คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
เทคนิค!! .. จำไฟลัมสัตว์ (บทกลอน)
โพสต์เมื่อ: 19:51 วันที่ 12 ต.ค. 2549         ชมแล้ว: 11,300 ตอบแล้ว: 40
มีบทกลอนที่อยากจะนำเสนอให้กับเพื่อน ๆ ชาววิชาการทุกคนนะค่ะ เป็นบทกลอนที่เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่สำหรับบางคนที่ไม่เคยได้ยิน หวังว่าคงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 39 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 3 พ.ย. 2549 (23:10)
เก่งจัง
แต่จำไม่หมดอะนะ
atom+bio (IP:203.209.8.9,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 5 พ.ย. 2549 (10:19)
อ่า...

แล้ว Nematoda อ่ะคะ

หายไปหนาย~
- :. Polysaccharide .: - (IP:221.128.107.106,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 5 พ.ย. 2549 (21:33)
อะค่ะ โทดทีค่ะ ลืม

....ไฟลัมนีมาโตด้า (nematoda or nematheminthes)...

...นีมาโตดาพยาธิ
ตัวมันสิกลมตอบชอบสู่สิง
มีไส้เดือนตัวจี๊ดฤทธิ์ืแรงจิง
ปากขอยิ่งเหลือร้ายแทบวายวาง
Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 5 พ.ย. 2549 (21:37)
ไฟลัมสุดท้ายจ้าาาาา
...ไฟลัมคอร์ดาตา (phylum Chordata)
... คอร์ดาตาที่นี้สูงที่สุด
ทั้งมนุษย์และสัตว์จัดรวมใส่
บ้างมีกระดูกสันหลังฟังขึ้นใจ
เขาแบ่งไว้ซับไฟลัมจำจงดี
……..“ยูโรคอดาตา”นะมีปลอก
ตามคำบอกหางหายกายเติบใหญ่
“เซฟาโรคอดาตา”ว่ากันไป
ขอบอกใบ้สันหลังยังไม่มี

Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 5 พ.ย. 2549 (21:45)
40871
มี คลาสด้วย อิอิ

Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 5 พ.ย. 2549 (21:48)
คลาสที่ 2 นะ จำให้ดีล่ะค่ะ
40872

Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 5 พ.ย. 2549 (21:49)
40873
คลาสที่ 3 ฮ่ะ 555+ จำกันได้รึยัง จ๊ะ

Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 5 พ.ย. 2549 (21:51)
........คลาสแมมมาเรียมีเมียผัว
ที่ลำตัวมีสันหลังฟังแล้วเก๋
เลี้ยงลูกด้วยนมโตสมคะเน
ก็ออกเร่หาอาหารและงานเอง
........มีลิงช้างหมูหมาปลาวาฬด้วย
ออกไข่สวยใหญ่ด้วยนมชมว่าเจ๋ง
ตุ่นปากเป็ดตัวกินมดอกหวั่นเกรง
ค้างคาวเบ่งวางมาดคลาสเดียวกัน

Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 6 พ.ย. 2549 (13:48)
เหมาะจิง ๆ เลยคับ ไม่ต้องไปท่องมาก จำง่ายดีนะคับ
สนับสนุน จากใจจิง
yokuza (IP:125.24.202.62,10.0.0.51,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 7 พ.ย. 2549 (22:02)
-- -- บรรเจิดม๊ากๆ ^.^
Bankkysang เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 79 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 7 พ.ย. 2549 (23:47)
ดีจ้า..........
เอ็มชอบมากกกกกกกกกกกกกกกก
จำง่ายด้วย 555+
ไม่ต้อง.......นั่งอ่านเป็นวันๆ
ดีมากมาย
แล้วเอ็มจะเอาไปฝากเพื่อนๆ
ขอบคุณมากคราบบบบบบบบบบบบบบ

ปล.ถ้ามีอีกก็รบกวนด้วยนะคราบ
emmy_2533@hotmail.com (IP:203.188.22.137,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 20 พ.ย. 2549 (19:42)
ขอบคุณสำหรับความตอบรับที่ดี ๆ นะค่ะ ที่นำมาลงให้เพื่อน ๆ
เป็นผลงานของอาจารย์โรงเรียนเราเองนะ โรงเรียนสรรพวิทยาคม (สับ-พะ-วิด-ทะ-ยา-คม)
จังหวัด ตาก ค่ะ ยังไง ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ
Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 21 พ.ย. 2549 (02:39)
40874


ทามปายได้ -*- ได้ทั้งชีวะและภาษาไทย = =


Mr.T เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 511 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 24 พ.ย. 2549 (18:38)
ดีๆ เรากำลังอ่านเรื่องนี้อยู่พอดีเลย ขอบคุณมาก จ้าาา
จำง่ายดีมากเลย ^^
ม้าน้อย (IP:203.113.45.5,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 1 ธ.ค. 2549 (17:39)
การท่องนั้นจะต้อง ท่องทุกวัน ในเวลาว่าง ๆ จะช่วยให้เราจำได้ สู้ ๆ นะค่ะเพื่อน ๆ

Optimism เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 165 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 9 ก.ค. 2550 (17:57)
ไฟลัม (อังกฤษ: phylum) เป็นขั้นอนุกรมวิธานขั้นหนึ่งในการจำแนกสัตว์ในทางวิทยาศาสตร์ (ในทางพืชนิยมใช้คำว่า ส่วน แทนไฟลัม ไฟลัมถือเป็นการจัดกลุ่มในขั้นสูงที่สุดแยกตามสายวิวัฒนาการ แต่บางครั้งก็มีการรวมไฟลัมเป็นไฟลัมใหญ่ (superphylum) อีกทีหนึ่ง เช่น Echdysozoa ที่ประกอบด้วยสัตว์มีเปลีอกแข็งและหนอนตัวกลม และ Deuterostomia ที่ประกอบด้วยปลาดาวและสัตว์มีแกนสันหลัง
ไฟลัมมีประมาณ9ชนิดดังนี้
ไฟลัมของสัตว์ที่รู้จักกันมากที่สุด ได้แก่ โมลลัสคา, พอริเฟอรา หรือ ฟองน้ำ, Cnidaria, แพลทีเฮลมินทีส, นีมาโทดา, Annelida, อาร์โทรโพดา, เอคคิโนเดอร์มาทา และ Chordata ซึ่งมนุษย์ก็อยู่ในไฟลัมนี้ ถึงแม้ว่าจะมีไฟลัมทั้งหมดประมาณ 35 ไฟลัม ไฟลัมที่กล่าวถึง 9 ตัวนี้คลอบคลุมสปีชีส์ส่วนใหญ่ และทุกไฟลัมยกเว้น Onychophora ต่างก็มีสมาชิกอาศัยในมหาสมุทร















การที่จะควบคุมยุงให้ได้ผลดีนั้นจะต้องเรียนรู้ยุงให้ถ่องแท้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีววิทยาของยุงซึ่งรวมทั้งวงจรชีวิต อุปนิสัยของยุง ถิ่นที่อยู่ และแหล่งเพาะพันธุ์
วงจรชีวิตของยุง มี 4 ระยะคือ ไข่ ลูกน้ำ ตัวโม่ง และตัวเต็มวัย
ไข่ ไข่ยุงมีขนาดเล็กมากประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไข่ยุงมีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันไป ไข่ยุงก้นปล่องมีทุ่นลอยใสๆ ติดอยู่ด้านข้างของไข่ช่วยพยุงให้ไข่ลอยน้ำได้ ไข่ยุงลายไม่มีทุ่นลอยแต่เกาะติดอยู่ตามผนังภาชนะกักเก็บน้ำ เช่น โอ่งน้ำ โดยเกาะติดอยู่ตามขอบเหนือระดับน้ำเล็กน้อย ไข่ยุงรำคาญเรียงตัวเกาะกันเป็นแพอยู่บนผิวน้ำ ไข่ยุงเสือเกาะติดอยู่ตามขอบใต้ใบพืชน้ำบางชนิดที่อยู่ปริ่มน้ำ ยุงวางไข่ครั้งละประมาณ 100 ฟอง ระยะฟักไข่ประมาณ 2 วัน ก็จะออกมาเป็นลูกน้ำ
ลูกน้ำ แรกเริ่มเมื่อลูกน้ำฟักออกมาจากไข่ มีขนาดเล็กมากเป็นลูกน้ำระยะที่ 1 จากนั้นลูกน้ำจะกินอาหารทำให้เจริญเติบโตขึ้นและลอกคราบเปลี่ยนเป็นลูกน้ำระยะที่ 2 ซึ่งมีขนาดโตขึ้นแต่มีรูปร่างเหมือนเดิม ลูกน้ำจะกินอาหารและเจริญเติบโตขึ้นอีกเป็นลูกน้ำระยะที่ 3 และ 4 ต่อไป การเปลี่ยนระยะแต่ละครั้งจะมีการลอกคราบเสมอ เมื่อลูกน้ำระยะที่ 4 เจริญเต็มที่ก็จะลอกคราบครั้งสุดท้าย เปลี่ยนเป็นระยะตัวโม่ง ซึ่งมีลักษณะรูปร่างแตกต่างไปจากลูกน้ำอย่างมาก ระยะที่เป็นลูกน้ำใช้เวลาประมาณ 6 วัน ลูกน้ำยุงก็มีรูปร่างลักษณะรวมทั้งการเกาะที่ผิวน้ำและนิสัยการกินอาหารแตกต่างกันไป เช่น ลูกน้ำยุงก้นปล่องไม่มีท่อหายใจมีแต่เพียงรูหายใจ จึงลอยตัวขนานกับผิวน้ำและหาอาหารที่ผิวน้ำ ลูกน้ำยุงลายมีท่อหายใจสั้น เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำและหาอาหารที่ก้นภาชนะกักเก็บน้ำ ลูกน้ำยุงรำคาญมีท่อหายใจยาว เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำเช่นกันแต่หาอาหารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ
ตัวโม่ง มีลักษณะรูปร่างที่เด่นชัดคือหัวโต ตามปกติจะลอยตัวนิ่งๆ ที่ผิวน้ำ แต่ถ้าถูกรบกวนจะเคลื่อนที่ได้อย่างว่องไว ระยะตัวโม่งนี้จะหยุดกินอาหารและเป็นระยะสุดท้ายที่ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำ ระยะตัวโม่งใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนที่อยู่ภายในเจริญเติบโตเต็มที่ก่อนที่จะลอกคราบออกมาเป็นตัวยุงตัวเต็มวัย
ระยะเวลาเริ่มจากยุงวางไข่จนกระทั่งเจริญจนถึงยุงตัวเต็มวัย ในประเทศเขตร้อยชื้นอย่างเช่นประเทศไทยนั้นใช้เวลาประมาณ 10 วันเท่านั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดยุงด้วย
ตัวเต็มวัย เมื่อตัวโม่งเจริญเต็มที่จะลอยนิ่งๆ อยู่กับที่ จากนั้นเปลือกหุ้มบริเวณส่วนหัวของตัวโม่งเริ่มปริออก ตัวยุงที่อยู่ภายในจะค่อยๆ ดันออกมา ขณะที่ตัวยุงโผล่พ้นเปลือกตัวโม่งเกือบหมดเหลือเฉพาะส่วนขา ก็จะเริ่มคลี่ปีกออก เมื่อปลายขาหลุดออกมาหมดแล้วก็จะเกาะอยู่บนผิวน้ำหรือบริเวณใกล้เคียงประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ปีกแข็งแรงพอที่จะบินได้ ตามปกติแล้วยุงตัวผู้ออกมาก่อนยุงตัวเมียและอาศัยบริเวณแหล่งเพาะพันธุ์ตลอดชีวิต กินอาหารพวกน้ำหวานจากพืชโดยไม่กินเลือด ยุงตัวผู้มีอายุสั้นกว่าตัวเมีย ส่วนยุงตัวเมียเมื่อออกมาจากตัวโม่งจะกินอาหารพวกน้ำหวานจากพืชก่อน เพื่อให้มีพลังงาน จากนั้นก็ผสมพันธุ์โดยยุงตัวเมียผสมพันธุ์ครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิตก็สามารถออกไขได้ตลอดไป เมื่อยุงตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วก็จะหาอาหารเลือดซึ่งมีโปรตีนและธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของไข่ โดยทั่วไปถ้ายุงตัวเมียไม่ได้กินเลือด ไข่ก็ไม่เจริญจึงไม่สามารถวางไข่ต่อไปได้ ยุงแต่ละชนิดชอบกินเลือดเหยื่อแตกต่างกันไป ยุงบางชนิดชอบกินเลือดคน เช่น ยุงลาย ยุงบางชนิดชอบกินเลือดสัตว์ เช่น ยุงรำคาญ ยุงบางชนิดชอบกินทั้งเลือดคนและเลือดสัตว์
เมื่อยุงได้กินเลือดเต็มที่แล้ว ก็จะไปหาบริเวณที่เหมาะสม เกาะพักนิ่งๆ เพื่อรอเวลาให้ไข่เจริญเติบโต เช่น ตามที่อับชื้น เย็นสบายลมสงบและแสงสว่างไม่มาก ยุงบางชนิดชอบเกาะพักภายในบ้านตามมุมมืดที่อับชื้น ยุงบางชนิดชอบเกาะพักนอกบ้านตามสุ่มทุมพุ่มไม้ที่ชุ่มชื้น ในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา ยุงจะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน ไข่ก็สุกเต็มที่พร้อมที่จะวางไข่ได้ ยุงแต่ละชนิดเลือกแหล่งน้ำสำหรับวางไข่ไม่เหมือนกัน บางชนิดชอบน้ำใส นิ่ง เช่น ยุงลาย บางชนิดชอบน้ำโสโครกตามท่อระบายน้ำ เช่น ยุงรำคาญ ยุงบางชนิดชอบวางไข่ตามแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เช่น ยุงก้นปล่อง ยุงวางไข่ครั้งละประมาณ 100 ฟอง เมื่อยุงวางไข่แล้วก็จะบินไปหากินเลือดอีกสำหรับไข่ในรุ่นต่อไปวนเวียนอยู่เช่นนี้จนกระทั่งยุงแก่ตาย ยุงตัวเมียโดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 1 เดือน ส่วนยุงตัวผู้มีอายุสั้นกว่ายุงตัวเมีย โดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ รูปภาพ : วงจรชีวิตของยุง





















แมลงวัน (Fly) เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ใน Class Insecta, Order Diptera มีลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็ก โดยประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ขนาดลำตัวยาวประมาณ 0.5 – 16.0 มิลลิเมตร ส่วนหัวของแมลงวัน มี ตารวมขนาดใหญ่อยู่บนส่วนหน้าของหัว และมีตาเดี่ยว 3 ตาอยู่ส่วนบนของหัว เรียงเป็นรูป 3 เหลี่ยม ส่วนด้านล่างของหัวจะเป็นที่ตั้งของปาก ซึ่งแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ปากแบบซับดูด (Sponging type) และปากแบบเจาะดูด (Piercing-sucking type) ขึ้นกับชนิดของแมลงวัน และจะพบหนวดประกอบด้วย 3 ปล้องอยู่ด้านหน้าของหัว ทำหน้าที่ในการ รับกลิ่น ส่วนอกของแมลงวัน ประกอบด้วยปล้อง 3 ปล้อง โดยแต่ละปล้องจะเป็นที่ตั้งของขาแต่ละคู่ ส่วนปีกจะอยู่ที่ปล้องกลาง สำหรับปีกคู่หลังจะลดรูปไปเป็นอวัยวะในการพยุงลำตัวขณะบิน เรียกว่า Halteres อยู่ที่ปล้องสุดท้าย ส่วนท้องของแมลงวัน ประกอบด้วยปล้องท้องจำนวน 8 ปล้องในเพศผู้ และจำนวน 9 ปล้องในเพศเมีย จะเห็นได้ ชัดเพียง 4 ปล้อง ส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นอวัยวะสืบพันธุ์
วงจรชีวิตของแมลงวัน(Life Cycle)
แมลงวันมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) คือระยะไข่ ระยะตัวอ่อนหรือระยะ ตัวหนอน ระยะดักแด้ และระยะตัวเต็มวัย

- ระยะไข่ ไข่ของแมลงวันบ้านจะมีรูปร่างยาวรี (banana shaped) มีขนาดเล็กประมาณ 1 มิลลิเมตร สีขาวขุ่นหรือสีครีม ระยะไข่ต้องการความชื้นสูงประมาณ 90 % เพื่อฟักตัว ซึ่งระยะเวลาในการฟักขึ้นกับอุณหภูมิ ในการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ไข่จะฟักภายใน 6 – 12 ชั่วโมง
- ระยะตัวอ่อน หรือ ตัวหนอน หนอนแมลงวัน มีรูปร่างเรียวยาว ปลายด้านท้องใหญ่ ปากเล็กเรียวแหลมและแข็ง เรียกว่า Mouth hook ตัวอ่อนมี 3 ระยะ ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 13 มิลลิเมตร ตัวหนอนชอบกินสิ่งของที่กำลังเน่า ชอบกลิ่นแอมโมเนีย และกลิ่นยีสต์เป็นพิเศษ ตัวอ่อนเมื่อใกล้เข้าดักแด้จะหยุดกินอาหาร ระยะตัวอ่อนใช้เวลาประมาณ 6 – 7 วัน
- ระยะดักแด้ หลังจากตัวหนอนเข้าดักแด้แล้ว ผิวหนังจะเริ่มแข็งและเปลี่ยนรูปร่างโดยหดลำตัวสั้นเข้า ระยะแรกสีคล้ายตัวหนอนคือขาวครีม หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดง และดักแด้แก่เต็มที่จะ สีค่อนข้างดำ มีขนาดประมาณ 4 – 6 มิลลิเมตร ระยะดักแด้ของแมลงวัน ใช้เวลา 3 – 4 วัน
- ระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยจะออกจากดักแด้ โดยเจาะรูที่ปลายด้านหนึ่งของดักแด้ เมื่อออกมาใหม่จะบินไม่ได้เนื่องจากปีกยังไม่ยืดออกมาเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็พร้อมที่จะบิน อายุขัยของตัวเต็มวัยมีอายุเฉลี่ย 17 – 29 วัน ในสภาพอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 45 เปอร์เซ็นต์
แมลงวันมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) คือระยะไข่ ระยะตัวอ่อนหรือระยะ ตัวหนอน ระยะดักแด้ และระยะตัวเต็มวัย

- ระยะไข่ ไข่ของแมลงวันบ้านจะมีรูปร่างยาวรี (banana shaped) มีขนาดเล็กประมาณ 1 มิลลิเมตร สีขาวขุ่นหรือสีครีม ระยะไข่ต้องการความชื้นสูงประมาณ 90 % เพื่อฟักตัว ซึ่งระยะเวลาในการฟักขึ้นกับอุณหภูมิ ในการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ไข่จะฟักภายใน 6 – 12 ชั่วโมง
- ระยะตัวอ่อน หรือ ตัวหนอน หนอนแมลงวัน มีรูปร่างเรียวยาว ปลายด้านท้องใหญ่ ปากเล็กเรียวแหลมและแข็ง เรียกว่า Mouth hook ตัวอ่อนมี 3 ระยะ ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 13 มิลลิเมตร ตัวหนอนชอบกินสิ่งของที่กำลังเน่า ชอบกลิ่นแอมโมเนีย และกลิ่นยีสต์เป็นพิเศษ ตัวอ่อนเมื่อใกล้เข้าดักแด้จะหยุดกินอาหาร ระยะตัวอ่อนใช้เวลาประมาณ 6 – 7 วัน
- ระยะดักแด้ หลังจากตัวหนอนเข้าดักแด้แล้ว ผิวหนังจะเริ่มแข็งและเปลี่ยนรูปร่างโดยหดลำตัวสั้นเข้า ระยะแรกสีคล้ายตัวหนอนคือขาวครีม หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดง และดักแด้แก่เต็มที่จะ สีค่อนข้างดำ มีขนาดประมาณ 4 – 6 มิลลิเมตร ระยะดักแด้ของแมลงวัน ใช้เวลา 3 – 4 วัน
- ระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยจะออกจากดักแด้ โดยเจาะรูที่ปลายด้านหนึ่งของดักแด้ เมื่อออกมาใหม่จะบินไม่ได้เนื่องจากปีกยังไม่ยืดออกมาเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็พร้อมที่จะบิน อายุขัยของตัวเต็มวัยมีอายุเฉลี่ย 17 – 29 วัน ในสภาพอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 45 เปอร์เซ็นต์
การวางไข่(Egg Laying)

การวางไข่ครั้งแรกหลังจากการผสมพันธุ์จะเร็วหรือช้าขึ้นกับอุณหภูมิ ซึ่งอยู่ในช่วง 2 – 9 วัน จากการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ สภาพอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส พบว่าแมลงวันบ้านจะวางไข่ได้ดี หลังจากเป็นตัวเต็มวัยไม่น้อยกว่า 6 วัน ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส แมลงวันจะไม่วางไข่ ตัวเมียมักวางไข่ในแหล่งเพาะพันธุ์ โดยอาศัยกลิ่นคาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย และกลิ่นเหม็นจากสิ่งปฏิกูลต่างๆ เป็นตัวกระตุ้น แมลงวันวางไข่เป็นกลุ่มโดยเฉลี่ยประมาณ 120 ฟอง ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ถึง 10 ครั้ง หรือมากกกว่า บางตัวอาจน้อยกว่านี้ ดังนั้นแมลงวัน ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวางได้ตลอดอายุขัยประมาณ 200 – 1,000 ฟอง










โลกเรานี้มีผีเสื้อมากกว่า 20,000 ชนิด
แต่ถ้ารวมผีเสื้อกลางคืน หรือที่เรียกว่า มอท (moth)
เข้าไปด้วยละก็มีมากกว่า 110,000 ชนิดทีเดียว
วงจรชีวิตของผีเสื้อนับว่าน่าสนใจมากเลย
คือ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
ระยะแรก เป็นเวลาที่สั้นสุด คือระยะของไข่
จำนวนที่ออกมานั้นขึ้นอยู่กับชนิดของผีเสื้อ
บางชนิดมีถึง 400 ฟอง ไข่แต่ละฟองจะเป็นตัวภายใน 5 - 15 วัน

ต่อจากนั้นก็เป็นระยะตัวหนอน
ซึ่งก็จะกินใบไม้ ดอกไม้ขณะยังตูม หรือผลไม้เป็นอาหาร
หนอนผีเสื้อใช้วิธีเดียวกับงูในการสร้างความเติบโตให้กับตนเอง
คือจะใช้วิธีลอกคราบ เพราะหนังหุ้มตัวของผีเสื้อไม่ได้โตตามตัว
จึงต้องสลัดทิ้งซะเลย

กำลังออกจากดักแด้
ออกมาเป็นผีเสื้อเต็มตัวแล้ว
พอหนอนโตเต็มที่ก็จะหาที่เหมาะๆเพื่อลอกคราบครั้งสุดท้าย
ซึ่งเรียกว่าเป็นระยะที่ 3 ของชีวิต
โดยพวกหนอนจะใช้วิธีปั่นใยรอบตัวยึดกับต้นไม้
เวลาต่อมาผีเสื้อก็่จะออกจากที่ห่อหุ้ม ความสวยงามก็ได้บังเกิดขึ้นแล้ว
มีปีกที่สวยงามและจะโบยบินไปหาอาหารจากเกสรดอกไม้
และทำหน้าที่ผสมพันธุ์ให้กับพืช

ผีเสื้อต้องขยันทำงานมาก เพราะชีวิตการทำงานจะสั้นมาก ศัตรูก็เยอะ
ก่อนจะหมดสิ้นอายุขัยก็ต้องพยายามสืบพันธุ์วางไข่เพื่อให้มีผีเสื้อรุ่นใหม่
ออกมารับใช้ธรรมชาติต่อไป











การเจริญเติบโตของกบ เมื่อไข่กบมีการปฏิสนธิแล้ว จะฟักออกจากไข่เป็นลูกอ๊อดแล้วเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นกบ ขั้นตอนการเจริญเติบโตของกบ คือ
1.ไข่กบ มีลักษณะเป็นเม็ดกลม มีสีน้ำตาลปนเขียว เกาะกันเป็นแพลอยปริ่มน้ำ กลุ่มละประมาณ 50 - 150 ฟอง ถ้ามีอุณหภูมิพอเหมาะ ไข่กบที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วจะฟักเป็นตัวภายใน 3 วัน
2. ลูกอ๊อด มีลักษณะคล้ายลูกปลา หัวโต หางยาว และหายใจด้วยเหงือก
3. กบ อาศัยอยู่บนบก หายใจด้วยปอด มีขา 2 คู่ คือ ขาหน้า 1 คู่ ขาหลัง 1 คู่ เมื่อขาของกบงอกจนครบแล้ว หางก็จะหดหายไป
กบที่พบในประเทศไทยนั้นมีถึง 34 ชนิด และในต่างประเทศอีกหลายชนิด ซึ่งรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ชนิด กบบางชนิดมีขนาดที่ใหญ่มาก บางชนิดมีขนาดปานกลาง และบางชนิดก็มีขนาดเล็ก แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ตัวอย่างกบที่นิยมเลี้ยง เช่น
1. กบนา ( Rana tigerina Daudin) เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาด ประมาณ 4 ตัวต่อกิโลกรัม
2. กบบัว (Rana rugulosa Wiegmann) เป็นกบขนาดกลางตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 6 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม
3. กบภูเขา หรือเขียดแลว (Rana bythii Boulenaer) เป็นกบพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวที่โตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ชาวบ้านเรียกกันอีกชี่อหนึ่งว่า กบคลอง พบมากแถบภาคเหนือและภาคใต้
4. กบบูลฟรอค (Rana catesbeiana show) เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เข้าใจว่าใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวที่โตมีความยาวถึง 8 นิ้ว
กบเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนี้
1) ช่วยกินแมลงที่เป็นศัตรูพืช และกินปูนาซึ่งคอยทำลายต้นข้าวในนาข้าวให้เสียหาย
2) เนื้อกบเป็นอาหารของคนได้ ส่วนหนังกบใช้ทำเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระเป๋า รองเท้า และเครื่องดนตรี
ปัจจุบัน ได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงกบเป็นอาชีพ เพื่อนำกบมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ และเพิ่มปริมาณกบในธรรมชาติอีกด้วย


















ปลากัด (Fighting Fish) โดยเฉพาะปลากัดใต้ เป็นสัตว์เลี้ยงอีกอย่างหนึ่ง ของผมและบรรดาเพื่อน ๆ ทั้งหลาย สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างพวกผม มันไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใด มันสามารถหาได้ตามธรรมชาติ "การกัดปลา" จึงเป็นกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ วัยทโมนอย่างพวกผม ไม่ได้เป็นการพนัน แต่เป็นการรวมกลุ่ม เพื่ออวดอ้างถึงวิธีการเลี้ยง ของแต่ละคน และนอกเหนือไปจากความ สุขสนุกสนานตามประสาเด็กแล้ว ปลากัดยังให้อะไรอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้พวกเราได้ศึกษา ระบบนิเวศน์ของธรรมชาติ เรียนรู้ธรรมชาติโดยที่เป็น การศึกษานอกห้องเรียน ศึกษาวงจรชีวิตของปลากัด การผสมพันธ์ การอนุบาลตัวอ่อน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นการศึกษา และเข้าใจธรรมชาติโดยที่พวกเราไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ผมยังมีความชื่นชอบสัตว์เลี้ยง ชนิดนี้อีกอย่างก็คือ "ศิลปที่มีชีวิต" มันเป็นปลาที่มีความสวยงาม ที่จิตรกรชั้นเอกหรือชั้นฟ้า ไม่อาจจะตวัดปลายภู่กัน ระบานสีให้เกิดขึ้น ได้ภายในชั่วพริบตา แต่มันเป็นศิลปที่มีชีวิต อันเกิดจากธรรมชาติ เป็นจินตลีลาใต้ผืนน้ำ การร่ายรำ โดยครีบหลังที่ค่อน มาทางด้านหลังของลำตัว แพนหางขนาดโตเป็นรูปกลมมน ครีบล่างที่พร้อมกัน โบกสะบัด พริ้วไหว โอนเอนไปมาตามจังหวัด รวมทั้งจงอยปากอันแหลมคม อันเป็นการผสมผสานกัน ระหว่างศาสตร์และศิลป์ อย่างลงตัว เกล็ดแต่ละเกล็ด ดวงตาที่เปล่งประกาย ท้าทายคู่ต่อสู้หรือผู้มาเยือน สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า และสีอื่น ๆ อีกหลายหลากสีที่ปรากฏ มองดูแล้วเหมือนกับ สายรุ้งที่กำลังเคลื่อนไหว อยู่ในสายน้ำ แต่ใครเล่าจะรู้ได้ล่ะ ภายใต้สีสันที่สวยงา มและลีลาการร่ายรำ อย่างอ่อนช้อย จะแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งนักต่อ





การผสมเทียม
การผสมเทียม หมายถึง การรีดน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะของสัตว์ตัวเมีย เมื่อสัตว์ตัวเมียนั้นแสดงอาการของการเป็นสัดแล้วทำให้เกิดการตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ

ประโยชน์ของการผสมเทียม
1. ทำให้ประหยัดพ่อพันธุ์เมื่อรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ได้แต่ละครั้งสามารถนำมาละลายน้ำเชื้อแล้วแบ่งใช้ผสมกับสัตว์ตัวเมียได้จำ นวนมาก
2. สามารถผสมพันธุ์สัตว์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กต่างกันได้ โดยไม่มีอันตรายจากการขึ้นทับของพ่อพันธุ์
3. ไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงพ่อพันธุ์
4. ตัดปัญหาในเรื่องขนส่งโคไปผสมเพราะสามารถนำน้ำเชื้อไปผสมได้ไกล ๆ


ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม
โคตัวเมีย ที่แสดงอาการเป็นสัดดังกล่าว ควรจะได้รับการผสมเทียมในระยะเวลาช่วงกลางของการเป็นสัด หรือใกล้ระยะที่จะหมดการเป็นสัด (อาจจะหมดการเป็นสัดไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงก็ได้ หรือเมื่อโคเพศเมียตัวนั้นยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นขี่ ซึ่งใช้เป็นหลักในการผสมพันธุ์) โดยทั่ว ๆ ไปโคเพศเมียจะมีระยะเป็นสัดประมาณ 18 ช.ม. แล้วต่อมาอีก 14 ช.ม. จึงจะมีไข่ตกเพื่อรอรับการผสมพันธุ์กับน้ำเชื้อพ่อโค จึงเห็นสมควรที่ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม ในการดำเนินการเรื่องของรับบริการผสมเทียมดังมีหลักการที่จะใช้ในการปฏิบัติงานผสมเทียมคือ
1. เมื่อโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนรุ่งเช้าของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมในวันเวลาเดียวกัน (ก่อน 16.30 น.) ฉะนั้นพอรุ่งเช้าของแต่ละวันเจ้าของสัตว์ควรที่จะได้ไปแจ้งและบอกเวลา (ประมาณ) ที่ท่านได้เห็นสัตว์ของท่านแสดงอาการเป็นสัด
2. ถ้าโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมตอนเช้าหรือก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นเจ้าของสัตว์เมื่อพบว่าสัตว์แสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายหรือตอนเย็น ท่านควรจะไปแจ้งและบอกเวลาของการเป็นสัด (ประมาณ) ในรุ่งเช้าของวันต่อไปก็ได้
ถ้าท่านได้ศึกษาและรู้จักสังเกตการแสดงอาการเป็นสัด ว่าอาการเป็นอย่างไรและหาระยะเวลาที่จะผสมเทียมให้พอเหมาะแล้ว จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผสมเทียมติดยากหรือผสมไม่ค่อยติดในโคเพศเมียของท่านได้ทางหนึ่ง และจะทำให้เป็นประโยชน์ในด้านการเพิ่มจำนวนและปริมาณน้ำนมในกิจการโคนมของท่านยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะเรียกช่วงเวลาอันสำคัญนี้ว่า "นาทีทองในโคนมตัวเมีย"
จะรู้ได้อย่างไรว่าโคตั้งท้องหรือไม่
เมื่อโคนาง ได้รับการผสมไปแล้วประมาณ 21 วันหากโคไม่กลับมาแสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าผสมติดหรือโคตัวนั้น เริ่มตั้งท้องแล้ว เพื่อให้รู้แน่ชัดยิ่งขึ้นภายหลังจากการผสมโคนางแล้ว 50 วันขึ้นไปอาจติดต่อสัตวแพทย์หรือบุคคลผู้มีความ ชำนาญในการตรวจท้องแม่โค (โดยวิธีล้วงเข้าไปคลำลูกโคทางทวารของแม่โค) มาทำการตรวจท้องแม่โคก็จะทราบได้แน่ชัดยิ่งขึ้น
........ข้อสังเกต ในกรณีโคสาว จะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น กินจุขึ้น ความจุของลำตัวโดยเฉพาะส่วนท้องซี่โครงจะกางออกกว้าง ขึ้น ขนเป็นมัน และไม่เป็นสัดอีก

การคลอดลูก
โดยทั่วไปแม่โคจะตั้งท้องประมาณ 283 วัน หรือประมาณ 9 เดือนเศษ ในช่วงนี้แม่โคจะได้การเอาใจใส่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่และอาหารเป็นพิเศษ เพราะลูกในท้องเจริญขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในระยะก่อนคลอดประมาณ 45 - 80 วัน ควรเพิ่มอาหารผสมให้แก่แม่โคท้อง เพื่อแม่โคจะได้นำไปเสริมสร้างร่างกายส่วนที่สึกหรอ และนำไปเลี้ยงลูก หรือนำไปสร้างความเจริญเติบโตสำหรับอวัยวะบางอย่างที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและเพื่อไม่ให้แม่โคซูบผอม สำหรับแม่โคที่กำลังให้นม เมื่อตั้งท้องลูกตัวต่อไปควรจะหยุดรีดนมก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน สำหรับแม่โคท้องแรกหรือท้องสาวหรือแม่โคที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (อายุไม่ถึง 5 ปี) แม้จะให้ลูกมาแล้ว 1 หรือ 2 ตัวก็ตาม ก่อนคลอดลูกตัวต่อไปควรจะหยุดพักการรีดนมเร็วกว่าแม่โคที่โตเต็มที่แล้ว อย่างน้อยก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน เพื่อให้แม่โคได้มีเวลาเตรียมตัวได้พักผ่อนร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ บ้าง มิฉะนั้นแม่โคอาจจะได้รับผลกระทบกระเทือน นั่นหมายถึงผลเสียหายที่จะตามมาภายหลังได้ เช่น ร่างกายจะชะงักการเติบโตเพราะอาหารไม่พอ ร่างกายไม่สมบูรณ์ เมื่อคลอดลูกออกมาลูกโคอ่อนแอ มีช่วงระยะการให้นมในปีต่อไปสั้นลง ผสมติดยาก ทิ้งช่วงการเป็นสัดนาน และอื่น ๆ เป็นต้น

อาการที่แม่โคแสดงออกเมื่อใกล้คลอด
เราอาจจะสังเกตอาการต่างๆได้ดังนี้
1. เต้านมขยายใหญ่ขึ้น
2. อวัยวะเพศขยายตัวขึ้น ยิ่งใกล้วันคลอดเข้ามาสังเกตเห็นมีน้ำเมือกไหลออกมาจากช่องคลอด
3. กระดูกเชิงกรานขยายตัวออกกว้างขึ้น โคนหางตรงกระดูกก้นกบจะบุ๋มลึกลงทั้งสองข้าง
4. ช่องท้องตรงสวาปจะลึกหย่อนลง
5. ยกหางขึ้น-ลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว
6. ถ้าเป็นโคที่ปล่อยรวมฝูงจะพยายามแยกตัวออกจากฝูง
7. แม่โคที่ถูกขังจะไม่สนใจในการกินหญ้า อาหาร ยืนกระสับกระส่าย ขกขาหลังแตะอยู่เรื่อย ๆ มีการเบ่งคลอดตลอดเวลา
ท่าคลอดปกติของลูกโค


จะรู้ได้อย่างไรลูกโคคลอดปกติหรือไม่
ลักษณะการคลอดลูกในท่าปกติของแม่โค คือ ลูกโคจะเหยียดขาหน้าตรงออกมาพร้อมกันทั้งสอง (ส่วนหัวแนบชิดกับเข่า) จะเห็น เป็น 3 จุด คือ 2 กีบข้างหน้า และจมูก ถ้าหากมีลักษณะอื่น ๆ ผิดไปจากนี้ให้ถือเป็นการคลอดที่ผิดปกติ อาทิเช่น หัวพับหรือเอาด้าน หลังออกมาก่อนส่วนอื่น หรือกรณีที่ลูกโคมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่านช่องคลอดออกมาได้ หรือกรณีอื่น ๆ เช่นนี้ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์มาช่วยทำการคลอด และหากลูกโคคลอดออกมาแล้วรกยังไม่ออกตามมาถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ควรรีบตามสัตวแพทย์มาช่วยแก้ไข เพราะถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับแม่โค ซึ่งต้องรีบทำการรักษา หลังจากลูกโคคลอดออกมาแล้วควรรีบเช็ดทำความสะอาดตัวลูกโคให้แห้งโดยเร็ว โดยเฉพาะเมือกบริเวณจมูกปากและลำตัวพร้อมกับทำการตัดสายสะดือให้ห่างจากตัวโคประมาณ 1 นิ้วแล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน
การผสมเทียม (Artificial insemination)
การผสมเทียม (Artificial insemination) ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง การผสมพันธุ์ด้วยวิธีฉีดน้ำอสุจิเข้าอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศเมีย โดยไม่ได้ร่วมสัมพันธ์ทางเพศกัน
นอกจากนี้ การผสมเทียมยังหมายถึง การขยายพันธุ์สัตว์ ด้วยเทคนิคที่สามารถป้องกันการแพร่โรคทางการสืบพันธุ์
ก่อนที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการผสมเทียม ควรทราบถึงประวัติและวิวัฒนาการของงานผสมเทียมเสียก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องการผสมเทียมเพื่อพัฒนางานผสมเทียมต่อไป
ประวัติงานผสมเทียม
การผสมเทียม ได้เริ่มกำเนิดขึ้นในโลก ประมาณปี พ.ศ.1865 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอาหรับ ได้ทำการผสมเทียมม้าเป็นผลสำเร็จ โดยใช้น้ำเชื้อม้าที่ติดที่หนังหุ้มลึงค์ นำมาผสมให้กับแม่ม้าที่กำลังเป็นสัด ทำให้แม่ม้าตั้งท้องและคลอด
ปี พ.ศ. 2220 ลีเวนฮุค(Leeuwenhoek) และแฮมม์(Hamm) ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้ จึงได้ตั้งชื่อว่าเอนิมัลคู(Animalcule) ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในขณะนั้น ยังไม่ทราบว่าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้คืออะไร
ปี พ.ศ. 2323 ได้มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ชื่อลาซาโล (Lazarro Spallanzani) ได้เขียนผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลสำเร็จของการผสมเทียม โดยได้ทำการผสมเทียมสุนัข ได้ลูกสุนัขที่เกิดจากการผสมเทียม 3 ตัว และได้ทดลองแยกน้ำเชื้อโดยการกรอง พบว่า ส่วนของน้ำเชื้อที่ผ่านเครื่องกรองออกมานั้น ถ้านำไปฉีดในแม่สัตว์ที่กำลังเป็นสัด ปรากฎว่าผสมไม่ติด แต่ถ้าเอาส่วนบนที่ติดกับเครื่องกรองไปผสม ปรากฎว่าผสมติดดีขึ้น และยังพบว่า ถ้าทำให้น้ำเชื้อเย็นลงระดับหนึ่ง จะสามารถเก็บรักษาน้ำเชื้อได้นานมากขึ้น
ปี พ.ศ. 2457 ศาสตราจารย์ อะเมนเทีย(Prof.Amantea) ได้ทำการประดิษฐ์อวัยวะเพศเมียเทียมของสุนัข (Artificial vagina) เพื่อใช้ในการรีดเก็บน้ำเชื้อจากพ่อสุนัข จนเป็นจุดเริ่มต้นของการประดิษฐ์อวัยวะเพศเมียเทียมของสัตว์ชนิดอื่น ๆ
ปี พ.ศ. 2479 นักวิทยาศาสตร์ของประเทศเดนมาร์ค เริ่มพัฒนาการผสมเทียมโคนม โดยใช้วิธีล้วงเข้าทางทวารหนัก (Rectovaginal insemination) โดยใช้มือล้วงเข้าทางทวารหนักจับคอมดลูก(Cervix) แล้วใช้ปืนฉีดน้ำเชื้อสอดผ่านช่องคลอด ผ่านคอมดลูก(Cervix) จนไปถึงตัวมดลูก(Body of Uterus) และฉีดน้ำเชื้อในมดลูกทำให้อัตราการผสมติดดีขึ้น
หลังจากนั้น งานผสมเทียมได้มีการขยายมากขึ้น และกระจายไปสู่สัตว์ต่าง ๆ มีการผสมเทียมสุนัข ม้า โค แพะ แกะ จนสามารถให้กำเนิดลูกสัตว์ได้นับแสนตัว
ปี พ.ศ. 2483 ได้มีการพัฒนาน้ำเชื้อ โดยฟิลลิป(Philips) และลาดี้(Lardy) ได้ทดลองนำไข่แดงผสมเป็นสารเจือจางน้ำเชื้อ พบว่าสามารถป้องกันอันตรายของตัวอสุจิในการลดอุณหภูมิของน้ำเชื้อ และทำให้สามารถเก็บน้ำเชื้อได้นาน 2-3 วัน
ปี พ.ศ. 2484 ซาลิสเบอรี่(Salisbury) และคณะ ทดลองใช้โซเดียม ซิเตรท(Sodium citrate) และ ไข่แดง เป็นบัฟเฟอร์(buffer) ในสารเจือจางน้ำเชื้อ สามารถเพิ่มปริมาตรน้ำเชื้อ และแบ่งน้ำเชื้อไปผสมเทียมให้กับสัตว์ได้มากตัว
ปี พ.ศ. 2489 อรัมคริส(Alamquist) และคณะ ได้ทดลองเติมยาปฏิชีวนะลงไปในสารเจือจางน้ำเชื้อ พบว่าสามารถป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในน้ำเชื้อได้ดี
ปี พ.ศ. 2492 ซี โพล(C.Polge) และคณะ ชาวอังกฤษ ได้ทำการแช่แข็งน้ำเชื้อได้สำเร็จโดยเก็บน้ำเชื้อในน้ำแข็งแห้งอุณหภูมิ -79 องศาเซลเซียส
ปี พ.ศ. 2495 พอล(Polge) และโรสัน(Rowson) ได้พบว่า การเติมกลีเซอรอล ลงในสารเจือจางน้ำเชื้อ จะช่วยให้อสุจิรอดชีวิตจากการเก็บที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเริ่มในการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง
บิดาแห่งการผสมเทียม
การผสมเทียมในประเทศไทยเริ่มขึ้นโดย ในปี พ.ศ.2496 ศาสตราจารย์นีลล์ ลาเกอร์ลอฟ ชาวสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากเอฟ.เอ.โอ. ได้เดินทางมาสำรวจการเลี้ยงปศุสัตว์ในประเทศไทย โดยทุนของ เอฟ.เอ.โอ. จากนั้นได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายโครงการผลิตโคนมลูกผสมด้วยวิธีการผสมเทียมในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์ของ โครงการฯ คือ เพื่อให้ประเทศไทย สามารถผลิตน้ำนมได้เองภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศ (มูลค่านำเข้าขณะนั้นประมาณ 1,000 ล้านบาทเศษ)
หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2497 กรมปศุสัตว์ได้ส่งข้าราชการ 2 นายคือ นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ และนายสัตวแพทย์อุทัย สาลิคุปต์ โดยทุน เอฟ.เอ.โอ. ไปศึกษาอบรมนานาชาติ ณ ราชวิทยาลัยสัตวแพทย์ กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติร่วมกับรัฐบาลสวีเดน ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมวิชาการสืบพันธุ์ รวมทั้งการผสมเทียมขึ้นเป็นรุ่นแรก
หลังจากนายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ศึกษาวิชาการสืบพันธุ์และผสมเทียม ณ ประเทศสวีเดนสำเร็จ และเดินทางกลับประเทศไทย ท่านได้เริ่มต้นด้วยการพยายามก่อตั้งสถานีผสมเทียม เพื่อให้บริการผสมเทียมแก่ปศุสัตว์ของเกษตรกร รวมถึงพยายามถ่ายทอดความรู้ด้านการผสมเทียมแก่นักวิชาการของกรมปศุสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง จนในปี พ.ศ. 2499 กรมปศุสัตว์จึง ได้เปิดสถานีผสมเทียมแห่งแรก ที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียมดังกล่าว
จากที่การปฏิบัติงานผสมเทียมในระยะต้น ๆ ยังไม่มีงบประมาณสนับสนุน นายสัตวแพทย์ทศพร ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะประยุกต์ดัดแปลงเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ สำหรับปฏิบัติงานผสมเทียมโดยไม่ต้องซื้อหาจากต่างประเทศ จนสามารถประยุกต์อุปกรณ์ที่มี นำมาปฏิบัติงานผสมเทียมได้ และในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2499 นายสัตวแพทย์ทศพร ได้ผสมเทียมให้แม่โคตัวแรก ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแม่โคของนายนคร ผดุงกิจ เป็นผลสำเร็จ แม่โคดังกล่าวได้ตั้งท้องและต่อมาคลอดลูกเป็นลูกโคเพศเมีย ดังนั้น ในวันที่ 9 กันยายน ของทุก ๆ ปี จึงถือเป็นวันกำเนิดงานผสมเทียมของประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2501 สถานีผสมเทียมแห่งที่สองได้ตั้งขึ้นที่หน่วยผสมเทียมกลางในกรมปศุสัตว์ โดยมีนายสัตวแพทย์ประเสิรฐ ศงสะเสน เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียมกรุงเทพมหานคร ซึ่งนายสัตวแพทย์ประเสริฐ ได้พัฒนาและปรับปรุงพื้นฐานการเลี้ยงโคนมและการผสมเทียมในกรุงเทพมหานคร
ตามรอยของนายสัตวแพทย์ทศพรที่สร้างไว้ จนประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง


ในปี พ.ศ. 2503 สถานีผสมเทียมแห่งที่สาม ได้เปิดทำการขึ้นที่ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยนายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ รับเป็นหัวหน้าสถานี นายสัตวแพทย์ทศพรเป็นคนแรกที่บุกเบิกและดำเนินงานผสมเทียมในพื้นที่ตำบลหนองโพจนกระทั่งสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมสามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็น สหกรณ์โคนมหนองโพในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง
ตลอดระยะเวลาที่นายสัตวแพทย์ทศพร คลุกคลีกับงานผสมเทียม ท่านได้ทุมเทแรงกาย แรงใจ ได้พยายามถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ ได้พยายามสร้างสรรค์ พร้อมทั้งวางรากฐานงานผสมเทียมของเทศไทย จนงานผสมเทียม เป็นที่ยอมรับแก่เกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ทำให้หน่วยผสมเทียม ได้พัฒนาใหญ่ขึ้นตามลำดับ จากหน่วยผสมเทียมกลางได้พัฒนาเป็น กองผสมเทียม และนายสัตวแพทย์ทศพร ท่านได้เป็นผู้อำนวยการกองผสมเทียมคนแรก
จากความมุ่งมั่นที่จะพัฒนางาน รวมทั้งการวางรากฐานที่ดีของนายสัตวแพทย์ทศพร ทำให้ปัจจุบันงานผสมเทียมของประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ดังนั้น นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ จึงได้รับขนานนามว่า “ บิดาแห่งการผสมเทียมของประเทศไทย “
การพัฒนางาน
การปฏิบัติงานผสมเทียมในสมัยแรก ๆ ได้ทำการรีดน้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนม ผสมด้วยน้ำยาละลายน้ำเชื้อประเภทไข่แดงซิเตรท (Egg Yolk Citrate) โดยทำการผสมแบบน้ำเชื้อสด (Fresh Semen) พ่อพันธุ์โคนมที่ใช้รีดน้ำเชื้อระยะแรก ๆ คือ พ่อพันธุ์เรดเดน , บราวน์สวิส , เจอร์ซี่ แต่เนื่องจากสีของลูกผสมที่เกิดมา มีสีคล้ายกับโคพื้นเมือง จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมากนัก ต่อมาได้เปลี่ยนพ่อพันธุ์เป็นพันธุ์ขาว - ดำ (Holstein Friesian) ซึ่งเป็นพันธุ์โคนมพันธุ์หลักที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์โคนมประเทศ ลูกผสมที่คลอดออกมาให้สีต่างจากแม่พันธุ์ ปริมาณน้ำนมที่ได้เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ได้รับความนิยมสูงสุดจนถึงปัจจุบัน
ในปี พ.ศ. 2504 เริ่มทำการผสมเทียมสุกรครั้งแรกที่สถานีผสมเทียมกรุงเทพฯ และหนองโพ โดยใช้สุกรพ่อสุกรพันธุ์ เบิกชายร์ (Berkshire) , แฮมชายร์(Hamshrie) , ดูร๊อคเจอร์ซี่ (Duroc Jersey) , ลาร์จไวท์(Large white) และพันธุ์แลนเรซ (Landrace) ต่อมาความนิยมลดลง เนื่องจากขาดงบประมาณในการสร้างพ่อพันธุ์สุกรทดแทน การผสมเทียมสุกรระยะหลังจึงลดลง และเลิกไปในที่สุด ยกเว้นศูนย์วิจัยการผสมเทียมนครราชสีมาเพียงศูนย์ฯ เดียวที่ยังดำเนินการผลิตน้ำเชื้อสุกรในขณะนั้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2542 การผสมเทียมสุกร ได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงสุกรมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่แถบจังหวัดราชบุรีและนครปฐม ทำให้น้ำเชื้อสดสุกรที่มีจำหน่วยในท้องตลาดมีราคาสูงจนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยเริ่มเดือดร้อน ศูนย์วิจัยการผสมเทียมราชบุรี(สถานีผสมเทียมหนองโพเดิม) จึงเริ่มดำเนินการผลิตน้ำเชื้อสดสุกรอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้พ่อพันธุ์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ดูร๊อคเจอร์ซี่ (Duroc Jersey) , ลาร์จไวท์(Large white) และพันธุ์แลนเรซ (Landrace) ผลิตเป็นน้ำเชื้อสดและจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคาถูก เพื่อลดความเดือดร้อนของเกษตรกร
ในปี พ.ศ. 2517 สถานีผสมเทียมจังหวัดขอนแก่น ทำการรีดน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์อเมริกันบราห์มันได้สำเร็จ และเริ่มบริการผสมเทียมโคเนื้อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปี พ.ศ. 2521 สถานีผสมเทียมจังหวัดขอนแก่น ทำการรีดน้ำเชื้อพ่อพันธุ์กระบือพื้นเมืองได้สำเร็จ และเริ่มบริการผสมเทียมกระบือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปี พ.ศ. 2516-2522 ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศเนเธอร์แลนด์จัดทำโครงการร่วมระหว่างไทย-เนเธอร์แลนด์ ขึ้นที่ศูนย์ผสมเทียมปทุมธานี ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี มีการดำเนินการผลิตไนโตรเจนเหลวขึ้นใช้เอง และเริ่มมีการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งโค กระบือขึ้นใช้เองในปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา
องค์กร
หลังจากนายสัตวแพทย์ทศพร และบรรดาศิษย์ของท่านได้พัฒนางานผสมเทียม จนงานผสมเทียมมีการพัฒนาและขยายตัวมากขึ้น เกษตรกรนิยมใช้บริการผสมเทียมมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ทำให้สถานีผสมเทียมต่าง ๆ จำเป็นต้องมีจำนวนมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการขอใช้บริการของเกษตรกร จึงมีการจัดตั้งสถานีผสมเทียมประจำจังหวัดเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว ได้แก่ เพชรบุรี, นครปฐม , นครราชสีมา , พะเยา , อุบลราชธานี , ขอนแก่น(อ.ชนบท) , นครศรีธรรมราช , อยุธยา , ตรัง , ชลบุรี , สระบุรี , ฉะเชิงเทรา , ลพบุรี , ชัยนาท , สุพรรณบุรี , พัทลุง, ยะลา , สงขลา (หาดใหญ่) และเชียงราย เป็นต้น
ถึงแม้จะขยายสถานีผสมเทียมประจำจังหวัดเป็นจำนวนมาก ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการขอใช้บริการของเกษตรกร จน ในปี พ.ศ. 2528 ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานของประเทศ โดยสถานีผสมเทียมในแต่ละจังหวัดที่เคยมีอยู่ ได้ตัดโอนไปสังกัดสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รวมทั้งจัดตั้งหน่วยผสมเทียมเพิ่มขึ้นในทุกจังหวัดโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติงานและกองผสมเทียมเป็นผู้กำกับดูแล ทำให้งานผสมเทียมขยายตัวแบบทวีคูณ นอกจากนี้ สถานีผสมเทียมที่มีขนาดใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงเป็นศูนย์วิจัยการผสมเทียมประจำเขตต่าง ๆ และขึ้นกับสำนักงานปศุสัตว์เขต โดยมีหน้าที่ศึกษาวิจัยพัฒนางานผสมเทียมและดูแลช่วยเหลือให้คำปรึกษารวมถึงแก้ปัญหาทางวิชาการให้กับหน่วยผสมเทียมของจังหวัดต่าง ๆ ภายในเขต คือ
เขต 1 จัดตั้งศูนย์วิจัยการผสมเทียมอยุธยา (ปีพ.ศ. 2540 ได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ จ.สระบุรี) ดูแลหน่วยผสมเทียมในกรุงเทพมหานครฯ , สมุทรปราการ , นนทบุรี , ปทุมธานี , พระนครศรีอยุธยา , ลพบุรี , สิงห์บุรี , อ่างทอง , สระบุรี และชัยนาท
เขต 2 จัดตั้งศูนย์วิจัยการผสมเทียมชลบุรี ดูแลหน่วยผสมเทียมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี , ระยอง , จันทบุรี , ตราด , ฉะเชิงเทรา , ปราจีนบุรี , สระแก้ว และนครนายก
เขต 4 จัดตั้งศูนย์วิจัยการผสมเทียมขอนแก่น ดูแลหน่วยผสมเทียมในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น , อุดรธานี , เลย , หนองคาย , มหาสารคาม , ร้อยเอ็ด , สกลนคร , นครพนม , มุกดาหาร และกาฬสินธุ์
เขต 5 จัดตั้งศูนย์วิจัยการผสมเทียมเชียงใหม่ ดูแลหน่วยผสมเทียมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ , ลำพูน , ลำปาง , อุตรดิตถ์ , แพร่ , น่าน , พะเยา , เชียงราย และแม่ฮ่องสอน
เขต 7 จัดตั้งศูนย์วิจัยการผสมเทียมราชบุรี (หนองโพ) ดูแลหน่วยผสมเทียมในพื้นที่จังหวัดราชบุรี , กาญจนบุรี , สุพรรณบุรี , นครปฐม , สมุทรสาคร , สมุทรสงคราม , เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
เขต 9 จัดตั้งศูนย์วิจัยการผสมเทียมสงขลา ดูแลหน่วยผสมเทียมในพื้นที่จังหวัดสงขลา , สตูล , ตรัง , พัทลุง , ปัตตานี , ยะลาและนราธิวาส
ในปี พ.ศ. 2533 ได้ตั้งศูนย์วิจัยการผสมเทียมเพิ่มขึ้นอีก 3 ศูนย์และเริ่มดำเนินงานในปีงบประมาณ 2534 คือ
เขต 6 ศูนย์วิจัยการผสมเทียมพิษณุโลก ดูแลหน่วยผสมเทียมในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ , อุทัยธานี , กำแพงเพชร , ตาก , สุโขทัย , พิษณุโลก , พิจิตร และเพชรบูรณ์
เขต 3 ศูนย์วิจัยการผสมเทียมนครราชสีมา ดูแลหน่วยผสมเทียมในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา , บุรีรัมย์ , สุรินทร์ , ศรีสะเกษ , อุบลราชธานี , ยโสธร , ชัยภูมิ , อำนาจเจริญ และหนองบัวลำภู
เขต 8 ศูนย์วิจัยการผสมเทียมสุราษฎร์ธานี ดูแลหน่วยผสมเทียมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช , กระบี่ , พังงา , ภูเก็ต , สุราษฎร์ธานี , ระนองและชุมพร
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้งานบริการผสมเทียมมีการขยายตัวจนครอบคลุมทุกจังหวัดของประเทศ แต่คุณภาพงานโดยรวมไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากกองผสมเทียม ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลงานไม่สามารถกำกับดูแลผู้ปฏิบัติงานโดยตรงได้ เนื่องจากอำนาจการบังคับบัญชา ขึ้นตรงกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด
ปี พ.ศ. 2538 ได้มีการปรับปรุงกรอบอัตรากำลังใหม่ มีการยุบศูนย์ผสมเทียมปทุมธานี กลุ่มงานต่าง ๆ ซึ่งเคยสังกัดศูนย์ผสมเทียมปทุมธานี ได้โอนมาสังกัดกองผสมเทียม ทำให้กองผสมเทียมประกอบด้วยฝ่ายและกลุ่มงานดังนี้
1.ฝ่ายอำนวยการ
-งานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผสมเทียม
-งานสถิติและทะเบียนประวัติสัตว์
-งานแผนงานติดตามและประเมินผล
-งานธุรการ
2.ฝ่ายเลี้ยงสัตว์พันธุ์และผลิตน้ำเชื้อ
-งานเลี้ยงสัตว์พ่อพันธุ์
-งานผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง
3.กลุ่มงานวิจัยการผสมเทียม
4.กลุ่มงานวิจัยและควบคุมคุณภาพน้ำเชื้อ
5.กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผสมเทียม
6.ศูนย์วิจัยการผสมเทียม 9 ศูนย์(การบังคับบัญชาขึ้นกับสำนักงานปศุสัตว์เขต) ได้แก่
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมสระบุรี (เขต 1)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมชลบุรี (เขต 2)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมนครราชสีมา (เขต 3)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมขอนแก่น (เขต 4)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมเชียงใหม่ (เขต 5)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมพิษณุโลก (เขต 6)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมราชบุรี (เขต 7)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมสุราษฎร์ธานี (เขต 8)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมสงขลา (เขต 9)
ปี พ.ศ.2542 มีการเพิ่มกลุ่มงานเพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงานเป็นการภายใน นอกจากนี้ ฝ่ายเลี้ยงสัตว์พันธุ์และผลิตน้ำเชื้อได้ย้ายที่ทำการพร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อ ทำให้กองผสมเทียมประกอบด้วยฝ่ายและกลุ่มงานดังนี้
1.ฝ่ายอำนวยการ
-งานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผสมเทียม
-งานแผนงานติดตามและประเมินผล
-งานธุรการ
2.ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ผสมเทียม นครราชสีมา (ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนม)
-ฝ่ายเลี้ยงสัตว์พ่อพันธุ์
-ฝ่ายผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง
(วันที่ 9 กันยายน 2542 ฝ่ายเลี้ยงสัตว์พันธุ์และผลิตน้ำเชื้อ ได้ย้ายที่ทำการไปดำเนินการ ณ รอยต่อของจังหวัดนครราชสีมา ลพบุรี และชัยภูมิ ที่ตำบลลำพญากลาง อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี และเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ผสมเทียม นครราชสีมา)
3.กลุ่มงานวิจัยการผสมเทียม
4.กลุ่มงานวิจัยและควบคุมคุณภาพน้ำเชื้อ
5.กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผสมเทียม
6.กลุ่มงานวิจัยและทดสอบสกุลสัตว์
7.ศูนย์วิจัยการผสมเทียม 9 ศูนย์(การบังคับบัญชาขึ้นกับสำนักงานปศุสัตว์เขต) ได้แก่
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมสระบุรี (เขต 1)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมชลบุรี (เขต 2)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมนครราชสีมา (เขต 3)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมขอนแก่น (เขต 4) (ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์โคเนื้อ)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมเชียงใหม่ (เขต 5) (ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์โคนมและโคเนื้อซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมพิษณุโลก (เขต 6)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมราชบุรี (เขต 7) (วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2542 เปิดศูนย์ผลิตน้ำเชื้อสดสุกรสำหรับจำหน่าย)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมสุราษฎร์ธานี (เขต 8)
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมสงขลา (เขต 9)
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2544 ศูนย์วิจัยการผสมเทียมเชียงใหม่ ได้แยกส่วนที่เป็นพ่อพันธุ์และการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง ไปปฏิบัติงานที่ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อโคพันธุ์โครงการหลวงอินทนนท์
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 งานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผสมเทียม ฝ่ายอำนวยการ ได้ย้ายที่ทำการไปปฏิบัติงาน ณ บ้านบ่อคู่ ต.ท่าหลวง อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผสมเทียม
ปีงบประมาณ 2546(ตุลาคม 2545) ได้มีการเปลี่ยนกรอบส่วนราชการทั้งประเทศ โดยกองผสมเทียม ได้ยกฐานะเป็นสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ประกอบด้วย 1 ฝ่าย 4 กลุ่ม และ 15 ศูนย์ ซึ่งทั้งหมด ขึ้นตรงกับสำนัก ได้แก่
-ฝ่ายบริหารทั่วไป
-กลุ่มวิจัยและผลิตน้ำเชื้อ
-กลุ่มพัฒนาระบบข้อมูล
-กลุ่มวิจัยการผสมเทียมและความสมบูรณ์พันธุ์
-กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปศุสัตว์
-ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อน
-ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ผสมเทียมลำพญากลาง
-ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อโคพันธุ์โครงการหลวงดอยอินทนนท์
-ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
-ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อสุกรราชบุรี
-ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีย้ายฝากตัวอ่อน
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพสระบุรี
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพชลบุรี
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพนครราชสีมา
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพขอนแก่น
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพอุบลราชธานี
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพเชียงใหม่
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพพิษณุโลก
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพสุราษฎร์ธานี
-ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพสงขลา
ทั้งนี้ มีศูนย์ฯ ซึ่งไม่เป็นทางการอีก 1ศูนย์ฯ เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีการปศุสัตว์(ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผสมเทียมเดิม)
ลำดับรายนามผู้อำนวยการกองผสมเทียม
1.นายสัตวแพย์ทศพร สุทธิคำ พ.ศ.2519 - พ.ศ.2522
2.นายสัตวแพทย์ภาษย์ สาริกะภูติ พ.ศ.2522 - พ.ศ.2530
3.นายสัตวแพทย์ประเสริฐ ศงสะเสน พ.ศ.2530 - พ.ศ.2537
4.สัตวแพทย์หญิงปาริฉัตร สุขโต พ.ศ.2537 - พ.ศ.2541
5.นายสัตวแพทย์สุรจิต ทองสอดแสง พ.ศ.2541 - พ.ศ.2544
6.นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ พ.ศ.2544 - พ.ศ.2545
ลำดับรายนามผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์
1.นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ พ.ศ.2545 - ปัจจุบัน

การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ
ในธรรมชาตินั้น แม่โคที่พร้อมรับการผสมพันธุ์ จะแสดงอาการที่เรียกว่าเป็นสัด การเป็นสัดเป็นอาการที่โคยอมรับการผสมพันธุ์จากพ่อพันธุ์ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ขณะที่แม่โคเริ่มแสดงอาการเป็นสัด แม่โคจะปล่อยสารที่มีคุณสมบัติพิเศษชนิดหนึ่งออกมาเรียกว่า ฟีโรโมน(pheromone) ซึ่งพ่อพันธุ์จะรับรู้ได้ ฟีโรโมนนี้เอง เป็นตัวชักจูงให้พ่อพันธุ์สนใจแม่โค และคอยติดตามเพื่อหาโอกาสผสมพันธุ์
ในระยะต้น ๆ ของการเป็นสัด แม่โคจะยังไม่ยอมให้พ่อพันธุ์ผสม ซึ่งเป็นไปตามกลไกตามธรรมชาติของฮอร์โมนในตัวแม่โคเอง คือในระยะต้น ๆ ฟอลลิเคิล(Follicle)บนรังไข่ของแม่โค ยังไม่สุกหรือแก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจากเซลแกรนนูโรซาของฟอลลิเคิลยังมีน้อย แม่โคจึงยังไม่ยอมรับการผสม คือยังไม่ยืนนิ่งให้พ่อพันธุ์ขึ้นขี่ พอผ่านไประยะหนึ่ง ฟอลลิเคิลบนรังไข่ของแม่โคสุกหรือแก่เต็มที่ ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจากฟอลลิเคิลมีปริมาณมาก แม่โคจะยืนนิ่งให้พ่อพันธุ์ขึ้นขี่
เมื่อแม่โคยืนนิ่ง พ่อพันธุ์จะขึ้นขี่ อวัยวะเพศของพ่อพันธุ์จะยื่นยาวออกมาจากถุงหุ้ม(prepuce) พร้อมทั้งสอดส่ายหารูเปิดของอวัยวะเพศแม่โค หลังจากพ่อพันธุ์สอดอวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอดของแม่โคแล้ว พ่อพันธุ์จะกระแทกอย่างแรง(trust) และหลั่งน้ำเชื้อออกมาในช่องคลอด(Vagina) แม่โค ซึ่งการหลั่งน้ำเชื้อครั้งแรก ๆ จะมีน้ำเชื้อประมาณ 6 ซีซี มีอสุจิประมาณ 7,000 ล้านตัว พ่อพันธุ์จะใช้เวลาในการผสมต่อครั้งเร็วมากไม่ถึง 20 วินาที
จากนั้นพ่อพันธุ์จะพยายามวนเวียนหาโอกาสผสมพันธุ์เรื่อยไป ตามความแข็งแรงของพ่อพันธุ์ หรือจนกว่าแม่โคจะสิ้นสุดอาการเป็นสัด คือไม่ยอมให้พ่อพันธุ์ขึ้นขี่ ซึ่งเป็นไปตามกลไกของฮอร์โมนในตัวแม่โคอีกเช่นเดียวกัน โดยเฉลี่ยแล้วในการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ พ่อพันธุ์จะขึ้นขี่แม่โคและปล่อยน้ำเชื้อประมาณ 3-5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 30-90 นาที ความเข้มข้นของตัวอสุจิจากน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาในการผสมครั้งหลัง ๆ จะลดน้อยลง


ในการผสมพันธุ์ น้ำเชื้อของพ่อพันธุ์จะถูกปล่อยที่ช่องคลอด(Vagina)ของแม่โค ตัวอสุจิจะตั้งต้นเดินทางจากช่องคลอดเพื่อไปยังท่อนำไข่ ซึ่งหากน้ำเชื้อพบกับไข่บริเวณแอมพูล่า(Ampulla)ของท่อนำไข่ ตัวอสุจิจะเข้าผสมกับไข่เกิดการปฏิสนธิ แต่หากน้ำเชื้อเคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ แต่ไม่พบกับไข่ น้ำเชื้อจะเคลื่อนที่เลยไปถึงปากแตรและตกลงไปในช่องท้อง ในการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิไปที่ท่อนำไข่ เกิดจากการบีบตัวของมดลูก และแรงว่ายของตัวอสุจิเอง รวมถึงน้ำเมือกจากระบบสืบพันธุ์ของแม่โคที่สร้างออกมาขณะเป็นสัดด้วย
การเคลื่อนที่ของอสุจิไปที่ท่อนำไข่ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ
1.ลักษณะเร็ว(rapid phase) ตัวอสุจิจะเดินทางไปถึงท่อนำไข่โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
2.ลักษณะช้า(prolong phase) ตัวอสุจิเดินทางไปถึงท่อนำไข่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือหลาย ๆ ชั่วโมง
-ลักษณะเร็ว
จะพบอสุจิในท่อนำไข่ของแม่โค หลังจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติหรือจากการผสมเทียม ในเวลาเพียงแค่ 2-3 นาที ซึ่งอสุจิเหล่านี้ ไม่สามารถทำการปฏิสนธิหรือเข้าผสมกับไข่ได้ ส่วนใหญ่อสุจิที่พบในท่อนำไข่จากการเคลื่อนที่ลักษณะเร็ว เป็นอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหว ผนังเซลของอสุจิถูกทำลาย ซึ่งอสุจิชุดนี้จะถูกขับออกทางปากแตรของท่อนำไข่และตกลงไปในช่องท้อง
-ลักษณะช้า
อสุจิส่วนใหญ่ จะเคลื่อนที่ลักษณะช้า คือกว่าจะเดินทางไปถึงท่อนำไข่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมง เนื่องจากอสุจิจะถูกกักไว้ในบริเวณส่วนต่าง ๆ ของระบบสืบพันธุ์โคเพศเมีย บริเวณที่มักเป็นที่กักตัวอสุจิ ได้แก่ บริเวณคอมดลูก(Cervix) บริเวณรอยต่อระหว่างปีกมดลูกและท่อนำไข่ส่วนอีทมัส และบริเวณรอยต่อระหว่างท่อนำไข่ส่วนอิทมัสและแอมพูลา


เนื่องจากคอมดลูกมีลักษณะเป็นหลืบ จึงเป็นที่กักตัวอสุจิอย่างดี อสุจิส่วนใหญ่ จึงถูกกักไว้ที่บริเวณนี้ ลักษณะความเป็นหลืบของคอมดลูก จะเป็นการกรองตัวอสุจิตามธรรมชาติ ทำให้ตัวอสุจิที่ตายหรือเคลื่อนไหวผิดปกติ จะติดอยู่ตามหลืบในคอมดลูก โดยปกติจะพบอสุจิบางส่วนผ่านคอมดลูกไปถึงตัวมดลูกประมาณชั่วโมงที่ 2 หลังจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ
จากนั้นตัวอสุจิที่สามารถผ่านคอมดลูกได้ จะเคลื่อนที่ต่อไปที่ไปปีกมดลูก เมื่อไปถึงรอยแยกของปีกมดลูก ตัวอสุจิจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนตามธรรมชาติ เพื่อไปปีกมดลูกข้างซ้ายและข้างขวา ซึ่งเป็นกลไกการลดจำนวนอสุจิตามธรรมชาติ เมื่อตัวอสุจิเคลื่อนที่ผ่านปีกมดลูกไม่ว่าปีกซ้ายหรือขวาก็ตาม เมื่อไปถึงรอยต่อระหว่างปีกมดลูกกับท่อนำไข่ส่วนอิทมัส บริเวณรอยต่อนี้จะมีลักษณะเป็นลิ้นหรือกล้ามเนื้อหูรูด บริเวณรอยต่อจะเป็นจุดกักตัวอสุจิอีกจุดหนึ่ง


โดยปกติจะพบอสุจิจำนวนมากบริเวณบริเวณรอยต่อระหว่างปีกมดลูกและท่อนำไข่ส่วนอิทมัสประมาณชั่วโมงที่ 8 หลังการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ หรือ ประมาณชั่วโมงที่ 6 หลังจากตัวอสุจิผ่านคอมดลูกมาแล้ว ดังนั้น ตัวอสุจิจะให้เวลาในการเดินทางผ่านคอมดลูกประมาณ 2 ชั่วโมง
เมื่ออสุจิเดินทางมาถึงรอยต่อระหว่างปีกมดลูกและส่วนต้นของท่อนำไข่หรือท่อนำไข่ส่วนอิทมัส ตัวอสุจิส่วนใหญ่จะถูกกักไว้บริเวณนี้ บริเวณรอยต่อนี้ จะเป็นส่วนที่ทำการคัดเลือกตัวอสุจิให้เดินทางผ่านไปในได้ในปริมาณที่พอเหมาะ
เมื่ออสุจิผ่านส่วนนี้ไปได้แล้ว จะเดินทางต่อไปที่ท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า ช่วงต่อระหว่างท่อนำไข่ส่วนอิทมัสและแอมพูล่า จะเป็นตัวกรองอสุจิอีกชั้นหนึ่ง เพื่อลดปริมาณอสุจิที่จะเคลื่อนที่มาถึงท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า ปกติจะสามารถพบอสุจิในท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าบริเวณที่จะมีการปฏิสนธิเพียงไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น


ตัวอสุจิหลังการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติจะเริ่มพบที่ท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าประมาณชั่วโมงที่ 12 และพบเป็นจำนวนมากประมาณชั่วโมงที่ 22-24 หลังการผสมพันธุ์ ในการเคลื่อนที่ของอสุจิไปที่ท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าเพื่อปฏิสนธินั้น ตลอดระยะทางการเคลื่อนที่ ตัวอสุจิบางส่วนจะถูกทำลายโดยเม็ดเลือดขาวของแม่โค บางส่วนจะติดตามหลืบหรือรอยต่อหรือกล้ามเนื้อหูรูดต่าง ๆ ซึ่งเป็นการควบคุมจำนวนอสุจิไม่ให้เข้าถึงไข่มากเกินไป ป้องกันการผสมจากอสุจิมากกว่า 1 ตัว
การบีบตัวของมดลูกและการหลั่งของเมือกใส ที่เป็นการช่วยในการเคลื่อนที่ของตัวอสุจินั้น เกิดจากกลไกของฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen) ซึ่งหลั่งออกมาขณะที่แม่โคแสดงอาการเป็นสัด นอกจากนี้ยังเกิดจากฮอร์โมนอ๊อกซี่โตซิน(Oxytocin) ซึ่งหลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง เนื่องจากถูกกระตุ้นจากโคเพศผู้หรือขณะผสมพันธุ์
ในการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ เพื่อเดินทางไปท่อนำไข่ ผสมกับไข่นั้น หากแม่โคมีอาการเครียด ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้อสุจิจะเคลื่อนที่ได้ช้าลง เมือกของแม่โคที่หลั่งออกมาขณะเป็นสัด
หากนำมาเกลี่ยบนสไลด์แล้วทำให้แห้ง จะพบการตกตะกอนของเกลือโซเดียมคลอไรด์(NaCl)ที่มีลักษณะคล้ายใบเฟิร์น


ในขณะที่อสุจิเคลื่อนที่ผ่านระบบสืบพันธุ์ของแม่โคนั้น ตัวอสุจิจะเกิดปฏิกริยาที่ชื่อว่าคาร์ปาซิเตชั่น(Capacitation) เพื่ออสุจิจะสามารถปฏิสนธิกับไข่ได้ ในขณะที่แม่โคเป็นสัด ท่อนำไข่ส่วนฟิมเบียร์หรือปากแตร จะยื่นไปหุ้มรับรังไข่ไว้ เมื่อฟอลลิเคิลบนรังไข่แตก ไข่จะตกมาสู่ปากแตรและเคลื่อนที่มาตามท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า โดยการโบกพัดของขนเล็ก ๆ (cilia)ในท่อนำไข่ และการบีบตัวของท่อนำไข่รวมถึงการเคลื่อนไหวของของเหลวในท่อนำไข่ร่วมกัน ไข่จะเดินทางมาถึงท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า ซึ่งเป็นบริเวณที่ตัวอสุจิรออยู่
ตัวอสุจิจะทำการเข้าผสมกับไข่ โดยเริ่มจากตัวอสุจิหลาย ๆ ตัว ที่อยู่บริเวณนั้น จะปล่อยเอ็นไซม์จากอโครโซม(Acrosome) ชื่อไฮยาลูโรนิเดส(Hyaluronidase)ที่ส่วนหัวของตัวอสุจิเพื่อสลายเซลคิวมูลัส โอโอฟอรัส(cumulus oophorus) ที่หุ้มรอบไข่ นอกจากนี้ ฮอร์โมนแอลเอชจากแม่โคจะช่วยให้เซลคิวมูลัส โอโอฟอรัส กระจายตัวมากขึ้น ตัวอสุจิบางส่วนจึงเจาะผ่านเซลคิวมูลัส โอโอฟอรัสไปได้

หลังจากตัวอสุจิบางส่วนเจาะทะลุผ่านคิวมูลัส โอโอฟอรัสที่ล้อมรอบไข่แล้ว จะพบชั้น โคโรนา เรดิเอต้าที่ค้างอยู่บางส่วน ตัวอสุจิที่ผ่านมาถึงจะพยายามเจาะทะลุชั้นโคโรนา เรดิเอต้า อีก โดยการสลายเปลือกอะโครโซมชั้นนอกบริเวณส่วนหัวของตัวอสุจิ ซึ่งการสลายเปลือกอโครโซมชั้นนอกจะเกิดเอ็นไซม์โคโรนา เพนิเตรชัน(Corona penetration enzyme) ใช้เจาะทะลุกเซลชั้นโคโรนา เรดิเอต้า

หลังจากอสุจิเจาะทะลุเซลชั้นโคโรนา เรดิเอต้าได้แล้ว จะพบเปลือกไข่หรือโซนา เพลลูซิด้า(zona pellucida) ซึ่งเปลือกไข่ชั้นนี้ จะจำเพาะชนิดสัตว์ เปลือกไข่โซนา เพลลูซิด้าของสัตว์ต่างชนิดกันกับตัวอสุจิ ตัวอสุจิจะไม่สามารถเจาะทะลุได้
ตัวอสุจิเมื่อพบกับเปลือกโซนา เพลลูซิด้า จะพยายามเจาะทะลุโดยการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิเอง และเอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส รวมทั้งเอ็นไซม์อะโครซิน ซึ่งสร้างจากอะโครโซมของอสุจิ ตัวอสุจิจำนวนหลายตัว จะสามารถเจาะทะลุผ่านเปลือกไข่ชั้นโซนา เพลลูซิด้า หลังจากเจาะทะลุเปลือกไข่แล้ว จะพบกับไซโตพลาสซึมของไข่ ตัวอสุจิตัวแรกที่สัมผัสกับไซโตรพลาสซึมของไข่ จะเป็นเพียงอสุจิตัวเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสสัมผัสไซโตพลาสซึม(cytoplasm)และได้เข้าผสมกับไข่ เนื่องจากเมื่อตัวอสุจิตัวใดตัวหนึ่งสัมผัสกับไซโตพลาสซึมของไข่ ไซโตพลาสซึมจะปล่อยคอร์ติคัล แกรนูล มาคลุมผิวไซโตพลาสซึมทั้งหมด ทำให้อสุจิตัวอื่น ๆ เกาะไซโตรพลาสซึมไม่ได้
เมื่อตัวอสุจิตัวใดตัวหนึ่ง เกาะกับผิวไซโตรพลาสซึมแล้วจะเกิดการหลอมรวมกันระหว่างส่วนหัวของตัวอสุจิกับไซโตพลาสซึมของไข่ ซึ่งส่วนหัวของอสุจิจะแทรกเข้าไปในไข่และเกิดการรวมนิวเคลียสระหว่างอสุจิกับไข่ เรียกว่าเกิดปฏิสนธิ(fertilization) ทั้งนี้ หากไข่ที่รับการผสมกับอสุจิเป็นไข่แก่ หรือตกเป็นเวลานานจึงได้รับการผสมกับอสุจิ แล้วมีการพัฒนาเป็นตัวอ่อน ส่วนใหญ่ตัวอ่อนจำพวกนี้มักตาย
หลังเกิดการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะมีการแบ่งตัว และขณะเดียวกันก็เคลื่อนที่มาที่ปีกมดลูก หลังจากตัวอสุจิผสมกับไข่แล้ว จะมีการพัฒนาเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนเริ่มแรกจะเป็นตัวอ่อนระยะ 1 เซล เรียกว่าไซโกต จากนั้นตัวอ่อนจะแบ่งตัวเพิ่มขั้นเรื่อย ๆ จาก 1 เซล เป็น 2 เซล ตัวอ่อนระยะ 2 เซลจะพบวันที่ 2 หลังจากโคแสดงอาการเป็นสัด หรือชั่วโมงที่ 45-56 หลังเป็นสัด จาก 2 เซล เป็น 4 เซล ตัวอ่อนระยะ 4 เซลจะพบวันที่ 2 หลังจากโคแสดงอาการเป็นสัด หรือชั่วโมงที่ 50-66 หลังเป็นสัด จาก 4 เซล เป็น 8 เซล ตัวอ่อนระยะ 8 เซลจะพบวันที่ 3 หลังจากโคแสดงอาการเป็นสัด หรือชั่วโมงที่ 60-90 หลังเป็นสัด จาก 8 เซล เป็น 16 เซล ตัวอ่อนระยะ 16 เซลจะพบวันที่ 4 หลังจากโคแสดงอาการเป็นสัด หรือชั่วโมงที่ 90-125 หลังเป็นสัด ตัวอ่อนระยะ 16 เซล จะนับได้ยาก และอัตราการแบ่งตัวของแต่ละเซลก็ไม่พร้อมกัน ทำให้จำนวนเซลหลังจาก 16 เซลแล้วการแบ่งตัวอาจเป็นเลขคี่ไม่เป็นทวีคูณได้ จาก 16 เซล เป็น 32 เซล ตัวอ่อนระยะประมาณ 32 เซลจะพบวันที่ 6 หลังจากโคแสดงอาการเป็นสัด ตัวอ่อนระยะนี้จะอัดแน่นจนมองเห็นคล้ายน้อยหน่าเรียกระยะที่เห็นตัวอ่อนมีเซลอัดแน่นจนมองเห็นคล้ายน้อยหน่าว่ามอรูล่า(morula) จากนั้น ตัวอ่อนจะมีการพัฒนาจนมีช่องว่างภายในเรียกว่าบลาสโตซีส


ตัวอ่อนตั้งแต่ระยะ 1 เซล ถึง 32 เซลยังอยู่ภายในท่อนำไข่ ทุกขณะที่ตัวอ่อนมีการแบ่งตัว จะค่อย ๆ เคลื่อนที่มาที่ปีกมดลูกด้วย ตัวอ่อนจะเคลื่อนที่ถึงปีกมดลูก ประมาณวันที่ 7 เป็นระยะที่เรียกว่าบลาสโตซีส จากนั้น ตัวอ่อนจะค่อย ๆ เจริญมากขึ้น และจะเริ่มเกาะผนังมดลูกประมาณวันที่ 23 หลังจากนั้นประมาณวันที่ 35 ตัวอ่อนจะฝังตัวที่ปีกมดลูก เรียกว่าเกิดการตั้งท้อง

การผสมเทียมโค
การผสมเทียม เป็นการปฏิบัติงานที่คล้ายการทำหน้าที่ของพ่อพันธุ์ตามธรรมชาติ ต่างกันเพียงปริมาณน้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม น้อยกว่าปริมาณน้ำเชื้อจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติมาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผสมติด ตำแหน่งที่ปล่อยน้ำเชื้อก็ต่างกัน พ่อพันธุ์จะปล่อยน้ำเชื้อที่ช่องคลอด(Vagina) แต่การผสมเทียมปัจจุบันจะปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งตัวมดลูกเป็นส่วนใหญ่ เพื่อลดการถูกกักตัวอสุจิของหลืบที่คอมดลูก(Cervix)นอกจากนี้ น้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม ยังผสมด้วยยาปฏิชีวนะ เพื่อลดการติดเชื้ออันเกิดจากการสืบพันธุ์ เป็นต้น
การผสมเทียม เป็นการพัฒนาการผสมพันธุ์โดยการเลียนแบบและประยุกต์การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งหากปฏิบัติได้ถูกต้องตามขั้นตอนจะมีคุณอนันต์ แต่หากปฏิบัติผิดขั้นตอนจะมีโทษมหันต์ ซึ่งกล่าวถึงคุณและโทษของการผสมเทียมได้โดยสังเขป คือ
ประโยชน์ของการผสมเทียม
1.สามารถปรับปรุงพันธุ์สัตว์ให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
น้ำเชื้อพ่อพันธุ์พันธุ์ดีจากการรีดน้ำเชื้อเพียงครั้งเดียว สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำเชื้อแช่แข็งเพื่อทำการผสมเทียมให้กับแม่พันธุ์ได้หลายพันตัว ดังนั้น พันธุ์สัตว์ของประเทศจึงพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
2.ย่นระยะเวลาในการพิสูจน์พ่อพันธุ์
สัตว์ที่จะเป็นพ่อพันธุ์ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะที่ดีไปสู่ลูกด้วยการผสมเทียมกับสัตว์เพศเมีย นับร้อยนับพันตัว เพื่อเก็บข้อมูลจากลูกที่เกิดมา ในการที่ต้องผสมกับสัตว์ตัวเมียเป็นร้อยเป็นพันตัวเพื่อดูลักษณะของลูกที่เกิดนั้น ถ้าใช้การผสมตามธรรมชาติจะทำได้ช้า หรือแทบทำไม่ได้เลย ดังนั้น การผสมเทียมจึงสามารถย่นระยะเวลาการพิสูจน์พ่อพันธุ์ลงได้มาก
3.สามารถทำให้สัตว์คลอดลูกได้ตามฤดูกาล
โดยปกติ เกษตรกรมักต้องการให้แม่โคกระบือคลอดลูกในต้นฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำหญ้าบริบูรณ์ ถ้าปล่อยให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ สัตว์มักจะคลอดไม่ตรงต้นฤดูฝน ทำให้คลอดออกมาแล้วขาดอาหาร แต่ถ้าใช้การผสมเทียม โดยทำการผสมเทียมก่อนฤดูฝน 9 เดือน ลูกโคจะคลอดในช่วงฤดูฝนพอดี
4.ตัดปัญหาในการเลี้ยงดูสัตว์พ่อพันธุ์
ในการเลี้ยงสัตว์โดยทั่วไป มักจำเป็นต้องเลี้ยงพ่อพันธุ์อย่างน้อย 1 ตัว เพื่อให้คุมฝูง แต่เมื่อใช้บริการผสมเทียม ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์พ่อพันธุ์อีกต่อไป เป็นการประหยัดค่ายาและค่าอาหารในการดูแลพ่อพันธุ์
5.ตัดปัญหาในการขนส่งสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน
การผสมพันธุ์ในอดีต จะต้องนำสัตว์พ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ไปผสมพันธุ์กัน ซึ่งโคเป็นสัตว์ใหญ่ การขนส่งหรือการเคลื่อนย้ายทำได้ลำบาก ถ้าใช้การผสมเทียม เพียงแต่นำน้ำเชื้อแช่แข็งและอุปกรณ์การผสมเทียมไปเท่านั้น ก็ทำการผสมเทียมได้
6.สามารถผสมพันธุ์สัตว์ต่างขนาดกันได้
พ่อพันธุ์มักมีขนาดใหญ่ แต่แม่พันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคพื้นเมืองของประเทศไทย มักมีขนาดเล็ก การปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ จะทำให้แม่โคบาดเจ็บได้ การผสมเทียมจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้
7.ป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากการผสมพันธุ์กัน
โดยปกติ ปลายหนังหุ้มลึงค์ (Prepuce) ของพ่อโค มักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ ดังนั้น ถ้าปล่อยให้โคผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โอกาสที่เชื้อโรคที่สะสมที่ปลายลึงค์พ่อโค จะติดไปสู่มดลูกแม่โคจึงมีมาก แต่ถ้าใช้วิธีการผสมเทียม จะช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้ นอกจากนี้ ในกระบวนการรีดเก็บและผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งนั้น พ่อพันธุ์ต้องผ่านการตรวจโรคติดต่อทุกปี ปัญหาโรคจากพ่อพันธุ์ที่แพร่ไปกับน้ำเชื้อจึงหมดไป
8.ป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน
การเคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน ถ้าเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคระบาด เช่น โรคคอบวม , โรคปากเท้าเปื่อย การเคลื่อนย้ายไปต่างที่ จะทำให้ติดต่อไปสู่สัตว์ตัวอื่น ๆ ได้ง่าย
ข้อเสียของการผสมเทียม
1.ถ้าพ่อพันธุ์ที่ใช้ผลิตน้ำเชื้อ มีลักษณะที่ไม่ดี ลักษณะที่ไม่ดีนี้ จะแพร่กระจายได้อย่าง รวดเร็ว
2.ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำการผสมเทียม ขาดความรู้และความชำนาญ หรือทำการผสมเทียมด้วยความสกปรก อวัยวะสืบพันธุ์ของแม่โคอาจเกิดการติดเชื้อหรือบาดเจ็บได้
การที่จะปฎิบัติงานผสมเทียมโค ผู้ทำการผสมเทียม รวมถึงผู้เลี้ยง จำเป็นต้องทราบถึงธรรมชาติของแม่โคให้ดีเสียก่อน เพื่อสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องตามธรรมชาติ อัตราการผสมติดจะสูงขึ้น พื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ และต้องทำความเข้าใจ มีหลายหัวข้อด้วยกัน เจ้าหน้าที่ ควรทำความเข้าใจให้ดี เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะกล่าวเป็นหัวข้อไป ได้แก่

ช่วงห่างของรอบการเป็นสัด
ช่วงห่างของรอบการเป็นสัด (The length of estrus cycle) หมายถึงระยะเวลาของแต่ละรอบของการเป็นสัด กินเวลาประมาณ 21 วัน
โคแต่ละตัว จะมีช่วงห่างของรอบการเป็นสัดไม่เท่ากัน โคสาวประมาณ 20.23 ± 2.33 วัน ส่วนในโคที่เคยมีลูกแล้วหรือโคนาง จะมีช่วงห่างของรอบการเป็นสัด ประมาณ 21.22 ± 3.68 วัน แต่โดยเฉลี่ย จะประมาณ 21 วัน

ภายในรอบการเป็นสัดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งที่เห็นได้จากภายนอก และที่ทราบได้จากการล้วงตรวจทางทวารหนัก เช่น การบวมแดงหรือเหี่ยวย่นของอวัยวะเพศที่เห็นได้จากภายนอก หรือ ลักษณะของรังไข่ บางระยะของรอบการเป็นสัดจะมีก้อนเนื้อเหลือง(CL) บางระยะก้อนเนื้อเหลืองหายไป หรือลักษณะของมดลูก บางระยะของรอบการเป็นสัดจะแข็งยืดหยุ่น บางระยะนิ่มเหลว ซึ่งการเปลี่ยนต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในรอบของการเป็นสัดนั่นเอง


การสังเกตอาการเป็นสัด (Heat Detection)
การเป็นสัด หมายถึง การที่โคเพศเมียยอมรับการผสมพันธุ์พันธุ์ อาการของการเป็นสัด แบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ
1.อาการเสริม
2.อาการหลัก
อาการของการเป็นสัด จะเริ่มจากอาการเสริมก่อน ได้แก่ โคจะร้องบ่อย ๆ กระวนกระวาย สนใจผู้เลี้ยง สนใจโคตัวอื่น เลียและดมตัวอื่น อวัยวะเพศบวมแดง มีเมือกใสไหลจากช่องคลอด โคที่กำลังให้นมปริมาณน้ำนมจะลดลง กินอาหารลดลง ไล่ขี่ตัวอื่น เป็นต้น อาการเสริมจะมีความปรวน แปร ไม่แน่นอน บางอาการอาจเกิดให้เห็นได้ แต่บางอาการอาจไม่เกิดให้เห็น แต่สุดท้ายโคจะต้องแสดงอาการหลักออกมา
อาการหลักของการเป็นสัด ได้แก่ การที่แม่โคที่เป็นสัดยืนนิ่งให้โคตัวอื่นขี่ ซึ่งอาการยืนนิ่งให้โคตัวอื่นขี่ เป็นอาการที่สำคัญมาก ต้องสังเกตให้ได้ อาการยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่จะสัมพันธ์กับเวลาที่โคตัวนั้นจะเกิดการตกไข่ และเวลาที่จะมีการตกไข่ จะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเวลาที่เหมาะสมที่ควรทำการผสมเทียม เพื่อให้อัตราผสมติดสูงที่สุด ระยะเวลาตั้งแต่โคเริ่มยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่หรือปีนทับ จนถึงสิ้นสุดการยืนนิ่ง จะกินเวลาประมาณ 6-18 ชั่วโมงเท่านั้น
การเป็นสัดเป็นระยะที่ฟอลลิเคิล(Follicle)สุกหรือแก่ ฟอลลิเคิลที่สุกหรือแก่เรียกว่า กราเฟียน ฟอลลิเคิง(Graafian Follicle) จากการล้วงตรวจผ่านทางทวารหนักในระยะที่โคแสดงอาการเป็นสัด จะพบว่ารังไข่ข้างใดข้างหนึ่งมี กราเฟียน ฟอลลิเคิล(Graafian Follicle) ในระยะนี้ ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen) จะอยู่ในระดับที่สูง โคจะแสดงอาการเป็นสัดออกมาให้เห็น เริ่มจากมีอาการเสริมและสุดท้ายจะเป็นอาการหลัก
อาการเป็นสัด มักพบได้ในช่วงเช้าตรู่และพลบค่ำ การสังเกตอาการเป็นสัดให้ได้ผลดี ควรสังเกตวันละไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ซึ่งรวมช่วงเช้าและเย็นด้วย ครั้งละไม่น้อยกว่า 20 นาที และต้องตรวจการเป็นสัดได้ไม่น้อยกว่า 80% ของฝูงโคที่เป็นสัด เช่น ในฝูงมีแม่โคที่เป็นสัด 10 ตัว ผู้เลี้ยงควรสังเกตพบแม่โคที่เป็นสัดได้ไม่น้อยกว่า 8 ตัว เป็นต้น นอกจากนี้ สภาพแวดล้อม มีผลต่อการแสดงอาการเป็นสัดของแม่โคด้วย คือ โคที่เลี้ยงบนคอกพื้นดิน จะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าโคที่เลี้ยงบนคอกพื้นปูน

พื้นคอก ดิน คอนกรีต
ระยะแสดงอาการเป็นสัด(ชั่วโมง) 13.8 9.4
การขึ้นขี่ตัวอื่น(ครั้งต่อชั่วโมง) 7.0 3.2
การยืนนิ่งเมื่อถูกขี่(ครั้งต่อชั่วโมง) 6.3 2.9

โคที่เลี้ยงปล่อยฝูงจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าโคที่เลี้ยงแบบผูกยืนโรง ในฤดูหนาวโคจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าฤดูร้อน ช่วงเวลากลางคืนโคจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าช่วงเวลากลางวัน
เวลา % แสดงอาการเป็นสัด
06.00-12.00 น. 22
12.00-18.00 น. 10
18.00-24.00 น. 25
24.00-06.00 น. 43

การตรวจการเป็นสัดให้มีประสิทธิภาพ ควรมีการบันทึกประวัติของโคแต่ละตัวให้แน่นอน เพื่อสามารถประมาณวันที่โคควรเป็นสัดได้ รวมทั้งเครื่องหมายและเบอร์หูแม่โคต้องชัดเจน
นอกจากนี้ อาจใช้อุปกรณ์ช่วยตรวจการเป็นสัด เช่น ใช้พ่อโคซึ่งตัดท่อน้ำเชื้อออกแล้วหรือพ่อโคซึ่งทำการเบียงเบนลึงค์แล้วคุมฝูงเพื่อตรวจการเป็นสัด หรือ อาจใช้สีป้ายบริเวณโคนหาง (Tail paint) และบริเวณเหนือขึ้นไปเล็กน้อย เมื่อแม่โคที่เป็นสัดยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่ สีที่ป้ายไว้ก็จะลอกหลุด หรืออาจใช้การ์มา(Kamar heat detector) ซึ่งภายในจะบรรจุสีอยู่ ติดไว้ที่โคนหาง เมื่อแม่โคเป็นสัดยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่ หลอดสีก็จะถูกโคตัวที่ขึ้นขี่ทับแตก สีจะไหลออกมาเปื้อนบริเวณสะโพกของโคที่เป็นสัดให้สามารถสังเกตเห็นได้ นอกจากนี้อาจตรวจจากระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โมน(Progesterone) ในน้ำนมของแม่โคนม ถ้ามีน้อยกว่า 1 นาโนกรัมต่อปริมาณน้ำนม 1 ซีซี(ml) แสดงว่าแม่โคนั้นน่าจะเป็นสัด ฯลฯ


การสังเกตการเป็นสัด เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการผสมเทียม เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะทำการผสมเทียมมีเพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่จะผสมเทียมสังเกตได้จากอาการเป็นสัดของโค ดังนั้น ถ้าการสังเกตการเป็นสัดผิดพลาด จะทำให้ผสมผิดเวลา ส่งผลให้ผสมไม่ติด และถ้าผสมไม่ติด 1 ครั้ง หมายถึงเกษตรกร จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงแม่โคท้องว่างไป ฟรี 1 รอบ หรือ 21 วัน และเนื่องจากช่วงอายุขัยของแม่โคมีจำกัด หากจับสัดไม่ได้หลาย ๆ รอบ โอกาสที่จะผสมติดได้ลูกโคก็ลดลง บางทีตลอดชั่วอายุของแม่โคอาจได้ลูกโคลดลง 1-2 ตัว ซึ่งก็ส่งผลถึงการเสียโอกาสที่จะได้ปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้น 1-2 ระยะการให้นม
ประมาณได้ว่า 21 วันที่เสียไปนั้น ความสูญเสียต่อแม่โค 1 ตัว ใน 1 รอบ จะประมาณ 2,000 บาท ถ้าโคนมในประเทศไทย มีประมาณ 300,000 ตัว ผสมไม่ติดตัวละ 1 รอบ ความสูญเสียของประเทศ จะประมาณ 600,000,000 บาท
การตกไข่ (Ovulation)
การตกไข่ คือการที่ฟอลลิเคิล(Follicle) บนรังไข่แตก ไข่ตกลงจากฟอลลิเคิลลงสู่ปากแตรของท่อนำไข่ การตกไข่จะเกิดหลังจากอาการเป็นสัด โดยอิทธิพลของฮอร์โมนแอลเอชที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า
จากการที่ทราบแล้วว่า ฟอลลิเคิลบนรังไข่ซึ่งมีไข่อ่อนอยู่ภายใน มีการเจริญและฝ่อไปเป็นกลุ่ม ๆ หรือคลื่น แต่ละคลื่นใช้เวลาตั้งแต่เจริญจนถึงฝ่อสลายไปประมาณ 9-10 วัน เมื่อฟอลลิเคิลคลื่นเก่าฝ่อสลายไป จะมีฟอลลิเคิลคลื่นใหม่เจริญขึ้นมาแทนที่ ซึ่งคลื่นฟอลลิเคิลจะมีแทบตลอดอายุขัยของแม่โค รวมถึงแม่โคที่ตั้งท้องด้วย
ในทุก ๆ คลื่นฟออลิเคิล จะมีฟอลลิเคิลจำนวนมากเจริญขึ้นมาและฝ่อไป แต่จะมีฟอลลิเคิลจำนวน 1-2 ใบเท่านั้น ที่ไม่ฝ่อไปในระยะต้น พร้อมทั้งสามารถเจริญขึ้นได้จนเป็นฟอลลิเคิลขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า โดมิแนนท์ฟอลลิเคิล


โดมิแนนท์ฟอลลิเคิล เป็นฟอลลิเคิลซึ่งพร้อมจะมีการตกไข่ หากได้รับการกระตุ้นด้วยระบบฮอร์โมน ซึ่งฮอร์โมนที่สำคัญที่ทำให้เกิดการตกไข่คือฮอร์โมนแอลเอช ที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า แต่หากโดมิแนนท์ฟอลลิเคิลไม่ได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนแอลเอช โดมิแนนท์ฟอลลิเคิล จะฝ่อสลายไป เช่นเดียวกับฟอลลิเคิลใบเล็ก ๆ ที่ฝ่อสลายไปก่อนล่วงหน้านี้
ในรอบการเป็นสัดรอบหนึ่ง ๆ จะมีคลื่นฟอลลิเคิลหลายคลื่น คลื่นที่โดมิแนนท์ฟอลลิเคิลได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนแอลเอช เท่านึ้นจึงมีการแตกและตกไข่
เมื่อครบวงรอบของการเป็นสัด และโคไม่ตั้งท้อง และไม่มีความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ เยื่อบุด้านในของมดลูก(Endometrium) จะเกิดการสลายตัว ทำให้เกิดฮอร์โมนพีจีเอฟ ทูอัลฟ่า ฮอร์โมนพีจีเอฟ ทูอัลฟ่า ที่เกิดขึ้นจะไปสลายก้อนเนื้อเหลือง(Corpus Luteum) ที่อยู่บนรังไข่ ก้อนเนื้อเหลืองสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน เมื่อก้อนเนื้อเหลืองสลายไปฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน(Progesterone) ก็ลดลง ฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน เป็นฮอร์โมนที่ขัดขวางการหลั่งฮอร์โมนแอลเอชจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เมื่อฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน(Progesterone) ลดลง ทำให้ฮอร์โมนแอลเอชจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า มีปริมาณมากขึ้น และมีความถี่สูงขึ้น เมื่อฮอร์โมนแอลเอช มีปริมาณและความถี่มากขึ้น จะทำให้ฟอลลิเคิลแตก เกิดการตกไข่ (Ovulation)
ขณะที่แม่โคเป็นสัด ปากแตรของท่อนำไข่ จะบวมน้ำและเคลื่อนมาโอบรังไข่ไว้ เมื่อฟอลลิเคิลแตก ไข่ที่อยู่ในฟอลลิเคิลจึงตกลงสู่ปากแตรของท่อนำไข่และเดินทางสู่ท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า โดยการบีบตัวของท่อนำไข่และโดยการเคลื่อนตัวของของเหลวในท่อนำไข่ รวมถึงขนเล็ก ๆ ในท่อนำไข่ช่วยโบกพัด
เมื่อเทียบระยะเวลาที่มีการตกไข่กับช่วงอาการที่โคแสดงอาการเป็นสัดแล้ว พบว่าการตกไข่จะเกิดหลังจากโคเป็นสัดเริ่มยืนนิ่งยอมให้ตัวอื่นขี่ประมาณ 30 ชั่วโมง หรือหลังจากโคเริ่มสิ้นสุดการยืนนิ่งประมาณ 10 ชั่วโมง

ชม.ที่ 0 6 12 18 24 30

เริ่มยืนนิ่ง ไข่ตก

เวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม
หลังจากทำการฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่ตัวมดลูก (Body of Uterus) แล้ว อสุจิจะใช้เวลาในการเดินทางไปถึงท่อนำไข่ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะเร็ว และลักษณะช้า ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อสุจิที่เคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ลักษณะเร็ว จะตายทั้งหมดและถูกขับออกทางปากแตรของท่อนำไข่และตกลงช่องท้องของแม่โค ส่วนอสุจิที่เคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ลักษณะช้า จะเป็นอสุจิที่เข้าทำการปฏิสนธิ ซึ่งจะเริ่มพบอสุจิที่ยังแข็งแรงพร้อมที่จะทำการปฏิสนธิได้ในท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า ประมาณ 10 ชั่วโมง หลังผสมเทียมและพบมากที่สุดประมาณ 24 ชั่วโมงหลังผสมเทียม ซึ่งเหตุที่ตัวอสุจิเคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าได้ช้า เนื่องจากตัวอสุจิจะถูกกักที่บริเวณรอยต่อของปีกมดลูกและท่อนำไข่ รวมทั้งบริเวณรอยต่อของท่อนำไข่ส่วนอิทมัสและแอมพูล่า

0 6 12 18 24 30 ช.ม.

เป็นสัด ผสมเทียม

เริ่มพบอสุจิ พบอสุจิจำนวนมาก
ที่แอมพูล่า ที่แอมพูล่า

ขณะที่อสุจิ เดินทางผ่านมดลูก ผ่านท่อนำไข่ เพื่อเตรียมตัวจะทำการเจาะทะลุเปลือกไข่ ตัวอสุจิในขณะเดินทางจะมีการพัฒนาตัวเองไปด้วย เรียกว่าปฏิกิริยาคาร์ปาซิเตชัน(Capacitation) เพื่อเตรียมพร้อมผสมกับไข่
ไข่ที่ตกลงสู่ท่อนำไข่ จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 12-24 ชั่วโมง ถ้าภายในเวลา 12-24 ชั่วโมง ไข่ไม่ได้รับการผสมกับอสุจิ ไข่ก็จะสลายไป หรือไข่ที่ตกลงมาในท่อนำไข่เป็นเวลานาน จนเป็นไข่แก่จึงค่อยได้รับการผสมกับอสุจิ ตัวอ่อนมักจะตายในระยะต้น ๆ ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียมควรเป็นเวลาที่ไข่ตกและไข่จะพบกับตัวอสุจิทันที เนื่องจากเป็นช่วงที่ไข่ยังแข็งแรงและอสุจิก็ยังแข็งแรง
ตัวอสุจิชุดที่เดินทางเร็วที่สุดที่สามารถเข้าผสมกับไข่ จะพบในท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าประมาณ 10 ชั่วโมงหลังการผสมเทียม ดังนั้นหากพิจารณามุมกลับช่วงเวลาช้าที่สุดที่ผสมเทียมได้คือ 10 ชั่วโมงก่อนการตกไข่ และหากเทียบเวลาจากการที่โคยืนนิ่ง โดยไข่จะตกหลังจากโคยืนนิ่งประมาณ 30 ชั่วโมง ดังนั้นช่วงเวลาช้าที่สุดที่ผสมเทียมได้คือ 20 ชั่วโมงหลังจากโคยืนนิ่ง
นอกจากนี้ ช่วงเวลา 24 ชั่วโมง หลังการผสมเทียม จะพบอสุจิที่แข็งแรง มีปริมาณมากที่สุดในท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า จึงหมายถึงว่า อสุจิ ใช้เวลาเดินทางถึงท่อนำไข่ช้าที่สุด ภายใน 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากพิจารณามุมกลับช่วงเวลาเร็วที่สุดที่ผสมเทียมได้คือ 24 ชั่วโมงก่อนการตกไข่ และหากเทียบเวลาจากการที่โคยืนนิ่ง โดยไข่จะตกหลังจากโคยืนนิ่งประมาณ 30 ชั่วโมง ดังนั้นช่วงเวลาเร็วที่สุดที่ผสมเทียมได้คือ 6 ชั่วโมงหลังจากโคยืนนิ่ง
หากคำนวณเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม ซึ่งคือเวลาที่อสุจิพัฒนาตัวเองเรียบร้อย เดินทางมาถึงท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าและมีไข่ตกลงมาพอดี จะได้เวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม คือ ช่วงหลังจากโคที่เป็นสัดเริ่มยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่ ในช่วง 6-20 ชั่วโมง แต่จากการทดลองในประเทศไทย หากผสมในช่วง 12-18 ชั่วโมงหลังจากโคที่เป็นสัดเริ่มยืนนิ่ง จะมีอัตราการผสมติดสูงที่สุด ส่วนในต่างประเทศจะอยู่ในช่วง 10-13 ชั่วโมงหลังจากโคที่เป็นสัดเริ่มยืนนิ่งจะมีอัตราการผสมติดสูงที่สุด

ช่วงที่เหมาะสมในการผสมเทียม

ชม.ที่ 0 6 12 18 24 30


เริ่มยืนนิ่ง ไข่ตก

ช่วงที่ผสมติดดีที่สุด

การผสมเทียมให้ตรงกับช่วงเวลาที่เหมาะสมจริง ๆ ในทางปฏิบัติทำได้ยาก ดังนั้น ที่นิยมปฏิบัติและได้ผลมาก คือ หากพบว่าโคเป็นสัดยืนนิ่งตอนเช้า ทำการผสมเทียมตอนเย็น หากแม่โคเป็นสัดยืนนิ่งตอนเย็น ผสมเทียมเช้าวันรุ่งขึ้น
ตำแหน่งที่ทำการฉีดน้ำเชื้อ
ในการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ พ่อโคจะปล่อยน้ำเชื้อที่ส่วนของช่องคลอด(Vagina) หน้าคอมดลูก (Cervix) แต่ในการผสมเทียม ปริมาณตัวอสุจิที่ใช้ในการผสม น้อยกว่าการผสมตามธรรมชาติมาก หากปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งช่องคลอด เช่นเดียวกับการผสมตามธรรมชาติ จะทำให้ผสมไม่ติด
ในระยะแรก ได้มีการเปลี่ยนตำแหน่งที่ฉีดน้ำเชื้อไปที่ส่วนของคอมดลูก (Cervix) โดยการสอดเครื่องมือสำหรับเปิดคอมดลูก (Cervix) โดยสอดผ่านอวัยวะเพศ(Vulva) , ผ่านช่องคลอด(Vagina) ไปถึงคอมดลูก (Cervix) และทำการเปิดถ่างคอมดลูก จากนั้นจึงสอดหลอดน้ำเชื้อไปในคอมดลูก และปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งคอมดลูก ส่งผลให้อัตราการผสมติดสูงขึ้น แต่วิธีการยุ่งยาก เนื่องจากขณะทำการสอดหลอดน้ำเชื้อ ไม่สามารถจับยึดคอมดลูกให้อยู่นิ่งกับที่ได้ ทำให้ไม่สะดวกในการทำงาน
จากนั้น จึงมีการเปลี่ยนใช้วิธีใหม่ โดยใช้มือข้างหนึ่งล้วงผ่านทวารหนักและจับยึดคอมดลูกไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งสอดปืนฉีดน้ำเชื้อผ่านอวัยวะเพศ(Vulva) , ผ่านช่องคลอด(Vagina) ไปถึงคอมดลูกและเลยไปถึงปีกมดลูกข้างที่มีฟอลลิเคิล (เนื่องจากไข่จะตกลงสู่ปีกมดลูกข้างที่มีฟอลลิเคิล) และปล่อยน้ำเชื้อที่ปีกมดลูกข้างที่มีฟอลลิเคิล การผสมเทียมวิธีนี้ สามารถทำการผสมเทียมได้สะดวกกว่าการใช้เครื่องถ่างคอมดลูก แต่ผู้ทำการผสมต้องมีความสามารถในการล้วงคลำระบบสืบพันธุ์ การผสมเทียมวิธีนี้ ได้รับความนิยมระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เลิกไป เนื่องจากการที่ต้องสอดปืนฉีดน้ำเชื้อผ่านไปถึงปีกมดลูก ทำให้ปีกมดลูกแม่โคมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บเนื่องจากปลายปืนครูดเยื่อบุด้านในของปีกมดลูก และเกิดปัญหามดลูกอักเสบเป็นหนองสูงถ้าอุปกรณ์สำหรับผสมเทียมไม่สะอาด จึงมีการเปลี่ยนตำแหน่งที่ฉีดน้ำเชื้อใหม่
วิธีการทำเหมือนข้างต้น คือใช้มือข้างหนึ่งล้วงผ่านทางทวารหนักจับยึดคอมดลูกไว้ และสอดปืนฉีดน้ำเชื้อผ่านคอมดลูกไปถึงตัวมดลูก ในตำแหน่งที่เลยคอมดลูกประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปลายปืนฉีดน้ำเชื้อยังไม่สัมผัสกับผนังตัวมดลูกหรือปีกมดลูก และปล่อยน้ำเชื้อตำแหน่งนี้ พบว่า อัตราการผสมติดจากการปล่อยน้ำเชื้อตำแหน่งนี้ ไม่น้อยกว่าการปล่อยน้ำเชื้อที่ปีกมดลูก นอกจากนี้ อัตราการเกิดปัญหามดลูกอักเสบเป็นหนองลดลง
ต่อมาพบว่า โคที่เลี้ยงในประเทศไทยโดยเฉพาะโคนมบางส่วน มักมีปัญหาตกไข่ไม่ตรงเวลา หรือตกไข่ช้ากว่ากำหนด เนื่องจากพลังงานจากอาหารที่โคได้รับไม่สมดุล ส่งผลให้หากผสมเทียมโดยปล่อยน้ำเชื้อในตำแหน่งตัวมดลูก อสุจิส่วนใหญ่จะตกลงไปในช่องท้อง ก่อนที่ไข่จะตก ทำให้อัตราผสมติดต่ำ จึงจำเป็นต้องปรับตำแหน่งปล่อยน้ำเชื้อ เพื่อให้ตัวอสุจิบางส่วนเดินทางถึงท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าช้าลง หากไข่ตกช้ากว่ากำหนด อสุจิที่เดินทางถึงท่อนำไข่ช้านี้ จะเป็นชุดที่เข้าผสมกับไข่ โดยการปล่อยน้ำเชื้อ ปริมาณ 2 ใน 3 ของหลอดที่ตัวมดลูก(Body of Uterus) หวังผลว่าอสุจิชุดนี้ จะเข้าผสมกับไข่ หากไข่ตกตรงเวลา จากนั้นถอยปลายปืนฉีดน้ำเชื้อกลับเข้ามาที่คอมดลูก และปล่อยน้ำเชื้ออีก 1 ใน 3 ที่เหลือบริเวณคอมดลูก ซึ่งหวังผลว่า หากแม่โคตกไข่ช้ากว่าปกติ ตัวอสุจิชุดนี้ จะเป็นชุดที่เข้าผสมกับไข่
ดังนั้น ปัจจุบัน จึงนิยมปล่อยน้ำเชื้อปริมาณ 2 ใน 3 ที่ตัวมดลูก (Body of Uterus) ตำแหน่งที่ผ่านคอมดลูก (Cervix) เลยส่วนของอินเตอร์นอล ออส(internal os) ไปแล้ว ประมาณ 1 เซ็นติเมตร จากนั้นถอยปืนฉีดน้ำเชื้อออกมาให้ปลายปืนอยู่ในคอมดลูก และปล่อยน้ำเชื้อที่เหลืออีก 1 ใน 3 ของหลอดที่ส่วนของคอมดลูก (Cervix)
หลักการผสมเทียมโค
ปัจจุบัน การผสมเทียมโค นิยมทำการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็ง เพราะสะดวก สามารถนำน้ำเชื้อไปทำการผสมเทียมได้ทุกแห่ง น้ำเชื้อแช่แข็งที่ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ หลอดน้ำเชื้อจะเป็นหลอดขนาดเล็ก (Ministraw) ปริมาตร 0.25 ซีซี มีตัวอสุจิในหลอดประมาณ 20-30 ล้านตัว โดยหลังจากละลายน้ำเชื้อ(Thawing) แล้ว จะมีอสุจิที่ยังมีชีวิตไม่น้อยกว่า 40 % หรือประมาณ 8-12 ล้านตัว ซึ่งมากพอที่จะเดินทางไปปฏิสนธิกับไข่ น้ำเชื้อแช่แข็งนี้ จะแช่อยู่ในไนโตรเจนเหลวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไนโตรเจนเหลวจะมีอุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ในบางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น หลอดน้ำเชื้อจะเป็นหลอดขนาดกลาง (Medium straw) ปริมาตร 0.5 ซีซี มีตัวอสุจิในหลอดประมาณ 20-30 ล้านตัว หลังจากละลายน้ำเชื้อแล้วจะมีอสุจิที่ยังมีชีวิตไม่น้อยกว่า 40 % หรือประมาณ 8-12 ล้านตัว เช่นเดียวกัน


การละลายน้ำเชื้อ(Thawing)
น้ำเชื้อแช่แข็ง จะบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งมีสีต่าง ๆ กันแล้วแต่พันธุ์ของพ่อโค ข้างหลอดน้ำเชื้อจะพิมพ์หลาย ๆ อย่างตามแต่ความสามารถของเครื่องพิมพ์ เช่น เครื่องพิมพ์หลอดน้ำเชื้อแบบลูกกลิ้ง จะพิมพ์รหัสน้ำเชื้อและวันที่ผลิต เครื่องพิมพ์หลอดน้ำเชื้อแบบหมึกพ่น(ink jet)จะพิมพ์ สถานที่ผลิต รหัสน้ำเชื้อ ชื่อของพ่อของพ่อพันธุ์ วันที่ผลิต บางครั้ง อาจเพิ่มหมายเลขพ่อพันธุ์ และเปอร์เซ็นต์สายเลือดของพ่อพันธุ์ด้วย ในการอ่านหลอดน้ำเชื้อ จะยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากแต่ละแห่งจะพิมพ์ไม่เหมือนกัน เจ้าหน้าทีควรทำความเข้าใจให้ดี
หลอดน้ำเชื้อที่ผลิตในประเทศไทยจะมีปริมาตรบรรจุ 0.25 ซีซี แต่ในบางประเทศหลอดน้ำเชื้อบรรจุจะมีปริมาตร 0.5 ซีซี หลอดน้ำเชื้อนี้จะแช่อยู่ในไนโตรเจนเหลวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้น้ำเชื้อมีอุณหภูมิเท่ากับไนโตรเจนเหลวที่แช่ คือ –196 องศาเซลเซียส น้ำเชื้อจึงแข็งเหมือนน้ำแข็ง ดังนั้นก่อนใช้งาน จะต้องทำการละลาย (Thawing) เสียก่อน
ภายในถังน้ำเชื้อ จะมีก้านกระบอกน้ำเชื้อ (Canister) ซึ่งก้านกระบอกน้ำเชื้อ จะประกอบด้วยส่วนที่เป็นก้านสำหรับแขวนกับคอถัง และส่วนที่เป็นกรวยไว้สำหรับบรรจุกระบอกเก็บน้ำเชื้อเล็ก ๆ (Goblet)

เมื่อจะทำการละลายน้ำเชื้อเพื่อผสมเทียม ให้ทำดังนี้ คือ เปิดฝาถังเก็บน้ำเชื้อ แล้วยกก้านกระบอกน้ำเชื้อขึ้นมาจนพอเห็นหลอดน้ำเชื้อที่ต้องการ (หลอด
arale_balon@hotmail.com (IP:203.113.51.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 5 ม.ค. 2551 (16:21)
อิอิทามไมม่ายเก่งเรย ร้อเร่นโคตเก่งคัยแต่งอะ ขอเมวหน่อยดิ
คนอยากรู้เมว (IP:203.155.183.191)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 13 ม.ค. 2551 (00:03)
อยากจะให้ใช้ความเข้าใจมากกว่านะครับ
เปรียบเทียบให้เยอะๆ
อาจใช้ไดไคโนมัสคีย์ก็ได้
ไม้ขีด เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 52 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 154 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 29 ก.พ. 2551 (13:17)
<P>ขอความช่วยเหลือหน่อยดิ ต้องการข้อมูลโครงสร้างของสัตว์ใน phylum molluscaojt&nbsp;</P>
devil1911@hotmail.com (IP:118.172.243.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 11 ก.ค. 2551 (17:06)
ขอบคุณมากๆ เรย มีประโยชน์อย่างเเรง จะนำไปใช้น้า
WiZarD MaGic เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 49 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.