|
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯ โดยหม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล
โพสต์เมื่อ:
14:12 วันที่ 26 ก.ย. 2549 ชมแล้ว:
4,705
ตอบแล้ว:
45
(ต่อ) ตอนศึกษาวิชชาในราชนาวีเยอรมัน ครั้นต้นเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๕๕ ทูนกระหม่อมได้เสด็จไปเข้าโรงเรียนนายเรือ พระเจ้าไกเซอร์โปรดให้ทูนกระหม่อมเป็นเรือตรี ในราชนาวีเป็นพิเศษ และทรงกำหนดให้เรือโทเยอรมันผู้หนึ่ง ซึ่งสังกัดกองโรงเรียนนายเรือ และได้รับราชการเป็นนายทหารเรือมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว เป็นนายทหารประจำพระองค์ของทูนกระหม่อม สืบแทนร้อยเอกทหารบกผู้เคยเป็นพระอภิบาลต่อไป ทั้งที่ทรงเครื่องแบบตามชั้นยศเรือตรีได้แล้ว ทูนกระหม่อมยังต้องทรงศึกษาวิชชาและรับการฝึกหัดที่โรงเรียนนายเรือในหน้าที่ต่างๆ เหมือนอย่างนักเรียนชุดเดียวกันทุกๆ ประการ กล่าวคือ :- ๑. ปีแรก พ.ศ.๒๔๕๔ เรียน และทำหน้าที่ คะเด็ตทหารเรือ เริ่มแต่หน้าที่พลทหาร และจ่าขึ้นมาตามลำดับ ถึงสิ้นปีสอบไล่ ๒. ปีที่ ๒ พ.ศ.๒๔๕๖ ศึกษาวิชชา และฝึกหัดอย่าง แฟนริชทหารเรือ พอครบปีสอบไล่ใหญ่ แม้จบหลักสูตรเพื่อจะเป็นเรือตรีได้แล้ว ก็ยังต้องรอการเลื่อนยศอยู่ก่อน ๓. ปีที่ ๓ เมษายน ถึง สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๗ ราว ๔/๕ เดือน บรรดา แฟนริชทหารเรือ ซึ่งสอบไล่ได้แล้วตามข้อ ๒ ข้างบนนี้ ต้องไป ศึกษา ฝึกหัด ดูการ ดังนี้:- (ก) การปืนใหญ่ทหารเรือ (ข) การตอร์ปิโด (ค) กิจการในกองพันทหารเรือฝ่ายบก (นาวิกโยธิน) แห่งละไม่เกิน ๒ เดือน ๔. ปีที่ ๓/๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๕๗ ถึง กันยายน พ.ศ.๒๔๕๘ เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม นี้เป็นกำหนดที่ แฟนริชทหารเรือ ซึ่งได้ปฏิบัติตามข้อ ๓ ข้างบนนี้แล้ว จะต้องลงประจำเรือรบเพื่อปฏิบัติการหาความชำนาญในหน้าที่นายทหารเรือต่อไป พอจะเรียกในภาษาไทยว่า เป็น นักเรียนทำการนายเรือ ครบรอบ ๑ ปีแล้ว เมื่อได้รับเลือกจากคณะนายทหารเรือชั้นสัญญาบัตรในเรือรบเดียวกันแล้วนั้น จึ่งจะได้เลื่อนยศเป็นนายเรือตรีได้ รวมเวลาทั้งสิ้นด้วยกัน คือ ตั้งแต่เป็นคะเด็ตทหารเรือ จนเลื่อนยศเป็นเรือตรี ถึง ๓ ปีครึ่ง จึงจะนับว่ามีความรู้ความชำนาญ เป็นเรือตรีแห่งราชนาวีเยอรมันได้ ทูนกระหม่อมได้ทรงศึกษาวิชชาการทหารเรือตามกำหนดที่สรุปความไว้เป็นข้อๆ ข้างบนนี้ พอนับว่าจบตามข้อ ๓ แล้ว ยังขาดแต่ข้อ ๔ คือ ลงประจำเรือรบเพื่อปฏิบัติการหาความรู้ความชำนาญต่อไป ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระนิสัยของทูนกระหม่อมนั้น เมื่อจะทรงเล่าเรียนหรือปฏิบัติการอันใด ก็ทรงปรารถนาจะทำให้ครบถ้วนตามระเบียบ เพราะดั่งนั้นจึงมีพระประสงค์อันแรงกล้าในอันที่จะลงประจำเรือรบแห่งราชนาวีเยอรมัน เพื่อดูการปฏิบัติการจริง แม้จะเป็นการเสี่ยงอันตรายก็ตาม จึงได้ทรงขอให้อัครราชทูตรายงานเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดำริด้วยความสุขุมคัมภีรภาพแล้วว่า เพราะเหตุที่ได้มีประกาศเรื่องกรุงสยามเป็นกลางในสงครามครั้งนั้น จึงไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาต
ลืมบอกไป พระรูปข้างบน นำมาจากหนังสือ "ศรีสวรินทิรานุสรณีย์" ที่เพิ่งพิมพ์จำหน่ายครับ ขอนอกเรื่องหน่อยครับ ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เกิดความสงสารสมเด็จพระพันวัสสาฯ เป็นอย่างมาก พระองค์ถึงกับรำพันถึงความทุกข์ที่ได้รับจากการมีพระชนมชีพยืนยาว ได้เห็นทั้งการสวรรคตของทั้งสมเด็จพระสวามี และการสิ้นพระชนม์ของพระราชโอรสธิดา ".....ดูใครๆ ก็ตายกันหมด ได้มีชีวิตยืนอยู่นี่ก็ไม่เห็นมีอะไรจะดี เปลี่ยนชื่อไป เปลี่ยนชื่อไป จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้" เมื่อตอนที่พระองค์เป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในรัชกาลที่ ๘ ...... ...... ในรัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระนามว่า ๑. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ในรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระนามโดยลำดับว่า ๒. พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ๓. สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระราชเทวี ๔. สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระนามว่า ๕. สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ ๗ ทรงมีพระนามว่า ๖. สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ในรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลปัจจุบัน ทรงมีพระนามว่า ๗. สมเด็จพระศรีสวรินทิราพระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า รวมแล้วถึง ๗ พระนาม ที่เป็นทางราชการ และที่ไม่เป็นทางราชการอีก ๔ พระนาม คือ ๑. พระองค์หญิงกลาง ๒. สมเด็จพระตำหนัก ๓. สมเด็จสวนหงส์ ๔. สมเด็จวังสระปทุม ๕. และยังจะต้องทรงเปลี่ยนต่อไปอีกในอนาคตกาล (จากหนังสือ "สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ" โดย สมภพ จันทรประภา รวมสาส์น พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๓๐) พึ่งกลับสู่พระนคร เลยแวะมาไล่อ่านง่ะ เห็นด้วยกับคุณนิค พระองค์มีอายุยืนนาน ทำให้ทรงทราบทั้งข่าวดีและข่าวร้ายของเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ สรรพสิ่งล้วนเป็นของไม่เที่ยงจริงๆ Buran (IP:203.185.131.3,10.226.20.84,) ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง คนเราจึงไม่ควรยึดติดกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ นัก แต่สำหรับสมเด็จพระพันวัสสาฯ แล้ว พระองค์เป็นผู้ที่มีจิตใจเปี่ยมด้วยความเป็นธรรมยิ่งนัก สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ยังตรัสสรรเสริญในความรักความเอ็นดูที่มีต่อสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาดุจดั่งลูกหลานสายตรงเลยทีเดียวครับ แวะมาอ่านด้วยคนครับ สวัสดีครับทุกท่าน ต่อจาก ๒๔ เลยครับ เสด็จกลับเมืองไทยและทรงรับราชการในกระทรวงทหารเรือ ต้นเดือนมีนาคม ปลายปี พ.ศ.๒๔๕๗ ทูนกระหม่อมเสด็จกลับจากต่างประเทศเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เวลานั้นพระชนมายุครบ ๒๓ ปี ๒ เดือนแล้ว พระองค์ท่านทรงมีพระฉวีวรรณผุดผ่อง พระวรกายสง่างาม เวลาทรงเครื่องแบบด้วยแล้ว ทรงมีลักษณะองอาจผึ่งผาย สมเป็นชายชาติทหาร แต่ในพระหฤทัยนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และความเมตตาปรานีต่อคนทั่วไป ผู้ใดได้เฝ้าหรือแม้แต่เพียงพบเห็นก็รู้สึกชื่นชมในพระบารมี ตอนปลายเดือนมีนาคมนั้นเอง ทูนกระหม่อมได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นร้อยโท ในราชนาวี และได้ทรงรับราชการในกระทรวงทหารเรือตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๕๘ เป็นเวลาทั้งสิ้น ๙ เดือนครึ่ง ดังปรากฏในบทความ สมเด็จพระราชบิดากับราชนาวีไทย ตีพิมพ์ในหนังสือนาวิกศาสตร์ เล่ม ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ ในที่นี้ผู้พูดปรารถนาจะแสดงความเห็นให้ท่านทราบสักข้อหนึ่ง ว่าเหตุใดทูนกระหม่อม จึงได้ทรงลาออกจากราชการทหารเรือ เรื่องนี้ได้มีการพูด การเขียนกันเป็นหลายนัยต่างๆ กัน ฟังได้บ้าง และไม่ถนัดบ้าง ยิ่งเล่าต่อๆ สืบกันมาก็ยิ่งมี ฝอย เพิ่มขึ้น ส่วนความเห็นของผู้พูดนั้นขอสรุปความดังนี้ ทูนกระหม่อมคงจะได้ทรงพระดำริว่า กิจการที่ได้ทรงปฏิบัติอยู่ในกระทรวงทหารเรือสมัยนั้นเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติยังไม่มากพอ หากแต่ยังมีกิจการอย่างอื่นที่ทรงเห็นว่าสำคัญ และจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า คือ การสาธารณสุข และการแพทย์ ดังนั้นพระองค์ท่านจึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ลาออกจากราชการทหารเรือแล้วเสด็จออกไปยังต่างประเทศ เพื่อศึกษาวิชชาดั่งกล่าวแล้ว
ความส่งท้าย ได้เล่าเรื่องทูนกระหม่อมสมเด็จพระราชบิดาฯ เฉพาะตอนที่อยู่ในความทรงจำ ตั้งแต่สมัยทรงพระเยาว์ จนถึงทรงพระเจริญวัย ทั้งได้ถวายสดุดีเป็นลำดับมาแล้วด้วย บัดนี้ขอกล่าวอย่างสรุปความดังนี้ ทูนกระหม่อมทรงเป็นเจ้าฟ้า แต่ไม่เป็นเจ้ายศ หรือเจ้าศักดิ์ โปรดแต่การประพฤติปฏิบัติอย่างไพร่ฟ้าที่เป็นคนดีมีศีลมีสัตย์ พระองค์ท่านทรงพระเจริญด้วยพระคุณธรรมนานาประการ มีสำคัญที่ควรกล่าวในที่สุดนี้ว่า ทรงมีพระหฤทัยเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาแก่คนทั้งปวง เริ่มต้นด้วยตรัสปราศรัยแก่ผู้ที่ได้เข้าเฝ้าให้ชุ่มชื่นหัวใจ ทรงอุปการะแก่บุคคลตามฐานานุรูป แต่สำหรับกิจการกุศลสาธารณประโยชน์นั้น ทรงสละทั้งกำลังพระวรกาย กำลังทรัพย์ กำลังพระสติปัญญา เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนชาวไทย มีพยานเป็นหลักฐานเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ คือความเจริญของศิริราชพยาบาล ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพระวิริยะอุตสาหของพระองค์ท่าน จัดว่าสมเด็จพระราชบิดาฯ ได้ทรงเป็นบุพการีอย่างประเสริฐของวงการแพทย์แห่งนี้ บัดนี้ท่านทั้งหลายได้มารำลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่านแล้วบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายในกาลอันสมควร นับว่าท่านเป็นผู้ปฏิการตอบแทนคุณท่าน กรณียะ ๒ ประการนี้ คือ บุพการ และ ปฏิการบัณฑิต ย่อมสรรเสริญ อันควรเป็นแบบอย่างที่อนุชนรุ่นต่อๆ ไปในคณะนี้จักประพฤติปฏิบัติตามกำลังสามารถ ในที่สุดนี้ ผู้พูดขออนุโมทนาส่วนกุศล ซึ่งท่านทั้งหลายได้บำเพ็ญในวันนี้ และขออำนวยพรแก่บรรดาผู้ที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นี้ ให้มีความสุขและความเจริญในอาชีพ ได้ประกอบการงานอันเป็นประโยชน์แก่ท่านเอง และแก่เพื่อนร่วมชาติ สืบไปชั่วกาลนาน
นชน
นชน
นชน
นชน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 18 ก.ค. 2551 (13:46) ทูนหม่อมชาย(มหิดล)มีพระอิสริยศักดิ์เป็นเจ้าพี่เจ้าน้องกับท่านชายครับ |