|
การเดินทางไปในที่ที่ไกลมากโดยผ่านทางลัดของอวกาศ
โพสต์เมื่อ:
14:49 วันที่ 7 ต.ค. 2549 ชมแล้ว:
672 ตอบแล้ว:
7
ใครพอจะทราบทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีการเดินทางผ่านทางลัดของอวกาศ ที่เรียกว่า รูหนอน ผมเคยได้ยินว่ามันเป็นไปได้ แต่ก็ยังงงอยู่ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ใครรู้ช่วยอธิบาย
จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1- http://en.wikipedia.org/wiki/Wormhole หนอนรถไฟ (IP:222.123.45.7,,) จักรวาลไม่ได้มีแค่ กาเล็กซี่ ควอซ่า พัลซ่า หลุมดำ หลุมขาว ดาวเคราะหื ดาวฤกษ์ เนบิลล่า ระบบสุริยะ เท่านั้นที่ควรรู้ ที่กล่าวมาข้างต้น เป้นสิ่งที่มองเห้นและ สัมพัสได้ ด้วย ความสามรถมนุษย์ ตั้งแต่ช่งคลื่นที่ 10^-5 ถึง 10^23 แต่ยังมีอีกมาก ที่เรามองไม่เห็น เพราะความจำกัดของการมอง ของเรา นั้นน้อยมากๆๆๆ เช่นกาลเวลาที่เรามองไม่เห้น แต่มันมีอยู่จิง เป็นสิ่งที่ไม่ใช่สสารและพลังงาน ใน1หน่วยปริมาตรหรือพื่นที่ จักรวาล จะมีเวลาไม่เท่ากัน เวลาในนิยามของมนุษย์คือการใช้ ความเร้วแสงเป้นบรรทัดฐาน แต่จิงๆๆแล้ว แสงที่เราคิดว่ามันเร้ว แต่อย่างไรแสงก้ยังใช้เวลาในการเดินทาง หากเรา ย่อจักรวาลมาอยู่ในกำมือ เราจะเห้นแสงค่อยๆๆเดินทางจาก จุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งอย่างช้าๆๆ ดังนั้น รูหนอนจึงเป้นสิ่งที่ให้เราใช้เวลาน้อยลงในการเดินทาง แต่รู้หนอนไม่ได้ ทำให้แสงเดินทางเร้วกว่าเดิม แต่มันเป้นการทำให้ ระยะทางนั้นลดลง ทำให้พื้นที่ของ จุดที่จะเดินทางนั้น เข้าใกล้กัน โดยมีคำอธบายดังนี้ เราเห้นอดีตของสิ่งอยู่อยู่ใกล้ออกไป ยิ่งไกลเท่าไรยิ่งเห้นอดีตเท่านั้น ถ้าเรายิ่งเลเชอร์ไปดาวอังคารเราต้อง รอ 45 นาที ถึงจะถึง ดังนั้นเราได้เห้นอดีตดาวอังคารไป 45 นาที แต่ถ้าเราเคลื่อนที่ด้วยความเร้วกว่ากว่าแสงเรายิ่งเห้นปัจจุบันมากขุ้น แม่มวลสารที่เคลื่อนที่เร้วกว่าแสงมวลจะเป้นลบ แสงเป้นอนุภาค photon ซึ่งมีมวล แต่ถ้า มีอนุภาคใดเครื่อนที่เร้วท่ากับแสง มวลจะเป้นศุนย์ ถ้าเร้วกว่าแสงมวลจะเป้นลบ มวลติดลบ มันจะทำให้กาลเวลาอวกาศโค้งงอ จนทำให้เกิดการผกผันทางกราวิเตชั่น มวลติดลบเพราะ มวลสารนั้น เมื่อ วิ่ง ด้วยความเร้วมากกว่าแสง คือจะทำให้ เวลานั้นเร้วขึ้น เวลาเร้ว ขึ้น ก็ ทำให้เข้าใกล้อนาคตมาก พลังงานรอบ มวลนั้น จะ วิ่งตามไปด้วยความเร้ว ที่เกินกว่า เวลาจะรับได้ เหมือน ยืนข้างถนน แล้ว รถสิบล้อวิ่งผ่าน จะรู้สึกว่าลมมันไปกับรถนั้นด้วย อันนี้ก็เช่นกัน เมือ กาลเวลาข้างมวลที่ เคลื่อนที่ด้วยมากกว่าความเร้วแสง กาลเวลานั้นจะ บิดไปกับมวลด้วย ซึ่งจะ ทำให้ สมการสมดุล เมื่อกาลเวลาบิดง้อ จะทำให้ตรงก็ ต้องเพิ่มกับค่า ลบ ซึ่งจะต้องเป้นมวลที่ติดลบ เพราะจักรวาล คอยรักษาตัวเองเสมอ เมื่อมีการย้อนอดีตเกิดขึ้นโดยมวล จักรวาลต้องทำให้ตัวเอง เป้นสมาการที่ =0 อีกอัน + อันอันต้อง - ดังนั้น หลุมดำ เป้นวัตถุที่มีมวลมากๆๆๆๆๆ แต่สามารถ เร้ววกว่าแสงโดยที่ มวลไม่ติดลบได้ จากมวล เมื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร้วมากกว่าแสง กาลเวลาจะเป้น บวก มวลจะต้องติดลบ แต่ หลุมดำ มวลมากมายมหาศาล แต่มัน หมุนรอบแกน เร้วกว่าแสง จนดูดแสงเข้าไป แต่มวลมันเป้นศุนย์ อันนี้มันขัดกัน สมมุตว่า คนเดียว ตัวเล็กๆๆๆ คิดจะปฏิวัติการปกครอง ออกมาถือปืน บุกเข้าสภาพ บุกเข้าสภา และขอยึดอำนาจ แต่ กองกำลังทหารนั้นเยอะมาก ยังไงก้แพ้เขา อยู่ดี ต้องยอมเขา เหมือนมวลเล็กน้อย เมื่อเคลื่อนที่เร้วกว่าแสงก้ต้องยอมตามสมการ แต่ หลุมดำ เหมือนคณะปฏิวัติ ที่มีพลังอำนาจเพียงพอที่จะทำให้ประเทศ ทั้งประเทศต้องปฏิวัติ นั้นคือ หลุมดำ เป้นตัวบังคับให้จักรวาลต้องผิดกฎตัวเอง จนทำให้จักรวาลนั้นไม่เสถียร ทำให้จักรวาลต้อง บิดเบี้ยว เพราะสมการ เป้น + ไม่ใช่ 0 อืมม ครับ ครับ ดังนั้นจักรวาลต้องยุบ ตัวเอง ลง เพื่อ ให้เป้นค่า - แก่หลุมดำ จุดนี้ละ ที่เป้นตัวเชื่อมกาลเวลา (เติม >>เมื่อจักรวาลไม่เถียร มันก้ต้องพึ่ง พลังงานจากจักรวาลอื่น เพื่อค่อย ป้อน ค่า -ในสมการจักรวาล) แต่มวลสารที่หายไปในหลุมดำนั้น ก็ กลับไปโพล่ ที่อีกจักรวาลหนึ่ง เพราะจักรวาลนั้นก็จ่าย ค่า- มาให้เรา เหมือนเป้นการแลปเปลี่ยนมวลสารกัน คล้ายๆๆกับพลังงานพันธะ ที่มีอิเล็กตรอนค่อย จ่ายพลังงาน ดังนั้นหากมอง จริงๆๆแล้ว เหมือนอะตอม 1โมเลกุล คือ กลุ่มก้อนของจักรวาลที่ซับซ้อน ใช่ หลายๆอะตอม สิ่งที่เล็กที่สุด มัน คือ สมดุล ของสิ่งทีใหญ่ เพราะ หลุมดำทำให้กาลเวลานั้น= 0 ไง เพราะ มันอาศัย - จากมวลจักรวาล และ + จาก ความเร้ว ที่ บังคับ จักรวาล ทำให้ จากที่ ระยะทางไกลก็ งอให้มาเจอกัน สมมตินะ บ้าน A หางจากบ้าน B 2 กิโลเมตร ใช้ เวลา ของความเร้วแสง 2 ปีแสง ในการเดินทางจาก บ้านA ไปบ้าน B แต่ไอหลุมดำเนี้ย มันทำให้อวกาศงอ คือ พับ บ้าน A กับบ้าน B ให้งอมาใกล้กัน จาก สอง กิโล เป้น สองเมตร แต่เวลา ยังเท่าเดิม คือ 2 กิโล 2 ปีแสง แต่ถ้าสอง เมตรจะกี่ปีแสง ลองคิดดู เล่นๆ ก้เป้นเวลาที่ จากบ้าน A มาบ้าน B โดยหลุมดำ หลายคนคิดว่าหลุมดำ คือ ทำให้เวลาน้อยลง หรือทำให้เป้นประตู ที่ไม่ต้องใช้ เวลา แต่จิงๆๆแล้ว มันแค่ทำให้ ระยะ ของ ปลายทางทั้งสอง นั้น บิดเข้าหากัน ซึ่ง หลุมดำเป้นตัว ดูด และ หลุมขาวเป้นตัวปล่อย >> หากผมผิกตรงไหนขอโทด ด้วยครับ ความรู้ยังน้อยนิด และ การยดตัวอย่างบางอัน อาจใช่ไม่ได้จริงในการคำนวนทางสมการฟิสิกส์ แต่ผมทำให้เข้าใจง่าย ขึ้นครับ
เอ้อ จริงๆยังอ่านไม่จบ (เพราะชักจะงงว่าพูดเรื่องอะไรอยู่) แต่ขอแย้งเรื่องนึง ทำไมถึงบอกว่า โฟตอนมีมวล renz (IP:206.21.137.83,,) อ้าว โฟตอนก็มีมวลซิครับ ตามกฎของไอสไตน์ที่ว่า มวลเปลี่ยนเป็นพลังงาน(สูตรโลกบรรลัย) และพลังงานก็สามารถเปลี่ยนเป็นมวลได้เช่นเดียวกันครับ กฎของไอน์สไตน์เค้าบอกตรงไหนหรือครับว่าโฟตอนมีมวล ถ้าเดาไม่ผิดคงจะพูดถึงสมการ E=(gamma)mc^2 ใช่มั๊ยครับ หมายความว่าพลังงานสามารถเปลี่ยนรูปเป็นมวลได้ ไม่ได้บอกว่าโฟตอนมีมวลนี่ครับ renz (IP:206.21.137.83,,) Do photons have mass? Because the equations E=mc2, and E=hf, imply that m=hf/c2 . Is it so? The Answer No, photons do not have mass, but they do have momentum. The proper, general equation to use is E2 = m2c4 + p2c2 So in the case of a photon, m=0 so E = pc or p = E/c. On the other hand, for a particle with mass m at rest (i.e., p = 0), you get back the famous E = mc2. This equation often enters theoretical work in X-ray and Gamma-ray astrophysics, for example in Compton scattering where photons are treated as particles colliding with electrons. http://math.ucr.edu/home/baez/physics/ParticleAndNuclear/photon_mass.html http://imagine.gsfc.nasa.gov/docs/ask_astro/answers/960731.html |