหล่านี้....

เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตเต็มแล้ว...เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน..."

"...ชีวิตของคนเราทุกคน..ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ
เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า...
เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต

เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข
ใช้ชีวิตเล่นกับลูก ๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย
พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด
พากันออกกำลังกายเล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง
เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต
เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ
ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด..."

"...หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเรา..."
นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม
"แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ หมายถึงอะไร?"
เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า
"การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า

ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด
ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้น
คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...."
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 22 ก.ย. 2549 (10:52)
คุณเคยรู้สึกไหม ว่าชีวิตช่างลำบาก

คุณไม่อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่ คุณรู้สึกว่าชีวิตนั้น เป็นทุกข์
อาชีพการงานไม่ได้ดั่งใจ อะไร ๆ ก็ผิดพลาดไปหมด ? เรื่องราวต่อไปนี้
อาจจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่คุณมีต่อชีวิตคุณได้ ผมสนทนากับเพื่อนคนหนึ่ง
ถึงแม้ว่าเขาจะทำงานสองอย่าง รายได้แต่ละเดือนหักลบรายจ่ายแล้ว
ยังเหลือแค่พันกว่า แต่เขาก็มีความสุขมากแล้ว
ผมแปลกใจมากที่เขามีความสุขขนาดนั้นเพราะเขามีรายได้น้อย ต้องประหยัดมัธยัสถ์
จึงจะพอมีเหลือเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่สูงอายุ พ่อตาแม่ยายภรรยาและลูกสาวอีกสองคน
ไหนจะค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จุกจิกภายในครอบครัว

เขาอธิบายให้ฟังว่า

เป็นเพราะหลายปีก่อน เขาได้เห็นเหตุการณ์บางอย่างที่ประเทศอินเดีย
ขณะนั้นเขาประสบปัญหาที่สาหัสมาก สภาพจิตใจตกต่ำ
จึงไปเที่ยวอินเดียเพื่อให้สบายใจขึ้น เขาได้เห็นกับตา
ผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่ง ถือมีดอีโต้ตัดแขนขวาของลูกตัวเอง
สายตาที่หมดหวังของผู้หญิงคนนั้น
และเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของเด็กอายุสี่ขวบ
จนบัดนี้ยังวนเวียนอยู่ในใจเขามิรู้ลืม คุณอาจจะถามว่า

ทำไมแม่คนนั้นจึงต้องทำเช่นนี้
เป็นเพราะลูกของเธอซุกซนเกินไปหรือเปล่า
หรือเป็นเพราะแขนของเด็กติดเชื้อ

ไม่ใช่ ที่แท้ทำไปเพื่อให้เด็กสามารถไปขอทานตามถนน !
แม่ผู้สิ้นหวังคนนั้นจงใจทำให้ลูกตัวเองพิการ
เพื่อเขาสามารถออกขอทานตามท้องถนนได้ เพื่อนของผมคนนี้ตกใจแทบช๊อก
ขนมปังในมือของเขาที่เพิ่งกินได้ครึ่งก้อนตกหล่นลงพื้น ทันทีทันใด
ก็มีเด็ก ๆ ห้าหกคนกรูกันเข้ามา แย่งชิงขนมปังที่เลอะทรายบนพื้น
เหมือนกับปฏิกิริยาอัตโนมัติเวลาผจญกับความหิวโหย

เขาตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ไกด์ของเขาขับรถพาเขาไปยังร้านขนมปังที่ใกล้ที่สุด
เขาเข้าไปในสองร้านของละแวกนั้น
ขอซื้อขนมปังทั้งหมดในร้าน เจ้าของร้านขนมปังแปลกใจมาก
แต่ก็ยินดีขายขนมปังทั้งหมดให้เขา เขาใช้เงินทั้งหมดไม่ถึงหนึ่งร้อยเหรียญ
ซื้อขนมปังมาประมาณสี่ร้อยกว่าก้อน (ตกก้อนละไม่ถึง 25 เซน)
แล้วใช้อีกหนึ่งร้อยเหรียญซื้อของใช้ประจำวันและแล้ว
เขาก็นั่งบนรถบรรทุกที่บรรทุกขนมปังไว้เต็มคันรถ ขับไปบนถนน

ขณะที่เขาแจกจ่ายขนมปังและของใช้ประจำวันให้กับเด็ก ๆ
ซึ่งพิการเป็นส่วนใหญ่นั้น พวกเขาล้วนโค้งคำนับให้ด้วยความดีใจนั่นเอง
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาคิดได้ว่า ทำไมคนเราจึงสามารถละทิ้งศักดิ์ศรีของตนเอง
เพียงเพื่อชิ้นขนมปังราคาไม่ถึง 25 เซน

เขาเริ่มบอกตนเองว่าตนเองนั้นโชคดีแค่ไหน เขามีร่างกายครบสามสิบสอง
มีอาชีพการงานมีครอบครัว มีโอกาสบ่นว่าอาหารชิ้นไหนดี อาหารชิ้นไหนไม่อร่อย
มีโอกาสสวมใส่เสื้อผ้า มีโอกาสครอบครองสิ่งของมากมายที่คนเหล่านี้ไม่มี
ตอนนี้ ผมเริ่มคิดได้และตระหนักได้ว่า ชีวิตของผมมันย่ำแย่จริงหรือ ?
บางทีมันอาจไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นก็ได้

คุณละ ? บางที เมื่อครั้งหน้าคุณรู้สึกว่าชีวิตของตนกำลังย่ำแย่
ลองคิดถึงเด็กคนที่ต้องเสียแขนเพื่อเป็นขอทานคนนั้นดูสิ

" ความรู้สึกพอ "

ไม่ใช่มาจากการเติมเต็มสิ่งที่คุณต้องการ
แต่มาจากการตระหนักว่า คุณมีมากมาย
และเพียงพอเมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง

ประตูอีกบานหนึ่งก็จะเปิดออก

แต่บ่อยครั้งเรามัวแต่จ้องบานประตูที่ปิดลงเท่านั้น
ไม่ได้สังเกตเห็นประตูอีกบานหนึ่งที่เปิดออกเพื่อเรา
จริงอยู่ พวกเรามักจะรู้ว่าตนเองมี ก็ต่อเมื่อเราสูญเสียมัน
แต่พวกเราก็ต้องคอยจนกว่าของสิ่งนั้นมาถึง จึงจะรู้ตัวว่าเราไม่มีมัน

การมอบความรักทั้งหมดให้กับผู้อื่น
มิได้หมายความว่าเราจะได้รับความรักตอบกลับมาอย่างเท่าเทียมกัน
อย่าหวังว่ารักผู้อื่นแล้วผู้อื่นจะรักตอบ
จงสนใจแค่ ให้ความรักนั้นเติบโตขึ้นในใจพวกเขา แต่ถ้าไม่เติบโตขึ้นเลย
ก็จงพอใจกับความรักที่เติบโตขึ้นในใจของคุณเอง

หนึ่งนาที จึงจะทำลายคน ๆ หนึ่งได้
หนึ่งชั่วโมง จึงจะชอบคน ๆ หนึ่งได้
หนึ่งวัน จึงจะรักคน ๆ หนึ่งได้
แต่ต้องใช้เวลาตลอดชั่วชีวิต จึงจะลืมคน ๆ หนึ่งได้

จงอย่ามองเพียงรูปภายนอกเพราะสักวันมันจะหลอกคุณ

จงอย่ามองแค่ความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติ เพราะสักวันมันจะซีดจางลง

หาใครสักคนที่ยิ้มให้คุณ เพราะเมื่อมีรอยยิ้ม จะทำให้อารมณ์ของคุณดีขึ้น

หาใครสักคนที่ทำให้คุณอมยิ้มได้จากใจจริง บางครั้งเมื่อคุณคิดถึงใครสักคน

ความคิดถึงนั้นอาจถึงขั้นให้คุณคว้าตัวเขาออกมาจากความฝัน โอบกอดตัวเขาเอาไว้
ไล่ตามความฝันของคุณเอง ไปยังที่ ๆ คุณอยากไป เป็นอย่างคนที่คุณอยากเป็น

เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว ซึ่งหมายถึงมีเพียงโอกาสเดียว
ในการทำสิ่งที่คุณอยากทำ
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 24 ก.ย. 2549 (20:00)
ยาพิษในใจ....


ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
เด็กสาวคนหนึ่งนามว่าลี่ลี่
เมื่อเธอแต่งงานจึงได้ย้ายนิวาสสถานมาอยู่กับสามีและแม่สามี...

ภายในเวลาอันสั้นลี่ลี่ก็พบว่าเธอไม่สามารถเข้ากับแม่สามีได้เลย
ใช่สิ

บุคลิกของทั้งคู่ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...ลี่ลี่ทนนิสัยหลายอย่างของแม่สามีไม่ได้
ฝ่ายแม่สามีก็ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ลี่ลี่เสมอมา

วันเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน
ลี่ลี่และแม่สามีทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน
แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตามธรรมเนียมจีน
สะใภ้จะต้องก้มหัว และเชื่อฟังแม่สามีในทุกเรื่องราว
นำมาซึ่งความทุกข์โศกแก่ผู้เป็นสามีเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดวันที่ลี่ลี่หมดสิ้นความอดทนได้มาถึง
จึงตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง

เธอตรงไปหาคุณหวางเพื่อนรักของพ่อที่ขายสมุนไพรหลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง
เธอจึงถามว่า
พอจะหายาพิษอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลในคราเดียวได้ไหม
คุณหวางคิดอยู่ชั่วขณะในที่สุดจึงกล่าวกับลี่ลี่ว่า


"ลุงจะช่วยหนูเอง...แต่หนูต้องฟังคำของลุงและเชื่อฟังสิ่งที่ลุงบอกนะ"
ลี่ลี่ตอบรับทันทีว่า "ค่ะ
หนูจะทำตามที่คุณลุงแนะนำทุกอย่าง"

คุณหวางหายไปหลังร้าน
และกลับมาภายในเวลาชั่วครู่พร้อมกับห่อสมุนไพรในมือ
เขากล่าวกับลี่ลี่ว่า
"ลุงจะจ่ายยาสมุนไพรให้หนูจำนวนหนึ่ง
แต่หนูต้องไม่ใช้ยาพิษนี้ทั้งหมดในคราวเดียวกันนะ
เพราะนั่นจะทำให้ทุกคนสงสัย

หนูจงเติมสมุนไพรนี้ลงไปในหมูเห็ดเป็ดไก่ที่ปรุงวันเว้นวัน
สารพิษนี้จะได้ค่อย ๆ สะสมอยู่ในตัวเธอ ...
ขณะเดียวกัน หนูก็ต้องพูดจากับเธอดี ๆ
และเชื่อฟังเธอด้วย
วันหนึ่งข้างหน้า
เมื่อแม่สามีตายลงจะได้ไม่มีใครสงสัยในตัวหนูไงล่ะ
อย่าลืมนะ...ห้ามเถียงเธอ
แต่จงเชื่อฟังทุกอย่างที่เธอบอกและปฏิบัติต่อเธออย่างดีที่สุด"
ได้ยินดังนั้น ลี่ลี่รู้สึกสุขใจยิ่งนัก
จึงกล่าวขอบคุณและล่ำลาคุณหวางเพื่อกลับไปเตรียมอุบายสังหารแม่สามี



วันและคืนผ่านไป...ลี่ลี่จะต้องปรุงอาหารจานพิเศษให้แม่สามีทุกวันเว้นวัน

เธอจดจำคำของคุณหวางได้เป็นอย่างดี...พยายามควบคุมอารมณ์ตนเอง
เชื่อฟังและดูแลเธอเหมือนดั่งเป็นแม่ของตนเอง

เวลาล่วงไปได้หกเดือน

ทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้หลังคาบ้านนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ลี่ลี่ได้ฝึกตนให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก
ไม่เคยมีปากเสียงกันเลยตลอดหกเดือนนี้

แม่สามีดูเหมือนจะมีเมตตาต่อเธอและเข้ากันได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ทัศนคติของแม่สามีที่มีต่อลี่ลี่ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน
เธอเริ่มรักลี่ลี่เหมือนกับลูกสาวแท้ ๆ
ของตัวเอง...เธอพร่ำบอกเพื่อนฝูงและคณาญาติว่า
ลี่ลี่เป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดและยากจะหาใครมาเสมอเหมือน

บัดนี้ ลี่ลี่ และแม่สามีรักกันดุจแม่-ลูกจริง ๆ
แล้ว...ฝ่ายสามีลี่ลี่รู้สึกสุขใจเป็นที่สุดที่ได้เห็นภาพนั้น


วันหนึ่ง...ลี่ลี่กลับไปหาคุณหวางเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง
เธอละล่ำละลัก "คุณลุงหวางคะ กรุณาช่วยหนูด้วยค่ะ
หนูไม่อยากให้แม่สามีตายแล้วค่ะ... คุณลุงรู้มั้ยคะว่า
ตอนนี้แม่เปลี่ยนไปมาก
ท่านดีกับหนูมากและหนูก็รักท่านเหมือนแม่จริง ๆ ของหนู
หนูไม่อยากให้ท่านตายด้วยยาพิษของหนูเลย..."

คุณหวางพรายยิ้ม ผงกศีรษะและกล่าวว่า
ลี่ลี่เอ๋ย...ไม่มีอะไรต้องกังวลาว
ลุงไม่เคยให้ยาพิษอะไรแก่หนูเลย

สมุนไพรที่ให้ไปเมื่อคราวก่อนนั้นเป็นพวกวิตามินที่บำรุงร่างกาย...


ยาพิษอย่างเดียวนั้นอยู่ที่จิตใจและทัศนคติของหนูที่มีต่อแม่สามีต่างหาก


และนั่นก็ได้รับการชำระล้างหมดแล้วด้วยความรักทั้งหมดทั้งมวลที่หนูมอบให้ท่าน
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 29 ก.ย. 2549 (00:37)
I still think spelling is importent but this is interesting

fi yuo cna raed tihs, yuo hvae a sgtrane mnid too
Cna yuo raed tihs? Olny 55 plepoe can.

i cdnuolt blveiee taht I cluod aulaclty uesdnatnrd waht I was rdanieg.
The phaonmneal pweor of the hmuan mnid, aoccdrnig to a rscheearch at
Cmabrigde Uinervtisy, it dseno't mtaetr in waht oerdr the ltteres in a
wrod are, the olny iproamtnt tihng is taht the frsit and lsat ltteer be
in the rghit pclae. The rset can be a taotl mses and you can sitll raed
it whotuit a pboerlm. Tihs is bcuseae the huamn mnid deos not raed ervey
lteter by istlef, but the wrod as a wlohe. Azanmig huh? yaeh and I
awlyas tghuhot slpeling was ipmorantt! if you can raed tihs forwrad it.


ONLY FORWARD IF YOU CAN READ THIS
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 2 ต.ค. 2549 (21:01)
ข้อแตกต่างระหว่าง ผู้ชนะ กับ ผู้แพ้

1) When a winner commits a mistake, he say I'm wrong (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาด จะพูดว่า ฉันทำผิดเอง
When a loser commits a mistake, he says it's not my fault
ผู้แพ้ : เมื่อพบข้อผิดพลาด จะพูดว่า ไม่ใช่ความผิดของฉัน

2) A winner works harder and has more time than a loser (Habit 2 :Begin with the end in mind)
ผู้ชนะ : จะทำงานหนักกว่าปกติ และมีเวลามากกว่าผู้แพ้
A loser always is too busy to do what is necessary (Habit 3 : Put first thing first)
ผู้แพ้ :จะทำงานแบบยุ่งทั้งวัน โดยที่ไม่คิดว่างานไหน ควรทำก่อนทำหลัง

3) A winner faces and solves his/her problems (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะเผชิญหน้ากับปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหานั้น
A loser does otherwise
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม หลีกเลี่ยงปัญหา

4) A winner makes things happen (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะลงมือทำงานให้ปรากฎผลงานขึ้น
A loser makes promises
ผู้แพ้ : จะให้แต่คำสัญญา คือมีแต่ลมปาก แต่ไม่ลงมือ

5) A winner wld say " I am good but not as good as I want to be "(Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะพูดว่า " ฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีเท่ากับที่ฉันต้องการ "
A loser wld say " I am not as bad as others
ผู้แพ้ : จะพูดว่า " ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่มีผลงานแย่กว่าตัวเขา "

6) A winner listens, understand and responds (Habit 5 : Seek first to understand then be understood)
ผู้ชนะ : จะตั้งใจฟัง แล้วทำความเข้าใจ และ สามารถตอบสนองได้
A loser only waits until it's his/her turn to speak
ผู้แพ้ : จะรออย่างเดียว โดยไม่ฟัง ไม่ทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด รอจนกว่าจะถึงคิวที่จะได้พูดเรื่องของตัวเอง

7) A winner respects people who are superior to him and wld like to learn from them (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะยอมรับ นับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่า และจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น
A loser does otherwise, and wld try to find his superior's faults
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม และจะพยายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าเขา

8) A winner is responsible not just for his own work (Haibt 4 : Think win-win and Habit 6 : Synergize)
ผู้ชนะ : จะมีความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น จะช่วยคิดให้องค์กรประสบความสำเร็จ (ไม่ใช่ไปก้าวก่ายงานคนอื่นนะ)
A loser will not dare help others and wld say I'm just doing my job
ผู้แพ้ : จะไม่กล้าที่จะช่วยเหลือคนอื่น และ มักจะพูดว่า ฉันไม่ว่าง กำลังทำงานของฉันอยู่

9) A winner wld say " There shd be a better way to do it " (Habit 1 : Be proactive and Habit 2 : Begin with the end in mind)
ผู้ชนะ : ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้ เสมอ
A loser wld say " This is the only way to do "
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “ นี่คือหนทางเดียวที่ทำได้ “ 1

10) A winner like you will share this with his/her friends (Habit 4 & 6)
ผู้ชนะ : จะแบ่งปันบทความนี้ไปยังเพื่อนๆของเขา
A loser will just keep this to himself/herself because he/she doesn't hv time to share this with others.
ผู้แพ้ : จะเก็บบทความนี้เอาไว้ เพราะว่า เขาไม่มีเวลาที่จะแบ่งปันไปให้คนอื่น
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 16 ต.ค. 2549 (16:34)
มีคู่รักคู่หนึ่งนั่งรถเมล์ที่กำลังตรงไปในเมืองในหุบเขา มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ลงกลาง
ทาง หลังจากที่พวกเขาได้ลงแล้ว รถเมล์ก็วิ่งต่อไป แต่เพียงไม่นานก็มีหินก่อนขนาดมหึมา
ได้ตกลงมาจากที่สูงมาก และทับรถเมล์คันนั้นพังยับเยิน ทุกคนที่อยู่ในรถในเวลานั้นเสียชีวิต
ทั้งหมด คู่รักคู่นั้นเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็พูดขึ้นว่า "ถ้าพวกเรายังอยู่ในรถคันนั้นก็ดี
น่ะซิ!"

คนส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า "ยังดีนะที่เราลงจากรถก่อน!" แต่คู่รักคู่นี้กลับพูดสิ่งที่ต่างจากคน
ส่วนใหญ่ คุณคิดว่าเพราะอะไร???
>
>
>
>
>
>
>
>
>
>
>
ถ้าพวกเขายังคงอยู่และไม่ได้ลงจากรถ รถเมล์คันดังกล่าวก็จะไม่ต้องหยุดรถเพื่อพวกเขา
และจะขับเลยตำแหน่งที่หินถล่มลงมา!!

ในชีวิตของพวกเรานั้น ให้ลองมองด้วยมุมมองที่ต่างจากของตัวเองและพยายามเข้าใจและช่วยเหลือผู้
อื่นมากขึ้น อย่าได้ใช้ชีวิตอย่างขาดสติและเฉยเมย ทำเพื่อตัวเองอีกต่อไปเลย

คุณตอบปริศนาข้างบนถูกมั้ยครับ? ถ้าคุณตอบถูก(โดยไม่เคยอ่านที่อื่นมาก่อนนะ) แปลว่าผมตาถึงมาก
ที่ได้คุณมาเป็นเพื่อน แต่ถ้าคุณตอบผิด ก็ยินดีกับคุณด้วยที่เป็นเหมือนผม และขอให้ช่วยส่งข้อความนี้
ต่อไปให้กับเพื่อนที่คุณรักด้วย
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 20 ต.ค. 2549 (10:20)
กฏของเมล็ดพันธุ์

Take a good look at an apple tree.
มองดูต้นแอ๊บเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี

There might be five hundred apples on the tree, each withten seeds.
That’s a lot of seeds!
มันอาจจะมีผลแอ๊บเปิ้ลอยู่ 500 ผล แต่ละผล มีเมล็ดพันธุ์อยู่10 เมล็ด
มันจึงเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาย

We might ask, “Why would you need so many seeds to grow justa few more trees?”
เราอาจจะถามว่า “ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอ๊บเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้น?”

Nature has something to teach us here. It’s telling us:“Most seedsnever grow.
ธรรมชาติมักจะบอกอะไรเราบางอย่าง.. มันกำลังบอกเราว่า“มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ไม่ได้เจริญ
งอกงาม”

So if you really want to make something happen, you had better try more than once.”
ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้น มากกว่าแค่ 1 ครั้ง

This might mean :
นี่อาจจะหมายถึง :

You’ll attend twenty interviews to get one job.
คุณอาจจะต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้งเพื่อจะให้ได้งานสักงานหนึ่ง

You’ll interview forty people to find one good employee.
คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คน 40 คนเพื่อที่จะได้ลูกจ้างดี ๆ สักคน

You’ll talk to fifty people to sell one house, car, vacuum cleaner, insurance policy, idea......
คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คนเพื่อจะได้ขายบ้านหนึ่งหลัง, รถยนต์, เครื่องดูดฝุ่น, กรมธรรม์ประกันภัย หรือไอเดีย

And you might meet a hundred acquaintances to find one special friend.
และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อยเพื่อที่จะเจอเพื่อนดี ๆ สักคน

When we understand the “Law of the Seed”, we don’t! get so disappointed.
เมื่อเราเข้าใจ "กฎของเมล็ดพันธุ์" เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง

We stop feeling like victims. Laws of nature are not things to take personally.
เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรงๆ

We just need to understand them - and work with them.
เราเพียงแค่ต้องเข้าใจและลองค่อย ๆ ปฏิบัติดู

IN A NUTSHELL
สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ

Successful people fail more often. They plant more seeds.
ผู้คนที่ประสบความสำเร็จก็ล้มเหลวได้บ่อย แต่พวกเค้าก็ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า (ถึงจะประสบความสำเร็จ)

When Things Are Beyond Your Control here’s a recipe for permanent misery….......
เวลาอะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด… สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ

a) Decide how you think the world SHOULD be.
1) ตัดสินว่า โลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้

b) Make rules for how everyone SHOULD behave.
2) ตั้งกฎเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง

Then, when the world doesn’t obey your rules, get angry!
That’s what miserable people do!
และ.. เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปตามกฎของคุณ… ก็โกรธซะ !!
นั่นแหละ คือสิ่งที่คนไร้ความสุขเค้าทำกัน

Let’s say you expect that:
เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า

Friends SHOULD return favours. เพื่อน ควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้าง

People SHOULD appreciate you. ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ

Planes SHOULD arrive on time. เครื่องบินน่าจะลงตรงเวลา

Everyone SHOULD be honest. ทุก ๆ คนควรจะซื่อสัตย์

Your husband SHOULD remember your birthday. สามี (แฟน) ควรจะจำวันเกิดคุณได้

These expectations may sound reasonable.
ความคิดพวกนี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผล

But often, these things won’t happen! So you end up frustrated and disappointed.
แต่บ่อยครั้ง สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และมันก็จบลงที่..คุณรู้สึกรำคาญใจและผิดหวัง

There’s a better strategy. Have less demands.
Instead, have preferences!
มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้ ลดความต้องการให้น้อยลง
แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน

For things that are beyond your control, tell yourself:
สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกินคาด ก็บอกตัวเองว่า

”I WOULD PREFER AN “A”, BUT IF “B” HAPPENS, IT’S OK TOO!”
เราอยากจะให้เป็น เอ มากกว่า แต่ถ้าเป็น บี … ก็โอเคได้เหมือนกัน

This is really a game that you play in your head. It is a shift in attitude, and it gives you more peace of mind ...
มันเป็นแค่เกมของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์
มันจะทำให้จิตใจคุณสุขสงบขึ้น

You prefer that people are polite ... but when they are rude, it doesn’t
คุณอยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา.. มันก็ไม่ได้บ่อนทำลาย วันของคุณ

ruin your day. You prefer sunshine ... but rain is ok!
คุณอาจจะอยากให้ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตก.. ก็โอเค

To become happier, we either need to
ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้น เราก็เลือกที่

a) change the world, or
เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ หรือ

b) change our thinking. It is easier to change our thinking!
เปลี่ยนความคิดของเราเอง ง่ายกว่านะ

IN A NUTSHELL
สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ

It’s not what happens to you that determines your happiness.
“ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ”

It’s how you think about what happens to you.
“ แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ”
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 10 พ.ย. 2549 (00:14)
เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง
เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา
เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว
เศรษฐีบอกชาวนาว่า
"ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง
แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า
จะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้"

ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกว่า "ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม
ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวดใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ
ก้อนหนึ่งสีขาว
ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว
ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า
แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน
ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย"

ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า
หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ

เธอจะทำอย่างไร?

หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง
หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้
แต่บิดาของเธอก็จะยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน

ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน
พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด

เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า "ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น
แต่ไม่เป็นไร
ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้
ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า
กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร"

ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ
"...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว"
ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนน ั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "หากเราพยายามมากพอที่จะแก้ไขปัญหา
เราจะพบว่าทุกปัญหาย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ"

เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ
แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำเสมอไป
ในทางตรงข้าม หากเราลองมองต่างมุม
จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหามีมากกว่าหนึ่งสายเสมอ
และการยืดหยุ่นพลิกแพลงไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง

บางครั้งในการแก้ปัญหา
เราอาจต้องสร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่

ในยุคสงครามเย็นที่กินเวลานานหลายสิบปี
สูญเสียชีวิตและทรัพยากรโลกมหาศาล
ไม่มีใครกล้าเชื่อว่า สงครามเย็นสามารถยุติลงได้ หรือเร็วเช่นนี้
ในยุคของ
มิคาอิล กอร์บาชอฟ

กอร์บาชอฟ กล่าวว่า "เป็นเรื่องเขลาที่คิดว่า
ปัญหาที่รุมเร้ามนุษยชาติในวันนี้
สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่เคยใช้ได้ผลในอดีต"

หากเขาไม่ได้คิดเช่นนี้
บางทีวันนี้สังคมนิยมโซเวียตยังไม่เปิดประเทศและสันติภาพระหว่างฝ่ายขาว-ฝ่ายแดงคงล้าหลังไปอีกหลายปี

โลกไม่ได้มีเพียงแค่สีขาวกับดำ
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 23 พ.ย. 2549 (19:34)
ง่ายที่จะ...ตัดสินความผิดพลาดของคนอื่น
ยากที่จะ...สำนึกถึงความผิดของตนเอง

ง่ายที่จะ...พูดโดยไม่คิด
ยากที่จะ...ไม่พูด

ง่ายที่จะ...ทำร้ายคนที่รักเรา
ยากที่จะ...เยียวยาบาดแผลที่เราทำไว้กับเขา

ง่ายที่จะ...อภัยให้คนอื่น
ยากที่จะ...ขอให้คนอื่นอภัยให้

ง่ายที่จะ...ตั้งกฎเกณฑ์
ยากที่จะ...ทำตามกฎนั้น

ง่ายที่จะ...ฝันทุกค่ำคืน
ยากที่จะ...สู้เพื่อฝันนั้น

ง่ายที่จะ...อวดความสำเร็จ
ยากที่จะ...ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างมีศักดิ์ศรี

ง่ายที่จะ...ชื่นชมความงามของดวงจันทร์
ยากที่จะ...เห็นอีกด้านของมันที่ไม่สวยงามนัก

ง่ายที่จะ...สะดุดหกล้ม
ยากที่จะ...ลุกขึ้นมาใหม่

ง่ายที่จะ...มีความสุขในทุกวัน
ยากที่จะ...เห็นคุณค่าที่แท้จริงของความสุขนั้น

ง่ายที่จะ...สัญญากับใคร ๆ
ยากที่จะ...ทำตามสัญญานั้น

ง่ายที่จะ...บอกว่ารัก
ยากที่จะ...แสดงความรักนั้น

ง่ายที่จะ...วิจารณ์คนอื่น
ยากที่จะ...ปรับปรุงตนเอง

ง่ายที่จะ...ทำผิด
ยากที่จะ...เรียนรู้จากความผิดนั้น

ง่ายที่จะ...ทุกข์ทรมานเพราะสูญเสียความรัก
ยากที่จะ...รักษารักนั้นเพื่อที่จะไม่ต้องสูญเสียมันไป

ง่ายที่จะ...คิดที่จะปรับปรุง
ยากที่จะ...เลิกคิด แล้วทำให้มันเกิดขึ้นจริงซะที

ง่ายที่จะ...คิดกับคนอื่นในแง่ร้าย
ยากที่จะ...ให้โอกาส และคิดว่าเขาอาจจะไม่เป็นเช่นที่เราคิด

ง่ายที่จะ...รับ
ยากที่จะ...ให้

ง่ายที่จะ...รักษาความเป็นเพื่อนด้วยคำพูด
ยากที่จะ...ทำตามความหมายของคำว่าเพื่อน
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 25 เม.ย. 2550 (21:10)
เรื่องจาก : เทศนา...ฮาสุดขีด ของพระพยอม กัลยาโณ
โดย : สมคิด ลวางผมร
วันที่ online : ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๗

วันนั้น ไปเทศน์ที่...สิงห์บุรี...เทศน์ให้ครูฟัง...ครูนั่งกันเต็มห้องประชุม... ๒-๓ ร้อยคน...พวกครูผู้ใหญ่...พวกผู้อำนวยการ... ก็นั่งโซฟาข้างหน้า...

มีครูผู้ชายคนหนึ่ง... นั่งเก้าอี้ข้างหน้า...เหยียดขา...ตาแดง...โงนไป...โงนมา...เมา....

ชาวบ้านเวลาฟังพระเทศน์.เขาพนมมือกันหมด...มันไม่พนมมือ...แถมเวลาพระเทศน์...มันกระดิกขา...เคาะจังหวะอีก.

ผู้อำนวยการอยู่ข้างหน้า...พยายามจ้องหน้ามัน... มันหันหนี...ไม่สบตา...ทำเป็นไม่รู้ ไม่ชี้...

อาตมาเทศน์ไปสักพัก...ทนไม่ไหว...เลยถามว่า...

โยม...ทำไมไม่ไหว้พระล่ะ...

พระเดี๋ยวนี้ประพฤติตัวไม่ค่อยดี...ไหว้แล้วเสียมือ...

แน๊ะ...มันเมาเหล้ากลิ่นคลุ้ง...จนโงหัวไม่ขึ้น... ยังเสือกมาสอนพระอีก...

โยม...ที่พระเทศน์นี่...ท่านเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า.มาสอนเรา...ไม่ใช่ความคิดของท่าน...การที่เราไหว้...เวลาพระเทศน์...เป็นการบูชาธรรม... เป็นการแสดงความเคารพพระพุทธเจ้า...

ไม่ไหว้...

โยม...อาตมาขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?

ถามอะไร...?

ระหว่างเรายกมือไหว้พระเอง...กับมีคนจับมือให้ไหว้พระ...อันไหนดีกว่ากัน...?

ระหว่างสวดมนต์เอง...กับนอนให้พระสวดให้...อันไหนดีกว่ากัน..?

มันเงียบ...ไม่ตอบ...คงเริ่มสำนึกบาปแล้วล่ะ... อาตมารีบถามต่อเลย...เดี๋ยวจะช้าไป...

โยม...เคยไปวัดบ้างไหม...?

ไม่ไป...ไม่ชอบวัด...

โยม...ระหว่างเดินไปวัดเอง...กับเขาหามไปวัด...อันไหนดีกว่ากัน...?

มันจ้องตาเขม็งเลย...แล้วลุกขึ้นยืน....

นี่...หลวงพี่...ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม...?

ได้...

ระหว่างเดินกลับวัดเอง.กับมีคนหามกลับวัด...อันไหนดีกว่ากัน...?
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 25 เม.ย. 2550 (21:10)
เชือก กับ ปัญหา

ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยหัวเสียกับเชือกที่พันกันยุ่งเหยิง
ยิ่งแก้ยิ่งอารมณ์เสีย
ฉันร้องห่มร้องไห้ โทษดินฟ้าอากาศ
แล้วคิดว่าทำไมฉันต้องทนกับเจ้าเชือกไร้สาระพวกนี้ด้วย
เลยใช้มีดตัด ๆ ตัดจนเชือกขาดเป็นชิ้น ๆ (สะใจจริง)

พอหายโมโห
ฉันนั่งมองกองเชือกขาด ๆ ที่ไร้ประโยชน์
(โถช่างน่าสงสารจริง ๆ ทั้งตัวเองและเชือก)

แต่แล้วครั้งต่อมา พอเชือกพันกันอีก...
ฉันก็ใช้มีดตัดมันอีกอย่างไม่คิดอะไร

จนวันหนึ่ง...
ฉันเห็นแม่นั่งแก้เชือก ที่พันกันกองโต
มันยุ่งชนิดที่ว่า
ชาตินี้คงไม่สามารถกลับมาเป็นเส้นตรงได้เหมือนเดิม
ฉันเห็นแม่นั่งแก้ทุกวัน วันละนิดละหน่อย
พอเบื่อก็ไปทำอย่างอื่น
ทิ้งกองเชือกกองไว้ แล้วก็กลับมานั่งแก้อีก

จนฉันรำคาญ และคิดว่า
ทำไมแต่ต้องทนกับกองเชือกไร้สาระพวกนี้
เลยบอกแม่ว่าเอามีดตัดมันออกเถอะ...
นั่นแหละฉันถึงได้เข้าใจเมื่อแม่ตอบว่า...

“เวลาที่เชือกพันกัน เขาห้ามใช้มีดตัด
ต้องแก้ออกให้ได้
เพราะเชือกเป็นเส้นเดียวต่อให้พันกันยุ่งแค่ไหนก็แก้ได้
ถ้าแค่เชือกพันกันแค่นี้ลูกแก้ไม่ได้
แล้วต่อไปจะแก้ปัญหาอะไรในชีวิตได้
ลูกก็จะแก้ปัญหาสุ่ม ๆ
เหมือนที่ใช้มีดตัดเชือกนั่นแหละ
…ถ้าลูกไม่อดทนแก้เชือกด้วยมือตัวเอง ค่อย ๆ
แกะวันละนิดละหน่อย
แค่นี้ทำไม่ได้แล้วจะไปทำอะไรได้
ไม่มีอะไรยากไปกว่าความอดทนของคนหรอก...”

หลังจากนั่นอีก 3 วัน
ฉันเห็นขดเชือกเส้นสวยเป็นระเบียบแขวนอยู่
ฉันมองอย่างทึ่ง แม่ยิ้มอย่างภูมิใจ

เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้ว่า
ปัญหาของคนเรา จริง ๆ แล้วคือการหนีปัญหานั่นแหละ
เพราะถ้าเราตั้งใจแก้มัน มีหรือจะไม่มีทางออก
แพ้บ้าง ชนะบ้างเป็นเรื่องปกติ
จะได้ “ล้มเป็นลุกเป็น”

โลกสร้างปัญหา สร้างความทุกข์
ให้เราผ่านไปให้ได้...
ฉันไม่เคยซ้ำเติม คนที่ฆ่าตัวตายว่าเขาโง่
เพียงแต่เขาก้าวผ่านปัญหาบนโลกไปไม่ได้
เขาเลยเลือกที่จะหนีไปจากโลกนี้แทน
ด้วยความขาดสติ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
พอวันวัยผ่านมา ตอนนี้ฉันได้รู้ว่า
ชีวิตคนเราผิดพลาดได้ ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติ
ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไรเลย...

ไม่ว่าจะเหนื่อยจะท้อแค่ไหน อย่าหนีปัญหาไปเฉย ๆ ล่ะ
แค่บอกปัญหาว่าพักสักเดี๋ยว แล้วค่อยมาเจอกันใหม่.
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 25 เม.ย. 2550 (21:14)
ส้ม
มีผู้ใจดีซื้อส้มชั้นดีคัดพิเศษ 9 ลูก ราคา 45 บาท
แล้วจากนั้นก็แจกให้กับคนกลุ่มหนึ่ง.

-ส้มผลแรก
อยู่กับขอทาน ขอทานผู้นั้นแกะทานแค่ครึ่งหนึ่ง
แล้วอีกครึ่งหนึ่งก็ ขว้างทิ้งไปอย่างไม่แยแส...
แล้วก็บ่นว่า.. "ทุเรศจัง..ให้มาได้แค่ส้มผลเดียว "

- ส้มผลที่สอง
อยู่กับลูกของผู้ใจดี ลูกของผู้ใจดีนั้นก็แกะทานทันที
เมื่อทานหมดผลแล้วพูดว่า..
" ส้มนี้..อร่อยดีนะ"

- ส้มผลที่สาม
อยู่กับแม่ของผู้ใจดี แม่ของผู้ใจดีนี้
นำส้มที่ได้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม แล้วแช่ตู้เย็นไว้
เมื่อกระหาย จึงนำมาดื่ม... " แหมม..น้ำส้มนี้ชื่นใจดีจริง "

- ส้มผลที่สี่
อยู่กับร้านขายของชำ
เจ้าของร้านขายของชำก็นำส้มผลนี้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม
เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้ว แช่ไว้ในตู้แช่
เมื่อมีคนเดินผ่านมาเปิดตู้แช่ แล้วหยิบน้ำส้มแก้วนั้นมาทาน
เมื่อทานเสร็จ ก็นำแก้วเปล่านั้นวางไว้ที่ตู้แช่....
" เท่าไหร่ครับ "...........
" 10 บาท ครับ "

- ส้มผลที่ห้า
อยู่กับพ่อค้าน้ำผลไม้ พ่อค้าน้ำผลไม้ก็นำส้มผลนี้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม
เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่ขวดพลาสติก แช่ไว้ในตู้น้ำแข็งบนรถเข็น
แล้วเดินเข็นจำหน่ายไปเรื่อยๆ
มีคนหนึ่งเดินสวนมา เรียกให้หยุด
เสร็จแล้วก็เปิดตู้น้ำแข็ง ก็ชี้เอาน้ำส้มขวดนั้น
คนขายหยิบน้ำส้มขวดนั้น
เปิดหยิบหลอดพลาสติกเสียบให้ หนึ่งหลอดแล้วส่งให้คนๆนั้น....
" เท่าไหร่ครับ
"..........." 20 บาท ครับ "
และคนๆ นั้นก็ถือขวดพลาสติกบรรจุน้ำส้มนั้นเดินจากไป

- ส้มผลที่หก
อยู่กับร้านอาหารแห่งหนึ่งบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำย่านลาดพร้าว
เจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ก็นำส้มผลนี้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม
เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้วแล้วแช่ไว้ในตู้เย็น
วันนั้น มีหนุ่มสาว คู่หนึ่งเดินเข้ามา
เจ้าของร้านจึงเชื้อเชิญและหาที่นั่งให้
ฝ่ายหญิง...." น้ำส้มแก้วหนึ่ง ค่ะ "
ฝ่ายชาย..." กาแฟร้อน ครับ "
เจ้าของร้านจึงนำน้ำส้มที่คั้นไว้นำมาใส่แก้วใบใหม่
แก้วใบนี้มีลักษณะทรงสูง รอบๆ แก้วมีรูปหัวใจ
ดวงเล็กๆน่ารัก สีแดงติดอยู่
ภายในแก้วใบนั้นมีหลอดพลาสติกเสียบอยู่ตรงปลายหลอดนั้นงอได้
แต่เจ้าของร้านไม่ได้มาเสริฟเอง
แต่มีเด็กเสริฟใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาว กระโปรงสีดำมาเสริฟ แทน
เมื่อทานเสร็จ..........เช็คบิล....น้ำส้มแก้วนี้ 50บาท

- ส้มผลที่เจ็ด
อยู่กับภัตตาคารแห่งหนึ่งแถวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
ครั้งนี้ส้มผลนี้ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่งของร้าน
น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดีและ
ในวันนั้น มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินภัตตาคารนั้นมา
และมีความประสงค์ที่จะลงเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา
เพื่อชมทิวทัศน์ในยามค่ำคืนด้วย
"และแล้ว...น้ำส้มคั้นแก้วที่วางอยู่ตรงหน้าหญิงสาวผู้นั้น
ถูกเสริฟโดย บริกรในชุดประจำร้านที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านนั้น
แก้วที่ใช้เป็นทรงสูงมีก้านสำหรับจับหลอดเป็นหลอดพลาสติกใส
ตรงปลายหลอดงอได้
สิ่งที่โดดเด่นนั้นอยู่ตรงที่บริเวณขอบปากแก้วนั้น
ส้มที่ถูกฝานเป็นวงกลมเสียบอยู่
เมื่อเรือจะเข้าเทียบฝั่ง......
สิ่งที่ปรากฎในบิลนั้น....100 บาท เป็นราคาของน้ำส้มแก้ว นี้

- ส้มผลที่แปด
อยู่กับคลับเฮาซ์สุดหรูย่านปทุมธานี
และเช่นเดียวกันส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้นเหมือนกัน
ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง
น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดีเช่นเดียวกัน
ในค่ำคืนนั้นมีงานราตรีของกลุ่มสาวไฮโซกลุ่มหนึ่ง
และหนึ่งในนั้นก็สั่ง..." น้ำส้มคั้น หนึ่ง "
.... น้ำส้มคั้นแก้วนี้ ถูกเสริฟโดยบริกรหนุ่มหน้าตาคมสันคนหนึ่งมา
ในชุดทักซิโดที่ตัดด้วยผ้ามูนอย่างดี
สิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของบริกรหนุ่มคนนั้น คือถาดสีเงิน
บนถาดนั้นมีแก้วน้ำส้มคั้นตั้งอยู่
เป็นแก้วที่สั่งทำเป็นพิเศษตรงขอบปากแก้ว
มีส้มกลีบหนึ่งที่ถูกแกะสลักเป็นรูปนกตัวหนึ่งเกาะ(เสียบ)
อยู่ที่ปากแก้วนั้นหลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส
บนถาดใบนั้นที่มาพร้อมแก้วคริสตัล
มีสลิปบัตรสมาชิกคลับเฮาซ์แนบมาด้วย.... 300 บาท
...ก่อนที่หญิงผู้นั้นจะจดปากกาเซ็นลงไป

- ส้มผลที่เก้า
อยู่กับโรงแรมแห่งหนึ่งย่านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
และเช่นเดียวกัน ส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้นเหมือนกัน
ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง
น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดี
ค่ำคืนนี้ ห้องอาหารชั้น Sky Top มีโอกาส
ต้อนรับหนุ่มสาวชาวต่างประเทศ คู่หนึ่ง
ที่เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ดินเนอร์
เนื่องในโอกาสฉลองสมรส และเลือกเมืองไทยเป็นที่ฮันนีมูน
เมื่อหาที่นั่งในห้องอาหารแห่งนี้ได้แล้ว ณ.มุมมองตรงนั้น
สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะรัตนโกสินทร์อย่างชัดเจน
ตลอดจนสายน้ำที่ทอดยาวของลำน้ำเจ้าพระยา
เมื่อทอดสายตามองยาวออกไป
จะมองเห็นสะพานแขวนที่ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟอย่างสวยงาม
หลังจากพักผ่อนอิริยาบทสักพักหนึ่งแล้ว
ฝ่ายหญิงจึงกล่าวกับบริกรว่า.."Orangeade"...
และฝ่ายชายว่า..." American Express "...
สักพักบริกรที่อยู่ในชุดไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นท่านนั้น
กลับมาพร้อมกับกาแฟร้อนและน้ำส้มคั้นแก้วหนึ่ง
แก้วนั้นเป็นแก้วคริสตัลอย่างดี ตรงฐานแก้วและขอบปากแก้ว
เคลือบด้วยทอง 18 เค
ถัดจากฐานรองแก้วตรงขอบที่เคลือบทองขึ้นมาและ
ถัดจากขอบที่เคลือบทองที่ปากแก้วลงมาถูกแก้วเจียรนัยตกแต่งอย่างดี
เมื่อแสงไฟตกกระทบถูกแก้วเจียรนัยใบนี้
จะเป็นประกายแวววับยิ่งภายในใช้บรรจุน้ำส้มคั้นด้วยแล้ว
ยิ่งทำให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ตรงกลางของแก้วใบนี้ มีตราสัญลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้ติดอยู่
เป็นเคลือบทอง 18 เค เช่นเดียวกัน
หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใสตรงปลายได้ขดเป็นเกลียว
ตรงขอบปากแก้วมีดอกกล้วยไม้ที่มีชื่อว่า " ช้างเผือก " เสียบอยู่
เมื่อแสงไฟที่เป็นหลอด Black Light ส่องมากระทบกับช้างเผือกดอกนี้
จะเกิดเป็นสีขาวเรืองๆ ขึ้นมาอย่างสวยงาม
บริกรโค้งคำนับก่อนที่จะเสริฟและโค้งคำนับ
เมื่อเสริฟเสร็จแล้วหลังจากที่หนุ่มสาวคู่นี้
ดื่มด่ำกับบรรยากาศในค่ำคืนนี้ พอสมควรแล้ว
ฝ่ายชายจึงกล่าว กับบริกรขึ้นว่า..
" Cash Please " บริกรโค้งคำนับ
ก่อนที่จะเดินไปที่แคชเชียร์ Ticket ที่ออกมา ....
Orangeade 500 Baht

......

ส้มเหมือนกัน ราคาโดยเฉลี่ยแล้วผลละ 5 บาท
เหมือนกันอาจจะเป็นพันธุ์เดียวกัน ต้นเดียวกัน
อยู่กิ่งก้านเดียวกัน หรืออาจจะอยู่ช่อเดียวกันด้วยซ้ำไป
แต่ทำไมมูลค่าของส้มถึงต่างกันมากมาย
หรือว่าเป็นเพราะเวลาและสถานที่ต่างกัน
...ช่วงเวลาและสถานการณ์, สถานที่ ที่ต่างกัน
นั่นแหละ เป็นตัวกำหนดมูลค่าของส้ม
.........และ...........ของตัวคุณเอง.. !

บ่อยครั้งที่เราเคยท้อแท้กับ....งาน, ตกงาน,
คนรอบข้าง, ครอบครัว, หรือแม้กระทั่งกับตัวเราเอง
แต่อยากจะบอกว่า...
ขอให้อดทนเพราะช่วงเวลานี้...มันไม่ใช่ของเรา

ส้มนั้นถูกคนเป็นผู้กำหนดจนทำให้มีมูลค่าแบบนั้น
แล้วทำไมเราถูกไม่กำหนดมูลค่าของตัวเราขึ้นมาบ้างหละ
ณ.วันนี้เราอาจจะมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งของส้มที่ขอทานกินแล้วโยนทิ้งไป
แต่เชื่อแน่ว่าหากเราได้ตัดสินใจแล้วว่า
ทางเดินเส้นนี้เราได้ตัดสินใจเลือกที่จะเดินแล้ว
จงตั้งมั่นและก้าวต่อไป
อดทนเพื่อรอเวลาของเรา
ไม่แน่นะว่า.....
มูลค่าของเราอาจจะมากมายเกินกว่าที่เราจะคาดคิดก็เป็นไปได้...............
ใครจะไปรู้..................
deathspirit เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2455 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 234 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 25 ก.พ. 2551 (22:48)

-- เรือที่จอดอยู่ในท่าจะปลอดภัยที่สุด
-- แต่เรือไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้จอดอยู่ในท่า


 


งง2 มากมาย~





จิงไจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 25 ก.พ. 2551 (22:51)

คห. ที่ 5


ทั้งฉลองวันเกิด เเละกราบเท้าเเม่ก้อได้ นิ งับ- - -+


จิงไจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.