คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
การผลิตน้ำมันปาล์มไบโอดีเซล (CPO B100) จากน้ำมันปาล์มดิบ
โพสต์เมื่อ: 11:38 วันที่ 1 พ.ย. 2549         ชมแล้ว: 182,311 ตอบแล้ว: 521

การผลิตน้ำมันไบโอดีเซล จากน้ำมันปาล์มดิบ มีกรรมวิธี ขั้นตอนหลากหลาย แตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ ก็แตกต่างกัน ขอเชิญทุกท่านร่วมแบ่งปันความรู้เพื่อการสร้างสรร และพัฒนา ปาล์มไบโอดีเซล (CPO B100)

เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 502 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| -19- 20| 21| 22| 23| 24| 25| 26|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 358 3 ต.ค. 2550 (00:50)
เรียน ท่านเกษตรกรตัวจริง
[ตอนนี้ อายุ ๔ ปี ได้ผลผลิตเฉลี่ยขณะนี้ ๑.๘ ตัน ต่อไร่ต่อปี] เป็นค่าเฉลี่ยทางภาคตะวันออกหรือเปล่าครับ เพราะทางใต้น่าจะสูงกว่านี้ใช้ไหมครับ
Biowarning (IP:117.47.24.245)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 359 3 ต.ค. 2550 (13:19)
ขอรูปเครื่องอัดเกลียวคู่ หน่อยดิพี่น้องครับ
นิพล อานุภาพไพรบูรณ์ (IP:203.146.152.82)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 360 3 ต.ค. 2550 (20:48)
55576
เครื่องบีบปาล์มเกลียวคู่
เอื้อเฟื้อภาพจากชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด
เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 361 4 ต.ค. 2550 (01:02)
ราคาสินค้าปาล์มน้ำมันจังหวัดชลบุรี

วันที่ 3 ตุลาคม 2550

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงงานสกัดฯ รับซื้อผลปาล์ม
ผลปาล์มทะลาย ณ คุณภาพ (% น้ำมัน)
13 % 15 % 17 % คละ ผลร่วง
บจ.สุขสมบูรณ์น้ำมันปาล์ม 4.10 4.30 4.50 4.50 -
บจ.อีสเทิร์น ปาล์ม ออยล์ 4.10 4.30 4.50 4.50 -
บจ.โกเด้นไทม์เอ็นเตอร์ไพร์ส - - - - -

***สถิติเดิมของ จ.ชลบุรี

ปี 2546 พื้นที่ให้ผลผลิต 26,752 ไร่ ผลผลิต 105,915 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 2,495 ก.ก.ต่อไร่ต่อปี

สถิติที่ใหม่กว่านี้ ข้อมูลยังมาไม่ครบ

ปาล์มจะเริ่มให้ผลผลิต จากน้อยๆไปหามาก โดยเริ่มให้ผลตั้งแต่ 2-3ปี แรกที่เริ่มปลูก ให้ผลผลิตมากที่สุด ช่วง 8-10 ปี จากนั้นก็จะลดลงมาเรื่อยๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธ์ การดูแลรักษาพืช การบำรุงดิน เรื่องฝนเรื่องแดดถือเป็นส่วนหนึ่งของการลงหุ้นจากเทวดา ถ้ามีผลประกอบการดี ก็ปันผลให้เทวดาบ้างนะครับ

ภาพเครื่องบีบปาล์มแบบสกรูคู่ สำหรับโรงงานขนาดใหญ่
55614

เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 362 10 ต.ค. 2550 (12:42)
อยากทราบว่าจะหาข้อมูลสัดส่วนอุตสาหกรรม ที่ใช้น้ำมันปาล์ม (ทั่วโลก ) ได้ที่ไหนครับ (คิดเป็น % ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ทั่งโลก นะครับ )
opo_casper@hotmail.com (IP:203.131.220.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 363 15 ต.ค. 2550 (10:21)
ขายและรับ treat กลีเซอรีนบริสุทธิ์จากกระบวนการผลิตไบโอดีเซล เพื่อให้มีความบริสุทธิ์ที่มากกว่า 90 % สนใจติดต่อและสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 081-344-1256 โดยทีมงานผู้ชำนาญการทางด้านปิโตรเคมีมากกว่า 20 ปี
ทีมงาน Chem Tech. (IP:124.157.225.39)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 364 17 ต.ค. 2550 (21:18)
58652
OIL WORLD ANNUAL 2007 เป็นการรวบรวมข้อมูลของน้ำมันพืชจากพืชน้ำมันในทุกแง่มุม ที่มีในโลก มีการวิเคราะห์ ล่วงหน้า ในหลายๆด้าน ลองติดต่อ oilworld.biz
ข้อมูลดีๆ อาจต้องเสียเงินกันบ้างนะครับ
เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 365 18 ต.ค. 2550 (15:05)
58772
***ภาพทางด้านซ้ายเป็นผลปาล์มสุก ภาพทางด้านขวาเป็นผลปาล์มที่ผ่านการทำความสะอาดและอบแห้งแล้ว***

ผลปาล์มสุก เมื่อให้ความร้อน ไล่ความชื้นออกไปจนหมดแล้ว เหลือเนื้อของเปลือกนอกและเมล็ดปาล์ม 60-64% โดยน้ำหนัก
การไล่ความชื้นออกจากผลปาล์มด้วยความร้อน เป็นการยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไลเปส
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรดไขมันอิสระเพิ่มขึ้น และสามารถสกัดน้ำมันออกจากผลปาล์มได้ง่ายกว่า

ผลปาล์มสามารถกำจัดความชื้นออกได้หลายวิธี การนึ่ง การย่าง การทอด การอบ เป็นวิธีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ โดยเลือกสรรตามรูปแบบการผลิต ขนาดการผลิต ลักษณะเชื้อเพลิง ลักษณะความร้อน สื่อกลางที่ใช้ในการนำความร้อน
แม้ว่าการผลิตน้ำมันปาล์มมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าการผลิตน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ แต่ด้วยศักยภาพด้านปริมาณการผลิตที่มีมากจนปาล์มน้ำมันได้รับการยอมรับเป็นพืชอุตสาหกรรม
และน้ำมันปาล์มก็เป็นน้ำมันพืชที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในบรรดาพืชน้ำมันด้วยกัน
เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 366 21 ต.ค. 2550 (16:23)
59300
ราคาไบโอดีเซล (B100)

สำหรับใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5

เขตกรุงเทพมหานคร รายสัปดาห์ (บาท/ลิตร)

จาก ถึง CPO MtOH B100

6 Feb 07 9 Feb 07 18.63 21.00 24.58

12 Feb 07 16 Feb 07 18.63 21.00 24.58

19 Feb 07 23 Feb 07 18.83 22.15 24.91

26 Feb 07 2 Mar 07 18.88 20.08 24.65

5 Mar 07 9 Mar 07 18.88 20.08 24.65

12 Mar 07 16 Mar 07 18.88 19.77 24.60

19 Mar 07 23 Mar 07 18.88 19.47 24.55

26 Mar 07 30 Mar 07 18.88 19.47 24.55

2 Apr 07 6 Apr 07 18.88 19.47 24.55

9 Apr 07 13 Apr 07 19.51 19.47 25.17

16 Apr 07 20 Apr 07 20.32 17.33 25.63

23 Apr 07 27 Apr 07 21.07 17.33 26.35

30 Apr 07 4 May 07 22.05 17.33 27.30

7 May 07 11 May 07 23.13 17.33 28.36

14 May 07 18 May 07 23.76 11.92 28.15

21 May 07 25 May 07 24.63 11.92 29.00

28 May 07 1 Jun 07 25.28 11.92 29.62

4 Jun 07 8 Jun 07 26.18 11.92 30.50

11 Jun 07 15 Jun 07 26.75 12.04 31.07

18 Jun 07 22 Jun 07 28.08 12.17 32.38

25 Jun 07 29 Jun 07 25.95 12.17 30.32

2 Jul 07 6 Jul 07 25.38 12.17 29.76

9 Jul 07 13 Jul 07 24.93 12.17 29.32

16 Jul 07 20 Jul 07 25.13 11.04 29.35

23 Jul 07 27 Jul 07 25.73 11.04 29.93

30 Jul 07 3 Aug 07 26.03 11.04 30.22

6 Aug 07 10 Aug 07 24.98 11.04 29.20

13 Aug 07 17 Aug 07 25.46 11.17 29.69

20 Aug 07 24 Aug 07 25.03 11.17 29.27

27 Aug 07 31 Aug 07 24.57 11.17 28.83

3 Sep 07 7 Sep 07 23.38 11.17 27.67

10 Sep 07 14 Sep 07 23.38 11.17 27.67

17 Sep 07 21 Sep 07 23.82 10.85 28.05

24 Sep 07 28 Sep 07 24.13 10.85 28.35

1 Oct 07 5 Oct 07 25.18 10.85 29.37

8 Oct 07 12 Oct 07 26.02 10.85 30.19

15 Oct 07 19 Oct 07 26.58 19.67 32.05



***ราคาน้ำมันปาล์มดิบ ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 24-25 บาท/กก. ขึ้นมาอยู่ที่ 26.58 บาท/กก.

ราคาเมทานอล กระชากตัว ทะยานขึ้นจาก 10.85 บาทต่อ กก. มาอยู่ที่ 19.67 บาท/กก.

ราคากลางไบโอดีเซล 32.05 บาท ต่อลิตร
ราคาที่ผันผวนอย่างรุนแรง ของเมทานอล เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการเรื่องไบโอดีเซลให้เป็นพลังงานทดแทนที่สำคัญขององค์กรทางด้านพลังงานของไทยเราได้เป็นอย่างดี

ในปี 2549 ที่ผ่านมา เราก็เคยประสบภาวะ"วิกฤตการณ์ เมทานอล" มาแล้วครั้งหนึ่ง

ในปี 2550นี้ วิกฤติเมทานอล ก็เกิดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 2 ไม่เคยมีสัญญาณบ่งชี้ก่อนล่วงหน้าแต่อย่างใด และไม่เคยมีการเตรียมการรับกับสถานะการณ์เหล่านี้ไว้ล่วงหน้า

การคิดการใหญ่ไบโอดีเซล โดยเน้นตั้งแต่การปลูกพืชน้ำมัน ให้มีผลผลิตเพียงพอที่จะนำส่วนที่เหลือจากการบริโภคมาทำเชื้อเพลิง นั้นเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างละเอียดอ่อน รอบคอบ ดูแลทุกอย่างตั้งแต่ต้นกระบวนการ ครบทั้งระบบทางด้านการเกษตร และทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อแปรรูปออกมาเป็นน้ำมันพืช ก่อนส่งต่อเข้าส่วนของการผลิตไบโอดีเซล

ถ้าจะคิดกันให้รอบคอบแล้ว เรื่องของวัตถุดิบตัวสำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือ "เมทานอล" ควรได้รับการดูแลอย่างมีแบบแผน มีระบบด้วยเช่นกัน โอกาสของการผลิตไบโอดีเซล จึงจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องเกิดวิกฤติการณ์เมทานอล ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเกิดเป็น"วิกฤติการณ์ไบโอดีเซล"ขึ้นมาอีกด้วยเช่นกัน

โดยพื้นฐานจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงริเริ่ม และมีโครงการตามแนวพระราชดำริ ทางด้านพลังงานทดแทน มาเป็นระยะเวลานานเกือบ 30 ปีมาแล้ว เป็นพื้นฐานความคิดหลักหลักและเป็นแบบอย่างให้กับพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างดี
ประกอบด้วยพื้นฐานและโครงสร้างทางพลังงานที่แตกต่างกันอย่างมาก ด้วยสาเหตุหลักที่น้ำมันปิโตรเลียมแทบทั้งหมดที่เราใช้กันอยู่ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบด้วยนโยบายที่โดดเด่นทางด้านพลังงานทดแทน
ทำให้ในทางปฏิบัติแล้ว ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้า ประสบความสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรม ในการผลิตไบโอดีเซลเพื่อใช้ภายในประเทศอย่างทั่วถึง ในทางด้านการตลาดก็ได้รับความนิยม ความเชื่อถือ จากประชาชนทั่วไป มีปริมาณการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผลิตพืชน้ำมัน อยู่ด้วยกัน


แต่ภาพลักษณ์ของไบโอดีเซล ปรับตัว ขยายตัว และส่งผลบวกไปได้อย่างเชื่องช้า เนื่องจากไบโอดีเซลไทยถูกสื่อสารออกมาในรูปของไบโอดีเซลเพื่อเกษตรกร(ในแง่มุมของการชักชวนให้ผลิตพืชน้ำมัน)ไบโอดีเซลชุมชนที่โครงการของรัฐส่งเสริม ก็ขยายผล(ลบ)เพื่อรถอีแต๋น เครื่องสูบน้ำ เพื่อ การให้ความรู้ เล็กๆน้อยๆ ให้แค่พอต้มน้ำมันมาทำเป็นไบโอคุณภาพต่ำๆ ให้ได้แค่มาตรฐานไบโอดีเซลชุมชน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สองของไบโอดีเซลไทย ที่ กลับส่งผลลบต่อไบโอดีเซล บี5 ได้อย่างเห็นได้ชัดเจน ผู้ใช้รถยนต์(กระบะ)ดีเซลทั่วไป ไม่กล้าแม้แต่จะเติม ไบโอดีเซล บี 5 จากสถานีบริการมียี่ห้อมีชื่อเสียงแต่อย่างใด

การส่งเสริมการตลาดก็พบเห็นแต่การโฆษณาของแก้สโซฮอล์ ก๊าซเอ็นจีวี ไม่พูดถึงไม่ส่งเสริม ไบโอดีเซล บี5 เลย

แม้วันนี้ราคาดีเซลกำลังกลับมาสูงสุดที่ 28 บาทต่อลิตรอีกรอบแล้วก็ตาม ยอดขาย ไบโอดีเซล บี5 ก็เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ(แต่สายพลังงานก็บอกว่าเร็วมากแล้ว)

ในเดือน กันยายน 50 ที่ผ่านมา ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5 เท่ากับ 57.7 ล้านลิตร เฉลี่ยเท่ากับ 1.90 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นไบโอดีเซล (B100) เท่ากับ 96,238 ลิตรต่อวัน

*หมายความว่าน้ำมันพืชในประเทศถูกใช้เป็นไบโอดีเซล เพียงวันละ 96238 ลิตร ต่อวัน เท่านั้น

ในขณะที่ไทยเรามีการผลิตน้ำมันพืช(ปาล์ม) ในปี 49 ได้ 1.17 ล้านตัน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3,561,643 ลิตรต่อวัน

วัตถุดิบ น้ำมันพืชภายในประเทศ พร้อม

โรงงานผลิตไบโอดีเซล พร้อม

ผู้ใช้ไบโอดีเซล พร้อมมั้ยครับ ?
แนวความคิดในการขับเคลื่อน กระบวนการทางสังคม จะต้องสอดรับกับวิถีทางของสังคม สอดคล้องกับความเป็นจริง ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้ความรู้ให้ความเข้าใจ ให้ความนิยม ต่อ"ไบโอดีเซล"ให้เกิดขึ้น ให้มากกว่าวาทกรรมใหม่ อีกคำหนึ่งเท่านั้น องค์กรผู้รับทางด้านพลังงานของรัฐต้องจัดการตัวเองให้มากกว่าการตามกระแสสังคม ต้องเป็นผู้ชี้นำ สร้างกระแส ที่ถูกทางให้กับสังคม
นโยบายของรัฐ ต้องเป็นกุศโลบายที่แยบยล แผนที่วางแล้วนิ่งต้องปรับเปลี่ยน การทำงานเชิงรุกก็ต้องรุกจริง แนวนโยบายที่ต้องแนวแน่ ตรงทิศทาง ไม่แถลงข่าวกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา โยนก้อนหินถามทางอยู่ตลอดเวลา ทำให้ภาคเอกชนผู้ลงทุนไปแล้ว และกำลังจะลงทุนขาดความมั่นใจ ไม่ตัดสินใจ เนื่องจากนโยบายรัฐ ขาดความชัดเจน
ฉายา"เต่าติดเทอร์โบ" "ไม่เคยเกียร์ว่าง" ผลงานไบโอดีเซลระดับชาติ ก็เป็นตัวชี้วัดผลการทำงานได้เช่นกัน
เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 367 24 ต.ค. 2550 (06:36)
แล้วกลุ่มไบโอดีเซลพึ่งตนเอง เป็นยังไงกันบ้างล่ะคร้าบ
ลูกไบโอ (IP:116.58.231.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 368 24 ต.ค. 2550 (07:15)
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2263 21 ต.ค. - 24 ต.ค. 2550


เผยไทยและอาเซียนดันไบโอดีเซล +ก.พลังงานดันใช้แก๊สโซฮอล์ ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 49%
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล ชี้ไทยและหลายประเทศในอาเซียน ที่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรมที่แข็งแรง ดันให้มีการผลิตไบโอดีเซล ขณะที่กำลังการผลิตไบโอดีเซลทั่วโลกมีเพียง 51 พันล้านลิตรเท่านั้น คาดมาเลเซียและอินโดนีเซียมาแรง ขณะที่กระทรวงพลังงานเผยยอดผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 49%


นักวิจัยของมหาวิทยาลัย วิสคอนซิน เนลสัน อินสติทิว เปิดเผยว่า ความต้องการของน้ำมันไบโอดีเซลทั่วโลกได้มีปริมาณเพิ่มขึ้น และหลายประเทศก็ได้มีการดึงดูดให้มีการพัฒนาและเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดังกล่าว โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมาเลเซีย ไทย กัมพูชา อุรุกวัย และกานาที่มีพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมด้านเกษตรกรรม ที่จะต่อยอดให้กับการผลิตไบโอดีเซลได้


ปัจจุบันกำลังการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลปัจจุบันทั่วโลกเต็มที่มีจำนวนเพียง 51 พันล้านลิตรจากจำนวน119 ประเทศทั่วโลก โดย47 พันล้านลิตรนั้นสามารถผลิตเพื่อทำกำไรได้ และกำลังการผลิตดังกล่าว ถือว่ามีสัดส่วนเพียง 4-5%ของกำลังการผลิตปิโตรเลียมดีเซลในปัจจุบัน


นักวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตน้ำมันไบโอดีเซลนั้นสามารถจะเพิ่มขึ้นได้มากถึง 12 เท่าจากกำลังการผลิตในปัจจุบัน จากการพัฒนาผลผลิตที่เหลือจากการเกษตรกรรม โดยในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพัฒนาการบริหารจัดการเมล็ดพืชซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต โดยผลผลิตที่มีความเป็นไปได้นั้นสามารถเพิ่มได้สูงถึง 605พันล้านลิตรต่อปี โดยหลักๆนั้นจะมาจากผลผลิตของปาล์มและมะพร้าว ซึ่งจะมาจากมาเลเซียและอินโดนีเซียมากถึง 75% เลยทีเดียว


สำหรับประเทศที่มีศักภาพในการผลิตไบโอดีเซล ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา อเมริกา บราซิล เนเธอร์แลนด์ เยอรมันี ฟิลิปปินส์ เบลเยี่ยม และสปน ส่วนต้นทุนการผลิตนั้นก็มีตั้งแต่ราคาต่ำแค่ 0.53 เหรียยสหรัฐในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ จนถึ 1.71 เหรียญสหรัฐในสเปน


ดร ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้มีนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมพลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการที่สำคัญก็คือ "โครงการ มั่นใจ ใช้ได้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์" ที่มีการออกมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ทั้งการส่งเสริมด้านความพร้อมของวัตถุดิบและการผลิต การควบคุมมาตรฐานคุณภาพน้ำมันแก๊สโซฮอล์ มาตรการจูงใจด้านราคา ควบคู่กับการจัดกิจกรรมรณรงค์และการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อต่าง ๆ อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นปี 2550 ที่ผ่านมา


ทั้งนี้การรณรงค์ส่งเสริมที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ เห็นได้จากยอดจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ เดือน โดยยอดจำหน่ายต่อวันเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาสูงถึงระดับกว่า 5.2 ล้านลิตรต่อวันแล้ว เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เฉลี่ยต่อวันเมื่อปี 2549 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน ถือว่าเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 49%


ในช่วงที่ผ่านมา อัตราการใช้น้ำมันเบนซินในประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้นประมาณ 3% เนื่องจากราคาน้ำมันยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ประชาชนใช้น้ำมันอย่างประหยัดและหันมาใช้พลังงานทดแทน เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และเอ็นจีวี มีผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันไม่เพิ่มขึ้นสูงตามที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยภายในสิ้นปี 2550 จะผลักดันยอดการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ขึ้นไปถึงระดับ 8 ล้านลิตรต่อวัน หรือมีอัตราการเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 129% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงและน่าพอใจ


ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประกาศปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงจากเดิม 90 สตางค์ต่อลิตร เป็น 70 สตางค์ต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 จาก 40 สตางค์ต่อลิตรเป็น 20 สตางค์ต่อลิตร เพื่อเป็นการส่งเสริมด้านการตลาด และจูงใจให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันหันมาจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์แทนน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น"


นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้สนับสนุนโครงการรณรงค์ส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อย่างเต็มที่ โดยได้มีการประสานงานขอความร่วมมือจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในการติดสติ๊กเกอร์ที่ฝาถังน้ำมัน และในคู่มือการใช้งานรถใหม่ ว่าสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้ โดยบางบริษัทได้มีการติดสติ๊กเกอร์บนฝาถังน้ำมันและมีการระบุในสมุดคู่มืออยู่แล้ว และหลายบริษัทก็กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการอยู่

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย กล่าวว่าทางสมาคมฯได้มีการจัดอบรม "มองมุมใหม่ ช่างมั่นใจ น้ำมันแก๊สโซฮอล์" มีความมุ่งหวังให้เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการรถยนต์ช่วยเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์แก่ประชาชนให้เกิดความเชื่อมั่นและหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อย่างกว้างขวางมากขึ้น
###############################
อ่านจนจบข่าวแล้ว ก็ไม่เห็น"เต่าติดเทอร์โบ"พูดถึงว่าทำอะไรที่เกี่ยวกับไบโอดีเซล ที่เป็นหัวข่าว แม้แต่น้อย
59623

เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 370 3 พ.ย. 2550 (20:13)
ชาวสวนปาล์มกระบี่อ่านข่าวโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่จะถล่มสวนปาล์มของท่านแล้วยังครับ สวนส้มรังสิตดินเปรี่ยวแน่องจากฝนกรดรงไฟฟ้าวังน้อยก็เป็นของจริงที่ถูกปิดบัง สวนปาล์มกระบี่จะเป็นเหมือนสวนส้มรังสิตหรือไม่ ช่วยกันค้นหาข้อมูลกันนะครับ


กฟผ.จ่อขึ้นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ใช้พื้นที่เดิมโรงฟ้ากระบี่นำร่อง1,400เมกะวัตต์ต่างชาติรุมขายเชื้อเพลิง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2214 03 พ.ค. - 05 พ.ค. 2550

กฟผ.มองพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่เดิมขึ้นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 1,400 เมกะวัตต์ ลดกระแสต่อต้าน ขณะที่ต่างชาติแห่รุมจีบขายถ่านหินนำเข้า โดยอินโดนีเซียมีหวังมากสุด เพราะมีการศึกษามาก่อนหน้านี้ และเตรียมลงนามเอ็มโอยูจะซื้อจะขายภายในปีนี้ ส่วนจะซื้อจริงในปี 2552 หลังได้พื้นที่ก่อสร้างแน่นอนแล้ว


นายพายัพ พงศ์พิโรดม รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า จากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้เห็นชอบในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี 2007 ให้กฟผ.ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดกำลังการผลิต 2,800 เมกะวัตต์หรือขนาด 700 เมกะวัตต์ จำนวน 4 โรง นั้น ขณะนี้กฟผ.อยู่ระหว่างการจัดหาสถานที่ก่อสร้างอยู่หลายพื้นที่ โดยพุ่งเป้าไปที่บริเวณชายทะเลสามารถรับเรือขนาดใหญ่ในการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีพื้นที่ใดบ้าง แต่คาดว่าจะใช้พื้นที่ไม่กี่แห่ง เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินควรที่จะอยู่บริเวณเดียวกันไม่จำเป็นต้องไปสร้างท่าเรือเพิ่ม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำลงมาอีก และผลกระทบจากการขนถ่านหินจะน้อย โดยโรงไฟฟ้าแห่งแรกจะเข้าระบบในปี 2557


แต่อย่างใดก็ตาม ในการนำเข้าถ่านหินคุณภาพดีจากต่างประเทศมาเป็นเชื้อเพลิงนั้น ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากผู้ผลิตถ่านหินเป็นจำนวนมากจากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ออสเตรเรีย ที่ต้องการป้อนถ่านหินให้ระยะยาวกับกฟผ. โดยที่ผ่านมาได้มีการศึกษาร่วมกับทางบริษัทเอกชนในประเทศอินโดนีเซียแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงสุดที่น่าจะเป็นการนำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียก่อน โดยภายในปีคาดว่าจะสามารถเซ็นบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น(เอ็มโอยู) ในการแสงความจำนงที่จะซื้อจะขายถ่านหินกับทางบริษัทเอกชนของอินโดนีเซียได้ ขณะที่การนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเรียและเวียดนามจะอยู่ในอันดับรองลงมา


ทั้งนี้ ถ่านหินที่จะนำเข้ามานี้ จะเปิดประมูลให้บริษัทเอกชนหลายๆ รายยื่นข้อเสนอหรือการประมูล เพื่อให้ได้ราคาถ่านหินที่ถูกที่สุด รวมถึงคุณภาพและปริมาณที่มากพอที่จะป้อนได้ตลอดอายุโรงไฟฟ้าหรือ เป็นการทำสัญญาซื้อระยะยาวอย่างต่ำ 10 ปีขึ้นไป เพื่อให้ความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงมีน้อยที่สุด


ส่วนปริมาณที่จะรับซื้อนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพถ่านหินจะเป็นอย่างไร หากมีค่าความร้อนสูงปริมาณการซื้อก็จะลดลงเมื่อเทียบกับคุณภาพถ่านหินที่มีค่าความร้อนต่ำ จะเห็นได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเวลานี้เป็นลิกไนต์ที่มีค่าความร้อนต่ำอยู่ประมาณ 2,400- กิโลแคลอรีต่อตัน เมื่อนำมาผลิตไฟฟ้าขนาด 300 เมกะวัตต์ จะต้องใช้ถึง 2 ล้านตันต่อปี แต่หากเป็นถ่านหินคุณภาพดีที่มีค่าความร้อนอยู่ที่ประมาณ 4,000 กิโลแคลอรีต่อตัน จะใช้ถ่านหินประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี ในการผลิตไฟฟ้าขนาด 700 เมกะวัตต์


นายพายัพ กล่าวอีกว่า สำหรับการจะเซ็นสัญญานำเข้าถ่านหินกับอินโดนีเซียนั้น หลังจากได้เซ็นเอ็มโอยูจะซื้อจะขายถ่านหินกันในปีนี้แล้ว ภายในปี 2552 กฟผ.จะต้องบอกยืนยันการนาเข้าถ่านหินกับทางอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการและเซ็นสัญญาซื้อขาย เพื่อที่ทางอินโดนีเซียจะได้ไปจัดเตรียมเครื่องจักรในการขุดถ่านหินป้อนให้กับกฟผ.ต่อไป ซึ่งการจะเซ็นสัญญาซื้อถ่านหินได้นั้น กฟผ.จะต้องทราบสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าและแน่ใจว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเกิดขึ้นได้ เพราะไม่เช่นนั้นหากเซ็นสัญญาไปแล้ว และโรงไฟฟ้าไม่สามารถเกิดได้ กฟผ.จะได้รับความเสียหายในค่าปรับที่เกิดขึ้น


แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า สำหรับสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ขณะนี้มีพื้นที่เดิมของโรงไฟฟ้ากระบี่ ซึ่งแต่เดิมมีการใช้ลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงและเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตา ขนาด 300 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันได้หยุดการผลิตไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูง หากปรับปรุงโรงไฟฟ้าหรือทำการรื้อทิ้ง และทำการลอกร่องน้ำให้มีความลึกขึ้น จะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,400 เมกะวัตต์ขึ้นได้ เพราะปัจจุบันมีท่าเรือที่เคยรับลิกไนต์เตรียมพร้อมไว้แล้ว ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องไปลงทุนก่อสร้างท่าเรือเพิ่มเติมอีก และทำให้ประหยัดเงินในการจัดซื้อที่ดิน และถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ และยังทำให้กระแสการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินลดน้อยลง โดยปัจจุบันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 1 เมกะวัตต์ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 35 ล้านบาท
biowarning (IP:117.47.29.209)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 371 9 พ.ย. 2550 (22:46)
***พรรคการเมืองขายฝัน แก้ปัญหาน้ำมันแพง ***
ช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบของโลกทะยานใกล้100เหรียญสหรัฐต่อบาเรน ส่งผลให้ข้าวของแพงขึ้น ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ลองพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองว่ามีแนวคิดอย่างไร

+++ปชป.ฝันสร้างพลังงานใต้พิภพ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและดูแลยุทธศาสตร์โลจิสติกส์และระบบสาธารณูปโภค และเป็นผู้ที่รณรงค์การใช้แกสโซฮออล์มาตั้งแต่แรกเริ่ม

ดังนั้นนโยบายการแก้ไขปัญหาของพรรคที่เป็นนโยบายหลักคือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะเอธานอลและไบโอดีเซล รวมถึงการใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆเช่นโซล่าร์เซล พลังงานลม น้ำ ก๊าซชีวภาพ ที่จะต้องเน้นให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ลดผลกระทบเรื่องราคาน้ำมันที่ผันผวน

ปรับปรุงแผนการผลิตไฟฟ้าPDP 2007ใหม่ โดยเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และศึกษาพลังงานทางเลือก ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตทำหน้าที่ผู้ผลิตไฟฟ้าหลักอย่างน้อย50% เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆให้เกิดการลงทุนในภูมิภาคต่างๆอย่างรวดเร็วและชัดเจน พิจารณาพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหาแหล่งพลังงานใหม่ๆโดยเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน

ต้องมีการรณรงค์ ทั้งภาคบังคับและสมัครใจในการใช้พลังงานและรวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าทั้งราคาขายส่งและขายปลีกให้เกิดความเป็นธรรมและมีนโยบายยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถในการทำมี 6 โครงการคือ การสนับสนุนโรงงานผลิตซิลิคอน โครงการอุตสาหกรรมรถยนต์เอธานอลที่ตอ้งส่งเสริมการลงทุนและมีมาตรการทางภาษีให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์เอธานอลไปทั่วโลก ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์ผลิตเอธานอลในเอเชียแปซิฟิค จัดตั้งอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ริเริ่มโครงการหมู่บ้านพลังงานพอเพียง และริเริ่มพลังงานลม น้ำและความร้อนใต้พิภพ และการปรับปรุงระบบการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพคาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนล้านบาทแต่จะช่วยประหยัดน้ำมันลงไปได้จำนวนมาก


+++"มัชฌิมา"หาเชื้อเพลิงทดแทน

ด้านพรรคมัชฌิมาธิปไตยนั้นจะเน้นไปที่การส่งเสริมการใช้แหล่งเชื้อเพลิงทดแทนผลิตภัณฑ์น้ำมันที่นำเข้าจากต่างประเทศได้แก่แอลกอฮอล์ ก๊าซธรรมชาติ หินน้ำมัน โซล่าเซล ไบโอดีเซลและกังหันลม ส่วนพรรคประชาราชจะให้ความสำคัญในการลดการนำเข้าน้ำมันคือการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุกและแก้กฎหมายการเพิ่มกฎเกณฑ์จำนวนเพลารถเพื่อลดต้นทุนการบรรทุกสินค้าและขนส่ง จะลดค่าเชื้อเพลิงในรถยนต์ทุกชนิดและก๊าซหุงต้มลงด้วยการยึดคืนปตท.กลับมาเป็นของประชาชน

เปิดเสรีการผลิตเอธานอลจากมันสำปะหลังหรือกากน้ำตาลเพื่อเพิ่มรายรับเกษตรกรและลดการนำเข้าน้ำมัน เปิดเสรีการค้าและการส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ ส่งเสริมให้มีการผลิตโซล่าเซลล์ต้นน้ำและปลายน้ำในประเทศและพัฒนาโซล่าเซลล์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อใช้แสงอาทิตย์แทนน้ำมัน ส่งเสริมการทำวิจัย เพื่อพัฒนาพลังงานอื่นแทนน้ำมันเช่นพลังงานลม

+++"ชาติไทย" ปรับใช้พลังงานชุมชน

ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการบริหารพรรคชาติไทยกล่าวว่าปัญหาเรื่องราคาน้ำมันคงต้องมีการสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของราคาน้ำมันและควรต้องแสดงโครงสร้างราคาให้เป็นธรรม ส่วนทางด้านคณะกรรมการนโยบายพลังงานต้องมีความแน่ใจว่าการบริหารนโยบายด้านพลังงานอย่างเที่ยงธรรม ไม่ควรให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนจึงจำเป็นต้องปรับเรื่องโครงสร้างบุคคลที่เข้ามากำกับดูแลนโยบายด้านนี้

นโยบายภาษีที่มีส่วนเชื่อมโยงกับการใช้พลังงาน จึงต้องพิจารณาว่าสินค้าหรือการบริการที่นำเข้า ที่ไม่สามารถผลิตได้เองและก่อให้เกิดประหยัดพลังงานจะต้องมีการลดหย่อนภาษีให้ ส่วนสินค้าที่ผลิตได้เองและประหยัดพลังงานจะต้องเร่งให้การสนับสนุน ประการต่อไปที่ทำให้การสิ้นเปลืองพลังงานคือระบบการขนส่งโลจิสติกส์ ทำให้ต้นทุนสูงส่งผลถึงราคาสินค้าแพงขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาครับและเอกชนบางเรื่องรัฐต้องลงทุนเองบางเรื่องต้องร่วมกันเช่นการขนส่งระบบท่อ ระบบราง เพื่อลดการขนส่งโดยรถบรรทุกไปจนถึงการปรับปรุงระบบท่าเรือให้มีการขนส่งทางน้ำ

การหาพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก จะต้องมีโครงสร้างกระบวนการจัดการ

นโยบายพลังงานชุมชน และแต่ละแห่งสามารถที่จะมีทั้งการซื้อไฟและขายไฟคืนรัฐได้ช่วยประหยัดเรื่องการลงทุนก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า สนับสนุนการใช้โซล่าร์เซล การทำโรงไฟฟ้าพลังคลื่น พลังกังหันลม สามารถใช้กับชุมชนขนาดเล็กได้โดยเน้นที่การมองถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะทำได้เป็นหลัก

ส่วนนโยบายใหญ่ในอนาคตคือนโยบายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะให้มีการคัดแยกขยะลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาน้ำเสีย เป็นนโยบายชุมชนเรื่องรีไชเคิล


++รวมใจไทยฯหนุนใช้โซฮอลส์

ด้านดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รองหัวหน้าพรรคและกรรมการสภายุทธศาสตร์พรรครวมใจไทยชาติพัฒนากล่าวให้ความเห็นต่อปัญหานี้ว่าน้ำมันเป็นปัญหาของทั่วโลก และแหล่งน้ำมันและก๊าซจะลดลงเรื่อยๆดังนั้นจำเป็นต้องใช้นโยบายประหยัดพลังงานและต้องหาพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเสริม เช่นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศพม่าที่มีแหล่งก๊าซใหญ่ที่สุด การส่งเสริมการลงทุนโรงงานพลังงานน้ำในลาว อีกทั้งต้องหาพลังงานรูปแบบอื่นๆเข้ามาทดแทนน้ำมันและแกส


ขณะเดียวกันต้องมีการส่งเสริมเรื่องการใช้แกสโซฮอลส์ให้เต็มที่ มีการส่งเสริมให้ปลูกมันสำปะหลังและอ้อยเพื่อมาใช้ผลิตน้ำมัน ทั้งจะเป็นการลดปัญหาราคาอ้อยและน้ำมันด้วย


แผนเหล่านั้นเป็นแผนระยะกลางถึงระยะยาวแต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นดร.เอนก กล่าวว่าต้องเป็นเรื่องจิตวิทยาในการรณรงค์ประหยัดไฟฟ้าและหันมาใช้วัสดุที่ประหยัดไฟแทน ส่วนะระยะยาวหากไม่มีการหาพลังงานด้านอื่นมาทดแทนแล้วทั้งโลกจะประสบปัญหามาก ดังนั้นแนวคิดในการใช้พลังงานจากไฮโดรเจนเพื่อที่จะช่วยลดปัญหาโลกร้อนในอนาคตด้วย ทั้งนี้จำเป็นต้องตระหนักถึงการแก้ปัญหาเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันเพราะ พลังงานจะมีผลต่อเรื่องเศรษฐกิจยั่งยืนหรือไม่

เลือกตั้งครั้งนี้ แนวทางแก้ปัญหาพลังงาน จึงเป็นประเด็นผู้มีสิทธิควรพิจารณาให้ดีว่านโยบายใครจะขายฝันหรือทำได้จริง !!
เกษตรกรตัวจริง (IP:125.27.197.101)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 372 12 พ.ย. 2550 (15:25)
ชอบมาก
นุก (IP:124.157.189.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 373 13 พ.ย. 2550 (02:37)
ไบโอดีเซลจากปาล์มพลังงานทดแทนจากทีโอแอล
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2550
ในขณะนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นถึง 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มว่าจะขึ้นไปถึง 100 เหรียญสหรัฐในไม่ช้านี้ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงคนไทยคงจะได้ใช้น้ำมันเบนซินลิตรละ 32-33 บาท และดีเซลลิตรละ 29-30 บาทเป็นแน่แท้ และเมื่อโอกาสที่ว่านี้มาถึงความเดือดร้อนจากภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มคงจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันแพง จะต้องตามมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ สินค้า และบริการทุกประเภทขึ้นราคา เนื่องจากผู้ประกอบการทนต่อภาวะขาดทุนอันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิต และต้นทุนในการดำเนินการเพิ่มขึ้น

ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ความเดือดร้อนคงจะเกิดขึ้นในทำนองเดียวกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา และโดยนัยเดียวกัน การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่รัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศ และมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลแก้ไขความเดือดร้อน ก็จะลงมาแก้ไขความเดือดร้อนที่ว่านี้ ส่วนว่าจะแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ศักยภาพของบุคลากรในภาครัฐในการแก้ไข และป้องกันปัญหาความเดือดร้อนอันเกิดจากการที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งรับผิดชอบในการดูแลแก้ไขภาวะเงินเฟ้อ

1.2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการควบคุมราคาสินค้า และบริการ มิให้มีการขึ้นราคาในลักษณะแสวงหากำไรเกินควร โดยการอ้างต้นทุนเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น

1.3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะบริหารจัดการพลังงานทั้งในด้านราคา และป้องกันการกักตุนเพื่อเก็งกำไรได้มากน้อยแค่ไหน และอย่างไร รวมไปถึงการจัดหาพลังงานทดแทนน้ำมันด้วย

2. ระยะเวลาที่วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันคงอยู่นานมากน้อยแค่ไหน

ถ้าวิกฤตการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นและคงอยู่ในระยะสั้นๆ แล้วกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปัญหาความเดือดร้อนก็คงจะไม่มากนัก หรือถ้าวิกฤตการณ์ยาวแต่ปัจจัยในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเดือดร้อนก็ไม่มากเช่นกัน

ในทางตรงกันข้าม ถ้าวิกฤตการณ์ยาวและปัจจัยในข้อหนึ่งทำงานไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็นความเดือดร้อนก็คงจะมาก

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามดูการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงในครั้งนี้ ยังไม่เห็นว่ามีอะไรใหม่ไปกว่าที่เคยดำเนินการมาในอดีต เริ่มด้วยการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าและบริการที่ผู้ประกอบการธุรกิจด้านต่างๆ ขอมา ก็ทำได้แค่ขอความร่วมมือให้ชะลอการปรับราคาไปก่อน และถ้าจะให้มีการปรับราคาก็คงให้ปรับไม่มากนัก โดยให้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคไปพร้อมๆ กับความเดือดร้อนของผู้ประกอบการธุรกิจในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

ส่วนมาตรการอื่นๆ ยังไม่ปรากฏชัดเจน เป็นต้นว่า มาตรการประหยัดไฟฟ้าด้วยการปิดสถานบริการ และร้านค้าขนาดใหญ่เร็วขึ้น รวมไปถึงการปิดสถานที่จำหน่ายน้ำมันในเวลากลางคืน เป็นต้น

ยิ่งกว่านี้ นโยบายส่งเสริมการจัดหาพลังงานทดแทนยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างจริงจังในรัฐบาลชุดนี้ ส่วนที่พอมีอยู่บ้างก็เป็นผลงานของรัฐบาลชุดก่อนที่เริ่มไว้ และปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลชุดนี้ เช่น การนำก๊าซโซฮอล์มาใช้แทนเบนซิน 95 การนำก๊าซเอ็นจีวีมาใช้กับรถประจำทาง และรถยนต์รับจ้าง รวมไปถึงโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และบริษัทในเครือได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในรัฐบาลในอดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มที่บริษัท ไทยโอลีโอเคมี จำกัด อันเป็นบริษัทในเครือ ปตท. จะเปิดดำเนินการในปลายปีนี้ และเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับบริษัทที่ว่านี้ ผู้เขียนใคร่ขอแนะนำเกี่ยวกับการผลิตไบโอดีเซล และผลิตภัณฑ์อื่นโดยใช้น้ำมันปาล์มทั้งที่ได้จากเนื้อของลูกปาล์ม และเนื้อในเมล็ดปาล์มพอเป็นสังเขป ดังนี้

บริษัท ไทยโอลีโอเคมี จำกัด ใช้ชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า TOL ได้ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 โดยมีบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ด้วยทุนจดทะเบียน 2,400 ล้านบาท โดยมีผลิตภัณฑ์และกำลังผลิตดังต่อไปนี้

1. เมทิลเอสเตอร์ ซึ่งนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล 200,000 ตันต่อปี

2. แฟตตี้แอลกอฮอล์ ซึ่งนำมาผลิตสารหล่อลื่นในการตัดเจาะโลหะ สารปรับสภาพเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ น้ำยาทำความสะอาด สารเพิ่มฟองในผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอนามัย และน้ำยาทำความสะอาดพื้น

3. กลีเซอรีน ซึ่งนำมาผลิตยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ

ในการผลิตเคมีภัณฑ์ 3 ประการดังกล่าวข้างต้น โรงงานแห่งนี้ได้น้ำมันปาล์ม ทั้งที่ได้จากเนื้อของปาล์ม (CPO) และที่ได้จากเนื้อในของเมล็ดปาล์ม (CPKO) โดยจะใช้น้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ในประเทศเป็นหลัก จะนำเข้าเฉพาะในส่วนที่การผลิตในประเทศไม่เพียงพอเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มให้ขายผลผลิตในราคาที่แพงขึ้นในระดับที่ปลูกแล้วคุ้มค่าแก่การลงทุน และในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปาล์มได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากราคาแพงขึ้น จึงพูดได้ว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร และพร้อมกับการถ่วงดุลราคาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปาล์มมิให้แพงเกินไปด้วย

แต่จากข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตและการบริโภคน้ำมันปาล์มในประเทศ ปัจจุบันปรากฏว่าประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบ(CPO) ได้ประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี และในจำนวนนี้ส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เพื่อการบริโภค และอุตสาหกรรมอื่นๆ ถึง 900,000 ตันต่อปี จึงมีเหลือพอที่จะนำไปผลิตไบโอดีเซลเพียง 200,000 ตันต่อปี

อนึ่ง ในปัจจุบันยังมีผู้ผลิตไบโอดีเซลรายอื่นนอกจากทีโอแอลได้นำต้นปาล์มส่วนที่เหลือจากการบริโภคนี้ประมาณ 40,000-50,000 ตันต่อปี ทำให้เหลือน้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพียง 150,000 ตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอ บริษัท ไทยโอลีโอเคมี จำกัด จึงมีแผนจะขอนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบบางส่วน แต่จะคำนึงผลประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก โดยจะไม่เข้าไปแย่งตลาดน้ำมันบริโภคอันจะมีผลทำให้ประชาชนโดยรวมเดือดร้อน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ใช้บริโภคแพงขึ้น

ส่วนน้ำมันในเมล็ดปาล์ม (CPKO) ในปัจจุบันประเทศไทยผลิตได้ประมาณ 120,000 ตันต่อปี และในจำนวนนี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารบางประเภท และอุตสาหกรรมสุขอนามัยส่วนบุคคลประมาณ 40,000 ตันต่อปี จึงมีเหลือให้บริษัทนำไปใช้เพียงประมาณ 80,000 ตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงมีความจำเป็นต้องขอนำเข้าเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการต่อกำลังผลิต

จากข้อมูลการผลิตที่บริษัท ไทยโอลีโอเคมี จำกัด วางแผนไว้ และข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันปาล์มที่ประเทศไทยผลิตได้เปรียบเทียบกับปริมาณการใช้แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า ถ้ารัฐบาลจริงใจในการให้ความสนับสนุนโครงการแสวงหาพลังงานทดแทนน้ำมันในส่วนที่เกี่ยวกับไบโอดีเซลแล้ว รัฐบาลจะต้องเอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทในการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศในปริมาณที่เพียงพอต่อกำลังผลิตที่มีอยู่ และจะเพิ่มขึ้นในอนาคตเพื่อให้สอดคล้องความต้องการพลังงานที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย

ส่วนการส่งเสริมการแสวงหาพลังงานทดแทนน้ำมันจากพลังงานอื่น เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เป็นต้น ถึงแม้ในปัจจุบันต้นทุนจะแพงกว่าน้ำมันก็คงจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าราคาน้ำมันจะแพงกว่านี้ และในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีมากขึ้นจะทำให้ต้นทุนถูกลงได้ และเมื่อถึงเวลานั้นประเทศไทยจะได้ไม่ขาดแคลนพลังงาน ทั้งยังได้ใช้ของถูกและมีคุณภาพด้วย

ส่วนพลังงานนิวเคลียร์ ถึงแม้จะมีราคาถูกกว่าราคาพลังงานชนิดอื่น แต่ถ้านำความปลอดภัยมาพิจารณาควบคู่ไปกับอุปนิสัยคนไทยที่มักง่าย และไม่เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังแล้ว ก็ยังพูดได้ว่าไม่ควรเสี่ยงอยู่

แต่ถ้าวันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ค่อยว่ากันอีกที

โดย สามารถ มังสัง
**************************************************
ช่วยกันวิเคราะห์ข่าว ให้ความเห็น ให้มีเสียงสะท้อนดังๆ ให้มีคนฟังและเข้าใจในแง่มุมของภาคประชาชน กันบ้างก็ดีนะครับ
เวลาเอกชน รายใหญ่พูดแล้วเสียงดัง สื่อมีการนำเสนอให้เป็นอย่างดี
ชาวบ้านตาดำๆจะพูด ต้องรวมตัวกันพูด รวมพลังกันขับเคลื่อน
จึงจะเกิดแนวทางและโอกาสที่จะเอื้อต่อภาคประชาชนที่คิดพึ่งพาตนเองทางด้านพลังงานไบโอดีเซลนะครับ
62143

เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 374 13 พ.ย. 2550 (03:18)
เตือนภัย “อาหารใช้น้ำมันทอดซ้ำ” เสี่ยงมะเร็งสุดๆ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2550 14:56 น.

เตือนภัย “อาหารใช้น้ำมันทอดซ้ำ” เสี่ยงมะเร็ง สารประกอบโพลาร์ทำลายระบบเซลของร่างกาย ระบุ ปาท่องโก๋ เมนูสุดเสี่ยง ระบุร้อยละ 90 ผู้ประกอบการใช้น้ำมันซ้ำหลายครั้ง เผยคนไทยน่าเป็นห่วง บริโภคอาหารที่ประกอบจากน้ำมันทอดซ้ำโดยไม่รู้ตัว สสส.เตือนถึงเวลาแล้วที่ผู้บริโภคต้องดูแลตัวเอง ด้าน สธ.เผยกว่าร้อยละ 80 อาหารเจในท้องตลาดใช้วิธีทอด ผัดน้ำมัน แนะผู้บริโภคผู้ประกอบการใช้น้ำมันทอดจากเนื้อปาล์ม
วันนี้ 10 ต.ค. เวลา 13.35 น. ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าว “น้ำมันทอดซ้ำอันตราย อาจตายเพราะมะเร็ง” โดย อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข/ผู้จัดการแผนงานโภชนาการเชิงรุก
เผย ประเทศไทยมีกฎหมายออกมาในปี 2547 ห้ามจำหน่ายน้ำมันทอดซ้ำแก่ร้านอาหารหรือผู้ปรุงอาหารอื่น ๆ เพื่อนำไปทอดต่อโดยเด็ดขาด หากกระทำฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดฐานจำหน่ายอาหารผิดมาตราฐาน
*** มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาทสำหรับผู้ขายอาหารทอดต่าง ๆ ไม่ควรใช้น้ำมันทอดซ้ำหลาย ๆ ครั้งเพราะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
ซึ่งผู้บริโภคเองควรเลือกซื้ออาหารทอดจากพ่อค้าแม่ค้าที่ทอดด้วยน้ำมันใหม่ ๆ สีเหลืองใส หากน้ำมันมีสีดำ ผู้บริโภคไม่ควรซื้อมารับประทานโดยเด็ดขาด ทั้งนี้น้ำมันที่ใช้ทอดไม่ควรใช้เกิน 2 -3ครั้ง และจากผลการสำรวจที่ผ่านมาการกินเจ 9 วันจะทำให้น้ำหนักเพิ่มชึ้น 1-2 กก.

อ.สง่า กล่าวเตือนว่า ผู้กินเจในเทศกาลถือศีล กินเจ ขอให้กินให้ถูก กินให้เป็น อย่ากินตามแฟชั่น ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน เนื่องจากมีการสำรวจพบอาหารเจในท้องตลาดกว่า ร้อยละ 80 ใช้วิธีทอด ผัดน้ำมัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ควรมีหลักปฏิบัติในการใช้น้ำมันทอดอาหารทั้งในระดับผู้บริโภคระดับผู้ประกอบอาหารทอดรายย่อย และภัตตาคารอาหารจานด่วน

เพื่อให้น้ำมันทอดอาหารปลอดภัยต่อการบริโภคอีกทั้งการป้องกันการใช้น้ำมันทอดอาหารผิดวิธี
คือ 1. น้ำมันปรุงอาหาร ควรเป็นน้ำมันพืชหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันสัตว์ เพื่อไม่ให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ
2. น้ำมันทอดอาหารควรเป็นน้ำมันที่คงตัวและเกิดควันช้า เช่น น้ำมันปาล์มโอเลอิน (จากเนื้อปาล์ม )
3. ไม่ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพดน้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันหมู น้ำมันวัวและไขมันสัตว์อื่น ๆ ในการทอดอาหาร เพราะน้ำมันดังกล่าวไม่คงตัว จึงเสื่อมสภาพเร็ว
4. หากน้ำมันทอดอาหารมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ให้เปลี่ยนน้ำมันทอดอาหารใหม่ทันทีไม่ควรเติมน้ำมันใหม่ลงไปเจือจาง เช่น กลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น สีดำ เกิดฟอง ควัน เหม็นไหม้ ไอน้ำมัน ทำให้ระคายเคืองตาและลำคอเมื่อโดนความร้อน
5. ควรกรองกากอาหารทิ้งระหว่างและหลังการทอดอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทอดที่มีการชุบแป้งปริมาณมาก ควรใช้ตะแกรงหรือผ้าขาวบางกรองเศษอาหารและผงขนาดเล็กออกจากน้ำมันทอดอาหาร

อ.สง่า ยังกล่าวอีกว่า ควรซับน้ำมันส่วนเกินบริเวณผิวหน้าอาหารดิบก่อนทอดเพื่อลดการแตกตัวของน้ำมัน ทำให้ชะลอการเสื่อมสลายตัวของน้ำมันทอดอาหาร
7. ควรทอดอาหารครั้งละไม่มากเกินไป เพื่อให้ความร้อนของน้ำมันทอดอาหารกระจายทั่วถึง และใช้เวลาในการทอดน้อยลง
8. ไม่ควรทอดอาหารด้วยไฟแรงเกินไป
9. ควรเปลี่ยนน้ำมันทอดอาหารให้บ่อยขึ้น หากทอดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีส่วนผสมของเกลือหรือ

เครื่องปรุงรสปริมาณมาก และ
10. ควรล้างทำความสะอาดกระทะทอดอาหารหรือเครื่องทอดทุกวัน เนื่องจากน้ำมันเก่าสามารถไปเร่งการเสื่อมสภาพของน้ำมันทอดอาหารที่เติมลงไปใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ออกกฏหมายลงโทษผู้กระทำผิดในการห้ามจำหน่ายน้ำมันทอดซ้ำแก่ร้านอาหารหรือผู้ปรุงอาหารอื่น ๆ เพื่อนำไปทอดต่อโดยเด็ดขาดนั้น ขณะนี้กลับไม่มีการดำเนินการที่เป็นทางการ เนื่องจากอะไร
อ.สง่า กล่าวว่า ที่ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นทางการเนื่องจากประชาชนไม่มีการร้องเรียน หรือปล่อยให้เลยตามเลย ส่วนเจ้าที่ก็ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้เท่าที่ควร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซียที่ไม่มีกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้านนี้ แต่เน้นการเสริมสร้างพลังให้ประชาชนรักษาสิทธิ์ของผู้บริโภค เมื่อเกิดกรณีเอาเปรียบผู้บริโภคก็สามารถที่จะแจ้งความดำเนินคดีทำการจับกุมได้

ด้าน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายเพื่อนชวนเพื่อน กล่าวว่า การออกมาเตือนประชาชนในการเลือกซื้ออาหารเจนั้นไม่ใช่เป็นการต่อต้าน แต่เพื่อต้องการให้ประชาชนตระหนักในการเลือกซื้อหา หรือรับประทานอาหารเจให้เป็น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคเอง ส่วนปาท่องโก๋นั้น เป็นอาหารที่มีความเสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบอาหาร เนื่องจาก ร้อยละ 90 ของผู้ประกอบอาหารทั้งสองรายการนี้ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง รวมไปถึงอาหารทอดอื่นๆ อย่าง ไก่ทอด กล้วยทอด เผือกทอด ซึ่งอาหารเหล่านี้มักใช้น้ำมันทอดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง อีกทั้งมีการเพิ่มเติมน้ำมันลงไปในน้ำมันเก่าที่ผ่านการทอดมาแล้ว จนน้ำมันเปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นสีดำและมีลักษณะข้นเหนียว

ภก.สงกรานต์ กล่าวอีกว่าผลกระทบต่อสุขภาพของน้ำมันทอดซ้ำทำให้เกิดการเจริญเติบโตลดลง ตับและไตมีขนาดใหญ่ มีการสะสมไขมันในตับ การหลั่งน้ำย่อยทำลายสารพิษในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นนอกจากนั้นไขมันที่ถูกออกซิไดซ์ปริมาณสูงอาจทำให้ไลโปโปรตีนชนิดแอลดีแอลมีโอกาสเกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ส่วนไอระเหยจากน้ำมันทอดอาหาร หากสูดดมเป็นระยะเวลานานมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งที่ปอดอีกด้วย

“น้ำมันที่ผ่านการทอดซ้ำหลาย ๆ ครั้งจะมีคุณสมบัติที่เสื่อมลง ทั้งสี กลิ่น รสชาติและมีความหนืดมากขึ้น ที่สำคัญจะก่อให้เกิด “สารประกอบโพลาร์” ที่สามารถสะสมในร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์” ภก.สงกรานต์

******************************
ความรู้เพื่อการบริโภค เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อคุณภาพสังคมที่ดี ต่อทุกคน

***กฎหมายออกมาในปี 2547 ห้ามจำหน่ายน้ำมันทอดซ้ำแก่ร้านอาหารหรือผู้ปรุงอาหารอื่น ๆ เพื่อนำไปทอดต่อโดยเด็ดขาด หากกระทำฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดฐานจำหน่ายอาหารผิดมาตราฐาน
*** มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาทสำหรับผู้ขายอาหารทอดต่าง ๆ ไม่ควรใช้น้ำมันทอดซ้ำหลาย ๆ ครั้งเพราะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค****
กฎหมายมีออกมานานแล้ว มีผลบังคับใช้ มีบทลงโทษ
น้ำมันพืชใช้แล้วก็มีทางออก นำไปทำไบโอดีเซลได้ แถมยังมีราคาขายรับซื้อดี (ไล่ตามราคาน้ำมันดีเซลมาติดๆ)
การบริโภค ต้องตระหนักถึงเรื่องคุณภาพอาหาร และคุณภาพชีวิตเป็นอย่างดี
การทำไบโอดีเซล ที่ทุกๆท่านทำกันอยู่ ขอให้ตระหนักถึงเรื่องต่างๆต่อไปนี้ด้วย
-เรื่องคุณภาพไบโอดีเซลเพื่อเครื่องยนต์ของท่าน
-เรื่องการป้องกันตัวเองจากการใช้สารเคมีที่มีผลต่อ มือ ตา จมูก ผิวหนัง ของท่าน
-เรื่องการป้องการสารระเหยจากเมทานอลคุกคามปอด และสมองของท่าน
-เรื่องการบำบัดน้ำอย่าให้มีน้ำเสียในคูคลองรอบๆบ้านและเพื่อนบ้านของท่าน
-เรื่องการใช้เมทานอลอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิผล มีการเรียกคืน(ยามเมทานอลแพง) และปลอดภัย
(การทำงานร่วมกับเมทานอลมีความเสี่ยง ควรศึกษาเรื่องความปลอดภัย และตรวจสอบความสมบูรณ์พร้อมของเครื่องมือของท่านก่อนการทำงาน)
-เรื่องความปลอดภัยขณะตระเวนซื้อน้ำมันพืชใช้แล้ว (ซึ่งบางครั้งอาจมีการตัดหน้า ตัดราคา ท่านผู้ชอบใช้อารมณ์และกำลัง ฯลฯ
+++ขอให้ทุกท่านมีความสุขและความภูมิใจ ที่สามารถผลิตไบโอดีเซลใช้เอง ได้อย่างพอเพียง
ทำไบโอดีเซลใช้ได้ อย่าง สงบ ปลอดภัย ปราศจากการรบกวนใดๆจากกรมธุรกิจพลังงาน
เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 375 13 พ.ย. 2550 (08:50)
62144
- การส่งเสริมการผลิตการใช้ไบโอดีเซลในระดับชุมชน

ศึกษาวิจัยและสาธิตการนำกลีเซอรีนมาใช้ประโยชน์

- การทดสอบน้ำมันสบู่ดำกับเครื่องยนต์เกษตรเอนกประสงค์

- ศึกษาและปรับปรุงประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียโครงการไบโอดีเซลชุมชน

- การประเมินผลและติดตามโครงการไบโอดีเซลระดับชุมชน

- ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไบโอดีเซลชุมชน

- วิเคราะห์เสนอแนะมาตรการด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ

- ศึกษา การบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวภาพและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (By product) ทั้งในระดับชุมชนและเชิงพาณิชย์

- Biofuel Bangkok 2007

- ประชาสัมพันธ์เชื้อเพลิงชีวภาพ

- สาธิตการผลิตและการใช้ไบโอดีเซล ระดับชุมชน จ.สงขลา

- ศึกษาและกำหนดรูปแบบการจัดการสบู่ดำเป็นเชื้อเพลิงแบบครบวงจร

- จัดทำยุทธศาสตร์พัฒนา อุตสาหกรรรมต่อเนื่องจากไบโอดีเซลแบบครบวงจร

- ศึกษารูปแบบองค์กรการจัดการบริหารเชื้อเพลิงชีวภาพ

- การประเมินผลการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตและการใช้ไบโอดีเซล

***กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)
กระทรวงพลังงาน
เลขที่ 17 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กทม. 10330
โทร. 0-2223-0021 ถึง 9 โทรสาร. 0-2226-1416
เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 376 13 พ.ย. 2550 (22:34)
1. การขอนำเข้า CPO เพื่อการผลิตไบโอดีเซล เพื่อใช้ในประเทศไทยนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะภายใน 1 เม.ย. 51 รัฐก็เลิกอุดหนุนเงินให้กับผู้ค้าน้ำมันดีเซลมาตรา 7 แต่ดีเซลก็ต้องมี Biodiesel ผสม 2 % ตามกฏหมายผู้ไม่สามารถมีไบโอดีเซลผสม 2% จะผิดกฏหมายเรื่องนี้เป็นส่วนของผูค้าน้ำมันดีเซลมาตรา 7 ที่ต้องหาซื้อไบโอดีเซลมาผสมเอง
2.และสุดท้ายภาระค่าน้ำมันดีเซล B2 ก็จะไปอยู่ที่ผู้ใช้น้ำมันดีเซลครับ แต่ประโยชน์จะตกไปอยู่ที่ชาวสวนปาล์มน้ำมันและพืชน้ำมันอื่นๆ ซึ่งก็เป็นกระเป๋าคนไทยด้วยกันไม่เป็นไร
3.แต่ถ้าผู้ผลิตไบโอดีเซลนำเข้า CPO เพื่อผลิตไบโอดีเซลผสมดีเซล B2 เสียหายทางตรงคือ CPO ราคาสูงกว่าดีเซลเกือบเท่าตัวเสียเงินบาทไปนอกประเทศแบบไร้สาระเลยครับ
4. ถ้า CPO ในไทยขาดจริงๆ ต้องกำหนดโคต้าให้ผู้ค้าน้ำมันดีเซลมาตรา 7 นำเข้าดีเซลที่มีไบโอดีเซลผสมอยู่ 2% เข้ามาตรงๆจะดีกว่า แต่ต้องนำใบเสร็จซื้อ CPO มาแลกกับการนำเข้า B2 มาชดเชยส่วนที่ CPO ในประเทศมีไม่พอเพราะอย่างไรก็เป็นภาระของผู้ใช้ดีเซลในประเทศอยู่แล้ว ส่วนชาวสวนปาล์มก็ยังขาย FFB/CPO ให้โรงงานผลิตไบโอดีเซลในประเทศได้เต็มที่อยู่ดี(ย้ำว่าชาวสวนปาล์มจะได้ประโยชน์ต้องมีการจำกัดโคต้าโยนำใบเสร็จ ซื้อ CPO ในประเทศมาแลกโคต้านำเข้า B2 เท่านั้นไม่ใช่ให้ผู้ผลิตไบโอดีเซลในประเทศนำเข้า CPO มาผลิตไบโอดีเซล)
5. เรื่องส่งเสริมปล็กปาล์ม ที่จะพึ่งพารัฐบาลคือ ตรวจ DNA พันธุ์ปาล์มไม่ให้ชาวสวนปาล์ฒถูกหลอกก็พอแล้ว แต่ทุ่งรังสิต-นครนายกจะปลูกปาล์มแทนสวนส้มเพราะมีน้ำมาก ก็ดูกันให้ชัดๆว่าดินเปรี่ยวไม่ได้มาจากฝนกรดหรือน้ำค้ากรดจากโรงไฟฟ้าวังน้อยนะครับ
Biowarning (IP:222.123.194.61)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 377 14 พ.ย. 2550 (09:07)
ทำไมตอนนี้ราคา ไขมันปาล์มมันสูงขึ้นตามราคาดีเซล และ Methanol ก็สูงตาม แล้วโรงงานผู้ผลิตไบโอดีเซลจะสามารถผลิตไบโอดีเซลออกมาจำหน่ายให้ กลุ่ม ม.7 ได้ยังไง เมื่อราคา Stearine และ Methanol สูง ก็ไม่คุ้มทุนที่จะผลิต อยากให้มีการปลูกปาล์มในประเทศกันมากขึ้น เพราะตอนนี้ปาล์มภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ต้องแย่งกันซื้อราคาก็สูงขึ้น เฮ้อออ
อสูรไบโอ (IP:125.24.134.107)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 378 14 พ.ย. 2550 (10:54)
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2269 11 พ.ย. - 14 พ.ย. 2550



นักวิจัยชี้ศักยภาพไทย +รวมทั้งมาเลเซีย อุรุกวัย กานา ฯลฯ มีโอกาสอยู่แถวหน้าประเทศผู้ผลิตไบโอดีเซลโลก

ผลการศึกษาชิ้นใหม่ของม. มะกันเกี่ยวกับศักยภาพของประเทศต่างๆ ในโลกจำนวน 226 ประเทศในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล พบว่า มีความเป็นไปได้ที่ประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาอย่างไทย อุรุกวัย และกานา อาจจะพลิกบทบาทขึ้นมาเป็นผู้นำแถวหน้าในระดับโลก และดึงดูดใจนักลงทุนต่างชาติเข้ามาสู่อุตสาหกรรมดังกล่าว



การศึกษาชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี (Environment Science and Technology Journal) ของสหรัฐอเมริกาฉบับเดือนกันยายน ระบุว่า นอกจากไทยและอีก 2 ประเทศดังกล่าวแล้ว ยังมีมาเลเซียและโคลอมเบีย ที่มีแนวโน้มที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล นาย แมต จอห์นสตัน จากศูนย์ศึกษาสิ่งแวดล้อมโลกและการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ เปิดเผยว่า ประเทศเหล่านี้สามารถสามารถผลิตน้ำมันจากพืชได้เป็นจำนวนมากในราคาต้นทุนที่ยังต่ำอยู่ จึงถือว่ามีศักยภาพสูง หากแต่ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังส่งออกน้ำมันพืชไปขายในต่างประเทศ แล้วนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมมาใช้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ประเทศเหล่านี้สามารถนำน้ำมันพืชที่ผลิตได้มาทำเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อใช้เองภายในประเทศทดแทนการใช้น้ำมันปิโตรเลียม



รายงานระบุว่า ถึงแม้สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศผู้ปลูกถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลกและสามารถผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากถั่วเหลือง กับบราซิล ผู้ผลิตอ้อยรายใหญ่และเป็นผู้ผลิตไบโอดีเซลชั้นแนวหน้าของโลก จะยังคงเป็น 2 ประเทศที่มีบทบาทสูงในตลาดน้ำมันไบโอดีเซลของโลก แต่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกน้ำมันพืชอยู่แล้วในปัจจุบัน ก็สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายสำคัญในเวทีน้ำมันไบโอดีเซลโลกเช่นกัน



น้ำมันดังกล่าวเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่อยู่ในกลุ่มพลังงานที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้และกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนนานาชาติ กลุ่มผู้สนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเปิดเผยว่า แม้น้ำมันชนิดนี้จะใช้ได้ดีกับเครื่องยนต์ดีเซลที่เคยใช้กับน้ำมันดีเซลทั่วไป แต่ไอเสียจากเครื่องยนต์ที่ใช้ไบโอดีเซลจะไม่สร้างมลภาวะทางอากาศเท่าไอเสียน้ำมันดีเซล (จากปิโตรเลียม)



จอห์นสตันตั้งข้อสังเกตขณะไปเยือนประเทศฟิจิ ซึ่งเป็นประเทศเกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแปซิฟิคใต้ ซึ่งเขาพบว่า ชาวเกาะใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศและมีราคาถึงแกลลอนละประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในการปั่นเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งๆ ที่ฟิจิเองสามารถผลิตน้ำมันมะพร้าวได้เป็นจำนวนมาก และจำหน่ายในราคาลิตรละ 50 เซ็นต์ หรือแกลลอนละประมาณ 2.27 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น "ตัวเลขราคาที่แตกต่างนั้นแทบไม่น่าเชื่อ" จอห์นสตันกล่าวว่า หลังจากนั้นเขาก็มีความคิดที่จะศึกษาว่ายังมีประเทศใดในโลกอีกบ้างที่มีศักยภาพในการผลิตไบโอดีเซลปริมาณมากในราคาต้นทุนต่ำ แต่อาจจะยังไม่ได้ตระหนักถึงศักยภาพดังกล่าวนั้น



ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปิโตรเลียมที่ทะยานสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่น กรณีผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ได้กระตุ้นให้สังคมโลกมีความสนใจหันมาพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันองค์กรบางแห่ง ซึ่งรวมถึงองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็มีความกังวลว่า พืชผลการเกษตรบางชนิดซึ่งเป็นอาหารของคนและสัตว์ อาจเกิดภาวะขาดแคลนในตลาด เนื่องจากผู้ปลูกหันไปขายให้กับโรงงานผลิตน้ำมันไบโอดีเซลแทน นอกจากนี้กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมยังมีความวิตกว่า การระดมเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชที่สามารถนำไปผลิตน้ำมันไบโอดีเซล อาจทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นในกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า มีการถางพื้นที่ป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ไม่เพียงเท่านั้น การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชเหล่านี้ยังทำให้มีความต้องการใช้น้ำและระบบชลประทานเพิ่มมากขึ้น อีกสิ่งที่เป็นความกังวลคือ การใช้ปุ๋ยในแปลงเพาะปลูกทำให้มีปริมาณไนโตรเจนเพิ่มขึ้นในสิ่งแวดล้อม ดังนั้นนักวิจัยจึงหวังว่า ผลการศึกษาชิ้นดังกล่าวนี้จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลกระทบและป้องกันหรือลดทอนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากกระแสการแห่ปลูกพืชเพื่อป้อนอุตสาหกรรมผลิตไบโอดีเซล



จอห์นสตันกล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงต้องการเห็นศักยภาพของแต่ละประเทศในโลกในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล แต่ยังต้องการศึกษาในแง่ผลกระทบด้วยว่า พืชที่เป็นอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ชนิดใดที่จะได้รับผลกระทบหากประเทศนั้นๆ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันไบโอดีเซลต่อไป ซึ่งการมองเห็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจะทำให้สามารถคิดประเมินว่าจะหาทางรับมือหรือหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างไร





***ปาล์มทะลายขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ __?__ กิโลกรัม**
62222

เกษตรกรตัวจริง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 286 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.