พิษของยาพาราเซตามอล (paracetamol)

พิษของพารา...ใครว่าธรรมดา

ภญ.อัมพร จันทรอาภรณ์กุล



พาราเซตามอล (paracetamol) หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) เป็นยาบรรเทาอาการปวด (analgesics) ไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการระคายเคืองผนังกระเพาะอาหาร และการแข็งตัวของเลือดเหมือนยากลุ่มเอ็นเซด (non-steroidal anti-inflammatory; NSAIDs) เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หากใช้ในขนาดการรักษาปกติ ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ค่อยรู้พิษสงของยานี้เท่าไหร่ นอกจากนี้ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ เป็นเหตุให้ปริมาณการใช้ยาตัวนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พาราเซตามอลกลายเป็นยาประจำบ้านที่ขายดิบขายดี เป็นอะไรก็กินแต่พาราเซตามอล ปวดศีรษะ ไข้หวัด ก็พาราเซตามอล ปวดหลัง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ก็พาราเซตามอล ยิ่งกว่านั้นบางรายปวดท้อง เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ก็กินพาราเซตามอล ซึ่งพาราเซตามอลก็คงไม่ได้ช่วยอะไร ทำได้แค่ให้สบายใจขึ้นเพราะได้กินยาแล้ว บ้างก็มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมไปหาหมอรักษากัน พลอยทำให้โรคที่เป็นลุกลามมากขึ้น ต้องเสียเงินรักษามากขึ้นโดยใช่เหตุ

ในหลายประเทศได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ได้มีการสำรวจวิจัยพบว่ามีการใช้ ยาพาราเซตาอลเกินขนาดมากขึ้นทุกปี และมีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการเกิดพิษของพาราเซตามอลจำนวนมากจนน่าตกใจจนต้องออกมารณรงค์ให้ใช้ยาพาราเซตามอลเฉพาะเมื่อมีความจำเป็น และเผยแพร่ความรู้เรื่องพิษของยาให้ประชาชนตระหนักมากยิ่งขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วิทยุ ใบปลิว เอกสารกำกับยา หรืออินเตอร์เน็ต

อันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอลที่พบได้มากที่สุด คือ พิษต่อตับ ทำให้ตับวาย รองมาเป็นเรื่องของการเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น หรือตีกับยาอื่นนั้นเอง ซึ่งเกิดขึ้นจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ

• ที่เกิดจากความตั้งใจ ทุกคนคงทราบกันดี นั่นคือ การกินพาราเซตามอลประชดชีวิต การฆ่าตัวตาย ซึ่งบางรายก็แค่ต้องการประท้วง เรียกร้องความสนใจ นึกว่าพิษของพาราเซตามอลเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะพาราเซตามอลจะทำให้ตับเสียการทำงานหรือตับวายได้ ซึ่งหากได้รับยาต้านพิษไม่ทันเวลาก็จะทำให้เสียชิวิตได้

• ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เนื่องจากพาราเซตามอลที่ผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบันนั้นมีหลายรูปแบบ หลายความแรง หลายยี่ห้อซึ่งเป็นการยากที่ประชาชนทั่วไปจะทราบ ได้แก่ รูปของยาเม็ด ยาน้ำเชื่อม และการนำพาราเซตามอลไปผสมกับยาอื่นๆ ได้แก่ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้หวัด ยาแก้ปวด เป็นต้น ทำให้เกิดการกินยาซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว หากเป็นระยะเวลาไม่นานแค่ 2 ถึง 3 วันก็ยังพอไหว หากระยะเวลานานเป็นเดือนการเกิดพิษต่อตับคงเกิดอย่างแน่นอน ดังนั้นทางที่ดี ก่อนกินยาอะไรควรอ่านฉลากยาให้ละเอียดเสียก่อน และหากไม่แน่ใจว่าเป็นยาอะไร เป็นยาสูตรผสมหรือไม่ ก็ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนทุกครั้ง

เรื่องที่น่าคิดอีกเรื่อง คือ การกินพาราเซตามอลร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า ไวน์ รัม ยีน หรือ เบียร์ เพราะตัวแอลกอฮอล์เองเป็นที่ทราบกันดีว่าหากได้รับในปริมาณมาก หรือต่อเนื่องกันนานๆ ก็ทำให้เกิดภาวะตับแข็ง ตับวายได้ หากกินร่วมกับพาราเซตามอลก็จะเท่ากับเป็นการเหยียบคันเร่งให้ตับพังได้เร็วยิ่งขึ้น คณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายให้มีการพิมพ์คำเตือนบนฉลากยาพาราเซตามอลว่า “ห้ามรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์”เนื่องจากเกิดคดีพิพากษาเกี่ยวกับการกินยาพาราเซตามอลร่วมกับไวน์เป็นประจำของชาวเวอร์จิเนียรายหนึ่งจนทำให้ตับวาย จนต้องมีการปลูกถ่ายตับใหม่ บริษัทผู้ผลิตยาแพ้คดีต้องจ่ายเงินชดใช้ถึง 8 ล้านดอลลาร์

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะเตือนคุณผู้อ่านก็คือ เรื่องของยาตีกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง แต่เดิมไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย คิดว่าพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่มีพิษสงอะไร ไม่ตีกับยาอื่น แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วเนื่องจากระยะหลังนักวิจัยได้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะคนใช้ยาพาราเซตามอลมากขึ้น ยังกับพาราเซตามอลเป็นขนมอย่างนั้นแหละ ตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันพบเองก็คือ พาราเซตามอลตีกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่งในผู้ที่เป็นเลือดข้น กล่าวคือพาราเซตามอลทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงได้หากได้รับในปริมาณมาก อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเท่ากับไปเสริมฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือดจนทำให้ผู้นั้นเกิดเลือดออกผิดปกติขึ้น

ทางที่ดีคุณควรใช้ยาพาราเซตามอลเท่าที่จำเป็นในขนาดการรักษาปกติ คือ ยาพาราเซตามอล 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เช่น น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ก็กินแค่ยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด ก็เพียงพอ) และหากไม่มีอาการแล้วก็ควรหยุดกินยาทันที หรือหากใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 3-4 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติมจะดีกว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง



จากหนังสือ Health today ฉบับเดือนสิงหาคม 2549



ความคิดเห็นที่ 27

อ่ะนะ (Guest)
7 ม.ค. 2552 13:11
  1. ปวดหัวกินไป 8 เม็ดเป็นอะไรมากหรือเปล่าอ่าคะ




ความคิดเห็นที่ 30

น้ำ (Guest)
31 ม.ค. 2552 08:26
  1. แล้วถ้าเราเอายาพาราเซตามอลมาบดให้เป็นผงเอาไปละลายน้ำใส่แจกันแล้วเอาดอกกุหลาบมาใส่ไว้ แต่ทำไมดอกกุหลาบถึงเหี่ยวเร็วกว่า ใส่ในน้ำธรรมดา ในยาพาราเซตามอลมียาอะไรที่ทำให้ดอกไม้เหี่ยวได้เร็วขนาดนี้ล่ะ ใครรู้ช่วยบอกที




ความคิดเห็นที่ 45

oak_naru@hot (Guest)
14 ธ.ค. 2553 11:09
  1. ผมก็เคยกิน ไปประมาน24เม็ด แต่ตอนนั้นกินน้ำด้วย ประมานๆครึ่งลิตร
    ตอนนั้น Sadมาก เลยกิน ประชดพ่อ T^T
    ไปรพ. เพราะพ่อรู้ เพราะพารา หมดกระปุก ^^
    แรกๆจะมีอาการ มึนๆครับ จะทรงตัวไม่ค่อยไหว หัวจะหนักๆ
    แต่ผมไม่มีอาการรู้สึกที่จะอาเจียนเลยอ่ะครับ???
    หรือเพราะว่าผมกินน้ำเข้าไปด้วยหว่า???
    ตอนแรกไปรพ.บอกมาล้างท้อง
    เค้าก็ให้นั่งรอ??
    บอกว่ากินยาเกินขนาด ต้องนั่งรอ???
    ทั้งๆที่รพ. ตอนนั้น มีคนไข้นั่งอยู่ประมาน4คน
    กว่าจะได้ล้างท้องก็ปาไปเกือบๆ3ชม.
    พอมารพ.ใหญ่
    พ่อผมก็เลยถามแพทย์ว่า เรื่องฉุกเฉินแบบนี้ ต้องนั่งรอต่อคิวหรอ?
    ผมกินไปเมื่อกลางๆปี53
    ตอนนี้ รุ้สึกว่ามีอาการโรคนิ่ว แล้วครับ
    ผมไม่แน่ใจนะว่า มันเกิดจากพาราหรือเปล่า แต่ผมไม่ได้อั้นปัสสาวะ บ่อยมากนะครับ
    เครื่องคื่มเกลือแร่ก็ไม่ค่อยได้กิน

    อยากจะถามผู้รู้ว่า
    1.กินพาราเกินขนาดไปแล้วจะมีผลทำให้เกิดโรคนิ่วหรือไม่ครับ?



ความคิดเห็นที่ 19

เพรดี้ (Guest)
15 พ.ค. 2551 08:01
  1. ข้อมูลดีหรอ? ดียังไง ไม่มีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจน คุณเป็นหมอหรือป่าวอ้างอิงอย่างนี้ ระวังจะโดนคนเขาฟ้องหมิ่นประมาทซะหรอก ถ้ายาพารามันเป็นอย่างที่คุณพูดจนเป็นตุเป็นตะจริง ไม่ลงข่าวหน้าหนึ่งไปแล้วหรอ แล้วทางการโลก อเมริกา ก็ยังยอมรับยาพารา ว่าเป็นยาแก้ปวด นี่คุณกำลังใส่ร้ายยาพาราเกินจริง โอเคไม่มีสิ่งไหนที่กินมากไปแล้วมีผลเสีย พาราก็ด้วย แต่แค่กินวันละ 2 เม็ดน่ะ ทุกคนทั่วโลกเขาก็ทำกัน แล้วคุณปลุกข่าวแบบนี้ มันทำให้ประชาชนเสียขวัญ ยิ่งรากหญ้า หรือคนระดับกลาง ที่เวลาปวดหัวเป็นไข้ก็กินพารากันทั้งนั้น มันเหมือนกับคุณกำลังไปห้ามไม่ให้ชาวนาในรถไถนานั่นแหละ คุณกำลังทำบาปอยู่ รู้ตัวใช่มั้ย ไม่ได้บอกว่าไม่ยอมรับฟังข่าวสาร แต่คุณควรรอให้มันมีมูลฐานที่ชัดเจนกว่านี้ จะดีกว่ามาพูดปาวๆ แบบไร้ข้อมูลที่น่าเชื้อถือ



ความคิดเห็นที่ 20

เพรดี้ (Guest)
15 พ.ค. 2551 08:03
  1. ภญ.อัมพร จันทรอาภรณ์กุล<BR>ไม่ได้หมิ่น แต่ภญ. นี่อะไร แพทย์หญิง? ไม่ใช่ พญ.รึ



ความคิดเห็นที่ 46

fake (Guest)
6 ก.ย. 2554 00:29
  1. ได้ความรู้ดี แต่ชอบที่เถียงกันมากก่้้่า คห.25 ด่าได้ไฮโซดีชอบ แบบเข้ามาเพราะคิดว่าพาราแบบละลายน้ำหาซื้อที่ไหน ปล.หลงมา



ความคิดเห็นที่ 31

111@hotmail.com (Guest)
26 เม.ย. 2552 10:36
  1. สงสัยเรื่องการใช้ ฟ้าทะลายโจร ทำให้เป็นโรคไตวานได้หรือไม่
    มีคนรู้จัก อายุ 61 ปีกินฟ้าทะลายโจรเป็นประจำ (มีโรคประจำตัว เป็นเบาหวาน ความดัน อัมพฤกษ์ด้วย) ต่อมา  หมอบอกว่าเป็นไควายจากการกำฟ้าทะลายโจร
    อยากให้ให้ความรู้ด้วยว่าฟ้าทะลายโจร ควรกินกี่เม็ด  กินนานเท่าไหร่จึงจะไม่ทำให้เป็นไตวาย




ความคิดเห็นที่ 23

jujup001@hotmail.com (Guest)
8 ก.ค. 2551 10:50
  1. กินยาพาราฯกับนม หรือน้ำส้มได้รีเปล่าคะ?



ความคิดเห็นที่ 28

noppolcham
7 ม.ค. 2552 21:05
  1. ขอบคุณมากครับความรู้เพื่อสุขภาพทั้งนั้น




ความคิดเห็นที่ 22

น้ำต้น
20 พ.ค. 2551 00:32
  1. ภญ คือเภสัชกรจ้า




ความคิดเห็นที่ 25

moonlight (Guest)
7 ส.ค. 2551 21:03
  1. ความรู้สำหรับ

    ความเห็นที่20

    1.ภญ.คือเภสัชกรหญิง

    2.ร่างกายสามารถขับสารพิษที่เป็นโทษได้แต่ถ้าหากมากเกินไปจนร่างกายจะไม่สามารถขับออกได้จะทำให้เกิดอาการเป็นพิษต่างๆตามที่ทุกท่านได้ให้ความรู้กันในกระทู้ต้นๆแล้ว

    ไม่ได้อ่านหรือคะว่าปริมาณที่เป็นพิษมันเท่าไหร่เว็บไซต์อื่นก็มีบอกนะคะ เค้าเตือนมาจะฟังแล้วเอามาประมวลผลด้วยสมองแล้วจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ

    จะกินกันวันละ20เม็ดก็เชิญเถอะค่ะแล้วแต่ถ้ามันมีประโยชน์ขนาดนั้นไม่บอกคงคิดว่าที่บ้านทำยาพาราเซ็ตตามอลขายแต่คิดไปคิดมาคงไม่ใช่เพราะว่าขนาดคำว่า

    ภญ.ยังไม่รู้จักความรู้คงไม่กว้างขนาดนั้น



    ดิฉันหาความรู้เรื่องยาที่เป็นพิษต่อตับที่หาซื้อได้ง่ายๆเอาไว้ใช้ฆ่าตัวตายค่ะแบบตายทันทีไม่เอาค่ะเอาไม่ชอบอยากได้แบบผ่อนส่งตายแบบช้าๆให้มันทรมานที่สุดค่ะ

    ขอบคุณนะคะความเห็นที่20คุณเป็นคนแรกเลยที่สนับสนุนให้ดิฉันทำบาปต่อตัวเองได้

    ขอบคุณค่ะ



ความคิดเห็นที่ 38

นิสิเภสัช/debonair_star1@hotmail.com (Guest)
27 มี.ค. 2553 14:07
  1. antidote (แอนติโดส) คือ ตัวต้านพิษค่ะ

    antidote ของพารา..N-acetylcysteine ค่ะ

    ปกติ N-acetylcysteine ในขนาดต่ำๆเป็นยาละลายเสมหะค่ะ

    แต่ในการแก้พิษพาราต้องใช้ในขนาดที่สูงมากเพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถใช้ทางการกินได้

    จึงต้องใช้ฉีดทางเส้นเลือดแทน(ความเข้มข้นสูงโอกาสแพ้ก็สูงตามไปด้วย)

    และต้องใช้เวลาหลายวันในการรักษาและเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อตับในระยะยาวด้วยค่ะ



ความคิดเห็นที่ 29

tttt (Guest)
25 ม.ค. 2552 12:04
  1. ฉันเคยกินยาฆ่าตัวตายฉันตั้งใจแค่ประชด  พอฉันทนอาการมึนหัวและเหมือนจะหลับไม่ได้ ฉันจึงไปหาหาหมอ(หลังจากที่กินยาไปประมาน 5 ชั่วโมง)
    หมอบอกว่าล้างท้องก็คงไม่ช่วยอะไร คงต้องใช้ยา เข้าไปแทนที่ฉันก็กินยาเข้าไปสักพักฉันก็อาเจียน มันทรมานมากเลย มันพะอืดพะอม ฉันอาเจียนออกมามีน้ำสีเหลืองแล้วก็มีเลือดปน ฉันเหนื่อยมาก และทรมานมาก
    อย่ากินเลยทรมาน




ความคิดเห็นที่ 26

preyaporn10@gmail.com (Guest)
6 พ.ย. 2551 18:14
  1. ขอบคุณสำหรับทุกข้อมูลนะค่ะ


    เป็นประโยชน์ต่อหนูมากๆเลย




ความคิดเห็นที่ 18

Nikolet (Guest)
19 มี.ค. 2551 19:50
  1. Nice site!



ความคิดเห็นที่ 33

cipher_silva@hotmail.com (Guest)
16 ก.ค. 2552 14:09
  1. ภาวะพิษจากการกินพาราเซตามอลเกินขนาด (Paracetamol poisoning)
    Paracetamol หรือ acetaminophen เป็นยาแก้ปวดที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันเป็นยาแก้ปวดที่ใช้กันบ่อยมากเป็นอันดับหนึ่ง บ่อยกว่า aspirin เนื่องจากเป็นยาที่ซื้อหา ได้ง่าย จึงเป็นสาเหตุสำคัญในผู้ป่วยที่ตั้งใจรับประทานยาเกินขนาด นอกจากนี้แพทย์โดยทั่วไปอาจจะยังให้การรักษาภาวะเกินขนาดจากยานี้ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่ ทราบว่ามียาต้านพิษ หรือให้ยาต้านพิษช้าเกินไป ถ้าแพทย์สามารถให้ยาต้านพิษภายใน 10 ชั่วโมงจะสามารถป้องกันการทำลายตับได้ แต่ถ้าไม่ให้ยาต้านพิษ หรือให้ช้ากว่า 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยอาจมีอาการตับอักเสบจนถึงตับวายและเสียชีวิตได้
    พิษจลนศาสตร์และกลไกการเกิดพิษ
    โดยทั่วไป paracetamol จะถูกดูดซึมได้ค่อนข้างเร็ว แต่ในภาวะเป็นพิษการดูดซึมจะช้า อาจจะนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้ารับประทานยาอื่นร่วมด้วย การกำจัดยา paracetamol มากกว่า 98% จะเป็นที่ตับโดยการ conjugate กับ glucuronide และ sulfate เป็นสาร nontoxic แล้วถูกขจัดออกจากร่างกาย อย่างไรก็ดีประมาณ 5% จะถูก metabolize โดย P-450 mixed function oxidase เป็น metabolites ที่เป็นพิษ แต่ร่างกายมีการกำจัดสารพิษนี้โดยมี glutathione (GSH) ซึ่งปกติมีอยู่ในร่างกายจะคอยทำหน้าที่ เป็น reducing agent ป้องกันสารพิษจับ paracetamol ที่เป็นพิษและขับออกทางปัสสาวะ
    ในภาวะที่ได้รับยา paracetamol เกินขนาด ยาที่เข้าสู่ร่างกายจะมาก แม้ว่าส่วนหนึ่งจะถูก conjugate ไป ส่วนที่เหลือจะยังถูกเปลี่ยนเป็น toxic metabolites เป็นจำนวน มาก ส่วนนี้แม้จะมี GSH คอยทำลาย แต่ก็ยังเกินปริมาณของ GSH ที่มีอยู่ ผลคือจะมี toxic metabolites จำนวนมากที่ทำลายตับและไต จากการศึกษาพบว่าร่างกายคนเรามี GSH สามารถที่จะทำลายปริมาณ paracetamol ที่รับประทานเข้าไปไม่เกิน 7.5 g ในคนปกติ half-life ของ paracetamol ประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ในภาวะยาเกินขนาด half-life อาจยาวไปเป็น 12 ชั่วโมงได้

    อาการทางคลินิก
    ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผู้ป่วยได้รับยาเกินขนาด อาจจะมีอาการระบบทางเดินอาหารเช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หลังจากนั้นประมาณ 24-48 ชั่วโมง ผู้ป่วยมีความ รู้สึกคล้ายจะดีขึ้น ไม่ค่อยมีอาการอะไร หลังจาก 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะมีอาการทางตับ คือ อาเจียน ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา (right upper quardrant) อ่อนเพลีย มีอาการตัว เหลือง ตาเหลือง ระยะนี้ hepatic enzymes อาจจะสูงได้เป็นพัน เป็นแบบมีการทำลายเซลล์ตับ (hepatocellular damage) อาการคล้ายตับอักเสบจากไวรัสเฉียบพลัน ในรายที่เป็น มากจะมีอาการซึม และมีอาการ coma หรือ hepatic encephalopathy นอกจากนี้ยังมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis), กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (myocardial damage) โดยที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ (ST elevation, arrhythmias) ในผู้ป่วยที่มีตับอักเสบรุนแรงอาจจะมีเส้นเลือดขอดที่หลอดอาหาร (esophageal varices) และความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด (clotting) และ เกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia) ร่วมด้วย นอกจากนี้บางรายจะมีอาการของ acute tubular necrosis ซึ่งพบ ประมาณ 10% ในผู้ป่วยที่ได้รับ paracetamol เกินขนาด ในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ paracetamol เป็นประจำเป็นเวลานานๆ อาจจะมี renal papillary necrosis ร่วมด้วย นอกจากนี้ยัง อาจพบความผิดปกติทาง metabolism เช่น ฟอตเฟตในเลือดต่ำ (hypophosphatemia), metabolic acidosis

    การวินิจฉัย
    นอกจากประวัติและการตรวจร่างกายแล้ว จำเป็นต้องเจาะเลือดหาระดับยา paracetamol ในเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการรักษา มีผู้ป่วยหลายรายที่ไม่มีประวัติใช้ยา และเข้ามาด้วยอาการตับวาย ไตวาย ผลตรวจเลือดพบว่าระดับยา paracetamol ในเลือดสูง
    ภาวะพาราเซตามอลเกินขนาด แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่

    กรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาดเฉียบพลัน หมายถึง กรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยาพาราเซตามอลจำนวน 7.5 กรมในผู้ใหญ่หรือมากกว่าภายในช่วงเวลา 4 ชั่วโมง
    กรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาดแบบค่อยเป็นค่อยไป หมายถึง การที่ผู้ป่วยรับประทานยาพาราเซตามอลมากกว่า 7.5 กรัมต่อวันในบุคคลที่มีสุขภาพ ปกติ หรือมากกว่า 4 กรัมต่อวันในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากพาราเซตามอลมากกว่าคนปกติ ได้แก่ ผู้เสพแอลกอฮอล์เรื้อรัง ผู้ที่ใช้ยาที่กระตุ้นการทำงานของ เอนไซม์ที่ใช้กำจัดพาราเซตามอล (cytochrome inducers) เช่น ยากันชัก และ ยาต้านวัณโรคอย่าง isoniazid เป็นประจำ ผู้ที่มีภาวะขาดอาหาร ผู้ป่วยโรคติดเชื้อ HIV

    หากเป็นไปได้ควรทำการวินิจฉัยภาวะพาราเซตามอลเกินขนาดเฉียบพลันด้วยการตรวจระดับยาพาราเซตามอลในพลาสมาโดยแปลผลด้วย Matthew-Rumack Normogram หากระดับยาสูงกว่าเส้นที่มีระดับเท่ากับ 150 ไมโครกรัม/มล. ที่เวลา 4 ช.ม.หลังการรับประทานยา จัดว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบรุนแรงและควรได้รับการ รักษาด้วย N-acetylcysteine แต่หากระยะเวลที่รับประทานยากำกวมมีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่า 24 ช.ม. จะไม่สามารถใช้ Normogram ได้ ควรประเมินผู้ป่วยโดยใช้การเจาะ เลือดตรวจวัดระดับพาราเซตามอลในซีรัมและระดับเอนไซม์ตับ (AST) หากพบระดับพาราเซตามอล > 10 ไมโครกรัม/มล. หรือระดับ AST สูงกว่าปกติ ผู้ป่วยควรได้รับการรักษา ด้วย N-acetylcysteine หากตรวจไม่พบระดับพาราเซตามอล (< 10 ไมโครกรัม/มล.) หรือระดับ AST ปกติ ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย N-acetylcysteine
    ในกรณีที่รับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาดแบบเฉียบพลันมานานเกิน 24 ช.ม. แล้ว ควรตรวจระดับ AST หากระดับ AST สูงกว่าปกติ ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วย N-acetylcysteine
    หากอยู่ในที่ที่ไม่สามารถตรวจระดับพาราเซตามอลในพลาสมาได้ อาจจำเป็นต้องวินิจฉัยโดยใช้ขนาดยาที่รับประทานเท่านั้น
    การรักษา
    ความสำคัญของการรักษาภาวะเป็นพิษจากยาแก้ปวด paracetamol คือการให้ยาต้านพิษทันเวลา บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยภาวะเป็นพิษจากยานี้มาที่แผนกฉุกเฉิน เนื่องจากผู้ป่วย ไม่ค่อยมีอาการอะไร แพทย์ให้ยาตามอาการแล้วปล่อยให้กลับบ้านไป โดยแพทย์ไม่ทราบว่าพิษของยาออกฤทธิ์ช้า กว่าจะมีอาการตับอักเสบก็ใช้เวลาหลายวันและอาจจะถึงเสียชีวิต ได้ และการให้ยาต้านพิษภายใน 24 ชั่วโมงจะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้
    การดูแลรักษาที่สำคัญ ได้แก่

    การรักษาตามอาการ ได้แก่ การรักษาภาวะอาเจียน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาต้านพิษได้
    การลดการปนเปื้อน ได้แก่ การบริหาร activated charcoal ซึ่งสามารถให้ได้แม้ว่าจะบริหารยาต้านพิษ N-acetylcysteine ทางการรับประทานก็ตาม
    การรักษาจำเพาะด้วยยาต้านพิษ ได้แก่ N-acetylcysteine ซึ่งบริหารได้ 2 วิธี คือ
    การบริหารทางการรับประทานหรือทางสารให้อาหาร (Nasogastric tube) ทำโดยการให้ N-acetylcysteine ครั้งแรก 140 มก./กก. ตามด้วยครั้งต่อไปครั้งละ 70 มก./กก. ทุก 4 ช.ม. รวมอีก 17 ครั้ง วิธีบริหารยาวิธีนี้มีข้อเสีย ได้แก่ การที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากและอาจได้ยาล่าช้าหรือไม่ครบจำนวน ดังนั้น หากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากอาจพิจารณาให้ยาทางหลอดเลือดดำแทน
    การบริหารทางหลอดเลือดดำ ได้แก่ การรักษาในขนาด 150 มก./กก. ผสมกับสารละลายน้ำตาลเด็กซ์โตรส (5%D/W) 100 มล. ภายใน 45 นาที - 1 ช.ม. ตาม ด้วย 50 มก./กก. ผสมในสารละลายน้ำตาลเด็กซ์โตรส 500 มล. ใน 4 ช.ม. และ 100 มก./กก. ผสมในสารละลายน้ำตาลเด็กโตรส 1,000 มล. ใน 16 ช.ม. การ รักษาด้วยวิธีนี้มีข้อเสีย ได้แก่ การเกิด anaphylactoid reaction ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะมีประวัติเป็นโรคหอบหืด ซึ่งแก้ไขโดยให้ยาในอัตราที่ช้าลง
    เภสัชกร สุริยา สุขวัฒนานนท์ โรงพยาบาลสอง จังหวัดแพร่



ความคิดเห็นที่ 34

nang.ars@hotmail.com (Guest)
30 ต.ค. 2552 10:17
  1. สวัสดีคะทุกทุกคน
    ดิฉันเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการกินยาพาราเพื่อฆ่าตัวตายมาคะ
    ตอนนั้นฉันเลิกกับแฟน ได้สามเดือน ฉันเสียใจมาตลอด ร้องไห้ทุกๆวัน
    แต่แฟนฉันไม่เคยที่จะโทรมาหาฉันเลย
    ฉันนั่งฟังเพลง ฟั่นเฟื่อน จบ ก็มองไปเห็นกระปุกยาพารา
    ดิฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะทำแบบนี้
    แต่ความคิดชั่วขณะทำให้ดิฉันไม่ได้คิดไตรตรองถูกผิด
    กินยาพารา ที่ละ 5 เม็ด 10 เม็ด
    จนหมดกระปุก
    ปริมาณที่กิน ก็ไม่ต่ำกว่า 40 ถึง 50 เม็ด
    ประมาณ 10 นาที ก็เกิดอาการอาเจียน
    ดีนะคะที่ดีฉันอาเจียนออกมาบ้าง
    ดิฉันไม่ได้คิดเลยว่าอาการที่ตามมาคือ
    ดิฉันปวดหัวมาก
    และงวงนอน แต่ก็อยากอาเจียน ตลอดเวลา
    ดิฉันไม่ได้คิดเลยว่าจะไปหาหมอ
    เพราะคิดว่าพิษคงไม่ร้ายแรงมาก
    เวลาผ่านมา 7-8 ชั่วโมง ดิฉันท่านอะไรไม่ได้เลย
    ยังอยากอาเจียนอยู่ พี่ เพื่อน เลย
    พาดิฉันไปหาหมอ
    ตอนแรกฉันไม่บอกว่าเป็นอะไร
    แต่ตอนหลังก็เลยตัดสินใจบอกหมอไปว่ากินยาพารา
    เกินขนาด
    ระยะเวลาที่กินมันซึมเข้าสู่เนเลือดฉัน
    หมอบอกว่าไม่รู้จะช่วยได้ไหม
    หมอแรงยาขับพิษจนรางกายฉันรับไม่ได้
    การขับพิษคือการให้ยาทางนเส้นเลือดเพื่อขับพิดออกมา
    ทรมาณมากเลย อาเจียนเป็นน้ำเขียวๆ
    แค่นี้ยังไม่พ่อต้องขับพิษตั้งหลายวัน
    แต่หลังจากนั้น 2 วัน หมอบอกว่า
    ตับเราไม่ดี อาจวายได้
    ต้องรักษาตัวนาน ถึง10 วัน
    ดูอาการของตับ
    พอออกจากโรงบาล ฉันก็ไม่เคยไปหาหมออีกเลย
    แต่ฉันรู้แค่ว่ารางกายฉันเปลียนไป
    จากคนที่ไม่เคยเป็นอะไร
    ก็มานั่งไม่สบายเดือนหนึ่ง 2-3 ครั้ง
    หายใจไม่ค่อยออก เจ็บตรงหน้าอก
    แล้วตอนนี้ก็มีอาการปากดำ
    ร้อนใน
    ไม่รู้ว่าอาการที่ว่านี้เกิดจากการกินยาเกินขนาดหรือเปล่า
    แต่อยากไรก็ตามนะคะ
    ตอนอยู่ที่โรงบาลมีผู้หญิงคนหนึ่งคอยบอกฉันว่าต่อไปให้รักตัวเอง
    ให้มากๆ เพราะแกรู้ว่าตัวแกอยู่ไม่ได้นานแก่ยังรกชีวิตตัวเองมากเลย
    เพื่อนเพื่อนคะวันนี้ให้ทุกคนที่คิดจะฆ่าตัวตายจำไว้ว่า
    คนที่รักเราที่สุดคือตัวเราเองคะ และยังมีอีกมากที่เป็นหวงเรา
    ถ้าเราผิดหวังก็ปล่อยวางอย่าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงเลย
    รักตัวเองดีที่สุดคะ
    .......................................................น้องนาง.............................................



ความคิดเห็นที่ 35

nang.ars@hotmail.com (Guest)
30 ต.ค. 2552 10:19
  1. สวัสดีคะทุกทุกคน
    ดิฉันเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการกินยาพาราเพื่อฆ่าตัวตายมาคะ
    ตอนนั้นฉันเลิกกับแฟน ได้สามเดือน ฉันเสียใจมาตลอด ร้องไห้ทุกๆวัน
    แต่แฟนฉันไม่เคยที่จะโทรมาหาฉันเลย
    ฉันนั่งฟังเพลง ฟั่นเฟื่อน จบ ก็มองไปเห็นกระปุกยาพารา
    ดิฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะทำแบบนี้
    แต่ความคิดชั่วขณะทำให้ดิฉันไม่ได้คิดไตรตรองถูกผิด
    กินยาพารา ที่ละ 5 เม็ด 10 เม็ด
    จนหมดกระปุก
    ปริมาณที่กิน ก็ไม่ต่ำกว่า 40 ถึง 50 เม็ด
    ประมาณ 10 นาที ก็เกิดอาการอาเจียน
    ดีนะคะที่ดีฉันอาเจียนออกมาบ้าง
    ดิฉันไม่ได้คิดเลยว่าอาการที่ตามมาคือ
    ดิฉันปวดหัวมาก
    และงวงนอน แต่ก็อยากอาเจียน ตลอดเวลา
    ดิฉันไม่ได้คิดเลยว่าจะไปหาหมอ
    เพราะคิดว่าพิษคงไม่ร้ายแรงมาก
    เวลาผ่านมา 7-8 ชั่วโมง ดิฉันท่านอะไรไม่ได้เลย
    ยังอยากอาเจียนอยู่ พี่ เพื่อน เลย
    พาดิฉันไปหาหมอ
    ตอนแรกฉันไม่บอกว่าเป็นอะไร
    แต่ตอนหลังก็เลยตัดสินใจบอกหมอไปว่ากินยาพารา
    เกินขนาด
    ระยะเวลาที่กินมันซึมเข้าสู่เนเลือดฉัน
    หมอบอกว่าไม่รู้จะช่วยได้ไหม
    หมอแรงยาขับพิษจนรางกายฉันรับไม่ได้
    การขับพิษคือการให้ยาทางนเส้นเลือดเพื่อขับพิดออกมา
    ทรมาณมากเลย อาเจียนเป็นน้ำเขียวๆ
    แค่นี้ยังไม่พ่อต้องขับพิษตั้งหลายวัน
    แต่หลังจากนั้น 2 วัน หมอบอกว่า
    ตับเราไม่ดี อาจวายได้
    ต้องรักษาตัวนาน ถึง10 วัน
    ดูอาการของตับ
    พอออกจากโรงบาล ฉันก็ไม่เคยไปหาหมออีกเลย
    แต่ฉันรู้แค่ว่ารางกายฉันเปลียนไป
    จากคนที่ไม่เคยเป็นอะไร
    ก็มานั่งไม่สบายเดือนหนึ่ง 2-3 ครั้ง
    หายใจไม่ค่อยออก เจ็บตรงหน้าอก
    แล้วตอนนี้ก็มีอาการปากดำ
    ร้อนใน
    ไม่รู้ว่าอาการที่ว่านี้เกิดจากการกินยาเกินขนาดหรือเปล่า
    แต่อยากไรก็ตามนะคะ
    ตอนอยู่ที่โรงบาลมีผู้หญิงคนหนึ่งคอยบอกฉันว่าต่อไปให้รักตัวเอง
    ให้มากๆ เพราะแกรู้ว่าตัวแกอยู่ไม่ได้นานแก่ยังรกชีวิตตัวเองมากเลย
    เพื่อนเพื่อนคะวันนี้ให้ทุกคนที่คิดจะฆ่าตัวตายจำไว้ว่า
    คนที่รักเราที่สุดคือตัวเราเองคะ และยังมีอีกมากที่เป็นหวงเรา
    ถ้าเราผิดหวังก็ปล่อยวางอย่าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงเลย
    รักตัวเองดีที่สุดคะ
    .......................................................น้องนาง.............................................



ความคิดเห็นที่ 36

tttt (Guest)
16 ก.พ. 2553 21:54
  1. ถึงความเห็นที่ 19 และ 20

    ถ้าคุณไม่รู้จักแม้กระทั่งคำว่า ภญ. คือ เภสัชกรหญิง

    และเภสัชกร คือ คนที่รู้เรื่องยามากที่สุด ทั้งในเรื่องการออกฤทธิ์ วิธีการผลิต การเกิดอันตร

    กิริยากับยาอื่น ๆ พิษที่เกิดจากการใช้ยา วิธีการใช้ การรับประทานที่ถูกต้อง ฯลฯ

    คุณก็ไม่สมควรที่จะมาว่าให้คนที่เค้าเป็นเภสัชกรที่เขียนบทความนี้ ถ้าหากคุณไม่รู้เรื่องในเรื่อง

    ที่เค้ากำลังพูดถึงอยู่จริง ๆ

    เพราะถ้าหากเค้าไม่เรียนมา เค้าคงไม่กล้ามาเขียนให้คุณอ่านหรอก

    ทำอย่างนี้วิชาชีพเภสัชกรรมเสียหายนะคะ

    จาก นิสิตเภสัชศาสตร์ (ที่รู้เรื่องยาดีกว่าคุณ)



ความคิดเห็นที่ 39

wi (Guest)
27 มิ.ย. 2553 16:44
  1. อยากรู้ชื่อเริ่มต้นและชื่อทางการค้าของยาพารา

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น