วิชาการดอทคอม ptt logo

สารเจือปนในอากาศ

โพสต์เมื่อ: 19:50 วันที่ 12 ก.ย. 2549         ชมแล้ว: 140,210 ตอบแล้ว: 117
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
สารเจือปนในอากาศคืออะไร ใครก็ได้ช่วยตอบที นะได้โปรด สงสารเด็กม.2ตาดำๆนะ T_T


shinunaka@hotmail.com(203.151.140.117,203.113.36.9,)





จำนวน 24 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 ก.ย. 2549 (14:14)
ใครรู้ว่าสารเจือปนในอากาศมีอะไรบาง มีโทษอย่างไร ใครรู้มาบอกกันบางนะ
pancake_plikdinsudawn@hotmail. (IP:58.9.62.9,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 15 พ.ย. 2549 (21:37)
สารเจือปนในอากาศมีอะไรบ้างคับช่วยบอกที่ครับ
hern_Za@hotmail.com (IP:124.157.183.90,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 9 ธ.ค. 2549 (11:59)
อันตราของสารต่างๆที่เจือปนในอากาศต่อระบบหายใจของคนเรารวมรวามทั้งวิธีป้องกันและแก้ไข หาให้ทีนะๆๆๆๆๆๆๆๆ
pizza50
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 12 ธ.ค. 2549 (18:12)
อยากรู้เหมือนกันค่ะว่า สารเจือปนในอากาศเป็นอย่างไร ต้องการแผนภาพด่วนเลยค่ะ
clumsy_girlza@hotmail.com (IP:124.120.128.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 18 ก.ค. 2550 (12:15)
อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของสารต่างๆที่เจือป่นในอากาศต่อระบบหายใจของคน

รวมทั้งวิธีป้องกันและแก้ไข

ช่วยหน่อยนะค่ะจะต้องทำส่งอาจารย์แล้วอ่ะค่ะ
เด็กหญิงตาดำๆ (IP:222.123.14.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 10 ธ.ค. 2550 (21:36)
มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3)



ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นแผนภูมิความสัมพันธ์ดังรูป





(1) แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ (Emission Sources)

เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระบายออกสู่อากาศภายนอก โดยที่ชนิดและปริมาณของสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศขึ้นอยู๋กับประเภทของแหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศ และวิธีการควบคุมการระบายสารมลพิษอากาศ



(2) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere)

เป็นส่วนของระบบที่รองรับสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และเป็นตัวกลาง (Medium) ให้สารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศ มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิของอากาศ ความเร็ว และทิศทางกระแสลม รวมทั่งลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา และอาคารบ้านเรือน เป็นตัวกำหนดลักษณะการแพร่กระจายของสารมลพิษในอากาศ



(3) ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors)

เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส



จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอกาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง
.. (IP:125.27.196.29)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 21 ม.ค. 2551 (11:13)
สารเจือปนในอากาส คือ สารที่เกิดจากการเผาไหม้ของสิ่งต่างๆจึงทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ

จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน เป็นต้น เนื่องจากการเผาไหม้ของโรงงานอุสาหกรร-

มและการเผาไหม้ขยะในตามที่ต่างๆ จึงทำให้เกิดสารเจือปนในอากาศ และทำให้เกิดภวะโลกร้อน
เด็กโรงเรียนโคกสีพิทยาสรรพ์ (IP:125.26.144.238)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 25 พ.ค. 2551 (07:06)
ยกตัวอย่างเช่น SO2 CO CO2 นอกจากพวกแก๊สแล้ว พวกเขม่า ฝุ่นละอองก็ใช่นะครับ
jumo
ร่วมแบ่งปัน3680 ครั้ง - ดาว 351 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 26 มิ.ย. 2551 (20:43)
สารเจือปนในอากาศก็ส่วนมากจะเป็น  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งจะมีผลทำให้ออกซิเจนในอากาศลดน้อยลง  ทำให้เราหายใจไม่สะดวก
อก (IP:202.149.25.234)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 4 ส.ค. 2552 (17:58)

อันตรายต่อมนุษย์จากสภาวะมลพิษทางอากาศของโรงงานอุตสาหกรรม


โดย นายพงศ์วุฒิ  จงเจริญศรีศิริ

สำนักเทคโนโลยีน้ำและการจัดการมลพิษโรงงาน


กรมโรงงานอุตสาหกรรม


 


        ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจในอัตราที่สูง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้มีการใช้    พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก พร้อมกับมีของเสียจากกระบวนการผลิตต่าง ออกมาเป็นจำนวนมากด้วย ของเสียจำนวนมากนั้นได้ถูกระบายสู่สิ่งแวดล้อม ได้แก่ พื้นดิน แหล่งน้ำ และบรรยากาศ เป็นสาเหตุทำให้สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่เสื่อมคุณภาพลงและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะอากาศ


 


สภาวะมลพิษทางอากาศ


        สภาวะมลพิษทางอากาศหมายถึงสภาวะของอากาศที่มีสารมลพิษเจือปน นอกจากนี้อากาศที่อยู่รอบตัวเราประกอบด้วยก๊าซหลายชนิดด้วยกันผสมกันอยู่  ก๊าซบางชนิดจัดว่าเป็นสารมลพิษโดยตัวเองหากมีสัดส่วนไม่เป็นไปตามธรรมชาติ การมีสารมลพิษหรือก๊าซหนึ่งก๊าซใดมากเกินไปย่อมส่งผลกระทบหรืออาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต มนุษย์ พืช และสัตว์


 


ความเป็นพิษของสารมลพิษ


        ความเป็นพิษอาจทำให้เสียชีวิตได้หรือเพียงแต่สร้างอาการความรำคาญหรืออาการพิการได้     ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งคนงานหรือผู้ปฏิบัติงานในโรงงานและประชาชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงต้องจำใจหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนสารมลพิษต่าง เข้าสู่ร่างกายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้เกิดพิษต่อสุขภาพอนามัยได้ สำหรับพิษที่ได้รับอาจเป็นพิษแบบฉับพลัน คือเมื่อได้รับพิษแล้วจะมีอากาศแสดงออกในระดับอันตรายทันทีทันใด บางครั้งพิษมิได้แสดงออกทันทีทันใดแต่จะค่อย สะสมในร่างกายจนร่างกายไม่สามารถทนสภาพได้ อาจตายหรือพิการได้เช่นกัน ภาวะบางอย่างถ้าร่างกายได้รับจะแสดงอาการทันทีหรืออาจส่งผลในระยะยาว แต่ไม่ถึงกับสูญเสียชีวิต ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้ชีวิตไม่เป็นสุขตลอดไป


 


 


-2-


 


ชนิดของสารมลพิษทางอากาศ


        สารมลพิษทางอากาศที่สำคัญได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ออกไซด์ของไนโตรเจน ไฮโดรคาร์บอน อนุภาคมลสาร ควัน ไอ รวมไปถึงก๊าซที่มีโลหะหนักปะปนอีกด้วย


 


        1.  ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbonmonoxide)


                คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและรส แหล่งเกิดหรือแหล่งที่มาที่สำคัญอาจจำแนกเป็นแหล่งธรรมชาติและแหล่งจากการกระทำของมนุษย์ได้แก่การเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์ของสารประกอบคาร์บอน เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านไม้ ฟืน จากโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะเป็นส่วนใหญ่


จอมโจรคิด (IP:124.120.34.216)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 4 ส.ค. 2552 (18:00)

อันตรายของคาร์บอนมอนอกไซด์ต่อมนุษย์


        ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ไม่เป็นพิษต่อพืช แต่เป็นพิษต่อคนและสัตว์  เมื่อคนหรือสัตว์หายใจได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าสู่ปอด ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดโดยผ่านผนังของถุงลม ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มีสมบัติจับกับฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าก๊าซออกซิเจน 200-250 เท่า ทำให้ฮีโมโกลบินจับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์กลายเป็นคาร์บอนซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhaemoglobin : HbCO เนื่องจากคาร์บอนมอนอกไซด์ไปจับตัวกับเม็ดเลือดแดงทำให้เม็ดเลือดสามารถรับออกซิเจนได้น้อยลง  ถ้าร่างกายได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นเวลานาน จะทำให้ส่วนต่าง ของร่างกายเกิดภาวะขาดก๊าซออกซิเจน   ทำให้สมองได้รับก๊าซออกซิเจนไม่เพียงพอมีผลกระทบกระเทือนถึงระบบประสาทส่วนกลางเกิดอาการของพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ คือ มีอาการง่วงซึม ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด ตาลายตามัว สายตาพร่า ความจำเสื่อม รู้สึกเฉื่อยชา การเห็นการได้ยินเสื่อมไป มึนงงเป็นลม ชัก คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก ออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงทำให้หมดสติ และอาจถึงตายได้


        โดยปกติเมื่อหายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกาย ออกซิเจนในอากาศจะรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เกิดเป็นออกซีฮีโมโกลบิน (HbO2: oxyhaemoglobin ) แล้วถูกนำพาไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อส่วนต่าง ของร่างกาย ต่อจากนั้น ออกซีฮีโมโกลบินจะแตกตัวให้ออกซิเจนแก่เซลล์ ทำให้เซลล์ทำงานได้อย่างปกติ เมื่อสูดหายใจก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าสู่ร่างกาย  จะเกิดการรวมกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ไวมาก แล้วเกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (HbCO : carboxyhaemoglobin ) ทำให้เลือดลดความสามารถในการนำออกซิเจนลง นอกจากนี้คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน ยังทำลายการแตกตัวของออกซีฮีโมโกลบินที่จะให้ออกซิเจนแก่เซลล์อีกด้วย


        ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และระยะเวลาที่ได้รับก๊าซเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดคาร์บอกซีอีโมโกลบิน   จากการทดลองพบว่าอาการแสดงสนองตอบของคนจะสัมพันธ์กับปริมาณคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (ตารางที่ 1.1 และ 1.2 ซึ่งองค์การอนามัยโลก(WHO, 1979) ได้กำหนดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในบรรยากาศ ทำให้เกิดคาร์บอกซีฮีโมโกลบินอิ่มตัวในเลือดร้อยละ 4 และร้อยละ 2 เป็นระดับที่มีความปลอดภัยพอสำหรับคนปกติ และผู้ป่วยโรคหัวใจตามลำดับ


จอมโจรคิด (IP:124.120.34.216)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 4 ส.ค. 2552 (18:01)

2.  ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulphurdioxide)


                ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ไม่ติดไฟ ไม่ไวไฟ ในบรรยากาศมีแหล่งที่มาสองแหล่งคือ จากแหล่งธรรมชาติ และจากการกระทำของมนุษย์ SO2 ที่มีแหล่งจากการกระทำของมนุษย์ที่สำคัญที่สุด ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิง (Fossil Fuel)เช่น ถ่านหินและน้ำมันปิโตรเลียม เนื่องจากเชื้อเพลิงเหล่านี้มีสารประกอบของกำมะถันปะปนอยู่ด้วย ถ่านหินบางแหล่งมีปริมาณกำมะถันสูงถึงร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก ส่วนน้ำมันปิโตรเลียมมีประมาณร้อยละ 0.5-3.4 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก เมื่อเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้กำมะถันจะถูกออกซิไดซ์เป็น SO2   นอกจากนี้อุตสาหกรรมบางประเภท  ได้แก่  การกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม การผลิตกรดกำมะถัน การผลิตแบล็คคาร์บอน และการถลุงแร่เหล็ก ตะกั่วและสังกะสี ทำให้ธาตุกำมะถันที่เจือปนอยู่ในวัตถุดิบหรือสินแร่ รั่วไหลออกมาระหว่างขบวนการผลิตหรือการถลุงและเมื่อรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนในอากาศกลายเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เมื่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์แพร่กระจายเข้าสู่ร่างกาย จะรวมตัวหรือทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศกลายเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (Sulphurtrioxide ; SO3)  กลายเป็นซัลเฟต (SO4) ได้ ทั้ง SO2, SO3 และ SO4 มักถูกเรียกรวมกันว่า ออกไซด์ของซัลเฟอร์ ซึ่งสามารถรวมตัวกับไอน้ำในอากาศกลายเป็น กรดซัลฟุริก (Sulphuric acid : H2 SO4) หรือ อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กรดกำมะถัน มีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ทำให้เกิดฝนกรด


 


อันตรายของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อมนุษย์


        ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นก๊าซที่ละลายน้ำได้ดี สามารถรวมตัวกับความชื้นในอากาศเป็นละอองกรดกำมะถัน ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์และละอองกรดกำมะถันในอากาศเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจหรือสัมผัสถูกเยื่อบุร่างกายต่าง เช่น ผิวหนัง เยื่อบุทางเดินหายใจ เยื่อบุนัยน์ตา  ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่มีความชื้น ทำให้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์รวมตัวกับความชื้นที่มีอยู่ตามเยื่อบุผิว และกลายเป็นกรดซัลฟุริก ซึ่งมีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณผิวหนัง มีอาการแสบตา แสบจมูก นัยน์ตาอักเสบ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง และทำลายเนื้อเยื่อปอดอาจกลายเป็นมะเร็งปอดได้    ถ้าออกไซด์ของ ซัลเฟอร์เจือปนในฝุ่นละอองบางชนิด เช่น ละอองของเฟอรัส แมงกานีส วานาเดียม จะทำให้อันตรายที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากฝุ่นละอองจะทำให้ออกไซด์ของซัลเฟอร์สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ลึกมากขึ้น และตกค้างอยู่ในปอดได้นานขึ้น      ถ้าสูดซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปมากถึงขนาด


 


                                                -6-


 


อาจทำให้กล้ามเนื้อฝาปิดกล่องเสียง (Epriglottis) เกิดอาการกระตุก หดเกร็งทางเดินลมหายใจ ทำให้ตายได้


พิษและโรคที่เกิดจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีดังนี้ (WHO 1979)


        1.  หลอดลมส่วนบน (upper respiration tract) ซึ่งได้แก่ จมูก ช่องจมูก และหลอดลม จะดูดซึมก๊าซนี้ไว้ในปริมาณไม่น้อยกว่า 40-90 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจะเข้าสู่โลหิตแล้วแพร่กระจายไปทั่ว   ร่างกาย เมื่อผ่านการเมตาโบไลต์แล้วจะถูกขับออกทางปัสสาวะ พบว่า เมื่อร่างกายได้รับก๊าซนี้โดยลำพังที่ระดับ 1,100 และ 2,100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรไม่ปรากฎอาการผิดปกติ แต่ที่ระดับ 2,900 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะมีอาการชีพจรเต้นถี่ขึ้น การหายใจเอาอากาศเข้าออกน้อยลง เพิ่มแรงต้านทานในปอด ลดน้ำมูกและขนาดช่องจมูก (nasal passage) และหากร่างกายได้รับก๊าซนี้ที่ระดับความเข้มข้นสูงมาก อาจเกิดผลเสียเฉียบพลันถึงชีวิต หรือเกิดโรคได้


        2.  อนุภาคมลสารเมื่ออนุภาคมลสารเข้าสู่ระบบหายใจ การกระจายตัวจะขึ้นอยู่กับ ขนาดรูปร่าง ความเข้มข้น รวมทั้งลักษณะของการหายใจ พบว่าอนุภาคสารที่มีขนาดเล็กจะเข้าสู่ระบบหายใจส่วนลึกได้ อนุภาคมลสารที่ตกอยู่ในส่วนของระบบหายใจจะถูกขับสู่ระบบทำลายเชื้อโรค (Lymphatic system) แล้วถูกขับออกมาพร้อมกับเสมหะ แต่หากอนุภาคมลสารนั้นสามารถละลายในน้ำได้ อาจซึมเข้าระบบทำลายเชื้อโรคหรือเลือด อนึ่งการลดปริมาณอนุภาคมลสารในร่างกายลงเหลือครึ่งหนึ่งนั้นอาจใช้เวลานานหลายวันหรือนานนับปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกระจายตัวและส่วนประกอบทางเคมี


3.      การเสริมฤทธิ์กัน (synergistic-effect) ของซัลเฟอร์ไดออกไซด์และอนุภาคมลสาร มลสาร


ทั้งสองชนิดทำให้มีอาการระคายตา ระคายคอ แน่นหน้าอก หายใจถี่ ทำงานได้น้อยลง และป่วยบ่อยขึ้น เมื่อในที่นั้นมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 310 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีอนุภาคมลสาร 145 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร  และปอดทำงานได้น้อยลง  เมื่อมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 300 ไมโครกรัมต่อ


ลูกบาศก์เมตร และมีมลสาร 140 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ผู้ป่วยด้วยโรคหลอดลมเรื้อรัง  จะมีอาการป่วยบ่อยครั้งขึ้นเมื่อร่างกายได้รับมลสารทั้งสองชนิดนี้ในระยะเวลาสั้น ผลการศึกษาของ    มลพิษทั้งสองในระยะเวลายาวแสดงแนวโน้มว่าอนุภาคมลพิษมีผลต่อสุขภาพมากกว่าซัลเฟอร์          ไดออกไซด์ กล่าวคือ ที่ระดับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 250 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร     แต่ระดับอนุภาค


4.                           มลสารลดลงจาก 550 เป็น 230 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรภายในระยะเลา 10 ปี ร่างกายจะมีการผลิตเสมหะน้อยลง (ตารางที่ 2.1) อนึ่ง มีรายงานว่าเกิดโรคในระบบหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เมื่อเด็ก ได้รับมลพิษทั้งสองชนิดในเวลาเดียวกัน     การที่มนุษย์ได้รับสารพิษทั้งสองที่ระดับความเข้มข้นสูงทั้งใน


-7-


 


กรณีระยะสั้น

จอมโจรคิด (IP:124.120.34.216)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 4 ส.ค. 2552 (18:03)

3.  ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx)


                ไนโตรเจนสามารถรวมกับออกซิเจนจนเกิดเป็นออกไซด์ได้หลายออกไซด์ เช่น ไนตรัสออกไซด์ หรือ (N2O) หรือที่เรียกกันว่าแกสหัวเราะ ไนตริกออกไซด์ (NO) ไนโตรเจนไดออกไซด์  (NO2) ไดไนโตรเจน ไตรออกไซด์ (N2 O2)เป็นต้น


ในบรรดาออกไซด์ทั้งหมดของไนโตรเจนมีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ NO และ NO2 ที่ปล่อยสู่บรรยากาศเป็นปริมาณมากโดยกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเช่นการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมหรือเครื่องยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี แปรสภาพก๊าซธรรมชาติ ถลุงแร่ หลอมโลหะ ผลิตแก้วและปูนซีเมนต์


        จากการศึกษาพบว่าอุณหภูมิของการเผาไหม้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิด (NOx) การเผาไหม้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 550°C จะไม่เกิดNO แต่แก๊สนี้จะเกิดมากที่อุณหภูมิสูงกว่า 1100°C ดังนั้นการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงต่าง เช่น ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม และแกสธรรมชาติ ให้ NOx ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน เพราะอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงไม่เท่ากัน การเรียงลำดับปริมาณ NOx ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงทั้ง3 คือ ถ่านหินให้ NOxมากที่สุด ถัดไปคือน้ำมันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติตามลำดับ


 


-10-


 


อันตรายจากออกไซด์ของไนโตรเจนต่อมนุษย์


        ก๊าซไนตริกออกไซด์ NO เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ละลายน้ำได้เล็กน้อย  เมื่อเข้าไปในปอด    จะกลายเป็น Nitrosamines ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่ปอดได้ ทำลายเนื้อเยื่อปอด และทำให้ทางเดินหายใจอักเสบ


        ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นก๊าซที่มีสีน้ำตาลแกมแดง หรือเหลืองแกมน้ำตาล มีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นคลอรีน มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีมาก เป็นตัวออกซิไดซ์ที่แรง เป็นก๊าซที่ทำลายสุขภาพ ทำให้เกิดอาการแสบคอ แสบจมูก และแสบตาได้ ถ้าได้รับเป็นระยะเวลานานจะเกิดอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ จะมีอาการบวมของเนื้อเยื่อในหลอดลมตอนบน และจะลุกลามถึงหลอดลมส่วนลึกในระบบจนถึงมีอาการปวดบวม และถ้าในอากาศมีปริมาณความเข้มข้นถึง 100 ppm. จะหายใจไม่ออก ระบบหายใจล้มเหลวจนอาจเสียชีวิตได้


 


        4.  สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon)


                เป็นก๊าซพิษที่มีกลิ่นเหม็นมาก สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นสารที่มีธาตุไฮโดรเจน (H) และธาตุคาร์บอน (C) เป็นองค์ประกอบ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีจำนวนมากมายหลายร้อยชนิด โดยมีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ตามจำนวนและโครงสร้างของธาตุที่มาประกอบ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีทั้งที่อยู่ในสถานะของแข็ง เช่น พาราฟีน มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง ในรูปของของเหลว เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่าง ตัวทำละลายอินทรีย์และบางชนิดยังสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ในอุณหภูมิปกติ เช่น มีเธน (CH4) บิวเทน C5H10) เมทานอล (CH3OH) อีเทน (C2H6) โพรเพน (C3H8) ฯลฯ


                สารประกอบไฮโดรคาร์บอนในบรรยากาศมีทั้งที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ เช่น ก๊าซมีเธน  (CH4) เกิดจากการาเน่าเปื่อยของสารอินทรีย์ ซากพืช ซากสัตว์และพบได้ในก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็น     เชื้อเพลิง ก๊าซมีเธนเป็นก๊าซชนิดหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศโลกมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในโรงงาน ยานพาหนะ เช่น จากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง การเผาไหม้ถ่านหิน การระเหยของน้ำมันปิโตรเลียม การระเหยของสารละลายอินทรีย์ที่เป็นไอระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่หมด ออกมาทางท่อไอเสียเรียกว่า “ควันขาว”


 


-11-


 


อันตรายของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่อมนุษย์


        สารประกอบไฮโดรคาร์บอนสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจหรือสัมผัสถูกเยื่อบุของร่างกาย เช่น เยื่อบุนัยน์ตา ทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นแรง เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ    เกิดอาการมึนเมา สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีมากมายหลายชนิดในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้ผลกระทบที่เกิดจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีความแตกต่างกันหลายรูปแบบ บางชนิดอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เกิดอาการผิดปกติต่อระบบทางเดินหายใจ เกิดอาการแสบตา แสบจมูก  น้ำตาไหล น้ำมูกไหล และบางชนิดอาจทำให้เกิดอันตรายได้มาก หากได้รับต่อเนื่องในปริมาณมากและเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่น สารเบนโซไพริน (Benzopyrene) สารนี้เกิดจากการเผาน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ไฮโดรคาร์บอนจะทำปฏิกิริยากับออกไซด์ของไนโตรเจนในอากาศ เกิดเป็นก๊าซต่าง ทำให้เกิดหมอกควัน (Photochemical Smog) ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจและตาได้


 


        5.  อนุภาคมลสาร


                อนุภาคมลสาร (Total Suspended Particulates : TSP) ที่เกิดจากกิจกรรมด้าน   อุตสาหกรรม การเผาไหม้ มีทั้งที่อยู่ในรูปอนุภาคของของแข็ง เช่น ฝุ่นละอองจากวัตถุดิบ เขม่าควัน และอนุภาคของของเหลวในรูปละอองไอในอากาศเช่น ละอองไอกรดหรือละอองไอของสารเคมีต่างๆ เป็นต้น อนุภาคมลสารที่มีผลต่อสุขภาพมากคืออนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน

จอมโจรคิด (IP:124.120.34.216)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 4 ส.ค. 2552 (18:04)
อันตรายของอนุภาพแขวนลอยในอากาศที่สำคัญได้แก่

        L  อนุภาคจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นอนุภาคของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน


L       ฝุ่นหิน เป็นสารประกอบซิลิกา (Silica) เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการขุดเจาะแร่ ระเบิด


และโม่บดหิน ผลิตปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เซรามิค ผลิตแก้ว เมื่อหายใจเอาฝุ่นละอองเล็ก ของหินเข้าไปเป็นเวลานานจะเกิดอาการสะสมทำให้เกิดพังผืดเป็นจุดเล็ก ในปอด ทำให้การทำงานของปอดลดลง หายใจขัด ไอ  เจ็บหน้าอก หอบ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เราเรียกว่าโรค ซิลิโคซีส (Silicosis) ซึ่งเป็น  โรคปอดที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ และอาจจะเป็นวัณโรคได้


L       แอสเบสตอส (Asbestos) หรือที่เรียกว่า “แร่ใยหิน” เป็นวัตถุที่ประกอบด้วยแร่ที่มีรูปร่าง


เป็นเส้นใยมีขนาดเล็กมาก มีทั้งที่เป็นเส้นใยโค้งและตรง เป็นวัสดุที่ใช้ทำผ้าคลัช ผ้าเบรคของรถยนต์   ทำกระเบื้อง ทำแผ่นฉนวนกันความร้อน นอกจากแอสเบสตอสจะเข้าสู่ร่างกายทางทางเดินหายใจแล้ว


 


-13-


 


ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังและเข้าสู่กระแสเลือดได้เมื่อเข้าสู่ปอดจะทำให้เป็นโรคที่เรียกว่า Asbestosis ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการของปอดอักเสบ เนื้อปอดจะเป็นพังผืด มีรอยแผลเป็นและเนื้อปอดจะแข็ง ขนาดของปอดเล็กลง ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ไอ หอบ หายใจลำบาก และยังทำให้เกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ที่แอสเบสตอส ไปสะสมอยู่ เช่น มะเร็งเยื่อหุ้มปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งทางเดินอาหารและมะเร็งเยื่อบุช่องท้อง


L       ฝุ่นฝ้าย จากโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า ผู้ที่ได้รับละอองฝ้ายเข้าไปสะสมในปอด จะทำให้


เกิดโรคทางเดินหายใจได้เช่นเดียวกับฝุ่นหิน


L       ตะกั่ว (Lead : Pb) เป็นแร่ธาตุประเภทโลหะหนัก เป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมี


ชีวิต สารตะกั่วที่แพร่กระจายเข้าสู่อากาศกลายเป็นสารมลพิษทางอากาศเกิดจากกิจการอุตสาหกรรม    ที่ใช้สารตะกั่วในขบวนการผลิต เช่น โรงงานถลุงและหลอมตะกั่ว โรงงานทำแบตเตอรี่ ทำหม้อน้ำรถยนต์ สีทาบ้าน เป็นต้น


 


อันตรายที่เกิดจากสารตะกั่ว                

-             เมื่อสูดหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้หลายประการ ตะกั่วเป็นสารพิษ   

ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ และจะสะสมอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ หัวใจ สมองกระเพาะอาหาร ไขกระดูก ไต และบริเวณที่มีไขมันเป็นองค์ประกอบ แม้ร่างกายได้รับสารตะกั่วในปริมาณเล็กน้อย       ก็สามารถถูกสะสมไว้ในร่างกายมากขึ้น จนเป็นอันตรายถึงขั้นรุนแรงในระยะยาวได้       

-             พิษของสารตะกั่วสามารถทำลายระบบประสาท เส้นประสาทส่วนปลายเกิดอาการเป็น

อัมพาตที่นิ้วและมือ ทำลายเซลล์สมอง หลอดโลหิตฝอย ทำให้มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ฉุนเฉียว ถ้าเป็นมากจะมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ ความรู้สึกสับสน ความจำเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ โลหิตจาง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดการตกเลือด การบวม สมองหด เกิดอาการเพ้อ ชัก เป็นอัมพาต หมดสติและถึงตายได้

        - ลายการทำงานของไขกระดูก ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด ทำให้ผนังเม็ดเลือดแดงเปราะ ทำลายเนื้อเยื่อที่ผลิตเลือดให้เสื่อมลง ทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นลง ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจน เหงือกคล้ำ ปลายมือปลายเท้าเขียว เป็นโรคโลหิตจาง เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เมื่อทารกในครรภ์ได้รับตะกั่ว เนื่องจากมารดาสูดอากาศที่มีสารตะกั่วเข้าไปเป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์ สารตะกั่ว      จะสะสมอยู่ในกระดูกและเม็ดเลือดได้นาน และจะผ่านทางรกเข้าสู่ร่างกาย พิษของสารตะกั่ว


-14-


 


จะทำลายสมอง ระบบประสาท ตับ ไต หัวใจ ทางเดินอาหาร ทำให้ทารกแรกเกิดปัญญาอ่อน ทำลายอวัยวะต่าง หรือไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะบางส่วน มีอาการพิการทางสมองและทุพพลภาพ ตาบอด หูหนวก หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้


        -  สารตะกั่วยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งที่ปอด โรคหัวใจ โรคหอบหืด อีกด้วย


 


L       แคดเมียม (Cd)


แคดเมียมก็เป็นโลหะหนักอีกชนิดหนึ่งที่มักจะปะปนอยู่ในอากาศ มาจากยานพาหนะและ


จากกระบวนการหลอม พ่น ฉาบโลหะ เชื่อมโลหะที่มีแคดเมียมเป็นส่วนประกอบ แคดเมียมที่พบ      ในอากาศจะอยู่ในรูปฝุ่นหรือไอ ที่เกิดจากกระบวนการทำโลหะให้บริสุทธิ์ เช่น สังกะสี ทองแดง ตะกั่ว ทำให้แคดเมียมที่ปนอยู่กับโลหะหลุดออกมาปะปนอยู่ในอากาศ น้ำ ดิน เข้าสู่ร่างกายได้ทั้งในการ      รับประทาน การหายใจและทางผิวหนัง


            อันตรายเกิดจากการหายใจเอาควันแคดเมียมเข้าไป ได้แก่ อาการแพ้พิษเฉียบพลัน เกิดที่ระบบหายใจ จมูกและคออักเสบ แน่นหน้าอก หายใจขัด ปอดบวมและตายได้ นอกจากนี้ยังรู้สึกอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ มีไข้หนาวสั่น สำหรับพิษเรื้อรัง จะมีความผิดปกติที่ปอด เยื่อปอดจะถูกทำลาย ถุงลมโป่งพองกลายเป็นปอดพิการในที่สุด มีอาการหอบ เหนื่อยง่าย ทำงานไม่ได้เช่นเดิมต่อไป แคดเมียมทำให้ร่างกายไม่เจริญเท่าที่ควร การย่อยโปรตีนและไขมันลดลง ความดันเลือดสูง เป็นโรค  หัวใจ ประเภทต

จอมโจรคิด (IP:124.120.34.216)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 9 ส.ค. 2552 (21:58)
กรรม ไม่มีคนตอบเลย

Ps.กรุณาอย่าใช้ภาษาวิบัติเป็นนักเรียนกันแท้ๆไม่ได้เรียนภาษาไทยกันหรืออย่างไร
commentnung@hotmail.com (IP:118.172.75.78)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 14 ส.ค. 2552 (17:01)

ขอขอบคุณสำหรับกระทู้นี้ด้วยนะคะ  รู้สึกว่าได้ความรู้มากมายเลยค่ะ...


numpuangkhutmeangkol@ymail.com (IP:117.47.44.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 2 ธ.ค. 2552 (16:05)

ขอบคุณมากครับ


- - - (IP:124.122.243.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 15 มิ.ย. 2553 (19:59)
อยากได้เนื้อหาที่ชัดเจนกว่านี้[ขอบคุณมากกค่ะ/ครับ]
mook1199@hotmail.com (IP:110.49.205.144)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 5 ก.ค. 2553 (16:32)
ขอบคุณมากครับ
prem (IP:125.24.31.90)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 6 ก.ค. 2553 (20:24)
ไหนไม่เห็นมีเลย.........................
w,j[vd (IP:125.27.195.116)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 17 ก.ค. 2553 (11:06)
ไม่มีคำตอบเลยอ่ะต้องส่งอาจารย์วันพุธนี้ด้วยอ่ะ
paan_fx@hotmail.com (IP:118.175.126.83)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 7 ม.ค. 2554 (19:31)
ขอบคุณคะ
kanyaratsiripat@hotmail.com (IP:1.46.72.27)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 1 ก.พ. 2554 (16:40)
อยากรู้จังการเจือปนในอากาศมีอะไรบ้างอะ
แนท (IP:118.172.30.160)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 26 ม.ค. 2557 (14:30)
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx (IP:111.84.39.74)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม