สารเจือปนในอากาศ

สารเจือปนในอากาศคืออะไร ใครก็ได้ช่วยตอบที นะได้โปรด สงสารเด็กม.2ตาดำๆนะ T_T
12 ก.ย. 2549 19:50
117 ความเห็น
147974 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 49  อก (Guest)

สารเจือปนในอากาศก็ส่วนมากจะเป็น  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งจะมีผลทำให้ออกซิเจนในอากาศลดน้อยลง  ทำให้เราหายใจไม่สะดวก
26 มิ.ย. 2551 20:43


ความคิดเห็นที่ 88 จอมโจรคิด (Guest)

อันตรายต่อมนุษย์จากสภาวะมลพิษทางอากาศของโรงงานอุตสาหกรรม


โดย นายพงศ์วุฒิ  จงเจริญศรีศิริ

สำนักเทคโนโลยีน้ำและการจัดการมลพิษโรงงาน


กรมโรงงานอุตสาหกรรม


 


        ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจในอัตราที่สูง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้มีการใช้    พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก พร้อมกับมีของเสียจากกระบวนการผลิตต่าง ออกมาเป็นจำนวนมากด้วย ของเสียจำนวนมากนั้นได้ถูกระบายสู่สิ่งแวดล้อม ได้แก่ พื้นดิน แหล่งน้ำ และบรรยากาศ เป็นสาเหตุทำให้สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่เสื่อมคุณภาพลงและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะอากาศ


 


สภาวะมลพิษทางอากาศ


        สภาวะมลพิษทางอากาศหมายถึงสภาวะของอากาศที่มีสารมลพิษเจือปน นอกจากนี้อากาศที่อยู่รอบตัวเราประกอบด้วยก๊าซหลายชนิดด้วยกันผสมกันอยู่  ก๊าซบางชนิดจัดว่าเป็นสารมลพิษโดยตัวเองหากมีสัดส่วนไม่เป็นไปตามธรรมชาติ การมีสารมลพิษหรือก๊าซหนึ่งก๊าซใดมากเกินไปย่อมส่งผลกระทบหรืออาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต มนุษย์ พืช และสัตว์


 


ความเป็นพิษของสารมลพิษ


        ความเป็นพิษอาจทำให้เสียชีวิตได้หรือเพียงแต่สร้างอาการความรำคาญหรืออาการพิการได้     ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งคนงานหรือผู้ปฏิบัติงานในโรงงานและประชาชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงต้องจำใจหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนสารมลพิษต่าง เข้าสู่ร่างกายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้เกิดพิษต่อสุขภาพอนามัยได้ สำหรับพิษที่ได้รับอาจเป็นพิษแบบฉับพลัน คือเมื่อได้รับพิษแล้วจะมีอากาศแสดงออกในระดับอันตรายทันทีทันใด บางครั้งพิษมิได้แสดงออกทันทีทันใดแต่จะค่อย สะสมในร่างกายจนร่างกายไม่สามารถทนสภาพได้ อาจตายหรือพิการได้เช่นกัน ภาวะบางอย่างถ้าร่างกายได้รับจะแสดงอาการทันทีหรืออาจส่งผลในระยะยาว แต่ไม่ถึงกับสูญเสียชีวิต ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้ชีวิตไม่เป็นสุขตลอดไป


 


 


-2-


 


ชนิดของสารมลพิษทางอากาศ


        สารมลพิษทางอากาศที่สำคัญได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ออกไซด์ของไนโตรเจน ไฮโดรคาร์บอน อนุภาคมลสาร ควัน ไอ รวมไปถึงก๊าซที่มีโลหะหนักปะปนอีกด้วย


 


        1.  ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbonmonoxide)


                คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและรส แหล่งเกิดหรือแหล่งที่มาที่สำคัญอาจจำแนกเป็นแหล่งธรรมชาติและแหล่งจากการกระทำของมนุษย์ได้แก่การเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์ของสารประกอบคาร์บอน เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านไม้ ฟืน จากโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะเป็นส่วนใหญ่

4 ส.ค. 2552 17:58


ความคิดเห็นที่ 89 จอมโจรคิด (Guest)

อันตรายของคาร์บอนมอนอกไซด์ต่อมนุษย์


        ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ไม่เป็นพิษต่อพืช แต่เป็นพิษต่อคนและสัตว์  เมื่อคนหรือสัตว์หายใจได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าสู่ปอด ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดโดยผ่านผนังของถุงลม ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มีสมบัติจับกับฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าก๊าซออกซิเจน 200-250 เท่า ทำให้ฮีโมโกลบินจับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์กลายเป็นคาร์บอนซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhaemoglobin : HbCO เนื่องจากคาร์บอนมอนอกไซด์ไปจับตัวกับเม็ดเลือดแดงทำให้เม็ดเลือดสามารถรับออกซิเจนได้น้อยลง  ถ้าร่างกายได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นเวลานาน จะทำให้ส่วนต่าง ของร่างกายเกิดภาวะขาดก๊าซออกซิเจน   ทำให้สมองได้รับก๊าซออกซิเจนไม่เพียงพอมีผลกระทบกระเทือนถึงระบบประสาทส่วนกลางเกิดอาการของพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ คือ มีอาการง่วงซึม ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด ตาลายตามัว สายตาพร่า ความจำเสื่อม รู้สึกเฉื่อยชา การเห็นการได้ยินเสื่อมไป มึนงงเป็นลม ชัก คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก ออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงทำให้หมดสติ และอาจถึงตายได้


        โดยปกติเมื่อหายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกาย ออกซิเจนในอากาศจะรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เกิดเป็นออกซีฮีโมโกลบิน (HbO2: oxyhaemoglobin ) แล้วถูกนำพาไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อส่วนต่าง ของร่างกาย ต่อจากนั้น ออกซีฮีโมโกลบินจะแตกตัวให้ออกซิเจนแก่เซลล์ ทำให้เซลล์ทำงานได้อย่างปกติ เมื่อสูดหายใจก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าสู่ร่างกาย  จะเกิดการรวมกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ไวมาก แล้วเกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (HbCO : carboxyhaemoglobin ) ทำให้เลือดลดความสามารถในการนำออกซิเจนลง นอกจากนี้คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน ยังทำลายการแตกตัวของออกซีฮีโมโกลบินที่จะให้ออกซิเจนแก่เซลล์อีกด้วย


        ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และระยะเวลาที่ได้รับก๊าซเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดคาร์บอกซีอีโมโกลบิน   จากการทดลองพบว่าอาการแสดงสนองตอบของคนจะสัมพันธ์กับปริมาณคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (ตารางที่ 1.1 และ 1.2 ซึ่งองค์การอนามัยโลก(WHO, 1979) ได้กำหนดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในบรรยากาศ ทำให้เกิดคาร์บอกซีฮีโมโกลบินอิ่มตัวในเลือดร้อยละ 4 และร้อยละ 2 เป็นระดับที่มีความปลอดภัยพอสำหรับคนปกติ และผู้ป่วยโรคหัวใจตามลำดับ

4 ส.ค. 2552 18:00


ความคิดเห็นที่ 90 จอมโจรคิด (Guest)

2.  ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulphurdioxide)


                ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ไม่ติดไฟ ไม่ไวไฟ ในบรรยากาศมีแหล่งที่มาสองแหล่งคือ จากแหล่งธรรมชาติ และจากการกระทำของมนุษย์ SO2 ที่มีแหล่งจากการกระทำของมนุษย์ที่สำคัญที่สุด ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิง (Fossil Fuel)เช่น ถ่านหินและน้ำมันปิโตรเลียม เนื่องจากเชื้อเพลิงเหล่านี้มีสารประกอบของกำมะถันปะปนอยู่ด้วย ถ่านหินบางแหล่งมีปริมาณกำมะถันสูงถึงร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก ส่วนน้ำมันปิโตรเลียมมีประมาณร้อยละ 0.5-3.4 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก เมื่อเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้กำมะถันจะถูกออกซิไดซ์เป็น SO2   นอกจากนี้อุตสาหกรรมบางประเภท  ได้แก่  การกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม การผลิตกรดกำมะถัน การผลิตแบล็คคาร์บอน และการถลุงแร่เหล็ก ตะกั่วและสังกะสี ทำให้ธาตุกำมะถันที่เจือปนอยู่ในวัตถุดิบหรือสินแร่ รั่วไหลออกมาระหว่างขบวนการผลิตหรือการถลุงและเมื่อรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนในอากาศกลายเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เมื่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์แพร่กระจายเข้าสู่ร่างกาย จะรวมตัวหรือทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศกลายเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (Sulphurtrioxide ; SO3)  กลายเป็นซัลเฟต (SO4) ได้ ทั้ง SO2, SO3 และ SO4 มักถูกเรียกรวมกันว่า ออกไซด์ของซัลเฟอร์ ซึ่งสามารถรวมตัวกับไอน้ำในอากาศกลายเป็น กรดซัลฟุริก (Sulphuric acid : H2 SO4) หรือ อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กรดกำมะถัน มีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ทำให้เกิดฝนกรด


 


อันตรายของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อมนุษย์


        ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นก๊าซที่ละลายน้ำได้ดี สามารถรวมตัวกับความชื้นในอากาศเป็นละอองกรดกำมะถัน ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์และละอองกรดกำมะถันในอากาศเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจหรือสัมผัสถูกเยื่อบุร่างกายต่าง เช่น ผิวหนัง เยื่อบุทางเดินหายใจ เยื่อบุนัยน์ตา  ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่มีความชื้น ทำให้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์รวมตัวกับความชื้นที่มีอยู่ตามเยื่อบุผิว และกลายเป็นกรดซัลฟุริก ซึ่งมีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณผิวหนัง มีอาการแสบตา แสบจมูก นัยน์ตาอักเสบ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง และทำลายเนื้อเยื่อปอดอาจกลายเป็นมะเร็งปอดได้    ถ้าออกไซด์ของ ซัลเฟอร์เจือปนในฝุ่นละอองบางชนิด เช่น ละอองของเฟอรัส แมงกานีส วานาเดียม จะทำให้อันตรายที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากฝุ่นละอองจะทำให้ออกไซด์ของซัลเฟอร์สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ลึกมากขึ้น และตกค้างอยู่ในปอดได้นานขึ้น      ถ้าสูดซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปมากถึงขนาด


 


                                                -6-


 


อาจทำให้กล้ามเนื้อฝาปิดกล่องเสียง (Epriglottis) เกิดอาการกระตุก หดเกร็งทางเดินลมหายใจ ทำให้ตายได้


พิษและโรคที่เกิดจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีดังนี้ (WHO 1979)


        1.  หลอดลมส่วนบน (upper respiration tract) ซึ่งได้แก่ จมูก ช่องจมูก และหลอดลม จะดูดซึมก๊าซนี้ไว้ในปริมาณไม่น้อยกว่า 40-90 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจะเข้าสู่โลหิตแล้วแพร่กระจายไปทั่ว   ร่างกาย เมื่อผ่านการเมตาโบไลต์แล้วจะถูกขับออกทางปัสสาวะ พบว่า เมื่อร่างกายได้รับก๊าซนี้โดยลำพังที่ระดับ 1,100 และ 2,100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรไม่ปรากฎอาการผิดปกติ แต่ที่ระดับ 2,900 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะมีอาการชีพจรเต้นถี่ขึ้น การหายใจเอาอากาศเข้าออกน้อยลง เพิ่มแรงต้านทานในปอด ลดน้ำมูกและขนาดช่องจมูก (nasal passage) และหากร่างกายได้รับก๊าซนี้ที่ระดับความเข้มข้นสูงมาก อาจเกิดผลเสียเฉียบพลันถึงชีวิต หรือเกิดโรคได้


        2.  อนุภาคมลสารเมื่ออนุภาคมลสารเข้าสู่ระบบหายใจ การกระจายตัวจะขึ้นอยู่กับ ขนาดรูปร่าง ความเข้มข้น รวมทั้งลักษณะของการหายใจ พบว่าอนุภาคสารที่มีขนาดเล็กจะเข้าสู่ระบบหายใจส่วนลึกได้ อนุภาคมลสารที่ตกอยู่ในส่วนของระบบหายใจจะถูกขับสู่ระบบทำลายเชื้อโรค (Lymphatic system) แล้วถูกขับออกมาพร้อมกับเสมหะ แต่หากอนุภาคมลสารนั้นสามารถละลายในน้ำได้ อาจซึมเข้าระบบทำลายเชื้อโรคหรือเลือด อนึ่งการลดปริมาณอนุภาคมลสารในร่างกายลงเหลือครึ่งหนึ่งนั้นอาจใช้เวลานานหลายวันหรือนานนับปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกระจายตัวและส่วนประกอบทางเคมี


3.      การเสริมฤทธิ์กัน (synergistic-effect) ของซัลเฟอร์ไดออกไซด์และอนุภาคมลสาร มลสาร


ทั้งสองชนิดทำให้มีอาการระคายตา ระคายคอ แน่นหน้าอก หายใจถี่ ทำงานได้น้อยลง และป่วยบ่อยขึ้น เมื่อในที่นั้นมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 310 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีอนุภาคมลสาร 145 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร  และปอดทำงานได้น้อยลง  เมื่อมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 300 ไมโครกรัมต่อ


ลูกบาศก์เมตร และมีมลสาร 140 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ผู้ป่วยด้วยโรคหลอดลมเรื้อรัง  จะมีอาการป่วยบ่อยครั้งขึ้นเมื่อร่างกายได้รับมลสารทั้งสองชนิดนี้ในระยะเวลาสั้น ผลการศึกษาของ    มลพิษทั้งสองในระยะเวลายาวแสดงแนวโน้มว่าอนุภาคมลพิษมีผลต่อสุขภาพมากกว่าซัลเฟอร์          ไดออกไซด์ กล่าวคือ ที่ระดับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 250 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร     แต่ระดับอนุภาค


4.                           มลสารลดลงจาก 550 เป็น 230 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรภายในระยะเลา 10 ปี ร่างกายจะมีการผลิตเสมหะน้อยลง (ตารางที่ 2.1) อนึ่ง มีรายงานว่าเกิดโรคในระบบหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เมื่อเด็ก ได้รับมลพิษทั้งสองชนิดในเวลาเดียวกัน     การที่มนุษย์ได้รับสารพิษทั้งสองที่ระดับความเข้มข้นสูงทั้งใน


-7-


 


กรณีระยะสั้น

4 ส.ค. 2552 18:01


ความคิดเห็นที่ 91 จอมโจรคิด (Guest)

3.  ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx)


                ไนโตรเจนสามารถรวมกับออกซิเจนจนเกิดเป็นออกไซด์ได้หลายออกไซด์ เช่น ไนตรัสออกไซด์ หรือ (N2O) หรือที่เรียกกันว่าแกสหัวเราะ ไนตริกออกไซด์ (NO) ไนโตรเจนไดออกไซด์  (NO2) ไดไนโตรเจน ไตรออกไซด์ (N2 O2)เป็นต้น


ในบรรดาออกไซด์ทั้งหมดของไนโตรเจนมีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ NO และ NO2 ที่ปล่อยสู่บรรยากาศเป็นปริมาณมากโดยกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเช่นการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมหรือเครื่องยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี แปรสภาพก๊าซธรรมชาติ ถลุงแร่ หลอมโลหะ ผลิตแก้วและปูนซีเมนต์


        จากการศึกษาพบว่าอุณหภูมิของการเผาไหม้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิด (NOx) การเผาไหม้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 550°C จะไม่เกิดNO แต่แก๊สนี้จะเกิดมากที่อุณหภูมิสูงกว่า 1100°C ดังนั้นการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงต่าง เช่น ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม และแกสธรรมชาติ ให้ NOx ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน เพราะอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงไม่เท่ากัน การเรียงลำดับปริมาณ NOx ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงทั้ง3 คือ ถ่านหินให้ NOxมากที่สุด ถัดไปคือน้ำมันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติตามลำดับ


 


-10-


 


อันตรายจากออกไซด์ของไนโตรเจนต่อมนุษย์


        ก๊าซไนตริกออกไซด์ NO เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ละลายน้ำได้เล็กน้อย  เมื่อเข้าไปในปอด    จะกลายเป็น Nitrosamines ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่ปอดได้ ทำลายเนื้อเยื่อปอด และทำให้ทางเดินหายใจอักเสบ


        ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นก๊าซที่มีสีน้ำตาลแกมแดง หรือเหลืองแกมน้ำตาล มีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นคลอรีน มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีมาก เป็นตัวออกซิไดซ์ที่แรง เป็นก๊าซที่ทำลายสุขภาพ ทำให้เกิดอาการแสบคอ แสบจมูก และแสบตาได้ ถ้าได้รับเป็นระยะเวลานานจะเกิดอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ จะมีอาการบวมของเนื้อเยื่อในหลอดลมตอนบน และจะลุกลามถึงหลอดลมส่วนลึกในระบบจนถึงมีอาการปวดบวม และถ้าในอากาศมีปริมาณความเข้มข้นถึง 100 ppm. จะหายใจไม่ออก ระบบหายใจล้มเหลวจนอาจเสียชีวิตได้


 


        4.  สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon)


                เป็นก๊าซพิษที่มีกลิ่นเหม็นมาก สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นสารที่มีธาตุไฮโดรเจน (H) และธาตุคาร์บอน (C) เป็นองค์ประกอบ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีจำนวนมากมายหลายร้อยชนิด โดยมีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ตามจำนวนและโครงสร้างของธาตุที่มาประกอบ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีทั้งที่อยู่ในสถานะของแข็ง เช่น พาราฟีน มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง ในรูปของของเหลว เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่าง ตัวทำละลายอินทรีย์และบางชนิดยังสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ในอุณหภูมิปกติ เช่น มีเธน (CH4) บิวเทน C5H10) เมทานอล (CH3OH) อีเทน (C2H6) โพรเพน (C3H8) ฯลฯ


                สารประกอบไฮโดรคาร์บอนในบรรยากาศมีทั้งที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ เช่น ก๊าซมีเธน  (CH4) เกิดจากการาเน่าเปื่อยของสารอินทรีย์ ซากพืช ซากสัตว์และพบได้ในก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็น     เชื้อเพลิง ก๊าซมีเธนเป็นก๊าซชนิดหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศโลกมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในโรงงาน ยานพาหนะ เช่น จากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง การเผาไหม้ถ่านหิน การระเหยของน้ำมันปิโตรเลียม การระเหยของสารละลายอินทรีย์ที่เป็นไอระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่หมด ออกมาทางท่อไอเสียเรียกว่า “ควันขาว”


 


-11-


 


อันตรายของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่อมนุษย์


        สารประกอบไฮโดรคาร์บอนสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจหรือสัมผัสถูกเยื่อบุของร่างกาย เช่น เยื่อบุนัยน์ตา ทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นแรง เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ    เกิดอาการมึนเมา สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีมากมายหลายชนิดในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้ผลกระทบที่เกิดจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีความแตกต่างกันหลายรูปแบบ บางชนิดอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เกิดอาการผิดปกติต่อระบบทางเดินหายใจ เกิดอาการแสบตา แสบจมูก  น้ำตาไหล น้ำมูกไหล และบางชนิดอาจทำให้เกิดอันตรายได้มาก หากได้รับต่อเนื่องในปริมาณมากและเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่น สารเบนโซไพริน (Benzopyrene) สารนี้เกิดจากการเผาน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ไฮโดรคาร์บอนจะทำปฏิกิริยากับออกไซด์ของไนโตรเจนในอากาศ เกิดเป็นก๊าซต่าง ทำให้เกิดหมอกควัน (Photochemical Smog) ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจและตาได้


 


        5.  อนุภาคมลสาร


                อนุภาคมลสาร (Total Suspended Particulates : TSP) ที่เกิดจากกิจกรรมด้าน   อุตสาหกรรม การเผาไหม้ มีทั้งที่อยู่ในรูปอนุภาคของของแข็ง เช่น ฝุ่นละอองจากวัตถุดิบ เขม่าควัน และอนุภาคของของเหลวในรูปละอองไอในอากาศเช่น ละอองไอกรดหรือละอองไอของสารเคมีต่างๆ เป็นต้น อนุภาคมลสารที่มีผลต่อสุขภาพมากคืออนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน 4 ส.ค. 2552 18:03



ความคิดเห็นที่ 92 จอมโจรคิด (Guest)

อันตรายของอนุภาพแขวนลอยในอากาศที่สำคัญได้แก่

        L  อนุภาคจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นอนุภาคของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน


L       ฝุ่นหิน เป็นสารประกอบซิลิกา (Silica) เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการขุดเจาะแร่ ระเบิด


และโม่บดหิน ผลิตปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เซรามิค ผลิตแก้ว เมื่อหายใจเอาฝุ่นละอองเล็ก ของหินเข้าไปเป็นเวลานานจะเกิดอาการสะสมทำให้เกิดพังผืดเป็นจุดเล็ก ในปอด ทำให้การทำงานของปอดลดลง หายใจขัด ไอ  เจ็บหน้าอก หอบ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เราเรียกว่าโรค ซิลิโคซีส (Silicosis) ซึ่งเป็น  โรคปอดที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ และอาจจะเป็นวัณโรคได้


L       แอสเบสตอส (Asbestos) หรือที่เรียกว่า “แร่ใยหิน” เป็นวัตถุที่ประกอบด้วยแร่ที่มีรูปร่าง


เป็นเส้นใยมีขนาดเล็กมาก มีทั้งที่เป็นเส้นใยโค้งและตรง เป็นวัสดุที่ใช้ทำผ้าคลัช ผ้าเบรคของรถยนต์   ทำกระเบื้อง ทำแผ่นฉนวนกันความร้อน นอกจากแอสเบสตอสจะเข้าสู่ร่างกายทางทางเดินหายใจแล้ว


 


-13-


 


ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังและเข้าสู่กระแสเลือดได้เมื่อเข้าสู่ปอดจะทำให้เป็นโรคที่เรียกว่า Asbestosis ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการของปอดอักเสบ เนื้อปอดจะเป็นพังผืด มีรอยแผลเป็นและเนื้อปอดจะแข็ง ขนาดของปอดเล็กลง ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ไอ หอบ หายใจลำบาก และยังทำให้เกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ที่แอสเบสตอส ไปสะสมอยู่ เช่น มะเร็งเยื่อหุ้มปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งทางเดินอาหารและมะเร็งเยื่อบุช่องท้อง


L       ฝุ่นฝ้าย จากโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า ผู้ที่ได้รับละอองฝ้ายเข้าไปสะสมในปอด จะทำให้


เกิดโรคทางเดินหายใจได้เช่นเดียวกับฝุ่นหิน


L       ตะกั่ว (Lead : Pb) เป็นแร่ธาตุประเภทโลหะหนัก เป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมี


ชีวิต สารตะกั่วที่แพร่กระจายเข้าสู่อากาศกลายเป็นสารมลพิษทางอากาศเกิดจากกิจการอุตสาหกรรม    ที่ใช้สารตะกั่วในขบวนการผลิต เช่น โรงงานถลุงและหลอมตะกั่ว โรงงานทำแบตเตอรี่ ทำหม้อน้ำรถยนต์ สีทาบ้าน เป็นต้น


 


อันตรายที่เกิดจากสารตะกั่ว                

-             เมื่อสูดหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้หลายประการ ตะกั่วเป็นสารพิษ   

ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ และจะสะสมอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ หัวใจ สมองกระเพาะอาหาร ไขกระดูก ไต และบริเวณที่มีไขมันเป็นองค์ประกอบ แม้ร่างกายได้รับสารตะกั่วในปริมาณเล็กน้อย       ก็สามารถถูกสะสมไว้ในร่างกายมากขึ้น จนเป็นอันตรายถึงขั้นรุนแรงในระยะยาวได้       

-             พิษของสารตะกั่วสามารถทำลายระบบประสาท เส้นประสาทส่วนปลายเกิดอาการเป็น

อัมพาตที่นิ้วและมือ ทำลายเซลล์สมอง หลอดโลหิตฝอย ทำให้มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ฉุนเฉียว ถ้าเป็นมากจะมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ ความรู้สึกสับสน ความจำเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ โลหิตจาง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดการตกเลือด การบวม สมองหด เกิดอาการเพ้อ ชัก เป็นอัมพาต หมดสติและถึงตายได้

        - ลายการทำงานของไขกระดูก ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด ทำให้ผนังเม็ดเลือดแดงเปราะ ทำลายเนื้อเยื่อที่ผลิตเลือดให้เสื่อมลง ทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นลง ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจน เหงือกคล้ำ ปลายมือปลายเท้าเขียว เป็นโรคโลหิตจาง เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เมื่อทารกในครรภ์ได้รับตะกั่ว เนื่องจากมารดาสูดอากาศที่มีสารตะกั่วเข้าไปเป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์ สารตะกั่ว      จะสะสมอยู่ในกระดูกและเม็ดเลือดได้นาน และจะผ่านทางรกเข้าสู่ร่างกาย พิษของสารตะกั่ว


-14-


 


จะทำลายสมอง ระบบประสาท ตับ ไต หัวใจ ทางเดินอาหาร ทำให้ทารกแรกเกิดปัญญาอ่อน ทำลายอวัยวะต่าง หรือไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะบางส่วน มีอาการพิการทางสมองและทุพพลภาพ ตาบอด หูหนวก หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้


        -  สารตะกั่วยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งที่ปอด โรคหัวใจ โรคหอบหืด อีกด้วย


 


L       แคดเมียม (Cd)


แคดเมียมก็เป็นโลหะหนักอีกชนิดหนึ่งที่มักจะปะปนอยู่ในอากาศ มาจากยานพาหนะและ


จากกระบวนการหลอม พ่น ฉาบโลหะ เชื่อมโลหะที่มีแคดเมียมเป็นส่วนประกอบ แคดเมียมที่พบ      ในอากาศจะอยู่ในรูปฝุ่นหรือไอ ที่เกิดจากกระบวนการทำโลหะให้บริสุทธิ์ เช่น สังกะสี ทองแดง ตะกั่ว ทำให้แคดเมียมที่ปนอยู่กับโลหะหลุดออกมาปะปนอยู่ในอากาศ น้ำ ดิน เข้าสู่ร่างกายได้ทั้งในการ      รับประทาน การหายใจและทางผิวหนัง


            อันตรายเกิดจากการหายใจเอาควันแคดเมียมเข้าไป ได้แก่ อาการแพ้พิษเฉียบพลัน เกิดที่ระบบหายใจ จมูกและคออักเสบ แน่นหน้าอก หายใจขัด ปอดบวมและตายได้ นอกจากนี้ยังรู้สึกอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ มีไข้หนาวสั่น สำหรับพิษเรื้อรัง จะมีความผิดปกติที่ปอด เยื่อปอดจะถูกทำลาย ถุงลมโป่งพองกลายเป็นปอดพิการในที่สุด มีอาการหอบ เหนื่อยง่าย ทำงานไม่ได้เช่นเดิมต่อไป แคดเมียมทำให้ร่างกายไม่เจริญเท่าที่ควร การย่อยโปรตีนและไขมันลดลง ความดันเลือดสูง เป็นโรค  หัวใจ ประเภทต

4 ส.ค. 2552 18:04


ความคิดเห็นที่ 95 commentnung@hotmail.com (Guest)

กรรม ไม่มีคนตอบเลย

Ps.กรุณาอย่าใช้ภาษาวิบัติเป็นนักเรียนกันแท้ๆไม่ได้เรียนภาษาไทยกันหรืออย่างไร
9 ส.ค. 2552 21:58


ความคิดเห็นที่ 96 numpuangkhutmeangkol@ymail.com (Guest)

ขอขอบคุณสำหรับกระทู้นี้ด้วยนะคะ  รู้สึกว่าได้ความรู้มากมายเลยค่ะ...

14 ส.ค. 2552 17:01


ความคิดเห็นที่ 104 mook1199@hotmail.com (Guest)

อยากได้เนื้อหาที่ชัดเจนกว่านี้[ขอบคุณมากกค่ะ/ครับ]
15 มิ.ย. 2553 19:59


ความคิดเห็นที่ 110 w,j[vd (Guest)

ไหนไม่เห็นมีเลย.........................
6 ก.ค. 2553 20:24


ความคิดเห็นที่ 113 paan_fx@hotmail.com (Guest)

ไม่มีคำตอบเลยอ่ะต้องส่งอาจารย์วันพุธนี้ด้วยอ่ะ
17 ก.ค. 2553 11:06


ความคิดเห็นที่ 115 kanyaratsiripat@hotmail.com (Guest)

ขอบคุณคะ
7 ม.ค. 2554 19:31


ความคิดเห็นที่ 116 แนท (Guest)

อยากรู้จังการเจือปนในอากาศมีอะไรบ้างอะ
1 ก.พ. 2554 16:40


ความคิดเห็นที่ 117 xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx (Guest)

xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
26 ม.ค. 2557 14:30

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น