แนะนำพืชอาหารเพื่อสุขภาพ




“แก่นตะวัน”

พืชไร่พันธุ์ใหม่ สารพัดประโยชน์ อนาคตไกล





“ แก่นตะวัน” พันธุ์พืชต่างประเทศ แต่เหมาะกับเมืองไทย ปลูกง่าย เหมือนมันสำปะหลัง มีตลาดรองรับ ใช้ได้ทั้งบริโภค

สกัดเป็นเอทานอล และเป็นแหล่งท่องเที่ยว





รศ.ดร.สนั่น จอกลอย หัวหน้าทีมงานวิจัยของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้นำสายพันธุ์แก่นตะวัน มาปลูกทดลองในประเทศไทย กล่าวว่า

แก่นตะวัน หรือ Jerusalem artichoke มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helianthus tuberosus เป็นพืชที่ใกล้ชิดกับทานตะวัน มีดอกคล้ายทานตะวัน และบัวตอง แต่มีขนาดเล็กกว่า มีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่ง เพื่อเก็บสะสมอาหาร ซึ่งเป็นน้ำตาล Inulin ประกอบด้วยน้ำตาล fructose ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว พืชนี้มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สามารถปลูก และปรับตัวได้ดีในสภาพเพาะปลูกของประเทศไทย การใช้ประโยชน์โดยใช้หัวเป็นอาหารคน และอาหารสัตว์ รวมทั้งการใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแอลกอฮอล์ จากรายงานการวิจัยของต่างประเทศ พบว่า การบริโภค แก่นตะวันจะไม่ถูกย่อยในกระเพาะ เป็นสารเยื่อใยอาหารที่ให้แคลลอรี่ต่ำ ช่วยลดความอ้วน ไม่เพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือด จึงไม่เป็นปัญหากับผู้เป็นโรคเบาหวาน ช่วยลด Cholesterol Triglyceride และ LDL ในร่ายกาย จึงลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นประโยชน์ต่อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

เช่น Bifidobacteria และ Lactobacilli แต่ลดกิจกรรมของแบคทีเรีย ก่อโรค เช่น Coliforms และ E. Coli จึงเป็นที่ยอมรับกันว่าแก่นตะวันเป็น Prebiotic

ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายดีขึ้น





รศ.สนั่น จอกลอย ในทุ่งแก่นตะวัน





จากการทดลองปลูก แก่นตะวันเป็นพืชที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี เพราะจะลงหัวได้ง่าย หากมีน้ำขังแฉะจะทำให้หัวเน่า การปลูกสามารถปลูกได้ในฤดูฝน ในพื้นที่ไร่เหมือนกับพืชไร่ทั่วไป การปลูกในฤดูแล้งต้องมีระบบน้ำชลประทาน เช่น การปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าวในนาดินร่วนทรายเขตชลประทาน การปลูกโดยใช้หัวปลูกต้องตัดหัวให้เป็นท่อน ๆ ยาวท่อนละประมาณ 2- 3 เซนติเมตร บ่มหัวที่หั่นแล้วในถังมีความชื้น

จะกระตุ้นให้เกิดต้นอ่อนบนหัวท่อนพันธุ์ แล้วจึงนำไปปลูก การปลูกในฤดูฝนต้องใช้ระยะปลูกห่าง ประมาณ 70 x 50 เซ็นติเมตร แต่ฤดูแล้ง

อาจจะใช้ระยะปลูกแคบขึ้น เนื่องจากจะมีการเจริญเติบโตน้อยกว่าฤดูฝน 50 x 30 เซนติเมตร การปลูกจากหัวที่มีต้นอ่อน ดินต้องมีความชื้นดีมาก หลังปลูกดายหญ้ากำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง ตามความจำเป็น การใส่ปุ๋ย

ใส่ปุ๋ยพืชไร่ สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อมีอายุ 20-30 วันหลังปลูก ปัจจุบันยังไม่พบโรค และแมลงที่สำคัญของพืชนี้



พืชนี้จะออกดอกสีเหลืองอร่ามเต็มทุ่งจนอาจขนานนามว่า

“ทุ่งแก่นตะวันบาน” นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีไม่แพ้ทุ่งทานตะวัน

เลยทีเดียว แต่การปลูกในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม

อาจไม่มีดอก ถ้าปลูกในฤดูฝน พืชนี้จะเก็บเกี่ยวหัวเมื่ออายุประมาณ

120-140 วัน และสำหรับการปลูกในฤดูแล้งเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อายุ

100-110 วัน โดยสังเกตพบว่า หัวขยายเต็มที่ ใช้วิธีขุด หรือถอนเก็บเกี่ยวหัวเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปมีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง โดยพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุดให้ผลผลิต 2.5-2.8 ตันต่อไร่ ใช้เวลาปลูกเพียง 4 เดือน หากเปรียบเทียบกับมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตระดับเท่านี้ต้องให้เวลาการผลิต 10-12 เดือน











“แก่นตะวันนับว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของไทย ที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นพืชทางเลือกเป็นการค้าหรืออุตสาหกรรมในอนาคต ถึงแม้ว่าพืชแก่นตะวันไม่ใช่พืชพื้นเมืองของประเทศไทย แต่ว่าเรานำเอาเข้ามาพัฒนาด้วยการศึกษาวิจัย ให้ผลผลิตแล้ว ก็มาพัฒนาเรื่องพันธุ์ของไทย เพื่อที่จะแนะนำเกษตรกรให้ปลูก สำหรับพืชนี้เป็นพืชที่อยู่ในเขตหนาวแต่ว่าเรานำเข้ามาแล้วทดสอบดูแล้วปรากฏว่า มีการปรับตัวได้ดีในเขตร้อน มีอายุสั้น ประมาณ 120 วัน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 2 ถึง 3 ตัน ต่อไร่ เป็นพืชหัว เราสามารถนำเอาหัวมาใช้ประโยชน์ เป็นอาหารได้ทั้งคนและสัตว์

จัดว่าเป็นพืชสมุนไพร ทำอาหารได้หลากหลาย เช่น บริโภคสด

ทำเป็นอาหารคาว หวาน เพราะว่าในหัวมีสารสำคัญเรียกว่า อินโนริน เมื่อคนบริโภคเข้าไป จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น

โดยเฉพาะมีแบคทีเรียที่อยู่ในระบบลำไส้ที่มีประโยชน์ จะเจริญเติบโตดี เช่น แลคโตบาซิลัส ในขณะเดียวกันก็ทำให้แบคทีเรียตัวที่ก่อโรคมีการเจริญเติบโตต่ำ นอกจากนั้นผลงานวิจัยต่างประเทศชี้ชัดว่า พืชชนิดนี้เมื่อคนบริโภคเข้าไปแล้วจะช่วยลดครอเลสเตอรอล ก็จะลดปัญหาการเสี่ยงเนื่องจากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด



ในแง่ของการผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทีมงานวิจัยของ รศ.เยาวมาลย์

ค้าเจริญ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาพบว่า

เมื่อสัตว์บริโภคหัวแก่นตะวันเข้าไปจะทำให้ลดกลิ่นของมูลสัตว์

เหมาะกับในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงสุกร คือตรงนี้ก็จะช่วยลดกลิ่นของการเลี้ยงสัตว์ และจะทำให้ภูมิคุ้มกันของสัตว์ดีขึ้นด้วย อีกประการหนึ่ง เนื่องจากหัวแก่นตะวันมีปริมาณน้ำตาล

ครุโตสอยู่ค่อนข้างสูง และเราสามารถเอาแก่นตะวันไปหมักเพื่อจะได้

เอทานอล หรือแอลกอฮอล์ออกมาโดยหัวแก่นตะวัน 1 ตัน สามารถให้

เอทานอล ประมาณ 80- 100 ลิตร มากกว่าการผลิตเอทานอลจากอ้อย เพราะฉะนั้น พืชชนิดนี้จึงเป็นพืชที่มีศักยภาพในแง่ของการผลิตพลังงานทดแทนต่อไปในอนาคต นอกจากนั้น แก่นตะวันมีดอกสีเหลืองเมื่อออกดอกจะออกพร้อม ๆ กันเต็มไร่ ซึ่งมีความสวยงามมาก สามารถส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ เช่นเดียวกับทุ่งทานตะวันของจังหวัดลพบุรี และสระบุรี”











สนใจขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร. สนั่น จอกลอย คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40002

e-mail sanun@kku.ac.th โทรศัพท์ 043-364637, 01-3914190



available at: http://home.kku.ac.th/info/month_07july_49.htm

verified 31 November 2006



ความคิดเห็นที่ 3

chaiwat_chon@yahoo.com (Guest)
26 พ.ค. 2550 11:11
  1. เป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถผลิตเอทานอลได้ และให้ผลผลิตสูง ในการผลิตเอทานอล หัวแก่นตะวัน 1 ตันสามารถผลิตเอทานอลได้เท่าไร และหากปลูกแล้วสามารถนำส่งเข้าโรงงานผลิตเอทานอลได้เลยหรือไม่



ความคิดเห็นที่ 5

tkesmala@yahoo.com (Guest)
14 ก.ค. 2550 10:26
  1. คุณ chaiwat_chon@yahoo.com คุณค้นคำว่า แก่นตะวัน jerusalem artichoke, inulin, oligofructans, helianthus tuberosus ก็จะได้รายละเอีดสำหรับพืชนี้ครับ การวิจัยเอธานอลในประเทศไทย สำหรับการใช้แก่นตะวันนั้นเป็นวัตถุดิบนั้นกำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยอยู่ อาจใช้ทั้งต้นรวมทั้งหัว หรือเฉพาะหัว เป็นวัตถุดิบแล้วแต่กระบวนการผลิตครับ คงต้องรออีกนิดให้ได้ข้อมูลครบถ้วนก่อน แต่สำหรับต่างประเทศมีการวิจัยไว้มากแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม อินนูลินในแก่นตะวันมีคุณสมบัติพิเศษที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย พืชนี้จึงเป็นที่สนใจของนักวิจัยและนักอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพ



    คุณ airvertion1@yahoo.com คำถามของคุณมีคำตอบอยู่แล้วให้ย้อนกลับไปอ่านแต่แรกใหม่ คือ



    สนใจขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร. สนั่น จอกลอย คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40002

    e-mail sanun@kku.ac.th โทรศัพท์ 043-364637, 01-3914190



    เพราะเป็นผู้วิจัยการผลิตโดยตรง และยังมีเครือข่ายการวิจัยที่ต่อเนื่องอีก จนถึงการมาทำเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่หลากหลาย



ความคิดเห็นที่ 1

thawankesmala
5 พ.ย. 2549 10:39



  1. ดอกคล้ายดอกบัวตอง



ความคิดเห็นที่ 2

thawankesmala
5 พ.ย. 2549 10:42



  1. ดูหัวให้ชัด ๆ ครับ



ความคิดเห็นที่ 4

airvertion1@yahoo.com (Guest)
14 ก.ค. 2550 06:01
  1. ขอทราบรายละเอียดวิธีการปลูก ปัญหาในการปลูกจากการทดลองปลูกดังกล่าว ราคาของหัวพันธ์ที่จะนำไปใช้ในการส่งเสริมการปลูกหาได้จากที่ใด และตลาดในประเทศยอมรับผลผลิดอยู่ในระดับใด มีการส่งเสริมการปลูกโดยภาครัฐหรือไม่อย่างไร

    เนื่องจากผมจะนำไปเป็นทางเลือกให้ประชาชนในท้องที่ จ.มหาสารคาม ทดลองปลูก



ความคิดเห็นที่ 6

lady_nlab@hotmail.com (Guest)
4 ม.ค. 2551 06:01
  1. ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับอินนูลินทั้งหมด

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น