วิชาการดอทคอม ptt logo

เทคนิค!! .. จำไฟลัมสัตว์ (บทกลอน)

โพสต์เมื่อ: 19:51 วันที่ 12 ต.ค. 2549         ชมแล้ว: 54,891 ตอบแล้ว: 55
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
มีบทกลอนที่อยากจะนำเสนอให้กับเพื่อน ๆ ชาววิชาการทุกคนนะค่ะ เป็นบทกลอนที่เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่สำหรับบางคนที่ไม่เคยได้ยิน หวังว่าคงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย


Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง





จำนวน 53 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 12 ต.ค. 2549 (20:11)
.....อาณาจักรสัตว์....

อาณาจักรของสัตว์จัดเป็นพวก

เพื่อสะดวกแก่นักเรียนเพียรท่องบ่น

จึงจำแนกแยกคำทำเป็นมนต์

ให้ทุกคนเรียนง่ายสบายใจ



อันพวกสัตว์จัดเป็นกี่ไฟลัม

โปโตซัวตัวนำจำได้ไหม

สัตว์เซลล์เดียวทั้งตัวอยู่ทั่วไป

ทั้งน้ำในดินอากาศไม่หวาดกลัว



ไฟลัมนี้ก็มีอะมีบา

อีกพารามีเซียมมันเขียมหัว

ทั้งเชื้อไข้ต่างต่างมีรอบตัว

โปโตซัวก็มีฉะนี้แล
Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 12 ต.ค. 2549 (20:13)
ไฟลัมพอริเฟอรา (Phylum Porifera)



พอริเฟอราน่ะจำง่าย

มีเซลล์หลายมากความตามกระแส

ตัวมีรูพรุพรุนให้คุณแล

ก็ได้แก่ฟองน้ำจำให้ดี
Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 12 ต.ค. 2549 (20:15)
ไฟลัมซีเลนเตอราต้า (Phylum Coelenterata)



ซีเลนเตอราต้าสาขานี้

หนวดมันมีพิษอยู่เด่นเป็นศักดิ์ศรี

มีไฮดราปะการังดังวจี

แมงกะพรุนตัวดีดังจี้ไฟ
Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 12 ต.ค. 2549 (22:09)
โอ้ว! พระเจ้ามันเป็นสิ่งที่วิเศษมากเลยจอร์จ (55555+ บ้าไปแว้วว) งืมๆ ดีจัง
พญายม
ร่วมแบ่งปัน266 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 12 ต.ค. 2549 (22:26)
ยอดมากค่ะ ความคิดดีจริงๆ *-*
bliss-onic (IP:203.113.61.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 13 ต.ค. 2549 (05:34)
เห็นแล้วขอจำแบบเก่าดีกว่า - -"
spider
ร่วมแบ่งปัน387 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ต.ค. 2549 (17:50)
ก้อดีอยู่หรอกนะผมว่าแต่ผม คงจะเลือกจำแบบเก่าดีกว่าอะ อิอิ
Fal (IP:222.123.118.180,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 13 ต.ค. 2549 (22:09)
น่าสนใจมากค่ะ มีอีกไหมค่ะ
opp (IP:203.113.45.5,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 13 ต.ค. 2549 (23:11)
....ไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส (Phylum Platyhelminthes)...

แพลทีเฮลมินทิส

ปาราสิตต้องพึ่งพาเพื่อนอาศัย

มีพยาธิตัวตืด ตัวใบไม้

ชอบอยู่ในลำไส้คนสัตว์แบนชัดจิง







...ไฟลัมแอนนิลิดา (phylum Annelida)

แอนนีลิดาขาหาไม่

ลำตัวไซร้เปียกต่อข้อถึงหาง

คอสวมแหวนแทนประสาทไม่อาจวาง

สองพูต่างสมองของพวกเรา

ไส้เดือนดินแม่เพรียงอยู่เคียงข้าง

ปลิงจืดอ้างสงกรานต์ท่านเพื่อนเขา

ทากดูดเลือดหนอนทะเลเท่ห์ไม่เบา

เพราะว่าเราทูอินวันฉันกะเทย





....ไฟลัมอาร์โทร์โปดา (Phylum Arthropoda)

อาร์โทร์โปดาขาเป็นข้อ

ลำตัวต่อกลวงในจำไว้เหวย

แมลงแมงกุ้งปูจำไว้เลย

กิ้งกือเอ๋ยตะขาบมดจดไรแดง

หายใจใช้ท่อลมและลังบุค

แสนสนุกสุขใจไม่เลือกแห่ง

ใน น้ำ บก อากาศ อาจมาแรง

บ้างมีแหล่งเกาะเมียกินจนสิ้นใจ
Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 14 ต.ค. 2549 (00:27)
ก็ดีนะ
Tanname
ร่วมแบ่งปัน752 ครั้ง - ดาว 163 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 16 ต.ค. 2549 (12:50)
แต่งต่อสิครับ จะรออ่าน
Package
ร่วมแบ่งปัน171 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 17 ต.ค. 2549 (19:21)
สุดยอดมาก จะจำเอาไว้ครับ
armer
ร่วมแบ่งปัน134 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 17 ต.ค. 2549 (20:07)
มีเพลง ท่องจำ Class ใน Arthropoda



เมอโรสโตมาต้า เมอโรสโตมาต้า แมงด๊า แมงดา แมงด๊า แมงดา มีระยาง 1 คู่ ไว้กินอาหาร



อินเซกต้า อินเซกต้า หัว อก ท้อง หัว อก ท้อง มีระยาง 3 คู่ ไว้เดินไปมา



อแรกชะนีดา อะแรกชะนีด้า แมงมุมแมงป่องเห็บไร แมงมุมแมงป่องเห็บไร มีระยาง 2 คู่ ไว้กินอาหาร
ช้างน้ำ
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 21 ต.ค. 2549 (11:32)
เพลง คอมเม้นข้างบนนี่ อยากรุ้จังหวะ อ่ะ อ่านแล้ว งงๆ 555+
lll ••• P l o i d Z * ••• lll
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 24 ต.ค. 2549 (19:42)
ขอบคุณมากฮับ...ช่วยได้เยอะเลย พอดีครูให้ไปทบทวนเรื่องนี้แต่หาหนังสือเก่าไม่เจอเลย ขอบคุณอย่างแรง!!

ว่าแต่ว่า...มันมีเก้าไฟลัมไม่ใช่เหรอฮะ ถ้าจะกรุณาต่อให้อีกสามไฟลัมจะขอบคุณมากๆๆเลยงับ T^T
Dandilion_heart@hotmail.com (IP:124.157.171.190,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 24 ต.ค. 2549 (21:26)
สัตว์มีมากกว่า 9 ไฟลัมนะ
spider
ร่วมแบ่งปัน387 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 27 ต.ค. 2549 (19:09)
มาลงเพิ่มแล้วค่ะ



ไฟลัมมอลลัสกา (phylum Mollusca)

....ไฟลัมนี้ตัวอ่อนมอลสัสก้า

เปลือกแข็งหนาไว้ต้านศตรูได้

มีปลาหมึกหอยทากมากมายไง

เพศ หัวใจ ไต เหงือก ปอด ยอดสำคัญ
Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 3 พ.ย. 2549 (00:45)
คิดได้ไง สุดๆเลย ยอมรับ
รีร่า (IP:125.24.141.80,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 3 พ.ย. 2549 (21:35)
ไปเปิดใน wap dek-d สิ หัวข้อ ติว admission
987 (IP:222.123.43.77,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 3 พ.ย. 2549 (23:10)
เก่งจัง

แต่จำไม่หมดอะนะ
atom+bio (IP:203.209.8.9,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 5 พ.ย. 2549 (10:19)
อ่า...



แล้ว Nematoda อ่ะคะ



หายไปหนาย~
- :. Polysaccharide .: - (IP:221.128.107.106,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 5 พ.ย. 2549 (21:33)
อะค่ะ โทดทีค่ะ ลืม



....ไฟลัมนีมาโตด้า (nematoda or nematheminthes)...



...นีมาโตดาพยาธิ

ตัวมันสิกลมตอบชอบสู่สิง

มีไส้เดือนตัวจี๊ดฤทธิ์ืแรงจิง

ปากขอยิ่งเหลือร้ายแทบวายวาง
Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 5 พ.ย. 2549 (21:37)
ไฟลัมสุดท้ายจ้าาาาา

...ไฟลัมคอร์ดาตา (phylum Chordata)

... คอร์ดาตาที่นี้สูงที่สุด

ทั้งมนุษย์และสัตว์จัดรวมใส่

บ้างมีกระดูกสันหลังฟังขึ้นใจ

เขาแบ่งไว้ซับไฟลัมจำจงดี

……..“ยูโรคอดาตา”นะมีปลอก

ตามคำบอกหางหายกายเติบใหญ่

“เซฟาโรคอดาตา”ว่ากันไป

ขอบอกใบ้สันหลังยังไม่มี


Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 5 พ.ย. 2549 (21:45)


40871
มี คลาสด้วย อิอิ

Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 5 พ.ย. 2549 (21:48)


คลาสที่ 2 นะ จำให้ดีล่ะค่ะ
40872

Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 5 พ.ย. 2549 (21:49)


40873
คลาสที่ 3 ฮ่ะ 555+ จำกันได้รึยัง จ๊ะ

Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 5 พ.ย. 2549 (21:51)
........คลาสแมมมาเรียมีเมียผัว

ที่ลำตัวมีสันหลังฟังแล้วเก๋

เลี้ยงลูกด้วยนมโตสมคะเน

ก็ออกเร่หาอาหารและงานเอง

........มีลิงช้างหมูหมาปลาวาฬด้วย

ออกไข่สวยใหญ่ด้วยนมชมว่าเจ๋ง

ตุ่นปากเป็ดตัวกินมดอกหวั่นเกรง

ค้างคาวเบ่งวางมาดคลาสเดียวกัน



Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 6 พ.ย. 2549 (13:48)
เหมาะจิง ๆ เลยคับ ไม่ต้องไปท่องมาก จำง่ายดีนะคับ

สนับสนุน จากใจจิง
yokuza (IP:125.24.202.62,10.0.0.51,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 7 พ.ย. 2549 (22:02)
-- -- บรรเจิดม๊ากๆ ^.^
Bankkysang
ร่วมแบ่งปัน80 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 7 พ.ย. 2549 (23:47)
ดีจ้า..........

เอ็มชอบมากกกกกกกกกกกกกกกก

จำง่ายด้วย 555+

ไม่ต้อง.......นั่งอ่านเป็นวันๆ

ดีมากมาย

แล้วเอ็มจะเอาไปฝากเพื่อนๆ

ขอบคุณมากคราบบบบบบบบบบบบบบ



ปล.ถ้ามีอีกก็รบกวนด้วยนะคราบ
emmy_2533@hotmail.com (IP:203.188.22.137,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 20 พ.ย. 2549 (19:42)
ขอบคุณสำหรับความตอบรับที่ดี ๆ นะค่ะ ที่นำมาลงให้เพื่อน ๆ

เป็นผลงานของอาจารย์โรงเรียนเราเองนะ โรงเรียนสรรพวิทยาคม (สับ-พะ-วิด-ทะ-ยา-คม)

จังหวัด ตาก ค่ะ ยังไง ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ
Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 21 พ.ย. 2549 (02:39)


40874




ทามปายได้ -*- ได้ทั้งชีวะและภาษาไทย = =





Mr.T
ร่วมแบ่งปัน512 ครั้ง - ดาว 169 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 24 พ.ย. 2549 (18:38)
ดีๆ เรากำลังอ่านเรื่องนี้อยู่พอดีเลย ขอบคุณมาก จ้าาา

จำง่ายดีมากเลย ^^
ม้าน้อย (IP:203.113.45.5,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 1 ธ.ค. 2549 (17:39)
การท่องนั้นจะต้อง ท่องทุกวัน ในเวลาว่าง ๆ จะช่วยให้เราจำได้ สู้ ๆ นะค่ะเพื่อน ๆ


Optimism
ร่วมแบ่งปัน165 ครั้ง - ดาว 156 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 9 ก.ค. 2550 (17:57)
ไฟลัม (อังกฤษ: phylum) เป็นขั้นอนุกรมวิธานขั้นหนึ่งในการจำแนกสัตว์ในทางวิทยาศาสตร์ (ในทางพืชนิยมใช้คำว่า ส่วน แทนไฟลัม ไฟลัมถือเป็นการจัดกลุ่มในขั้นสูงที่สุดแยกตามสายวิวัฒนาการ แต่บางครั้งก็มีการรวมไฟลัมเป็นไฟลัมใหญ่ (superphylum) อีกทีหนึ่ง เช่น Echdysozoa ที่ประกอบด้วยสัตว์มีเปลีอกแข็งและหนอนตัวกลม และ Deuterostomia ที่ประกอบด้วยปลาดาวและสัตว์มีแกนสันหลัง

ไฟลัมมีประมาณ9ชนิดดังนี้

ไฟลัมของสัตว์ที่รู้จักกันมากที่สุด ได้แก่ โมลลัสคา, พอริเฟอรา หรือ ฟองน้ำ, Cnidaria, แพลทีเฮลมินทีส, นีมาโทดา, Annelida, อาร์โทรโพดา, เอคคิโนเดอร์มาทา และ Chordata ซึ่งมนุษย์ก็อยู่ในไฟลัมนี้ ถึงแม้ว่าจะมีไฟลัมทั้งหมดประมาณ 35 ไฟลัม ไฟลัมที่กล่าวถึง 9 ตัวนี้คลอบคลุมสปีชีส์ส่วนใหญ่ และทุกไฟลัมยกเว้น Onychophora ต่างก็มีสมาชิกอาศัยในมหาสมุทร































การที่จะควบคุมยุงให้ได้ผลดีนั้นจะต้องเรียนรู้ยุงให้ถ่องแท้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีววิทยาของยุงซึ่งรวมทั้งวงจรชีวิต อุปนิสัยของยุง ถิ่นที่อยู่ และแหล่งเพาะพันธุ์

วงจรชีวิตของยุง มี 4 ระยะคือ ไข่ ลูกน้ำ ตัวโม่ง และตัวเต็มวัย

ไข่ ไข่ยุงมีขนาดเล็กมากประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไข่ยุงมีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันไป ไข่ยุงก้นปล่องมีทุ่นลอยใสๆ ติดอยู่ด้านข้างของไข่ช่วยพยุงให้ไข่ลอยน้ำได้ ไข่ยุงลายไม่มีทุ่นลอยแต่เกาะติดอยู่ตามผนังภาชนะกักเก็บน้ำ เช่น โอ่งน้ำ โดยเกาะติดอยู่ตามขอบเหนือระดับน้ำเล็กน้อย ไข่ยุงรำคาญเรียงตัวเกาะกันเป็นแพอยู่บนผิวน้ำ ไข่ยุงเสือเกาะติดอยู่ตามขอบใต้ใบพืชน้ำบางชนิดที่อยู่ปริ่มน้ำ ยุงวางไข่ครั้งละประมาณ 100 ฟอง ระยะฟักไข่ประมาณ 2 วัน ก็จะออกมาเป็นลูกน้ำ

ลูกน้ำ แรกเริ่มเมื่อลูกน้ำฟักออกมาจากไข่ มีขนาดเล็กมากเป็นลูกน้ำระยะที่ 1 จากนั้นลูกน้ำจะกินอาหารทำให้เจริญเติบโตขึ้นและลอกคราบเปลี่ยนเป็นลูกน้ำระยะที่ 2 ซึ่งมีขนาดโตขึ้นแต่มีรูปร่างเหมือนเดิม ลูกน้ำจะกินอาหารและเจริญเติบโตขึ้นอีกเป็นลูกน้ำระยะที่ 3 และ 4 ต่อไป การเปลี่ยนระยะแต่ละครั้งจะมีการลอกคราบเสมอ เมื่อลูกน้ำระยะที่ 4 เจริญเต็มที่ก็จะลอกคราบครั้งสุดท้าย เปลี่ยนเป็นระยะตัวโม่ง ซึ่งมีลักษณะรูปร่างแตกต่างไปจากลูกน้ำอย่างมาก ระยะที่เป็นลูกน้ำใช้เวลาประมาณ 6 วัน ลูกน้ำยุงก็มีรูปร่างลักษณะรวมทั้งการเกาะที่ผิวน้ำและนิสัยการกินอาหารแตกต่างกันไป เช่น ลูกน้ำยุงก้นปล่องไม่มีท่อหายใจมีแต่เพียงรูหายใจ จึงลอยตัวขนานกับผิวน้ำและหาอาหารที่ผิวน้ำ ลูกน้ำยุงลายมีท่อหายใจสั้น เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำและหาอาหารที่ก้นภาชนะกักเก็บน้ำ ลูกน้ำยุงรำคาญมีท่อหายใจยาว เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำเช่นกันแต่หาอาหารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ

ตัวโม่ง มีลักษณะรูปร่างที่เด่นชัดคือหัวโต ตามปกติจะลอยตัวนิ่งๆ ที่ผิวน้ำ แต่ถ้าถูกรบกวนจะเคลื่อนที่ได้อย่างว่องไว ระยะตัวโม่งนี้จะหยุดกินอาหารและเป็นระยะสุดท้ายที่ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำ ระยะตัวโม่งใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนที่อยู่ภายในเจริญเติบโตเต็มที่ก่อนที่จะลอกคราบออกมาเป็นตัวยุงตัวเต็มวัย

ระยะเวลาเริ่มจากยุงวางไข่จนกระทั่งเจริญจนถึงยุงตัวเต็มวัย ในประเทศเขตร้อยชื้นอย่างเช่นประเทศไทยนั้นใช้เวลาประมาณ 10 วันเท่านั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดยุงด้วย

ตัวเต็มวัย เมื่อตัวโม่งเจริญเต็มที่จะลอยนิ่งๆ อยู่กับที่ จากนั้นเปลือกหุ้มบริเวณส่วนหัวของตัวโม่งเริ่มปริออก ตัวยุงที่อยู่ภายในจะค่อยๆ ดันออกมา ขณะที่ตัวยุงโผล่พ้นเปลือกตัวโม่งเกือบหมดเหลือเฉพาะส่วนขา ก็จะเริ่มคลี่ปีกออก เมื่อปลายขาหลุดออกมาหมดแล้วก็จะเกาะอยู่บนผิวน้ำหรือบริเวณใกล้เคียงประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ปีกแข็งแรงพอที่จะบินได้ ตามปกติแล้วยุงตัวผู้ออกมาก่อนยุงตัวเมียและอาศัยบริเวณแหล่งเพาะพันธุ์ตลอดชีวิต กินอาหารพวกน้ำหวานจากพืชโดยไม่กินเลือด ยุงตัวผู้มีอายุสั้นกว่าตัวเมีย ส่วนยุงตัวเมียเมื่อออกมาจากตัวโม่งจะกินอาหารพวกน้ำหวานจากพืชก่อน เพื่อให้มีพลังงาน จากนั้นก็ผสมพันธุ์โดยยุงตัวเมียผสมพันธุ์ครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิตก็สามารถออกไขได้ตลอดไป เมื่อยุงตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วก็จะหาอาหารเลือดซึ่งมีโปรตีนและธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของไข่ โดยทั่วไปถ้ายุงตัวเมียไม่ได้กินเลือด ไข่ก็ไม่เจริญจึงไม่สามารถวางไข่ต่อไปได้ ยุงแต่ละชนิดชอบกินเลือดเหยื่อแตกต่างกันไป ยุงบางชนิดชอบกินเลือดคน เช่น ยุงลาย ยุงบางชนิดชอบกินเลือดสัตว์ เช่น ยุงรำคาญ ยุงบางชนิดชอบกินทั้งเลือดคนและเลือดสัตว์

เมื่อยุงได้กินเลือดเต็มที่แล้ว ก็จะไปหาบริเวณที่เหมาะสม เกาะพักนิ่งๆ เพื่อรอเวลาให้ไข่เจริญเติบโต เช่น ตามที่อับชื้น เย็นสบายลมสงบและแสงสว่างไม่มาก ยุงบางชนิดชอบเกาะพักภายในบ้านตามมุมมืดที่อับชื้น ยุงบางชนิดชอบเกาะพักนอกบ้านตามสุ่มทุมพุ่มไม้ที่ชุ่มชื้น ในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา ยุงจะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน ไข่ก็สุกเต็มที่พร้อมที่จะวางไข่ได้ ยุงแต่ละชนิดเลือกแหล่งน้ำสำหรับวางไข่ไม่เหมือนกัน บางชนิดชอบน้ำใส นิ่ง เช่น ยุงลาย บางชนิดชอบน้ำโสโครกตามท่อระบายน้ำ เช่น ยุงรำคาญ ยุงบางชนิดชอบวางไข่ตามแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เช่น ยุงก้นปล่อง ยุงวางไข่ครั้งละประมาณ 100 ฟอง เมื่อยุงวางไข่แล้วก็จะบินไปหากินเลือดอีกสำหรับไข่ในรุ่นต่อไปวนเวียนอยู่เช่นนี้จนกระทั่งยุงแก่ตาย ยุงตัวเมียโดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 1 เดือน ส่วนยุงตัวผู้มีอายุสั้นกว่ายุงตัวเมีย โดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ รูปภาพ : วงจรชีวิตของยุง











































แมลงวัน (Fly) เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ใน Class Insecta, Order Diptera มีลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็ก โดยประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ขนาดลำตัวยาวประมาณ 0.5 – 16.0 มิลลิเมตร ส่วนหัวของแมลงวัน มี ตารวมขนาดใหญ่อยู่บนส่วนหน้าของหัว และมีตาเดี่ยว 3 ตาอยู่ส่วนบนของหัว เรียงเป็นรูป 3 เหลี่ยม ส่วนด้านล่างของหัวจะเป็นที่ตั้งของปาก ซึ่งแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ปากแบบซับดูด (Sponging type) และปากแบบเจาะดูด (Piercing-sucking type) ขึ้นกับชนิดของแมลงวัน และจะพบหนวดประกอบด้วย 3 ปล้องอยู่ด้านหน้าของหัว ทำหน้าที่ในการ รับกลิ่น ส่วนอกของแมลงวัน ประกอบด้วยปล้อง 3 ปล้อง โดยแต่ละปล้องจะเป็นที่ตั้งของขาแต่ละคู่ ส่วนปีกจะอยู่ที่ปล้องกลาง สำหรับปีกคู่หลังจะลดรูปไปเป็นอวัยวะในการพยุงลำตัวขณะบิน เรียกว่า Halteres อยู่ที่ปล้องสุดท้าย ส่วนท้องของแมลงวัน ประกอบด้วยปล้องท้องจำนวน 8 ปล้องในเพศผู้ และจำนวน 9 ปล้องในเพศเมีย จะเห็นได้ ชัดเพียง 4 ปล้อง ส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นอวัยวะสืบพันธุ์

วงจรชีวิตของแมลงวัน(Life Cycle)

แมลงวันมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) คือระยะไข่ ระยะตัวอ่อนหรือระยะ ตัวหนอน ระยะดักแด้ และระยะตัวเต็มวัย



- ระยะไข่ ไข่ของแมลงวันบ้านจะมีรูปร่างยาวรี (banana shaped) มีขนาดเล็กประมาณ 1 มิลลิเมตร สีขาวขุ่นหรือสีครีม ระยะไข่ต้องการความชื้นสูงประมาณ 90 % เพื่อฟักตัว ซึ่งระยะเวลาในการฟักขึ้นกับอุณหภูมิ ในการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ไข่จะฟักภายใน 6 – 12 ชั่วโมง

- ระยะตัวอ่อน หรือ ตัวหนอน หนอนแมลงวัน มีรูปร่างเรียวยาว ปลายด้านท้องใหญ่ ปากเล็กเรียวแหลมและแข็ง เรียกว่า Mouth hook ตัวอ่อนมี 3 ระยะ ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 13 มิลลิเมตร ตัวหนอนชอบกินสิ่งของที่กำลังเน่า ชอบกลิ่นแอมโมเนีย และกลิ่นยีสต์เป็นพิเศษ ตัวอ่อนเมื่อใกล้เข้าดักแด้จะหยุดกินอาหาร ระยะตัวอ่อนใช้เวลาประมาณ 6 – 7 วัน

- ระยะดักแด้ หลังจากตัวหนอนเข้าดักแด้แล้ว ผิวหนังจะเริ่มแข็งและเปลี่ยนรูปร่างโดยหดลำตัวสั้นเข้า ระยะแรกสีคล้ายตัวหนอนคือขาวครีม หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดง และดักแด้แก่เต็มที่จะ สีค่อนข้างดำ มีขนาดประมาณ 4 – 6 มิลลิเมตร ระยะดักแด้ของแมลงวัน ใช้เวลา 3 – 4 วัน

- ระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยจะออกจากดักแด้ โดยเจาะรูที่ปลายด้านหนึ่งของดักแด้ เมื่อออกมาใหม่จะบินไม่ได้เนื่องจากปีกยังไม่ยืดออกมาเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็พร้อมที่จะบิน อายุขัยของตัวเต็มวัยมีอายุเฉลี่ย 17 – 29 วัน ในสภาพอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 45 เปอร์เซ็นต์

แมลงวันมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) คือระยะไข่ ระยะตัวอ่อนหรือระยะ ตัวหนอน ระยะดักแด้ และระยะตัวเต็มวัย



- ระยะไข่ ไข่ของแมลงวันบ้านจะมีรูปร่างยาวรี (banana shaped) มีขนาดเล็กประมาณ 1 มิลลิเมตร สีขาวขุ่นหรือสีครีม ระยะไข่ต้องการความชื้นสูงประมาณ 90 % เพื่อฟักตัว ซึ่งระยะเวลาในการฟักขึ้นกับอุณหภูมิ ในการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ไข่จะฟักภายใน 6 – 12 ชั่วโมง

- ระยะตัวอ่อน หรือ ตัวหนอน หนอนแมลงวัน มีรูปร่างเรียวยาว ปลายด้านท้องใหญ่ ปากเล็กเรียวแหลมและแข็ง เรียกว่า Mouth hook ตัวอ่อนมี 3 ระยะ ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 13 มิลลิเมตร ตัวหนอนชอบกินสิ่งของที่กำลังเน่า ชอบกลิ่นแอมโมเนีย และกลิ่นยีสต์เป็นพิเศษ ตัวอ่อนเมื่อใกล้เข้าดักแด้จะหยุดกินอาหาร ระยะตัวอ่อนใช้เวลาประมาณ 6 – 7 วัน

- ระยะดักแด้ หลังจากตัวหนอนเข้าดักแด้แล้ว ผิวหนังจะเริ่มแข็งและเปลี่ยนรูปร่างโดยหดลำตัวสั้นเข้า ระยะแรกสีคล้ายตัวหนอนคือขาวครีม หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดง และดักแด้แก่เต็มที่จะ สีค่อนข้างดำ มีขนาดประมาณ 4 – 6 มิลลิเมตร ระยะดักแด้ของแมลงวัน ใช้เวลา 3 – 4 วัน

- ระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยจะออกจากดักแด้ โดยเจาะรูที่ปลายด้านหนึ่งของดักแด้ เมื่อออกมาใหม่จะบินไม่ได้เนื่องจากปีกยังไม่ยืดออกมาเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็พร้อมที่จะบิน อายุขัยของตัวเต็มวัยมีอายุเฉลี่ย 17 – 29 วัน ในสภาพอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 45 เปอร์เซ็นต์

การวางไข่(Egg Laying)



การวางไข่ครั้งแรกหลังจากการผสมพันธุ์จะเร็วหรือช้าขึ้นกับอุณหภูมิ ซึ่งอยู่ในช่วง 2 – 9 วัน จากการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ สภาพอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส พบว่าแมลงวันบ้านจะวางไข่ได้ดี หลังจากเป็นตัวเต็มวัยไม่น้อยกว่า 6 วัน ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส แมลงวันจะไม่วางไข่ ตัวเมียมักวางไข่ในแหล่งเพาะพันธุ์ โดยอาศัยกลิ่นคาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย และกลิ่นเหม็นจากสิ่งปฏิกูลต่างๆ เป็นตัวกระตุ้น แมลงวันวางไข่เป็นกลุ่มโดยเฉลี่ยประมาณ 120 ฟอง ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ถึง 10 ครั้ง หรือมากกกว่า บางตัวอาจน้อยกว่านี้ ดังนั้นแมลงวัน ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวางได้ตลอดอายุขัยประมาณ 200 – 1,000 ฟอง





















โลกเรานี้มีผีเสื้อมากกว่า 20,000 ชนิด

แต่ถ้ารวมผีเสื้อกลางคืน หรือที่เรียกว่า มอท (moth)

เข้าไปด้วยละก็มีมากกว่า 110,000 ชนิดทีเดียว

วงจรชีวิตของผีเสื้อนับว่าน่าสนใจมากเลย

คือ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

ระยะแรก เป็นเวลาที่สั้นสุด คือระยะของไข่

จำนวนที่ออกมานั้นขึ้นอยู่กับชนิดของผีเสื้อ

บางชนิดมีถึง 400 ฟอง ไข่แต่ละฟองจะเป็นตัวภายใน 5 - 15 วัน



ต่อจากนั้นก็เป็นระยะตัวหนอน

ซึ่งก็จะกินใบไม้ ดอกไม้ขณะยังตูม หรือผลไม้เป็นอาหาร

หนอนผีเสื้อใช้วิธีเดียวกับงูในการสร้างความเติบโตให้กับตนเอง

คือจะใช้วิธีลอกคราบ เพราะหนังหุ้มตัวของผีเสื้อไม่ได้โตตามตัว

จึงต้องสลัดทิ้งซะเลย



กำลังออกจากดักแด้

ออกมาเป็นผีเสื้อเต็มตัวแล้ว

พอหนอนโตเต็มที่ก็จะหาที่เหมาะๆเพื่อลอกคราบครั้งสุดท้าย

ซึ่งเรียกว่าเป็นระยะที่ 3 ของชีวิต

โดยพวกหนอนจะใช้วิธีปั่นใยรอบตัวยึดกับต้นไม้

เวลาต่อมาผีเสื้อก็่จะออกจากที่ห่อหุ้ม ความสวยงามก็ได้บังเกิดขึ้นแล้ว

มีปีกที่สวยงามและจะโบยบินไปหาอาหารจากเกสรดอกไม้

และทำหน้าที่ผสมพันธุ์ให้กับพืช



ผีเสื้อต้องขยันทำงานมาก เพราะชีวิตการทำงานจะสั้นมาก ศัตรูก็เยอะ

ก่อนจะหมดสิ้นอายุขัยก็ต้องพยายามสืบพันธุ์วางไข่เพื่อให้มีผีเสื้อรุ่นใหม่

ออกมารับใช้ธรรมชาติต่อไป























การเจริญเติบโตของกบ เมื่อไข่กบมีการปฏิสนธิแล้ว จะฟักออกจากไข่เป็นลูกอ๊อดแล้วเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นกบ ขั้นตอนการเจริญเติบโตของกบ คือ

1.ไข่กบ มีลักษณะเป็นเม็ดกลม มีสีน้ำตาลปนเขียว เกาะกันเป็นแพลอยปริ่มน้ำ กลุ่มละประมาณ 50 - 150 ฟอง ถ้ามีอุณหภูมิพอเหมาะ ไข่กบที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วจะฟักเป็นตัวภายใน 3 วัน

2. ลูกอ๊อด มีลักษณะคล้ายลูกปลา หัวโต หางยาว และหายใจด้วยเหงือก

3. กบ อาศัยอยู่บนบก หายใจด้วยปอด มีขา 2 คู่ คือ ขาหน้า 1 คู่ ขาหลัง 1 คู่ เมื่อขาของกบงอกจนครบแล้ว หางก็จะหดหายไป

กบที่พบในประเทศไทยนั้นมีถึง 34 ชนิด และในต่างประเทศอีกหลายชนิด ซึ่งรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ชนิด กบบางชนิดมีขนาดที่ใหญ่มาก บางชนิดมีขนาดปานกลาง และบางชนิดก็มีขนาดเล็ก แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ตัวอย่างกบที่นิยมเลี้ยง เช่น

1. กบนา ( Rana tigerina Daudin) เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาด ประมาณ 4 ตัวต่อกิโลกรัม

2. กบบัว (Rana rugulosa Wiegmann) เป็นกบขนาดกลางตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 6 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม

3. กบภูเขา หรือเขียดแลว (Rana bythii Boulenaer) เป็นกบพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวที่โตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ชาวบ้านเรียกกันอีกชี่อหนึ่งว่า กบคลอง พบมากแถบภาคเหนือและภาคใต้

4. กบบูลฟรอค (Rana catesbeiana show) เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เข้าใจว่าใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวที่โตมีความยาวถึง 8 นิ้ว

กบเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนี้

1) ช่วยกินแมลงที่เป็นศัตรูพืช และกินปูนาซึ่งคอยทำลายต้นข้าวในนาข้าวให้เสียหาย

2) เนื้อกบเป็นอาหารของคนได้ ส่วนหนังกบใช้ทำเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระเป๋า รองเท้า และเครื่องดนตรี

ปัจจุบัน ได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงกบเป็นอาชีพ เพื่อนำกบมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ และเพิ่มปริมาณกบในธรรมชาติอีกด้วย





































ปลากัด (Fighting Fish) โดยเฉพาะปลากัดใต้ เป็นสัตว์เลี้ยงอีกอย่างหนึ่ง ของผมและบรรดาเพื่อน ๆ ทั้งหลาย สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างพวกผม มันไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใด มันสามารถหาได้ตามธรรมชาติ "การกัดปลา" จึงเป็นกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ วัยทโมนอย่างพวกผม ไม่ได้เป็นการพนัน แต่เป็นการรวมกลุ่ม เพื่ออวดอ้างถึงวิธีการเลี้ยง ของแต่ละคน และนอกเหนือไปจากความ สุขสนุกสนานตามประสาเด็กแล้ว ปลากัดยังให้อะไรอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้พวกเราได้ศึกษา ระบบนิเวศน์ของธรรมชาติ เรียนรู้ธรรมชาติโดยที่เป็น การศึกษานอกห้องเรียน ศึกษาวงจรชีวิตของปลากัด การผสมพันธ์ การอนุบาลตัวอ่อน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นการศึกษา และเข้าใจธรรมชาติโดยที่พวกเราไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ผมยังมีความชื่นชอบสัตว์เลี้ยง ชนิดนี้อีกอย่างก็คือ "ศิลปที่มีชีวิต" มันเป็นปลาที่มีความสวยงาม ที่จิตรกรชั้นเอกหรือชั้นฟ้า ไม่อาจจะตวัดปลายภู่กัน ระบานสีให้เกิดขึ้น ได้ภายในชั่วพริบตา แต่มันเป็นศิลปที่มีชีวิต อันเกิดจากธรรมชาติ เป็นจินตลีลาใต้ผืนน้ำ การร่ายรำ โดยครีบหลังที่ค่อน มาทางด้านหลังของลำตัว แพนหางขนาดโตเป็นรูปกลมมน ครีบล่างที่พร้อมกัน โบกสะบัด พริ้วไหว โอนเอนไปมาตามจังหวัด รวมทั้งจงอยปากอันแหลมคม อันเป็นการผสมผสานกัน ระหว่างศาสตร์และศิลป์ อย่างลงตัว เกล็ดแต่ละเกล็ด ดวงตาที่เปล่งประกาย ท้าทายคู่ต่อสู้หรือผู้มาเยือน สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า และสีอื่น ๆ อีกหลายหลากสีที่ปรากฏ มองดูแล้วเหมือนกับ สายรุ้งที่กำลังเคลื่อนไหว อยู่ในสายน้ำ แต่ใครเล่าจะรู้ได้ล่ะ ภายใต้สีสันที่สวยงา มและลีลาการร่ายรำ อย่างอ่อนช้อย จะแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งนักต่อ











การผสมเทียม

การผสมเทียม หมายถึง การรีดน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะของสัตว์ตัวเมีย เมื่อสัตว์ตัวเมียนั้นแสดงอาการของการเป็นสัดแล้วทำให้เกิดการตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ



ประโยชน์ของการผสมเทียม

1. ทำให้ประหยัดพ่อพันธุ์เมื่อรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ได้แต่ละครั้งสามารถนำมาละลายน้ำเชื้อแล้วแบ่งใช้ผสมกับสัตว์ตัวเมียได้จำ นวนมาก

2. สามารถผสมพันธุ์สัตว์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กต่างกันได้ โดยไม่มีอันตรายจากการขึ้นทับของพ่อพันธุ์

3. ไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงพ่อพันธุ์

4. ตัดปัญหาในเรื่องขนส่งโคไปผสมเพราะสามารถนำน้ำเชื้อไปผสมได้ไกล ๆ





ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม

โคตัวเมีย ที่แสดงอาการเป็นสัดดังกล่าว ควรจะได้รับการผสมเทียมในระยะเวลาช่วงกลางของการเป็นสัด หรือใกล้ระยะที่จะหมดการเป็นสัด (อาจจะหมดการเป็นสัดไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงก็ได้ หรือเมื่อโคเพศเมียตัวนั้นยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นขี่ ซึ่งใช้เป็นหลักในการผสมพันธุ์) โดยทั่ว ๆ ไปโคเพศเมียจะมีระยะเป็นสัดประมาณ 18 ช.ม. แล้วต่อมาอีก 14 ช.ม. จึงจะมีไข่ตกเพื่อรอรับการผสมพันธุ์กับน้ำเชื้อพ่อโค จึงเห็นสมควรที่ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม ในการดำเนินการเรื่องของรับบริการผสมเทียมดังมีหลักการที่จะใช้ในการปฏิบัติงานผสมเทียมคือ

1. เมื่อโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนรุ่งเช้าของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมในวันเวลาเดียวกัน (ก่อน 16.30 น.) ฉะนั้นพอรุ่งเช้าของแต่ละวันเจ้าของสัตว์ควรที่จะได้ไปแจ้งและบอกเวลา (ประมาณ) ที่ท่านได้เห็นสัตว์ของท่านแสดงอาการเป็นสัด

2. ถ้าโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมตอนเช้าหรือก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นเจ้าของสัตว์เมื่อพบว่าสัตว์แสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายหรือตอนเย็น ท่านควรจะไปแจ้งและบอกเวลาของการเป็นสัด (ประมาณ) ในรุ่งเช้าของวันต่อไปก็ได้

ถ้าท่านได้ศึกษาและรู้จักสังเกตการแสดงอาการเป็นสัด ว่าอาการเป็นอย่างไรและหาระยะเวลาที่จะผสมเทียมให้พอเหมาะแล้ว จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผสมเทียมติดยากหรือผสมไม่ค่อยติดในโคเพศเมียของท่านได้ทางหนึ่ง และจะทำให้เป็นประโยชน์ในด้านการเพิ่มจำนวนและปริมาณน้ำนมในกิจการโคนมของท่านยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะเรียกช่วงเวลาอันสำคัญนี้ว่า "นาทีทองในโคนมตัวเมีย"

จะรู้ได้อย่างไรว่าโคตั้งท้องหรือไม่

เมื่อโคนาง ได้รับการผสมไปแล้วประมาณ 21 วันหากโคไม่กลับมาแสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าผสมติดหรือโคตัวนั้น เริ่มตั้งท้องแล้ว เพื่อให้รู้แน่ชัดยิ่งขึ้นภายหลังจากการผสมโคนางแล้ว 50 วันขึ้นไปอาจติดต่อสัตวแพทย์หรือบุคคลผู้มีความ ชำนาญในการตรวจท้องแม่โค (โดยวิธีล้วงเข้าไปคลำลูกโคทางทวารของแม่โค) มาทำการตรวจท้องแม่โคก็จะทราบได้แน่ชัดยิ่งขึ้น

........ข้อสังเกต ในกรณีโคสาว จะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น กินจุขึ้น ความจุของลำตัวโดยเฉพาะส่วนท้องซี่โครงจะกางออกกว้าง ขึ้น ขนเป็นมัน และไม่เป็นสัดอีก



การคลอดลูก

โดยทั่วไปแม่โคจะตั้งท้องประมาณ 283 วัน หรือประมาณ 9 เดือนเศษ ในช่วงนี้แม่โคจะได้การเอาใจใส่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่และอาหารเป็นพิเศษ เพราะลูกในท้องเจริญขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในระยะก่อนคลอดประมาณ 45 - 80 วัน ควรเพิ่มอาหารผสมให้แก่แม่โคท้อง เพื่อแม่โคจะได้นำไปเสริมสร้างร่างกายส่วนที่สึกหรอ และนำไปเลี้ยงลูก หรือนำไปสร้างความเจริญเติบโตสำหรับอวัยวะบางอย่างที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและเพื่อไม่ให้แม่โคซูบผอม สำหรับแม่โคที่กำลังให้นม เมื่อตั้งท้องลูกตัวต่อไปควรจะหยุดรีดนมก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน สำหรับแม่โคท้องแรกหรือท้องสาวหรือแม่โคที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (อายุไม่ถึง 5 ปี) แม้จะให้ลูกมาแล้ว 1 หรือ 2 ตัวก็ตาม ก่อนคลอดลูกตัวต่อไปควรจะหยุดพักการรีดนมเร็วกว่าแม่โคที่โตเต็มที่แล้ว อย่างน้อยก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน เพื่อให้แม่โคได้มีเวลาเตรียมตัวได้พักผ่อนร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ บ้าง มิฉะนั้นแม่โคอาจจะได้รับผลกระทบกระเทือน นั่นหมายถึงผลเสียหายที่จะตามมาภายหลังได้ เช่น ร่างกายจะชะงักการเติบโตเพราะอาหารไม่พอ ร่างกายไม่สมบูรณ์ เมื่อคลอดลูกออกมาลูกโคอ่อนแอ มีช่วงระยะการให้นมในปีต่อไปสั้นลง ผสมติดยาก ทิ้งช่วงการเป็นสัดนาน และอื่น ๆ เป็นต้น



อาการที่แม่โคแสดงออกเมื่อใกล้คลอด

เราอาจจะสังเกตอาการต่างๆได้ดังนี้

1. เต้านมขยายใหญ่ขึ้น

2. อวัยวะเพศขยายตัวขึ้น ยิ่งใกล้วันคลอดเข้ามาสังเกตเห็นมีน้ำเมือกไหลออกมาจากช่องคลอด

3. กระดูกเชิงกรานขยายตัวออกกว้างขึ้น โคนหางตรงกระดูกก้นกบจะบุ๋มลึกลงทั้งสองข้าง

4. ช่องท้องตรงสวาปจะลึกหย่อนลง

5. ยกหางขึ้น-ลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว

6. ถ้าเป็นโคที่ปล่อยรวมฝูงจะพยายามแยกตัวออกจากฝูง

7. แม่โคที่ถูกขังจะไม่สนใจในการกินหญ้า อาหาร ยืนกระสับกระส่าย ขกขาหลังแตะอยู่เรื่อย ๆ มีการเบ่งคลอดตลอดเวลา

ท่าคลอดปกติของลูกโค





จะรู้ได้อย่างไรลูกโคคลอดปกติหรือไม่

ลักษณะการคลอดลูกในท่าปกติของแม่โค คือ ลูกโคจะเหยียดขาหน้าตรงออกมาพร้อมกันทั้งสอง (ส่วนหัวแนบชิดกับเข่า) จะเห็น เป็น 3 จุด คือ 2 กีบข้างหน้า และจมูก ถ้าหากมีลักษณะอื่น ๆ ผิดไปจากนี้ให้ถือเป็นการคลอดที่ผิดปกติ อาทิเช่น หัวพับหรือเอาด้าน หลังออกมาก่อนส่วนอื่น หรือกรณีที่ลูกโคมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่านช่องคลอดออกมาได้ หรือกรณีอื่น ๆ เช่นนี้ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์มาช่วยทำการคลอด และหากลูกโคคลอดออกมาแล้วรกยังไม่ออกตามมาถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ควรรีบตามสัตวแพทย์มาช่วยแก้ไข เพราะถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับแม่โค ซึ่งต้องรีบทำการรักษา หลังจากลูกโคคลอดออกมาแล้วควรรีบเช็ดทำความสะอาดตัวลูกโคให้แห้งโดยเร็ว โดยเฉพาะเมือกบริเวณจมูกปากและลำตัวพร้อมกับทำการตัดสายสะดือให้ห่างจากตัวโคประมาณ 1 นิ้วแล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน

การผสมเทียม (Artificial insemination)

การผสมเทียม (Artificial insemination) ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง การผสมพันธุ์ด้วยวิธีฉีดน้ำอสุจิเข้าอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศเมีย โดยไม่ได้ร่วมสัมพันธ์ทางเพศกัน

นอกจากนี้ การผสมเทียมยังหมายถึง การขยายพันธุ์สัตว์ ด้วยเทคนิคที่สามารถป้องกันการแพร่โรคทางการสืบพันธุ์

ก่อนที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการผสมเทียม ควรทราบถึงประวัติและวิวัฒนาการของงานผสมเทียมเสียก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องการผสมเทียมเพื่อพัฒนางานผสมเทียมต่อไป

ประวัติงานผสมเทียม

การผสมเทียม ได้เริ่มกำเนิดขึ้นในโลก ประมาณปี พ.ศ.1865 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอาหรับ ได้ทำการผสมเทียมม้าเป็นผลสำเร็จ โดยใช้น้ำเชื้อม้าที่ติดที่หนังหุ้มลึงค์ นำมาผสมให้กับแม่ม้าที่กำลังเป็นสัด ทำให้แม่ม้าตั้งท้องและคลอด

ปี พ.ศ. 2220 ลีเวนฮุค(Leeuwenhoek) และแฮมม์(Hamm) ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้ จึงได้ตั้งชื่อว่าเอนิมัลคู(Animalcule) ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในขณะนั้น ยังไม่ทราบว่าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้คืออะไร

ปี พ.ศ. 2323 ได้มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ชื่อลาซาโล (Lazarro Spallanzani) ได้เขียนผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลสำเร็จของการผสมเทียม โดยได้ทำการผสมเทียมสุนัข ได้ลูกสุนัขที่เกิดจากการผสมเทียม 3 ตัว และได้ทดลองแยกน้ำเชื้อโดยการกรอง พบว่า ส่วนของน้ำเชื้อที่ผ่านเครื่องกรองออกมานั้น ถ้านำไปฉีดในแม่สัตว์ที่กำลังเป็นสัด ปรากฎว่าผสมไม่ติด แต่ถ้าเอาส่วนบนที่ติดกับเครื่องกรองไปผสม ปรากฎว่าผสมติดดีขึ้น และยังพบว่า ถ้าทำให้น้ำเชื้อเย็นลงระดับหนึ่ง จะสามารถเก็บรักษาน้ำเชื้อได้นานมากขึ้น

ปี พ.ศ. 2457 ศาสตราจารย์ อะเมนเทีย(Prof.Amantea) ได้ทำการประดิษฐ์อวัยวะเพศเมียเทียมของสุนัข (Artificial vagina) เพื่อใช้ในการรีดเก็บน้ำเชื้อจากพ่อสุนัข จนเป็นจุดเริ่มต้นของการประดิษฐ์อวัยวะเพศเมียเทียมของสัตว์ชนิดอื่น ๆ

ปี พ.ศ. 2479 นักวิทยาศาสตร์ของประเทศเดนมาร์ค เริ่มพัฒนาการผสมเทียมโคนม โดยใช้วิธีล้วงเข้าทางทวารหนัก (Rectovaginal insemination) โดยใช้มือล้วงเข้าทางทวารหนักจับคอมดลูก(Cervix) แล้วใช้ปืนฉีดน้ำเชื้อสอดผ่านช่องคลอด ผ่านคอมดลูก(Cervix) จนไปถึงตัวมดลูก(Body of Uterus) และฉีดน้ำเชื้อในมดลูกทำให้อัตราการผสมติดดีขึ้น

หลังจากนั้น งานผสมเทียมได้มีการขยายมากขึ้น และกระจายไปสู่สัตว์ต่าง ๆ มีการผสมเทียมสุนัข ม้า โค แพะ แกะ จนสามารถให้กำเนิดลูกสัตว์ได้นับแสนตัว

ปี พ.ศ. 2483 ได้มีการพัฒนาน้ำเชื้อ โดยฟิลลิป(Philips) และลาดี้(Lardy) ได้ทดลองนำไข่แดงผสมเป็นสารเจือจางน้ำเชื้อ พบว่าสามารถป้องกันอันตรายของตัวอสุจิในการลดอุณหภูมิของน้ำเชื้อ และทำให้สามารถเก็บน้ำเชื้อได้นาน 2-3 วัน

ปี พ.ศ. 2484 ซาลิสเบอรี่(Salisbury) และคณะ ทดลองใช้โซเดียม ซิเตรท(Sodium citrate) และ ไข่แดง เป็นบัฟเฟอร์(buffer) ในสารเจือจางน้ำเชื้อ สามารถเพิ่มปริมาตรน้ำเชื้อ และแบ่งน้ำเชื้อไปผสมเทียมให้กับสัตว์ได้มากตัว

ปี พ.ศ. 2489 อรัมคริส(Alamquist) และคณะ ได้ทดลองเติมยาปฏิชีวนะลงไปในสารเจือจางน้ำเชื้อ พบว่าสามารถป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในน้ำเชื้อได้ดี

ปี พ.ศ. 2492 ซี โพล(C.Polge) และคณะ ชาวอังกฤษ ได้ทำการแช่แข็งน้ำเชื้อได้สำเร็จโดยเก็บน้ำเชื้อในน้ำแข็งแห้งอุณหภูมิ -79 องศาเซลเซียส

ปี พ.ศ. 2495 พอล(Polge) และโรสัน(Rowson) ได้พบว่า การเติมกลีเซอรอล ลงในสารเจือจางน้ำเชื้อ จะช่วยให้อสุจิรอดชีวิตจากการเก็บที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเริ่มในการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง

บิดาแห่งการผสมเทียม

การผสมเทียมในประเทศไทยเริ่มขึ้นโดย ในปี พ.ศ.2496 ศาสตราจารย์นีลล์ ลาเกอร์ลอฟ ชาวสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากเอฟ.เอ.โอ. ได้เดินทางมาสำรวจการเลี้ยงปศุสัตว์ในประเทศไทย โดยทุนของ เอฟ.เอ.โอ. จากนั้นได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายโครงการผลิตโคนมลูกผสมด้วยวิธีการผสมเทียมในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์ของ โครงการฯ คือ เพื่อให้ประเทศไทย สามารถผลิตน้ำนมได้เองภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศ (มูลค่านำเข้าขณะนั้นประมาณ 1,000 ล้านบาทเศษ)

หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2497 กรมปศุสัตว์ได้ส่งข้าราชการ 2 นายคือ นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ และนายสัตวแพทย์อุทัย สาลิคุปต์ โดยทุน เอฟ.เอ.โอ. ไปศึกษาอบรมนานาชาติ ณ ราชวิทยาลัยสัตวแพทย์ กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติร่วมกับรัฐบาลสวีเดน ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมวิชาการสืบพันธุ์ รวมทั้งการผสมเทียมขึ้นเป็นรุ่นแรก

หลังจากนายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ศึกษาวิชาการสืบพันธุ์และผสมเทียม ณ ประเทศสวีเดนสำเร็จ และเดินทางกลับประเทศไทย ท่านได้เริ่มต้นด้วยการพยายามก่อตั้งสถานีผสมเทียม เพื่อให้บริการผสมเทียมแก่ปศุสัตว์ของเกษตรกร รวมถึงพยายามถ่ายทอดความรู้ด้านการผสมเทียมแก่นักวิชาการของกรมปศุสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง จนในปี พ.ศ. 2499 กรมปศุสัตว์จึง ได้เปิดสถานีผสมเทียมแห่งแรก ที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียมดังกล่าว

จากที่การปฏิบัติงานผสมเทียมในระยะต้น ๆ ยังไม่มีงบประมาณสนับสนุน นายสัตวแพทย์ทศพร ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะประยุกต์ดัดแปลงเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ สำหรับปฏิบัติงานผสมเทียมโดยไม่ต้องซื้อหาจากต่างประเทศ จนสามารถประยุกต์อุปกรณ์ที่มี นำมาปฏิบัติงานผสมเทียมได้ และในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2499 นายสัตวแพทย์ทศพร ได้ผสมเทียมให้แม่โคตัวแรก ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแม่โคของนายนคร ผดุงกิจ เป็นผลสำเร็จ แม่โคดังกล่าวได้ตั้งท้องและต่อมาคลอดลูกเป็นลูกโคเพศเมีย ดังนั้น ในวันที่ 9 กันยายน ของทุก ๆ ปี จึงถือเป็นวันกำเนิดงานผสมเทียมของประเทศไทย

ในปี พ.ศ. 2501 สถานีผสมเทียมแห่งที่สองได้ตั้งขึ้นที่หน่วยผสมเทียมกลางในกรมปศุสัตว์ โดยมีนายสัตวแพทย์ประเสิรฐ ศงสะเสน เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียมกรุงเทพมหานคร ซึ่งนายสัตวแพทย์ประเสริฐ ได้พัฒนาและปรับปรุงพื้นฐานการเลี้ยงโ
arale_balon@hotmail.com (IP:203.113.51.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 5 ม.ค. 2551 (16:21)
อิอิทามไมม่ายเก่งเรย ร้อเร่นโคตเก่งคัยแต่งอะ ขอเมวหน่อยดิ
คนอยากรู้เมว (IP:203.155.183.191)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 13 ม.ค. 2551 (00:03)
อยากจะให้ใช้ความเข้าใจมากกว่านะครับ

เปรียบเทียบให้เยอะๆ

อาจใช้ไดไคโนมัสคีย์ก็ได้
ไม้ขีด
ร่วมแบ่งปัน52 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 29 ก.พ. 2551 (13:17)
<P>ขอความช่วยเหลือหน่อยดิ ต้องการข้อมูลโครงสร้างของสัตว์ใน phylum molluscaojt&nbsp;</P>
devil1911@hotmail.com (IP:118.172.243.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 11 ก.ค. 2551 (17:06)
ขอบคุณมากๆ เรย มีประโยชน์อย่างเเรง จะนำไปใช้น้า
WiZarD MaGic
ร่วมแบ่งปัน5 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 11 ส.ค. 2551 (12:55)

กรุณากำกับหัวข้อว่าเป็นไฟลัมไหนด้วยนะคะ


www_x_z147.com (IP:125.24.76.179)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 19 ส.ค. 2551 (18:40)
เราควรช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลาย
มิกซ์ (IP:117.47.43.168)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 13 ก.ย. 2551 (22:52)

อ.สอนเรามาอย่างนี้นะ
ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆหรือเปล่า


ฟองน้ำ                         ฟอริเฟอรา
ซีเรนเทอดาด้า                แมงกะพรุน
พยาธิในตัวคุณ                แพททีเฮลมินทีส
ตัวจี๊ด                          นีมาโตด้า
แอนเนลิดา                    ไส้เดือนดิน
แมลงบิน                       อาโทพอท
หอยหลอด                     มอลลัสกา
ปลาอยู่ฟ้า(ปลาดาว)         เอไคโน
คนตัวโต                       คอดาต้า


GangGiftedRW (IP:222.123.13.119)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 2 ต.ค. 2551 (12:43)

แล้วอีกสองไฟลัมอ่ะคะ

echinodermata
กับ
chordata


เด็ก ม.3 (IP:58.8.101.240)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 10 พ.ย. 2552 (21:15)

มันก้อครบแร้วนิ


bankmath
ร่วมแบ่งปัน8 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 18 ก.พ. 2553 (20:31)
โห ๆ ๆ
ยาวง่าส์
ของเราง่ายกว่า

ฟองน้ำ เพอริเฟอรา
ซีเลนเทอราตา แมงกะพรุน
ตัวตืดในตัวคุณ แพลทีเฮล
นีมาเทล แส้ม้า
แอนนีลิด้า ไส้เดือนดิน
แมลงบิน อาร์โทพอด
หอยหลอด มอลัสก้า
ปลาอยุฟ้า(ดาว) เอคไคโน
ตัวโต ๆ คอร์เดต
fff@hotmail.com (IP:125.26.187.57)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 20 เม.ย. 2553 (22:45)
ในโลกเรามีอาไรเเปลกใหม่ตั้งเยอะเเหะคนเรานี่เจ๋งเนอะ(ทำไปได้เเต่ว่าจำได้เเม่นเลย)ชีวะเกรด10 5555+
๐Oงค์ชาE๐ /tong_za_20914@hotmail.com (IP:124.120.155.58)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 1 ก.ค. 2553 (19:32)
ไม่เห็นมีครบ9ไฟลั่มเลยอ่ะ
santibaanphong@hotmail.com (IP:114.128.209.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 4 ก.ค. 2553 (17:26)
ใครมีความรู้รายอีกบอกกันบ้างจิ
Jeanoooooo@hotmail.com (IP:124.122.168.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 18 ก.ค. 2553 (11:52)
จำง่ายมั๊ก ๆ เลย
aam_pople@hotmail.com (IP:125.26.68.223)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 19 ก.ค. 2553 (13:46)

ขอบคุณค่ะ :))


aingrare
ร่วมแบ่งปัน52 ครั้ง - ดาว 48 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 31 ส.ค. 2553 (18:18)
คุณครูให้ท่องยากมากตกคับ
tua-narongkorn@hotmail.co.th (IP:119.31.121.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 16 ก.ย. 2553 (20:57)
จำง่ายมาก^^
สำหรับจำคร่าวๆ เพื่อสร้างกำลังจายยยยยT^T
ขอบคุนค่าาาา....
PiMm* (IP:124.121.171.145)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 10 ธ.ค. 2553 (13:12)

ขอบคุนนะ เก่งจังเลยง่า
ชีวะจำโคตรยาก มีอะไรใหม่ๆ
เอามาลงด้วยนะ ขอบคุนค่ะ ^^


bow'z
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม