คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ประวัติช่วงสวรรคตของรัชกาลที่ ๕ : จากบันทึกต่างๆ
โพสต์เมื่อ: 14:41 วันที่ 13 ก.ย. 2549         ชมแล้ว: 9,711 ตอบแล้ว: 98
ย่ำค่ำวันที่ ๒๓ ตุลาคม กระบวนแห่พระบรมศพซึ่งทรงพระยานมาศสามลำคาน เริ่มเคลื่อนจากหน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีทหารบกยิงปืนใหญ่นาทีละนัด จนกระบวนถึงพระบรมมหาราชวัง ระหว่างอัญเชิญพระบรมศพนั้นฝนตกลงมาตลอด พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงพระนิพนธ์บรรยายพระราชพิธีครานี้ไว้ว่า


"....... แห่พระบรมศพเจ้า...จอมจักร
หวนระลึกนึกตระหนัก........เนตรแสร้ว
ฉนำฉนำภาพจำหลัก.........จารึก
สามสิบสี่ปีแล้ว................จิรไร้ใจลืมฯ ......

สามคานยานมาศเรื้อง.......จำรัส
นพปฎลเสวตรฉัตร...........เชิดกั้ง
พระโกษฐโรจนรัตน์.........ไรแอร่ม
ยังบ่เคยมีครั้ง.................อื่นให้ใครเห็นฯ

เสร็จเชิญพระศพไท้.........เถลิงอาศน์
ดุสิตมหาปราสาท............สุดเศร้า
จึ่งพระพิรุณสาด..............ฝนส่ง
ทึกท่วมถึงข้อเท้า............ท่องน้ำดำเนินฯ

ฝนดั่งฝนสั่งฟ้า...............ส่งรัชกาลที่ห้า
เสด็จเมื้อเมืองสวรรค์ฯ"

ในการพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น มีคณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมพระบรมศพตลอดมา

กระทั่งถึงปลายปี ๒๔๕๓ คือ ในวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ก็มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้าหลวง


(จากหนังสือ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" โดย นิกร ทัสสโร, ๒๕๔๙)

NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 94 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| -5-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 5 ต.ค. 2549 (11:16)
(ต่อ)

ถาม ประทับอยู่จนสิ้นที่นี่ พระเจ้าอยู่หัว

ตอบ ก็ประทับอยู่พระที่นั่งอัมพร วันพุธถึงได้ทรงพระประชวร เพราะฉะนั้นขึ้นเฝ้าเกือบไม่ทัน ไม่เช่นนั้น ตามเรื่อง พระเจ้าลูกเธอต้องขึ้นไปประทับนั่งขัดสมาธิ์ เจ้านายผู้ชายก็เพิ่งจะตื่น สมเด็จพระบรมฯ แล้วเลยทีหลังไม่ได้กลับ แหมฉันสิจะแย่ เพราะห้องสีขาวสมเด็จพระปิตุจฉาทรงพักผ่อน เวลาทรงพระประชวร เราก็ขนเครื่องเสวย เครื่องแต่งพระองค์ เครื่องพระสำอางค์ เครื่องพระที่ ทาน้ำมัน ทีนี้ยังไม่รู้จะสวรรคต สวรรคตแล้วสมเด็จพระบรมฯ จะต้องบรรทมที่ห้องสมเด็จพระปิตุจฉา ฉันรีบไปขนของกลับวิมานเมฆ รีบเรียกข้าน้ำข้าหลวงกลับ แล้วไปสวนนกไม้ ท่านเข้าประชุมอะไรกัน เสร็จแล้วจะเข้าที่ทีเดียว ขนของแทบไม่ทัน ฉุกละหุก

ถาม สวรรคตคืนวันเสาร์ แล้ววันอาทิตย์สรงน้ำ

ตอบ วันเสาร์ ๒ ยาม ๔๕ นาที วันอาทิตย์สรงน้ำ สรงตอนเช้า พวกในวังผู้หญิงสรงตอนเช้า

ถาม ฝ่าบาทเข้าไปสรงตอนไหน

ตอบ สรงตอนเช้า อยู่บนพระแท่น ทรงพระภูษาแดงลอยชาย

ถาม คลุมพระองค์หรือเปล่า

ตอบ รดที่พระบาทเท่านั้น ไม่คลุมผ้า เห็นพระมังสา นั่นแหละได้ยินว่า ทรงทราบถึงสมเด็จพระพันปี ..............

ถาม พระองค์ท่านไม่ได้สรงนี่ มัวแต่เป็นลม

ตอบ ท่านไม่ได้ขึ้นมา เป็นลมชัก

ถาม สมเด็จพระปิตุจฉาอยู่หรือเปล่า

ตอบ นั่นท่านอยู่บนพระแท่นทีเดียว คอยเช็ด คอยอะไร ท่านพยาบาล ไม่ได้บรรทม ตั้งแต่วันพฤหัสจนถึงวันอาทิตย์

ถาม สมเด็จพระพันวัสสาก็มาประทับเป็นประธาน

ตอบ ประทับเป็นประธาน

ถาม หมายความว่าอย่างไร ประทับเป็นประธาน นั่งอยู่ที่ปลายพระบาท

ตอบ อย่างที่ในห้องนั้น เวลาที่ผู้หญิงไปสรงน้ำ ผู้ชายแต่งเต็มยศ ฉันพอตื่นเช้าในวันอาทิตย์ก็นุ่งขาว นุ่งผ้าขาวนอนเลยขี้เกียจผลัด เพราะว่าเพลียไปหมด ไม่ได้นอนตั้งแต่วันศุกร์จนวันอาทิตย์

ถาม ผู้หญิงรดจนเสร็จ แล้วผู้ชายถึงได้เข้ารด

ตอบ ผู้ชายก็ตอนนั้นทีเดียว ตอนพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่เสด็จมาสรง แล้วก็เจ้านายผู้ชาย ดูเหมือนว่าหม่อมเจ้าอนุญาตแค่ชั้นพานทอง เพราะฉะนั้นสมเด็จฯ ถึงได้กริ้วว่า ......... หนเดียวแล้วทีหลังไม่ต้องรดใครอีก แล้วก็ฉันนะรู้จักคุ้นเคยมากกว่าหม่อมเจ้าคนอื่นๆ คอยแต่จะถวายแม้โถลงบังคนเบา ก็รับสั่งขอโถ เราก็ส่งถวาย โบกปัดพัดวี เอ้าหญิงจงหยิบกระเป๋า หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าที ท่านเคยรับสั่งใช้ทุกอย่าง อย่างนี้แล้วยังจะไม่ให้สรงน้ำอีกหรือ

ถาม แล้วยังไง สรงน้ำเสร็จก็แต่งพระองค์ลงพระโกศวันนั้นเลยหรือ กระหม่อม

ตอบ แต่งพระองค์ ลงพระโกศ เสร็จแล้วทรงภูษาแดงเท่านั้น แล้วผ้าคลุม ไม่ได้เต็มยศทหาร ทรงภูษาแดง ฉลองพระองค์ชั้นในก็ไม่มี แล้วพอสรงเสร็จจริงๆ จังๆ ที่เจ้านายผู้ชาย ก็เปลื้องผ้าที่คลุมพระศพออก ก็ถวายฉลองพระองค์ชั้นในแล้วถวายพระภูษาขาว ๒ ผืน แดงเอาออก พระภูษาขาวโจงหน้าโจงหลัง แล้วทีนี้เอาผ้าไหมแล้วทรงถุงพระบาทผ้าไหม คาดเข็มขัด ตอนผ้าขาวนั้นดูเหมือนจะคาดเชือก แต่คาดเข็มขัดนั้น ๒ เส้น เข็มขัดหัวเล็กมีเพชรหัวเล็กหน่อย พระยาราชโกษาจะเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้ ทีนี้ทรงฉลองพระองค์ แต่งเครื่องต้น แต่งระดัน ฉลองพระศอ มีบานพับ

ถาม หมายความว่าทรงสนับเพลา ๒ ผืน แล้วยังทรงผ้าทับอีกที

ตอบ ตกลงเป็นว่าทรงผ้า ๓ ผืน แล้วยังฉลองพระองค์ครุยทีหลัง ฉลองพระองค์ครุย พอจะลงพระโกศนั่นนะ พระเจ้าแผ่นดินต้องเข้ามาถวายพระชฎามหากฐิน เพราะฉะนั้นพระมหากฐินจึงต้องมีประจำพระองค์ทุกรัชกาล พระองค์นี้ของพระปกเกล้าฯ ทรงทำขึ้น เพราะไม่ได้ใช้ ท่านไปสวรรคตเมืองนอก ควรจะเก็บไว้ใช้ใหม่ พระบรมศพไม่ได้ทรง แต่ว่าต้องสร้างพระมหากฐินเสมอ เพราะว่าทรงพระบรมศพ

ถาม รัชกาลที่ ๘ ทรงหรือเปล่ากระหม่อม

ตอบ ทรงสิ

ถาม ทรงของใคร

ตอบ คิดว่าคงจะถวายของพระมงกุฎ เอาของพระปกเกล้าไว้ให้เป็นของใหม่

ถาม ท่านทรงหรือยังพระมหากฐิน

ตอบ ท่านทรงแต่มหามงกุฎเท่านั้น ท่านก็เข็ดแล้ว หนเดียวราชาภิเษา แล้วท่านไม่ได้ทรงอีกเลย ท่านใช้พระมาลาทรงประพาสเท่านั้น ท่านเข็ด หนัก ๑๔ กิโล แต่ตอนพระมงกุฎท่านทน ท่านเปลี่ยน เวลานั้นทรงพระมหามงกุฎไปนั่นด้วย ไปบูชาพระแก้ว ทีนี้เลียบเมืองก็ทรงพระมหากฐินทางบก ทางเรือมหากฐินจริงๆ ไม่สู้หนักเท่าไร

ถาม เมื่อคราวพระปกเกล้าฯ ทรงอะไร

ตอบ พระปกเกล้าฯ ดูหมือนจะทรงพระมหากฐิน

ถาม ทำใหม่ใช่ไหม กระหม่อม รัชกาลที่ ๗ ทำใหม่หรือเปล่า

ตอบ เห็นบอกจะทำใหม่ สมเด็จกรมพระยานริศฯ ท่านบอกอย่าเพิ่งทำ แพง แล้วทำไม่ค่อยสวย

ถาม รัชกาลที่ ๕ มีตั้งหลายองค์มิใช่หรือกระหม่อม พระชฎามหากฐิน

ตอบ ก็มีพระมหามงกุฎ พระมหากฐิน พระชฎาห้ายอด แต่ว่าใหญ่ พระรูปพระโฉมใหญ่ ของพระมงกุฎเกล้าต้องเล็กลง

ถาม เสร็จแล้วพระบรมศพเชิญลงมาตั้งข้างล่าง เข้าพระโกศที่ไหน ชั้นบนเลยหรือกระหม่อม

ตอบ ชั้นบนห้องบรรทมเลย เชิญลงมาข้างล่าง ก็เข้าพระมหาปราสาท แห่ขึ้นพระยานมาศไปวันนั้น รัชกาลที่ ๖ เสด็จวันนั้น ประชุมกันไม่ทันคิด ไม่ได้ให้เจ้าฟ้าประคองพระโกศ

ถาม แล้วใครประคองไปกระหม่อม

ตอบ พระองค์ดิลกกับพระองค์สุริยงค์ พอไปถึงงานเมรุถึงได้เปลี่ยน เปลี่ยนประคอง มีโยงมีโปรย

ถาม เวลาเข้าวังต้องมีโยนมีโปรยด้วยไหม กระหม่อม หรือไม่มี

ตอบ ไม่มี งานพระเมรุถึงจะมี เชิญไปต้องมีประคองพระโกศ พระองค์สุริยงค์กับพระองค์ดิลก ฝ่ายในไปคอยรับในวัง นางร้องไห้ ไม่ได้ร้องมาตั้ง ๔๒ ปี ตั้งพระศพที่พระมหาปราสาทมุขตะวันตก

ถาม พระปิตุจฉาท่านประชวรพระวาโยหรือเปล่า

ตอบ ท่านเก่ง นางพยาบาล ท่านก็ทรงพระกันแสงกันหมด อย่าว่าแต่ชั้นเจ้านายเลย

ถาม แล้วทูลกระหม่อมพระองค์หญิง

ตอบ ทรงกันแสงกันทั้งนั้น ร้องจนน้ำตาไม่รู้จักแห้ง เด็จพ่อยังงี้ยัง โฮ โฮ ออกมา ฉันยังได้เห็น เวลาที่พระมงกุฎนำ เพราะว่าสวรรคตแล้วขึ้นไปเฝ้าพระบรมศพอยู่หน้าพระทวาร พวกก๊กออใครต่อใครตะเบ็งร้องกันใหญ่ เพราะฉนั้น ตอนหลังท่านถึงได้ห้าม ตอนจะถวายพระเพลิง มีฝรั่งมังค่า สมเด็จท่านกริ้ว คือว่าลืมกลัวว่ามีพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ นึกจะทำอะไรก็ทำ ก็รู้ละว่ารัก ท่านจะเข้าไปแล้วท่านเข้าไม่ได้.....

(หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล)
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 5 ต.ค. 2549 (22:41)
กระทู้นี้เป็นประโยชน์และมีคุณค่า
ผมขอโหวตให้กับความขยัน ขอบคุณคุณนิคมากครับ
แล้วจะเข้ามาอ่านย้อนหลังทีละกระทู้จนครบครับ
โพธิ์ประทับช้าง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 487 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 6 ต.ค. 2549 (09:41)
ค่อยๆ อ่านครับ มีเวลาว่างเมื่อไรก็มาอ่านอย่างละเอียด
กระทู้เหล่านี้คงจะอยู่ยืนนานตราบเท่าที่ยังมีเวปวิชาการดอทคอมอยู่ครับ

ต่อครับ

ตอนต่อไปจะเป็นจากความทรงจำของหม่อมศรีพรหมา กฤดากร ครับ

วันสวรรคต สมเด็จพระปิยมหาราช น.๑๑๔-๑๒๐

... ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๕๓ นั้น ผู้เขียนทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร แต่ไม่ทราบพระโรค สมเด็จขึ้นไปเฝ้าเยี่ยมบนพระที่นั่งอัมพรฯ ผู้เขียนไม่ได้ขึ้นไป เพราะไม่ใช่เวร เป็นเวรเจ้าจอมถนอม เวรของผู้เขียนเป็นเวรกลางคืน ต่อมาผู้เขียนทราบว่าต้องทรงประชวรหนัก เพราะสมเด็จไม่ได้เสด็จกลับพระตำหนักเช่นเคย พวกเราก็ได้แต่ซุบซิบกัน สมเด็จมีพระตำหนักอยู่ไม่ไกลพระที่นั่งอัมพรฯ นัก ชั่วคลองกั้น มีสะพานเชื่อม จัดว่าทางฝ่ายพระที่นั่งอัมพรฯ เป็นฝ่ายหน้า ทางพระตำหนักสมเด็จเป็นฝ่ายใน ใครจะข้ามเข้ามาไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาต

วันนี้ บรรยากาศเงียบเหงามาก บนพระที่นั่งก็สงัด โดยปกติเวลาใกล้เที่ยงจะมีผู้คนเดินขวักไขว่ เพราะพระเจ้าอยู่หัวบรรทมตื่นแล้ว และจะเสวยพระกระยาหารกลางวัน มีเจ้าจอมเฝ้าตามหน้าที่ ตั้งเครื่อง มารับงาน และมีพระเจ้าลูกเธอบางพระองค์ ร่วมเสวยด้วย ดังนั้นคนจึงจอแจ แต่วันนี้ไม่มีเสียงอะไรเลย แม้แต่เสียงพูดกัน ผู้เขียนได้แต่สันนิษฐานว่าคงทรงประชวรหนัก

ขอทวนกล่าวถึงฝ่ายผู้เขียนว่า ในระยะนั้น ต้องนอนพักในเวลากลางวันเพื่อรับเวรในเวลากลางคืน เฉพาะในวันนี้หลับไม่ลง เพราะใจเป็นห่วง และทุกคนก็นั่งจับเจ่าเหงาหงอย ตาจ้องไปทางชั้น ๓ ของพระที่นั่งอัมพรฯ ซึ่งอยู่ตรงข้ามตำหนักสมเด็จและซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า “สวนสี่ฤดู” ส่วนพระตำหนักของสมเด็จพระอัยิกาเจ้านั้นพระราชทานนามว่า “สวนหงษ์” อยู่ห่างออกไปหน่อย

ระหว่างเวลาพักกลางวัน ในวันนั้นผู้เขียนไม่ได้พักผ่อนหรือหลับนอนเลย ได้แต่เดินใจลอย และมิได้พูดคุยจอแจกับเพื่อนๆ เช่นเคย จนพลบค่ำจึงจำเป็นต้องบังคับตัวเองให้นอน เพราะอีกไม่ช้า ก็จะต้องไปรับเวร ในที่สุดก็หลับไป มาตกใจตื่น เพราะมีตัวอะไรมากัดหัวแม่เท้า จนเลือดไหล พร้อมกันก็ได้ยินเสียงหนูประมาณว่าหลายสิบตัวยกขบวนกันวิ่งไปวิ่งมาเหนือฝ้าเพดานในอาคารที่ผู้เขียนอยู่ นอกจากจะวิ่งไปวิ่งมาตลอดอาคารซึ่งกั้นเป็นห้องๆ ยาวไป และมีราว ๑๒-๑๕ ห้องแล้ว พวกหนูยังส่งเสียงร้องกุกๆๆ ตลอดเวลา ผู้เขียนเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันว่า เมื่อหนูร้องกุกๆ จะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น แต่ผู้เขียนไม่เคยได้ยินจึงมีความกลัวเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยพระเจ้าอยู่หัวก็กำลังทรงประชวรอยู่ด้วย ขณะนั้นเวลาประมาณ ๒๓ น. เห็นจะได้ บรรยากาศเงียบสงัด รู้สึกว่ามีผู้เขียนอยู่คนเดียวในที่นั้น ไม่ทราบว่าคนอื่นไปไหนกันหมด คงจะไปนั่งที่สะพานเชื่อมคลองกั้นฝ่ายในที่กล่าวแล้วข้างต้น ผู้เขียนจึงลังเลใจ จะนอนต่อก็กลัวหนูจะมากัดเข้าอีก จะนั่งรอจนถึงเวลารับเวรก็ทนหนวกหูพวกหนูที่วิ่งกราวๆ และส่งเสียงร้องกุกๆ ไม่ไหว จึงเปิดห้องไปยืนที่ประตู มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใครตื่นอยู่ เปรียบเหมือนเป็นเมืองหลับ แต่เมื่อมองไปยังพระที่นั่งอัมพรฯ ซึ่งมองเห็นพระบัญชรชั้น ๓ ถนัด ทันใดนั้นผู้เขียนก็เห็นดาวดวงหนึ่งส่งแสงสว่างลอยอยูในระดับเดียวกับพระแท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เขียนคะเนได้ เพราะเคยขึ้นเฝ้าเวลาเสวยเนืองๆ ดาวนี้มีแสงสว่างมากยิ่งกว่าดาวใดๆ ที่ผู้เขียนเคยเห็นและมีหางยาวพาดไปทางพระที่นั่งอนันตสมาคมคล้ายแสงไฟฉายใหญ่ๆ จึงทราบว่าเป็นดาวหางเฮลี่ที่โจษจันกันในขณะนั้น (Haileys Comet) ผู้เขียนยืนพิงประตูอยู่คนเดียว ไม่อาจเคลื่อนไหวได้อยู่พักหนึ่ง จึงได้สติว่าจะต้องไปเปลี่ยนเวรเจ้าจอมถนอมในไม่ช้า ซึ่งเธอได้ตามเสด็จสมเด็จขึ้นไปเฝ้าพระอาการประชวรอยู่บนพระที่นั่งอัมพรฯ ชั้น ๓ ...........


[อัตชีวประวัติของหม่อมศรีพรหมา กฤดากร (พร้อมด้วยคำสัมภาษณ์และเรื่องวิธีถนอมรักษาอาหาร)
มูลนิธิจิมทอมป์สัน ๖ ซอยเกษมสันต์ ๒ ถนนพระราม ๑ ก.ท.๕
จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์สำหรับ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา ต.จ. พ.ศ.๒๕๒๒]
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 6 ต.ค. 2549 (10:01)
อยากบอกว่ายังเข้ามาอ่านอยู่เรื่อยๆนะค่ะ ขอบคุณค่ะที่รวบรวมเรื่องราวมาให้อ่านเยอะขนาดนี้
ornyupa เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1198 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 129 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 6 ต.ค. 2549 (13:38)
คห 77 เห็นว่าพระบรมวงศานุวงศ์ทรงกรรแสงระงมลั่น สร้างบรรยากาศวังเวง
นี่คงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ ร.6 ทรงรำคาญว่าพระญาติทั้งหลายว่าไม่รู้จักหักห้ามอารมณ์
พระองค์ทรงบันทึกว่างานศพฉัน ไม่ขอนางร้องไห้เป็นเด็ด ดิฉันเข้าใจว่าพระองค์อยากให้
บรรยากาศเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่ง และไม่ต้องเศร้าเกินเหตุกระมัง
นชน

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 6 ต.ค. 2549 (15:15)
ขอบคุณครับ คุณบัว ornyupa

เห็นคุณนชนยังสนใจ ๗๗ อยู่ อ่านละเอียดดีจังครับ จึงคัดลอกส่วนของหม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอมมาให้อ่านกันเพิ่มเติมอีกหน่อยหนึ่ง ตอนแรกกะจะละไว้ แต่เมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องที่เขาเล่ากันอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว จึงกล้าเอาออกมาให้ดูกัน

ส่วนที่มีจุดจุด ......... เป็นคำที่ละไว้บ้างครับ

ถาม อ้อ ........ ร้องไห้ขวางอยู่ แล้วอย่างไรท่านไม่กริ้วเอา

ตอบ ร้องตะเบ็งดังๆ พวกนี้รักไม่จริง บางคนเขาพูดกันทีหลัง บอกน้ำตาไม่มี

ถาม แล้วอย่างไร มีแฟนใหม่ไหมตอนหลัง

ตอบ นั่นแหละ

ถาม ท่านเองก็ทรงเตรียมไว้มิใช่หรือกระหม่อม ลายพระราชหัตถ์เตรียมไว้เลยบอกว่าธรรมดานี่เดี๋ยวจะไม่รู้ว่าแก่กว่าเขามาก เราจะต้องว่าท่านฉลาด

ตอบ ท่านฉลาด นักปราชญ์ราชบัณฑิตไม่มีใครเหมือนท่าน ใครจะไปตบตา ใครจะไปโกงทำอะไรท่านไม่ได้ นี่คุณสดับ ถึงได้สงสาร คนถวายหนังสือหาว่าจะเอาไปบำเรอ เอาไปให้ใคร

ถาม เปลี่ยนรัชกาลแล้วใช่ไหมกระหม่อม

ตอบ ไม่ใช่ ตั้งแต่ยังมีพระองค์ ท่านไม่รับ แล้วทีนี้ท่านก็ไม่ได้รับสั่งให้เอาคืน ท่านรับสั่งว่าให้พระวิมาดาเอามาเก็บรักษาไว้

ถาม พระวิมาดากลัว

ตอบ เกิดเอาไปถวายคืนพระพันปีเสียอีก ไม่ถูกเรื่อง ของเป็นลาภของเขา ถึงเป็นฉัน ฉันก็ไม่คืน ฉันจึงได้ได้พูดกับเธอว่าทำไมคุณไม่ขอห้องแถว ๑๐ ห้อง ๒๐ ห้อง ท่านจะให้เห็นว่า ของเพชรนี้ให้เลี้ยงตัวได้ มีจนกระทั่งตุ้มหูเพชรแล้วเปลี่ยนสีได้ แต่งไปงานฉลองรัชกาลเท่าพระรามาธิบดีที่ ๒ คือ ๔๐ ปี ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวทุกวันๆ

(หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม)
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 10 ต.ค. 2549 (09:40)
ต่อจาก ๗๙ ของหม่อมศรีพรหมา ครับ



ผู้เขียนจึงเตรียมตัวและขึ้นไปยังพระที่นั่งอัมพรฯ ตามทางขึ้นเห็นแต่คนหน้าเศร้า คุณๆ พนักงานประจำพระที่นั่งล้วนหม่นหมอง ไม่มีใครทักทายใคร พอถึงชั้น ๒ มีคนนั่งตามขั้นบันไดมาก ถึงกับต้องออกปากขอทางเพื่อที่จะสามารถขึ้นไปได้

ชั้น ๓ เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงคล้ายเสียงกรนมาจากห้องพระบรรทมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีผู้คนในบริเวณนั้นน้อยและไม่ได้สังเกตเพราะจะรีบไปเปลี่ยนเวร เมื่อไปถึงเห็นสมเด็จทรงบรรทมกับพื้น อยู่สุดห้องพระบรรทมพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากผู้เขียนไม่เคยเห็นอาการเจ็บในขนาดหนัก ซึ่งภาษาสมัยใหม่เรียกว่าเข้าขั้นโคม่า ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงคล้ายเสียงกรนจึงนึกว่า ในหลวงทรงสบายขึ้นแล้ว และกำลังบรรทมหลับสนิท จึงดีใจเป็นอันมาก นึกว่าจะนอนให้สบายเสียที และได้ล้มตัวลงนอน ที่ปลายพระบาทสมเด็จ ขณะเมื่อคลานผ่านพระท่านในหลวง เพื่อไปยังที่สมเด็จทรงบรรทมอยู่ ได้ชะเง้อดูภาพที่เห็นคือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอวบอ้วน พระพักตร์อิ่ม ทรงพระภูษาแดงผืนเดียว และทรงกรนสม่ำเสมออยู่

ด้วยอารามดีใจที่ในหลวงทรงสบายขึ้นแล้ว และเห็นสมเด็จบรรทมอยู่ และเนื่องด้วยความตึงเครียดได้หย่อนคลายลง ประกอบกับความเหนื่อยอ่อนมาทั้งวัน ดังนั้นเมื่อล้มตัวลงหนุนพระที่สมเด็จจึงหลับปุ๋ยไปทันที


(หม่อมศรีพรหมา กฤดากร)

.................................

สมเด็จ ในบทความนี้ คือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เนื่องจากขณะนั้น หม่อมศรีพรหมา เป็นข้าหลวงในตำหนักของพระองค์ครับ
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 11 ต.ค. 2549 (08:48)
40016
รูปหม่อมศรีพรหมา กฤดากร
เป็นปกหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของท่าน
เล่มที่นำมาอ้างอิงนี่แหละครับ

NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 11 ต.ค. 2549 (15:56)
40017
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร
มีคำบรรยายภาพอย่างชัดเจนแล้วครับ

NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 11 ต.ค. 2549 (16:45)
งามอีกแบบหนึ่ง
นชน (IP:203.185.131.3,10.226.20.83,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 12 ต.ค. 2549 (09:47)
หม่อมศรีพรหมา ท่านมีความงามมากครับ

(ต่อ)
มารู้ตัวตกใจตื่น เมื่อได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่ ซึ่งในขณะนั้นผู้เขียนเหลือที่จะเดาว่าเป็นเสียงอะไร เหลือบตาไปดูนอกห้องบรรทม เห็นคนจำนวนมากมายกำลังหมอบซบกับพื้นเป็นกองๆ ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร ผู้เขียนตั้งหน้าที่จะหาสมเด็จ โดยเอามือค่อยคลำที่พระที่ (ในห้องบรรทมมืดมาก มีแต่ไฟแดงดวงเดียว) แต่ก็คลำเปล่าไม่พบสมเด็จ เมื่อผู้เขียนทราบว่าเสียงเซ็งแซ่ข้างต้นเป็นเสียงร้องไห้ ของคนจำนวนมาก พร้อมๆ กัน จึงทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว ผู้เขียนตกใจ หายง่วง ลุกไปดูที่พระแท่น จึงเห็นสมเด็จ และเห็นหมอประจำพระองค์ (ชื่อหมอไรเตอร์) กำลังถวายยาฉีดสมเด็จ ขณะนั้นทรงหมดสติ พนักงานได้อัญเชิญลงบนพระเก้าอี้เพื่อนำกลับพระตำหนัก ผู้เขียนก็หอบของที่ขนขึ้นไปรวมทั้งหีบหมากเสวย และบ้วนพระโอฐ (กระโถน) รีบตามพระเก้าอี้ลงไปจากพระที่นั่งอัมพรฯ ระหว่างเดินฝ่าฝูงคนที่หมอบซบกันอยู่ ผู้เขียนยังจำได้สองคน คือ หนึ่ง เจ้าจอมมารดาชุ่มกับพระเจ้าลูกเธอสองพระองค์ (เจ้าจอมมารดาชุ่มเป็นพี่พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ – นพ ไกรฤกษ์) สอง เจ้าจอมเอิบ คนโปรดมาก อยู่ข้างพระแท่นเบื้องขวาของพระบรมศพ (เจ้าจอมเอิบเป็นธิดาของเจ้าพระยาสุรพันธ์ฯ แห่งตระกูลบุนนาค) และคลับคล้ายคลับคลาอีกองค์หนึ่งคือ พระอรรคชายาเธอ เสด็จย่าของพระองค์ชายภานุพันธุ์ยุคล ซบกันเจ้าฟ้ามาลินีนพดาราและเจ้าฟ้านิภานพดล นอกจากนั้น ก็ยังมีอีกมากมาย ไม่ได้ทันจดจำ เพราะจะรีบตามพระเก้าอี้ให้ทัน แต่ก็ไม่ทัน ไปทันเอาเมื่อพระเก้าอี้ถึงสวนสี่ฤดูแล้ว สมเด็จก็ยังไม่ฟื้น หมอต้องเฝ้าพระอาการอยู่ตลอดรุ่ง จนกระทั่งตลอดวันของวันที่ ๒๓ ก็ยังไม่คืนพระสติ

(หม่อมศรีพรหมา กฤดากร)
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 13 ต.ค. 2549 (13:34)
40018
รูปของเจ้าจอมก๊กออ สกุลบุนนาค ท่านหนึ่ง คือเจ้าจอมเอิบ
ที่หม่อมศรีพรหมาเขียนไว้ว่า เป็นเจ้าจอมคนโปรดท่านหนึ่ง

อ่านภาพกันเองครับ แล้วจะเข้าใจว่าโปรดจริงๆ
(ภาพจากหนังสือ "ย้อนรอยเจ้าจอมก๊กออ ในรัชกาลที่ ๕" โดย ดร.กัณฑาทิพย์ สิงหะเนติ)

NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 13 ต.ค. 2549 (14:22)
40019
เจ้าจอมเอิบถ่ายรูป เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) บิดา
("ย้อนรอยเจ้าจอมก๊กออฯ")

NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 14 ต.ค. 2549 (10:36)
ซึ่งความเป็นเจ้าจอมคนโปรด ก็ตรงกันกับบทความนี้

... พี่ๆ น้องๆ เล่าสืบกันมาว่า ตอนที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงประชวรหนัก จะออกพระโอษฐ์เรียกชื่ออยู่ ๒ ชื่อ คือ เอิบกับเอื้อน แม้ในวันที่จะเสด็จสวรรคตก็ยังโปรดให้เรียกเจ้าจอมเอิบเข้าไปถวายอยู่งาน หม่อมศรีพรหมาเล่าว่า เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว เห็นเจ้าจอมเอิบซบอยู่ข้างพระแท่นเบื้องขวาของพระบรมศพ

("ย้อนรอยเจ้าจอมก๊กออ ในรัชกาลที่ ๕" โดย ดร.กัณฑาทิพย์ สิงหะเนติ น.๓๐๗)
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 15 ต.ค. 2549 (16:55)
40020
เจ้าจอมก๊กออ

NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 17 ต.ค. 2549 (13:24)
ต่อไป เป็นบันทึกจากของฝรั่งต่างชาติบ้างครับ ยาวหน่อย


......การเตรียมการสำหรับพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพซึ่งมักจะกระทำในทันทีที่เสด็จสวรรคตได้ถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน จากนั้นจึงเป็นการอัญเชิญพระบรมศพออกไปประดิษฐาน ณ พระบรมมหาราชวัง ซึ่งเมื่อถึงขั้นตอนนี้ ความยุ่งยากได้เกิดขึ้นเนื่องจากพระราชพิธีถูกจัดขึ้นตามแบบโบราณราชประเพณี แต่ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถจดจำขั้นตอนต่างๆ ได้เลย เป็นเวลาถึง ๔๒ ปีมาแล้วที่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อนได้เสด็จสวรรคตไป และในครั้งนี้ก็ไม่มีการเตรียมการใดๆ ล่วงหน้ามาก่อน เพราะการหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการพระบรมศพขึ้นมาพูดในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่จะถูกมองว่าเป็นกบฏ ดังนั้นเมื่อมีการกำหนดรายละเอียดพระราชพิธีกันขึ้น จึงต้องมีการค้นหาเอกสารสำคัญและหยิบยกข้อมูลเก่าๆ ขึ้นมาพิจารณา แม้กระนั้นก็ยังมีการโต้แย้งกันอย่างไม่สิ้นสุดทำให้ขั้นตอนทุกอย่างดำเนินไปด้วยความล่าช้า พระราชพิธีซึ่งควรจะกระทำตั้งแต่ตอนบ่ายก็ยังไม่ได้เริ่มขึ้นแม้ว่าจะเลยเวลาพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว กว่าพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพจะเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม

"ราชสำนักสยาม ในทรรศนะของหมอสมิธ" แปลโดย นางสาวศุกลรัตน์ ธาราศักดิ์ กรมศิลปากร ๒๕๓๗
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 17 ต.ค. 2549 (16:00)
ควอริทช์ เวลส์ได้บรรยายถึงรายละเอียดของพระราชพิธีในครั้งนี้ไว้ในหนังสือ Siamese State Ceremonies(a) ของเขา แต่เรื่องราวอาจจะไม่เหมือนกับที่เรานำมากล่าวถึงเสียทีเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ

พระบรมศพของพระเจ้าอยู่หัวถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นทรงพระภูษา(๑)
(pa-nung) สีแดงคลุมรอบพระนาภีและพระเพลา ห่มพระอุระด้วยผ้าแถบสีครีม พระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ทรงนำพระบรมวงศานุวงศ์สรงน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงบนพระบาท ติดตามด้วยข้าราชการระดับสูงของประเทศ ทุกคนล้วนแต่แต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบเต็มยศ เมื่อพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพเสร็จสิ้นลง สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปใกล้พระบรมศพ ทรงถวายพระสางด้วยพระสางไม้และทรงหักทิ้งเมื่อเสร็จพิธี เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำกลับมาใช้อีก

หลังจากนั้นจึงถวายเครื่องทรงพระบรมศพอีกครั้งหนึ่งด้วยพระภูษา ๒ ผืน ผืนหนึ่งทรงในลักษณะปกติ ส่วนอีกผืนทรงกลับจากด้านหลังไปด้านหน้า ทรงฉลองพระองค์ไหมและฉลองพระองค์ยาวปักดิ้นทองคลุมทับอีกชั้นหนึ่ง ทรงสร้อยสังวาลประดับเพชรคาดหว่างพระอุระ พระเพลาอยู่ในท่าประทับนั่ง พระอุรุแนบอยู่กับพระนาภี พระชานุเกยอยู่ที่พระหนุ พระบาทพันธิการไว้กับเสาไม้ พระกรโอบรอบพระเพลาและผูกไว้ด้วยผ้าลินินและเส้นด้ายศักดิ์สิทธิ์ ทรงฉลองพระหัตถ์และพระบาทโยลีตาดทอง(๒) และทรงสวมพระมาลาทำด้วยผ้าไหม พระธำมรงค์ทองถูกนำมาวางไว้ในพระโอษฐ์ ทรงฉลองพระพักตร์ทองคำ(๓) และทรงสวมมงกุฎที่พระเศียร(๔) เป็นขั้นตอนสุดท้าย พระบรมศพอยู่ในชุดเครื่องทรงพระมหากษัตริย์เต็มยศยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่

จากนั้นจึงอัญเชิญพระบรมศพลงประดิษฐานภายในพระโกศซึ่งประกอบด้วยพระลองในเงิน(๕) ความสูงประมาณ ๔๐ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ นิ้ว ซึ่งนับว่ามีขนาดกำลังพอดีกับพระวรกายซึ่งค่อนข้างสันทัดของพระเจ้าอยู่หัว ภายในพระโกศเป็นช่องโล่ง มีฝาครอบสำหรับปิด ที่ฐานเจาะรูไว้เพื่อให้ของเหลวภายในพระวรกายไหลผ่านชั้นเกลือลงสู่ที่ว่างด้านล่างโดยมีจุกสำหรับปิด-เปิดได้ทุกวันจนกว่าพระวรกายจะแห้งสนิทดี พระโกศชั้นนอก(๖) มีลักษณะเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมแบ่งตรงกลางออกเป็น ๒ ด้าน มีขนาดกว้างพอที่จะสวมพระลองในได้พอดี พระโกศชั้นนอกทำด้วยไม้หุ้มด้วยทองคำประดับอัญมณีมีชื่อเรียกว่า พระโกศทองใหญ่ ใช้สำหรับทรงพระบรมศพเจ้านายพระอิสริยยศสูงสุด

พระบรมศพประทับนั่งอยู่ภายในพระลองในซึ่งประดิษฐานอยู่บนพระแท่นกั้นด้วยฉัตร ๙ ชั้น(๗) ลักษณะคล้ายคลึงกับร่มมี ๙ ชั้น ขนาดลดหลั่นกันไปและมีพระเสลี่ยงทองรองรับพระบรมโกศอีกชั้นหนึ่ง........


(a) Wales, H. G. Quaritch. Siamese State Ceremonies. London, 1932.
(๑) หมายถึง พระภูษาชุบสรงสีแดงซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ขณะสรงเป็นประจำทุกวัน
(๒) โยลีตาด หมายถึงผ้าตาดชนิดหนึ่งนำมาเย็บเป็นถุงสำหรับสวมพระหัตถ์และพระบาท
(๓) เรียกว่าพระสุพรรณแผ่นจำหลัก ปริมณฑลฉลองพระพักตร์
(๔) หมายถึง พระชฎามหากฐิน
(๕) หมายถึง พระบรมโกศชั้นใน
(๖) หมายถึง พระโกศทองใหญ่
(๗) หมายถึง พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งหนังสือสารานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเล่ม ๙ อธิบายความหมายไว้ว่า คือ ฉัตร ๙ ชั้น แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวดซ้อน ๓ ชั้น ฉัตรชั้นล่างสุดห้อยอุบะจำปาทองเป็นฉัตรสำหรับพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามโบราณขัตติยราชประเพณีแล้ว

"ราชสำนักสยาม ในทรรศนะของหมอสมิธ"
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 28 ก.ย. 2550 (14:39)
อยากทราบประวัติของหม่อมศรีพรหมาเพิ่มเติม ว่าท่านอยู่ในวังท่านทำอะไรบ้าง เพราะเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจมาก จะนำไปทำรายงาน
sts_num@hotmail.com (IP:61.7.171.113)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 1 ธ.ค. 2550 (15:38)
อยากศึกษาข้อมูลเหล่านี้เพิ้มเติมจังคร้าบ...ชอบและสนใจมาก
พิชัยนาท ภักดีเสนานฤนาท (IP:117.47.140.171)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 28 ม.ค. 2551 (22:59)
ขอบคุณทุกท่านที่นำความรู้มานำเสนอคับ....ทราบว่าในการพระบรมศพในแต่และรัชสมัยนั้นมีผู้บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้มากมาย...อยากทราบถึงขั้นตอนการสรงน้ำพระศพ สมเด็จพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระภรรยาเจ้า รวมทั้งสมเด็จเจ้าฟ้าต่าง ๆ ที่ต้องออกพระเมรุ..ทราบว่าเคยมีผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่แน่ใจว่าเป็น คุณเผ่าวาด หรือ คุณพาวาด บุนนาค ในการพระศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เมื่อครั้นสมเด็จพระเทพฯ ทรงถวายสรงน้ำ และ อันเชิญ พระบรมศพออกจากวังศุโขทัย ทราบว่ามีขั้นตอนที่น่าศึกษา เช่น ถวายหวีพระเกศา แล้ว หัก หวี...เป็นต้นไม่ทราบว่ามีผู้ใดพอจะได้อธิบายเป็นวิทยาทานบ้างคับ ช่วงนี้ยิ่งมีเหตุการณ์สำคัญมาก ๆ ในประวัติศาสตร์ชาติเรา จะได้เก็บเกี่ยวความรู้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
gentle_him@yahoo.com (IP:124.120.239.79)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.